อุทัย ชี้แจงแผนพัฒนาอุดมศึกษา เน้นนวัตกรรม-ความร่วมมือ-คุณภาพการศึกษา

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

อุทัย เลาหวิเชียร ชี้แจงรายงานเกี่ยวกับอุดมศึกษาในสามส่วน ได้แก่ ความสำคัญและกรอบแนวคิดตามตัวแบบของคลาร์ก ปัญหาและแนวทางแก้ไขอย่างสรุปย่อ รวมถึงแนวทางการจัดทำแผนพัฒนาอุดมศึกษา โดยวิเคราะห์บทบาทของอุดมศึกษาในการพัฒนาบุคคลอย่างรอบด้านทั้งด้านวิชาการ ทักษะสังคม และคุณธรรม เสนอให้มหาวิทยาลัยปรับโครงสร้างการบริหารเป็นองค์กรแนวราบ เน้นความร่วมมือและนวัตกรรม พร้อมผลักดันการมีส่วนร่วมกับสังคมอย่างแท้จริง ทั้งยังหารือปัญหาการบริหารงานบุคคลที่มีความไม่เป็นธรรม เหลื่อมล้ำด้านเงินเดือน และการกีดกันข้าราชการจากตำแหน่งบริหาร ซึ่งกระทบต่อขวัญและประสิทธิภาพของบุคลากร รวมถึงปัญหาการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการที่ขาดแรงจูงใจ เสนอให้มีการบังคับวิจัยและพัฒนาคุณภาพอาจารย์ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานการเปิดหลักสูตรและการจัดการศึกษาอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการลดทอนคุณภาพ อีกทั้งเน้นย้ำความจำเป็นในการจัดตั้งศูนย์วิจัยในมหาวิทยาลัย และการรับฟังความต้องการของตลาดและสังคมในการออกแบบหลักสูตร เพื่อให้อุดมศึกษาไทยมีความสมดุลและก้าวสู่ความเข้มแข็งในอนาคต

นายอุทัย เลาหวิเชียร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกสภา ทุกท่าน รายงานเรื่องอุดมศึกษาสามารถแยกออกได้เป็น ๓ ส่วน

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ส่วนแรก จะพูดถึงความสําคัญ ของอุดมศึกษาและตัวแบบของคลาร์ก (Clark) ที่เราจะใช้มาวิเคราะห์ ส่วนที่ ๒ จะพูดถึง ปัญหาและวิธีการแก้ไขซึ่งมีรายละเอียดมาก ผมจะพยายามเลือกเฉพาะประเด็นที่สําคัญ ส่วนรายละเอียดจะปรากฏอยู่ในรายงาน ส่วนที่ ๓ จะพูดถึงการทําแผนในเรื่องเกี่ยวกับ อุดมศึกษา

ส่วนแรก ผมอยากจะเริ่มอย่างนี้ว่ากระบวนการศึกษา ผมเห็นว่าอุดมศึกษา เป็นส่วนที่มีความสําคัญมาก เพราะว่าอุดมศึกษาเป็นแหล่งที่จะผลิตคนให้เป็นคน ที่มีความพร้อม ซึ่งฝรั่งเรียกว่าโฮลเพอร์ซัน (Whole person) คือพร้อม พร้อมอย่างไรครับ เพราะว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศที่ ๑ อุดมศึกษาเขาจะปูพื้นให้คนนี้มีความรู้ในด้าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพราะคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์จะทําให้คนมีเหตุมีผล ไม่งมงายอยู่กับความเชื่อที่เลอะเทอะ ทําอะไรต้องมีตัวเลข มีข้อมูล อีกประการหนึ่งก็คือว่า อุดมศึกษาก็จะสอนให้คนเป็นคนที่เข้ากับสังคมได้ เป็นซอฟต์ไซเอนซ์ (Soft Science) คือทําให้เราปฏิสัมพันธ์กับคนได้ ดึงคนเข้ามาทํางาน ทํางานให้บรรลุเป้าหมาย สร้างทีมงาน ซึ่งซอฟต์ไซเอนซ์ (Soft Science) อันนี้สําคัญมาก เพราะว่าหลาย ๆ คนมีความรู้ ความสามารถเก่งแต่ว่าเข้ากับใครไม่ได้ เหมือนหมาป่าเดี่ยวที่เขาเรียกว่าโลนวูฟ (Lone wolf) อยู่คนเดียวแต่เฉาตายไป อันที่ ๓ ก็คือถึงแม้ว่าเราจะมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทางสังคมศาสตร์ ซึ่งน่าจะพอใจแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่เป็นอย่างนั้น เพราะว่ามนุษย์เราประเสริฐ กว่าสัตว์ เราจะต้องมีอะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว สิ่งที่จะยึดเหนี่ยวก็คือจริยธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรม ความเชื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เราเรียกว่ามนุษยศาสตร์ อุดมศึกษาจะอบรม ของเราทั้ง ๓ ด้านในปี ๑ ปี ๒ แล้วก็ไปแยกเรียนปี ๓ ปี ๔ ในประเทศตะวันตก ผมยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาจะทําอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราอาจจะสรุปได้ว่า อุดมศึกษาทําให้คนนี้พร้อม พัฒนาคนพร้อมที่จะเข้าไปรับงาน ให้ความรู้ ให้ทักษะ นอกจากนี้แล้วปัจจุบันอุดมศึกษายังมีความสําคัญไม่เฉพาะแต่การทําการสอน การวิจัย การเขียนตํารา แต่เรายังมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่จะเข้าไปช่วยเหลือเซกเตอร์ (Sector) อื่น ๆ ภาคส่วนที่จําเป็นจะต้องได้รับการช่วยเหลือในด้านของความรู้เข้าไปเป็นที่ปรึกษา ที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเขาทํากันอย่างนี้อย่างกว้างขวาง หรือเข้าไปฝึกอบรมซึ่งเป็นงาน มหาศาล ผมทําฝึกอบรมมาตลอดชีวิตควบคู่กับการสอน แล้วก็ได้ความรู้จากการฝึกอบรม ต่าง ๆ เข้ามาสอน เพราะว่าเราไม่สามารถจะวิจัยอย่างเดียว อีกประการหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ เนื่องจากมีการแข่งขันมาก อุดมศึกษายิ่งจะต้องมีการสร้างนวัตกรรม สร้างกิจกรรมใหม่ ๆ เข้าไปปรับเพื่อเพิ่มค่าของการทํางาน เพราะฉะนั้นอุดมศึกษาจึงเป็นแหล่งที่สําคัญ แต่ปรากฏว่าเท่าที่ผ่านมาอุดมศึกษาประสบความล้มเหลวในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมาค่อนข้าง ชัดเจน อันนี้ก็เป็นส่วนที่อยากจะชี้ให้ทราบ ส่วนตัวแบบที่เราจะใช้ในการวิเคราะห์นั้น เราอาศัยตัวแบบของคลาร์ก (Clark) ซึ่งเขาพูดถึงองค์การอะคาเดมิก ออร์แกไนเซชัน (Academic Organization) ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร หนังสือเล่มนี้เขาศึกษาในลักษณะ เปรียบเทียบหลาย ๆ ประเทศ ในแนวความคิดของคลาร์ก (Clark) เขามองว่าอุดมศึกษา ควรจะแบ่งเป็น ๓ ปาร์ตี (Party) ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือรัฐ รัฐประกอบไปด้วยฝ่ายบริหาร ซึ่งจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ หรือลงมาก็คือ สกอ. ซึ่งเป็นฝ่ายที่จะเข้ามาวางกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ควบคุมการทํางานให้อยู่ในกรอบและมีมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ ถัดมาก็คือมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเป็นส่วนที่สําคัญมาก มหาวิทยาลัยเป็นองค์การแบบแนวราบซึ่งจะคุมแบบ แนวดิ่งไม่ได้ องค์การแบบแนวราบคืออะไร ก็คือเป็นองค์การที่อยู่กันแบบหลวม ๆ ทุกคน มีส่วนร่วม ทุกคนมีอิสระ มีเสรีภาพ ผู้บังคับบัญชา เราไม่ถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาเหมือน อธิบดี เราถือว่าอธิการบดีกับคณบดีคือเพื่อน เพื่อนเป็นคอลลีก (Colleague) แต่เราถือว่า เขาเป็นเฟิสต์ อะมัง อีควล (First among equal) คือเขากับเราเท่ากัน แต่เรายกให้เขา เซ็นชื่อแทนเรา ทํางานแทนเรา การปฏิสัมพันธ์เท่ากัน เพราะฉะนั้นเรื่องแบบนี้คนที่อยู่ นอกมหาวิทยาลัยจะไม่เข้าใจ จะยกอะไรไปให้ตําแหน่งบริหารหมด ซึ่งจริง ๆ แล้ว ในมหาวิทยาลัยไม่ค่อยมีใครคิดในลักษณะแบบนี้ เราคิดแล้วเราทํางานร่วมกันเป็นทีมงาน ในส่วนของการทํางาน เราจะพบว่าในอดีตประเทศไทยบริหารมหาวิทยาลัยโดยการใช้ สเตต (State) เข้ามาคุม