วินัย เสนอแยกอุดมศึกษาพัฒนานวัตกรรม-ยกระดับคุณภาพบัณฑิต

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

วินัย ดะห์ลัน หารือการปฏิรูประบบอุดมศึกษาของไทย โดยเน้นความจำเป็นในการส่งเสริมอิสระทางวิชาการ ยกระดับคุณภาพการศึกษาและนวัตกรรมเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ เสนอให้แยกการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ อาจจัดตั้งเป็นกระทรวงเฉพาะหรือหน่วยงานอิสระ พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติและจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยเป็นคลัสเตอร์ตามภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร ลดต้นทุน และส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นและเป้าหมายการพัฒนาประเทศ

นายวินัย ดะห์ลัน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ผม วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๔๓ กรรมาธิการ ในเรื่องของการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา ผมขออนุญาตใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาทีในการที่จะสร้างความเข้าใจในเรื่องของแผนการ ปฏิบัติการดังต่อไปนี้ ในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยปรากฏว่า ไม่ใช่เป็นความสนใจเฉพาะพวกเราเท่านั้น ในต่างประเทศเองให้ความสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยนั้นเป็นฟันเฟืองสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโลกตะวันออก ยกตัวอย่างเช่น นายวิลเลียม เพเซก จากสถาบันบลูมเบิร์ก กล่าวถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยไว้หลายครั้ง อย่างเช่นครั้งที่ว่า การปรับฐานค่าจ้างแรงงานให้สูงขึ้นของประเทศไทยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่งผลให้โอกาส การเป็นฐานการผลิตสินค้าให้ต่างชาติในประเทศไทยนั้นหดแคบลง เพิ่มแรงกดดันให้ประเทศไทย จําเป็นต้องก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาให้เร็วขึ้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มและอัตลักษณ์ให้กับสินค้าของตนเอง การทําเช่นนี้ได้ประเทศไทยต้องกล้า ลงทุนในระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบการศึกษา ต้องเปลี่ยน ระบบการศึกษาแบบท่องจําให้เป็นระบบคิดวิเคราะห์ แล้วต้องเพิ่มการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ในส่วนของการพัฒนางานวิจัยเพื่อองค์ความรู้และนวัตกรรม ประเทศไทยจําเป็นต้องปฏิรูป การศึกษาในระบบอุดมศึกษา ต้องกล้าดําเนินการ ต้องทําอย่างชาญฉลาดและรวดเร็ว นี่คือ ๑ ตัวอย่างของข้อวิจารณ์ที่ประเทศไทยควรจะรับฟัง สําหรับวิธีการปฏิรูประบบ การอุดมศึกษา ประเทศจีนเป็นตัวอย่างที่ดี เนื่องจากสามารถพัฒนาระบบการศึกษา จนกระทั่งก้าวหน้าใกล้เคียงกับโลกตะวันตก แฟนรูบีน แห่งเซาท์เวสต์ ยูนิเวอร์ซิตี ออฟ โพลิติคัล ไซเอนซ์ แอนด์ ลอว์ (Southwest University of Political Science and Law) นครจุงกิง ประเทศจีน เขียนบทความในวารสารเจอร์นัล ออฟ โพลิติกส์ แอนด์ ลอว์ (Journal of Politics and Law) ค.ศ. ๒๐๐๙ ว่าประเทศจีนแม้จะมีระบอบการปกครอง แบบคอมมิวนิสต์ ทว่ารัฐยังเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาคือหน่วยของสังคมที่ต้องแสดงศักยภาพ ด้านการคิด วิเคราะห์ พัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ จึงจําเป็นต้องมีความเป็นอิสระ ทางวิชาการ รัฐทําหน้าที่เพียงกํากับดูแลเชิงสนับสนุนมิใช่ควบคุม จําเป็นที่รัฐจะต้อง บริหารจัดการสถาบันด้านอุดมศึกษาไปในแนวทางเดียวกับโลกตะวันตก โดยรัฐต้องมั่นใจว่า สถาบันเหล่านั้นมีธรรมาภิบาลในองค์กร ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจีนจึงจัดทํากฎหมายหรือระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา ยกตัวอย่าง เช่น กฎหมายการศึกษา กฎหมายครูอาจารย์ กฎหมายอุดมศึกษา กฎหมายส่งเสริมสถาบันการศึกษาเอกชน และกฎหมายที่จําเป็นอื่น ๆ ในกรณีของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน รัฐต้องให้อิสระสถาบันอุดมศึกษาในการบริหาร และจัดการตนเองโดยสภามหาวิทยาลัย มีพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาของตนเอง ส่วนรัฐยึดนโยบายการกํากับดูแลสถาบันอุดมศึกษามากกว่าการควบคุม ทั้งนี้รัฐไม่ควรปล่อยให้ สถาบันอุดมศึกษาพึ่งกลไกการตลาดมากเกินไปจนกระทั่งสูญเสียคุณภาพและคุณค่า ในเชิงวิชาการไม่สามารถตอบโจทย์ของสังคมได้ ปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันในกรณี ประเทศไทย คือสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง ๒๐ ปี ที่ผ่านมา หลายสถาบันที่เคยเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ผลิตบุคลากรบางสาขาเพื่อส่งเสริม งานการศึกษาในระดับปฐมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา การเร่งเติบโตส่งผลให้ สถาบันเหล่านั้นลดความเชี่ยวชาญที่เคยมีมาแต่เดิม หลายสถาบันหันไปขยายหลักสูตร ในสาขาวิชาที่ไม่เคยมีความเชี่ยวชาญมาก่อนต่างต้องการก้าวไปเป็นมหาวิทยาลัย ที่ครอบคลุม หรือที่เราเรียกกันว่าคอมพรีเฮนซิฟยูนิเวอร์ซิตี (Comprehensive University) มากกว่าที่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่พัฒนาองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่ตนเอง ถนัดอยู่แต่เดิม ผลก็คือคุณภาพบัณฑิตลดคุณภาพลงทั้งสาขาเดิมและสาขาใหม่ ส่งผลเสีย ต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในระยะยาว ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อน การปฏิรูประบบการอุดมศึกษาเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว คณะกรรมาธิการ ขอนําเสนอแผนปฏิบัติการในการปฏิรูปอุดมศึกษาของไทย โดยมุ่งเน้นให้แผนปฏิบัติการ สอดคล้องกับเป้าหมายของชาติในระยะยาว ซึ่งประกอบด้วยเป้าหมาย ๖ ประการ ๑. วิสัยทัศน์ของประเทศที่มุ่งไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว โดยยึดเอาการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีประสิทธิผล การพัฒนาศักยภาพคนและการสร้างสังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ํา ในสังคม การสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รองรับโมเดล (Model) พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ประเทศไทย ๔.๐ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สําหรับแนวทางการปฏิรูประบบอุดมศึกษานั้นมี ๒ ส่วน ก็คือส่วนของรัฐและส่วนของสถาบันการศึกษา ในส่วนของรัฐ เพื่อให้การบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาเกิดขึ้นตามศักยภาพที่ควรจะเป็น อีกทั้ง สถาบันอุดมศึกษาไม่เกิดความสับสนในการพัฒนาตนเอง สามารถพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ ในสาขาวิชาที่เป็นความถนัดแต่เดิมได้ อีกทั้งเป็นที่ต้องการของสังคม ในขณะที่ยังดํารง เสรีภาพทางวิชาการตามที่ควรจะเป็น คณะกรรมาธิการมีข้อแนะนําว่ารัฐควรดําเนินการ ปฏิรูประบบอุดมศึกษาดังต่อไปนี้

