สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

วิวัฒน์ ศัลยกําธร เสนอแผนปฏิรูปการศึกษา โดยมีเป้าหมายการพัฒนาคนไทยให้เป็นคนดี มีวินัย และภูมิใจในชาติ พร้อมพัฒนาความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ โดยเน้นการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษา และเสนอแนวคิดในการแยกระบบบริหารการอุดมศึกษาออกจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดกลุ่มอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับภูมิภาค และเรียกร้องการจัดคลัสเตอร์ (Cluster) เพื่อพัฒนาคนให้เหมาะสมกับความเป็นอุดมศึกษา

นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ กระผม วิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา วันนี้จะขออนุญาตที่ประชุมกราบเรียนเสนอ แผนการปฏิรูประบบอุดมศึกษา คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้นําเรียนที่ประชุมไปแล้วทั้งหมด ๑๒ ด้าน ขออนุญาตกราบเรียนโดยสรุปดังนี้ครับว่า การปฏิรูปการศึกษาในรอบนี้นั้นเป็นการปฏิรูปครั้งสําคัญ ซึ่งได้รับความกรุณาอย่างยิ่งจาก คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้วางเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาไว้ดีมากและเป็นที่ พึงพอใจของสภาเราเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็หมายความว่าการปฏิรูปการศึกษานั้นมีเป้าหมาย สําคัญคือต้องพัฒนาคนไทยทุกระดับให้เป็นคนดี มีวินัย และภูมิใจในชาติ ให้เชี่ยวชาญตาม ความถนัดของแต่ละท่าน แต่ละคน นอกจากนั้นยังให้ความสําคัญกับการพัฒนาคนไทย ให้เป็นคนมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ต่อชุมชน ต่อสังคม และประเทศชาติในที่สุด การที่จะพัฒนาคนไทยทุกระดับซึ่งรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียน คณะกรรมาธิการด้านการศึกษาได้ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไปตลอด ช่วงชีวิต วัยเด็กเล็กนั้นถือเป็นความสําคัญอันดับที่ ๑ ซึ่งเราได้เสนอแผนไปเรียบร้อยแล้ว ขออนุญาตว่าที่ประชุมนี้ได้กรุณาให้ความเห็นชอบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีท่านใดแม้แต่ งดออกเสียง ไม่มีท่านใดคัดค้านเลย ก็เป็นความกรุณาอย่างยิ่งของสภานี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าการพัฒนาคนหรือการศึกษาด้านอุดมศึกษานั้น มีความแตกต่าง

