สุรินทร์ ชี้ปัญหาสภามหาวิทยาลัย พร้อมเสนอทบทวนการปฏิรูปอุดมศึกษา

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หารือประเด็นการพัฒนาการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยเสนอให้ทบทวนบทบาทการกำกับดูแลเพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระ เลิศทางวิชาการ และการใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเน้นความสำคัญของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม พัฒนานักศึกษา ปรับปรุงหลักสูตรและคุณภาพอาจารย์ รวมถึงการทบทวนนโยบายกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ก่อปัญหาหนี้เสีย และเรียกร้องให้พิจารณากระบวนการแต่งตั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยอย่างรอบคอบ พร้อมแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการรวมอุดมศึกษากับกระทรวงวิทยาศาสตร์หรือการตั้งกระทรวงอุดมศึกษาใหม่ โดยย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษาอย่างรอบด้านเพื่อความมั่นคงและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กราบขอบพระคุณท่านมากครับ พี่ ๆ สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านครับ รายงานสั้น แต่ผมคิดว่ามีสาระสําคัญมากทีเดียว จะเป็น พื้นฐานของการที่จะพัฒนาชาติบ้านเมืองไปในอนาคตโดยเฉพาะตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ คือ เป็นประเทศที่ก้าวไปสู่ประเทศ ๔.๐ ก่อนที่จะอภิปรายในเนื้อหานี้ ผมอยากกราบเรียนพื้นฐานสักนิดหน่อยว่าที่มาของ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งอย่างที่อภิปรายกันมาแล้วมีที่มาต่างกัน ในอดีต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สังกัดกรมศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดลหรือมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ในอดีต ก็สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ ในแต่ละแห่งสังกัดต่างกันไป อย่างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เดิมสังกัดกรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาความเจริญก็เปลี่ยนแปลงไป พอปี ๒๕๐๒ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็เห็นว่ามหาวิทยาลัย ควรจะมีเอกภาพเป็นในแนวทางเดียวกัน ท่านก็ไปรวบรวมและออกพระราชบัญญัติใหม่ รวมมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาไว้ในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี เมื่อสังกัดไปแล้วสักพักหนึ่ง พอถึงสมัย จอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ผมเท้าความไปนิดหนึ่งเมื่อ จอมพล สฤษดิ์ขึ้นมาท่านตั้งสภาการศึกษาขึ้นมา ท่านตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้นมา เพื่ออะไร เพื่อที่ต้องการที่จะพัฒนาประเทศให้รวดเร็ว เมื่อเป็นเช่นนี้ปุ๊บแล้วท่านก็ตั้ง กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้นมา ท่านไปดูในประวัติศาสตร์ ต่อมาก็ล้มเลิก กระทรวงนี้ไป เมื่อเป็นเช่นนี้พอมาถึง พ.