นิกร หารือปฏิรูปอุดมศึกษา เสนอจัดคลัสเตอร์เพิ่มความชัดเจน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

นิกร จํานง หารือการปฏิรูประบบการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยเน้นย้ำความล่าช้าของระบบการศึกษาไทยที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุค 4.0 และเรียกร้องให้ทบทวนนโยบาย ข้อมูล และบทวิเคราะห์อย่างชัดเจน เพื่อให้การปฏิรูปมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และสอดคล้องกับอัตลักษณ์ความเป็นไทย พร้อมเสนอให้จัดระบบการศึกษาเป็นคลัสเตอร์เพื่อเน้นจุดเด่นของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง โดยเฉพาะสถาบันท้องถิ่น พร้อมกำหนดเป้าหมายและแนวทางที่ชัดเจน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความภาคภูมิใจให้กับพื้นที่

นายนิกร จํานง

เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก ผม นิกร จํานง สมาชิกลําดับที่ ๗๙ ต่อประเด็นเรื่องแผนการปฏิรูประบบการศึกษา อยากจะ เรียนว่าในภาพรวมการปฏิรูปการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นเป็นงานที่ผมมองว่าสําคัญมาก เนื่องจากเป็นระดับที่จบการศึกษาแล้ว เป็นข้อต่อสุดท้ายที่จะเข้าไปสู่การทํางานในการ ประกอบอาชีพ ก็สุดทางแล้วในการดําเนินการต่อไป การพิจารณาครั้งนี้อยากจะเรียนว่า ผมเองแม้ไม่ใช่เป็นนักการศึกษา ผมเป็นนักวิเคราะห์นโยบาย ก็จะมองไปทางด้านนี้ ผมเอง เคยเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยทักษิณในยุคก่อตั้งชุดแรกที่ตั้งมหาวิทยาลัยทักษิณขึ้นมา ปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่ ยุคนั้นมีทบวงมหาวิทยาลัยเป็นคนจัดตั้ง เป็นกรรมการส่งเสริม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มาก่อน เป็นประธานกรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัย ราชภัฏสงขลา ผมดํารงตําแหน่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ๒ ท่าน ท่านอาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา และท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร คิดว่าคงจะมีประสบการณ์ในเชิงบริหารอยู่บ้างที่จะมานําเสนอเพื่อเป็นการให้ความเห็น ต่อเรื่องนี้ ก็อยากจะเรียนว่าระบบการศึกษาไทยที่ผมเรียนแล้วเมื่อสักครู่ว่าจําเป็นจะต้อง ปฏิรูปกันอย่างเอาจริงเอาจังมาก แล้วก็ชัดเจนว่า กรธ. ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๗ จ. ด้านการศึกษา ตั้งกรรมการขึ้นมาดําเนินการให้เสร็จภายใน ๖๐ วัน มีการดําเนินการตั้งแต่วันประกาศรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ก็มีการตั้งกรรมการขึ้นมาแล้ว ต่อแรงงานนี้ถือเป็นเรื่องสําคัญค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตามผมยังมองว่าในความเห็น ส่วนตัวแล้วจากประสบการณ์ที่ว่าในเชิงวิเคราะห์นโยบายยังมีเนื้อหาบางจุดที่สมควร จะต้องสร้างความชัดเจน การจัดทําข้อมูล บทวิเคราะห์ และครอบคลุมให้มากกว่านี้ แค่นี้คงไม่สามารถจะบรรลุได้ ผมยังเห็นว่ามีปัญหาอยู่พอสมควร ผมมีข้อสังเกต และข้อเสนอแนะที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง จากประเด็นที่ได้กล่าวแล้วว่า จากการวิเคราะห์ก็คือ

