เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือประเด็นการปฏิรูประบบอุดมศึกษา โดยเน้นปัญหาธรรมาภิบาลในการบริหารมหาวิทยาลัย ความโปร่งใสในการแต่งตั้งผู้บริหาร และผลกระทบจากคอร์รัปชันที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา พร้อมเรียกร้องการยกระดับมาตรฐานการสอน โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และการส่งเสริมการศึกษาสายอาชีพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการปรับโครงสร้างการจัดการวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในสถาบันอุดมศึกษา โดยเน้นบทบาทของบุคลากรคุณภาพและการสนับสนุนจากระบบประเมินคุณภาพการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปราย เรื่อง แผนการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้หยิบยกประเด็นปัญหา หัวข้อใหญ่ ๆ ขึ้นมา ๖ หัวข้อ ตั้งแต่ระบบและโครงสร้างของการบริหาร จนถึงเรื่อง การส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบการศึกษาของชาติ แต่ละเรื่องก็เป็นเรื่องใหญ่ทั้งสิ้น จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการเราก็จะเห็นว่ามีปัญหาในหลาย ๆ ประเด็นในแต่ละเรื่อง ซึ่งเพื่อนสมาชิก ๕ ท่านแรกก็ได้อภิปรายไปแล้วพอสมควร ด้วยเวลาที่จํากัดผมจะขออนุญาต พูดสัก ๒-๓ ประเด็น ที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่คณะกรรมาธิการในการนําไปพิจารณา เพิ่มเติม เมื่อมีประเด็นเปิดขึ้นในเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้าง เพื่อจัดตั้งกระทรวง การอุดมศึกษา ผมก็สอบถามบรรดาอาจารย์หลาย ๆ คน บรรดาผู้บริหารของกระทรวง ที่เคยอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการมาและท่านเกษียณไปสิบกว่าปีแล้ว ความเห็นของคนส่วนใหญ่ ตั้งคําถามว่าแล้วเราจะได้อะไรจากการตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาขึ้นมา จะแก้ปัญหา หมักหมมที่มีอยู่ ที่อาจารย์อุทัยท่านได้กรุณาพูดถึงปัญหาต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยของเรา อย่างค่อนข้างจะครอบคลุมว่ามีมากมาย ปัญหาหลักคือปัญหาธรรมาภิบาล ทั้งธรรมาภิบาลในการได้มาซึ่งผู้บริหารทั้งระดับกรรมการสภา ทั้งระดับอธิการบดีลงมา อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญ เรื่องที่ยังไม่ได้ถูกแก้ไข และคําตอบจากผู้ที่ผมได้สอบถามส่วนใหญ่ จะบอกตรงกันว่าต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้ก่อน มากกว่าที่จะเอาเอฟฟอร์ต (Effort) เอาทรัพยากร ทั้งหมดไปทุ่มเทกับการจัดตั้งกระทรวงใหม่ ซึ่งจะต้องมีการดําเนินการค่อนข้างมาก มี พ.ร.บ. ต้องไปแก้ไข พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จัดองคาพยพใหม่ บุคลากรใหม่ ต้องไปหาที่ตั้งให้กระทรวงใหม่ด้วยอะไรด้วย นั่นคือสิ่งที่เป็นเสียงสะท้อนกลับมา วันนี้ กรรมาธิการก็หลบมุมนี้ออกไปได้อย่างสวยงาม ต่างจากเอกสารฉบับแรกที่เสนอให้แยก เป็นกระทรวง ก็เสนอมา ๓-๔ ทางเลือก แล้วก็เอาเรื่องการเป็นกระทรวงเบา ๆ ลงนิดหนึ่ง คนที่อภิปรายก็ค่อนข้างจะรู้ทันเกมเพราะเรื่องนี้ปกปิดกันไม่ได้ ร่าง พ.ร.