สมพงษ์ ชี้อุดมศึกษาต้องสร้างชาติ ไม่ใช่แค่ขอตึกขอเงิน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

สมพงษ์ สระกวี หารือปัญหาอุดมศึกษาของประเทศโดยเชื่อมโยงแนวคิดการศึกษาเพื่อการสร้างชาติของรัชกาลที่ 5 และนโยบายการพัฒนาของจีน พร้อมตั้งคำถามถึงเป้าหมายและบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยที่ยังขาดความชัดเจนในการรับใช้สังคมและชาติ

นายสมพงษ์ สระกวี

ท่านประธานที่เคารพครับ แท้จริงปัญหาเรื่อง อุดมศึกษาหรือปัญหาของมหาวิทยาลัยนั้นเป็นปัญหาใหญ่ของชาติทีเดียว เพราะฉะนั้น การอภิปรายของพวกเราในวันนี้อาจจะถูกกล่าวหาได้ว่าเหมือนตาบอดคลําช้าง ใครถนัด ตรงไหนก็นิยามไปที่ตรงนั้น อธิบายกันไปตามที่ตัวเองถนัด อย่างไรก็ตามผมออกจะได้ แรงจูงใจจากอาจารย์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ที่ท่านได้ยกเอาแนวคิดขององค์พระบาท สมเด็จพระอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการศึกษา เพื่อการสร้างชาติขึ้นมาต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ ซึ่งผมเห็นว่าหัวใจของเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ของปัญหาอุดมศึกษาของบ้านเราที่เป็นปัญหาเหมือนช้างดังที่ผมได้กล่าวไป จริง ๆ แล้ว ท่านประธานครับ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ๑๒๐ ปีย้อนหลังไป ได้ให้แนวคิดสําคัญไว้ว่าด้วยเรื่องของการศึกษาเพื่อการสร้างชาติ คือเป้าหมาย ดังนั้นพระองค์ท่านทรงส่งคนไทยไปเรียนรู้ที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะ ทางตะวันตก เป้าหมายที่เราพูดกันอ้างประเทศลักเซมเบิร์ก ก็คือไปเรียนรู้เพื่ออะไร ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ก็บอกว่าเพื่อจะให้คนไทยมีความรู้เสมอด้วยฝรั่ง ไปมีความรู้ เสมอด้วยฝรั่งเพื่ออะไร ก็เพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเมืองเพื่อการสร้างชาตินั่นเอง ประเด็นจึงอยู่ ที่ว่าวงการอุดมศึกษา หรืออุดมศึกษาของไทยโดยรวมนั้นมีหลักคิดที่จะบอกกับตัวเอง บอกกับสังคม และบอกกับก้าวย่างในแต่ละวันคืออะไร หลักคิดสําคัญของวงการอุดมศึกษา ถ้าไม่ทําอุดมศึกษาเพื่อการสร้างชาติแล้วจะทําอะไร คําตอบจึงได้ออกมาอย่างที่เรารู้ ตีวงล้อมไปเรื่อย หาแต่องค์ประกอบรายย่อยไปเรื่อย มหาวิทยาลัยต้องเป็นอิสระ การวิจัย ต้องมีสตางค์ แล้วในที่สุดก็ต้องมาพูดเรื่องให้เป็นที่น่าอับอาย เป็นหลักชัยของสภาแห่งนี้ หรืออย่างไร ก็คือขอตึก ของบประมาณ ขอบุคลากร ขอความอิสระเป็นกลาง และขอเป็น กระทรวง อย่างนี้หรือครับ จะบอกกับสังคมว่าสภาแห่งนี้กําลังปฏิรูปอุดศึกษาของเรา ให้เป็นกระทรวง ให้มีงบประมาณมากขึ้น ให้ได้รับใช้สังคมมากขึ้นถ้ามีงบประมาณมากขึ้น มีคนมากขึ้น แต่ในที่สุดข้างนอกพูดว่าอย่างไรข้างในก็พูดว่าอย่างนั้น ว่าวงการอุดมศึกษา เรามีคุณภาพเพียงแค่จ่ายครบแล้วจบแน่ แต่บริษัทไม่รับเข้าทํางาน อย่างนี้หรือคือสิ่งที่ เราอยากได้ยิน เสร็จการประชุมครั้งนี้ เสร็จการปฏิรูปครั้งนี้ตอบโจทย์เรื่องจ่ายครบจบแน่ และไม่สามารถรับใช้ชาติได้อย่างนั้นหรือครับ ผมคงจะไม่ใช้เวลาที่มีอยู่แค่ ๑๐ นาที มาพูดเรื่องจะเคลม (Claim) จะว่าแบบเก่า ๆ ถามว่าในเชิงเปรียบเทียบที่ใช้การศึกษา เพื่อการสร้างชาตินั้นเขาทํากันอย่างไร ร. ๕ กล่าวมา ๑๒๐ ปี ประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน กล่าวมาแค่ ๔๐ ปี กล่าวจบมีหลักคิด มีวิธีคิด เขาลงมือทํา ๔๐ ปีที่แล้ว เติ้ง เสี่ยวผิง เขาก็มีหลักคิดแต่เพียงว่าเปิดประเทศ จีนต้องเปิดประเทศ และจะต้อง พัฒนาชาติที่เป็นวิทยาศาสตร์ จะเปิดประเทศอย่างไร จะพัฒนาชาติอย่างไรคือคําถามต่อมา คําตอบก็คือต้องเรียนรู้จากต่างชาติที่เขาประสบความสําเร็จแล้ว ไม่ต่างกับที่ล้นเกล้า ร. ๕ ได้กล่าวไว้ว่าจะต้องไปเรียนรู้จากฝรั่ง เพื่อให้มีความรู้เสมอด้วยฝรั่งแล้วกลับมาสร้างชาติกัน มาพัฒนาชาติกัน เติ้ง เสี่ยวผิง กล่าวไว้เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว พ.ศ. ๒๕๒๐ ก็แบบเดียวกัน ต้องเปิดประเทศและไปเรียนรู้จากประเทศอื่น ๆ ไปลอกแบบเศรษฐกิจ เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่เป็นเศรษฐกิจทุนนิยมของประเทศสิงคโปร์ไปเปิดที่เมืองจีน ก็ได้กลายเป็นสิงคโปร์ ๑ สิงคโปร์ ๒ จนสิงคโปร์ ๒๐ ประเทศจีนได้เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษลอกเลียนแบบสิงคโปร์ และหลังจากนั้นความรู้จะได้ อย่างไร ถ้าไม่ลอก ถ้าไม่เลียน ถ้าไม่ต่อยอด ประเทศจีนก็ทําเหมือน ร. ๕ ทําก็คือกองทัพ นักศึกษาจากจีนจํานวนเป็นล้านคนเดินทางออกนอกประเทศมาเรียนกันแม้กระทั่งที่หัวเฉียว ในประเทศไทย หรือเอแบค (ABAC) ที่ประเทศไทย เรียนภาษา เรียนศิลปวัฒนธรรม แต่สําคัญที่สุดเขาก็มีหลักคิดหรือเข็มมุ่ง หรือที่เราใช้มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เป้าหมาย เพอร์โพส (Purpose) อะไรนั่น ก็คือจะต้องสร้างประเทศด้วยการพัฒนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ นําวิทยาศาสตร์มาพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอันดับต้น ให้ประเทศมีเงิน เมื่อเศรษฐกิจดีก็สร้าง สังคมที่มีอารยธรรม มีศิลปะ และมีศีลธรรม สังคมนิยมแบบจีน ต่อจากนั้นก็สร้างสังคม กลมเกลียว สังคมที่เสมอภาค ให้ราชการและรัฐบาลมีเป้าหมายรับใช้ชาติ พัฒนาชาติ และรับใช้ประชาชนเป็นเป้าหมาย ท่านประธานครับ ผมก็ไม่เห็นว่าจะเป็นหลักคิดอะไร ที่จะต่างไปจากล้นเกล้าฯ ร. ๕ ท่านประธานกรรมาธิการอาจจะตอบว่ามหาวิทยาลัยไทย ก็มีเป้าหมายอย่างนี้ละ ถ้ามีเป้าหมายนี้ทําไมถึงมีแต่ปัญหาว่าขอตึก ขอคน ขอบุคลากร ของบประมาณ ขออิสระ และทําไมถึงมีแต่คําว่า จ่ายครบแล้วจบแน่ ทําไมถึงไม่มีว่า มหาวิทยาลัยสามารถตอบปัญหาของประเทศชาติได้นานาประการอันเป็นที่กล่าวอ้างได้ ยกตัวอย่างว่าอุดมศึกษาเราจะมีร่วมส่วนในการสร้างชาติ หรือพัฒนาชาติกันอย่างไร ผมลงรายละเอียดเพียงเล็กน้อย ๒ เรื่อง เอาเรื่องแรกบ้านผม เอาปัญหาของชาติ ของ ประชาชนมาแบกันที่ตรงหน้า แล้วให้อุดมศึกษาช่วยขบคิดหาทางออก ปัญหาบ้านผมคือ อะไร ยางพาราราคาตกต่ําและไม่มีเสถียรภาพ เดี๋ยว ๓ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท เดี๋ยว ๒ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท เดี๋ยวกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท กิโลกรัมละ ๑๐๐ บาทอยู่ ๗ วัน ลงไป ๒ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ลงไป ๓ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ชาวบ้านนอนไม่หลับ ไม่รู้เมื่อไรยางจะขึ้น ไม่รู้เมื่อไรยางจะลง รัฐบาลก็พูดอยู่นั่นล่ะกี่รัฐบาล จะต้องใช้ยางในประเทศให้ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ รู้ปัญหาหมด อุดมศึกษาอยู่ตรงไหนในส่วนนี้ ถ้าผมบอกว่า อุดมศึกษาไม่คิดหรือว่าการจะเรียนรู้เรื่องยาง จะขบปัญหาเรื่องยาง หรือแม้กระทั่งจะไป ลอกเขาเหมือนที่นานาประเทศเขาทํา เพื่อจะมาต่อยอดว่าการสร้างล้อเครื่องบินทําอย่างไร เพราะเครื่องบินเพิ่มขึ้นทุกวัน ต้องมีนักวิทยาศาสตร์ ถูกไหมครับ ผมถามว่ามหาวิทยาลัย ได้วางตรงหน้าไหม ว่าของมหาวิทยาลัยผมจะต้องส่งชีวการยาง เคมีการยาง ฟิสิกส์การยาง วิศวกรรมการยาง นาโนการยาง ไม่รู้ล่ะ เราจะผลิตนักวิทยาศาสตร์ทุกสาขาในเรื่องยาง เพื่อจะขบปัญหายางพาราให้ตก จะผลิตนักวิทยาศาสตร์สายการยางปีละ ๓๐ คน ตรี โท จนถึงเอก สร้างดอกเตอร์เรื่องยางปีละ ๓๐ คน ๑๐ ปีป่านนี้ ๓๐๐ แล้วครับ และนี่เป็นอย่างไรครับ ผมไม่อยากพูดหรอกครับว่า มีนายกรัฐมนตรีบางสมัยเขายังคิดจะเอาทุนที่ได้จากหวย ๓ ตัวอะไรนั่น ส่งเด็กไปเรียน เมืองนอก ในทุกสาขาวิทยาศาสตร์ เป้าหมายก็คือจะต้องเอาคนเหล่านั้นมาสร้างชาติ เรียนให้มีความรู้เสมอด้วยฝรั่ง แล้วกลับมาเพื่อการสร้างชาติ ดังปณิธานหรือเพอร์โพส (Purpose) อะไรที่อ้างมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ร. ๕ ท่านก็พูดไว้ ท่านก็มีเป้าหมายมาตั้งนาน แล้วว่าส่งลูกหลานเราไปเรียน ไปลอก ไปต่อยอดความรู้ใหม่ ๆ เพื่อเอามาขบและมาแก้ไข ปัญหาของชาติบ้านเมืองที่แบอยู่ตรงหน้า ผมไม่รู้ว่าหลังจากจบประชุมนี้อุดมศึกษาเราจะได้ กระทรวงหรือไม่ แต่ผมอยากรู้ว่าอุดมศึกษาจะผลิตดอกเตอร์เรื่องยางได้ปีละ ๓๐ คนหรือไม่ ถ้าอุดมศึกษาผลิตดอกเตอร์เรื่องยางปีละ ๓๐ คนก็โอเค (Okay) ท่านประธานครับ ผมก็จบ เพราะไม่อยากเอาเวลาคนอื่น ก็อยากจะเปรียบเทียบเป็นตัวเลขตัวสุดท้าย ประเทศไทย มีประชากร ๗๐ ล้านคน สาธารณรัฐประชาชนจีนมีประชากร ๑,๔๐๐ ล้านคน ห่างกัน ๒๐ เท่าถูกไหมครับท่านประธาน ห่างกัน ๒๐ เท่า รัฐบาลจีนสร้างโดยการจัดคนให้เรียน หรือเปิดคณะตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อเรียนรวมทั้งส่งไปเรียนต่างประเทศ สร้างนักวิทยาศาสตร์ทุกสาขาปีละ ๑,๔๐๐,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ เราเล็กกว่าเขา ๒๐ เท่า เอา ๒๐ หาร นั่นหมายถึงว่าถ้าประเทศไทยหันไปมองเขาว่าเขาคิดเรื่องสร้างชาติ อย่างไร ประเทศไทยจะต้องสร้างนักวิทยาศาสตร์ทุกสาขาปีละ ๗๐,๐๐๐ คน สถาบันอุดมศึกษาจะบอกกับรัฐบาลยุคต่อไปไหม หรือจะบอกท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ในยุคนี้ก็ได้ว่าจะสร้างประเทศถ้าอยู่ในยุค ๔.๐ มหาวิทยาลัยทุกแห่งจะต้องผลิต นักวิทยาศาสตร์ทุกสาขาปีละ ๗๐,๐๐๐ คนสําหรับประเทศไทยทําได้หรือไม่ นี่คือโจทย์ ที่ต้องขบคิดของสถาบันอุดมศึกษาที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยทั้งหมด ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน