สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๗ · ๔ เมษายน ๒๕๕๙

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม

รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๑๒/๒๕๕๘ วันจันทร์ที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๙ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา และห้องสมุดรัฐสภา ก่อนหน้านี้แล้วนะครับ มีท่านผู้ใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นอีกไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เมื่อไม่มีก็ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมดังกล่าวนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการด้านการเมืองได้มีหนังสือขออนุญาตให้ พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา เลขานุการอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถาม ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้พิจารณาอนุญาต จึงขอเชิญท่านดังกล่าวเข้าร่วม ประชุมด้วยนะครับ

(พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา เลขานุการอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป การเมือง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)

ขอเชิญกรรมาธิการเข้าประจําที่นะครับ

(คณะกรรมาธิการเข้านั่งประจําที่)

สําหรับรายชื่อผู้ชี้แจงมีดังนี้นะครับ ๑. ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิก วุฒิสภา อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ๒. ท่านสุชน ชาลีเครือ ข้าราชการ การเมือง ตําแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตประธานวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร อดีตประธานวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ๓. ท่านวันชัย สอนศิริ ทนายความตําแหน่งหัวหน้าสํานักงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ๔. พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา เลขานุการกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม พร้อมแล้วขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง ขอเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง เรื่อง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดังนี้นะครับ

ตามที่ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ตามข้อบังคับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๗๓ วรรคสี่ ประกอบข้อ ๘๗ บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมาธิการได้ทํากิจการพิจารณาและศึกษาเรื่องใด ๆ หรือตามที่สภามอบหมายแล้ว จะต้องรายงานต่อสภา เพื่อให้ความเห็นชอบนั้น การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง มีโจทย์ใหญ่ที่เป็นเป้าหมายสําคัญของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง ของประเทศไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ

๑. การให้ได้นักการเมืองที่ดีทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น มีจริยธรรม และคุณธรรม รักษาประโยชน์ของประเทศและประชาชน ไม่ทุจริตคอร์รัปชันและสามารถ บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีได้

๒. การให้ได้มาซึ่งระบบการเมืองที่ดี ที่เหมาะสมกับสังคมไทย โดยผ่าน พรรคการเมือง

๓. ให้มีการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม และมีมาตรการป้องกันการลงทุน ในทางการเมือง เพื่อตัดตอนไม่ให้ไปสู่การถอนทุนและการทุจริตคอร์รัปชัน

๔. การให้มีองค์กรตรวจสอบและมีมาตรฐานบังคับการใช้กฎหมายที่มี ประสิทธิภาพ เพื่อกํากับควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ

๕. ต้องสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยให้มี หลักสูตรการศึกษาทางด้านการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในระบบการศึกษา เริ่มตั้งแต่เด็กและเยาวชน และมีการให้ความรู้แก่ประชาชนโดยทั่วไป

๖. มีมาตรการแก้ไขความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองให้กับคนในชาติ

จากเป้าหมายดังกล่าว คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองจึงได้ดําเนินการศึกษาพร้อมข้อเสนอแนะและวิธีการปฏิรูปในประเด็นต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ ในแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง โดยมีเป้าหมายสําคัญเพื่อให้การเมืองไทย มีการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เริ่มวางแผนรากฐานการแก้ปัญหาเพื่อให้การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอระบบการเลือกตั้งแบบเขตเดียวคนเดียว ซึ่งทําให้ ซื้อเสียงง่าย แต่กรรมาธิการเคยและได้เสนอให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งให้เป็นเขตใหญ่ มี ส.ส. ได้ ๓ คน ประชาชน ๑ คน ลงคะแนนเลือกผู้สมัครได้ ๑ เบอร์ เนื่องจากการเลือกตั้งเขตใหญ่ จะทําให้การซื้อเสียงได้ยาก เพราะมีพื้นที่กว้างและมีประชากรเยอะ และการเลือกตั้ง ที่มี ส.ส. ได้หลายคน จะสะท้อนเสียงของประชาชน ทําให้ประชาชนมีตัวแทนของในแต่ละ กลุ่มคนได้ดีกว่า และยังแก้ปัญหาภาคนิยมอันก่อให้เกิดความปรองดองได้ดีกว่าในแต่ละพื้นที่