ประเด็นแรก เรื่องเป้าหมายและวิธีการต่อเรื่องนี้ จากสภาพระบบการศึกษา เราจะเห็นว่าขณะนี้มีปัญหาเรื่องความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ลําบากมากสําหรับประเทศ ขนาดเล็กแบบเรา เราเองก็ตามเขาเยอะ ระบบการศึกษาหมายถึงว่าต้องอยู่ให้ได้ อยากจะ เรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความจําเป็น ขนาดในประเทศที่พัฒนาแล้ว ระบบการศึกษา ในการพัฒนายังตามความเร็วในการพัฒนาของประเทศหลัก ๆ ประเทศขนาดใหญ่ไม่ทัน ต้นทางที่เรายกมาอ้างในนี้ ผมยกตัวอย่าง มีการวิเคราะห์ว่าขณะนี้โลกเปลี่ยน เรามามอง ตามว่าหลักการที่สําคัญขณะนี้ที่เรามีการเปลี่ยนแปลงที่เราพูดถึงก็คือเทิร์ดเวฟ (Third Wave) ของอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ เป็นหลักคิดที่คลื่นลูกที่ ๓ ๑๐ กว่าปีที่แล้วเป็นประเด็นที่มี การพูดกันมากและเป็นจริงตามนั้น ที่เรากําลังพูดถึงว่า ๔.๐ ที่เรากําลังพูดถึงเรื่องเทคโนโลยี เกี่ยวกับเรื่องอินเทอร์เน็ต (Internet) เรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มาจากความเห็นตรงนั้น ของอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ ผมอยากจะเรียนว่างานสุดท้ายที่อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ ได้พูดถึงที่ว่า สมควรจะเอามาพิจารณากันตรงนี้เรื่องสปีช (Speech) ตัวอย่างที่เราจะได้เทียบคือ เหมือนกับดูแล้วมาย้อนดูตัว อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ พูดไว้ในรีโวลูชันนารีเวลท์ (Revolutionary Wealth) หนังสือที่เขาเขียน น่าจะเป็นงานช่วงสุดท้าย เขียนกับไฮดี ทอฟฟ์เลอร์ ๒ คน เมื่อปี ๒๐๐๖ คือ ๑๐ ปีที่แล้ว เขาพูดไว้ว่าในประเทศต้นแบบที่เรากําลังอ้างอิงกันอยู่มาก ขณะนี้ก็คือสหรัฐอเมริกา ในประเทศนั้นความเร็วบนฟรีเวย์ (Freeway) ต่างกันมาก สร้างปัญหามาก เขาพูดถึงว่าในส่วนของบิซิเนส (Business) เคลื่อนตัวด้วยความเร็ว ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ในขณะที่ต่อมาก็คือว่าทางด้านเอ็นจีโอ (NGOs) หรือซิวิลโซไซตี (Civil Society) เคลื่อนตัวด้วยความเร็ว ๙๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ผมจะเทียบให้ดูว่าการศึกษา อยู่ตรงไหน ต่อจากนั้นก็พูดถึงว่าในระบบประชาธิปไตยที่มีความเคลื่อนไหว ครอบครัว อเมริกันมีการเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็ว ๖๐ ไมล์ นี่เราเทียบเป็นสเกล (Scale) ต่อฟรีเวย์ (Freeway) ๖๐ ไมล์ต่อชั่วโมง องค์กรลูกจ้าง ๓๐ ไมล์ต่อชั่วโมง หน่วยราชการ ๒๕ ไมล์ ต่อชั่วโมง โรงเรียนลดลงมาแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของการเคลื่อนตัวเท่านั้นเอง ของการพัฒนา ความเร็ว ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง การศึกษาแค่ ๑๐ ไมล์ต่อชั่วโมงเท่านั้น ที่ต่ําลงมาก็คือ องค์กรระหว่างประเทศพวกยูเอ็น (UN) พวกนี้เขาประเมินว่ามีการเคลื่อนที่การพัฒนา ๕ ไมล์ต่อชั่วโมง องค์กรทางด้านการเมือง สถาบันทางการเมือง ๓ ไมล์ต่อชั่วโมง ที่สําคัญก็คือ องค์กรทางกฎหมาย ๑ ไมล์ต่อชั่วโมง ผมกําลังเทียบให้ดูว่าในประเทศมีการพัฒนาแบบนั้น มีประชาธิปไตยแบบนั้น มีการเคลื่อนที่การพัฒนาของระบบการศึกษาแค่ ๑๐ ไมล์ คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของการเคลื่อนที่ทั้งหมด ดังนั้นผมอยากจะเรียนว่าการเปลี่ยนแปลง ของโลกที่เราหันมาดูประเทศของเราเองยืนอยู่ตามลําพังก็ไม่ใช่ว่าจะได้ การเปลี่ยนแปลง เรากําลังเคลื่อนเข้าสู่ ๔.