ดุสิต ตั้งคำถามแผนปฏิรูปอุดมศึกษา ห่วงระบบเลื่อนตำแหน่งกดดันบุคลากร

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

ดุสิต เครืองาม หารือเกี่ยวกับแผนปฏิรูประบบการอุดมศึกษา โดยเน้นความสำคัญของการวิจัยและตั้งคำถามถึงความชัดเจนของกรอบแนวคิด พร้อมเสนอข้อมูลองค์ประกอบสถาบันเพื่อประกอบการพิจารณา รวมทั้งแสดงความกังวลต่อมาตรการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการที่อาจสร้างแรงกดดัน และเสนอแนวทางส่งเสริมแทนการบังคับพ้นตำแหน่ง

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ๕๓ ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องแผนการปฏิรูประบบการศึกษาอุดมศึกษา ซึ่งเรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามผมก็มีข้อสังเกตและมีประสบการณ์บางเรื่อง ที่จะขอกราบเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่ง กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เมื่อปี ๒๕๓๑ เป็นปีที่กระผมเดินทางจบปริญญาเอกหลังจากไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา ๑๓ ปี คือผมได้ไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยได้รับทุนจาก ก.พ. ของประเทศไทยเรา เรียนต่อปริญญาตรี แล้วก็ได้เรียนต่อระดับ ปริญญาโทและปริญญาเอกโดยทุนมอนบูกากาคูโช คือทุนกระทรวงศึกษาธิการของ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อกลับมารับราชการเพื่อใช้ทุน ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้มีโอกาส เข้าร่วมรับการอบรมอาจารย์ใหม่ ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขาได้จัดเป็นประจําทุกปี ผมจําได้ชัดเจนว่าในปี ๒๕๓๑ อธิการบดีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในขณะนั้นคือ ท่านคุณหมอจรัส สุวรรณเวลา และในวันนี้ถ้าเช็ก (Check) ดูประวัติของ ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ท่านเป็นถึงประธานกรรมการ ในคณะกรรมการอิสระปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย ปี ๒๕๓๑ ในวันแรกที่ผมเข้ามา รับราชการเป็นอาจารย์นั้น ผมจําได้ว่าคุณหมอจรัสได้มาเป็นผู้เปิดการอบรม และเขียน ขึ้นกระดานไว้ในขณะนั้นว่าการวิจัยคือชีวิตในมหาวิทยาลัย ขออ่านซ้ํานะครับ หัวข้อ ในการอบรมอาจารย์ใหม่ในวันนั้นคุณหมอจรัสเขียนไว้บนกระดานว่าการวิจัยคือชีวิต ในมหาวิทยาลัย ด้วยความที่ขณะนั้นผมอายุยังน้อยยังไม่มีประสบการณ์ในการสอนหนังสือ ก็ถามคุณหมอจรัสว่าทําไมคุณหมอเขียนว่าการวิจัยคือชีวิตในมหาวิทยาลัย ผมท้วงท่านว่า ท่านน่าจะแก้เป็น การวิจัยคือส่วนหนึ่งของชีวิตในมหาวิทยาลัย คุณหมอบอกว่าไม่ใช่ ไม่ใช่ส่วนหนึ่ง การวิจัยคือชีวิตเต็ม ๆ ในมหาวิทยาลัย ท่านยืนยันไว้อย่างนั้น ถ้าไปดูประวัติ ของคุณหมอจรัส ท่านจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ท่านเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ มีประวัติ โชกโชนในเรื่องของผลงานการวิจัย แต่หลังจากที่มารับราชการอยู่ในจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยเป็นเวลาหลายสิบปี ผมก็เริ่มตระหนักไปเรื่อย ๆ ว่าชีวิตการทํางาน ในมหาวิทยาลัยนั้นมีบทบาทหลายเรื่องหลายด้าน แต่ไม่ว่าจะทําอะไรก็ตามถ้าไม่มีการวิจัย ถ้าไม่ทําวิจัยตนเองนั้นก็จะล้าหลังไปเรื่อย ๆ สิ่งที่เรียนมานั้นก็จะล้าสมัย ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ไม่ทันต่อการพัฒนาของโลกในปัจจุบันแน่นอน เมื่อเป็นดังนั้นผมคิดว่าแนวทางของ การปฏิรูประบบการอุดมศึกษาของประเทศไทย ผมจึงอยากจะขอฝากกราบเรียนไว้ว่า หลาย ๆ ท่านที่อภิปรายมานั้นก็เห็นด้วยเกือบทุกข้อ แต่อยากจะให้มีคติพจน์ร่วมกันว่า การวิจัยคือชีวิตในมหาวิทยาลัยครับท่านประธาน อย่างไรก็ตามพอผมกลับมาดูหัวข้อ การปฏิรูป หัวข้อในวันนี้ใช้คําว่า ระบบการอุดมศึกษา กระผมก็สงสัยว่าระบบการอุดมศึกษา นั้นหมายถึงอะไร ก็ไปเปิดในพจนานุกรมหรือข้อบัญญัติของสํานักงานการอุดมศึกษา เขาบัญญัติไว้ว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษานั้นหมายถึงระดับการศึกษาที่สูงกว่าระดับ มัธยมปลาย อะไรก็ตามถ้าเป็นการศึกษา การเรียนการสอนที่สูงกว่าระดับมัธยมปลาย เขาเรียกว่าอุดมศึกษาทั้งสิ้น ผมก็เปิดต่อไปว่าแล้วสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยเรา ประกอบด้วยอะไรบ้าง มีกี่แห่ง ขออภัยที่ผมพยายามเปิดอยู่ในรายงานหรือเอกสารภาคผนวก ยังหาไม่เจอ ถ้าเจอต้องขออภัยนะครับ ผมเจอว่าในประเทศไทยเรามีสถาบันอุดมศึกษาอยู่ ใช้คําว่าประมาณนะครับ เพราะอาจจะนับผิด ๑๘๕ สถาบัน หรือ ๑๘๕ แห่ง ประกอบด้วย ๑. สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ๖๒ แห่ง สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ๖๒ แห่งนี้ยังประกอบเป็น กลุ่มย่อยอีกครับท่านประธาน กลุ่มที่เรียกว่ามหาวิทยาลัย ๘ แห่ง ๘ แห่งนี้เราก็คงคุ้นเคยกัน ใช่ไหมครับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร เหล่านี้เป็นต้น และประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏอีก ๓๘ แห่ง ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีก ๙ แห่ง ประกอบด้วยสถาบันอีก ๗ แห่ง ซึ่งรวมสถาบันวิทยาลัยชุมชนด้วย อีกกลุ่มหนึ่งเขาก็เขียน ไว้ว่าสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ สถาบันอุดมศึกษาในกํากับของรัฐอีก ๔๙ สถาบัน อยู่ใน สกอ. ๒๕ แห่ง ในกํากับของ กทม. ก็มีด้วยครับท่านประธาน กทม. ๑ แห่ง แล้วก็อยู่ในกํากับของ สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาอีก ๒๓ แห่ง อุดมศึกษาของรัฐ ๖๒ แห่ง ในกํากับ ๔๙ แห่ง แล้วยังมีกลุ่มที่ ๓ อีกครับ สถาบันอุดมศึกษาของเอกชนอีก ๗๔ แห่ง แล้วก็ยังมี วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกของกระทรวงกลาโหมอีก แบบนี้เป็นต้น ผมก็เลยคิดว่าการที่ เรากําลังศึกษาเรื่องระบบการอุดมศึกษา ในกลุ่มต่าง ๆ นั้นย่อมมีความแตกต่างกัน ในวัตถุประสงค์หรือว่าระดับความเข้มข้นของการที่เราจะมาปฏิรูป เพราะถ้าหากว่าเป็น สถาบันอุดมศึกษาที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยก็ย่อมอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นสํานักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษาก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับเอกสารที่มีอยู่ใน หน้า ๓๕ ซึ่งท่านเขียนเอาไว้ว่าในที่นี้คณะกรรมาธิการเสนอแนะให้รัฐแบ่งกลุ่ม สถาบันอุดมศึกษาออกเป็น ๖ ประเภท ในหน้า ๓๕ ซึ่งท่านเขียนไว้ว่า ๑. มหาวิทยาลัยวิจัย ๒. มหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญเฉพาะ ๓. มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาประเทศ ๔. สถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทาง ๕. สถาบันอุดมศึกษาระดับต่ํากว่าปริญญาตรี ๖. สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ผมคิดว่าแบ่งแบบนี้เท่ากับเป็นการไปแบ่งเกรด (Grade) ต่าง ๆ ของสถาบันเขา