เฉลิมชัย เครืองาม หารือประเด็นการศึกษา โดยเน้นความสำคัญของเป้าหมายชีวิตเหนือปริญญา ตั้งคำถามต่อทิศทางการจัดการศึกษาและโครงสร้างองค์กร พร้อมย้ำบทบาทสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาคที่ควรได้รับการยอมรับเท่าเทียม วิพากษ์ระบบการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตแบบ “เป็ด” ขาดทักษะรอบด้าน และเสนอแนวทางปฏิรูปหลักสูตรด้วยหลัก GREATS รวมถึงเรียกร้องการแก้ปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยผ่านกฎหมายกลางและการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการอิสระปฏิรูปการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ เพื่อไม่ให้เสียเวลาขอเข้าเรื่องเลย ท่านประธานครับ มีบทกวีอันหนึ่ง ยุค ๑๔ ตุลา บวกลบประมาณนั้น เราได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ จนกระทั่งเราจํากันขึ้นใจเกี่ยวกับ เรื่องการศึกษาในมหาวิทยาลัย ผมขออนุญาตอ่านเร็ว ๆ เป็นยุคมาหาความหมาย ประพันธ์ โดย คุณวิทยากร เชียงกูล ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ”ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหา ความหมาย ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว” มีต่ออีกนิดหนึ่ง “มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง ปล่อยฉันอ้างว้าง ขับเคี่ยว เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน” ผมเอาบทกวีนี้ขึ้นมาอ่านในที่ประชุมแห่งนี้ เพื่อย้อนยุคไป ๔๐ กว่าปีที่แล้ว เราหลายท่านที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้อยู่ในยุคนั้น คือยุคที่ เรียกว่ามาหาความหมาย เพราะผมเชื่อว่าหลายคนมีความสับสนว่าที่เรียนหนังสืออยู่ใน มหาวิทยาลัยในช่วงนั้น ๑๔ ตุลา ก่อนหน้านั้นเราเรียนกันเพื่ออะไร เราเรียนเพื่อปริญญา เพื่อกระดาษแผ่นเดียวอย่างนั้นหรือ จริง ๆ ปรัชญาเรื่องนี้มีมากมาย ใช้เวลาอภิปรายกันนาน ทําให้ผมย้อนดึงเวลากลับมาไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เองได้มีผู้อภิปรายไปแล้วคือคําปาฐกถา ของคนสําคัญคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ซึ่งท่านได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ คือมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก พูดไว้ยาวครึ่งชั่วโมงกว่า แต่มีคําหนึ่งที่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก พูดซ้ํา พูดวนไปหลายครั้งเกือบ ๒๐ ครั้ง มีคนนับ คือคําว่า เพอร์โพส (Purpose) ง่าย ๆ ก็คือวัตถุประสงค์ ผมก็พยายามที่จะไปอ่านว่ามีคนสําคัญยิ่งใหญ่ ๒ คน ในโลกไซเบอร์ (Cyber) ทุกวันนี้ เขาเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น มหาวิทยาลัยติดอันดับท็อปเทน (Top ten) ของโลกมาหลายปี เป็นมหาวิทยาลัย อันดับหนึ่งของโลก น่าจะเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุดแล้ว แต่ทําไมเขาจึงเรียนแล้ว อยู่ ๆ ก็ลาออกไป เป็นเรื่องแปลกสําหรับผมมาก ผมพยายามไปหาอ่านเหตุผล จนเหตุผล ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ปรากฏมาก็คือเขามุ่งมั่นในสิ่งที่เรียกว่าเพอร์โพส (Purpose) หรือวัตถุประสงค์มากเหนือสิ่งอื่นใดในชีวิตของเขา และในทํานองเดียวกันอีกคนหนึ่ง ที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็คือบิล เกตส์ ไปอ่านดูเขามีความใฝ่ฝัน เขามี ความมุ่งมั่นที่จะทําอะไร ๒ คนนี้จึงเป็นคําตอบว่าเพอร์โพส (Purpose) หรือวัตถุประสงค์นั้น เป็นสิ่งที่มีความสําคัญมากสําหรับการดํารงชีวิตของเขา เขามุ่งมั่นที่จะทําให้สําเร็จ และเขาก็มองว่าสิ่งที่เขากําลังเรียนอยู่นั้นไม่ได้ตอบสนองเขาเร็วหรือตรงอย่างที่เขาต้องการ ทั้งหมด เขาจึงตัดสินใจดรอป (Drop) ลาออกไป แล้วก็ไปทําในสิ่งที่เขาต้องการ อันนี้ ก็ย้อนกลับไปได้ในสมัยยุค ๑๔ ตุลาว่า คําประพันธ์ที่ผมกล่าวนั้นคือคําประพันธ์ที่สอดคล้อง ว่าเพอร์โพส (Purpose) หรือวัตถุประสงค์ในช่วงนั้นของกระบวนการนิสิตนักศึกษานั้นก็คือ วัตถุประสงค์ในการที่อยากจะเห็นการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยนั้นทําไปเพื่อประโยชน์ ของมวลมหาประชาชนก็คือมวลชนในสมัยนั้นที่พูดกัน ยุคนั้นจึงเป็นยุคที่บอกว่า ยุคกรรมาชนกับยุคปัญญาชน แต่พัฒนาการของการอุดมศึกษานั้นต้องบอกว่าเดินหน้ามา ไม่ได้ล้าหลังอย่างที่เราพูด ไม่ได้ท้อถอย ไม่ได้มีปัญหามากเกินกว่าความสามารถที่จะแก้ได้ เพียงแต่ว่าปัญหาของการศึกษาอุดมศึกษานั้นจับไปตรงไหน แตะไปตรงไหนล้วนมีปัญหา ทั้งสิ้น ต้องใช้เวลานานในการปรับแก้ การปรับโครงสร้างนั้นก็เป็นกระบวนการหนึ่ง หรือเป็นวิธีการหนึ่ง ถ้าผมจําได้ผมเคยมีข้อมูลและเคยทราบว่าช่วงนั้นมีความคิดกันหนัก ตอนปี ๒๕๔๕ ตอนปฏิรูปกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นั้นว่าจะให้มีกระทรวงอะไร จะยุบ กระทรวงอะไร จะรวมกระทรวงอะไร บังเอิญว่าจะต้องมีกระทรวงตั้งขึ้นใหม่หลายกระทรวง เช่น กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงต่าง ๆ ถูกคิดเพิ่มขึ้นมา เขาจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ต้องคุมกระทรวงอย่าให้มากเกินไป เดิมทีกระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้คิดที่จะรวมกันหรอก แต่พอกระทรวงมันมากขึ้น ๆ ถ้าอย่างนั้นก็รวม ๒ กระทรวงนี้เข้าด้วยกันเป็นกระทรวงศึกษาธิการ แต่ประวัติ และความเป็นมามีรวมมียุบเป็นช่วง ๆ มาโดยตลอด คําถามผมว่าตอนนั้น ถ้ากระทรวงศึกษาธิการและทบวงมหาวิทยาลัยไม่ยุบรวมกันตอนนั้น เกิดแยกกันอยู่ เผลอ ๆ ตอนนี้เรากําลังมาคิดปฏิรูป อย่างนั้นจับเขารวมกันดีกว่าเป็นกระทรวงศึกษาธิการ นี่ผมคิดขึ้นมาเล่น ๆ นะครับ แต่มีความเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นผมยังไม่มีคําตอบในวันนี้ว่า ความเหมาะสมของการรวมหรือการยุบกระทรวงศึกษาธิการ และแยกออกมาเป็น กระทรวงอุดมศึกษานั้นเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ที่ผมไม่คิดตอนนี้เพราะผมบอกว่าผมไม่มี หน้าที่คิด เสนอได้ครับ แต่ก็คงไม่ใช่เป็นคําตอบสุดท้าย ตอนนี้เรากําลังทําการบ้านที่จะส่งให้ คณะกรรมการพิเศษที่เรียกว่าคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาซึ่งรัฐธรรมนูญ กําหนด ผมอยากจะฝากเรื่องนี้ไปให้เขาคิด แต่คําตอบถามผมส่วนตัวถามผมในใจผมเห็นด้วย เห็นด้วยกับกรรมาธิการในการที่จะแยกออกไปให้เป็นกระทรวงอุดมศึกษา แต่ผมไม่เห็นด้วย ที่จะไปรวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผมเห็นว่าควรที่จะรวมเอางานวิจัย ทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศให้มารวมอยู่ในกระทรวงอุดมศึกษา งานวิจัยนั้นต้องบอกว่าเป็น การบ้านหนักของทุกรัฐบาลคิดมาตลอด จะอยู่ลอย ๆ อย่างนั้น ขึ้นกับนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีนั้นน่าจะไม่เหมาะสม งานวิจัยนั้นเป็นด่านหน้าของการคิดพัฒนา ประเทศให้ไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ๕.๐ ถ้างานวิจัยไม่สามารถคิด ถามว่า จะพัฒนาประเทศไปได้อย่างไร ทุกประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศพัฒนาแล้วเขาล้วนให้ ความสําคัญกับการพัฒนาประเทศและการวิจัยทั้งสิ้น ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม เพราะฉะนั้นการไปรวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนั้น ยังมีคําถามตามมาอีกว่าจะพัฒนาวิจัยเฉพาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นผมฝากเอาไว้
ประเด็นถัดมา มีผู้กล่าวตอนต้น ๆ ของการอภิปราย ผมฟังแล้วผมก็นึกถึง คําพูดอันหนึ่งที่ผมเคยคุยกับอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ต่างจังหวัด ผมถามว่าท้อถอยน้อยใจไหมที่ถูกดูหมิ่นบ้างในมหาวิทยาลัยที่ท่านสอนอยู่ในต่างจังหวัด เขาบอกว่าอะไรครับ ฟังแล้วสะท้อนใจ อาจารย์ครับ เขาเรียกผมว่าอาจารย์ เป็นหัวสุนัข ดีกว่าเป็นหางราชสีห์ ผมฟังแล้วผมตกใจ เขาสอนในมหาวิทยาลัยเป็นระดับรองศาสตราจารย์ แต่เขาถ่อมตัวถึงขนาดเขายอมที่จะเป็นหัวสุนัข ผมบอกว่าอาจารย์ครับ ผมกราบละ อาจารย์ อย่าเปรียบเทียบตัวเองอย่างนั้นเลย อาจารย์ไม่ได้เป็นหัวสุนัข การศึกษาของอุดมศึกษา ในต่างจังหวัดนั้นยิ่งใหญ่ไพศาล มีบุญคุณต่อประเทศชาติมานานนับทศวรรษแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่อาจารย์เป็นอยู่นั้นอาจารย์เป็นเพียงหัว ไม่ใช่หางราชสีห์ เป็นหัวราชสีห์ เพียงแต่ราชสีห์อาจจะตัวเล็กเท่านั้นเอง มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ในกรุงเทพฯ ขออภัย มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น เขาคงจะเป็น มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ก็เป็นราชสีห์ตัวใหญ่ แต่มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดนั้นไม่ได้เป็นหัวสุนัข เป็นหัวราชสีห์นั่นละ ขอให้ภูมิใจเสียเถิด เพราะฉะนั้นความหมายของมหาวิทยาลัยที่จัดกลุ่ม เอาไว้โดยกรรมาธิการเป็นกลุ่มต่าง ๆ นั้นผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ก่อให้เกิดพลังความตั้งใจ พลังความสามัคคีในการที่จะช่วยกันพัฒนา ช่วยกันวัฒนาการมหาวิทยาลัยของเขาที่เขา รับผิดชอบอยู่ ไม่ว่าจะภูธรหรือใน กทม. ก็แล้วแต่ให้มีการพัฒนาที่เจริญก้าวหน้าขึ้น เขารวมกันแล้วเขาจะมีความภาคภูมิใจ ความภาคภูมิใจคือหัวใจสําคัญของการทุ่มทรัพยากร ทั้งหมด ทุ่มพลังกาย พลังสมองในการสอนนักเรียน นิสิตนักศึกษา
ประเด็นถัดมา สิ่งที่ผมสะท้อนใจและฟังมาเหมือนกัน และผมก็เห็นด้วย ผมจึงมีข้อเสนอแนะ มีผู้เปรียบเทียบว่าการสอนนักศึกษาในปัจจุบันนี้นั้นสอนให้นักศึกษา จบออกมาแล้วเป็นเป็ด ถามว่าเป็นเป็ดอย่างไร เป็ดวิ่งบนบกไม่ได้เร็วเหมือนสุนัข เหมือนแมว ว่ายในน้ําไม่ได้เหมือนปลา บินก็ไม่ได้เหมือนนก เป็นเป็ดจริง ๆ เพราะบัณฑิต สมัยนี้ต้องบอกเลยว่าออกมาแล้ว จบมาแล้วทําอะไรไม่ได้ ทําอะไรไม่เป็น มีความรู้ออกมา แต่เอาตัวไม่รอดเพราะเราสอนให้เขาเป็นเป็ดคือไม่รู้จริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะฝาก เอาไว้ทางกรรมาธิการ ผมฝากคําว่าเกรตส์ (GREATS) ท่านหาทางที่จะไปใส่ไว้ในหลักสูตร ใส่ไว้ในการปฏิรูประบบการศึกษาในอุดมศึกษา ในมหาวิทยาลัย คําแรก จี (G) โกลบอล บัต เอฟฟิเชียนซี (Global but efficiency) คือสอนให้รู้หลาย ๆ อย่าง สอนให้มีความรอบรู้ เรียนเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่รู้เฉพาะเศรษฐศาสตร์ รู้สังคม รู้วิทยาศาสตร์ รู้กฎหมายอะไรบ้าง รู้รัฐธรรมนูญ รู้ประชาธิปไตยบ้าง แต่ให้มีความรู้ว่าเขาเรียนสาขาอะไร คือโกลบอล บัต เอฟฟิเชียนซี (Global but efficiency) ให้มีความรู้ในสาขาที่เขาเรียนอยู่จริง เรียนแพทย์แต่ ไม่ใช่มุ่งมั่นจะรักษาคนไข้อย่างเดียว จบออกมาแล้วทํางาน ๒ ปีโดนฟ้องเรียก ๑๐๐ ล้านบาทก็ไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นฝากจี (G) เอาไว้ อาร์ (R) คือ เรสพอนซิบิลิตี (Responsibility) ถามว่าบัณฑิตจบออกมาแล้วทุกวันนี้มีเรสพอนซิบิลิตี (Responsibility) หรือความรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน อี (E) คือ เอนด์เลสเลิร์นนิง (Endless learning) เรียนให้รู้ตลอด ไม่ใช่จบบัณฑิตแล้วเป็นการปิดตํารา ไม่อ่านหนังสือ ไม่แตะต้องตํารับตํารา อีกเลยท่านจะล้าหลัง ที (T) ทีมเวิร์ก (Teamwork) บัณฑิตทุกวันนี้จบออกมาแล้วทํางาน เป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) หรือเปล่า ทําไม่เป็นครับ ทะเลาะไปทั่ว มีปัญหาไปทั่ว ไม่สามารถประสบความสําเร็จในชีวิตได้ เอส (S) สปิริต (Spirit) คือจิตวิญญาณ จิตวิญญาณ ของการทําตัวให้เป็นประโยชน์ ให้มีคุณค่า จิตวิญญาณประชาธิปไตย จิตวิญญาณที่มี ธรรมาภิบาล
ประเด็นสุดท้าย ปัญหาของธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย ต้องบอกเลยว่า เป็นปัญหาใหญ่ที่เป็นก้อนกรวด เป็นหินอยู่ในรองเท้าของมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่ง ในปัจจุบันนี้ มีการฟ้องร้องสารพัด สัพเพเหระเต็มไปหมด ฟ้องศาลปกครอง ฟ้อง คตง. ฟ้อง ป.ป.