อําพล หารือปฏิรูปอุดมศึกษา เสนอจัดประเภทสถาบันใหม่เพื่อความเป็นธรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

อําพล จินดาวัฒนะ หารือการปฏิรูปอุดมศึกษาโดยเสนอให้ทบทวนเป้าหมายและปรัชญาการศึกษาระดับสูงอย่างชัดเจน เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และเปิดโอกาสให้ทุกคนพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่ พร้อมเสนอการจัดประเภทสถาบันอุดมศึกษาใหม่ตามลักษณะการดำเนินงานและหน้าที่หลัก ทั้งด้านการวิจัย การพัฒนาสังคม และการสร้างคน โดยเน้นให้รัฐกำกับทิศทาง ควบคุมมาตรฐาน และใช้เครื่องมือนโยบาย งบประมาณ และกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

นายอําพล จินดาวัฒนะ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ วันนี้ ก็เป็นรายงานที่ดีฉบับหนึ่งของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กระผมจะขอเข้าเนื้อเรื่องเลยนะครับ จะเป็นการแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็น ผมจะไม่ลงไปในทุกประเด็น จะพูดประมาณ ๔ ประเด็นครับ

ผมขออนุญาตถอยมาเป็นเรื่องใหญ่ก่อน เราเห็นวันนี้คือข้อเสนอรายงาน เรื่อง แผนการปฏิรูประบบอุดมศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เวลาเราพูดไปแล้วเราจะได้ยิน เรื่องมหาวิทยาลัยเยอะเลย ผมคิดว่าพอไปพูดมหาวิทยาลัยมันจะไปติดเลย พอไปนึกถึง มหาวิทยาลัยก็ไปติดแบบมหาวิทยาลัย แต่ท่านเสนอเรื่องปฏิรูประบบอุดมศึกษา ซึ่งก็คือ ไฮเออร์เอดูเคชัน (Higher Education) คือเป็นระดับสูง ผมคิดว่าถูกแล้วครับ ผมเห็นด้วย เมื่อพูดถึงอุดมศึกษาผมคิดว่าอาจจะต้องพูดให้ชัดเพื่อจะให้ข้ามเลยคําว่ามหาวิทยาลัย ไปก่อน มหาวิทยาลัยอยู่ในนั้นแน่นอน แต่เราต้องมาทบทวนอีกทีว่าอุดมศึกษาคืออะไร อุดมศึกษาถ้าแปลแบบแคบเขาบอกว่าก็คือการศึกษาที่สูงกว่ามัธยมศึกษา ถ้าบอกว่า มัธยมศึกษาเขาคงบอกต่ํากว่าอุดมศึกษา จริง ๆ อุดมศึกษาคือการศึกษาอันบริบูรณ์ มากมาย ขั้นสูง เป็นเลิศ เดี๋ยวผมจะไปลงเรื่องคําว่า เป็นเลิศ อีกที อาจจะเป็นกับดักก็ได้ ถ้ามองกว้าง ผมยังคิดว่าคณะกรรมาธิการท่านคงมองกว้างอยู่แล้ว เป็นเรื่องของการศึกษาอันบริบูรณ์ มากมาย สมบูรณ์ ขั้นสูงครับ ท่านได้มีการศึกษารายงานแล้วก็นําเป้าหมายของชาติ ๖ ประการมาวางไว้ผมเห็นด้วย แต่ผมพยายามจะดู ต้องขออภัยผมอาจจะอ่านแล้วอาจจะ ไม่ครบถ้วนตกหล่นไปก็ขออภัย ผมคิดว่าจะต้องมาตั้งหลักเรื่องปรัชญาอุดมศึกษาถัดจาก เป้าหมายชาติ ๖ ประการ ปรัชญาอุดมศึกษา ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ของท่าน ท่านเขียนเป้าหมายชาติไว้ ๖ ประการ ผมอยากจะกราบเรียนว่าในความเห็นของผม ผม อยากจะให้ดึงปรัชญาหรือเป้าหมายอุดมศึกษาออกมาเขียนให้ชัด ผมเห็น ๓ ประการ