ซึ่งไม่น่าจะมีความจําเป็น ถ้าจะกรุปปิง (Grouping) เป็นภาพรวม เราก็ น่าจะกรุป (Group) เป็นมหาวิทยาลัย ก็คือเป็น ๑ กลุ่มเท่านั้น หรือว่าตามมาด้วยกลุ่มที่ ๒ จะเป็นวิทยาลัย ก็เป็นอีก ๑ กลุ่ม ที่ผมกราบเรียนเช่นนี้เพราะว่าไม่ว่ามหาวิทยาลัยที่ก่อตั้ง ขึ้นนั้นจะเก่าเพียงใดก็ตาม จะเก่งเพียงใดก็ตาม จะชํานาญเฉพาะด้านไหนก็ตาม หนีไม่พ้น ภารกิจสําคัญ คือ ๑. มหาวิทยาลัยย่อมมีภารกิจในการให้การสอน ๒. ทําการวิจัย ๓. บริการ วิชาการ ๔. บริการสังคม อาจจะมีข้อ ๕ ข้อ ๖ ก็สุดแท้แต่ ทุกที่ต้องสอน ทุกที่ต้องทําวิจัย ทุกที่ต้องทําบริการวิชาการ ทุกที่ต้องทําบริการสังคม ส่งเสริม ทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรม แบบนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะแบ่งอย่างไรก็ตาม ถ้าเราไปเขียนบอกว่ามหาวิทยาลัย กลุ่มนี้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้เป็นมหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญเฉพาะ ก็ไม่ใช่ครับ เพราะผมเรียนแล้วว่าขึ้นชื่อว่ายูนิเวอร์ซิตี (University) ขึ้นชื่อว่ามหาวิทยาลัย ต้องสอน ต้องทําวิจัย ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ต้องทําบริการวิชาการ ต้องทําบริการ สังคม ผมคิดว่าอย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์ของการมีมหาวิทยาลัยย่อมเหมือนกันอยู่แล้ว มีภารกิจ อยู่ใน ๔-๕ ข้อตรงนี้ จะไปบอกว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัย ก็ไม่ใช่ จะไปบอกว่ามหาวิทยาลัยมหิดลเป็นมหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญเฉพาะ หรือว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เชี่ยวชาญเฉพาะก็ไม่ใช่ ทุกที่เขาจะเชี่ยวชาญเฉพาะได้ เขาต้องมีการทําวิจัย เขาจะทําวิจัยได้ก็ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพราะฉะนั้น ผมจึงอยากจะขอกราบเรียนว่าในเรื่องของการจัดการระบบการอุดมศึกษานั้น ขออนุญาต ท่านลองปรับปรุงอีกนิดหนึ่ง

ข้อสุดท้ายครับ ๑ นาทีสั้น ๆ เอกสารในหน้า ๓๐ ผมค่อนข้างจะเป็นห่วง ที่เขียนบอกว่าระบบการบริหารบุคคล แนวทางแก้ไข หน้า ๓๐ ข้อ ๔ เพื่อส่งเสริมให้ คณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาสนใจขอตําแหน่งทางวิชาการ แล้วก็มีการเสนอว่าถ้าเป็น อาจารย์แล้วจะต้องได้ ผศ. ภายใน ๕ ปี ถ้าเป็น ผศ. แล้วจะต้องขอ รศ. ให้ได้ภายใน ๗ ปี มิฉะนั้นจะพ้นจากตําแหน่งอาจารย์ มิฉะนั้นจะพ้นจากตําแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผมคิดว่า เป็นมาตรการที่น่าจะเข้มงวดเกินไป หรือว่าน่าจะสร้างความท้อแท้ให้กับบุคลากรหรือไม่ อย่างไร ผมคิดว่ามาตรการในการปรับปรุงแก้ไขบุคลากรเราน่าจะใช้มาตรการในการส่งเสริม จะเรียกว่าอัดฉีดก็ได้ ย่อมจะสร้างพละกําลังแล้วก็สร้างความสามัคคีได้ดีกว่า ตามที่ทุกวันนี้ ทุกคนก็ทราบอยู่แล้วว่าคนที่เป็นอาจารย์ถ้าได้เป็น ผศ. ผศ. เป็น รศ. รศ. เป็น ศ. นั้นก็จะมี เงินค่าตอบแทนพิเศษประจําตําแหน่งทางวิชาการ ท่านอาจจะบอกว่าถ้าตําแหน่งไม่เลื่อนขึ้น ในจํานวนกี่ปี ๆ เงินสนับสนุนเหล่านั้นอาจจะถูกริบคืนก็ย่อมเป็นไปได้ แต่ว่าถ้าใช้คําว่า พ้นจากตําแหน่งอาจารย์ พ้นจากตําแหน่ง ผศ. พ้นจากตําแหน่ง รศ. งงนะครับ คําว่าพ้น แปลว่าอะไร คนทําทุจริตมิชอบเขายังไม่โดนไล่ออกเลย มีการสอบสวนทางวินัยอะไรกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะสร้างความสับสนให้ได้ จึงขอกราบเรียนมา ขอบพระคุณครับ