ข้อ ๒ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองโดยเสียงส่วนใหญ่ เสนอให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. เขตอย่างเดียว ไม่มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ เพราะต้องการแก้ปัญหา การลงทุนในทางการเมืองหรือธุรกิจการเมือง แต่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งข้อเสนอในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ การแก้ปัญหาการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญดังกล่าว ปัญหา ในเรื่องของการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมนี้ได้เป็นปัญหามาตลอดในระยะยาว ที่ผ่านมาซึ่งไม่อาจแก้ไขได้ อันเป็นบ่อเกิดแห่งการทุจริตคอร์รัปชันตามมา ดังนั้นกรณีจึงมี ความจําเป็นอย่างยิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจะต้องหา แนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง มีกรรมาธิการที่มีความรู้และมีประสบการณ์จริงต่อการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งมีรายชื่อตามที่ ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้แนะนํารายชื่อกรรมาธิการไปแล้ว ซึ่งถือได้ว่า เป็นผู้มีประสบการณ์ที่จะสามารถเสนอแนวทางการแก้ปัญหาการเมืองที่ต้องช่วยกันแก้ปัญหา เพื่อให้การเมืองนั้นไม่มีอุปสรรคอีกต่อไป เพื่อให้ได้การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมดังกล่าว คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงได้ตั้งอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมีท่านสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา เป็นประธาน ได้มีการพิจารณาศึกษาเพื่อหาแนวทางในการทําให้ การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยพิจารณาศึกษาจากข้อเท็จจริงโดยรอบด้าน ในการแก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งและแนวทางที่จะทําให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและ เที่ยงธรรม ประกอบด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง นักการเมืองจากพรรคการเมือง นักการเมืองระดับท้องถิ่น เพื่อใช้เป็นข้อมูลและแนวทางพิจารณาในการจัดทํารายงาน เรื่อง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมีเป้าหมายสําคัญคือ การสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพ ในการป้องกันการกระทําอันเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง เพื่อนําไปสู่การเลือกตั้งที่สุจริตและ เที่ยงธรรม อันก่อให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองครั้งใหญ่ที่จะทําให้การเมืองไทย เป็นการเมืองที่ใสสะอาด และจะทําให้ได้คนดีเข้ามาบริหารประเทศและปกครองประเทศ ต่อไป

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังได้ตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาอีก ๒ คณะ เพื่อให้ พิจารณาศึกษาประเด็นต่าง ๆ ตามที่กําหนดไว้ในแผนปฏิรูปด้านการเมืองอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเมืองมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นทั้งระบบ ได้แก่ การตั้งอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีท่านกษิต ภิรมย์ เป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบพรรคการเมือง ที่มีท่านสมพงษ์ สระกวี เป็นประธาน อันจะทําให้การเมืองไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อให้ได้ นักการเมืองที่ดีมีความรู้ความสามารถและเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้อยู่ในระหว่างการพิจารณา ศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองอีกด้วย

บัดนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ได้ดําเนินการ พิจารณาศึกษาเพื่อหาแนวทางในการทําให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอเสนอผลการพิจารณาศึกษารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เพื่อให้เกิดผล ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สัมฤทธิ์ผลต่อไป ในชั้นนี้จึงขออนุญาตท่านประธาน อนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ คือท่านสุชน ชาลีเครือ และท่านกรรมาธิการที่จะชี้แจงให้กับที่ประชุมได้ทราบ ขอท่านประธาน ได้โปรดอนุญาตด้วยครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเรียนเชิญท่านสุชน ชาลีเครือ

นายสุชน ชาลีเครือ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านรองประธานทั้งสองและท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน กระผม นายสุชน ชาลีเครือ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๖๘ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม กระผม ขอเสนอรายงานการปฏิรูปประเทศ เรื่อง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยขอเสนอ รายงานเพิ่มเติมดังนี้นะครับ

