อิศรา วิจารณ์ร่างปฏิรูปอุดมศึกษา ชี้ขัดบริบท-จำกัดอิสระมหาวิทยาลัย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

อิศรา ศานติศาสน์ หารือประเด็นการปฏิรูปการอุดมศึกษา โดยเห็นด้วยในหลักการแต่แสดงความกังวลต่อการกำหนดรายละเอียดที่เข้มงวดเกินไป ขาดความรอบด้าน และอาจจำกัดอิสระของสถาบัน โดยเสนอให้ทบทวนเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น การประเมินผลงานทางวิชาการ การสรรหาผู้บริหารมหาวิทยาลัย การกำหนดสัดส่วนภาระงานสอน และการควบคุมค่าธรรมเนียมหรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมย้ำความสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้มหาวิทยาลัยตัดสินใจตามความเหมาะสมของแต่ละสาขาและสถาบัน โดยเฉพาะการไม่ผลักดันให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งเน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว และเรียกร้องให้ลดการควบคุมเชิงรูปแบบที่เกินความจำเป็นเพื่อให้การอุดมศึกษายืดหยุ่นและตอบสนองต่อความหลากหลายของบทบาทและความต้องการของสังคมได้อย่างแท้จริง

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผมเอง ขออนุญาตท่านล่วงหน้าก่อนเลยว่าจะเกิน ๑๐ นาที ผม อิศรา ศานติศาสน์ สปท. หมายเลข ๑๙๑ ผมยินดีมากที่ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้นําเรื่องของการปฏิรูป การอุดมศึกษาขึ้นมาอยู่ในวาระของ สปท. แม้ว่าจะอยู่ตอนปลายของเวลาของเราก็ตามที ผมขออนุญาตอภิปรายในวันนี้ในฐานะที่ผมทําหน้าที่ครูบาอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมา ๓๐ กว่าปี แล้วก็เป็นนักวิจัยที่ทํางานวิจัยให้กับหน่วยงานของรัฐ ให้กับองค์กรระหว่างประเทศ แล้วก็ให้กับต่างประเทศด้วย ผมคิดว่าผมพอเห็นหลายอย่าง ขณะนี้ก็มีส่วนในการดูแล เรื่องจัดสรรทุนวิจัยของสภาวิจัยแห่งชาติ และสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยด้วย ผมเองมองอย่างนี้ว่าการอุดมศึกษาของเรามีความหลากหลายมาก ตามแต่ละมหาวิทยาลัย เช่นของรัฐก็จะมีมหาวิทยาลัยเก่าแก่หลายแห่งซึ่งรวมถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยใหม่ ๆ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยของเอกชน เมื่อสักครู่มีคอมเมนต์ Comment) เรื่องการทํางาน เรื่องทรัพย์สินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ผมอยากจะเสนอว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ในฐานะอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ไม่อยากเข้าไปอธิบายตรงนี้ ก็ขอข้ามไปนะครับ โดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการปฏิรูประบบการศึกษา แต่ในรายละเอียด ที่คณะกรรมาธิการให้มาผมกังวลว่าวันนี้เรากําลังทํางานใหญ่ การปฏิรูปอุดมศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ มาก ๆ แล้วมีผลต่ออนาคตประเทศชาติ ผมเกรงว่าการที่ไปทําเรื่องใหญ่แล้วก็ลงรายละเอียดยิบ ไปหมดจะทําให้เราทํางานได้ไม่ครบถ้วน หลายประเด็นจะต้องมีการปรับปรุงอีกมาก แล้วต้องการระดมความคิดเห็นที่รอบด้านมากกว่านี้ ผมเข้าใจดีว่าเรามีเวลาน้อย แต่การเร่งรัดในเวลาน้อยนี้ผมเกรงว่าจะทําให้เกิดผลได้ไม่เท่า ผลเสีย ขออนุญาตเสนอเป็นอย่างนี้นะครับ การปฏิรูประบบการอุดมศึกษาที่เสนอมา บางเรื่องสามารถแก้ไขระดับบนได้ ระดับนโยบายได้ เช่นการประเมิน เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า เสนอไปอาจารย์มหาวิทยาลัยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เห็นด้วย แต่หลายเรื่องเป็นเรื่องเล็ก ๆ บริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัย บางเรื่องกฎ ระเบียบมีอยู่แล้ว ปัญหาคือเรื่องของ เอนฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) กฎ ระเบียบทํากันจริงไหม แล้วก็เรื่องของจริยธรรม ผมขอขออนุญาตเล่าประสบการณ์ให้ฟังนิดหนึ่ง จะไม่ขอเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัย บอกได้ แต่เพียงว่าเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเคยให้ผมประเมิน ส่งเอกสารมาให้ดู ผมเอง ประเมินให้ตก แต่ได้รับคําชี้แจงว่าเอกสารนี้ไม่เกี่ยวกับการประเมินขึ้นสู่ตําแหน่ง ผมก็บอกว่า ถ้าไม่เกี่ยวแล้วส่งมาให้ประเมินทําไม ถ้าให้ประเมินก็ให้ตก อย่างนี้ คือผมไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว เกี่ยวหรือไม่เกี่ยว แต่ว่าเป็นอย่างนี้ เป็นอะไรบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องของภายในจะต้องจัดการกัน บางเรื่องที่กรรมาธิการเสนอมาเป็นการลงรายละเอียดมากจนดูเหมือนว่าไปท็อปดาวน์ (Top down) ไปสั่งการเขาทุกอย่าง ผมเองอยากจะพูดรายละเอียดไปทีละเรื่องนะครับ ผมมีอยู่ทั้งหมด ๑๑ เรื่อง ซึ่งยากมากที่จะจัดกรุป (Group) ให้ท่าน แต่ว่าอยากจะพูด ให้ฟังเป็นเรื่อง ๆ ให้เห็นว่าบางเรื่องท่านอาจจะต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรืออาจจะต้อง คุยกันใหม่