๐ ประเด็นก็คือว่าสิ่งเหล่านี้เรามีนวัตกรรมพอหรือยัง ยังไม่พอ เราก็ยังเลียนแบบตามเขาอยู่ตลอด ดังนั้นจุดสําคัญที่สุดขณะนี้ก็คือเป้าหมายต้องสนอง อยู่ ๒ มิติ ก็คือมีความเห็นว่าในเชิงเป้าหมายต้องตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของโลก ที่หมุนเร็วมาก เราอยู่ด้วยความยากลําบากถ้าประเมินไม่ถูก ประเด็นที่สําคัญทั้งนั้น เรื่องการศึกษา เราต้องประเมินสิ่งนี้ถูก ดังนั้นการจะดําเนินการถ้ามองตรงนี้ไม่ออกแล้ว เราพัฒนาอย่างไรก็ตามหลังตลอด แล้วจะมีปัญหา บางทีการพัฒนาสร้างปัญหาในตัวเอง เสียด้วยซ้ํา เพราะว่าลักษณะที่เขาพูดถึงความเร็วตรงนี้มันแคลช (Clash) มีการกระทบ กระแทก สิ่งหนึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว มันหมุนรอบ แล้วที่เคลื่อนช้าไปขวางเขา ก็ถูกที่ เคลื่อนที่เร็วมาชนจนล็อกติดกันไปหมด อ็อบสตรักต์ (Obstruct) คือว่าบล็อกกันไปหมด ประเด็นตรงนี้เองจะเป็นเป้าหมายที่ในรายงานของท่านมีการพิจารณาถึงเรื่องเป้าหมาย ที่เคลื่อนที่แบบนี้ แค่ไหน เพียงไร ผมเห็นปัญหาอยู่ที่ว่าครูผู้สอน ผู้บริหารเน้นเหมือนบุคลากร เป็นหลักในรายงานฉบับนี้ ว่าผู้บริหารไม่ได้มาอย่างนี้ ไม่ได้เป็นรองศาสตราจารย์ แต่ปัญหา เรื่องเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงเคลื่อนที่แบบนี้เราจะดีล (Deal) กับมันอย่างไร มีการนําเสนอไว้ หรือไม่ อย่างไรในส่วนนี้ ส่วนที่ ๒ อยู่ในส่วนนี้เหมือนกันว่าเราเองเป็นประเทศเล็กก็จริง แต่เราก็มีสถานะคือว่าการศึกษาเพื่อความเป็นไทย เหมือนกับว่าเราจําเป็นต้องออกไปสู่ ทะเลใหญ่ให้ได้ แต่ในขณะเดียวกันการศึกษาของเราต้องมีโยงกับท่าที่เราออกไปคือ ความเป็นไทยนั่นเอง ไม่อย่างนั้นเรากลายเป็นเรือที่ไม่มีสัญชาติ เป็นเรือที่ไม่มีธง พอไปพัฒนา เราจะหลงทางอยู่กลางทะเลกว้างใหญ่ ในระบบการศึกษากลับเข้าฝั่งไม่ถูก เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นจุดที่เหมือนอยู่ตรงข้าม ๑. เข้าใจทะเลใหญ่ให้ได้ว่ามีคลื่นลม มีความเปลี่ยนแปลง อย่างไร ในขณะเดียวกันต้องมีท่าของตัวเองก็คือมีเดสทิเนชัน (Destination) ของตัวเองว่า เราจะไปทําประโยชน์แล้วกลับเข้าท่าคือประเทศของเรา ความเป็นไทยในการศึกษา เป็นเรื่องใหญ่พอกับเรื่องความเข้าใจโลกเหมือนกัน ในนี้ถ้าเราพูดถึงเป้าหมายต้องเขียนชัด ต้องมีประเด็นชัด ไม่อย่างนั้นเราจะทําโดยการเคลื่อนที่ เขาบอกว่าถ้าเรือลอยอยู่ในทะเล แม้ว่าจะมีน้ํามัน ถ้าไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนมันจะลอยลําแล้วน้ํามันก็หมดไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ไปถึงไหนเลย ผมยังมองไม่เห็นว่าเป้าหมายและวิธีตรงนี้จะอยู่อย่างไร เรามาพูดถึงวิธีการครับ วิธีการที่สําคัญขณะนี้ก็คือด้านองค์กรหรือโครงสร้าง ผมทราบว่ามีการพยายามพูดคุยกัน หลายครั้งในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งท่านสมาชิกได้ให้ความเห็นไปแล้วในการแยกตัวออกมา ก็คือเดิมที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ว่าเรามีทบวงมหาวิทยาลัย