กษิต ภิรมย์ หารือประเด็นการปฏิรูปการศึกษา โดยเสนอให้เปรียบเทียบรูปแบบการจัดการศึกษาของประเทศที่มีระบอบเสรีภาพ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการส่งเสริมความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยไทยผ่านการปฏิรูประบบบริหารจัดการ การกระจายอำนาจให้ที่ประชุมอธิการบดี หรือจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะภายใต้กระทรวงศึกษาธิการโดยไม่ต้องตั้งกระทรวงใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน รวมถึงการส่งเสริมความเป็นอิสระ ความโปร่งใสในการบริหารทรัพย์สินและรายได้ของมหาวิทยาลัย โดยแยกบทบาทอธิการบดี จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ และกำหนดเกณฑ์การแต่งตั้งสภามหาวิทยาลัยอย่างมีส่วนร่วม ไม่เอื้อประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พร้อมสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนในสถาบันการศึกษามีสิทธิมีเสียงในการตัดสินใจ เพื่อสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยตั้งแต่ระดับฐานราก รองรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในอนาคต
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ก่อนอื่นต้องขอคัดค้านประโยคของท่านอาจารย์วินัย กรรมาธิการ นิดหนึ่งครับว่า จีนมีระบบการศึกษาที่เสรี อันนี้คงจะอ้างลําบากเพราะว่าเป็นรัฐบาลคอมมิวนิสต์เผด็จการ ผมแน่ใจว่าอธิการบดีและผู้บริหารของมหาวิทยาลัยจีนทุกมหาวิทยาลัยไม่มีสิทธิ เสรีภาพ อยากจะขอให้ท่านอาจารย์อ้างประเทศอื่น ๆ ที่มีการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย ทําให้ระบบการศึกษานั้นมีความเป็นเสรีแล้วมีความเป็นเลิศทางปัญญาจะดีกว่า ขอความกรุณา อย่าอ้างจีนเลย นั่นเป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ก็คือว่าก่อนที่อ่านเอกสารผมก็คิดว่าในเอกสารผลงานของ คณะกรรมาธิการคงจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ความสําเร็จมากน้อยของการที่มีมหาวิทยาลัย ออกไปนอกระบบ แล้วที่ยังอยู่ในระบบก็น่าจะมีการวิเคราะห์แล้วก็เปรียบเทียบว่า อะไรเป็นประเด็นปัญหาแล้วจะแก้อย่างไร เพราะว่าเราอยู่ในสภาวะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ได้ ต้องเลือกเอาทางใดทางหนึ่งว่าจะให้เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ รัฐควบคุม สนับสนุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป จะให้ออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยบริหารตนเองแล้วก็ต้อง ลดการพึ่งพาภาษีของราษฎรเป็นลําดับ น่าจะเป็นสิ่งที่เราจะได้มาศึกษาแล้วก็คุยกัน
ประเด็นที่ ๓ ไม่ได้พูดเลยว่าบทบาทของที่ประชุมอธิการบดีในส่วนรวมนั้น ที่มีมามีกฎหมายควบคุมกํากับนั้นได้มีบทบาทอย่างไรในการส่งเสริมความเป็นเลิศ ทางด้านวิชาการทั้งในการสอนและการค้นคว้าวิจัย แล้วก็มีการประสานงานระหว่าง ที่ประชุมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยของรัฐ อันนี้รวมทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคล กับทางกลุ่มของมหาวิทยาลัยเอกชนหรือไม่ มากน้อยอย่างไร