เรื่องที่ ๑ ผมยกตัวอย่าง เช่นอาจารย์มหาวิทยาลัยมีภาระงานมาก ผมว่า จริงเลย แต่พอท่านบอกว่าอาจารย์ไม่สนใจงานเขียนและงานวิจัย สนใจงานสอนอย่างเดียว ยุคนี้ไม่ใช่แล้วครับ อย่างน้อยสาขาทางด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ อาจารย์สนใจ ทําวิจัยกันมากไม่น้อยกว่างานสอน แต่ปัญหาก็คือเขียนอะไร วิจัยอะไร นั่นเป็นปัญหานะครับ การทําเบสิกรีเสิร์ช (Basic research) ทางด้านสังคมศาสตร์บางทีใช้งานในเชิงนโยบายไม่ได้ แต่ว่าถูกไกด์ (Guide) ด้วยวิธีการคิดอีกแบบหนึ่งซึ่งมาจาก สกอ. ผมคิดว่าเราน่าจะมี การแยกกลุ่มมหาวิทยาลัย แยกสาขาวิชาด้วยนะครับ อย่าเอาโมเดล (Model) ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาใช้กับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

เรื่องที่ ๒ เสนอว่าอาจารย์ที่เกษียณ บุคลากรที่เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังทําการสอนมีผลงานสามารถขอตําแหน่งวิชาการได้ มันต้องชัดเจนครับ ถ้าคุณเกษียณ ไปแล้วและไม่มีสังกัดคุณจะให้ใครขอให้ ถ้าคุณเกษียณแล้วคุณขอต่ออายุนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลายเรื่องผมว่าไม่ต้องการการแคริไฟ (Clarify) มาก ๆ เรื่องการขอตําแหน่งศาสตราจารย์ ภายใน ๕ ปี รองศาสตราจารย์ ๗ ปี ผมก็คิดว่าเราไปยุ่งกับชีวิตเขามากเกินไป อาจารย์ บางท่านไม่ขอตําแหน่งศาสตราจารย์แต่เก่งมาก ท่านบอกว่าพอใจของท่านอย่างนี้ ลูกศิษย์ ก็รักท่าน ผมรู้จัก ไม่ใช่บางท่าน หลายท่านด้วยนะครับ แล้วจะไปบังคับให้ท่านขอ บางท่านไม่ขอ ผศ. เป็นอาจารย์ตลอดเลย เก่งไหม เก่ง สังคมเป็นคนบอกว่าเขาสมควร อยู่ในมหาวิทยาลัยหรือไม่ ไปกําหนดจํานวนปีผมว่าจะเกินไปนะครับ ไหน ๆ พูดเรื่อง การขอตําแหน่งทางด้านวิชาการแล้ว ผมเรียนให้ทราบว่าตําแหน่งศาสตราจารย์มี ๒ ขั้นตอน ขั้นตอนสั้น ๆ ขั้นตอนแรกคือกระบวนการทางวิชาการซึ่งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย ขั้นตอนที่ ๒ กระบวนการทางเอกสาร ซึ่งอยู่ที่ สกอ. เชื่อไหมครับว่าอาจารย์บางท่านได้ตําแหน่ง ศ. ๒ กระบวนการภายใน ๖ เดือน บางท่านใช้เวลา ๕ ปี แต่ถามว่าความแตกต่างเกิดจากอะไร ไม่ใช่เกิดจากภายในมหาวิทยาลัยนะครับ เกิดจากกระบวนการทางเอกสารที่ สกอ. ไปยุ่งรายละเอียดยิบย่อย ฟอนต์ (Font) บ้าง พารากราฟ (Paragraph) บ้าง จนกระทั่ง ทําให้ทุกอย่างเสียหมด ผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องภายในซึ่งอยู่ในระเบียบปฏิบัติจะต้องไปดูแลกัน ไม่จําเป็นถึงขนาดต้องแยกกระทรวง