ประการที่ ๑ น่าจะวางปรัชญาและความหมายอุดมศึกษา ผมย้ํานะครับ ไม่ใช่มหาวิทยาลัย อุดมศึกษาครับ ข้อที่ ๑ ต้องเพิ่มความเป็นธรรมให้สังคม ลดความเหลื่อม ล้ํา ซึ่งตรงกับเป้าหมายชาติ ในบูลเลต (Bullet) ที่ ๔ คือลดความเหลื่อมล้ํา แต่ผมอยากให้ เขียนว่าเพิ่มความเป็นธรรม ก็คือลดความเหลื่อมล้ํา เรามีประเทศไทยมานาน มีแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมานานหลายสิบปี มาสถาบันการศึกษาทั้งหลายระดับ เราพัฒนาประเทศมานาน แต่เราเป็นธรรมน้อยลง เหลื่อมล้ํามากขึ้น ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ อย่างเดียวนะครับ ทุกเรื่อง เรื่องการศึกษาก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นปรัชญาอุดมศึกษา ผมอยากจะให้ท่านเน้นเป็นข้อที่ ๑ ถ้าเราจะปฏิรูปกันทั้งทีต้องปรับตรงนี้ให้ชัด อุดมศึกษา ต้องทําเพื่อเป็นการเพิ่มความเป็นธรรมในสังคม ลดความเหลื่อมล้ํา แล้วเดี๋ยวจะลามไปหมด ทุกเรื่อง ท่านจะเห็นว่าคนเล็กคนน้อยโอกาสเข้าถึงอุดมศึกษาน้อยมาก คนมีโอกาสอยู่แล้ว ก็ได้มากขึ้น สังคมไทยก็เป็นสังคมที่ไหใหญ่ร่นไหน้อยบ่เต็มอยู่อย่างนี้แล้วจะมากขึ้น เราปฏิรูปอุดมศึกษาต้องมุ่งสู่การเสริมให้ไหน้อยมากขึ้น ไหใหญ่ได้เพิ่มขึ้นแต่ควรจะน้อย ไม่ควรจะล้น พอไปพูดว่าอุดมศึกษาชัดเจนคนที่เข้าถึงอุดมศึกษาก็ดี โอกาสที่อุดมศึกษา ใช้ทรัพยากรไปในการสร้างคนสร้างอะไรต่าง ๆ ไปเสริมโปรริช (Pro-rich) ครับ ไม่ใช่ โปรพัวร์ (Pro-poor) เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านตั้งหลักตรงนี้เป็นหลักการปฏิรูปครับ ข้อที่ ๒ อุดมศึกษาควรจะต้องสร้างโอกาสให้คนทุกคนพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่ของเขา ทุกคนนะครับ อุดมศึกษาต้องฟอร์ออล (For all) ใครเขาจะได้แค่ไหนว่ากันอีกทีแต่ต้อง ฟอร์ออล (For all) สร้างโอกาส พัฒนาเขาให้เต็มศักยภาพ เขาจะมีโอกาสนั้นไหม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเพิ่งไปอําเภอแม่แจ่มกลับมาเมื่อคืน ผมไปเยี่ยมโรงพยาบาล ไปเยี่ยมหน่วยบริการ ผมพบน้องพยาบาลที่เป็นเด็กในพื้นที่อําเภออมก๋อย เป็นนักเรียน ที่อมก๋อยได้ไปเรียนในวิทยาลัยของกระทรวงสาธารณสุข ไม่ถูกเรียกว่ามหาวิทยาลัยนะครับ แต่เป็นสถาบันการอุดมศึกษามาหลายสิบปีแล้ว เราคัดคนในพื้นที่ให้ไปเรียนวิทยาลัย ในจังหวัดต่าง ๆ แล้วกลับไปทํางานในบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ขณะนี้มีบุคลากร สาธารณสุข พยาบาล รวมทั้งแพทย์ชนบทด้วย ผมพบว่าลูกของเจ้าหน้าที่ก็ได้เข้าไปเรียน เป็นแพทย์ แล้วกลับไปทํางานอยู่ในพื้นที่ อันนี้เพิ่มความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ํา อุดมศึกษาต้องทําอันนี้ จะทําให้สังคมเราผาสุกมากขึ้น สร้างโอกาสให้เขา ถ้าไม่มีโอกาสเหล่านี้ เขาต้องมาสอบแข่งกันที่กรุงเทพฯ เข้ามหาวิทยาลัย ลูกคนมีเงิน ลูกคนมีโอกาสก็ได้ไปหมด อุดมศึกษาก็เลยไปรับใช้คนข้างบนที่มีโอกาสอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างโอกาสให้ คนทุกคน ข้อที่ ๓ อุดมศึกษาต้องสร้างความรู้ในระดับปัญญาของชาติ ไม่ใช่ความรู้ เป็นศาสตราวุธแต่ละชิ้น แต่ละสาขาเอาไปทํางานหากิน หาเงิน เราต้องสร้างปัญญา ให้กับชาติ ผมทราบว่ามีบางมหาวิทยาลัยได้ปรัชญาของตัวเองไว้ว่าเป็นปัญญาของแผ่นดิน ผมคิดว่าไม่ใช่มหาวิทยาลัยเดียว สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งต้องทําหน้าที่สร้างความรู้ สร้างปัญญาให้กับแผ่นดิน ให้กับสังคม แล้วจริง ๆ ต้องบอกว่าให้กับโลกด้วย วันนี้โลก มันแคบมาก อย่าไปคิดแค่ประเทศ ต้องให้กับโลกด้วย ประเด็นที่ ๑ ผมอยากกราบเรียนว่า อยากจะให้มีการย้ําตรงนี้ จะไปอยู่ที่กระทรวง แยกกระทรวง จะจัดบริหารอย่างไร ผมคิดว่า เป็นเรื่องรอง เรื่องใหญ่ต้องมาปรับทัศนะในการที่จะเดินปรัชญาอุดมศึกษาชาติ ไม่อย่างนั้น ยิ่งทําไปก็จะยิ่งเหลื่อมล้ํา

ประการที่ ๒ ที่อยากกราบเรียน ท่านได้แยกจําแนกประเภทสถาบัน อุดมศึกษาไว้ ๖ ประการ ท่านจะแยกแบบนี้ผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่ผมพยายามจะแยก อีกมุมหนึ่งเพราะผมไม่คิดว่ามหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษาแต่ละแห่งจะแยกเบ็ดเสร็จแบบนั้น อาจจะมีหลายบทบาทหน้าที่ที่ท่านแยกอยู่ในสถาบันเดียวกันก็ได้ ผมมองง่าย ๆ แค่ ๓ กลุ่ม เท่านั้น ผมเขียนรูปสี่เหลี่ยมแล้วผมเขียนไว้อยู่ ๓ อัน อันที่ ๑ คือ วิจัย สร้างความรู้ นวัตกรรม อันนี้เป็นหน้าที่ของอุดมศึกษาอยู่แล้ว อุดมศึกษาต้องขั้นสูง ต้องเก่ง สร้างความรู้ วิจัยนั่นเอง อันที่ ๒ อุดมศึกษาต้องสนับสนุนการพัฒนาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น ที่แม่แจ่ม เมื่อวานผมเห็นมหาวิทยาลัย ๖ แห่งเขาลงไปมะรุมมะตุ้มแก้ปัญหาเรื่องการบุกรุกป่า เรื่องการส่งเสริมให้ประชาชนอยู่กับป่า ทําอะไรต่ออะไร นั่นละครับ สนับสนุนการพัฒนา สังคมและชุมชน ผมเขียนเป็นข้อ ๒ หน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษา และหน้าที่ที่ ๓ สร้างคน แต่ที่ผ่านมาบางทีเราเอาข้อ ๓ ขึ้นก่อน เราไปสร้างคน เป็นบุคคล หน้าที่ในการสนับสนุน พัฒนาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น เลยด้อยไปเรื่องวิจัย ผมคิดว่า ๓ อันนี้ต้องเป็นสัดส่วน ในสถาบันอุดมศึกษา อันไหนจะเป็นสัดส่วนมากน้อยก็ว่ากันไป แต่จะต้องมีสัดส่วน ทั้ง ๓ เรื่องนี้อยู่ด้วยกัน อันนี้เป็นข้อ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียน ถ้าผมแบ่งแบบนี้ไม่ขาด ตายตัวว่า ฉันเป็นสถาบันอุดมศึกษาวิจัย ฉันเฉพาะทาง จะต้องทําหน้าที่นี้ไปแต่ให้น้ําหนัก ที่แตกต่างกันได้

ประการที่ ๓ ที่อยากกราบเรียน การแบ่ง ๖ ประเภทของท่านที่ผมว่า ก็ไม่เป็นไรอาจจะแบ่งหลายมุม ผมพยายามแบ่งอีกแบบหนึ่ง ก็คือให้มองถึงเรื่องลักษณะของ เจ้าภาพหรือเจ้าของ จะทําให้จําแนกการบริหารสถาบันอุดมศึกษาได้ง่ายขึ้นและรัฐจะดูแล ง่ายขึ้น ผมแบ่งเป็น ๔ ประเภท ประเภทที่ ๑ เป็นของรัฐแล้วบริหารโดยราชการ บูโรเครติก สเตต โอน (Bureaucratic State Own) เป็นของรัฐ เรามีไม่น้อย ในอดีตเราเป็นของรัฐ แล้วก็บริหารแบบรัฐ เรารู้แล้วข้อติดขัดเยอะมากเพราะเราต้องใช้ระเบียบบริหารราชการ แผ่นดินเดียวกันทุกเรื่องทั้งประเทศ ติดขัดเยอะ มีเรื่องประสิทธิภาพ เรื่องอะไรเยอะแยะ สถาบันแบบนี้ยังมีอยู่ไม่ใช่น้อย เมื่อสักครู่นี้ผมพูดถึงสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ใน กระทรวงสาธารณสุขก็ยังเป็นรัฐแบบนี้ไม่มีความคล่องตัว ประเภทที่ ๒ เป็นของรัฐ แต่มี ความคล่องตัว บางครั้งเรียกว่าสถาบันในกํากับ อุดมศึกษาในกํากับ ไม่ใช่มหาวิทยาลัยอิสระ หรือสถาบันอุดมศึกษาอิสระ ไม่มี มีแต่คล่องตัวเพราะยังเป็นของรัฐ ภาษาอังกฤษก็คือ ออโตโนมัส สเตต โอน ไฮเออร์ เอดูเคชัน (Autonomous State Own Higher Education) หรือมหาวิทยาลัยก็แล้วแต่ อันนี้ ๒ แบบ ตอนนี้มหาวิทยาลัยก็ออกไปแบบนี้เยอะ ประเภทที่ ๓ ท่านแยกไว้อยู่ มหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษาเอกชนค้ากําไร คํานี้จริง ๆ หาทาง เขียนให้ดี พอคําว่า ค้ากําไร รู้สึกแสลงใจ แต่จริง ๆ ก็คือไพรเวต โพรฟิต ไฮเออร์ เอดูเคชัน (Private Profit Higher Education) หรือยูนิเวอร์ซิตี (University) ต้องยอมรับว่าเป็น ไพรเวตโพรฟิต (Private Profit) มีอยู่ส่วนหนึ่ง มีการกํากับเฉพาะมีการเดินหน้า มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาเกือบทั้งหมดเป็นไพรเวตโพรฟิต (Private Profit) เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกพูดถึงมหาวิทยาลัยบางแห่ง ไพรเวตโพรฟิต (Private Profit) มีแบบที่ ๔ ท่านไม่ได้เขียนไว้ มหาวิทยาลัยที่เป็นกิจการเพื่อสังคมเป็นไพรเวต น็อน โพรฟิต ไฮเออร์ เอดูเคชัน (Private Non Profit Higher Education) หรือยูนิเวอร์ซิตี (University) ผมอยากให้ท่านจําแนกแยกเอกชนออกเป็น ๒ แบบ ผมเป็นกรรมการสภาสถาบันการเรียนรู้ เพื่อปวงชน หรือที่เราเรียกมหาวิทยาลัยชีวิต เราไปส่งเสริมให้ชาวบ้านคนเล็กคนน้อย ในชุมชนท้องถิ่นได้เรียนปริญญาตรี เรียนที่บ้าน เรียนที่ศูนย์ เรียนที่ชุมชน แล้วก็เรียนทั้งชีวิต และเรียนทั้งงาน เราสามารถที่จะส่งเสริมคนเรียนไปแล้วจํานวนมากทีเดียว ผมไม่พูดลง รายละเอียดนะครับ ก็มีปัญหาเพราะเราถูกจัดว่าเป็นสถาบันเอกชน ทุกอย่างเราถูกควบคุม กํากับเหมือนมหาวิทยาลัยเอกชนที่ค้ากําไร แต่เราไม่ได้ค้ากําไร มหาวิทยาลัยหัวเฉียว มูลนิธิจัดการไม่ได้ค้ากําไร เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านจําแนก ผมมอง ๔ แบบ เสนอท่านเป็น มุมหนึ่งที่ท่านที่อาจจะดู

ประการที่ ๔ ที่ผมอยากเรียน แล้วหน้าที่ของรัฐผมจะไม่ขออนุญาต ออกความเห็นตรงนี้ว่าควรจะแยกกระทรวง ไม่แยกกระทรวง ผมคิดว่านั่นไม่ใช่เป้าหมาย นั่นไม่ใช่คําตอบ จะอยู่กับกระทรวง จะแยกกระทรวงอะไรต่าง ๆ แต่ดูหน้าที่ของรัฐ ว่ารัฐจะส่งเสริมสนับสนุนอุดมศึกษาอย่างไร ผมคิดว่าหน้าที่ของรัฐมี ๓ ตัว ตัวที่ ๑ ควบคุม กํากับนโยบายและทิศทางให้ได้ ประเทศเรากําลังจะไปทางไหน มหาวิทยาลัยจะต้องหันมา สู่ทิศทางนั้นแล้วก็ทํา ๓ หน้าที่ สร้างปัญญา สนับสนุนการพัฒนาสังคมและสร้างคน ไปในทิศนั้น รัฐต้องกํากับ ไม่ว่าเขาเป็นเอกชนค้ากําไร ไม่ค้ากําไร หรือคล่องตัว หรือเป็น แบบราชการ ต้องไปในทิศเดียวกันไม่ใช่ปล่อยอิสระแบบคนละทิศคนละทาง ข้อ ๒ ต้องควบคุมมาตรฐานการดําเนินงานหรือปฏิบัติภารกิจพอเหมาะพอสมไม่ใช่ควบคุม มาตรฐานวิชาการ รัฐควรจะให้เขาไปควบคุมมาตรฐานวิชาการกันเองเพื่อเป็นความคล่องตัว ของเขาและเป็นเรื่องของวิชาชีพต่าง ๆ แต่จะต้องควบคุมมาตรฐานการดําเนินงานการปฏิบัติ ภารกิจไม่ให้ผิดทิศผิดทาง ไม่ใช่ไปค้าปริญญาอะไรทํานองนั้น ข้อ ๓ รัฐต้องถ่วงดุล ถ้าผลิต อะไรมากเกินไปกําลังจะผิดทิศทาง รัฐต้องมีวิธีถ่วงดุลให้กลับไปสู่สิ่งที่จําเป็นจะต้องไปใน ทิศทางยุทธศาสตร์ชาติว่าจะไปทางไหน เครื่องมือคืออะไร คือ ๑. กฎหมาย รัฐมีอํานาจ หน้าที่ตามกฎหมาย จะต้องแก้กฎหมายหรือใช้กฎหมายอะไรเพื่อจะทําให้เกิดอันนี้ ๒. ในสหรัฐอเมริกา รัฐเขาจะสนับสนุนงบประมาณให้มหาวิทยาลัยทั้ง ๆ ที่มหาวิทยาลัย ก็หากินเองได้ส่วนหนึ่ง แต่ที่รัฐให้เขาจะบอกว่าให้ผลิตอะไร ผมขออนุญาตท่านประธาน ยกตัวอย่างนิดเดียว เขาบอกว่าเขาต้องการให้ผลิตแพทย์ แฟมิลีดอกเตอร์ (Family Doctor) คือแพทย์ครอบครัว ถ้าคุณจะผลิตแพทย์ครอบครัวเขาให้เงิน ถ้าคุณไม่ผลิตไม่ว่าไม่ให้เงิน ก็คือใช้เงินงบประมาณเป็นเครื่องมือเพื่อจะบอกว่าเราจะไปทางไหน ถ้าวันนี้เราขาดแคลน นักวิทยาศาสตร์เราก็ใส่เงินไป ที่ไหนจะผลิตนักวิทยาศาสตร์เราก็หนุนไป อันนี้ก็คือใช้ เครื่องมืองบประมาณ และอันที่ ๓ สุดท้าย ใช้การบริหารเชิงนโยบาย รัฐมีอํานาจบริหาร อยู่แล้ว บริหารประเทศอยู่แล้ว สามารถใช้การบริหารเพื่อให้มหาวิทยาลัยไปทางไหนก็ได้ โดยที่มีเครื่องมือคือตัวกฎหมายและตัวงบประมาณ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมเสนอนี้อาจจะดูเหมือน เป็นภาพใหญ่แต่ผมคิดว่าสําคัญ ยังไม่จําเป็นต้องลงไปว่าอยู่กันที่ไหน แต่ถ้าปรับทิศ ปรับความคิด ปรับทางแบบนี้ จะทําให้อุดมศึกษามารับใช้ปรัชญาที่ผมขึ้นตอนต้น แล้วทิศทางที่ทางอุดมศึกษาจะปฏิรูปไปสู่การรับใช้ประเทศชาติบ้านเมืองก็น่าจะมี ความเข้มข้นเข้มแข็งมากขึ้น ขอบพระคุณท่านประธานครับ