ตามที่ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ได้กล่าวต่อที่ประชุมสภาถึงหลักการและเหตุผล และความจําเป็น ที่จะทําให้มีการเลือกตั้งที่มีความสุจริตและเที่ยงธรรม กระผมใคร่ขอกราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกทราบถึงวิธีการพิจารณาและการศึกษา และการจัดทํารายงานของคณะกรรมาธิการ เกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม กล่าวคือคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง โดยคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง การเลือกตั้ง ที่สุจริตและเที่ยงธรรม ได้พิจารณาศึกษาจากรายงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติบางส่วน และศึกษาแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ตามที่ประธานเสรีได้กล่าวสักครู่นะครับ ในหลักการ ๖ ประเด็นใหญ่ ๆ นะครับ นอกจากนั้น คณะอนุกรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับการเลือกตั้งเข้ามาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะในการแก้ไข ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งและแนวทางที่จะทําให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง นักการเมืองจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งเป็น อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองขนาดใหญ่ พรรคการเมืองขนาดกลาง พรรคการเมืองขนาดเล็ก ตลอดจนได้เรียนเชิญผู้บริหารระดับท้องถิ่นเข้ามาร่วมประชุม ให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาหรือพิจารณาจัดทํารายงานเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่สุจริตและเที่ยงธรรม ทั้งนี้มีเป้าหมายสําคัญอย่างที่ท่านประธานเสรีได้กล่าวเอาไว้ คือการสร้าง กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการกระทํา หรือการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เพื่อนําไปสู่การเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพและการเลือกตั้งที่ประชาชนไว้วางใจได้ อันจะก่อให้เกิด ผลการเปลี่ยนแปลงในการเมืองครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในปี ๒๕๖๐ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า จะได้เป็นการเมืองใหม่ ทําให้เป็นการเมืองที่ใสสะอาดและจะทําให้ได้คนดี คนเก่ง คนที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาบริหารประเทศชาติ และให้ประเทศชาติพัฒนา มีความรุ่งเรืองต่อไป

สําหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการควบคุมการเลือกตั้งหรือการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเรารู้จักกันดี คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แม้ที่ผ่านมาจะมีอํานาจตามกฎหมาย ในการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ไว้อย่างกว้างขวางหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ควบคุมการเลือกตั้ง การดําเนินการการจัดการเลือกตั้ง การสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและการวินิจฉัย ปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นอํานาจเบ็ดเสร็จและสําคัญมาก แต่กลับปรากฏว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมายังไม่บรรลุความสําเร็จในการทําให้การเลือกตั้ง เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องด้วยภารกิจของคณะกรรมาธิการการเลือกตั้ง มีหลายประการ ทั้งก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างการเลือกตั้ง และภายหลังการเลือกตั้ง และบุคลากรของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีไม่เพียงพอที่จะรองรับภารกิจงาน ต่าง ๆ ได้ทั้งหมด การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และของพนักงาน เจ้าหน้าที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ประกอบกับสภาพบังคับการใช้กฎหมายมีปัญหา เนื่องจากกฎหมายที่ใช้เพื่อการป้องกันและปราบปรามการซื้อสิทธิ ขายเสียง ไม่มีประสิทธิภาพ ที่จะลงโทษผู้ที่ซื้อสิทธิขายเสียงอย่างจริงจัง และบทกําหนดลงโทษทางกฎหมายยังมีอัตราต่ํา อัตราโทษต่ําทําให้ผู้ที่คิดจะกระทําความผิดไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายอันส่งผลให้ไม่สามารถ ทําให้การเลือกตั้งเกิดความเป็นกลาง มีความสุจริตและเที่ยงธรรมได้เท่าที่ควร ตลอดจน การรวบอํานาจเบ็ดเสร็จไว้ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเพียงหน่วยงานเดียวทําให้การตรวจสอบ และการถ่วงดุลไม่เกิดขึ้น เช่นนี้ จึงสมควรที่จะมีการปฏิรูปอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ การเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ และเกิดสัมฤทธิ์ผลในการทําการเลือกตั้งให้มีความสุจริต และเที่ยงธรรม สําหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการปฏิรูปและขั้นตอนการขับเคลื่อนการปฏิรูป การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม กระผมใคร่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภา ได้พิจารณาอนุญาตให้ท่านวันชัย สอนศิริ ในฐานะที่ท่านเป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมได้นําเสนอรายงานต่อไป กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านวันชัย สอนศิริ

