คุรุจิต นาครทรรพ กล่าวถึงปัญหาการอุดมศึกษาไทยที่เผชิญกับความบกพร่องทั้งในด้านคุณภาพ การบริหารจัดการที่ขาดธรรมาภิบาล การผลิตบัณฑิตที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และระบบประกันคุณภาพที่เน้นเอกสารมากกว่าผลลัพธ์จริง ได้วิพากษ์ร่างรายงานปฏิรูปอุดมศึกษาและข้อเสนอการตั้งกระทรวงอุดมศึกษา โดยมองว่าแนวทางดังกล่าวอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาหลักและอาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความซ้ำซ้อนในราชการ จึงเสนอให้เน้นการปฏิรูปคุณภาพครู การส่งเสริมอาชีวศึกษา การปรับโครงสร้าง สกอ. และการเสริมสร้างความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาสู่เป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ในนามของตัวผมเองก็ต้องขอร่วม ส่งความสุขและความปรารถนาดีให้กับเพื่อนสมาชิกที่เป็นชาวไทยมุสลิม อาจารย์วินัย ดะห์ลัน เนื่องจากเทศกาลอีดิลฟิตรี ฮารีรายอ ซึ่งสิ้นสุดเดือนถือศีลอด ท่านประธานครับ กระผมได้อ่านรายงาน เรื่อง แผนการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา ของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาด้วยความสนใจ มีการชี้ปัญหาและข้อเสนอแนะ หลาย ๆ เรื่องที่น่าสนใจและท้าทายมาก ซึ่งรายงานนี้ก็ได้สรุปประเด็นด้านอุดมศึกษาหรือ การศึกษาในมหาวิทยาลัยไว้ว่า ที่ผ่านมาการอุดมศึกษาของไทยมีปัญหาหลายประการ เช่น ปัญหาด้านคุณภาพและมาตรฐานการจัดการ การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพต่ํากว่ามาตรฐาน ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน การเปิดหลักสูตรภาคพิเศษมากเกินความจําเป็น มุ่งหวังรายได้ ให้กับสถาบันอุดมศึกษาและอาจารย์โดยลดมาตรฐานการเรียนการสอน คณะกรรมาธิการ ก็ได้รวบรวมปัญหาหลัก ๆ ในมหาวิทยาลัยที่พอจะแบ่งได้ออกเป็น ๖ เรื่อง ได้แก่ เรื่องของ โครงสร้างการบริหารคือขาดธรรมาภิบาล คณะกรรมการอุดมศึกษา ผู้บริหารและนายกสภา มหาวิทยาลัยบางแห่งมีการปฏิบัติงานในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย ขาดการตรวจสอบซึ่งกัน และกัน เรื่องการประกันคุณภาพการศึกษา กําหนดให้มีการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน โดยสถานศึกษา ซึ่งต้องประเมินด้วยตนเองทุกปี สมศ. ประเมินคุณภาพจากภายนอก ทุกปีก็มีปัญหา การประกันคุณภาพในหลาย ๆ ประการ เช่น ความไม่สอดคล้องกัน ในหลักการของการประกันคุณภาพการศึกษากับการประเมินคุณภาพจากภายนอก ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของมหาวิทยาลัย การประเมินภายนอกมีหลาย หน่วยงานมาประเมินก็ซ้ําซ้อนกัน การกํากับดูแลมหาวิทยาลัยกับฟังก์ชัน (Function) ของการประกันคุณภาพก็มารวมกัน การประเมินเน้นเอกสารมากกว่าความเป็นจริง บุคลากร ยังขาดความรู้ เหล่านี้เป็นปัญหา
