ปิยะธิดา ชี้ปัญหาประเมินคุณภาพการศึกษา หนุนอุดมศึกษาบริหารเอง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา หารือปัญหาการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ยังเน้นการลงโทษมากกว่าการพัฒนา พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขโดยเน้นการบริหารคุณภาพของสถาบันเอง การแยกการกำกับดูแลออกจากกระบวนการประเมิน และลดภาระงานซ้ำซ้อนจากหลายหน่วยงาน รวมถึงเสนอให้ทบทวนการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาอย่างรอบด้าน โดยพิจารณาทุกแนวทางในการแยกงานอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้เห็นประโยชน์ที่ชัดเจนต่อสังคม

นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ดิฉัน นางสาว ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๙๘ ขอนําเสนอเรื่องปัญหาและแนวทางแก้ไข ปัญหาการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา เป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งในการที่จะทําให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ใน พ.ร.บ. การศึกษาชาติจึงได้กําหนดให้มีการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษา แต่การดําเนินการประกันคุณภาพการศึกษาที่คลาดเคลื่อนไปจากหลักการ และวิธีการที่ถูกต้อง จึงไม่อาจทําให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ อีกทั้งยังเป็น การสร้างภาระงานที่ไม่จําเป็นให้กับสถานศึกษาอีกด้วย ปัญหาหลัก ๆ ในด้านการประกัน คุณภาพการศึกษาก็ได้แก่ความคลาดเคลื่อนในทางปฏิบัติที่ทําให้เกิดความเข้าใจผิดว่า การประกันคุณภาพคือการประเมินคุณภาพ ซึ่งตามหลักการประกันคุณภาพการศึกษา หมายถึงการบริหารคุณภาพที่ทําให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้ตรงตามเป้าประสงค์ของสถานศึกษา และเป้าประสงค์ของชาติ การประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นเพียงวิธีการวัดว่าสถานศึกษา มีคุณภาพหรือไม่ แต่การประเมินคุณภาพเพียงอย่างเดียวไม่อาจทําให้เกิดคุณภาพได้ สถานศึกษาเองต้องมีการบริหารคุณภาพทุกด้านตามภารกิจหลัก ยกตัวอย่างเช่น สถาบันอุดมศึกษาต้องมีการบริหารคุณภาพในด้านการเรียน การสอน การวิจัย การให้บริการ ทางวิชาการ และการทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมไทย โดยสรุปก็คือการประกันคุณภาพ จะต้องดําเนินการโดยสถานศึกษาเอง ดังนั้นการดําเนินการประกันคุณภาพที่ผ่านมา และในปัจจุบันที่หน่วยงานต้นสังกัด เช่น สกอ. มุ่งเน้นการประเมินคุณภาพการศึกษา เพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ให้ความสําคัญกับการสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษามีการบริหาร คุณภาพที่ดี จึงไม่อาจทําให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาได้ อีกทั้ง การประเมินคุณภาพการศึกษาก็ไม่เป็นไปตามหลักการและวิธีการที่ถูกต้อง การประเมิน คุณภาพการศึกษาถูกรวมไว้กับการกํากับดูแล โดยการที่ สกอ. กํากับดูแลหลักสูตรต่าง ๆ ผ่านการประเมินคุณภาพสถาบันการศึกษา โดยนําเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรมาใช้ ในการประเมินคุณภาพ ทําให้การประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นไปเพื่อลงโทษสถานศึกษา ไม่ใช่เพื่อการพัฒนาคุณภาพ และยังทําให้การกํากับดูแลขาดประสิทธิภาพและไม่ทัน ต่อเหตุการณ์ ดังจะเห็นได้จากความล่าช้าในการตรวจพบหลายหลักสูตรที่มีปัญหาก็ต่อเมื่อ นักศึกษาในหลักสูตรนั้น ๆ ใกล้จบการศึกษา หรือไม่ก็จบการศึกษาไปแล้ว และการนําเกณฑ์ มาตรฐานหลักสูตรมาใช้ในการประเมินคุณภาพ ทําให้เกณฑ์ประเมินคุณภาพการศึกษา มีจํานวนมากเกิน และมีเกณฑ์ประเมินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารคุณภาพที่ส่งผลตรง ต่อคุณภาพผู้เรียน อีกทั้งเกณฑ์คุณภาพก็ไม่ยืดหยุ่น และไม่เหมาะสมกับบริบทที่แตกต่างกัน ของสถาบันอุดมศึกษา มีความซ้ําซ้อนในการประเมินคุณภาพจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ หน่วยงานประเมินคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาเอง หน่วยงานประเมินคุณภาพของ สกอ. หน่วยงานประเมินคุณภาพของ สมศ. และองค์กรวิชาชีพ องค์กรระดับสากลต่าง ๆ ความไม่สอดคล้องกันของการประเมินคุณภาพการศึกษาโดยหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานภายนอกที่ต่างก็มีเกณฑ์การประเมินคุณภาพที่ต่างกัน