คุมแบบระบบราชการ ผมโอนจากกรมการปกครองไปอยู่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมคิดว่าคงจะไม่เหมือนกับในกรม แต่เสร็จแล้วก็คล้าย ๆ กัน คือคณบดีก็ยังมาควบคุมการแต่งตัวของเราว่าตัดผมยาวไปหรือเปล่า หรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งผมก็อยู่ในการควบคุม จนกระทั่งหลังจากปี ๒๕๑๖ มหาวิทยาลัยก็จะมีการเปลี่ยนแปลง มีการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐก็จะมอบอิสระให้กับมหาวิทยาลัยมากขึ้น แต่ว่ามหาวิทยาลัยก็ยัง บริหารงานไม่เป็น ก็ยังมีลักษณะเหมือนข้าราชการ อะไรก็จะต้องถามกระทรวง กระทรวง ก็คุมอยู่ ก็ทําอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ความเจริญก้าวหน้าก็มีช้ามาก จนกระทั่ง ๓๐ ปีที่ผ่านมา เมื่อเราเข้าไปอยู่ในยุคของโลกาภิวัตน์ทําให้มหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลงมาก แล้วรัฐ ก็ผ่อนคลาย มีส่วนร่วมให้มหาวิทยาลัยหาเงินเอง ทําอะไรเองได้หลาย ๆ อย่าง มีเสรีภาพ หลายอย่าง แต่เสรีภาพเหล่านี้บางครั้งมหาวิทยาลัยไม่เข้าใจก็เลยไปทําอะไรมากมาย เหลือเกิน ตัวอย่างเช่นการเปิดสอนภาคพิเศษทั่วไปแล้วออกไปส่วนภูมิภาค ซึ่งจะกระทํามาก ใน ๔ คณะ ก็คือ คณะบริหารธุรกิจ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะบริหารการศึกษา อีกอันหนึ่งก็คือคณะนิเทศศาสตร์ และหลัง ๆ นี้ก็มีคณะนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ทุกปริญญาต้องการมาเรียน คนเป็นแพทย์ คนเป็นวิศวกรก็อยากมาเรียนวิชารัฐประศาสนศาสตร์หรือบริหารเพราะจะขึ้นไปบริหาร ก็มีการขยายไปมาก ปรากฏว่าเมื่อขยายไปมาก ๆ ก็ขาดธรรมาภิบาลเพราะเรามัวแต่เอาใจตลาด พอเราไปเอาใจตลาด คุณภาพต่าง ๆ ก็ลดลง ซึ่งในทางรัฐก็มีการคุมประกันคุณภาพ แต่ประกันคุณภาพนั้นซึ่งเป็นของดีจะต้องทํา แล้วก็ต้องทําต่อไป แต่เขาทําไม่ค่อยจะสมบูรณ์ ทําให้เกิดมีปัญหาแทรกซ้อนเข้ามา ซึ่งอาจารย์ดอกเตอร์ปิยะธิดาจะมาขยายความในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมมาถึงส่วนที่ว่าระบบอุดมศึกษาของบ้านเราในขณะนี้ค่อนข้างจะมีปัญหา ที่ต้องการแก้ไขอย่างรีบด่วน ก่อนที่จะไปสู่เรื่องที่ ๒ ก็อยากจะชี้ให้เห็นว่าในรายงาน เรามีการไปสํารวจตัวแบบของมหาวิทยาลัยในยุคอนาคต ในยุคดิจิทัลซึ่งจะแตกต่าง กับการเรียนการสอนในปัจจุบันนี้ซึ่งใช้เฟซ ทู เฟซ (Face to Face) ตลอดรายการเรียน จะมี ๗ แบบ เราอาจจะเรียนในห้องนอน เปิดดูทีวี (TV) เราต้องเสียค่าเล่าเรียนน้อย แต่ได้ความรู้ที่เราต้องการ ซึ่งจะมีรูปแบบที่เหมาะสมกับแต่ละประเภท แต่ละสถานการณ์ ซึ่งผมยังไม่ทราบว่าต่อ ๆ ไปเราจะทําอย่างไร เป็นประเด็นที่มีความสําคัญมาก แล้วคงยาก ที่จะอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีงานเยอะแยะเหลือเกิน คราวนี้ผมก็จะมาในส่วนที่ ๒ เป็นส่วนที่พูดถึงปัญหาและวิธีการแก้ไข ซึ่งมีรายละเอียดมาก ผมไม่สามารถจะพูดได้ทั้งหมด ยกเว้นจะพูดแต่บางประเด็น ส่วนรายละเอียดต้องเข้าไปดูในเท็กซ์ (Text) อันแรกที่จะพูดถึง ก็คือในส่วนของรัฐ รัฐก็คือกระทรวง จริง ๆ แล้วควรจะมีกฎเกณฑ์ มีกฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่ศึกษามาอย่างดี แล้วตั้งเป็นมาตรฐานที่จะคุมมหาวิทยาลัยทั่ว ๆ ไป แต่ปรากฏว่า ในความจริงแล้วรัฐดูแลไม่ไหว แล้วมีสิ่งที่คนบ่นกันมากก็คือว่าคณะกรรมการอุดมศึกษา