ประเด็นที่ ๔ พูดครึ่ง ๆ กลาง ๆ ว่าอยากจะให้มหาวิทยาลัยแยกออกมาจาก กระทรวงศึกษาธิการ ในขณะเดียวก็มีข่าวแว่ว ๆ ว่าที่สภา สนช. อาจจะมีการยกร่างกฎหมาย เพื่อจะให้มีการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา ทําให้มีความรู้สึกว่ามีการเตี๊ยมกันหรือเปล่า ผมไม่อยากจะมีอคติ คือจะทําอะไร ไม่ทําอะไร ก็พูดให้ชัดดีกว่า เราจะได้วิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็ช่วยกันคิดช่วยกันทําในการที่จะส่งเสริมความเป็นเลิศอุดมศึกษาของไทย แต่ผมขอเสนอ เป็น ๒ ทางด้วยกัน คือโอนภาระหน้าที่ในการรับผิดชอบ เกี่ยวกับอุดมศึกษาทั้งหมดไปให้ที่ประชุมอธิการบดี เพราะมีกฎหมายรองรับจะต้องแก้ กฎหมายตรงไหนเพื่อจะเพิ่มอํานาจ ลดอํานาจอะไรก็ว่ากันไป แล้วเป็นการส่งเสริม ประชาธิปไตยในระดับอุดมศึกษาเพราะว่ามีมหาวิทยาลัยของรัฐหรือว่าของประเทศไทย รวมทั้งหมดเกือบ ๒๐๐ แห่ง ถ้าเขาสามารถที่จะปกครองตนเองได้เราก็ยกเลิกคณะกรรมการ อุดมศึกษาที่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ สกอ. และเราไม่ต้องคิดที่จะต้องมาตั้งกระทรวงใหม่ ก็ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านอธิการบดีที่เป็นผู้มีประสบการณ์ทางการศึกษา ท่านดูแลตนเอง เป็นพื้นฐานของการสร้างสังคมประชาธิปไตยจะดีกว่า ส่วนจะมีคณะกรรมการประสาน ระหว่างที่ประชุมอธิการบดีที่จะดูแลกันเองนั้น กับคณะรัฐบาลผ่านทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการก็สามารถที่จะมีคณะกรรมการประสานงานได้ เพราะอย่างไรก็ต้อง ประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะว่ากระทรวงศึกษาธิการจะต้องเตรียมเด็กประถม เด็กมัธยมเพื่อจะนําไปสู่มหาวิทยาลัยไม่ให้มีการขาดตอน อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ส่วนอีกทางหนึ่งก็คือเป็นทบวงอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการได้ไหม มอบให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการดูแลเรื่องของมหาวิทยาลัยทั้งหมด เป็นคล้าย ๆ กับกึ่งทบวงในสังกัด ของกระทรวงศึกษา ก็ไม่ต้องมีการสร้างคนขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องมีการใช้งบประมาณ ไม่ต้องมี การทําองค์กรขึ้นมาใหม่ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งเพื่อจะให้มีการโยงใย แต่ว่าทั้งหมดก็ต้องกลับไป ที่ว่าจะให้อยู่ในระบบทั้งหมดหรือว่าจะออกไปนอกระบบ เป็นหัวมังกุท้ายมังกรไม่ได้นะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้พูดเลย ต้องพูดให้ชัดว่าเรตติง (Ratting) การประเมินคุณค่ามหาวิทยาลัยของไทยโดยองค์กรกลาง จะเป็นของสหประชาชาติ ของโออีซีดี (OECD) หรือว่าจะเป็นของอื่น ๆ นั้น ณ วันนี้มหาวิทยาลัยของไทยโดยองค์รวม อยู่ตรงไหน แล้วเท่าที่ผมทราบคิดว่ามีแค่มหาวิทยาลัยมหิดลเท่านั้นที่พอจะติดอันดับของ เอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific) ประมาณสักที่ ๒๐๐ แต่เราไม่ได้อยู่ในท็อป (Top) ๑๐๐ หรือ ๕๐ เลย เท่ากับว่าเราไม่มีความเป็นเลิศไม่ว่าในแขนงวิชาการใด ๆ ทั้งที่แพทย์ของเราก็ดี วิศวกรก็ดี สถาปนิกของเราก็ดี ไปทํางานอยู่ที่สิงคโปร์มากมาย ที่ฮ่องกงแล้วก็ในประเทศ อื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกา เป็นประเด็นปัญหาอะไรถึงไม่ได้รับการยอมรับหรือรับรอง ถ้าเรา ปฏิรูปเรื่องอุดมศึกษาก็ต้องบอกว่าจะเสริมสร้างความเป็นเลิศมหาวิทยาลัยของไทยก็ต้อง มีการกําหนดกัน จะโดยกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีว่าเราจะไปกันกี่แขนง ผมก็อยากจะทอนกลับมาที่รูปลักษณะของสังคมไทย ทางด้านเศรษฐกิจหรือที่เรียกว่า อีโคโนมิกส์รีจีม (Economics Regime) พื้นฐานของเราคือการบริการ จะเป็นการท่องเที่ยว การแพทย์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นศูนย์กลางคมนาคม เรื่องของโลจิสติกส์ (Logistics) การบิน การเดินทางบนบก ทางรถไฟที่ได้พูดกันหลายครั้งแล้วก็บอกว่าเราเป็นแหล่งอาหาร ของโลก รวมทั้งอาหารฮาลาลที่ท่านดอกเตอร์วินัยเป็นเบอร์ ๑ ของประเทศไทย ณ วันนี้ด้วย แล้วเราก็มีพืชเกษตรมากมาย แต่ว่าเราจะขายเป็นอาหารอย่างเดียวไม่ได้ และผมก็ได้ พูดในสภานี้ว่าต้องมีการวิจัยเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากตัวพืชหรือตัวต้นไม้ ผลไม้ ใบไม้ รากไม้ ให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ในลําน้ําและในทะเลด้วย ในขณะเดียวกันก็บอกว่าเรื่องไซเบอร์ (Cyber) การโทรคมนาคมสื่อสารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เศรษฐกิจข้างหน้าจะต้องรองรับด้วยระบบไอที (IT) การสื่อสาร การคมนาคมเรื่องไซเบอร์ (Cyber) ทั้งหลายแล้ว มหาวิทยาลัยของไทยอยู่ที่ไหน ผมเคยอภิปรายที่นี่ว่าเราจะตั้ง หน่วยงานโน้นนี้อะไรต่าง ๆ แล้วเราจะผลิตบุคลากรอย่างไรเพื่อให้ใช้เป็น เลือกเป็น และที่สําคัญคือเราผลิตชิ้นส่วนได้ไหมก็จะไปโยงกับอุตสาหกรรมไอที (IT) จะมีอุตสาหกรรมได้ มันก็ต้องมีการค้นคว้าวิจัยในมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าในคณะกรรมการคงจะมาเสนอว่าต่อไปนี้ทุกมหาวิทยาลัยของไทยจะต้องเป็น การวิจัยร้อยละ ๕๐ อีกร้อยละ ๕๐ เป็นการสอนหนังสือ แล้วผมก็ได้เคยอภิปรายในที่นี้ และเคยไปบรรยายในหลายมหาวิทยาลัย สมมุติว่าทางภาคตะวันออกของประเทศไทย ก็มีทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มีมหาวิทยาลัยบูรพา ก็ ๔-๕ มหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกนั้น ผมก็ขอเสนอว่าให้อธิการบดีประชุมกันแล้วก็ บอกว่า ๔-๕ มหาวิทยาลัยนั้นจะรวมกันในการที่สร้างความเป็นเลิศในภาคตะวันออก ได้อย่างไร ซึ่งมีประมง มีพืชเกษตร มีอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี มีกิจการท่าเรือน้ําลึก มีสนามบินอู่ตะเภา แล้วก็มีรัฐบาลชุดนี้ที่อยากจะให้มีเขตเศรษฐกิจหรือว่าระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ก็ต้องถามว่าแล้วมหาวิทยาลัยเหล่านี้จะรองรับอนาคตของภาคตะวันออกของประเทศไทย ได้อย่างไร แต่ละมหาวิทยาลัยจะแบ่งกันทําหรือว่าจะร่วมกันทําเป็นจอยต์ รีเสิร์ช แอ็กทิวิตีส์ (Joint Research Activities) ได้มากน้อยแค่ไหน ผมอยากจะให้ท่านกรรมาธิการเอาเรื่อง เหล่านี้ไปนั่งคิดอีกทีหนึ่งแล้วก็จะได้วางฐาน อีกอันหนึ่งที่ผมไม่ค่อยสบายใจและเพื่อนสมาชิก ได้พูดไว้แล้ว จะทําอะไรสักทีต้องมีกฎเกณฑ์แล้วก็ต้องไปบังคับมหาวิทยาลัยเขา อาจารย์ เป็นรองศาสตราจารย์อะไรพวกนี้ปล่อยให้มหาวิทยาลัยเขาทํา รัฐบาลกลางไม่ต้องออกกฎเกณฑ์ ให้เขาดูแลตนเอง ส่วนการประเมินก็จะไปบอกให้มหาวิทยาลัยต้องประเมินตนเอง หรือจะมี องค์กรกลางที่กระทรวงศึกษาธิการไปประเมินก็ไม่มีองค์ความรู้ทั้งนั้น แต่ว่าประเทศไทย เป็นที่ตั้งขององค์การซีมีโอ (SEAMEO) และเราก็มียูนิเซฟ (UNICEF) อยู่ที่นี่ มียูเนสโก (UNESCO) อยู่ที่นี่ มีผู้แทนถาวรประจํายูเนสโก (UNESCO) อยู่ที่กรุงปารีส แล้วก็มีสมาคม มหาวิทยาลัยระหว่างประเทศหลายแห่ง เราก็เอาผู้ชํานาญการจากข้างนอก แล้วเขาอาจจะ ทํางานร่วมกับคนไทยบางคนที่เก่งแล้วก็มาทําการประเมิน อย่าให้มหาวิทยาลัยทําเองผมว่า ไม่ค่อยจะถูกต้อง กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้มีคอมพีเทนซี (Competency) ขีดความสามารถ แล้วผมก็ไม่อยากจะให้เป็นเอกซ์เซอร์ไซส์ (Exercise) ทํากันไปอย่างนั้นเอง เพราะจะต้องทํา ไม่ใช่ เพราะว่าเราไม่อยู่ใน ๒๐๐ แรกของมหาวิทยาลัยของโลก หรือว่าของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก (Asia Pacific) นั่นน่าจะเป็นเป้าหมายที่เราควรทํา