- ๓/๑ . อย่างสิ้นเชิงกับการปฏิรูปขั้นพื้นฐาน ซึ่งแน่นอนอย่างที่กราบเรียนว่าต้องเริ่มแต่ครรภ์มารดา ไปจนกว่าจะจบภาคบังคับ เรียกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นมีความแตกต่าง การศึกษา ขั้นพื้นฐานนั้นมุ่งพัฒนาคนให้รอบด้าน ตั้งแต่ร่างกาย จิตใจ สมอง ได้กราบเรียนไปแล้วว่า ถ้าเราเตรียมคนอย่างดีตั้งแต่เล็ก ในช่วงเด็กเล็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาก่อนจะถึง ๓ ขวบนั้น เด็กมีความเจริญสูงมากถึง ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ถ้าเราพลาดในช่วงต้น การศึกษา ในระดับอุดมศึกษาหรือหลังจากนั้นเป็นต้นไปก็จะทําได้ยากมากเพราะว่าความเจริญ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดขึ้น ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เพราะฉะนั้นการพัฒนาขั้นพื้นฐาน จึงเป็นเรื่องสําคัญ เด็กจะต้องมีทั้งร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่มั่นคง และการเติบโตทางสมอง ให้ครบรอบด้านในทุกมิติ และสําคัญที่สุดการศึกษานั้นต้องทําให้คนมีความสุข ไม่ใช่ก่อทุกข์ ให้กับคน สําหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นมีความแตกต่าง หลังจากผ่านการพัฒนา ขั้นพื้นฐานไปแล้วเด็กอาจจะสามารถเลือกอาชีพอะไรก็ได้ไปทํางานตามความถนัดของตน ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องมาเข้าอุดมศึกษาทั้งหมด การศึกษาด้านอุดมศึกษานั้นมุ่งพัฒนาคน ให้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ให้เป็นเลิศในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนบ้านเราจําเป็น เราอยู่กับโลก ของการแข่งขัน ไม่มีทางเลือก แม้เราไม่อยากจะแข่งขัน แต่เราก็ต้องสร้างความเป็นเลิศ ให้รอบด้าน ในขณะเดียวกันบนความเป็นเลิศนั้นมักจะก่อความเหลื่อมล้ําสําหรับคนที่ ตามไม่ทัน เพราะฉะนั้นการศึกษาด้านอุดมศึกษานั้นก็จําเป็นที่จะต้องดูแลทั้งด้านพัฒนาคน ให้เป็นเลิศในด้านต่าง ๆ ซึ่งสังคมไทยต้องการ และสําคัญที่สุดคือสังคมโลกมีการแข่งขันรุนแรง เราจะต้องพัฒนาคนให้เป็นเลิศให้ได้ แต่ขณะเดียวกันเราไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังเลย เพราะฉะนั้นการพัฒนาด้านอุดมศึกษาก็ต้องมุ่งลดความเหลื่อมล้ํา ก็ต้องมุ่งดูแลคนทุกกลุ่ม เหมือนกัน แต่ไม่ได้แปลว่าจะต้องให้ทุกคนมีปริญญา ไม่ต้องการให้ทุกคนเป็นปัญญาชน ทั้งหมด สังคมหนึ่งถ้าจะเปรียบเหมือนคนคนหนึ่ง สมองนั้นไม่ต้องการมากนัก แต่ว่าทั้งมือ ทั้งเท้า ทั้งร่างกาย ทุกส่วนนั้นมีความสําคัญไม่แพ้กับสมอง เพราะฉะนั้นการอุดมศึกษานั้น ไม่ได้หมายถึงสร้างสมองอย่างเดียว ก็ต้องสร้างความชํานาญในมิติอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะด้านอาชีวศึกษาก็มีความจําเป็นที่จะต้องทําให้เป็นอุดมศึกษาเช่นกัน เป้าหมายของ การปฏิรูปอุดมศึกษาในครั้งนี้ต้องการที่จะทําให้อุดมศึกษาตอบสนองความต้องการของสังคม ให้รอบด้าน ไม่ว่าเฉพาะเรื่องของการสร้างความเชี่ยวชาญ หรือสร้างความเป็นเลิศอย่างเดียว เพราะฉะนั้นกรรมาธิการจึงเห็นว่าระบบโครงสร้างของการบริหารอุดมศึกษานั้นต้องแตกต่าง ไปจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นกรรมการก็มีข้อเสนอที่จะให้แยกระบบ บริหารการอุดมศึกษาออกจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน อันนี้เป็นหลักการซึ่งกรรมการได้ฟัง ความคิดเห็นมาค่อนข้างใช้เวลายาวนาน แต่ได้ตั้งคณะทํางานศึกษาเรื่องนี้ขึ้น ๓ คณะ โดยสรุปว่าในระบบโครงสร้างนั้นจําเป็นต้องแยกระบบบริหารออกจากขั้นพื้นฐาน ส่วนแยกแล้ว จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร จะไปร่วมมือกับกระทรวงไหนนั้นก็ได้ฟังความคิดเห็นจาก คณะกรรมการ โดยเฉพาะคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการมองเห็นว่าควรจะไปรวมกับงาน ด้านอื่น ๆ เช่น งานด้านวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่งานด้านไอซีที (ICT) ก็ตาม อันนี้เป็นความเห็น ซึ่งเชื่อว่าการได้ฟังความคิดเห็นจากทุกท่านในวันนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะเสนอแนะไปที่รัฐบาล เท่าที่มีการประชุมประสานงานกันรัฐบาลก็ต้องถามความเห็นไปที่คณะกรรมการอิสระ ซึ่งรัฐบาลก็ได้จัดตั้งขึ้นแล้วตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการอิสระก็จะต้องหยิบเรื่องนี้ไปศึกษา แล้วก็ทําข้อเสนอต่อจากเรา อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๑ ซึ่งรายละเอียดก็จะได้นําเรียนที่ประชุม วันนี้

เรื่องสําคัญเรื่องที่ ๒ คณะทํางานอุดมศึกษาของคณะกรรมาธิการ ด้านการศึกษามองเห็นว่าอุดมศึกษาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือของเอกชน ๒๐๐ กว่าแห่ง ควรจะมีการกําหนดเป้าหมายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับภูมิภาค เราจึงมี การนําเสนอให้จัดกลุ่มหรือที่เรียกว่าจัดคลัสเตอร์ (Cluster) ให้เหมาะสม สอดคล้องกับ ทั้งภูมิศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค เพราะฉะนั้นวันนี้ก็จะมีการนําเสนอ แนวคิดในเรื่องของการจัดคลัสเตอร์ (Cluster) อุดมศึกษาก็ไม่ต่างอะไรจากการศึกษา ขั้นพื้นฐานและหน่วยราชการ หน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งก็ต้องรับเงินภาษีโดยตรงจากประชาชน จากรัฐเช่นกัน เพราะฉะนั้นภาระ หน้าที่ หรือภารกิจที่อุดมศึกษาต้องไปทําหน้าที่พัฒนาคน ให้เหมาะสมกับความเป็นอุดมศึกษานั้นก็จําเป็นต้องรับภาระ นําเรียนว่าแต่ละคลัสเตอร์ (Cluster) ในวันนี้ควรจะรับภาระพัฒนาคนเพื่อตอบสนองสังคมในมิติไหนบ้าง โดยภาพรวม คร่าว ๆ ผมขออนุญาตนําเสนอภาพรวมไว้เบื้องต้นแต่เพียงเท่านี้ ที่เหลืออยากจะขออนุญาต ให้ท่านประธานคณะทํางานปฏิรูปด้านอุดมศึกษาได้กรุณานําเรียนที่ประชุมต่อไป กราบขออนุญาตท่านประธานครับ