ศ. ๒๕๑๕ ที่ประชุมอธิการบดีสภาการศึกษา ก็ร่วมกันไปกราบเรียนท่าน จอมพล ถนอมว่ามหาวิทยาลัยต้องมีอิสระ เสรีภาพ และมี ความเป็นเลิศทางวิชาการ ท่าน จอมพล ถนอมก็เห็นด้วย จึงได้ตั้งทบวงมหาวิทยาลัยขึ้นมา แต่ก่อนชื่อทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ มีคําว่า ของรัฐ ด้วย ต่อมาก็เอาคําว่า รัฐ ออกไป เนื่องจากมีมหาวิทยาลัยมากขึ้นตั้งขึ้นมา อย่างมหาวิทยาลัยเอกชนดัง ๆ เดี๋ยวนี้มีเป็น เกือบร้อยแล้ว จากนั้นปี ๒๕๒๐ ก็มีการร่างพระราชบัญญัติระเบียบการปฏิบัติราชการ ของทบวงมหาวิทยาลัยขึ้นมา ท่านครับ ที่ผมต้องนําประวัติขึ้นมาก็คือว่าอยากจะนําเรียน ท่านว่ามีที่มาที่ไป และพระราชบัญญัติปี ๒๕๒๐ ก็ถูกยกเลิกไป เมื่อรวมมหาวิทยาลัย ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเมื่อปี ๒๕๔๕ ผมไปดูแล้วพระราชบัญญัติระเบียบการปฏิบัติ ราชการของทบวงมหาวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๒๐ มาตรา ๔ ดีมากเลย ผมจะนําเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ดีตรงไหนครับ มาตรา ๔ (๗) แต่ยกเลิกไปแล้ว ผมฟื้น ความหลังให้สักนิดหน่อย รัฐมนตรีมีอํานาจ ๑๑ เรื่อง ตั้งแต่กํากับ ประเมินผล ตั้ง ติดตาม ครบเลยครับ แต่ว่าท่านไม่ได้ทําเองท่านก็ตั้งกรรมการขึ้นมาแล้วก็มีกรรมการ ทบวงมหาวิทยาลัย แล้วก็เชิญอาจารย์ผู้ใหญ่มาเป็นประธาน มาตรา ๔ (๗) กําหนดไว้ว่า พิจารณาเสนอการจัดตั้ง ยุบ รวม ปรับปรุง และเลิกสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในสังกัด และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในกํากับต่อคณะรัฐมนตรี อํานาจเยอะมาก แต่ไม่เคยใช้เลย เพราะไม่เคยยุบรวม ไม่ใช่รัฐมนตรีอยู่ ๆ ลุกขึ้นมาแล้วก็ยกเลิก ต้องผ่าน ครม. ด้วยนะครับ มาตรา ๔ (๘) พิจารณาอนุมัติการจัดตั้ง ยุบ รวม ปรับปรุง และยกเลิกสถาบันอุดมศึกษา เอกชนเห็นไหมครับ แต่ ๓ ปีที่ผ่านมาพอมีปัญหามหาวิทยาลัยของเอกชนแห่งหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีท่านหนึ่งเดี๋ยวนี้ท่านพ้นไปแล้ว แก้แทบตาย ในที่สุดรัฐบาลก็ต้องออก มาตรา ๔๔ มา จริง ๆ ถ้ามีพระราชบัญญัติฉบับนี้ปัญหาก็จะไม่หนักถึงขนาดนั้น จากการที่มี รัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัยท่านแรกคือดอกเตอร์บุญรอด บิณฑสันต์ จนถึงรัฐมนตรี คนสุดท้ายท่านที่ ๒๓ คือท่านสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ทบวงนั้นก็ยกเลิกไป แล้วก็มาสังกัดอย่างที่ท่านกําลังทําอยู่นี้ ปัญหาของมหาวิทยาลัยผมอยากกราบเรียนว่า มีปัญหาเรื่อยมา เพราะผมอยู่ทบวงมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ จนถึง พ.ศ. ๒๕๓๓ ผมกราบเรียนต่อไปอีกนิดหนึ่งท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยเขาคํานึงถึง ๓ ส่วน ๑. ความเป็นอิสระทางวิชาการ คือสามารถที่จะต้องคิด วิจัย และพัฒนาได้ ๒. ความเป็นเลิศ ทางวิชาการ ทั่วโลกก็เป็นเช่นนั้น แล้วหลายท่านก็กล่าวไปแล้ว ๓. ต้องคํานึงถึง ความเป็นไปได้และอนาคตที่มั่นคง ถามว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่อะไร ท่านกรรมาธิการ ที่นั่งอยู่ข้างบนผมคิดว่าท่านก็ทราบแล้ว ความเป็นเลิศ ความเป็นอิสระก็ต้องมีขอบเขตจํากัด ไม่ใช่อยู่ ๆ คณะวิชาต่าง ๆ จะลุกขึ้นมาสอนอวิชชาไม่ได้ ๑. ต้องสอนวิชาที่จะเป็นประโยชน์ ต่อชาติบ้านเมือง ๒. ต้องเน้นเรื่องการเรียนการสอนที่เป็นเลิศ ต้องเน้นการวิจัยและพัฒนา เป็นเลิศ ๓. เมื่อทําวิจัยแล้ว สอนดีแล้วก็ต้องนํา ๒ สิ่งนี้ไปบริการทางวิชาการ คือเมื่อเป็น ศาสตราจารย์ เป็นรองศาสตราจารย์ เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์แล้วมีผลงานวิจัย จะด้วยตนเอง หรือคณะ หรือร่วมกับนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอกก็ตามใจ ก็ต้องบริการทางวิชาการ เมื่อใครมาขอว่าอย่างนี้ควรจะทําอะไร นั่นก็คือสามารถเป็นเงินเป็นทอง หรือพูดกันง่าย ๆ ก็คือกินได้ ไม่ใช่วิจัยแล้วก็ทําอะไรไม่ได้

สุดท้าย ความเป็นอยู่หรืออยู่ยอดรอดของชาติบ้านเมืองเราสําคัญมาก นั่นคือ มหาวิทยาลัยไม่ว่าของรัฐหรือเอกชนต้องอยู่ในจิตวิญญาณ ก็คือต้องรู้จักทํานุบํารุงศิลปะ และวัฒนธรรม ยกตัวอย่างให้เห็นถ้าท่านไม่เชื่อผม ท่านออกจากที่นี่แล้วไปสนามหลวงเย็นนี้ ก็ได้ว่านี่คือศิลปวัฒนธรรม หรือในที่ประชุมแห่งนี้ผลัดกันพูดผลัดกันวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ นี่ก็เป็นศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ทีนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่าที่ท่านกําลังเสนอมานี้ อยากให้คิดให้รอบคอบอีกทีหนึ่ง แต่ทีนี้พอมาพูดถึงมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เราจะพูดกันถึง เรื่องโครงสร้างว่าจะไปสังกัดไหน จะมีอะไรร้อยแปด จะมีรัฐมนตรีไหม จะเอาไปสังกัดอะไร เรายังไม่เคยพูดถึงว่าประชาชนจะได้อะไรเลย หรือเรายังไม่เคยพูดเลยว่าถ้าปรับปรุงอย่างนี้ แล้วนักศึกษาจะดีขึ้นไหม ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าเอาเรื่องนี้ที่เป็นนโยบายที่ดี แต่ว่าบัดนี้เขาเสียหาย การกู้ยืมเงิน ก.ย.ศ. ก็คือสร้าง ทําให้พ่อแม่ รวมทั้งนักศึกษา ส่วนหนึ่งคิดว่าเงินหลวงไม่ต้องใช้คืน บัดนี้เรื่องดี ๆ ของ ก.ย.ศ. คือปล่อยเงินกู้ไป ประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านรู้ไหมว่าเป็นเอ็นพีแอล (NPL) เท่าไร ๓ ใน ๔ คือ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วไม่มีวันที่จะใช้คืนได้หรอกครับ เพราะว่าเขาหางานทําไม่ได้ ไม่ได้ไปเรียนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปเรียนอะไร ไปเรียนวิชาศิลปะ ไปเรียนวิชา ประวัติศาสตร์ ร้อยแปดจิปาถะ ใครจะจ้างไปทํางาน จ้างไปไว้ที่ไหน เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยก็ต้องคํานึงถึงหลัก ๓ ประการ ๑. คือนึกถึงนักศึกษาก่อนว่าเขาเรียนแล้ว จะไปทํางานได้ไหม มีความรู้ความสามารถครบถ้วนตามหลักสูตรไหม มีวินัยไหม มีวิจารณญาณไหม มีสติปัญญาไหม มีความเฉลียวฉลาดไหม ถามว่าจากตรงนี้เขาจะไปเป็น ประชาชนที่ดีทําให้ชาติเจริญรุ่งเรือง นําไปสู่ยุทธศาสตร์ดี หรือเรียกว่ายุทธศาสตร์ชาติ ที่รัฐบาลนี้กําลังทําอยู่ ถ้าได้นักศึกษาไม่มีคุณภาพยุทธศาสตร์ก็ไปไม่ได้ ๒. จะต้องได้ อาจารย์ที่มีคุณภาพ สมควรกับฐานะ การที่จะเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ หรือศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ก่อนนี้มีระดับ ๑๐ ระดับ ๑๑ ถามว่ามีศาสตราจารย์ สักกี่มากน้อยที่สามารถทําวิจัยแล้วพัฒนาได้ คือเป็นเงินได้ กินได้ ผมยืนยันว่ามีแต่ไม่มาก

สิ่งที่เราจะต้องสนใจก็คือว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัยที่พูดกันไปแล้ว การจะได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย รวมทั้งประธานสภามหาวิทยาลัย ขณะนี้ก็ยังมี ปัญหาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ผมไม่มีเวลาที่จะกราบเรียนท่านในที่นี้ แต่ว่า ๓ อย่างนี้ ต้องคํานึงถึงและดูแลให้ละเอียดรอบคอบ ท่านประธานครับ ทีนี้ผมมีข้อเสนออย่างไร วันนี้ ที่ผมไม่มีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ผมคิดว่าเรื่องนี้พูดกันเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) กันไม่ได้ พอพูดเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ใครก็ต้องรู้จัก ทบวงมหาวิทยาลัยรู้จัก กระทรวงศึกษาธิการรู้จัก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ผมถามคําถามสัก ๒-๓ ข้อให้ท่านกรรมาธิการตอบได้ไหมว่าความคิดที่ ๑ ของท่านว่าท่านนําไปรวมกับเรื่องวิทยาศาสตร์ จะแถมด้วยเทคโนโลยีหรือไม่ก็ตาม ถูกต้อง ดีแล้วในปัจจุบันและในอนาคตหรือไม่ สําหรับผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมเชื่อว่า ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะคําว่า มหาวิทยาลัย มหา แปลว่าใหญ่ มีทุกสาขาวิชา ถ้าท่านไปรวมกับวิทยาศาสตร์ผมก็จะถามว่าผมจบสังคมศาสตร์มา ผมจบ ศึกษาศาสตร์มา ผมจบนิติศาสตร์มาแล้วไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ตรงกับชื่อที่ท่านจะไปรวมไหม ก็จะเป็นปัญหาน้ํากับน้ํามันไม่จบ ท่านลองตอบคําถามดู ท่านไม่ตอบที่นี่ก็ได้ ท่านจะตอบ เมื่อไรก็ได้ แล้วผมจะตามไปรับฟังท่าน เพราะผมยังคงมีอายุอีกนานแม้จะ ๗๐ ปีแล้วก็ตาม ๒. การแยกไปตั้งกระทรวงอุดมศึกษา สมมุติถ้าท่านจะเสนออย่างนี้ ถามว่าท่านคิดว่า เป็นเอกภาพ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไหม จะไปได้สักกี่น้ํา ถามว่าผมพูดอย่างนี้ปรามาส กรรมาธิการไหม ไม่ใช่ ผมถามว่าการจัดระดับอุดมศึกษาก็คือสอนปริญญาตรีขึ้นไปใช่ไหม ครับ ในอดีตสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้ามี ๓ สถาบัน พระนครเหนือ ลาดกระบัง ธนบุรี บัดนี้บางแห่งก็เป็นมหาวิทยาลัยไปแล้ว บางแห่งก็ยังใช้ชื่อเดิมเลย เขาไม่ได้สนใจว่าชื่อนั้น สําคัญไฉนจะไปอยู่กับใคร เขาสนใจว่าเขาทําอะไรให้กับสังคมได้ ผมยกตัวอย่างลาดกระบัง เขาเก่งในเรื่องของดาวเทียมสื่อสาร พอถึงธนบุรีเขาเก่งในเรื่องของพลังงาน แล้วผมถาม ต่อไปว่าเราผ่านไปแล้วมหาวิทยาลัยกีฬาสังกัดอะไรครับ เดิมที่เสนอมาโดยกรรมาธิการ และผ่านไปแล้ว คือสังกัดการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ต้องเอามารวมไหม ถ้าไม่รวม ก็ไม่เป็นเอกภาพถูกไหมครับ ถ้าเราจะมีกระทรวงอุดมศึกษา ถามต่อไปว่า วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีมีอยู่ทั่วประเทศ ๓๔ แห่ง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข เขาผลิตปริญญาตรีพยาบาลศาสตร์ ถามว่าท่านเอามารวมไหม ถ้าไม่รวมก็ไม่เป็นเอกภาพ เขย่งไปเขย่งมา อาชีวศึกษาบางส่วนหรือพัฒนศิลปกรรมของกรมศิลปากรเขาก็สอน ปริญญาตรี ท่านเอามารวมไหม ผมว่าจะยุ่งกันไปใหญ่ อย่างไรก็ตามผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าในส่วนตัวผมเรื่องของการไปปฏิรูประบบการศึกษา ในระดับอุดมศึกษาเป็นปัญหาวิกฤตที่ต้องรีบดําเนินการ แต่ผมยังไม่เห็นด้วยที่ท่านจะเอาไป รวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือท่านจะตั้งอีกกระทรวงมาเป็น กระทรวงอุดมศึกษา เพราะชีวิตผมก็ผ่านการเป็นข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการมาแล้ว อยู่ทบวงมหาวิทยาลัยมาแล้ว เคยเป็น อ.ก.พ. กระทรวงศึกษาธิการมาแล้ว แล้วบัดนี้ผมก็ ต้องนําเสนอว่าสิ่งที่ผมคิดจะถูกจะผิดขึ้นอยู่กับท่านกรรมาธิการไปคิดก็แล้วกัน ผมนํา กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการด้วยความเคารพและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ด้วยความเคารพว่าขอให้คิดให้รอบคอบว่าเราจะปฏิรูปอะไร จะปฏิรูปให้คนเป็นรัฐมนตรี เป็นปลัดกระทรวง เป็นอธิบดี หรือจะปฏิรูปให้พัฒนาประเทศไปสู่ประเทศ ๔.๐ มั่นคง มั่งคั่ง หรือยั่งยืน หรือเราจะปฏิรูปอะไร กราบเรียนด้วยความเคารพ ด้วยความบริสุทธิ์ใจนะครับ แต่ถ้าถามผม ณ วันนี้ถ้าจะยัง ไม่ลงมติ ผมอยากเห็นกรรมาธิการถอยไปสักก้าว กลับไปพิจารณาทบทวนให้ชัดเจนว่า ท่านจะเอาอย่างไรแน่ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