ภาระงานหลักของ อาจารย์ ที่ได้แก่งานสอน งานวิจัย และงานบริการวิชาการที่มีปริมาณค่อนข้างมากอยู่แล้ว รวมกับภาระงานด้านเอกสารที่เกิดจากการประเมินคุณภาพและปัญหาในเรื่องคุณภาพ ของผู้ประเมิน จากปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการประกัน คุณภาพการศึกษาจึงต้องสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในหลักการที่ถูกต้องของการประกัน คุณภาพการศึกษาและการประเมินคุณภาพการศึกษา แยกการกํากับดูแลคุณภาพการศึกษา ออกจากการประเมินคุณภาพการศึกษา หน่วยงานต้นสังกัด สกอ. ควรให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษามีการบริหารคุณภาพที่ดี โดยให้สถาบันการศึกษา ทําการประเมินตนเองและกําหนดตัวบ่งชี้ตามบริบทของสถาบันการศึกษา การประเมิน คุณภาพจากหน่วยงานภายนอก ให้ประเมินตามคําร้องขอของสถาบันอุดมศึกษา และเป็นไป เพื่อยืนยันผลการประเมินตนเองหรือผลการประกันคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา หากสถาบันอุดมศึกษาได้รับการรับรองคุณภาพในระดับสากลแล้ว ไม่จําเป็นต้องรับ การประเมินจากหน่วยงานภายนอกซ้ําอีก ผู้ประเมินต้องมีคุณสมบัติและคุณภาพ เป็นมืออาชีพ เปลี่ยนวิธีการประเมินคุณภาพด้วยการพิจารณาจากเอกสารเป็นการเก็บข้อมูล เชิงประจักษ์ การประเมินคุณภาพระดับอุดมศึกษาไม่ควรเพิ่มภาระงานเอกสารให้กับ สถาบันอุดมศึกษา นอกเหนือจากการนําส่งรายงานประเมินตนเองและรายงานผล การดําเนินงานตามปกติ ผลการประเมินคุณภาพการศึกษานําไปใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ไม่ใช้เพื่อการลงโทษสถาบันอุดมศึกษา ปรับบทบาทและวิธีการประเมินคุณภาพ ของหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานภายนอกให้เป็นไปตามหลักการที่ได้นําเสนอไว้ ดังกล่าวข้างต้น แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่กล่าวมา รวมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ หมายรวมถึงการศึกษาทุกระดับ ได้เสนอไว้ในแผนปฏิรูประบบการประกันคุณภาพ การศึกษาผ่านสภาไปยังคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙ และยังอยู่ในระหว่าง การพิจารณาดําเนินการของกระทรวงศึกษาธิการ และในเวลาต่อมากรรมาธิการ ด้านการศึกษาก็ยังได้นําเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษา ให้สอดรับกับหลักการวิธีการปฏิรูปการประกันคุณภาพการศึกษาที่ได้นําเสนอไว้ใน แผนปฏิรูประบบประกันคุณภาพการศึกษาไปยังกระทรวงศึกษาธิการ แต่อย่างไรก็ตาม จากผลการติดตามการดําเนินการในเรื่องดังกล่าวพบว่าปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดทําร่างกฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพ การศึกษา โดยเนื้อหาในร่างกฎกระทรวงดังกล่าวยังคงมุ่งเน้นไปที่การประเมินคุณภาพ มากกว่าการประกันคุณภาพ และไม่ได้มีการแยกการกํากับดูแลออกจากการประเมินคุณภาพ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจึงมีความคลาดเคลื่อนจากหลักการสําคัญในการปฏิรูประบบ ประกันคุณภาพที่ทาง สปท. นําเสนอไปแล้ว เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐ สปท. จึงได้มี ข้อเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการให้พิจารณาทบทวนการจัดทําร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ให้มีความรอบคอบอีกครั้งก่อนที่จะเสนอให้ ครม. เพื่อพิจารณาต่อไป และยังได้มีการประชุมร่วม ระหว่างตัวแทนของกระทรวงศึกษาธิการกับตัวแทนของกรรมาธิการด้านการศึกษา โดยมี ข้อสรุปว่าเห็นด้วยกับหลักการการประกันคุณภาพการศึกษาที่ สปท. นําเสนอ แต่ไม่สามารถ แก้ไขร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักการได้ โดยอ้างถึง พ.ร.บ. การศึกษาชาติ แต่ทางกรรมาธิการด้านการศึกษาก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ที่กระทรวงศึกษาธิการจัดทําขึ้นก็ไม่ได้เป็นไปตาม พ.ร.บ. การศึกษาชาติทั้งหมด ดังนั้น กรรมาธิการด้านการศึกษาจึงได้ยืนยันว่า เพื่อความถูกต้องควรร่างกฎกระทรวงให้เป็นไปตาม หลักการประกันคุณภาพการศึกษาที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดการดําเนินการในการประกันคุณภาพ การศึกษาที่ถูกวิธีต่อไป และพร้อมกันนั้นกรรมาธิการด้านการศึกษาจึงได้พิจารณา จัดทําร่างกฎกระทรวงตามหลักการที่เคยนําเสนอเพื่อประกอบการพิจารณาทบทวนด้วย นอกจากนี้ในการติดตามความคืบหน้าในการปฏิรูประบบประกันคุณภาพการศึกษาล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๐ ยังพบว่าร่าง พ.ร.บ. การอุดมศึกษาที่ทางกระทรวงศึกษาธิการ กําลังเร่งดําเนินการอยู่ในขณะนี้ มีการรวมการประกันคุณภาพไว้กับการกํากับดูแล ซึ่งคลาดเคลื่อนไปจากหลักการ วิธีการปฏิรูปการประกันคุณภาพการศึกษาที่ สปท. ได้นําเสนอไว้เป็นอย่างมาก ขอเรียน ย้ําว่าการประกันคุณภาพเป็นเรื่องสําคัญที่จะทําให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ แต่การดําเนินการประกันคุณภาพการศึกษาที่คลาดเคลื่อนไปจากหลักการที่ควรเป็น จะไม่ทําให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้จริง อีกทั้งยังเป็นการสร้างภาระงานที่ไม่จําเป็น ให้กับสถานศึกษา ดังนั้นจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูปการประกันคุณภาพ การศึกษาอย่างจริงจัง ตามข้อเสนอของ สปท. ในการปฏิรูประบบการประกันคุณภาพ ไม่ได้มีข้อเสนอให้ตั้งหน่วยงานใหม่ และไม่มีการเพิ่มตําแหน่งให้กับข้าราชการ เป็นแต่เพียง ข้อเสนอให้ปรับบทบาทและวิธีการในการประเมินคุณภาพการศึกษาของหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานภายนอกให้ถูกต้อง แต่ในการนําแผนปฏิรูประบบประกันคุณภาพดังกล่าว สู่การปฏิบัติกลับพบว่าเป็นเรื่องที่ยากยิ่งดังที่ได้แสดงให้เห็นตัวอย่างจากการจัดทํา ร่างกฎกระทรวง และร่าง พ.ร.บ. การอุดมศึกษาที่ทางกระทรวงศึกษาธิการกําลังเร่งดําเนินการ อยู่ในขณะนี้ว่ามีความคลาดเคลื่อนไปจากหลักการและวิธีการปฏิรูประบบการประกัน คุณภาพการศึกษาที่ สปท. โดยกรรมาธิการด้านการศึกษาได้นําเสนอไว้เป็นอย่างมาก และจะไม่ทําให้เกิดการปฏิรูประบบประกันคุณภาพการศึกษาได้จริง แม้ล่าสุดมีมติ ครม. ให้ สมศ. ไปอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการและจะมีการแก้พระราชกฤษฎีกา การจัดตั้ง สมศ. ตามมา ก็คงต้องรอดูว่าการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้ง สมศ. จะเป็นไปตามหลักการการประกันคุณภาพที่ถูกตรงหรือไม่ และในขณะที่วาระของ สปท. เอง ก็ใกล้หมดลงแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องช่วยกันติดตามต่อไปว่าการแก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. การศึกษาชาติ พระราชกฤษฎีการการจัดตั้ง สมศ. กฎกระทรวง และประกาศกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะเป็นไปตาม หลักการการประกันคุณภาพที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบประกันคุณภาพได้หรือไม่

เรื่องที่จะนําเสนอในลําดับต่อไปโดยท่านวินัย ดะห์ลัน มีประเด็น การตั้งกระทรวงอุดมศึกษาที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยกรรมาธิการด้านการศึกษาเอง ก็มีข้อเสนอในการแยกงานอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการซึ่งสามารถทําได้ หลายรูปแบบ การจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาเป็นอิสระเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งในหลายรูปแบบ ของการแยกงานอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นรูปแบบเดียวที่มีการตั้ง กระทรวงใหม่และมีการเพิ่มตําแหน่งสําคัญ ดังนั้นจึงควรต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ถึงข้อดี ข้อเสีย และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับส่วนรวม โดยพิจารณาจากทุกรูปแบบที่สามารถ ทําได้ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกแบบใดแบบหนึ่งเพื่อให้สามารถตอบคําถามของสังคมได้ อย่างชัดเจนว่าการตั้งกระทรวงอุดมศึกษาขึ้นมาผลประโยชน์จะเกิดขึ้นกับใครมากที่สุด รูปแบบอื่น ๆ ในการแยกงานอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ การปรับ โครงสร้างในกระทรวงศึกษาธิการให้งานอุดมศึกษามีอิสระมากขึ้น การรวมงานอุดมศึกษา เข้ากับงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิจัย หรืองานอื่นที่เหมาะสม ซึ่งจะขอให้ท่านวินัย ดะห์ลัน เป็นผู้ให้รายละเอียด รวมถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละรูปแบบในการแยกงานอุดมศึกษา ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ และนําเสนอรายงานในส่วนที่เหลือทั้งหมด ขอบพระคุณค่ะ