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งผมได้เคยพูด ได้เขียนบทความ ได้ให้สัมภาษณ์ไป ผมอยากจะยกตัวอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีทรัพย์สินมรดกที่สามย่านมากมาย ผมขอเสนอด้วยนะครับ และควรจะส่วนหนึ่งของการปฏิรูปอุดมศึกษา ให้แยกเรื่องทรัพย์สิน และรายได้ของมหาวิทยาลัยออกจากการบริหารมหาวิทยาลัยทางด้านวิชาการ แล้วก็ต้อง มีคณะกรรมการหรืออะไรตั้งเข้าไปต่างหาก ไม่ใช่อธิการบดีนั่งควบ ๒ ตําแหน่ง แล้วถ้าเป็น บริษัทแห่งชาติได้เพื่อดูแลรายได้ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยน่าจะกระทํา และผมขอเสนอว่า รายได้นั้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ไปพัฒนาสวัสดิการของพนักงานข้าราชการ อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์นํามา เพื่อการศึกษาและการวิจัย แล้วก็เสริมสร้างความเป็นเลิศของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในบางแขนงวิชา อันนี้ต้องพูดกันให้ชัด ขอเสนอไว้ ผมก็เห็นว่ามหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลก็มีที่ดินมากมาย เมื่อจะทําอย่างนั้นผมพูดถึงสวัสดิการผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทําไมนิสิตนักศึกษาต้องไปเช่า อพาร์ตเมนต์ (Apartment) ของเอกชน ทําไมไม่เอารายได้เหล่านี้รวมทั้งงบประมาณกลางนั้น กลับมาสร้างหอพักให้เกิดชีวิตในมหาวิทยาลัยที่เรียกว่าแคมปัสไลฟ์ (Campus Life) ให้เป็น กิจจะลักษณะ
อีกประเด็นหนึ่งก็คือผมขอให้แยกอธิการบดีเป็น ๒ คน ให้มี ๒ คน อธิการบดี ฝ่ายการบริหารจัดการองค์กรแอดมินิสเทรทิฟไดเรกเตอร์ (Administrative Director) แล้วก็ มีอธิการบดีที่ภาษาเมืองนอกเขาเรียกว่าพรอกเตอร์ (Proctor) ถ้าผมจําไม่ผิด ทางด้าน อธิการบดีฝ่ายวิชาการ นั่นอันที่ ๑ อันที่ ๒ ต้องมีกฎเกณฑ์ว่าสภามหาวิทยาลัยนั้น ขอความกรุณาไม่ให้มีนักการเมือง อดีตนักการเมืองเข้ามาได้ไหมครับ ทําไมต้องเอา นักการเมืองเข้าไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย แล้วก็ไม่มีนักธุรกิจที่เป็นเจ้าของมาเฟีย (Mafia) อยู่ในจังหวัดนั้น ๆ เข้ามา แล้วนายกสภามหาวิทยาลัยก็ต้องมีอายุด้วย ท่านอาจจะเก่ง เมื่อตอนอายุ ๔๕ ปี แต่ว่าตอนนี้อายุใกล้ ๘๐ แล้ว ก็เวียนกันไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ไปเป็นอธิการบดี แต่ไม่ค่อยจะทันสมัยนะครับ
ประเด็นสุดท้าย ภายในแต่ละมหาวิทยาลัยจะอยู่ในระบบหรือนอกระบบ จะต้องให้มีความเป็นประชาธิปไตย คือภารโรง พนักงานขับรถ พนักงานธุรการ สมาคมนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ ผู้บริหารส่วนกลางทั้งหมดจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในความเป็นไป ในแต่ละมหาวิทยาลัย แล้วจะต้องให้เขาได้ลงคะแนน การลงคะแนนไม่ใช่การเมือง การลงคะแนนเป็นสิทธิมนุษยชน ผมขออย่าให้มีการสับสนเรื่องการเลือกตั้ง กับเรื่องของ การเมือง อันนี้ไม่ใช่ครับ ไม่อย่างนั้นเราก็จะบอกว่าอะไรเลือกตั้งแล้วเป็นการเมือง การเมืองเลวแล้วต้องเลวหมด อันนี้ผมค่อนข้างจะผิดหวังกับวลีนี้นะครับ การเลือกตั้ง เป็นการแสดงซึ่งสิทธิและการมีส่วนร่วม แล้วก็การให้อํานาจพาร์ทิซิเพชัน (Participation) กับเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วภารโรงของมหาวิทยาลัย ก็ต้องมีสุ้มเสียงด้วย เพราะเราต้องการที่จะเสริมสร้างสังคมประชาธิปไตย ต้องเริ่ม ที่สถาบันการศึกษาเป็นสําคัญ ผมมีเวลาแค่นี้ก็ขอพูดแค่นี้ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