๑. รัฐจัดแบ่งกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชนเป็นประเภท ต่าง ๆ ได้แก่ มหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญเฉพาะ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาประเทศ สถาบันการศึกษาเฉพาะทาง สถาบันการศึกษาระดับต่ํากว่าปริญญาตรี สถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาเอกชน โดยรัฐทําหน้าที่จัดสรรงบประมาณตามควร กํากับดูแลในเชิงนโยบาย เปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วม ไม่ออกกฎ ระเบียบที่ขัดแย้ง มีกฎหมายเป็นมาตรฐานขั้นต้น ในการบริหารงานบุคคล ให้คําแนะนํา ส่งเสริม สนับสนุน มีธรรมาภิบาล ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน กําจัดระบบอุปถัมภ์ มีบทลงโทษและการบังคับใช้ ลดทอนกระบวนการที่ไม่มีประสิทธิผล และไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง พัฒนาทักษะบุคลากรของรัฐให้สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ อย่างมืออาชีพ นั่นเป็นหน้าที่ของรัฐ ในส่วนของสถาบันอุดมศึกษา สถาบันอุดมศึกษา มีหน้าที่ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ รู้หน้าที่ของตน สร้างองค์ความรู้ใหม่ ให้บริการวิชาการ ร่วมส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับกระบวนการการศึกษาของชาติ มีอิสระทางวิชาการ มีสภามหาวิทยาลัยที่มีธรรมาภิบาล มีความพร้อมด้านการประกันคุณภาพและประเมินตนเอง วางระบบบริหารงานบุคคลที่มีคุณภาพ มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการดึงเงินทุนจาก หลายแหล่ง รักษาความเข้มแข็งและคุณค่าเชิงวิชาการ มีระบบการเข้าสู่ตําแหน่งทางวิชาการ ส่งเสริมนวัตกรรมและการวิจัย เปิดหลักสูตรโดยดูตลาดและสังคม และตอบสนองภาครัฐ โดยดูความพร้อมของตนเอง สร้างบรรยากาศทางวิชาการเพื่อกระตุ้นความเป็นเลิศ จัดตั้ง กองทุนสนับสนุนการวิจัยและการเขียนตํารา จัดตั้งศูนย์บริการวิชาการ จัดการเรียนการสอน เชื่อมโยงกับบริบทของสังคมไทย สอดแทรกหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการนี้ เราได้เสนอให้กําหนดภารกิจทั้ง ๔ ก็คือ การสอน วิจัย บริการวิชาการ ทํานุบํารุง ศิลปวัฒนธรรมเป็น ๓๕ ต่อ ๓๕ ต่อ ๒๐ ต่อ ๑๐ ในเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างระบบ การศึกษา การปรับปรุงโครงสร้างการดูแลการอุดมศึกษาของประเทศนั้น ทางรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ บัญญัติไว้ในหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ จ. ด้านการศึกษา (๔) ว่าการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ เรียนได้ตามความถนัด และปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังกล่าว โดยสอดคล้องกันทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ คณะกรรมาธิการมีความเห็นว่า ภายใต้โครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอยู่ภายใต้การกํากับดูแลนั้นมีข้อเสียหลายประการ ตัวอย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการ ใหญ่โต เทอะทะ ปรับตัวยาก การแยกงานอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ จะด้วยวิธีการใดก็ตาม จะทําให้โครงสร้างของทั้งอุดมศึกษาและทั้งศึกษาธิการเล็กลง อยู่ในสภาพที่ปรับตัวได้รวดเร็ว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม

๒. การแก้ไขปัญหาระดับอุดมศึกษาไม่ก้าวหน้า เนื่องจากการมองปัญหา ไม่ครอบคลุมและถูกรบกวนจากปัญหาอื่น ดังนั้นการแยกงานย่อมช่วยให้การมองปัญหา เฉพาะเจาะจงและแหลมคมมากขึ้น

๓. ระดับอุดมศึกษามุ่งผลิตคนให้เป็นผู้ชี้นําสังคมแตกต่างจากระดับอื่น ๆ การแยกการบริหารจัดการอุดมศึกษา โดยจําแนกสถาบันอุดมศึกษาตามกลุ่มความเชี่ยวชาญ จะทําให้การพัฒนาคุณภาพของบัณฑิตในแต่ละสาขามีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

๔. การแยกงานอุดมศึกษาจะเอื้อต่อพัฒนาบุคลากรสายวิชาการ ซึ่งเป็น การบริหารจัดการแนวราบมากขึ้น

การแยกงานอุดมศึกษาอาจะทําได้หลายรูปแบบ ได้แก่

๑. รวมงานอุดมศึกษาเข้ากับงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัย โดยอาศัยความเหมาะสมที่ว่าทั้ง ๒ ฝ่ายต่างเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการและการวิจัย ดังนั้นการจัดตั้งเป็นกระทรวงอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีแบบอย่างในหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักร อินโดนีเซีย หลายประเทศในตะวันออกกลาง

๒. รวมงานอุดมศึกษาเข้ากับงานอื่น ๆ เช่น งานพัฒนาทักษะและวิชาชีพ ตัวอย่าง เช่น ประเทศแคนาดา จัดตั้งเป็นมินิสทรี ออฟ แอดวานซ์ เอดูเคชัน แอนด์ สกิลส์ ดีเวลอปเมนต์ (Ministry of Advanced Education and Skills Development) หรือประเทศศรีลังกาได้ตั้งมินิสทรี ออฟ ไฮเออร์ เอดูเคชัน แอนด์ ไฮเวย์ (Ministry of Higher Education & Highways)

๓. จัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาให้เป็นอิสระ ตัวอย่างเช่น ประเทศมาเลเซีย หรือประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นมินิสทรี ออฟ ไฮเออร์ เอดูเคชัน (Ministry of Higher Education)

