อลงกรณ์ ชี้แจงการประชุม-เน้นปฏิรูปการศึกษาสู่นวัตกรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

อลงกรณ์ พลบุตร หารือการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านจากระบบท่องจำสู่นวัตกรรม พร้อมย้ำความสำคัญของภาษาและบริบทท้องถิ่น รวมถึงการปรับโครงสร้างการศึกษาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและชุมชน ขณะเดียวกันได้ชี้แจงการประชุมพิจารณารายงานสองฉบับ เรียกร้องความร่วมมือทุกฝ่ายในการดำเนินการตามเวลาที่กำหนดเพื่อความมีประสิทธิภาพ และเชิญตัวแทนตำรวจร่วมประชุมต่อไป

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณคุณหมออําพลนะครับ ท่านต่อไปขอเชิญ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตผู้บัญชาการศึกษาสํานักงานตํารวจแห่งชาติ อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กราบเรียน ท่านประธาน กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานครับ กระผมใช้ชีวิตเป็นตํารวจมาแต่ว่าขอนําเสนอ และขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษา เพราะผมก็คิดว่าขอให้เป็น คนหนึ่งในบ้านเมืองในสังคมไทยอยู่กับการศึกษามาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วที่ท่านประธานอ่าน เมื่อสักครู่ว่า ส่วนหนึ่งผมก็เคยใช้ชีวิตเป็นครูบาอาจารย์อยู่โรงเรียนนายร้อยตํารวจหลายปี แล้วครั้งหนึ่ง ที่เป็นตําแหน่งที่ผมภาคภูมิใจก็คือได้เป็นผู้บัญชาการศึกษาดูแลการศึกษาของตํารวจไทย ทั่วประเทศ แล้วก็มีโอกาสในชีวิตได้ไปใช้ชีวิตในการไปดูงานแล้วก็ไปอยู่ในวงการศึกษา หลาย ๆ แห่งทั่วโลก ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเข้าประเด็นที่ว่า ต้องขอชื่นชม คณะกรรมาธิการหลายท่านเป็นครูบาอาจารย์ของผมซึ่งผมเคารพและศรัทธาทั้งที่อยู่ที่นี่ และหลาย ๆ ท่าน ท่านประธานครับ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาอุดมศึกษาของไทยในฐานะ ที่เราคงมองภาพรวมจากข้างนอก ขออนุญาตเป็นการมองจากข้างนอก ไม่ใช่เฉพาะเพียงแต่ เป็นนักการศึกษา จากทั่ว ๆ ไปผมทึกทักเอาว่ามองจากข้างนอกมาแล้วกัน เพราะคล้าย กับว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะเสนออะไรในวันนี้หรือแม้แต่วันข้างหน้า ก็ตามว่าจะให้กะทัดรัดหรือเจาะจงเอาอย่างไรว่าควรจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ท่านประธาน ต้องตั้งหลักดี ๆ ก่อนนะครับ แล้วเราจะทําอย่างไรเรื่องนี้บางคนก็บอกว่าเป็นโรคเรื้อรัง ก็ไม่เป็นไรคงไม่ใช่โรคเรื้อรัง โรคเรื้อรังก็ต้องหาทางแก้ไขเยียวยาหรือว่ารักษา หรือก้าวไปสู่ การป้องกันถ้าไปเปรียบเหมือนโรค อย่างไรก็ตามเราจะเห็นว่าในส่วนนี้ก็มีที่น่าชื่นชม และได้นําเสนอรากฐานความเป็นมาของระบบอุดมศึกษาไทย เช่นตั้งแต่ช่วงเด่นชัดก็คือ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ ที่มีการตั้งทบวงขึ้นมาสมัยตั้งแต่เราเด็ก ๆ ทั่วไปก็มีการสอบเอ็นทรานซ์ (Entrance) มีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ชีวิตของคนไทยก็จะอยู่กับพวกนี้ แล้วก็มีหลาย ๆ ส่วน ที่คณะกรรมาธิการได้บอกไว้ว่านักวิชาการได้บอกว่าระบบอุดมศึกษาของไทยต้องเผชิญกับ ปัญหาวันแล้ววันเล่ามาเรื่อย ๆ โดยเทียบเคียงกับต่างประเทศในเชิงวิชาการว่าปัญหานั้น คล้ายคลึงกันกับหลาย ๆ ประเทศในแถบเอเชีย คือว่าปัญหาหลักวางไว้คงเพราะ ประโยชน์ตรงรูปแบบและโครงสร้างสถาบัน หมายความว่าเราอาจจะปรับเฉพาะบ้าน ตัวบ้าน เราไม่ดูชีวิตของคนในนั้น เด็กนักเรียน คน นักศึกษา ครูบาอาจารย์อยู่กันอย่างไร สอดคล้องกับวิถีชีวิตไทยเราหรือไม่ ในส่วนนี้นักวิชาการเขาบอกว่าปัญหาหลักวางอยู่บน รูปแบบและโครงสร้างสถาบัน ลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นและวัฒนธรรมของประเทศ ที่ยังคงฝังรากลึกและเป็นอุปสรรคกับการเปลี่ยนแปลง แต่ผมจะขอตีความว่าลักษณะเฉพาะ ของท้องถิ่นและวัฒนธรรมฝังรากลึกเป็นอุปสรรค การเปลี่ยนแปลงไอเทม (Item) ผมอยากจะขออภิปรายว่าจริง ๆ แล้วมันกลมกลืนกันคงไม่ถึงกับเป็นอุปสรรคหรอกครับ ทีนี้ประเทศไทยก็คงขับเคลื่อนไปเรื่อยตามนโยบายที่วางเอาไว้ เขาก็เสนอว่าต้องมีความกล้า ลงทุนในระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษาต้องลงทุน อย่างชาญฉลาด จําเป็นต้องหาหนทางเปลี่ยนระบบการศึกษาแบบท่องจํา เป็นระบบ นวัตกรรมและการวิเคราะห์อะไรพวกนี้ ด้านภาษาจําเป็นอย่างยิ่งที่โลกหมุนเร็ว จําเป็น จะต้องติดต่อแบบไร้พรมแดนก็ต้องเน้นเรื่องภาษาอะไรพวกนี้ ก็ไล่ลงมาว่าพอมาถึงสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นสิ่งกระเพื่อมมาเรื่อย ๆ แล้วที่ท่านกรรมาธิการเสนอหลาย ๆ อย่าง มีอีกจุดหนึ่งบอกว่า แยกการศึกษาอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ เดิมมาจากระบบราชการที่เป็น พี่เลี้ยงแล้วก็อาจจะมีแยก แยกแล้วก็เอามารวม ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปคงจะคิดได้แค่เบลอ ๆ ทีนี้ว่าผมก็นั่งคิดแล้วก็นั่งฟังผู้อภิปรายหลาย ๆ ท่านต้องขอขอบคุณนะครับ ได้ให้ความรู้ พวกเราเรียนรู้ร่วมกัน จริง ๆ ผมก็อยากจะบอกว่าจะรวม จะแยก จะตั้งใหม่ หรืออะไร ก็ตาม ผมบอกว่าขอให้มุ่งมาดูที่เนื้อหาของการจัดการเรียนการสอน ปัจจุบันเรามุ่งที่ ส่วนกลางมากเกินไปหรือเปล่า แล้วเราลืมคนท้องถิ่นซึ่งเป็นคนพี่น้องชาวไทยหรือว่าเป็น คนของเราส่วนมากเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในท้องถิ่น เมื่อสักครู่ผมพูดอยู่อันหนึ่งที่บอกว่า เฉพาะท้องถิ่นและวัฒนธรรมฝังรากลึก ต้องฝังรากลึกไปอีกยาวนาน แต่ผมมองว่าคงไม่ใช่เป็นอุปสรรคหรอกครับ แล้วก็บอกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ปัจจุบันนี้เราเขียนมุ่งว่าต้องปรับปรุงการเรียน การสอนในหมวด ๑๖ มาตรา ๒๕๘ ด้านจัดการศึกษา เราบอกว่าจะจัดการเรียนการสอน ทุกระดับเพื่อให้ผู้เรียนได้ตามความถนัด และปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานเพื่อบรรลุ เป้าหมายโดยสอดคล้องกันทั้งในระดับชาติ ระดับพื้นที่ ระดับชาติ ไม่น่าเป็นห่วงมากเพราะเรา อยู่ข้างบน แต่ระดับพื้นที่คิดว่าโดนใจพวกเราหลายคน และอยู่ในหัวใจของพวกเรา ผมจะขยายความว่าระดับพื้นที่ ผมบอกไปเมื่อสักครู่แล้วว่าเราอย่าลืมคนท้องถิ่น ภูมิปัญญา ท้องถิ่นเยอะ เรายอมรับว่าปีหนึ่งเราให้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์กับกูรู (Guru) หรือผู้ทรง ภูมิปัญญาเยอะ ได้รางวัลทั้งนานาชาติให้ ได้รางวัลทั้งพวกเรากันเอง ทั้งมหาวิทยาลัย ให้กับผู้ทรงภูมิ ผู้มีปัญญาในท้องถิ่นมาก ๆ จะเห็นว่าหน่อเนื้อในแต่ละท้องถิ่นแบ่งทีไร ก็จะมีคนเก่ง ๆ เยอะ แล้วอาจารย์ส่วนกลางที่อยู่ในท้องถิ่นเจริญก็เก่งมาก ๆ ด้วย แล้วกระจายไปท้องถิ่นต่าง ๆ ก็เก่ง ทีนี้ผมคิดไม่ค่อยออกว่าจะทําอย่างไร จะรวม จะแยก อะไร แต่ก็บอกว่าเน้นที่เนื้อหาการจัดการเรียนการสอน และที่สําคัญผมว่ามหาวิทยาลัย ต้องเดินด้วยตัวเอง หลายท่านอาจจะคัดค้าน แต่สังคมไทยบอกว่าถ้าเดินด้วยตัวเองเดี๋ยวยุ่ง ไม่เป็นไรก็ต้องค่อย ๆ ดูไปแล้วก็ค่อย ๆ กํากับเขาไปว่าอยากให้มหาวิทยาลัยโตด้วยตัวเอง แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ถามว่าจะเดินไปทางไหน ก็ต้องเดินแบบมีทิศทาง แต่อย่าลืม ภูมิปัญญาท้องถิ่น บางทีส่วนกลางอาจจะก้าวไปไม่ถึงอาจจะไม่รู้ เพราะโจทย์ท้องถิ่น เป็นโจทย์ใหญ่มาก ส่วนกลางอาจจะดูคนละอย่าง แน่นอนคนเราคิดไม่เหมือนกันหรอก ผมเองยังคิดไม่เหมือนกันเลย ฉะนั้นถามว่าต้องแยกหรือไม่แยกก็หวนกลับมาอีกว่า ให้มหาวิทยาลัยเป็นอิสระ แต่เขาต้องตอบตัวเขาเองก่อนว่ามหาวิทยาลัยเขาจะไปแบบไหน ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านมหาวิทยาลัยเดียวกันเอาอาจารย์หรืออะไรมารวมกันยังตอบ ไม่เหมือนกันเลย และหลาย ๆ มหาวิทยาลัยทั้งส่วนกลาง กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดก็ตอบ ไม่เหมือนกันอีก เพราะฉะนั้นต้องใจเย็น ๆ แล้วค่อย ๆ ตอบข้อที่ ๑ นี้นะครับ คือผมก็ไปมา ทั่วโลกแล้วเขายังชมเลยว่าประเทศไทยคิดเก่ง คิดซับซ้อน แต่เขาบอกจริง ๆ ซิมเปิล (Simple) เลยคิดในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่และต้องการจะเป็นอย่างไร เพราะเราอยู่กับตัวเรา ไม่มีใครอยู่กับใครหรอกครับ เราก็อยู่กับบ้านเรา แต่เราต้องอาศัยนวัตกรรมใหม่ ๆ เพราะเดี๋ยวนี้อินเทอร์เน็ต (Internet) ไปถึงท้องถิ่น ไปถึงทุกที่ ทุกแห่งหนในประเทศไทยแล้ว บนเขาก็ยังมี เพราะฉะนั้นโจทย์แตกต่างกันก็จริง แต่โจทย์ใหญ่อยู่ที่ท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ต้องกระจายทั่วไทย ฟังเสียงจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ประชากรส่วนใหญ่ต้องอยู่ท้องถิ่น เรากําลังขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจ สตาร์ตอัป (Startup) เอสเอ็มอี (SMEs) เศรษฐกิจ จะเดินไปได้ต้องมีรากเหง้าจากการศึกษา เพราะฉะนั้นต้องเดินคู่ขนาน ๒ ขา หรือ ๓ ขา ก็ตามต้องไล่ลําดับมา เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเราพยายามกระจายเศรษฐกิจไปท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลพยายามทําอยู่ การศึกษาก็ต้องค่อย ๆ ไป เราไม่ต้องตกใจ เราจะดีขึ้นครับ โลกกําลังเปลี่ยนแปลงไปสู่เทคโนโลยี อินฟอร์เมชัน ซิสเต็ม (Technology Information