เรื่องที่ ๓ การหาผู้บริหาร ผมเรียนตามตรงครับ การเลือกตั้งปัจจุบัน หลายมหาวิทยาลัยใช้สรรหา ปัญหาของการเลือกตั้งคือเราเกรงว่าจะมีการซื้อเสียง พวกมากลากไป การสรรหาก็มีคอมเมนต์ (Comment) ว่าการสรรหานั้นเป็นการสรรหา แบบไม่บอกคนในประชาคมว่าทําไมเลือกคนนี้ ทําไมถึงสรรหาคนนี้มาดํารงตําแหน่งบริหาร ไม่มีการแถลงนโยบายต่อประชาคม ก็เป็นข้อดีข้อด้อยที่ไม่เหมือนกัน มหาวิทยาลัยบางแห่งอาจารย์ที่คณะผมบางท่านมาจากต่างประเทศ เขาบอกว่า ที่ต่างประเทศนั้นการสรรหาคือคุณต้องมาแถลงหลังจากถูกสรรหาแล้ว ท็อปทรี (Top Three) ต้องมาแถลงนโยบายว่าจะทําอะไรให้ แล้วกรรมการสรรหาจะต้องชี้แจงได้ว่าทําไมเลือกคนนี้ จากการสรรหา แต่ประเทศไทยไม่มี ดังนั้นไม่ใช่เรื่องของการออกนอกระบบ ในระบบ เป็นเรื่องของวิธีการทํางานมากกว่า

เรื่องที่ ๔ ผมจะคอมเมนต์ (Comment) คือตําแหน่งวิชาการของแต่ละ มหาวิทยาลัยนั้นมีความยากง่ายไม่เท่ากัน อันนี้จริงครับ แต่ละมหาวิทยาลัยมีความยากง่าย ไม่เท่ากันแม้จะใช้กระบวนการเดียวกัน แต่ถ้าเราเชื่อในกลไกตลาด ตลาดจะเชื่อเองว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้น่าเชื่อถือได้ขนาดไหน เพราะมีกระบวนการอยู่แล้วว่า ถ้าคุณย้ายมหาวิทยาลัยคุณจะเอาตําแหน่งเดิมจากมหาวิทยาลัยเดิมถือไปด้วยไม่ได้ มหาวิทยาลัยแห่งใหม่จะเป็นคนบอกเองว่าเขายอมรับตําแหน่งที่ติดตัวคุณมาไหม มันมีกระบวนการอยู่นะครับ

เรื่องที่ ๕ การกําหนดสัดส่วนพันธกิจของอาจารย์คืองานสอนร้อยละ ๓๕ การกําหนดอย่างนี้ถ้าคํานวณด้วยจํานวนทํางาน ๘ ชั่วโมงต่อวันคูณด้วย ๕๒ สัปดาห์แล้ว จะเทียบเท่ากับอาจารย์ท่านหนึ่งใช้เวลาแต่ละ ๑ วิชา ประมาณ ๑๗๕ ชั่วโมงต่อปี ต่อ ๑ วิชา ซึ่งหมายความว่าเป๊ะเลย เท่ากับจํานวนชั่วโมงที่มีอยู่ในชีวิตของเขา แปลว่าอะไรครับ อาจารย์สอนเกิน ๔ วิชาไม่ได้ เพราะถ้าเกิน ๔ วิชา จํานวนชั่วโมงจะไม่ได้ ลักษณะอย่างนี้ ไปกําหนดจนกระทั่งคอนโทรล (Control) ชีวิตเขา อาจารย์บางท่านเก่งในการเขียนตํารา ต้องยอมรับความเป็นจริง บางท่านเขียนงานวิจัยเก่ง บางท่านออกรับใช้สังคมเก่ง ท่านเอาความรู้ ไปรับใช้สังคม เราไปคอนโทรล (Control) เขาหมดเลยว่าจะต้องทําอย่างโน้นทําอย่างนี้ มันผิดธรรมชาติของคนครับ ไม่อยากให้ลงรายละเอียดขนาดนี้