เรื่องต่อมาก็คือเรื่องของการบริหารบุคคลของมหาวิทยาลัย มีปัญหาที่อาจารย์ ต้องทํางานหนัก เรื่องการสอน การวิจัย เขียนตํารา แล้วยังต้องมาทําหน้าที่เป็นผู้บริหาร มหาวิทยาลัย เช่น เป็นอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี อย่างนี้เป็นต้น การเข้าสู่ตําแหน่ง ทางวิชาการและสัดส่วนพันธกิจของอาจารย์ การจัดการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดและไม่ครอบคลุมวิชาที่จําเป็นต้องเรียน การส่งเสริมความเข้มแข็ง ของระบบการศึกษายังไม่ดีเท่าที่ควร ไม่สามารถชี้นําหรือสนับสนุนการศึกษาในระดับอื่น ๆ ได้ดีเท่าที่ควร คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาจึงได้นําเสนอ แนวทางในการปฏิรูประบบการอุดมศึกษาคือกําหนดรูปแบบของรัฐ มหาวิทยาลัยและตลาด ให้มีการดําเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายของชาติ ๖ ประการ ก็คือ วิสัยทัศน์ เรื่องมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน บริหารราชการมีประสิทธิผล พัฒนาศักยภาพคนและสังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ําในสังคม สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เสนอให้กําหนด บทบาทของรัฐ จัดแบ่งสถาบันอุดมศึกษาเป็น ๕ ประเภทอย่างที่อาจารย์วินัยได้พูด คือมหาวิทยาลัยวิจัย เชี่ยวชาญเฉพาะ เพื่อพัฒนาประเทศเฉพาะทาง สถาบันการศึกษา ต่ํากว่าปริญญาตรี สนับสนุนให้มีการสอนวิทยาศาสตร์ประยุกต์และสังคมศาสตร์ประยุกต์ มากขึ้น เป็นสัดส่วน ๖๕ ต่อ ๓๕ อะไรเหล่านี้ กํากับ จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ ดูแลสวัสดิการ เสนอว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยควรจะเน้นผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ สํารวจความต้องการของตลาดก่อนที่จะไปเปิดหลักสูตร ควรเปิดการเรียนการสอน ที่ไม่ซ้ําซ้อนกัน สร้างบรรยากาศการเรียนการสอนทางวิชาการในมหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัย และผู้บริหารจะต้องแบ่งบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนและมีธรรมาภิบาล ต้องหารือและดึงแหล่งทุน จากที่ต่าง ๆ มาสนับสนุนการวิจัยและการอบรมสัมมนาในมหาวิทยาลัย แยกเรื่องการกํากับ ดูแลมหาวิทยาลัยออกจากการประกันคุณภาพ ให้ความรู้กับบุคลากรเรื่องประกันคุณภาพ กําหนดให้อาจารย์ต้องทํา ผศ. ให้ได้ใน ๕ ปีถ้าไม่ได้ก็ต้องออก ทํา รศ. ให้ได้ใน ๗ ปี ไม่ได้ก็ต้องออก อย่างนี้เป็นต้น แล้วคณาจารย์ที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายบริหารก็จะต้องมีตําแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์ เป็นอย่างต่ํา และมีระยะเวลาการดํารงตําแหน่งอย่างชัดเจน จะมีเทอมหรือไม่ก็แล้วแต่ ที่สําคัญในส่วนที่ ๓ ของรายงาน ก็คือคณะกรรมาธิการได้เสนอให้แยกการดูแลอุดมศึกษา ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยเสนอไว้ ๔ ทางเลือก จริง ๆ ในเปเปอร์ (Paper) แรก