กิตติ กิตติโชควัฒนา หารือถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยเน้นความสมดุลระหว่างวิชาการกับการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม พร้อมเสนอให้ทบทวนหลักสูตรเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกทางจริยธรรมในนักศึกษาอย่างจริงจัง และเห็นด้วยกับการแบ่งประเภทสถาบันอุดมศึกษา แต่ย้ำความสำคัญของวิทยาลัยชุมชนในฐานะกลไกหลักในการขยายโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนและผู้ด้อยโอกาสในชนบท โดยเสนอให้จัดตั้งวิทยาลัยชุมชนในทุกจังหวัดเพื่อรองรับการเรียนรู้ตามความต้องการของชุมชนและลดภาระค่าใช้จ่าย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายกิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าพวกเรา ๑๐๐ กว่า ชีวิตรวมไปตลอดจนถึงเจ้าหน้าที่ที่นั่งต่อหน้าพวกเราทั้งหมดนั้นต่างล้วนแต่ผ่านสถาบัน อุดมศึกษาทั้งสิ้น ผมเชื่อว่าอย่างนั้น และผมก็เชื่ออีกต่อไปว่าอีกไม่นานวันบรรดาท่าน ส.ส. หรือ ส.ว. ที่ได้รับการเลือกตั้งก็คงจะต้องผ่านอุดมศึกษาแล้วจะมานั่งที่นี่กันเต็มอย่างอดีต ที่เคยผ่านมา เพราะกติกากฎหมายบ้านเมืองที่กําหนดไว้ว่า ส.ส. ส.ว. รวมไปตลอดจนถึงผู้ที่ จะเป็นผู้นําของประเทศ เช่น รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ต่างล้วนมาจาก ส.ส. ส.ส. ก็ต้องผ่านอุดมศึกษา เพราะฉะนั้นสถานที่แห่งนี้จึงสําคัญ สิ่งที่เราพูดยิ่งสําคัญไปกว่าคนที่จะ มาเป็น เพราะสิ่งที่เราพูดก็คือผลิตคนที่จะมาเป็นที่นี่ ท่านประธานครับ ผมว่าเรื่องการศึกษาโดยเฉพาะอุดมศึกษานั้นเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสําคัญ ทุกประเทศ ในโลกนี้ต่างก็ให้ความสําคัญอย่างที่เราพูดกันมา ผมดูรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้กล่าวไว้ ในหน้าแรกพูดถึงปัญหาประเทศไทยของเรานั้นนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ ต่างก็มีปัญหาเยอะแยะมากมาย กฎหมายบ้านเมืองไม่สามารถที่จะแก้ปัญหา ได้ทะลุปรุโปร่งด้วยความเรียบร้อย ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นแล้วขึ้นเล่า จนมามีบทสรุป ในหน้าแรกของรัฐธรรมนูญที่บันทึกไว้อย่างนี้ จําต้องป้องกันและแก้ไขด้วยการปฏิรูป การศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบคุณธรรม และจริยธรรม เพราะในสิ่งเหล่านี้ผมไม่แน่ใจว่าในระดับอุดมศึกษาของเรา การผลิตนักศึกษา ออกมาเพื่อเป็นบัณฑิตรับใช้ชาตินั้น ในเชิงของวิชาการกับในเชิงที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้พูดถึง เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมสมดุลกันหรือไม่ ถ้าสมดุล ผมมั่นใจว่าเหตุการณ์บ้านเมืองก็คงจะ ไม่เป็นอย่างที่ผ่านมา ถ้าสมดุล ผมมั่นใจว่าคงจะไม่มีนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาวิศวะมารับใช้ ในห้องเรียนเพื่อสอบเข้าโรงเรียน รวมไปตลอดจนถึงเหตุการณ์อื่น ๆ อีกเยอะแยะมากมาย ที่ส่อให้เห็นถึงเรื่องของไร้จริยธรรม คุณธรรม รวมไปตลอดจนถึงจิตสํานึกในเรื่องอาชีพ ของตนเองที่มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าน่าจะดูเรื่องการศึกษา ในมหาวิทยาลัยว่าปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร สิ่งที่เราพูดไว้เราจะไปข้างหน้า แต่เราลืมไปว่า ขณะนี้เราเป็นอย่างไร ติดขัดตรงไหน เพราะการจะไปข้างหน้าถ้าขณะนี้ยังมีปัญหาอยู่ ก็คงจะยาก แต่สิ่งที่เราคิดล่วงหน้ามันก็ดี ไม่ใช่ไม่ดี แต่อยากให้ตระหนักถึงความสําคัญ ของสิ่งที่เป็นปัจจุบันให้มากขึ้น จะได้ช่วยป้องกันข้างหน้าอย่าให้ติดหล่มอย่างที่เป็นมา สิ่งที่ผมอยากจะยกตัวอย่างเพื่อจะไม่กินเวลามากนัก เนื่องจากว่าอีกช่วงหนึ่งเราก็มีอีกเรื่อง ต้องพิจารณา เช่นเรื่องของหลักสูตรในมหาวิทยาลัย แบ่งออกเป็น ๓ หมวด ผมไม่ใช่ นักวิชาการการศึกษา แต่ก็เคยเป็นกรรมการเรื่องตรวจสอบหลักสูตรของปริญญาต่าง ๆ ก็พอจะนึกภาพออกว่าอะไรบ้างที่คิดว่าควรจะปรับปรุงแก้ไข เช่น ในเรื่องหลักสูตร ในมหาวิทยาลัยแบ่งหลักสูตรออกเป็น ๓ หมวดด้วยกัน หมวดทั่วไป หมวดบังคับ และหมวดเสรี เพราะนักศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์ที่เรียนเรื่องวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ก็จะเรียนผสมปนเปกันลักษณะนี้ แต่ว่าจะแบ่งน้ําหนัก การเรียนวิทยาศาสตร์ควรจะให้ น้ําหนักอยู่ในด้านไหน สังคมศาสตร์ก็ควรให้น้ําหนักในด้านไหน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่า นักศึกษาที่เรียนวิทยาศาสตร์ถ้าไม่ผิดจะเป็นคนที่ฉลาด เรียนวิทยาศาสตร์ อย่างเช่น หมอ วิศวะ เป็นต้น ค่อนข้างจะเป็นคนฉลาด เพราะฉะนั้นคนฉลาดหลายท่านก็คงสรุปว่า ถ้าฉลาดแล้วดีก็ไม่มีปัญหา ที่น่าเป็นห่วงก็คือฉลาดแล้วดีด้วย แต่ว่าความชั่วก็ทําไปด้วย แยกไม่ออกว่าอะไรดี อะไรชั่ว เพราะอ่อนแอในเชิงคุณธรรมและจริยธรรมเนื่องจากการปลูกฝัง ตั้งแต่ต้นจนออกมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าก็คงไม่เฉพาะในมหาวิทยาลัย อาจจะเป็นระดับต้น ๆ ด้วยซ้ําไป ตั้งแต่ในบ้าน ในโรงเรียน รวมไปตลอดจนถึงสถาบันอื่น ๆ ในเรื่องของ การเน้นหนักให้ความสําคัญในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรา เป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่เราปิดวันอาทิตย์ เพราะฉะนั้นวันพระ เราไม่ต้องพูดถึง ถ้าเป็นข้าราชการเสร็จเลย อาจจะลาเพื่อไปประกอบศาสนกิจในวันพระ เห็นท่าจะลําบากหน่อย นายก็คงจะไม่อนุญาตให้ไปเพราะว่าไม่ใช่เป็นวันปิด ในขณะเดียวกัน วันเสาร์ วันอาทิตย์ถ้าเป็นโลกตะวันตกเขาก็ไปโบสถ์กัน ถ้าเป็นภาคใต้ของผม ท่านวินัยคงทราบดี ขอโทษที่เอ่ยนาม แม้แต่ภาคกลาง กรุงเทพฯ ก็ภาคกลางบางส่วน ภาคเหนือก็เหมือนกัน ก็จะปิดวันศุกร์ วันเสาร์ เพราะวันศุกร์ก็จะไป ประกอบศาสนกิจกัน อันนี้ชี้ให้เห็นถึงเรื่องของการให้ความสําคัญในเรื่องศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ส่วนของเราซึ่งเป็นคนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธเราไปปิดวันเสาร์ วันอาทิตย์เสร็จเลยครับ ก็คงจะไม่ใช่แล้ว วันพระเราไม่ได้ไปวัดแล้ว วันเสาร์ วันอาทิตย์ เราไปไหนกันท่านประธานก็คงจะทราบดี ทุกคนก็อยากจะไปสนุกสนานเพลิดเพลิน กับสิ่งเหล่านั้น เราจะไปวัดในวันอาทิตย์ก็ต่อเมื่อไปไหนไม่ได้แล้วต้องลูกหลานจูงไปวัด ไปฟังพระเทศน์ มาหาความรู้เรื่องคุณธรรมจริยธรรม ศาสนา ตอนที่ไปไหนไม่รอด เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอย่างนี้แล้วจะมีอะไรเหลือท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของ การกําหนดหมวดการศึกษาในมหาวิทยาลัยผมคิดว่าอันนี้ก็เช่นกัน หมวดทั่วไป หมวดบังคับ หมวดเลือก เพราะฉะนั้นในหมวดเลือกถ้าเป็นคณะวิทยาศาสตร์ผมอยากจะหยิบยกเอาเรื่อง ของคุณธรรมจริยธรรมมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพื่อจะได้แก้ทางในเรื่องว่าวันพระ เราไม่ได้ไปวัด อาจจะเป็นเล็กน้อยแต่ผมคิดว่าแฝงไปด้วยความยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นในเรื่อง คุณธรรมจริยธรรมนั้นต้องสะสมไปตลอดเวลา ต้องรู้ตลอดเวลา เรียนตลอดเวลา เพื่อให้เกิด เป็นจิตสํานึกขึ้นมา ตระหนักในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม และศาสนาที่เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น ด้วยตา แต่ถ้าปลูกฝังบ่อย ๆ ก็จะก่อให้เกิดจิตสํานึก สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้แม้แต่ พระสงฆ์องค์เจ้าก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของการปรับปรุงหลักสูตร การให้น้ําหนัก ความสําคัญในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมนั้นต้องให้สมดุลทั้งผู้ที่เรียนวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ แบ่งสถาบันอุดมศึกษาออกเป็น ๖ ประเภท อันนี้ผมเห็นด้วย อย่างยิ่ง ก็คือมหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มหาวิทยาลัยเพื่อ การพัฒนาประเทศ สถาบันการศึกษาเฉพาะทาง สถาบันการศึกษาระดับต่ํากว่าปริญญาตรี และสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาเอกชน แบ่งอย่างนี้จะทําให้เกิดการส่งเสริม การดูแล กํากับต่าง ๆ ถูกทิศถูกทาง จะได้ไม่สะเปะสะปะ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะฝากท่านประธาน ไปยังคณะผู้ศึกษาเรื่องนี้ก็คือว่าสถาบันการศึกษาระดับต่ํากว่าปริญญาตรี อันนี้ผมคิดว่า น่าจะเป็นเรื่องใหญ่สําหรับผมเพราะผมเป็นเด็กบ้านนอก ประการสําคัญคือว่าเด็กบ้านนอก มีเยอะมากมายที่ขาดโอกาสในเรื่องการศึกษา จะต้องอาศัยสถาบันการศึกษาที่ต่ํากว่า ปริญญาตรี เช่น วิทยาลัยชุมชน เพื่อจะได้ไปอุดช่องว่างให้บรรดาเยาวชนทั้งหลายที่พลาด โอกาส ไม่มีโอกาสได้เข้าไปศึกษา เพราะเราบอกว่าการศึกษาคือการพัฒนาชาติ พัฒนาคน เพราะฉะนั้นวิทยาลัยชุมชนจึงเป็นหัวใจที่จะไปอุดช่องว่างช่องโหว่ในระดับพื้นที่ที่ห่างไกล ชนบท เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากก็คือว่าทําอย่างไรในเรื่องวิทยาลัยชุมชนนั้นถ้าเป็นไปได้ ให้มีทุกจังหวัด ขณะนี้มีเพียง ๒๐ แห่งทั่วประเทศเท่านั้น ผมคิดว่าน้อยไปครับ เพราะจะช่วย ทําให้เยาวชนที่ขาดโอกาส บางทีผู้หลักผู้ใหญ่ที่จบการศึกษาแล้วก็ยังไปเรียนอีก เนื่องจากว่า การศึกษาในวิทยาลัยชุมชนนั้นเป็นการศึกษาตามอัธยาศัยที่เป็นไปตามความต้องการ ของชุมชน ชุมชนอยากจะเรียนอะไร เกิดความคล่องตัวในการกําหนดหลักสูตรขึ้นมาเรียน นอกจากนั้นแล้วหน่วยกิตก็ถูก ๒๕ บาทจะหาที่ไหนได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเปรียบเทียบ หน่วยกิตแล้วก็เป็นโอกาสให้กับคนยากคนจน คนด้อยโอกาสในชนบทต่าง ๆ ได้มีเวลาเรียน เนื่องจากว่าเศรษฐกิจอาจจะไม่ดีพอ รวมไปตลอดจนถึงการศึกษา การเรียน วันเสาร์ วันอาทิตย์ คนเยอะแยะมากมายที่อยู่ตามชนบท ที่อยู่ในส่วนราชการต่าง ๆ ก็จะอาศัยเวลา ที่ทํางานแล้วก็ไปเรียนด้วยในวันเสาร์ วันอาทิตย์ และหน่วยกิตถูกมาก ๒๕ บาท เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการปฏิรูปการอุดมศึกษา ก็คือ เรื่องของการศึกษาวิทยาลัยชุมชนที่ต่ํากว่าอนุปริญญานั้นควรจะเปิดในทุก ๆ พื้นที่ที่ควร แก่การเปิดเนื่องจากเป็นสถาบันการศึกษาโดยชุมชน ของชุมชน เพื่อชุมชน ขอบคุณ ท่านประธานครับ