System) เราไม่สามารถมองระยะยาวมากก็จริงแต่ต้องมีจุดเริ่ม เพราะอนาคตบ่งบอก ดูจากปัจจุบันหรือย้อนจากอดีต ดูย้อนอดีตมาดูปัจจุบัน ปัจจุบันบ่งบอกอนาคต เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็ต้องให้มหาวิทยาลัยมีข้อเสนอขึ้นมา มหาวิทยาลัยคือใคร ไม่ใช่อธิการบดีหรอก ทุก ๆ คนตั้งแต่นักการภารโรงเสนอขึ้นมาว่าในแต่ละส่วนเขาต้องการอย่างไร จะเป็น ส่วนกลางก็ได้ ส่วนภูมิภาคก็ได้ ส่วนท้องถิ่นก็ได้ แล้วก็ค่อยมาว่ากันว่าหนทางที่ดีที่สุด ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าเดอะ วัน เบสต์ เวย์ (The one best way) ดีที่สุดคืออย่างไร ผมคงมีธรรมดา ๆ แค่นี้ว่าอย่าลืมฟังท้องถิ่น เพราะอันนี้ตรงกับศาสตร์พระราชา พระองค์ท่าน ทรงใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่กับท้องถิ่น ผมเป็นตํารวจเองส่วนหนึ่งเคยรู้ว่าท่านศึกษาข้อมูลก่อนไปที่ที่ยากกันดารที่สุด แล้วก็เอา เวลาทั้งหมดสร้างความแข็งแกร่งให้ท้องถิ่น โดยใช้เวลาทั้งหมดเป็นมรดกทางปัญญา พระองค์ท่านเป็นครู ไม่ละเลยท้องถิ่น โน้มตัวลงไปหาคนท้องถิ่นเพื่อชูคุณค่าของ ความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าฮิวแมนซีเคียวริตี (Human Security) คือความมั่นคงของมนุษย์ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ตาสีตาสา ที่อยู่ไกล ๆ บนดอยบนอะไร บนเขาบนทะเล ริมทะเล ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องเท่ากัน โดยค่อย ๆ ดูจากการศึกษา เราคงไม่ต้องรีบด่วนว่าต้องแยกต้องรวมอะไร แต่ผมไม่คัดค้าน ที่เสนออย่างนี้ เสนอไปก่อนได้ แต่เราควรจะฟังอีกครั้งหนึ่งหรือรีพีต (Repeat) รีพีต แอนด์ รีพีต (Repeat and Repeat) ก็ยังดี ไม่ใช่ผมเสนอว่าต้องฟังมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง ฟังบ้านเขา คนอยู่ในบ้านเขา เขามีหัวจิตหัวใจแล้วเขาต้องการอะไร อย่างน้อยที่สุด เป็นพื้นฐาน เราก็คงหาผู้ทรงคุณวุฒิอีกชุดหนึ่งทําซ้ําว่าครอบกันได้ไหม แล้วตรงกันไหม เราก็หาจุดดุลยภาพที่เหมาะสมเพื่อสร้างความมั่นคงของมนุษย์ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ให้เกิดขึ้น กราบขอบคุณท่านประธานครับ

ท่านสมาชิกครับ วันนี้เรามีรายงานพิจารณาเพื่อขอความเห็นชอบจาก สปท. ๒ รายงานด้วยกัน ขณะนี้มีผู้แสดงความจํานงอภิปรายในรายงานแผนการปฏิรูประบบ การอุดมศึกษา ๑๕ ท่านและทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราอภิปรายไปแล้ว ๙ ท่านเห็นว่า การอภิปรายที่ผ่านมาเป็นประโยชน์มาก มีสาระ ก็ผ่อนปรนท่านในเรื่องของระยะเวลา การอภิปราย อย่างไรก็ดีเนื่องจากว่าเรายังมีผู้ที่แสดงความจํานงอยู่พอสมควร และกรรมาธิการจะต้องตอบประเด็นสําคัญ ๆ ด้วย ยังมีรายงานของกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การสร้างกลไกประชารัฐระดับพื้นที่อีกฉบับหนึ่ง ก็เลยขอให้ท่านที่จะอภิปรายจากนี้ไปช่วยกรุณาเคร่งครัดในเรื่องเวลาสักเล็กน้อย แต่ว่า อย่างไรก็ตามถ้าเป็นสาระที่เป็นประโยชน์ผมก็จะผ่อนปรน เพียงแต่ขอความร่วมมือ ท่านต่อไปขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