ที่ท่านเสนอเมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อนเสนออยู่ทางเลือกเดียว ซึ่งผมก็อยากจะขออภิปราย ใน ๒ ทางเลือก ก็คือการเอาไปรวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการจะเสนอ ให้ตั้งกระทรวงอุดมศึกษาใหม่ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพในท่านประธาน กรรมาธิการ และกรรมาธิการทุกท่าน ผมยกมือสนับสนุนรายงานของท่านมาโดยตลอด แต่ผมยังเห็นว่ารายงานเหล่านี้แม้จะมีการวิเคราะห์ปัญหาที่น่าสนใจตรงจุด แต่ก็มีบางส่วน ที่ยังมีตรรกะและเหตุผลไม่สอดรับกันในหลาย ๆ จุด ซึ่งดูแล้วอาจจะไม่นําไปสู่การปฏิรูป มหาวิทยาลัยอย่างสัมฤทธิผลได้ กระผมก็มีความเห็นต่อรายงานของคณะกรรมาธิการ ด้านการศึกษาเรื่องการปฏิรูปอุดมศึกษาดังต่อไปนี้
ประการแรก อุดมศึกษาของไทย เราควรจะตั้งคําถามก่อนว่าผลผลิตและผลลัพธ์ ที่ชาติต้องการคืออะไร เราต้องการคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ นําชาติไปสู่ความเป็นเลิศในการวิจัย และพัฒนาควบคู่กันใช่หรือไม่
ประการที่ ๒ มหาวิทยาลัยควรมีความเป็นอิสระทางวิชาการ มีความคล่องตัว ในการบริหารจัดการ และมีธรรมาภิบาลในการบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยที่ไม่มีธรรมาภิบาล ก็ต้องจัดการ ซึ่งในสมัยนี้ คสช. เขาก็ออกคําสั่ง กศจ. จัดการไปแล้ว ๔ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก แต่ข้อเสนอของท่านที่บอกว่า สกอ. กรรมการ กกอ. หรือสภามหาวิทยาลัยบางแห่งไม่มีธรรมาภิบาล ตั้งเงินเดือนตัวเอง ไม่มีเทอมอะไรนี้ ก็ต้องแก้โดยมหาวิทยาลัยนั้น จะใช้ ม. ๔๔ หรือแก้ พ.ร.บ. อะไรก็แล้วแต่ แต่คงไม่ใช่เสนอ โซลูชัน (Solution) แบบวัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) ก็คือไปทําให้มหาวิทยาลัย ดี ๆ ที่เขาดีอยู่แล้วเสียโอกาส หรือเสียบุคลากรที่เขาพัฒนากันมาเป็นเวลานาน เพราะฉะนั้น ก็เหมือนกับการประกันคุณภาพการศึกษาที่ท่านเสนอเป็นเรื่องแรก ผมยังจําได้ว่าท่านเสนอ ภาพช้างกับลิงปีนต้นไม้โดยใช้ต้นไม้ต้นเดียวกัน เพราะฉะนั้นโซลูชัน (Solution) บางอย่าง ไปใช้กับทุกมหาวิทยาลัยไม่ได้ ท่านเองก็ยังจําแนกมหาวิทยาลัยออกเป็น ๕ ประเภทเลย ผมสนับสนุนแนวความคิดที่จะให้มหาวิทยาลัยหารายได้เข้ารัฐเอง จัดสัมมนา อบรม รับจ้างวิจัย ซึ่งก็จะไปช่วยส่งเสริมการเรียนการสอน สําหรับการประกันคุณภาพการศึกษา และการประเมินคุณภาพศึกษาจากภายนอก จําได้ว่ากรรมาธิการของท่านเสนอเรื่องนี้เป็น เรื่องแรกเลย ไม่รู้ทําไมเอามาใส่ในเรื่องอีก เข้าใจว่าเขาคงไม่ได้ทําตามข้อเสนอของท่าน ท่านเลยมาย้ําอีก แต่ผมอยากจะฝากข้อคิดว่าก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านเสนอในครั้งแรก ผมก็ยกมือให้ ท่านเขียนไว้ในแผ่นใสบอกว่าการประเมินคุณภาพการศึกษาอยากจะให้ มหาวิทยาลัยเขาทําเอง ประเมินคุณภาพจากภายนอกก็ทําเมื่อมีการร้องขอ ผมเองฟังดูแล้ว ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ คิดว่าจริง ๆ การประกันคุณภาพทําด้วยตนเอง แต่การประเมินต้องทําจาก คนนอก ไม่อย่างนั้นถ้าตัวเองประเมินตนเองก็จะต้องบอกว่าดี เหมือนกับโฆษณาทีวี (TV) รายการไหนจะได้ค่าโฆษณาเยอะเขาก็ไปดูนิวเซนต์ (New Saints) ประเมินว่ามีคนดู เยอะไหม อันนี้เป็นกลางและเป็นวิชาการอย่างแท้จริง แต่ถ้ามหาวิทยาลัยประเมินตัวเอง ก็จะบอกว่าหลักสูตรฉันดี หลักสูตรฉันควรจะเปิดเพิ่ม เพราะฉะนั้นอันนี้ผมไม่แน่ใจว่า ท่านจะขยายความอีกหน่อยได้ไหม แล้วปัจจุบันผมคิดว่าเปเปอร์ (Paper) ของท่านที่เสนอ มาในรายงานครั้งก่อน ๆ ท่านก็เสนอว่าอาชีวศึกษาจะตอบโจทย์ของการพัฒนาประเทศ ควรจะส่งเสริมให้คนมาเรียนอาชีวศึกษามากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่ท่านเสนอให้ปฏิบัติต่อ กระทรวงอุดมศึกษาโดยแยกออกมา จะไม่ใช่ตอบโจทย์อันนี้ ผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยเลยกับการเสนอตั้งกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะเพิ่มมาอีก ๓ กรม ผมเห็นด้วยกับการที่จัดคลัสเตอร์ (Cluster) มหาวิทยาลัย แล้วแบ่งเป็น ๕ กลุ่มแบบที่ท่านเสนอ แต่ไม่เห็นด้วยกับการตั้งกระทรวงอุดมศึกษา หรือย้าย ไปกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะกรรมาธิการไม่ได้ให้เหตุผลถึงความจําเป็น หรือวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไปว่าเมื่อตั้งกระทรวงอุดมศึกษาขึ้นมาใหม่แล้วจะแก้ปัญหาเรื่อง การประกันคุณภาพการศึกษา การขาดธรรมาภิบาลในการบริหารของบางมหาวิทยาลัย หรือการเข้าสู่ตําแหน่งบริหารหรือวิชาการได้อย่างไร การเพิ่มกระทรวงอุดมศึกษาดูจะเป็น การเพิ่มความเหลื่อมล้ําในสังคมของวงการศึกษาเข้าไปอีก เพิ่มขนาดของระบบราชการ เข้าไปควบคุมดูแลมหาวิทยาลัยที่เขาออกไปอยู่นอกกํากับของรัฐไปมากแล้ว เขาควรจะมี อิสระในการบริหารมากขึ้น แล้วท่านแยกเป็น ๒ หน่วย ๒ กระทรวง ท่านจะบูรณาการตั้งแต่ ต้นทางถึงปลายทาง คือ ก่อนวัยเรียน ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และการศึกษา นอกระบบไปจนถึงอุดมศึกษาได้อย่างไร รายงานของท่านไม่มีข้อมูลมาประกอบว่า ตั้งกระทรวงขึ้นมาใหม่แล้วจะทําให้อุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยดีขึ้นอย่างไร ควรจะต้องมี รายละเอียดเพิ่มเติมมากกว่านี้ ในรายงานท่านก็ไม่ได้พูดถึงมหาวิทยาลัยเอกชนด้วยว่า ท่านจะปฏิบัติกับเขาอย่างไร การประกันคุณภาพการศึกษาของเขาเป็นอย่างไร ปัญหา การศึกษาของไทยในภาพรวม ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือความเหลื่อมล้ําของโรงเรียนในเมือง กับชนบท รวมถึงมหาวิทยาลัยในเมืองกับชนบท หรือที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยชุมชนด้วย ระดับการอ่านหนังสือต่างกัน ๓ ปี แต่รายงานนี้กลับไปเสนอว่าจะทรีต (Treat) อุดมศึกษา ให้แตกต่างจากการศึกษาของพื้นฐานและอาชีวศึกษา ข้อต่อหลักสําคัญอีกประการหนึ่งก็คือ คุณภาพของครู