เรื่องที่ ๖ หลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน ผมตั้ง คําถามต่อครับ หมายถึงตลาดแรงงานที่เป็นการจ้างงานหรือประเทศชาติ ความต้องการของตลาด ถ้าความต้องการของตลาดแรงงานก็ใช้ผู้ว่าจ้างเป็นตัวบอก แต่มีหลายสาขาวิชาที่ตลาดแรงงาน ผู้ว่าจ้างเขาไม่มี ถ้าเราไปเอาตลาดแรงงานเป็นตัวจับเช่นสาขาประวัติศาสตร์ ไม่ต้องมีใคร เรียนเลยประวัติศาสตร์ เพราะว่าธุรกิจไม่มีใครอยากจ้าง เราต้องระวังตรงนี้ให้ดี หลายหลักสูตร ที่เปิดขึ้นมาแรก ๆ อาจจะมีคนเรียนเต็มไปหมด พอถึงเวลามันพ้นความต้องการตลาด เขาปิดเองครับ เขาไม่ตะแบงอยู่จนกระทั่งเสียเงินเพราะว่าคณะเขามีวิธีการควบคุมการใช้จ่าย เราไม่ต้องไปคุมเขาขนาดนั้น การรับนักศึกษาที่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ระดับต่าง ๆ อันนี้ก็มีหลักเกณฑ์ของเขาว่าในสาขานี้ใครจะเรียนได้บ้าง ผมเรียนที่ประชุมทราบครับ ผมเป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ แต่ผมจบปริญญาตรีสาขาเคมี ปริญญาโททางด้าน สถิติประยุกต์ ด้วยแบ็กกราวด์ (Background) ๒ อันนี้มหาวิทยาลัยแห่งชาติของออสเตรเลีย รับผมเข้าไปเรียนทางด้านเศรษฐศาสตร์ ไม่ได้สนใจเลยว่าผมจบเศรษฐศาสตร์มาหรือเปล่า ตอนผมไปเรียนออสเตรเลียไม่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์แม้แต่ตัวเดียว ผมไปเรียนที่โน่น เราบอกไม่ได้หรอก เขาเป็นคนบอกเองว่าคนนี้ที่เข้ามาแบ็กกราวด์ (Background) ตรงกับเขาไหม อย่าไปยุ่งกับเขา

เรื่องที่ ๗ การกําหนด ขออนุญาตอันนี้อาจจะไปพาดพิงเกี่ยวกับข้อเสนอ ของท่านกรรมาธิการบางท่าน การกําหนดมหาวิทยาลัยให้ไปบวกกับไซเอนซ์เทคโนโลยี (Science Technology) ผมว่าไม่ถูกต้อง อุดมศึกษามีสังคมศาสตร์ มีมนุษยศาสตร์ ถ้าเราเอามหาวิทยาลัยไปผูกกับไซเอนซ์เทคโนโลยี (Science Technology) อย่างเดียว เราลืมศาสตร์ ๒ สาขานี้ไปไม่ได้ครับ มันเป็นสาขาที่สําคัญ ผมเองในฐานะที่เป็นคนอยู่ใน ๒ สาขามาตลอด เคยเป็นนักวิทยาศาสตร์ แล้วปัจจุบันเป็นนักสังคมศาสตร์ ผมยืนยันว่า ทุกสาขามีความสําคัญต่อประเทศชาติเหมือนกัน วันนี้เราเห็นว่าไซเอนซ์เทคโนโลยี (Science Technology) จะนําพาประเทศชาติได้ ดีครับ ดีมาก ๆ แต่ต้องไม่ลืมสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ครับ มันมีความสําคัญเช่นกันเพียงแต่ว่าเราจะมองจากมุมไหนเท่านั้นเอง

เรื่องที่ ๘ การกําหนดคณบดีว่าต้องมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก ตําแหน่งทางวิชาการไม่ต่ํากว่ารองศาสตราจารย์ ต้องเป็นข้าราชการประจํามหาวิทยาลัย ผมไม่เห็นด้วยเลยครับ คณบดีเก่ง ๆ สร้างความเจริญให้กับมหาวิทยาลัยหลายแห่งนั้น จบปริญญาโทครับ ปัจจุบันหลายมหาวิทยาลัยได้เชิญคนจากแวดวงธุรกิจผ่านการสรรหาเข้ามาเป็นคณบดี ช่วงเวลาแค่ ๔ ปีนั้น คณะเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นหน้าเห็นหลัง อย่าไปสร้างอะไรที่มากีดกันคน ปล่อยให้ตลาดเป็นตัวเลือก ผมเชื่อมั่นว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เขามีวิธีคิด มีเหตุมีผล เพียงพอที่จะเลือกว่าใครมาเป็นผู้บริหารเขา

เรื่องที่ ๙ อาจารย์ขาดงบประมาณในการทําวิจัย ผมเรียนว่าเรื่องนี้ ต้องระมัดระวังนะครับ บางมหาวิทยาลัยอาจจะใช่แต่ไม่ทุกมหาวิทยาลัย ผมเองดูแลทุนวิจัย อยู่ที่สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย บางส่วนเป็นทุนวิจัยจาก คอบช. เครือข่ายองค์กร บริหารงานวิจัยชาติ เงินทุนวิจัยนั้นมีครับ ปัญหาคือพรอโพซัล (Proposal) ที่มีคุณภาพนั้น ไม่พอกับทุนที่มี เพราะฉะนั้น ๒ ตัวนี้ต้องไม่ปนกัน บางคนเขาได้ทุนวิจัยเยอะแยะเลย แต่บางคนไม่ได้ทุนเพราะว่าพรอโพซัล (Proposal) ไม่ดีพอ

เรื่องที่ ๑๐ ให้สถาบันอุดมศึกษาหักค่าธรรมเนียมไม่เกินร้อยละ ๑๒ ก็อย่าไปยุ่งกับเขา เขาจัดจ์ (Judge) ของเขาเองได้ว่าเขาจะตัดเท่าไร แล้วเขามีกระบวนการ ในการเจรจากับแหล่งทุนกันเองว่ากรณีนี้มากไป น้อยไป แหล่งทุนก็จะเห็นคุณค่าขององค์กร เหล่านั้น หรือนักวิจัยคนนี้ว่าเขาเก่งพอเขาก็จะลดหย่อนกันเอง เราไปตั้งกฎเกณฑ์ คุมทุกอย่างผมคิดว่ามันจะไม่ได้เป็นของที่ดีมาก ลิขสิทธิ์ของตํารา บทความ งานวิจัย ตกเป็นของอาจารย์ผู้เขียน ปัจจุบันนี้เขาครึ่ง ๆ ระหว่างมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นผู้ให้ทุน ถ้าเราไปตัดว่าจะต้องเป็นของผู้เขียนอย่างเดียวนี่แหล่งทุนไม่ได้เลยก็เป็นอะไรที่ผิดธรรมชาติ ในเรื่องของการลงทุนนะครับ คนหนึ่งลงเงิน คนหนึ่งลงสมอง

เรื่องที่ ๑๑ การเข้าออกจากระบบ ซึ่งมีหลายท่านพูดมาแล้วว่าครั้งหนึ่ง เราเคยอยู่ในกระทรวง จากนั้นเราออกเป็นทบวง แล้วกลับเข้ากระทรวง จะดึงออก มีพรูฟ (Prove) ไหมว่าอะไรดีกว่ากัน ซึ่งคําว่า พรูฟ (Prove) ผมย้อนไปได้ถึงเรื่องของการจัดแบ่ง โควตาต่าง ๆ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ๓๕ ๓๕ ๒๐ ๑๐ การกําหนดตัวเลขเหล่านี้ต้องมีข้อพิสูจน์ว่า อะไรดีหรือไม่ดีกว่ากัน แต่ทั้งหมดนี้โดยรวมแล้วผมเห็นด้วยกับการปฏิรูปการอุดมศึกษา แต่ว่าโดยรายละเอียดต้องขออนุญาตสําหรับท่านที่รู้จักกันดี บนเวทีนั้นผมก็รู้จักหลายท่าน โดยรายละเอียดนั้นไม่เห็นด้วยครับ ขอบพระคุณครับ