ช. ท่านไปดูเลยครับ การแต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัย การแต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้รักษาการมหาวิทยาลัยยังมีเลย บางมหาวิทยาลัยกรรมการ สภามหาวิทยาลัยมีไม่ครบนะครับ ทะเลาะกันมากจนลาออกไปไม่ครบองค์ประชุม ไม่สามารถอนุมัติปริญญาของบัณฑิตหรือว่าที่บัณฑิตได้ แต่งตั้งอธิการบดีเดี๋ยวก็ฟ้อง ศาลปกครองถอดถอน เดี๋ยวก็ฟ้องกรรมการสภามหาวิทยาลัย ฟ้องนายกสภามหาวิทยาลัย ผมถามว่าปัญหาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากอะไร ผมเคยเป็นกรรมาธิการสมัยทํางานรัฐสภา เคยเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมาไม่น้อยกว่า ๓ ฉบับ ผมรู้เลยว่ามีปัญหา มีปัญหาเพราะทุกมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ออก นอกระบบจะมีพระราชบัญญัติของตัวเอง ส่วนมากก็ลอกกัน ลอกกันไปลอกกันมา แต่ลอกแล้วไม่ลอกให้เหมือน ลอกแล้วก็จะใส่อินโนเวชัน (Innovation) อะไรต่าง ๆ เข้าไป การแต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย การแต่งตั้งอธิการบดี การแต่งตั้งรักษาการ อะไรต่าง ๆ เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเสนอกรรมาธิการครับ เสนอให้มีกฎหมายกลาง อย่างน้อยฉบับหนึ่ง บัญญัติให้มีกติกากลางว่าด้วยเรื่องต่าง ๆ งานบริหารงานบุคคล การบริหารงานงบประมาณ การแต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งบริหาร อธิการบดี สภามหาวิทยาลัย การแต่งตั้งตําแหน่งทางวิชาการต่าง ๆ เป็นต้น ไม่ใช่บางมหาวิทยาลัยได้ ศ. ได้ รศ. ได้ ผศ. กันง่าย ๆ บางมหาวิทยาลัยทํางานแทบตาย สายวิทยาศาสตร์ สายแพทย์ ตรวจคนไข้เช้า ลาคนไข้ ๑๐ โมง บ่ายโมงมาสอนห้องเลกเชอร์ (Lecture) บ่ายสองโมงไปสอนเบดไซด์ (Bedside) สอนข้างเตียงคนไข้ จะเอาเวลาที่ไหนไปทํางานวิจัย เขาจะได้ ผศ. รศ. ศ. มาได้ อย่างไร เลือดตาแทบกระเด็น เพราะฉะนั้นวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้อย่าให้มามีปัญหาแล้วก็เกิด อธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นกฎหมายกลางจะเป็นกําหนดแล้วให้แต่ละมหาวิทยาลัยนั้นดูว่า ถ้ายังไม่สอดคล้องกับกฎหมายกลางนั้นก็ปรับแก้ให้ตรงไปตรงมา อันนี้เป็นวิธีการแก้ กฎหมาย ต้องใช้เวลามากในการอภิปรายเรื่องนี้ ท้ายที่สุดผมฝากทางกรรมาธิการว่าเรื่องนี้ ผมว่าท่านอย่าไปซีเรียส (Serious) กับมัน มติออกมาจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ผมว่าอย่างไร ก็แล้วแต่กรรมการอิสระปฏิรูปการศึกษานั้นก็คงจะเป็นคําตอบสุดท้าย งานของเราคงจะเป็น งานโค้งสุดท้ายที่ส่งการบ้านฉบับนี้ให้เขา สิ่งที่ผมหวังก็คืออยากจะให้มีการประชุมร่วม ระหว่างกรรมาธิการของอาจารย์วิวัฒน์กับกรรมการอิสระชุดนั้น ผมว่าเราคงจะต้องส่ง การบ้าน ส่งเอกสารให้เขาทั้งหมด อันนี้ผมใฝ่ฝันและผมฝันจริง ๆ อยากให้มีการประชุมร่วม แล้วก็มีการถ่ายทอดสดด้วยซ้ํา ของทีวี (TV) รัฐสภานี่ละที่ผมหวังเป็นอย่างยิ่งเลย อาจารย์วิวัฒน์อาจจะเชิญทางกรรมการชุดนั้นมาประชุมร่วมที่สภานี่ละครับ ถ่ายทอดทีวี (TV) สภาให้พวกเราดู เพราะนี่คือกรรมการชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่อยากจะเป็น ต้นแบบ ในที่สุดแล้วถ้าท่านทําสําเร็จ คณะกรรมการชุดอื่นที่ตั้งขึ้นปฏิรูปด้านอื่น ๆ ก็คงจะ เดินตาม อยากจะเรียน ขอบคุณครับ