สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ หารือการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา โดยเน้นความสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์กับศิลป์ศาสตร์ การเชื่อมโยงวิจัยกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการปรับตัวของมหาวิทยาลัยให้ยั่งยืนทางการเงินผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการส่งเสริมความเป็นสากลโดยการดึงนักศึกษาต่างชาติ สนับสนุนธรรมาภิบาล และการประเมินคุณภาพด้วยเกณฑ์เอ็ดเปกซ์ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและลดภาระการประเมินจากภายนอก พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยในการเรียนการสอนและการรับผิดชอบต่อสังคม ขณะส่งเสริมให้แต่ละสถาบันพัฒนาจุดเด่นเฉพาะตัวได้อย่างเหมาะสม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๓ กระผมขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา ที่ได้กรุณานําแผนปฏิรูประบบการอุดมศึกษามานําเสนอในวันนี้ การศึกษา เป็นเรื่องที่สําคัญมากในการพัฒนาประเทศ ไม่จําเป็นจะต้องเอ่ยว่าประเทศใดบ้าง แต่เป็น ที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าประเทศใดที่พัฒนาส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานการศึกษาที่ดี มีความสัมพันธ์ อย่างใกล้ชิดระหว่างพัฒนาการของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ผมอยากเรียนว่าระดับอุดมศึกษานั้นหน้าที่หลักก็คือการให้การศึกษา ระดับสูงสุด คําว่า การให้การศึกษา ผมอยากยกคํานิยามที่กล่าวถึงการศึกษาไว้ คํานิยามหนึ่งว่า การศึกษานั้นมิใช่มีเพียงเพื่อการเตรียมตัวสําหรับการดํารงชีพ แต่เป็น เรื่องของชีวิต เอดูเคชัน อีส นอต โอนลี ฟอร์ ลิฟวิง บัต ออลโซ ฟอร์ ไลฟ์ (Education is not only for living but also for life) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ เมื่อเป็นเช่นนี้การเรียนการสอน ในมหาวิทยาลัยจึงจะต้องเป็นการเรียนการสอนที่มีเนื้อหาสาระทั้งในเรื่องของการเตรียมตัว สําหรับทักษะในปัจจุบันและในอนาคต และการเตรียมตัวในเรื่องของชีวิต ด้วยเหตุนี้เอง การศึกษาในระดับอุดมศึกษาจึงมิใช่เฉพาะการศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี หรืออย่างที่เรียกกันว่าไซเอนซ์ เทคโนโลยี เอนจิเนียริง แอนด์ แมเทเมติกส์ (Science, Technology, Engineering and Mathematics) หรือที่เรียกย่อ ๆ กันว่าสเต็ม (STEM) เท่านั้น แต่ว่าการศึกษาในเรื่องของศิลปะ วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ดนตรี ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตที่จําเป็นจะต้องอยู่ในองค์ประกอบของการศึกษา เพราะถ้าหากว่าเราเน้นเฉพาะในเรื่องของไซเอนซ์ เทคโนโลยี เอนจิเนียริง แอนด์ แมเทเมติกส์ (Science, Technology, Engineering and Mathematics) หรือสเต็ม (STEM) เราก็จะ ลืมภาคส่วนของการศึกษาเพื่อชีวิตไป ด้วยเหตุนี้เองหลักสูตรจึงจะต้องเป็นหลักสูตรที่ ประกอบกันทั้ง ๒ ภาคส่วนนั้น เหมือนกับสมองที่มี ๒ ซีก ที่เป็นซีกของเหตุผล เป็นซีก ของอารมณ์และจินตนาการ ในด้านของการวิจัยจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชื่อม การวิจัยที่อยู่บนหอคอยงาช้างลงไปสู่โลกของความเป็นจริง ต้องเชื่อมการวิจัยไปสู่การเพิ่ม