ประกอบไปด้วยคนจํานวนซ้ําซากอยู่นานเหลือเกินแล้วก็หมุนเวียนกัน แล้วหลาย ๆ คน ก็ไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยหลายแห่ง หรือว่าเป็นอธิการบดี เป็นกรรมการมหาวิทยาลัย เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วคนพวกนี้ที่ครั้งหนึ่งเราคิดว่าเป็นคนมีความรู้ ปรากฏว่าไม่อ่านหนังสือ ไม่สอน มัวแต่ประชุม ขึ้นเครื่องบินไปมา ผมไปสนามบินไปเจอคนพวกนี้บ่อย อันนี้ก็จะ มีเสียงบ่นมาก วิธีการแก้ไขเรื่องพวกนี้เราเสนอว่าควรจะมีคณะกรรมการอุดมศึกษาไม่เกิน ๒๐ คน ๑๐ คนทํางานประจํา อีก ๑๐ คนควรจะเลือกจากบุคคลหลายฝ่าย ซึ่งไม่จําเป็น จะต้องเป็นคนที่อยู่มหาวิทยาลัย คนอยู่ธุรกิจ คนมีอาชีพอื่น ๆ เขาอาจจะมีมุมมองที่ดีกว่า คนที่อยู่ในที่เดียวกันซึ่งไม่มีอะไรต่างมุมอยู่ในกรอบ อันนี้ก็คือถ้าเราสามารถจะทําให้ กรรมการชุดนี้เป็นที่ยอมรับ คําว่ายอมรับไม่ต้องอธิบายทั้งหมด เหนือกฎหมาย คือเป็นที่ยอมรับ ของคนในสังคม แล้วกรรมการชุดนี้ก็มีวาระ ๕ ปี เราก็ไม่อยากให้เป็นอีก ขอให้เป็นครั้งเดียว ในชีวิตตราบชั่วฟ้าดินสลาย เลิกเลย เป็นครั้งเดียว ซึ่งผมไม่ทราบว่าคนเขาจะยอมไหม แต่ว่าในหมู่กรรมการที่เราคุยกัน เขายืนยันว่าต้องทีเดียวเลย นี่ก็คือเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างและการบริหาร ซึ่งในชุดของเรา จะไม่ไปเยอะเพราะว่ามีการศึกษาหลายแห่งเขาพูดเรื่องนี้กันเยอะ ในรายงานเราจะพูด เรื่องที่มีความสําคัญต่อการเรียนการสอนและคนมองข้าม

เรื่องที่ ๒ ประกันคุณภาพ ซึ่งอาจารย์ดอกเตอร์ปิยะธิดาจะพูด ผมจะข้ามไปก่อน ผมจะพูดเรื่องการบริหารงานบุคคลซึ่งรากฐานต้องวางกฎเกณฑ์ให้เป็นธรรม ปรากฏว่า รัฐก็วางกฎเกณฑ์ แต่กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้เอาไปปฏิบัติเต็มที่ เช่น เราบอกว่า เงินเดือนไม่ให้เกินระดับนี้ เขาก็จะไปให้เงินเดือนซึ่งต่ํากว่าระดับนี้มาก เพราะทุกวันนี้ บุคลากรในมหาวิทยาลัยมีหลายพวก มีฝ่ายอาจารย์ ฝ่ายเฉพาะกิจ ฝ่ายออกซิเลียรี (Auxiliary) มีเยอะแยะ พูดถึงฝ่ายอาจารย์ทุกวันนี้ก็จะเป็นพนักงานเยอะ พวกที่เป็น ข้าราชการก็มีจํานวนน้อยมาก และอีก ๒๐ ปีก็จะหมด ทุกวันนี้คนที่เป็นพนักงานบางคน ลาออกจากราชการแล้วก็มากินบํานาญ แล้วก็มาเอาเงินเดือน ๑.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ปรากกว่า มหาวิทยาลัยที่ยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงก็จะให้ไม่ถึง แล้วก็เกิดความลักลั่นทําให้เขาเปรียบเทียบ แล้วเสียเปรียบกับคนที่ยังเป็นอาจารย์และเป็นข้าราชการ พวกนี้ก็ไปออกกฎว่าคนที่เป็น ข้าราชการห้ามเป็นคณบดี ห้ามเป็นอธิการบดี เป็นกฎที่บ้าเลือดมากคือทํากันเองตามใจชอบ ไม่ได้มองถึงส่วนรวม ไม่ได้มองถึงการสร้างสรรค์อะไรต่าง ๆ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ พวกนี้มีเยอะ การบริหารงานบุคคลซึ่งจะต้องสะสาง ผมไม่มีเวลาที่จะมาพูดเรื่องพวกนี้ทั้งหมด

เรื่องที่ ๓ การเข้าสู่ตําแหน่งทางวิชาการ อันนี้สําคัญมาก เพราะว่าการจะ เข้ามาเป็นอาจารย์ช่วงเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมาคนอยากเป็นมาก แต่ตอนนี้ชักไม่ค่อยอยากเป็นแล้ว เพราะว่าเป็นแล้วเหนื่อยมาก จบปริญญาเอกไปอยู่กระทรวง ทบวง กรม เดี๋ยวก็เป็นรองอธิบดี เป็นอธิบดี ไม่ต้องทําอะไรมาก นี่ต้องโดน สกอ. ถล่ม โดนประกันคุณภาพ ดูแล้วไม่มีศักดิ์ศรี คนก็ชักจะไม่ค่อยอยากเป็น