๔. กรณีที่ประสงค์จะให้การอุดมศึกษายังคงอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ มีหลายประเทศได้หาหนทางในการแยกการบริหารจัดการอุดมศึกษาออกจากงานบริหาร การศึกษาระดับอื่น โดยเน้นพันธกิจด้านการวิจัยให้ชัดขึ้น ทํากันในหลายประเทศในยุโรป ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมนี ประเทศอิตาลี ประเทศสวีเดน เกิดเป็น มินิสทรี ออฟ เนชันนัล เอดูเคชัน ไฮเออร์ เอดูเคชัน แอนด์ รีเสิร์ช (Ministry of National Education Higher Education and Research) ในทุกรูปแบบของการเปลี่ยนแปลง สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษายังสามารถดํารงหลักการความเป็นอิสระ ออโทโนมี (Autonomy) และเสรีภาพในทางวิชาการอะคาเดมิกฟรีดอม (Academic Freedom) ไว้ได้

ในส่วนภารกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ การจัดการเรียนการสอน มุ่งเน้นการสร้างคนดีก่อนคนเก่ง การวิจัย สร้างองค์ความรู้ ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม การบริการวิชาการ ให้ความรู้ทักษะ สร้างปัญญาและอุดมการณ์ภูมิใจในชาติ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทํานุบํารุงสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย เข้าใจพหุสังคม การสนับสนุนระบบการศึกษาของชาติ ในส่วนการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ท่านอาจารย์ปิยะธิดาได้แจ้งไปแล้ว ผมขอข้ามไป ในส่วนข้อเสนอแนะแนวทางขับเคลื่อน การปฏิรูปอุดมศึกษา คณะกรรมาธิการขอเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบการอุดมศึกษา ดังนี้

๑. การจัดตั้งคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ ให้เป็นหน่วยงานดูแล สถาบันอุดมศึกษาในระบบทั้งหมด โดยคณะกรรมการชุดนี้ควรเป็นรูปแบบผสม ทําหน้าที่ ประสานงานกับมหาวิทยาลัยกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ มีการจัดตั้งสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานเทียบเท่ากรม โดยคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ มีจํานวนกรรมการไม่เกิน ๓๐ คน เป็นตัวแทน ของคณะอนุกรรมการสถาบันอุดมศึกษากลุ่มต่าง ๆ ชุดละไม่เกิน ๓ คน ประธานกลุ่ม คลัสเตอร์ (Cluster) มหาวิทยาลัย นอกจากนี้มีตัวแทนจากภาคส่วนราชการ เช่น สํานัก งบประมาณ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และตัวแทน ของกระทรวงศึกษาธิการเอง ในส่วนของคณะอนุกรรมการนั้นจัดตั้งขึ้นเพื่อทําหน้าที่ ประสานงานกับมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสังกัด ตลอดจน ที่ประชุมอธิการบดีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสังกัด โดยมีคณะอนุกรรมการ ชุดต่าง ๆ ดังนี้ คณะอนุกรรมการกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัย คณะอนุกรรมการกลุ่มมหาวิทยาลัย เชี่ยวชาญเฉพาะ คณะอนุกรรมการกลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาประเทศ คณะอนุกรรมการ สถาบันการศึกษาเฉพาะทางและการศึกษาที่ต่ํากว่าปริญญาตรี คณะอนุกรรมการ สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาเอกชน

๒. การจัดทําคลัสเตอร์ (Cluster) มหาวิทยาลัยตามภูมิภาค ประเทศไทยนั้น ร่ํารวยด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม เป็นผลมาจากความแตกต่างทางภูมิสังคมที่ประกอบขึ้นเป็นประเทศไทยตั้งแต่ ครั้งประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ประเทศไทยมีความโดดเด่นด้านความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม การปฏิรูประบบอุดมศึกษาจึงสมควรใช้ความหลากหลายเหล่านั้นเป็นจุดเสริมความแข็งแกร่ง ให้กับระบบการศึกษาของประเทศ นําไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม การวิจัยเทคโนโลยีที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศโดยรวมเป็นอย่างดี ในการนี้คณะกรรมาธิการเสนอแนะให้จัดแบ่งมหาวิทยาลัย ที่ได้รับการจัดแบ่งกลุ่มแล้วข้างต้นเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) โดยยึดตามภูมิภาคที่มี ความแตกต่างหลากหลายทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ประชากร วัฒนธรรม เป็นต้นทุน อยู่แต่เดิม ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการจัดกลุ่มของการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการวิจัย งานวิชาการที่ตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่และชุมชน ตลอดจนสามารถพัฒนา เอกลักษณ์ให้เกิดขึ้นกับงานนวัตกรรม ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ เกิดประสิทธิผล จนกระทั่งนําไปสู่การลดงบประมาณลงได้ เนื่องจากขนาดของประชากร มหาวิทยาลัยลดลง ความแตกต่างทางวิชาการลดลง อีกทั้งการลดขอบเขตพื้นที่ลง โดยมี มหาวิทยาลัยหลักในส่วนกลางที่มีศักยภาพในสาขาต่าง ๆ ทําหน้าที่ประสานงานทุกคลัสเตอร์ (Cluster) ในสาขาวิชาที่ได้รับมอบหมาย ในส่วนของการจัดแบ่งคลัสเตอร์ (Cluster) แบ่งเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) สถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง อุดมศึกษาภาคตะวันออก ภาคตะวันตก แล้วก็ภาคใต้ ประโยชน์ของการจัด แบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) นั้น ๑. ก็คือสะดวกต่อการบริหารจัดการ เพื่ออํานวยความสะดวกแก่มหาวิทยาลัย เนื่องจากขนาดและจํานวนของมหาวิทยาลัยนั้นลดลง ๒. ลดงบประมาณที่ใช้ลงเนื่องจากความหลากหลายของมหาวิทยาลัยลดลง ๓. ความสะดวก ด้านโลจิสติกส์ (Logistics) และการติดต่อสื่อสารระหว่างมหาวิทยาลัยเกิดปฏิสัมพันธ์ ระหว่างมหาวิทยาลัยด้วยกัน ตลอดจนระหว่างมหาวิทยาลัยกับรัฐทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง ๔. ส่วนของสถาบันการศึกษาเกิดความสัมพันธ์ในเชิงพีระมิดตามลําดับจากล่างขึ้นบน ดังเช่น ภาคประชาชน ประชาสังคม ประชารัฐ ภาคศาสนา สื่อมวลชน เชื่อมโยงกับ สถาบันการศึกษาระดับต่ํากว่าปริญญาตรี สถาบันการศึกษาเฉพาะทาง สถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาเอกชน เชื่อมโยงต่อขึ้นไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาประเทศ เชื่อมโยง ต่อไปยังมหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญเฉพาะ เชื่อมโยงไปยังมหาวิทยาลัยวิจัย ๕. ความสะดวก ของภาครัฐในการให้และได้รับบริการจากมหาวิทยาลัย ดังเช่นความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ ที่รัฐให้ความสนใจ ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องของอีอีซี (EEC) เรื่องของเขตท่าเรือน้ําลึกทวาย เป็นต้น ๖. มหาวิทยาลัยพัฒนาความเชี่ยวชาญของตนง่ายขึ้น สอดคล้องกับความต้องการ ของสังคมในพื้นที่ ๗. เกิดแรงดึงดูดความสนใจในการสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาและวิจัยระดับนานาชาติมากขึ้น เมื่อกลุ่มมหาวิทยาลัยมีจุดดึงดูด การลงทุนที่สําคัญ ๘. มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาในกลุ่มเกิดความร่วมมือกันง่ายขึ้น และประสานงานใกล้ชิดมากขึ้น มุ่งไปสู่ทิศทางเดียวกัน ช่วยลดงบประมาณและการบริหาร จัดการของมหาวิทยาลัยและสถานการศึกษาลง ๙. เกิดงานวิจัยองค์ความรู้นวัตกรรมมากขึ้น และรวดเร็วขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสถาบันต่าง ๆ กับชุมชนและประชาสังคมในพื้นที่ ๑๐. เกิดการกระจายอํานาจด้านการบริหารมากขึ้น ความเป็นอิสระทางวิชาการเพิ่มขึ้น อันส่งเสริมการพัฒนาสถาบันการศึกษา ๑๑. ชุมชนและสังคมในพื้นที่ได้รับประโยชน์จาก มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาโดยตรง เรื่องของร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ทางคณะกรรมาธิการไม่ได้เสนอ แต่ก็ได้เสนอให้ทางหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจัดทําร่างพระราชบัญญัติหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตาม ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้การจัดการระดับอุดมศึกษาสัมฤทธิผล การปฏิรูป อุดมศึกษาเป็นความจําเป็นเร่งด่วนต้องรีบดําเนินการ คณะกรรมาธิการจึงขอให้สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศร่วมกันเห็นชอบรายงานที่นําเสนอในครั้งนี้ด้วยจะเป็น พระคุณอย่างยิ่ง ขอบคุณครับ