ทวีศักดิ์ กออนันตกูล อภิปรายสนับสนุนแผนปฏิรูประบบอุดมศึกษาด้วยข้อมูลเชิงลึกจากอดีตถึงอนาคต โดยเน้นบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างความรู้และใช้ประโยชน์เพื่อสังคม พร้อมเสนอให้ปฏิรูปการศึกษาโดยเน้นคุณธรรม ความรับผิดชอบ และการพัฒนาทักษะเพื่อตอบโจทย์ยุคไทยแลนด์ 4.0 รวมถึงการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม การปรับทิศทางสถาบันให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และการส่งเสริมบุคลากรทางวิชาการด้วยเกณฑ์สากล เพื่อผลักดันให้การอุดมศึกษาไทยก้าวสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิก และท่านกรรมาธิการทุกท่าน กระผม นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล สมาชิกหมายเลข ๐๖๓ ใคร่ขออภิปรายสนับสนุน เรื่อง แผนการปฏิรูประบบ อุดมศึกษา โดยมีข้อมูลที่พิเศษถึงต้องทําเป็นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มาประมาณ ๒๐ หน้า โดยที่ครึ่งหนึ่งในจํานวนนั้นผมคิดว่ามีสาระสําคัญค่อนข้างสูงที่จะทําให้เรามอง ย้อนหลังไป ๑๐๐ ปีว่าล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงวางเข็มทิศการศึกษาของประเทศ อย่างไร และผลงานที่ท่านทรงดําเนินเอาไว้วันนี้ไปถึงไหน และหากว่าเราจะสืบสานต่อไปอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้าเราน่าจะทําอย่างไร
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ทั้งหมดนี้ผมได้รับความกรุณาจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ซึ่งได้บรรยายให้กับผู้บริหาร มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายนที่ผ่านมานี้ คิดว่าเป็นข้อมูลที่มีค่า อันแรกสุด ที่อาจจะเรียกว่าเป็นเข็มทิศหรืออุดมการณ์ของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจะอยู่เคียงคู่ กับสังคมนั้นก็จะต้องทําขึ้นเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศชาติ เพราะตัวเองเป็นกลไกสําคัญที่จะทําให้เกิดการคิดระยะยาวได้ เพื่อสันติสุขและสันติภาพของโลกมนุษย์ อันนี้น่าจะเป็นเข็มทิศที่บอกว่าเราจะไปอีก ๑๐๐ ปี ข้างหน้าไปอย่างไร ถามว่าแล้ววิธีทําจะทําอย่างไร มหาวิทยาลัยที่ตั้งมา ๔๐๐-๕๐๐ ปี ในอดีต ในวันนี้ก็ยังใช้หลักการเหมือนเดิม ๓ ข้อ ข้อแรก คือหาความรู้ ข้อ ๒ ถ่ายทอด ความรู้ให้กับคนที่มาเรียน ข้อ ๓ ให้คนที่สําเร็จการศึกษานั้นไปทําประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งมี ๓ ขั้นตอนนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเลื่อนนาฬิกามาจนถึงยุคปัจจุบันเราก็อาจจะมองเห็นว่า หน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะต้องรับกับคําท้าทายคงจะเป็นเรื่องการสร้างความรู้ แต่ความรู้ ในยุคนี้จะต้องไปเร็ว จะต้องเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี บัณฑิตที่จบมาแล้วจะต้องมีความคิด สร้างสรรค์ในลักษณะที่มีนวัตกรรม และออกไปทํางานเพื่อจะทําให้เกิดเป็นบริการ และผลิตภัณฑ์ที่สังคมต้องการ ที่ประเทศต้องการ และที่ประเทศเราจะต้องสามารถแข่งขัน ได้กับคนอื่น ๆ เพราะฉะนั้นประเด็นท้าทายสําหรับไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นี้ ก็จะออกมาเป็นตัวชี้วัดที่สําคัญ ๆ สัก ๔ ด้าน ซึ่งผมใคร่ขอเรียนเสนอว่าตัวชี้วัดนี้น่าจะเป็น หน้าที่ของกระทรวงหรือใครก็ตามที่ทําหน้าที่ผลักดันประเทศต้องมีความสามารถในการวัด ประเมินตรงนี้ให้ดี นั่นก็คือเรื่องระดับของการศึกษาว่าจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะต้องมี คุณภาพดี เรื่องของการพัฒนายกระดับประชาชนคนไทยให้มีคุณภาพและมีวินัย จะต้องมี การพัฒนานโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและการศึกษา กับตัวชี้วัดเรื่อง ภาคเอกชนนั้น มีคนทํางานที่มีการศึกษาดีพอที่จะสามารถลงทุนวิจัยในด้านต่าง ๆ ได้ ผมใคร่ขออัญเชิญพระราชดํารัสของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เกี่ยวกับการศึกษาเพื่อสร้างชาติ ซึ่งในสมัยแรกนั้นเรานําฝรั่งเข้ามาในประเทศไทยเลย ยุคต่อมาก็คือส่งนักเรียนทุนไปเรียน แล้วก็ดูงานต่างประเทศเยอะมากหลายร้อยคน และเป็นที่มาของการตั้งกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ของประเทศไทย ท่านคงนึกภาพออกว่าเมื่อ ๑๑๕ ปีมาแล้วประเทศไทย มีกรมรถไฟหลวง เราสามารถสร้างรถไฟ มีรถไฟวิ่ง เมื่อ ๓๐ ปีที่ผ่านมาเราเจริญรุ่งเรือง ถึงขนาดที่ว่าโรงงานมักกะสันนั้นต่อตู้โดยสารได้เอง แต่ถามว่าจากนั้นเป็นต้นมาเกิดอะไรขึ้น ทันทีที่การรถไฟกลายเป็นรัฐวิสาหกิจ และมี จุดมุ่งหมายที่แตกต่างไปจากกรมรถไฟหลวง การรถไฟเราแทบจะไม่ได้พัฒนาจนกระทั่งถึง ในยุคปัจจุบัน แต่ที่สําคัญในพระราชดํารัสนี้เมื่อปี ๒๔๔๐ มีเนื้อความว่า เพราะฉะนั้น เราจึงได้ตักเตือนนักเรียนเหล่านั้นว่า ให้พึงนึกในใจ เพราะเราไม่ได้เรียนจะเป็นฝรั่ง เราเรียน เพื่อจะเป็นคนไทย ที่มีความรู้เสมอด้วยฝรั่ง ผมคิดว่าคําพูดนี้ยังทันสมัยจนถึงปัจจุบันนะครับ
ประเด็นต่อมา คือเรื่องความรู้กับคุณธรรมจะต้องผูกเป็นเรื่องเดียวกัน ตลอดทางตั้งแต่เยาว์วัยจนกระทั่งจบอุดมศึกษา ข้อความก็คือให้มีความวิตกไปว่า เด็กชั้นหลังจะห่างเหินจากศาสนาจนเลยกลายเป็นคนไม่มีธรรมะในใจมากขึ้น ซึ่งคําพูดนี้ เมื่อ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาในวันนี้ ถ้าประเมินนะครับ สงสัยว่าเรื่องคุณธรรมของบัณฑิตไทย อาจจะหย่อนยาน นอกจากนี้ข้อความที่ควรจะทราบนั้นก็คือว่าคนที่ไม่มีธรรมะเป็นเครื่อง ดําเนินตาม คงจะหันไปทางทุจริตโดยมาก ถ้ารู้น้อยโกงไม่ค่อยคล่อง หรือโกงไม่สนิท แต่ถ้ารู้มาก ก็โกงคล่องขึ้น และโกงพิสดารมากขึ้น ข้อความนี้ถ้ามาโยงกับสถาบันอุดมศึกษา บางแห่ง ซึ่งในปัจจุบันนั้นผลิตบัณฑิตที่ไม่ได้มีการอบรมเกี่ยวข้องกับคุณธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งสถาบันเองนั้นเปิดปริญญาที่ไร้คุณภาพ จ่ายครบจบแน่แล้วแจกปริญญาไป ถามว่า คนเหล่านั้นเวลาเขาออกไปทํางานเขาขาดความสามารถที่แท้จริงก็อาจจะเข้าสู่เรื่องของ การโกงได้ ต่อมานะครับ ขออัญเชิญพระบรมราโชวาท รัชกาลที่ ๙ ในพิธีพระราชทาน ปริญญาบัตรเมื่อปี ๒๕๐๕ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระองค์ท่านได้รับสั่งถึง เรื่องการอบรม ประเทศชาติของเราจะเจริญหรือเสื่อมลงนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการศึกษา ของประชาชนแต่ละคนเป็นสําคัญ ผลของการศึกษาอบรมในวันนี้ จะเป็นเครื่องกําหนด อนาคตของชาติในวันหน้า เพราะฉะนั้นกว่าผลของการศึกษาอบรมจะเกิดอะไรขึ้นมานั้น ก็คงจะมีผลในช่วง ๕ ปีหรือ ๑๐ ปีต่อไป ผมใคร่ขอขยายความเรื่องการศึกษาอบรม อีกนิดหนึ่ง โดยพระบรมราโชวาท เมื่อปี ๒๕๐๓ ผู้ที่จะเป็นครูอาจารย์นั้น ใช่ว่าจะมีความรู้ ทางวิชาการและในทางการสอนเท่านั้นก็หาไม่ จะต้องรู้จักอบรมเด็กทั้งในด้านศีลธรรม จรรยา และวัฒนธรรม รวมทั้งให้มีความสํานึกรับผิดชอบในหน้าที่ในฐานะที่เป็นพลเมืองดี ของชาติต่อไปข้างหน้า การให้ความรู้หรือเรียกว่า การสอนนั้น ต่างกับการอบรม การสอนคือ การให้ความรู้แก่ผู้เรียน ส่วนการอบรม เป็นการฝึกจิตใจของผู้เรียนให้ซึมซาบติดเป็นนิสัย ขอให้ท่านทั้งหลายจงอย่าสอนแต่อย่างเดียว ให้อบรมให้ได้รับความรู้ดังกล่าวมาแล้วด้วย ซึ่งอันนี้คนที่ชอบดูภาพยนตร์จีนก็คงจะเห็นว่ากว่าจะได้เป็นศิษย์เรียนในวัดเส้าหลิน หรือว่า อาจารย์ที่สําคัญนั้นมักจะต้องโดนเรื่องการอบรมค่อนข้างหนัก คนที่เรียนในมหาวิทยาลัย เก่า ๆ ในยุโรปก็เช่นเดียวกัน ก็คงจะพบว่าในช่วงที่เรียนนั้นมีแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการอบรม เพื่อจะให้ทําอะไรเป็นแล้วก็ฝึกจิตใจนั้นค่อนข้างสูง ซึ่งผมก็ใคร่อยากจะเห็นว่าอุดมศึกษาไทย นั้นได้มีการปฏิรูปทางใจ แล้วก็ยึดหลักการอบรมใส่เข้าไปในสิ่งที่เราอยากจะปฏิรูปด้วย คําต่อมาที่ค่อนข้างสําคัญก็คือคําว่า หน้าที่ ซึ่งอันนี้เป็นพระราชกระแสของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งปรากฏในวารสารมูลนิธิชัยพัฒนา เมื่อปี ๒๕๕๗ ท่านรับสั่งว่าหน้าที่ของพระเจ้าอยู่หัวนั้น อาจจะมองแล้วเป็น ๒ เรื่อง เรื่องแรก พระเจ้าอยู่หัวทรงยึดมั่นในหน้าที่ของความเป็นพระมหากษัตริย์ ก็คือดูแลทุกข์สุข ของประชาชน แต่หน้าที่ที่ ๒ ก็คือในฐานะทรงเป็นพลเมืองดี และขยายความว่า การเป็น พลเมืองดี หน้าที่ข้อนี้เหมือนกับสามัญชนทั่ว ๆ ไป ก็คือว่าเห็นอะไรที่จะทําเพื่อบ้านเมืองได้ ก็ต้องทํา ซึ่งหมายความว่าสามัญชนอย่างเช่นพวกเราควรที่จะได้รับการฝึกอบรม จากสถาบันอุดมศึกษาด้วยว่าเมื่อเรามีพลัง เห็นอะไรจะทําแล้วก็ทําเพื่อบ้านเมืองด้วย ท่านที่ทันสมัยมากได้ฟังคําพูดของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เมื่อ ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมาตอนที่เขา ไปพูดให้กับมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดช่วงที่เด็กรับปริญญาเขาก็ได้พูดเรื่องเดียวกันว่า คนเรา จบเป็นบัณฑิตแล้วก็ควรจะมีเซนส์ ออฟ เพอร์โพส (Sense of Purpose) ก็คือมีจุดมุ่งหมาย ของชีวิต แต่จุดมุ่งหมายของคนที่เรียนจบคือคนที่มีโอกาสดีก็ควรจะช่วยสังคม ไม่ว่าจะเป็น ชุมชนเล็ก หรือประเทศ หรือโลก
อีกอันหนึ่งเรื่องเกี่ยวข้องกับเด็ก ก็คือเด็ก ๆ นอกจากจะต้องเรียนความรู้แล้ว ยังต้องหัดทําการงานและทําความดีด้วย เพราะการทํางานจะช่วยให้มีความสามารถ มีความขยัน อดทน และพึ่งตนเองได้ แต่การทําดีนั้น จะช่วยให้มีความสุขความเจริญ ทั้งป้องกันตนไว้ไม่ให้ตกต่ํา ประโยคสุดท้ายค่อนข้างสําคัญ ก็เรียนว่าความรู้คู่คุณธรรมนั้น จะมาเร่งเอาตอนอุดมศึกษาไม่ได้ ก็คงจะต้องเริ่มมาตั้งแต่ต้น
สุดท้ายจะเป็นเรื่องพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวง รัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งท่านองคมนตรีนั้นได้มีโอกาสเข้าเฝ้าแล้วก็ได้ถ่ายทอดเรื่องพระบรมราโชบายซึ่งย่อไว้ ๔ ข้อ ทั้งหมดคือการศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน ๔ ด้าน อันแรก คือทัศนคติ ที่ถูกต้อง อันที่ ๒ พื้นฐานชีวิตที่มั่นคงและเข้มแข็ง อันที่ ๓ คือจบแล้วมีอาชีพ มีงานทํา อันที่ ๔ คือเป็นพลเมืองดี ซึ่งรายละเอียดทั้ง ๔ ข้อนั้นผมก็ได้เตรียมแจกเอาไว้ด้วย แต่คิดว่า คงไม่มีเวลาที่จะอธิบาย ก็ขอข้ามไป ๔ ข้อ
มาถึงประเด็นที่ผมคิดว่าจะขอคอมเมนต์ (Comment) เกี่ยวกับรายงาน คืออาการปัญหาของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งปรากฏว่าเมื่อสักครู่นี้สมาชิกได้พูดไป หลายท่านแล้ว แต่ว่าผมใคร่ขอโยงกับเรื่องหน้าที่ หน้าที่หลักของสถาบันอุดมศึกษาควรจะ ทําให้ชัดเจนว่ามีเข็มทิศหรือมีเป้าหมายไปทางไหน มีความมุ่งมั่นไปทางไหน ไม่ใช่ว่า จะขยายคณะไปในแอเรีย (Area) ที่ตัวเองไม่มีความชํานาญเลย แต่ว่าถ้าเปิดไปก็จะได้ นักเรียน ได้งบประมาณเพิ่ม ซึ่งการขยายและอนุมัติให้ทําแบบนั้นไม่น่าจะเป็นประโยชน์ ในระยะยาว ยิ่งต่อไปจากนี้จํานวนนักศึกษาที่จบมัธยมศึกษาตอนปลายจะเข้าเรียน ในสถาบันอุดมศึกษาจะลดลงตามลําดับตามจํานวนประชากรเกิดที่ลดลงเมื่อ ๑๗ ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีลดลงแล้ว เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องคิดกันให้ดี ๆ ถ้าไม่มีใครทําอะไรเลยอาจจะมี การแก่งแย่งตัดราคากันเพราะว่าที่เรียนเพิ่มขึ้น คุณภาพการสอนแบบจ่ายครบจบแน่ แต่ว่า เข้าทํางานบริษัทแล้วเขาไม่รับเพราะว่าบัณฑิตทํางานไม่เป็นอาจจะมีมากขึ้น แล้วคงจะต้องมี การระมัดระวัง กระผมเองนั้นขอมีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมคร่าว ๆ ดังนี้
อันแรก ในส่วนของรัฐ ใคร่อยากจะเห็นว่า สกอ. ที่ปรับปรุงแล้ว หรือว่า กระทรวงที่จะทําขึ้นใหม่จะเป็นรูปแบบไหนก็แล้วแต่ โครงสร้างตรงนั้นผมไม่ได้มีจุดยืนใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ขออย่างเดียวว่าใครก็ตามที่ดูแลเรื่องอุดมศึกษาอยู่นั้นควรจะต้องกําหนดอะไร บางอย่างแล้วก็สนับสนุนงบประมาณให้เหมาะสมเพียงพอ ไม่ควรจะให้มหาวิทยาลัยทุกแห่ง ขยายขอบเขตกว้างขวางไปจนกระทั่งเป็นหลักสูตรที่เหมือน ๆ กันแต่ไม่รู้ว่าใครเก่งเรื่องอะไร ซึ่งการเลือกว่าใครเก่งเรื่องอะไรก็คงจะต้องวัดจากผลงานที่ผ่านมา ความเข้มแข็งของ สถาบันนั้น ความพร้อมทางด้านอุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสถาบัน รวมทั้งสถิติ การจ้างงานที่เกิดจากอดีต สามารถที่จะใส่งบประมาณที่ทําให้มีความเป็นเลิศในแต่ละสาขา ของสถาบันได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรจะให้การสนับสนุนกับมหาวิทยาลัยเอกชนในลักษณะเดียวกันกับที่สนับสนุน ให้กับมหาวิทยาลัยของภาครัฐ
ในส่วนของประเด็นควบรวมกระทรวง ผมคิดว่าสิ่งที่จะต้องให้ความสําคัญ ก็คือการปฏิรูปในเป้าหมายของกระทรวง เป้าหมายของอุดมศึกษา ตัวอย่างเช่น มีหน่วยงาน วิชาการในมหาวิทยาลัยที่สามารถตอบคําถามอนาคตระยะยาวรอบด้านในสาขาต่าง ๆ กระจายอยู่ที่ไหนบ้าง ใครเก่งเรื่องอะไร หรือว่าการสร้างนิสิตนักศึกษาให้จบมาแล้วออกไป เป็นอินโนเวเตอร์ (Innovator) หรือนวัตกร แล้วก็นักปฏิบัติที่สามารถสร้างผลลัพธ์ออกมา ในชุมชนหรือในระบบเศรษฐกิจของเราได้จริง การบริหารความรู้ การเผยแพร่ความรู้ ที่เกิดจากการสร้างขึ้นด้วยระบบวิจัยในอุดมศึกษา เพื่อให้กระจายความรู้อันนั้นออกมาเป็น มูลค่าเพิ่มให้แก่สังคม ซึ่งผมคิดว่าประเด็นการเน้นเรื่องหน้าที่และเป้าหมายน่าจะเป็น ประเด็นหลักของการปฏิรูป ผมขอยกตัวอย่างว่าจากที่เคยไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด อยู่ช่วงหนึ่ง ก็ได้มีการดิสคัส (Discuss) กันในเรื่องว่ามหาวิทยาลัยเคยผิดพลาดมาแล้ว ประมาณ ๗ ปี โดยที่ไปกําหนดว่าเป้าหมายของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดคือนักศึกษา แล้วเขา บอกว่า ๗ ปีนั้นมีแต่ความเสื่อม เพราะพบความจริงว่านักศึกษาไม่ใช่ลูกค้า ซึ่งขณะนี้คิดว่า มหาวิทยาลัยไทยอาจจะคิดแบบเดียวกันหมดคือนักศึกษาคือลูกค้า แต่หลังจากที่เขาค้นพบ แล้วเขาบอกว่าลูกค้าของเขาที่แท้จริงคือธุรกิจอุตสาหกรรมที่อยากจะได้บัณฑิตชั้นเยี่ยม เงินเดือนสูงไม่ว่ากัน แต่ขอให้เก่งก็จะดี จากนั้นเขามุ่งเป้าที่จะเอาใจคนที่เป็นลูกค้าที่แท้จริง ของเขา ก็คือองค์กรที่จะรับไปจ้างนิสิตนักศึกษาที่จบไปแล้ว แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาจนถึง ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดผลิตบัณฑิต มหาบัณฑิตที่เงินเดือนสูงที่สุดในโลกไปทํางาน ในบริษัทที่ต้องใช้คนที่เก่งที่สุด แล้วนั่นคือความสําเร็จของเขา เพราะว่ารายได้เขาก็เพิ่มเป็น เงาตามตัว แต่เขาบอกว่ายังมีลูกค้าแหล่งที่ ๒ ที่เขาจะต้องทําเพื่อประเทศ เพื่อสังคมด้วย ลูกค้าของเขาคือมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั่วประเทศและทั่วโลกซึ่งมีความสามารถต่ํากว่าเขา แต่ต้องการเนื้อหา บทเรียนจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด จากนั้นมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดก็ขายส่ง องค์ความรู้และหลักสูตรชั้นเยี่ยมออกไปทั่วโลก แนวคิดว่าลูกค้าของเราคือใครนั้นน่าจะเป็น การปฏิรูปที่สําคัญมากกว่าที่จะปฏิรูปตัวโครงสร้าง อํานาจ แล้วก็เรื่องธรรมาภิบาล ของบอร์ด (Board) ซึ่งสามารถที่จะทําให้องค์กรประเภทกระทรวงที่เกิดใหม่ หรือว่า สกอ. นั้นเล็กลงกว่าเดิมได้
กระบวนเรื่องการพัฒนาบุคลากรทางวิชาการ ผมคิดว่าน่าจะเปิดเสรีให้แต่ละ มหาวิทยาลัยนั้นหาทางดึงดูดคนที่เก่งที่สุดในโลกที่เหมาะสมกับของเขา มีวิชาการใหม่ ๆ เข้ามาทํางานได้โดยง่าย แล้วก็ควรจะเพิ่มประเด็นการวัดความสามารถของมหาวิทยาลัยให้ดี แล้วก็ใช้ประเด็นการวัดในระดับนานาชาติ
และท้ายสุด เรื่องน้ําหนักและประเด็นปัญหาผลิตภาพและการบริหารจัดการ ระหว่าง สกอ. กับสถาบันอุดมศึกษา ผมมีความเห็นเกี่ยวกับข้อ ๒.๑.๖ ในหน้า ๓๕ นิดหนึ่งว่าในการจําแนกสถาบันอุดมศึกษาคงจะไม่มีสถาบันใดอยู่ในข้อหนึ่งข้อใดโดด ๆ แต่ว่าเป็นหัวข้อที่มุ่งเน้น เพราะว่าสถาบันแต่ละแห่งอาจจะทําหลายด้าน แต่อาจจะเด่นสุด ๆ แค่ ๑-๒ ด้าน และข้อสุดท้ายของข้อ ๒.๑.๖ แยกสถาบันอุดมศึกษาเอกชนออกมาเป็น อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งผมใคร่ขอแสดงความเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาไม่ควรจะถูกแยกออกมา เพราะว่าเป้าหมาย ๕ ข้อข้างบนนั้นก็เป็นเป้าหมายของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเช่นเดียวกัน ข้อ ๒.๑.๑ เรื่องปัญหาของกรรมการมหาวิทยาลัย ควรขยายไปถึงรูปแบบขององค์กร และการได้มาซึ่งผู้บริหารระดับสูงที่มีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งประเด็นต่าง ๆ ก็จะเชื่อมโยงไป ในข้อ ๒.๑.๓ ขอบคุณครับ