เพราะฉะนั้นการเข้าเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีการคัดเลือก ที่รุนแรงมาก มหาวิทยาลัยดี ๆ เราไปรีครูต (Recruit) ต่างประเทศแล้วก็มาประชุมกันหลายครั้ง กว่าจะเลือกมา เพราะฉะนั้นการเข้าสู่ตําแหน่งเราพบว่าหลังจากเข้ามาทํางานแล้วมีอาจารย์ มหาวิทยาลัยไม่น้อยเลยที่ไม่ต้องการเพิ่มตําแหน่งทางวิชาการ เพราะมีความรู้สึกว่า การไปขอเลื่อนเสียเวลามากแล้วได้ผลตอบแทนสู้ไปทําอย่างอื่นดีกว่า สิ่งที่พวกนี้ไปทําก็คือ ไปสอน สอนเป็นกอบเป็นกําแน่นอน แล้วก็เพลิดเพลินดี มีพรรคพวก มีคนรู้จัก หรือไปอบรม อบรมนี่ได้เงินเยอะ อบรมนี่ดีมากไม่ต้องตรวจข้อสอบ พอสอน ๓ ชั่วโมงเสร็จจ่ายมาเลย แล้วคนก็ไปใช้เวลาพวกนี้ หรือบางคนวิ่งเข้าไปสู่วงการเมืองเข้าไปโผล่โน่นโผล่นี่อะไรต่าง ๆ และร้ายที่สุดคือวางแผนเป็นผู้บริหาร อยู่ในมหาวิทยาลัยเป็นผู้บริหาร ซึ่งเป็นอย่างไรครับ ก็คือให้มหาวิทยาลัยมีวิธีเลือกตั้งวางกันเหมือนเป็นพรรคเป็นพวกแล้วก็ลงทุนกัน ลงขันกันอันนั้นเป็นภาพที่ผมเคยอยู่นิด้า (NIDA) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ แต่พอมาเห็น มหาวิทยาลัยอื่น ๆที่ทํากันก็รู้สึกตกใจแทบสิ้นสติ เพราะบางครั้งดูประหลาดมากแล้วก็ ไม่คิดว่ามหาวิทยาลัยจะเป็นอย่างนี้ เพราะว่าองค์การที่ใช้วิชาชีพ วิชาการ เราจะใช้ การเลือกตั้งไม่ได้เพราะเราอยู่กันด้วยความรู้ เราไม่ได้อยู่กันด้วยป๊อบปูลาริตี (Popularity) ลักษณะอย่างนี้เราก็เลยเสนอว่า มีวิธีเดียวที่จะบังคับ คือของทุกอย่างต้องมีบังคับ อาจจะมีเสรีภาพ อาจจะต้องมีบังคับ อย่างเช่นคนเป็นอาจารย์ถ้าครบ ๕ ปีเขาต้องเป็น ผศ. ถ้าเป็นไม่ได้เขาให้ออกเลย เพราะถ้าเป็น ผศ. แล้วใช้เวลาไม่เกิน ๗ ปีต้องเอา รศ. ถ้าไม่ได้ รศ. ก็ต้องออก แต่ทั่วโลกถ้าได้ รศ. แล้วถือว่าเพอร์มาเนนซ์ (Permanence) แล้ว เราจะไปไล่เขาออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถบังคับอันนี้อย่างจริงจังก็จะทําให้อาจารย์มหาวิทยาลัยหันมาทําวิจัย เขียนตํารา เขียนบทความทางวิชาการ ตําแหน่งทางบริหารก็เป็นได้ เป็นตําแหน่งคู่ขนาน ผมก็เคยเป็นตําแหน่งบริหาร ทุกวันนี้ก็เป็นตําแหน่งบริหาร ทํางานบริหารโครงการต่าง ๆ แต่เราถือว่าเป็นของประดับ ไม่ได้เป็นของถาวร ของถาวรต้องเป็นตําแหน่งทางวิชาการ และอยู่กับการศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัยถึงแม้จะเป็นอธิการบดีก็ต้องสอน เพราะการสอน เหมือนแพทย์ไปตรวจคนมีความสําคัญมาก เพราะฉะนั้นการเข้าสู่ตําแหน่ง การขอตําแหน่ง ทางวิชาการเราจะใช้วิธีอย่างที่พูด ในส่วนของการจัดการเรียนการสอนก็มีปัญหามากมายเหลือเกิน เช่นทุกมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มหาวิทยาลัยใหม่ ๆ มหาวิทยาลัยเอกชนจะขอเปิดหลักสูตร เยอะแยะมากโดยที่ยังไม่มีความพร้อม ผมไม่อยากพูดว่ามีมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ที่ไม่มีอาจารย์ประจําแม้เพียงคนเดียวแล้วก็อาศัยคนอื่นมาสอน อาจจะอาศัยจากมหาวิทยาลัย อื่นมาสอน ตอนหลังมีประกันคุณภาพก็จะเพิ่มขึ้นมาอีก ๒-๓ คน แล้วก็มีไว้อย่างนั้น อย่างนี้ ทางรัฐจะเหนื่อยมากและต้องติดตามเพราะรัฐจะต้องทํางานแบบนี้ ปรากฏว่าก็มีบุคลากรไม่พอ เพราะฉะนั้นการจะเปิดอนุมัติหลักสูตรต่าง ๆ อยากจะให้รัฐทําอะไรจริงจังหน่อย เช่นมหาวิทยาลัยเอกชนจะเปิดแพทย์ ไม่ใช่น่ากลัวมากว่าเราจะตายหรือเปล่าอะไรต่าง ๆ เพราะระบบตรวจข้อสอบ ระบบอะไรต่าง ๆ ที่เราเห็น