ถ้าเราไม่แก้เรื่องคุณภาพของครูก็ไม่มีทางที่จะพัฒนาการศึกษาได้ อุดมศึกษา เป็นแค่ปลายน้ํา ทําไมเราไม่ไปทุ่มเทกําลังคนและกําลังงบประมาณในเรื่องพัฒนาคุณภาพ ของครูแทน และที่สําคัญซึ่งท่านกรรมาธิการได้นําเสนอก็คืออาชีวศึกษาเป็นความต้องการ สูงสุดของแรงงาน แต่ก็ไม่ค่อยมีมาตรการคม ๆ ว่าจะช่วยอาชีวศึกษาได้อย่างไร การตั้ง กระทรวงอุดมศึกษาหรือแยกออกมาเป็นอิสระจึงเป็นการส่งสัญญาณที่ผิด เป็นการเสนอ ให้รัฐบอกว่าอุดมศึกษาสําคัญกว่าอาชีวศึกษา เด็กก็จะยิ่งเรียนอาชีวศึกษาน้อยลง ทั้ง ๆ ที่ อาชีวศึกษาเป็นหัวใจของภาคการผลิตของประเทศ ปัญหาอุดมศึกษาอยู่ตรงไหนกันแน่
ปัญหาแรก ก็คือรับบัณฑิตเกินความต้องการ ซึ่งตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าตั้งกระทรวง มาแล้วจะแก้อย่างไร เพราะว่าเราเปิดเสรี เราให้เขาออกไปอยู่ในกํากับมากแล้ว การส่งเสริม มหาวิทยาลัยบรรษัทบางครั้งก็เป็นบรรษัทจนมีเงื่อนไขมาก ก็จะเป็นการไม่แก้ปัญหาที่ถูกจุด ที่จริงก็ควรจะลดการเป็นบรรษัทลงแล้วเอาความเป็นมนุษย์กลับคืนมา ไม่ใช่ไปเพิ่มระบบ ราชการในการไปกํากับดูแลมหาวิทยาลัย
ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลที่ท่านเสนอในรายงานก็ดูเหมือนจะดี แต่ว่าท่านจะ ไปแก้อย่างไรโดยการมีบูโรเครซี (Bureaucracy) ระบบราชการเข้าไปเพราะว่าเขาออกไป นอกระบบหมดแล้ว ท่านก็พูดเองว่าการบริหารสิ้นสุดอยู่ที่สภามหาวิทยาลัย จริง ๆ แล้ว ควรจะลดขนาดของ สกอ. หรือปรับโครงสร้างอุดมศึกษาให้มีอิสระมากขึ้น แล้วใช้กลไก ตรวจสอบกันเองที่มีอยู่แล้ว หรือกลไกจากภายนอก หรือท่านก็ปรับ สกอ. เลย เอาอาจารย์ มหาวิทยาลัยที่ดี ๆ เก่ง ๆ มีคุณธรรมไปเป็นประธาน สกอ. ท่านก็จะแก้ได้ดีที่สุด แล้วความไม่โปร่งใส จริง ๆ เขามีหน่วยงานภายนอก อย่างปัญหาเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีปัญหาก็เอา ปปง. เข้าไป ไม่เห็นต้องมีกระทรวงใหม่เลย ตั้งกระทรวงใหม่ก็จะมีรัฐมนตรีเพิ่ม มีหน่วยงานเพิ่ม มีงบประมาณเพิ่ม เป็นเป้าประสงค์ หรือท่านกําลังเสนอให้รัฐบาลทําในสิ่งที่สวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลพูดไว้ตอนรับนโยบาย คือจะลดขนาดการจัดการภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการที่เป็นอยู่ ถามว่า กระทรวงอุดมศึกษาจะตอบโจทย์นี้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็ต้องขอทักท้วงว่าการเสนอตั้ง กระทรวงอุดมศึกษา จะไม่ได้เป็นประโยชน์เพื่อปฏิรูปอุดมศึกษาเลย ไม่ได้ปฏิรูปมหาวิทยาลัยด้วย ดูเหมือนจะเป็น การทําเพื่อกลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัยบางคนที่อาจจะไม่ค่อยชอบกระทรวงศึกษาธิการ แต่เราควรจะแก้ที่ต้นตอคือปรับโครงสร้าง สกอ. เอาอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ดี ๆ มีคุณธรรม ไปเป็นกรรมการ สกอ. จะง่ายกว่าเยอะเลย ก็ขออภิปรายไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