มูลค่าทางเศรษฐกิจ เชื่อมการวิจัยไปสู่การสร้างประโยชน์ทางพาณิชย์ ทางอุตสาหกรรม เชื่อมการวิจัยไปสู่การสร้างประโยชน์ต่อสังคม เพราะฉะนั้นการวิจัยที่เป็นสาระสําคัญ ของมหาวิทยาลัยนั้นก็เชื่อมไปสู่เศรษฐกิจและสังคมด้วยเช่นเดียวกัน บทบาทของ มหาวิทยาลัยที่สําคัญอีกบทบาทหนึ่งก็คือบทบาทในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม ดังที่ ท่านนายแพทย์อําพล จินดาวัฒนะ ได้แถลงเอาไว้ มหาวิทยาลัยจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี การวางแผนสร้างโครงการที่เกี่ยวข้องกับชุมชนที่ใกล้มหาวิทยาลัย เกี่ยวข้องกับสังคม ที่อยู่ไม่ห่างไกลมหาวิทยาลัย รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับระดับชาติ เพราะฉะนั้นบทบาท ของอุดมศึกษาก็จะเป็นบทบาทที่ไม่ได้ลอยตัวออกไปจากสังคม มหาวิทยาลัยจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะว่าในระยะยาวมหาวิทยาลัยจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็น มหาวิทยาลัยที่มีความเป็นอิสระ ยืดหยุ่นในการบริหาร ดําเนินการด้วยตัวเองได้ การทําเช่นนั้นได้ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีความยั่งยืนทางด้านการคลัง และทางด้านการเงิน มีงบประมาณที่ตัวเองสามารถที่จะอยู่ได้ ซึ่งการจะทําเช่นนี้ได้ ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างประโยชน์จากการวิจัยให้เป็นประโยชน์เชิงพาณิชย์ จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขยายการศึกษาออกไปนอกห้องเรียน ไม่ใช่การศึกษาสําหรับ นักศึกษาเท่านั้น แต่เป็นการศึกษาสําหรับประชาชนทั่วไปด้วย ด้วยโครงสร้าง ประชากรศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันทุกมหาวิทยาลัยมีปัญหาว่านักศึกษาสมัคร เข้าเรียนไม่เท่ากับจํานวนนักศึกษาที่เปิดรับ ซึ่งต่างกับสมัยก่อนที่แย่งกันเข้าศึกษา เดี๋ยวนี้ แย่งกันเพื่อที่ให้นักศึกษาเข้ามาเรียน โครงสร้างประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป จากเดิม และการมีสถาบันอุดมศึกษาที่มากขึ้นเป็นปัญหาว่ามหาวิทยาลัยจะอยู่รอด ได้อย่างไร มหาวิทยาลัยก็ต้องขยายการศึกษาออกไปนอกรั้วมหาวิทยาลัยไปสู่ประชาชน ข้างนอก ก็ต้องสร้างการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง อันดับหนึ่งของโลกอย่างมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็มีฮาร์เวิร์ด เอกซ์เทนชัน สคูล (Harvard Extension School) ซึ่งเป็นโครงการให้การศึกษาสําหรับประชาชนทั่วไปที่พ้นวัยการศึกษา โดยทั่วไปแล้วสามารถกลับเข้ามาศึกษาได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างพลเมืองที่อยู่ในวัย ที่เลยการศึกษาตามปกติไปแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยอีกด้วย
ประการต่อไป มหาวิทยาลัยจะต้องมีความเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ ข้อที่ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่าเมื่อมีนักศึกษาในประเทศน้อยลงก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหา นักศึกษาจากต่างประเทศเข้ามาศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาในประเทศรอบบ้าน ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา หรือแม้กระทั่งจีนตอนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศจีน ซึ่งระบบการศึกษาเป็นระบบที่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นหลัก ใครที่เข้า มหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้ก็ไม่มีที่เรียนจําเป็นจะต้องหาที่เรียนในต่างประเทศ จึงเป็นโอกาส สําคัญในการสร้างความเป็นสากลของมหาวิทยาลัยให้มากขึ้น และที่สําคัญก็คือมหาวิทยาลัย นั้นต้องสร้างระบบธรรมาภิบาล ถ้าปราศจากระบบธรรมาภิบาลแล้วเรื่องอื่น ๆ ก็พลอยที่จะ ไม่สามารถดําเนินการไปได้อย่างเช่นที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นสาระของความเป็น สถาบันระดับอุดมศึกษา ทั้งในเรื่องของการเรียนการสอน การวิจัย การรับผิดชอบต่อสังคม การพึ่งตัวเองได้ มีความยั่งยืนทางด้านการเงินและความเป็นสากล เป็นหลักสําคัญที่ผม อยากเรียนเสนอเพิ่มเติม ในเรื่องของคุณภาพ ผมเห็นด้วยกับการนําเสนอที่แยกให้เล่มของ การรักษาคุณภาพกับการประเมินคุณภาพการศึกษาออกจากกัน เมื่อมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ออกไปสู่มหาวิทยาลัยในกํากับ ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างมาตรฐานโดยการกํากับ จากภาครัฐ ว่าภาครัฐจะกํากับให้สถาบันอุดมศึกษานั้นมีมาตรฐานอย่างไร อีกเรื่องหนึ่ง ในตัวสถาบันการศึกษานั้นเองจะประเมินตนเองอย่างไร ซึ่งการประเมินตนเองอันนี้ก็มิใช่ว่า จะประเมินตนเองอย่างไรก็ได้ ก็ควรจะประเมินตนเองโดยมีมาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ในปัจจุบันถ้าหากว่าจะให้มีการประเมินด้วยตัวเองได้ก็จะต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน มาตรฐานของเอดเปกซ์ (EdPEx) ก็คือมาตรฐานของโครงการที่เรียกว่า เอดูเคชันนัล ไครทีเรีย ฟอร์ เพอร์ฟอร์มานซ์ เอกซ์เซลเลนซ์ (Educational Criteria for Performance Excellence) ซึ่งก็จะมีการกําหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้ว่าที่จะมีมาตรฐานของเอดเปกซ์ (EdPEx) นั้นเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าใครเข้ามาตรฐานนี้ได้ก็เข้าสู่ระบบประเมินตนเองไม่ต้องให้ หน่วยงานภายนอกมาประเมิน ซึ่งนอกจากจะเป็นการประหยัดเวลาของทุกส่วนแล้วก็ยัง ทําให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยเองได้มุ่งหน้าในการทําหน้าที่ของการให้การศึกษา การทํา วิจัย ของการรับผิดชอบต่อสังคม ยิ่งกว่าที่จะต้องมาใช้เวลาในการประเมินคุณภาพต่าง ๆ โดยไม่จําเป็นให้กับหน่วยงานภายนอก
โดยสรุปผมเห็นด้วยว่าควรจะต้องมีการปฏิรูประบบการอุดมศึกษาในเรื่อง ของเนื้อหาสาระ และในเรื่องของการแยกมาตรฐานออกจากการประเมินคุณภาพ และเห็นด้วยกับท่านศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ว่ามหาวิทยาลัยแต่ละมหาวิทยาลัยต่างก็มี จุดเด่นของตัวเอง สร้างจุดเด่นของตัวเองได้ แต่ว่าหน้าที่หลักในเรื่องการเรียนการสอน ในเรื่องของการรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหน้าที่หลักที่ทุกมหาวิทยาลัยจะต้องมีอยู่แล้ว แต่ว่า จะให้มหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่งมีความโดดเด่นโดยเฉพาะนั้นก็เป็นเรื่องที่สร้าง ความโดดเด่นโดยเฉพาะได้ แต่มิได้หมายความว่าจะต้องทําให้หน้าที่หลักของความเป็น มหาวิทยาลัยนั้นจางหายไป ก็ขออนุญาตกราบเรียนนําเสนอเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