ในเมืองไทยคุณสามารถ เรียนปริญญาเอก ๒ ปี แล้วก็ทํางานไปด้วย เขาเรียกว่าจ่ายสตางค์ปั๊บก็ตัดเสื้อครุยได้ จบแน่นอนถ้าไม่ป่วยตายเสียก่อนอะไรอย่างนี้ ของอย่างนี้จะต้องมีการคํานึงมาก ดูอาจารย์ ผู้สอนมีวุฒิไหม วุฒิตรงไหม มหาวิทยาลัยดีต้องมีห้องสมุด มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดมีคน ๑๐,๐๐๐ คน นิสิตทั้งมหาวิทยาลัย ๑๐,๐๐๐ คน อาจจะมีหนังสือ ๒๙ ล้านเล่ม มีห้องสมุด ๗๐ กว่าแห่ง กับมหาวิทยาลัยในบ้านเราไม่มีห้องสมุด ในห้องสมุดก็จะมีเพลงสุนทราภรณ์ มีอะไรต่าง ๆ ซึ่งมันไม่มีเจอร์นัล (Journal) ไม่มีอะไร ห้องสมุดนี้สําคัญ อาคาร สถานที่ ต่าง ๆ เดี๋ยวนี้ก็ไปเช่าต่างจังหวัด ไปเช่าโรงเรียนจีนบ้าง เช่าโน่นเช่านี่ดูแล้วน่าเวทนา คล้าย ๆ เป็นธุรกิจให้มันจบ ถัดมาก็คือบุคลากรหรือนักเรียนเข้ามาเรียน ข้อนี้อันตรายมาก มีบางแห่งรับคนเข้ามาเรียนคล้าย ๆ กับเป็นอัจฉริยะ เป็นคนที่มีทาเลนต์ (Talent) แล้วให้ เข้าเรียนปริญญาตรีก่อน คือยังอยู่ชั้นมัธยมศึกษาเข้าเรียนปริญญาตรีแล้ว พอจบชั้นมัธยมศึกษา หน่วยกิตก็บวกอยู่แล้วจะได้จบเร็ว แต่ปรากฏว่าไม่มีการคัดเลือก คือรับหมดขอให้เป็นคน ก็รับอย่างนี้ไม่ใช่อัจฉริยะ อัจฉริยะต้องเทสต์ (Test) ไอคิว (IQ) อันนี้ไม่มี ของต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แล้วไม่มีใครอยากแตะเพราะเป็นการไปวุ่นวายต่าง ๆ อีกข้อหนึ่ง คือบทบาทในการสร้างความเข้มแข็งของระบบการศึกษาของชาติ อันนี้ดอกเตอร์วินัย จะมาพูด คือเราจะแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็นหลาย ๆ ประเภท มีจุดเน้นอะไรต่าง ๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยไม่สามารถพัฒนาเหมือนกันหมดทั้งประเทศ จะต้องมีเอ็มฟาซิส (Emphasis) บางอย่าง เช่นเน้นพัฒนาประเทศ เน้นพัฒนาชุมชน หรือว่าส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงของอาจารย์วิวัฒน์ ซึ่งหาอาจารย์ไม่ได้เพราะไม่มีใคร จบทางนี้ อาจารย์วิวัฒน์ก็สอนไม่ได้เพราะว่าไม่ได้จบทางนี้ไม่รู้จะทําอย่างไร อย่างนี้เราก็ต้อง แก้ไขกัน ทั้งหมดนี้เป็นภาพใหญ่ ๆ ของสเตต ( State) คือกระทรวงศึกษาธิการ คราวนี้ เราก็จะมาดูเรื่องของมหาวิทยาลัยบ้าง มหาวิทยาลัยองค์กรที่สําคัญที่สุดของการบริหาร มหาวิทยาลัยคือสภามหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัยซึ่งประกอบด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี และผู้อํานวยการสํานัก ปรากฏว่าที่เราเห็นก็คือธรรมาภิบาล ไม่มีในจุดนี้ คือไม่ได้ทุกแห่ง ผมพูดถึงมหาวิทยาลัยที่ยังไม่ดีนัก ก็คืออธิการบดีมักจะไปหา นายกสภามหาวิทยาลัย ส่วนคณบดีก็จะเป็นพรรคพวกอยู่แล้ว และไปหาบุคลากรภายนอก เข้ามาปนซึ่งเป็นพวกเดียวกันหมดแล้วก็ออกกฎหมายที่ไม่ชอบมาพากล สิ่งที่ทําไม่ได้ออกกฎหมาย ให้ทําได้ เพราะฉะนั้นก็เกิดการทําอะไรที่มีอํานาจมหาศาล สร้างรายได้ซึ่งผมไม่อยากจะพูด รายละเอียดลงไป ซึ่งพวกท่านก็จะเห็นในโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network) เป็นคอมเมอร์เชียลไลซ์ (Commercialize) ที่หนักที่สุดแล้วก็เกิดขึ้นในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นในลักษณะอย่างนี้จะต้องมีการตรวจสอบดูแลเลือก ซึ่งรัฐและตัวมหาวิทยาลัยนั้นเอง จะต้องร่วมกัน ช่วยกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่าต้องแก้ไขที่สุดคือเราไม่ควรให้มหาวิทยาลัย มีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่คนไทยเราเข้าใจผิด การเลือกตั้งเขาเลือกได้ การเลือกตั้ง จะทําได้นั้นเมื่อเราเลือกเขาแล้วเขาไม่มาทํางานกับเรา สมมุติว่าผมไปเลือกผู้ว่าราชการ กทม. ผมเลือกเสร็จผมจะไม่ได้ทํางานกับผู้ว่าราชการ กทม. แต่ว่าในมหาวิทยาลัยเรารู้จักกันมา ๒๐-๓๐ ปีแล้ว เรารู้มือการทํางานมาด้วยกันและเราเลือกกันแล้วก็ได้คนที่คนเขาไม่ยอมรับ คือคุณอาจจะเก่งในการหาเสียง แต่ว่าคุณไม่สามารถที่มีบารมีทางวิชาการซึ่งจะทําให้ มหาวิทยาลัยอื่นหรือมหาวิทยาลัยในภาคพื้นอื่นอยู่ในอาเซียน (ASEAN) เขารู้จักเราหรือเปล่า และเมืองไทยใช้วิธี ๒-๓ ปี ๓-๔ ปี เปลี่ยนคณบดี เปลี่ยน ๆ เหมือนกับว่าใจร้อนมาก เพราะเดี๋ยวจะตายแล้วต้องรีบขึ้นมาเป็นอะไรต่าง ๆ ดูแล้วสร้างบารมีไม่ได้ในคณะแพทย์ ในคณะอะไรต่าง ๆ บางทีเราต้องการคนที่มีบารมี การสอนบริหารธุรกิจ รัฐประศาสนศาสตร์ ต้องการคนมีบารมี อะไรต่าง ๆ เมืองไทยทําพลาดหมดก็ไม่มีใครไปดูแลอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นเราก็เลยมีข้อเสนอแนะว่าตําแหน่งอธิการบดีให้มีอายุไม่เกิน ๗๐ ปี เราไม่ได้ กําหนดว่าต้องจบปริญญาเอก เอาแค่ปริญญาโท เพื่อคนทั่ว ๆ ไปที่มีความรู้ความสามารถ และมีความตั้งใจเข้ามาแล้วเป็นได้ ๒ ครั้งก็เลิก จะไปเป็นที่อื่นและเวียนกลับมาไม่ได้ ไม่ใช่อยู่จังหวัดนครปฐมไปอยู่จังหวัดนครพนม กลับจากจังหวัดนครปฐมหรืออะไรหมุนเวียน กว่าจะตายใช้เวลานานมาก หมุนอยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ ซึ่งเข้าใจว่าจะช่วยได้ในเรื่องของ การบริหารงานบุคคลก็อย่างที่ผมได้เกริ่นเมื่อสักครู่นี้ เข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยเหมือนกัน ก็คือพวกที่เป็นพนักงานเขารู้สึกเสียเปรียบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน เงินเกื้อกูล ผลประโยชน์ เงินเกื้อกูลผลประโยชน์คือฟรินจ์เบเนฟิต (Fringe Benefit) สิทธิต่าง ๆ ที่เขาได้รับจะเสียเปรียบ หรืออาจารย์ที่บรรจุเขาไปเป็นอาจารย์ประจําโครงการกินเงินเดือนน้อย แล้วก็ไม่ให้เขามีสิทธิทุกอย่าง แต่เขาจําเป็นต้องมีเพราะเรามีการประกันคุณภาพ อย่างนี้ เป็นตัวอย่าง

อันที่ ๔ การเข้าสู่ตําแหน่งทางวิชาการ เหมือนกับเมื่อสักครู่นี้คือเรากําหนดว่า การได้ ผศ. หรือ รศ. จะต้อง ๕ ปีและ ๗ ปี และการได้ศาสตราจารย์นั้นจะต้องทํากันแบบที่ ให้คนเขายอมรับ เพราะที่ผ่าน ๆ มาบางทีบางสายวิชาไม่ค่อยจะยอมรับเพราะว่ามีอะไร ต่าง ๆ ที่ได้มาแล้วคนเขาไม่ค่อยยอมรับ อะไรอย่างนี้เป็นตัวอย่าง ตําแหน่งศาสตราจารย์ เป็นตําแหน่งสําคัญต้องให้เขาได้อย่างสมเกียรติ นอกจากนี้แล้วยังมีอีกเรื่องหนึ่งคืออาจารย์ ที่เกษียณอายุไปแล้วเขาอาจจะไม่ได้ รศ. ไม่ได้ ศ. แต่เขายังทําการสอน ยังบริหารงาน อยู่ในมหาวิทยาลัยต่ออายุอยู่เราควรจะให้เขาขอได้ เพราะคนพวกนี้ถ้าไปอยู่มหาวิทยาลัยเอกชน เขาขอได้ แต่พอเขามาอยู่มหาวิทยาลัยของรัฐขอไม่ได้ ความลักลั่นต่าง ๆ เหล่านี้ไม่รู้จะไปร้อง ให้ใครฟังเพราะว่าเป็นเรื่องที่คนฟังแล้วเฉย ๆ แต่มันมีอิมแพกต์ (Impact) มีผลกระทบ ต่อส่วนรวมอย่างมาก ในส่วนของการวิจัยและตําราเราจะพบว่าประเทศไทยมีเงินวิจัยน้อยที่สุด ในอาเซียน (ASEAN) น้อยที่สุดในโลก งานเผยแพร่พิมพ์ตําราน้อยที่สุดในโลก ผมไม่ทราบว่า เป็นเพราะอะไร เพราะคนไทยไม่ค่อยชอบความรู้หรืออะไรผมไม่ทราบ คนเรียนมาเยอะแยะ เวลาทํางานเขาจะอาศัยสามัญสํานึก สมมุติว่านั่งประชุมกันเขาควรจะใช้ความรู้ด้วยการใช้ สามัญสํานึก ผมก็รีบไปเปิดดูประวัติเขา เขาเรียนมาเยอะทําไม ทําไมพูดว่าใช้สามัญสํานึก อันนี้เป็นตัวอย่าง เราไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบอ่านงานวิจัย ไม่ชอบอ่านเจอร์นัล (Journal) ไม่ชอบอะไร แต่ชอบมีปริญญาพิมพ์นามบัตร ไปไหนก็แจกแต่นามบัตร แจกทั่วไปหมด แต่ไม่อ่าน อันนี้เป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีกองทุน เราเสนอว่าควรจะสัก ๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เป็นกองทุนให้คนทําวิจัย เพราะคนเขาบอกว่าวิจัย ๆ แล้วจะไปหาที่ไหน ผมเคยไปทํางานวิจัยให้ ก.พ. ไปในประเทศอาเซียน (ASEAN) แต่ความรู้ ที่ผมได้จากงานวิจัยนั้นเอามาสอนไม่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มันเป็นงานที่มีประโยชน์กับ ก.พ. แต่เอามาสอนได้บางส่วน แต่เราต้องการการวิจัยที่เอามาสอนโดยตรงเลย อย่างนี้เป็น ตัวอย่าง ซึ่งรัฐจะต้องดูแลเรื่องพวกนี้ อีกอย่างหนึ่งมหาลัยทุกวันนี้จะต้องมีศูนย์วิชาการ ศูนย์วิชาการเขาเรียกว่าอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถเขาไปรับงานวิจัยซึ่งมีเยอะแยะ รับงานมาบางที ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐ ล้านบาท บาท ๒๐ ล้านบาท เขาต้องมาผ่านศูนย์ ศูนย์ก็จะหัก บางแห่งหัก ๓๐ บางแห่งหัก ๙ แต่ที่ผมเห็นว่าจะเหมาะสมคือหักสัก ๑๓ ๑๔ ๑๕ ก็จะให้อินเซนทิฟ (Incentive) กับพวกอาจารย์ออกไปหางานแล้วเขาก็ได้ทําการวิจัย เพิ่มองค์ความรู้ เขาก็เอาองค์ความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงาน ก็ปรากฏว่ามีมหาวิทยาลัยเยอะแยะ ไม่ทํา เพราะเขาก็ยังไม่เข้มแข็ง อาจารย์ก็ยังมีประสบการณ์น้อยที่จะไปรับงาน เรื่องต่าง ๆ ก็ต้องพยายามส่งเสริมให้มีศูนย์ สุดท้ายเรื่องของตลาด ตลาดที่เขาเรียกว่ามาร์เกต (Market) ก็คือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการศึกษา เกี่ยวกับอุดมศึกษา ผู้มีส่วนได้เสียเรื่องตลาดก็คือ นักศึกษา ผู้ปกครอง หรือคนที่จ้างนักศึกษาเราไปทํางาน หรือว่าสังคมแอตลาร์จ (At large) สังคมทั่ว ๆ ไปเขาเป็นห่วงการศึกษา เพราะว่าไม่มีประเทศใดในโลกจะเจริญได้ถ้าการศึกษาตกต่ํา เพราะฉะนั้นในสังคมทั่ว ๆ ไปเราก็สนใจอุดมศึกษา สนใจการศึกษา เพราะฉะนั้นการที่ มหาวิทยาลัยจะร่างหลักสูตรจะทําอะไร ต้องทําการวิจัย ต้องไปสอบถามเขา สอบถามตลาด สอบถามสังคมแล้วค่อยมาร่าง ในเมืองไทยร่างหลักสูตรคือตั้งกรรมการ ๕ คนแล้วร่างเลย นั่งในห้องแล้วก็คิดเอาตามใจชอบ ไม่ทราบว่าตลาดต้องการอะไร ๆ อนาคตเป็นอย่างไร ตัวเลขเป็นอย่างไร มีแต่ว่าขอให้รับนักศึกษาเข้ามา ขอให้มหาวิทยาลัยมีนักเรียนเรียนอะไร ต่าง ๆ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่นําไปสู่ความด้อย เพราะฉะนั้นเรื่องตลาดก็จะเป็นเรื่องที่กระผมเห็นว่า มีความสําคัญ เพราะคลาร์ก (Clark) มองว่าสามเหลี่ยม ๓ อันนี้ต้องมีความสมดุล แล้วก็ พบว่าอย่างประเทศสหรัฐอเมริกามหาวิทยาลัยเขาขึ้นกับตลาดมาก ประเทศอังกฤษ ไม่ใช่อย่างนั้น ประเทศอังกฤษขึ้นกับมหาวิทยาลัย ประเทศฟินแลนด์ขึ้นอยู่กับรัฐ ประเทศญี่ปุ่น กลาง ๆ อย่างนี้เป็นตัวอย่าง ซึ่งอุดมศึกษาต้องคิดต้องทําอะไรเยอะ แล้วผมเข้าใจว่าในอนาคต อุดมศึกษาจะเป็นงานที่มหาศาล แล้วก็จะพาประเทศไปสู่ความรุ่งโรจน์หรือความล่มสลาย อยู่ที่การศึกษาทั้งหมด ขอบคุณมากครับ