นายวันชัย สอนศิริ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ แล้วก็ท่านสมาชิกที่เคารพทั้งหลายครับ ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านสมาชิกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศและถ้าท่านจะกรุณาโดยร่วมกันพิจารณาอย่างครบถ้วน จะเป็นพระคุณต่อคณะกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่ง และด้วยความเคารพจริง ๆ อยากฟัง ความเห็นของท่านเป็นสําคัญครับ เพราะท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่นี้เป็นทั้งข้าราชการ ทหาร ตํารวจรวมทั้งภาคเอกชน ซึ่งท่านทั้งหลายนั้นมีบทบาทอย่างสําคัญต่อการเลือกตั้งของ ประเทศและบางท่านนั้นเคยมีส่วนอย่างสําคัญต่อการเลือกตั้งมาแล้ว และบางท่านนั้นนั่งบ่น นั่งว่า นั่งด่าการเลือกตั้งมาแล้ว ว่าเห็นแล้วมันโกงมันทุจริต ดังนั้นคณะกรรมาธิการอยากจะ ขอความกรุณาท่านจริง ๆ ครับ มีเนื้ออยู่ประมาณสัก ๑๐ หน้า หวังว่าถ้าท่านเมตตาได้อ่าน ได้ร่วมกันพิจารณาจะเป็นพระคุณต่อเราอย่างยิ่งในการที่จะรวบรวมความคิดเห็น และประมวลให้สมบูรณ์ ท่านทั้งหลายครับ ท่านประธานรวมทั้งกรรมาธิการหลายท่าน และอนุกรรมาธิการที่นั่งอยู่บนทีนี้ เรียนกับท่านตรง ๆ เลยครับ ทําออกมาแล้วยังไม่ได้ ดังที่ใจเราอยากได้จริง ๆ เพราะอ่านแล้วทวนแล้ว ถกเถียงกันแล้วหลายครั้ง การเลือกตั้งนี้ มันจะสุจริตเที่ยงธรรมได้จริงหรือ ด้วยความเคารพท่านนิกร จํานง เป็นบุคคลสําคัญที่ช่วยปรับช่วยแก้ช่วยดู แล้วหลายคนในกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง เรายังมีความรู้สึกเลยครับ นี่ผมขออนุญาตพูดนิดหนึ่งท่านประธาน ว่ามันจะได้หรือเปล่า แต่ที่ประชุมบอกว่าทํากันได้แค่นี้ถือว่าดีแล้ว แต่จากประสบการณ์ของ หลายท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้จะมีส่วนสําคัญเลยครับ ถ้าไม่จําเป็นจริง ๆ อย่าเพิ่งออกไปทานข้าว หรือไปประชุมที่อื่นเลยครับ เพราะเรื่องนี้ทําไมทางเราขอร้องครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราว กําหนดไว้ชัดเลยครับท่านประธาน ว่าครั้งต่อไปนี้จะต้องมีกลไกในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรมให้ได้ นั่นแปลว่าทั้งรัฐธรรมนูญก็ดี ทั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเราก็ดี ทําเรื่องนี้กันไม่ได้ ถือว่าเราไม่ได้ดําเนินการตามรัฐธรรมนูญให้มันสัมฤทธิ์ผลครับ เพราะฉะนั้น ด้วยความเคารพ จากประสบการณ์ของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเราอย่างยิ่งครับ

ประเด็นต่อมาครับท่านประธาน แม้ว่าพวกเราจะเชิญบรรดานักการเมือง หลายพรรคตามที่ท่านประธานสุชนได้บอกแล้ว ท่านทั้งหลายเชื่อไหมครับ นักการเมืองเท่าที่ ผมฟังโดยสรุปแล้ว เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าการเลือกตั้งนั้นมันจะปลอดจากการซื้อสิทธิขายเสียง หรือการทุจริตได้ นักการเมืองที่เป็นนักการเมืองเกือบทั้ง ๒๐ ปี ๓๐ ปี ก็มีความรู้สึกอย่างนั้น ถ้าเราทําเรื่องนี้ไม่สําเร็จและการเลือกตั้งครั้งต่อมาที่จะเกิดปี ๒๕๖๐ ไม่สําเร็จ ความปรองดอง สมานฉันท์อย่างที่ท่านประธานเสรีบอกแล้วคงเกิดยาก เพราะคนแพ้ก็จะบอกว่าฝ่ายนั้นโกง แล้วก็ไม่ยอมต่อรัฐบาลชุดนี้ และในขณะเดียวกันฝ่ายที่ได้เสียงข้างมากก็บอกว่ามาจาก ประชาชน แกแพ้แล้วแกยังมาเอะอะโวยวายอะไรกันอีก เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งคือหัวใจ สําคัญที่สุดครับท่านทั้งหลาย เอาละครับ ผมเข้าเรื่องในประเด็นวิธีการปฏิรูปซึ่งทาง คณะกรรมาธิการได้สรุปมา โดยมีสาระสําคัญดังที่จะกราบเรียนต่อที่ประชุมต่อไปนี้ เราเห็นว่า ภาคส่วนที่สําคัญในการที่จะขับเคลื่อนให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมได้นั้น คือ