บ. จัดตั้ง กระทรวงการอุดมศึกษานั้นได้ถูกนําไปทําประชาพิจารณ์แล้ว อีกไม่ช้านานหลังจากเราพ้นไป จากสภาแห่งนี้ก็คงจะมีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ สนช. ประเด็นนั้นก็ว่ากันไป ผมเองก็คง ไม่ไปติติงว่าดีหรือไม่ เพราะว่าไม่ได้ศึกษามากเพียงพอเท่ากับผู้ที่จัดทําร่าง พ.ร.บ. เพียงแต่ อยากจะพูดถึงปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการ พูดถึงปัญหาของการอุดมศึกษาที่เกิดขึ้น อยู่ในบ้านเมืองเราว่าท่านได้มุ่งไปสู่การแก้ไขปัญหาตรงนั้นหรือไม่ อย่างไร แล้วก็ตรงประเด็น หรือไม่ กรรมาธิการได้หยิบยกบทความของมิสเตอร์วิลเลียม ที่โรงแรมบรูมส์เบิร์ก ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์เศรษฐกิจของเอเชีย (Asia) เขาได้กล่าวว่าถ้าเราไม่แก้ ๒ อย่าง คือไม่ลงทุนในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการศึกษาเราจะล้าหลังทุกประเทศ ในภูมิภาคนี้ และเขามุ่งไปถึงการเรียนการสอนว่าเราสอนแบบท่องจํา ต้องแก้เป็นระบบ นวัตกรรมและการวิเคราะห์คือครีเอทิฟ (Creative) และคริทิคัลทิงกิง (Critical Thinking) รวมถึงการเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาอังกฤษ ลิมิตโพรฟิเชียนซี (Limit Proficiency) ทั้ง ๒ ประเด็นนี้สําคัญมาก การแก้ไขยังไม่ค่อยเห็นภาพชัดเจน พูดกันเยอะ ผมอยาก ยกตัวอย่างแล้วก็แสดงความชื่นชม เรื่องของอิงลิชโพรฟิเชียนซี (English Proficiency) ปัญหาของบ้านเรามีมากจริง ๆ เราสู้ใครเขาไม่ได้เลย ที่สําคัญอย่างหนึ่งเราไม่เคยเป็น เมืองขึ้นของประเทศที่เขาใช้ภาษาอังกฤษ จึงทําให้เราไม่มีรากฐาน ไม่มีพื้นฐานของ การใช้ภาษาอังกฤษ ลิ้นพวกเราแข็งมาก พูดตัวอาร์ (R) ตัวแอล (L) อะไรไม่ค่อยจะชัดเจน เมื่อสักต้นปีที่ผ่านมาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านปัจจุบัน วันนั้นท่านเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คือท่านนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ได้มาพบกับผมแล้วก็ผู้บริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ บอกว่าอยากจะทํามาตรฐานวิชาชีพ ของการเรียนและการสอนภาษาอังกฤษ จากนั้นเราก็จับมือกัน ได้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มา เราสร้างมาตรฐานของการสอนภาษาอังกฤษและการเรียน ภาษาอังกฤษโดยใช้มาตรฐานของอียู (EU) เพราะฉะนั้นต่อไปผู้ที่จบมหาวิทยาลัย ผู้ที่ จบอุดมศึกษา ผู้ที่จบ ม. ๖ ม. ๓ จะต้องถูกทดสอบโดยใช้เกณฑ์มาตรฐานที่เราได้ร่วมกัน สร้างขึ้น ถ้าไม่ผ่านก็จะถูกมาร์ก (Mark) ไว้ในใบทรานสคริปต์ (Transcript) ว่าความรู้ ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับไหน เพราะการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของบ้านเราที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่ก็สอนไปตามตํารา จะเรียกว่าสอนแบบงู ๆ ปลา ๆ ก็แทบจะว่าได้ เพราะฉะนั้น คนไทยที่จบ ม. ๖ ในบ้านเราที่จะไปทํางานกับนายจ้างฝรั่งได้มีน้อยคนมาก อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่เห็นว่าเป็นปัญหาจริง ๆ และยังเป็นปัญหาอยู่ในทุกวันนี้ และยังไม่มีการแก้ไขที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งประเทศ และนี่คือปัญหาการศึกษาของบ้านเราที่กรรมาธิการเองก็หยิบยก ขึ้นมา ผมจึงเรียนให้เห็นเป็นตัวอย่าง
เรื่องที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของบุคลากรที่เข้ามาสู่วงการศึกษา ด้านอุดมศึกษา ท่านอาจารย์อุทัยได้ชี้ให้เห็นชัดเจน สภามหาวิทยาลัยของเรา ในสหรัฐอเมริกาเขาเรียกว่า บอร์ด ออฟ วิซิตเตอร์ (Board of Visitors) ทําไมเรียก บอร์ด ออฟ วิซิตเตอร์ (Board of Visitors) ผมก็ไม่เข้าใจ ผมเรียนที่มหาวิทยาลัย ในสหรัฐอเมริกา ๓ แห่ง ทุกวันนี้เขายังส่งมาให้ผมลงคะแนนโหวตเลยว่าจะเลือกใครเป็น บอร์ด ออฟ วิซิตเตอร์ (Board of Visitors) คือสภามหาวิทยาลัยแห่งนั้น ๆ ซึ่งเขาก็มี โครงสร้างที่ชัดเจน ๑. ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ๒. ต้องเป็นศิษย์เก่าจํานวนหนึ่ง ๓. มีนักเรียน ตัวแทนคนหนึ่งอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็มีกระบวนการสรรหา คัดเลือกที่ชัดเจน โปร่งใส ต้องแสดงประวัติต่าง ๆ อันนั้นคือหัวครับ ถ้าหัวดีแล้วข้างล่างก็จะต้องดีตามไปด้วย แต่ถ้าหัว ไม่ได้เรื่องได้ราว หัวเป็นอะไรก็ได้ หัวไม่ให้ความสนใจ ไม่ให้ความสําคัญ แน่นอนองค์กรนั้น ก็ยากที่เราจะคาดหวังว่าลําดับรอง ๆ ลงมาจะทําได้ดีมากน้อยขนาดไหน มีหลายท่านพูดถึง เรื่องสภามหาวิทยาลัยของไทย ผมก็จะไม่พูดซ้ํา แต่เป็นจุดอ่อนที่สําคัญจุดหนึ่งของ การบริหาร มีการคอร์รัปชันกันมากมายก็ไม่มีใครลาออก เป็นพัน ๆ ล้านบาท มีการถูก ยกเลิกหลักสูตรว่าที่คุณสอนมาไม่เข้าข่ายที่จะได้รับปริญญา นักเรียนน้ําตาตกเพราะ เรียนจบแล้วแต่ทํางานไม่ได้เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการประกาศว่าหลักสูตรของ ๑๐ มหาวิทยาลัยนี้ทั้งหมด ๓๐ หลักสูตรไม่รับรอง สิ่งเหล่านี้มีใครรับผิดชอบไหม ไม่มีครับ แล้วสภามหาวิทยาลัยทําอะไรอยู่ เสร็จแล้วก็มาถึงระดับอธิการบดี รองอธิการบดี ก็อย่างที่มี หลาย ๆ ท่านพูด ผลัดกันแต่งตั้ง เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าการแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ว่า มีกระทรวงหรือไม่มีกระทรวง เป็นเรื่องของการกําหนดวิธีการ กําหนดขั้นตอน กําหนด ระเบียบต่าง ๆ ที่จะปรับปรุงองคาพยพด้านบุคลากรระดับสูงของมหาวิทยาลัยของเราให้มี ที่มาที่ชัดเจน เข้าไปทํางานอย่างจริงจัง แล้วก็ควบคุม กํากับดูแลให้การบริหารงานของ มหาวิทยาลัยนั้นเป็นไปในทิศทางที่สมควรจะเป็น ไม่ใช่เป็นอย่างที่ผ่านมา จึงทําให้เราหา มหาวิทยาลัยที่จะไปติดท็อป (Top) ๒๐๐ ในภูมิภาคนี้ อย่าพูดถึงในระดับโลก ๕๐๐ เลย อันนั้นก็คงเป็นความหวังหรือความฝันที่ยังไกลกว่าที่เราจะคาดคิดได้
สุดท้าย เรื่องของการว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยแยกออกมาเป็นกระทรวงดี หรือไม่ดี มีผู้รู้ท่านหนึ่งฝากผมมาเรียนว่าถ้าจะแยกขอให้แยกอาชีวศึกษาออกมาด้วย รวมกัน ระหว่างมหาวิทยาลัยกับอาชีวศึกษา เพราะว่าประเทศไทยให้ความสําคัญกับมหาวิทยาลัย เกินไป ตอนนี้มหาวิทยาลัยที่เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเริ่มหนาว ๆ ร้อน ๆ เพราะว่าเราเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ แสดงว่าเรามีเด็กน้อยลง เรามีคนหนุ่มสาวน้อยลง แสดงว่าเราจะมีคนเข้าสู่ กระบวนการเรียนมหาวิทยาลัยน้อยลง เราจะเห็นการใช้เงินของมหาวิทยาลัยในการที่จะมา ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้เด็กเข้าไปเรียนเพิ่มมากขึ้น มาใช้จ่ายเงินตัวนี้มากขึ้นเกือบจะ เหมือนโพรดักต์ (Product) พวกน้ําดื่ม พวกชาต่าง ๆ แล้ว เพราะต้องใช้เงินมาโฆษณา แข่งขันหาคนเข้าเรียน เนื่องจากว่าจํานวนคนเรียนน้อยลง โรงเรียนก็อยู่ไม่ได้ จะไปขึ้นเงิน ค่าเล่าเรียน ค่าบํารุงก็คงจะไม่ใช่วิธีแก้ เพราะฉะนั้นตรงนั้นจึงเป็นประเด็นที่สําคัญ เราควรจะให้ความสําคัญกับอาชีวศึกษา รัฐบาลชุดนี้ประกาศชัดเจน ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ต้องการให้พัฒนานักเรียนเราให้จบแล้วทํางานได้ คือเป็นสกิลสติวเดนต์ (Skill Student) เป็น สกิลเอ็มพลอยี (Skill Employee) สกิลเวิร์กเกอร์ (Skill Worker) เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมจึงคิดว่าอาชีวศึกษากับมหาวิทยาลัยน่าจะรวมกันในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้ก็มี อาชีวศึกษาที่พัฒนาไปสู่การให้ปริญญาตามนโยบายของรัฐบาล มีอาชีวศึกษาที่เป็นส่วนหนึ่ง ของมหาวิทยาลัย คือให้เป็นดีโพลมา (Deploma) หรือให้เป็นอนุปริญญาออกไปเลย
ประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของวิทยาศาสตร์ที่ท่านว่า มีบางท่านเสนอเอามารวม ผมยังคิดว่าคําว่า วิทยาศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ผมกลับไปที่โรงเรียนเดิม คือที่เอ็มไอที (MIT) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตึกเต็มไปหมดครับ ตึกไมโครซอฟต์ (Microsoft) ตึกไอบีเอ็ม (IBM) แล้วก็มีสถาบันมะเร็ง สถาบันมะเร็งอยู่ในเอ็มไอที (MIT) เพราะว่ามีคนเอาเงินไปให้เขาเพราะเขาเป็นมหาวิทยาลัยที่มีครู มีโพรเฟสเซอร์ (Professor) มีนักวิจัยที่มีความสามารถคิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับองค์กรบริษัทเหล่านั้น เพราะฉะนั้น คําว่า วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม จึงเป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัย ถ้ามหาวิทยาลัย มีบุคลากรที่มีคุณภาพคนก็จะมาเรียน เพราะฉะนั้นในสหรัฐอเมริกาไม่มีกระทรวง การอุดมศึกษา อย่างเก่งก็มีเคาน์ซิล (Council) ของแต่ละรัฐที่ควบคุม กํากับดูแลในภาพรวม ของหลักสูตร แต่ที่เหลือนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องถีบตัวเองขึ้นมา คําว่า มหาวิทยาลัยดี ในสหรัฐอเมริกาคือมหาวิทยาลัยที่มีโพรเฟสเซอร์ (Professor) ที่ดี มีนักวิจัยที่ดี มีผู้บริหาร ที่ดี เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่ามหาวิทยาลัยดีหรือไม่ดีไปวัดกันตรงอื่นเลย ผมจึงเรียนว่าเอา วิทยาศาสตร์มารวมกับมหาวิทยาลัยไม่น่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไม่ต้องทําหน้าที่เข้าไปวิจัยอะไรอยู่ในมหาวิทยาลัย ไม่ใช่นะครับ เพียงแต่ว่าการวิจัย การวิทยาศาสตร์ต้องอยู่ในมหาวิทยาลัย จะอยู่ในรูปแบบ ของสิ่งที่เป็นอยู่ในบางมหาวิทยาลัยที่เขาสามารถทําได้ ก็ขอกราบเรียนเพิ่มเติม แล้วก็ ขอสนับสนุนที่คณะกรรมาธิการได้ทําการศึกษามาอย่างดียิ่ง รวมถึงเรื่องการประกัน และประเมินการศึกษาด้วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญและมีประเด็นที่รัฐบาลควรจะ รับไปพิจารณาเรื่องนั้นด้วย ขอบพระคุณครับ