แล้วเราก็ดึงทบวงมหาวิทยาลัยไปรวมตอนเราปฏิรูปการศึกษา ขณะนี้ในนี้ได้มีการเสนอไว้ว่า มีเหตุผล ๔ ประการ คือการรวมกันอยู่กระทรวงศึกษาธิการมีความเทอะทะ การรวมกันกับ กระทรวงศึกษาธิการถูกรบกวนจากปัญหาอื่น กระทรวงศึกษาธิการต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ ทันสมัย ต้องอิสระ การบริหารจัดการตามแนวดิ่ง เสนอขึ้นมาต้องการจะแยกในหน้า ๕๑ หรือ ๕๒ ที่ท่านเสนอ ประเด็นที่สําคัญก็คือว่าเราเคยอยู่ข้างนอกแล้วก็ดึงทบวงมหาวิทยาลัย กลับไปอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ เราเคยทํามาแล้ว ถ้าจะชัดตรงนี้ก็พรูฟ (Prove) ความผิด มาเป็นการเลิร์นนิง บาย มิสเทกส์ (Learning by Mistakes) หรือเรียนรู้จากข้อผิดพลาดว่า ที่ดึงมาตรงนั้นผิด ดังนั้นต้องกลับไป ๒ อย่างก็คือว่าผิดตรงไหน ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ถ้าไปแล้ว มันจะบวกตรงไหน ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ถ้าเสนออย่างนี้เพียงแต่ข้อมูลเท่านี้ไม่พอ และผมไม่เชื่อว่า เขาจะยอม เพราะการเคลื่อนมาครั้งหนึ่ง การกลับออกไปอีกครั้งหนึ่งไม่ใช่ของเล่น เด็กกลายเป็นหนูทดลองมาตลอดในประเทศนี้ ทดลองระบบการศึกษาที่ผิดเพี้ยนแล้วก็ มีปัญหากับเด็ก มีปัญหากับระบบการศึกษามาตลอดไม่พัฒนาเลย อันนี้เหมือนเรื่องใหญ่มาก ขึ้นไปอีก เป็นเหมือนกับการย้ายบ้านย้ายไปย้ายมา เพราะฉะนั้นต้องมีเหตุผลว่าอยู่ตรงนี้ ไม่ได้แล้วคุณกลับมาอยู่ทําไม อธิบายด้วยตรงนั้นว่าผิดพลาดตรงไหนในส่วนนั้น

ประเด็นต่อมา ปัญหาเรื่องคุณภาพ เราทําระบบการศึกษามหาวิทยาลัย ออกนอกระบบไปอยู่แล้วก็ดําเนินการ ตรงนี้ถามว่าทําไมทําอย่างนั้น เพราะว่าระบบของรัฐ เราดูแลไม่ได้เขาก็ออกกันไป พอออกกันไปมีลักษณะที่ว่าการเคลื่อนที่ไป มีการดําเนินการ มีการสร้างวิชาขึ้นมาตามความต้องการ ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่มีผิดสําแดงอยู่บ้างอย่างที่ ท่านสมาชิกได้พูดแล้ว แต่เราจะมาล้มทั้งระบบก็คงไม่ได้ ลักษณะที่ว่าจะแยกหน่วยออกไป คอยกํากับดูแล ก็คือแค่กํากับดูแลไม่ลงไปจัดการกับเขา ให้เขาโตของเขา เพียงแต่ปัญหา ที่มีอยู่ตอนหลังผิดเพี้ยนไปบ้างก็แก้เสีย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีปัญหาทั้งระบบที่ว่านี้ ผมยังไม่ตัดสินใจตราบใดที่ท่านไม่ให้ข้อมูลชัดว่าควรจะกลับไปเป็นทบวงมหาวิทยาลัยอีก หรือไม่ หรือเป็นอีกหน่วยหนึ่งที่ใหญ่ จริง ๆ มีข้อดีข้อเสียอยู่ตรงนั้นแต่ไม่ได้มีการพูดชัด ถ้าพูดชัดก็ว่ากันอีกทีว่าควรจะมีเหตุผล ไม่อย่างนั้นเสนอไปก็ไม่เกิดผลหรอก เพราะถ้า เหตุผลไม่ชัดว่าที่มาอย่างไร แล้วทําไมถึงไป ในส่วนเรื่องการยกระดับผมอยากจะเรียนว่า สิ่งที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากที่ท่านเสนอขึ้นมาก็คือการทําเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) เรื่องนี้ ต้องยืนยันว่าเห็นด้วยมาก ผมเองไปดูแลเรื่องมหาวิทยาลัยท้องถิ่นซึ่งเป็นจํานวนมากก็คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ แล้วในการประชุมคณาจารย์เราพบปัญหาบางอย่างว่านักศึกษาเอง มีความรู้สึกอินฟีเรีย (Inferior) หรือมีความรู้สึกด้อย เราก็คุยกัน คุยกันไปศึกษากันไปภายในว่า จริง ๆ แล้วตรงนี้การค้นหาลักษณะเฉพาะตัวเฉพาะทางที่เด่นเป็นความจําเป็นมาก ในการดํารงตรงนั้น ผมยังบอกกับอาจารย์ที่คุย ๆ กันอยู่ว่าเหตุที่เด็กเดินแล้วหลบเขา เพราะอาจารย์ก็รู้สึกด้อย เป็นอาจารย์หัวเมือง เป็นอาจารย์ในชนบท เป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ แล้วพอเข้ามากรุงเทพฯ เหมือนจะรู้สึกสู้มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ เขาไม่ได้ เดินหลบ ๆ เหมือนกัน แล้วลูกศิษย์จะไม่หลบได้อย่างไร ทําไมเราไม่ย้อนกลับไปหาว่า ที่ตรงนั้นมีลักษณะพิเศษ อย่างฝึกหัดครู ท่านประธานครับ ลักษณะของเด็กเล็กที่เรามีปัญหา เรื่องการศึกษา การผลิตครูในโรงเรียนฝึกหัดครูที่ตอนหลังเป็นวิทยาลัยครู แล้วตอนหลังมา เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏมันยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ในหลายประเทศเขาเอาคนที่เป็นครูคือ ท็อปคลาส (Top Class) สูงสุดของการศึกษาเอามาสอนเป็นครูเพราะว่าเป็นแม่พิมพ์ ที่จําเป็นต้องใช้เนื้อของสารที่ดี มีลักษณะที่ดี ของเรากลายเป็นว่าสลายไปหมด ความเป็น ครูฝึกหัด การสอนวัยเด็กอะไรต่าง ๆ มันกลายเป็นจุดแข็ง กลายเป็นจุดอ่อน แต่จุดอ่อน กลายเป็นจุดแข็ง มีการเสนอแล้วว่าพยายามที่จะสร้างภาควิชาขึ้นมา คณะขึ้นมา แล้วก็ ไปทําแพทย์อย่างนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทําได้ แต่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยราชภัฏ วิชาการยางในภาคใต้ที่ท่านเสนอขึ้นมาจําเป็นจะต้องมี วิชาเรื่องศาสนาเกี่ยวกับอิสลามศึกษา จําเป็นต้องมีในภาคใต้ ภาคเหนืออาจจะเป็นอย่างอื่น เรื่องชาติพันธุ์อะไรก็ว่ากันไป เรามีลักษณะเด่นแต่เราไม่ใช้ เราก็ไปโตแข่งกันในลักษณะที่เราสู้ไม่ได้ ดังนั้นการกลับไปเป็น คลัสเตอร์ (Cluster) ก็ดี การกลับไปหาจุดเด่นแล้วก็ให้ทุกคนยืนหลังตรง อาจารย์ก็ยืนหลังตรงด้วยความภูมิใจ ผู้ที่ศึกษาตรงนี้เขาไม่เข้ากรุงเทพฯ เพราะว่าเขาอยู่ที่นั่นได้ เขาอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่มากนัก ไม่สามารถมาอยู่กรุงเทพฯ อยู่ในพื้นที่ ทําเสร็จแล้วดูแลพื้นที่ไป พัฒนาพื้นที่ไป คลัสเตอร์ (Cluster) ตรงนี้จะไปสอดรับกับตัวคลัสเตอร์ (Cluster) ที่เราแบ่งออกไปในการพัฒนาประเทศ จะสอดคล้องมากแล้วมีคุณค่ามาก แต่ที่เป็นอยู่ก็คือไปผลิตในสิ่งที่ว่าไม่มีความจําเป็น หรือผลิตในสิ่งที่แพ้เขาอยู่แล้ว แล้วเราจะชนะได้อย่างไร ผมมีปัญหาที่ต้องการความชัดเจน เรื่องเป้าหมายวิธีการไม่ชัดไม่พอ ต่อจากนั้นเรื่ององค์กร วิธีการจัดการ ก็คือองค์กรที่ว่า ยังมีปัญหาไม่ชัดเจนว่าทําไมต้องออก ทําไมต้องอยู่ คือเสนอแค่นี้ไม่พอ แต่ส่วนที่เห็นด้วย เป็นอย่างมากก็คือเรื่องการแยกคลัสเตอร์ (Cluster) ทําให้อุดมศึกษาที่มีอยู่ในท้องถิ่นดูแล ท้องถิ่นแล้วเขาควรจะมีความภาคภูมิใจ ตรงนี้เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นผมเสนอ ด้วยความเคารพเพราะถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญมาก ๆ เพราะเป็นต้นน้ําในการพัฒนา หรือความล้มเหลวของเรา ดังนั้นอยากเสนอความเห็น แล้วคิดว่าอยากจะให้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเพื่อจะได้พัฒนาประเทศร่วมกัน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