เรื่อง ๑. ประชาชน ถ้าประชาชนไม่ตื่น ประชาชนยอมรับต่อการทุจริต การเลือกตั้ง เราคุยกันมาตลอด ชาตินี้ทั้งชาติมันก็เป็นแบบนี้ นั่นคือเรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ พรรคการเมือง ถ้าพรรคการเมือง นักการเมืองไม่ปฏิรูป ยังคิดจะแย่ง แต่อํานาจโดยไม่คํานึงความถูกความผิด เลือกตั้งเป็นแบบนี้

เรื่องที่ ๓. ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งคิดเอาชนะคะคาน อย่างเดียวโดยไม่คํานึงถึงความผิดความถูก โกง ทุจริต ซื้อสิทธิขายเสียงยังเป็นเหมือนเดิม สุดท้ายคือ กกต. และส่วนราชการ ถ้าตราบใด กกต. ในฐานะเป็นผู้มีอํานาจกํากับดูแล การเลือกตั้งไม่รุก ไม่ทํางานในลักษณะที่เห็นได้ว่ามั่นใจเลยว่าจะปราบปรามการทุจริต ซื้อสิทธิขายเสียงได้ ทํางานเหมือนที่เราเคยพูดวิพากษ์วิจารณ์กันแบบว่ารูทีน (Routine) หรืออยู่ในห้องแอร์ (Air condition) เฉย ๆ ไม่มีทางปราบการทุจริตได้ เพราะฉะนั้นคราวนี้ เราถือว่า กกต. และส่วนราชการจะมีบทบาทอย่างสําคัญที่เราเสนอต่อที่ประชุม โดยวิธีการ เรามีดังต่อไปนี้ครับ

ในเรื่องข้อ ๓.๑ ปฏิรูปการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในทางการเมือง ๓.๒ ปฏิรูปการป้องกันการทุจริตเลือกตั้งและการซื้อสิทธิขายเสียง ๓.๓ ปฏิรูปการป้องกันธุรกิจ การเมืองและนายทุนพรรคการเมือง ๓.๔ ปฏิรูปการตรวจสอบและพัฒนานักการเมือง ๓.๕ ปฏิรูปดําเนินงานที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๓.๖ ปฏิรูปกําหนดมาตรการ ลงโทษ ๓.๗ ปฏิรูปการดําเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการจัดตั้งศาลเลือกตั้ง ๓.๘ ปฏิรูป โดยการนํานวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ ทั้งหมด ๘ ประการนั้น เป้าหมาย เพื่อการเลือกตั้ง ที่สุจริตและเที่ยงธรรมครับ ผมขอให้ท่านได้โปรดพิจารณาในหน้า ๕ ข้อ ๓.๑ ผมจะไม่ได้อ่าน ทั้งหมดนะครับ ผมจะเอาเฉพาะประเด็นสําคัญ ๆ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกจะได้โปรดพิจารณา และช่วยอ่านตามไปด้วย ใน ๓.๑ ครับ ปฏิรูปการมีส่วนการเลือกตั้งของประชาชน ส่วนร่วม ของภาคประชาชน เรากําหนดว่า ต้องกําหนดให้การเลือกตั้งเป็นวาระแห่งชาติทุกครั้งที่มี การเลือกตั้งระดับชาติ เราต้องการปลุกเร้าครับท่านประธานและท่านสมาชิก เราเห็นว่า ที่แล้วมาเวลาเลือกตั้งคนมันตื่นตัวน้อย สงกรานต์ที่จะถึงนี่คนตื่นตัวมากกว่า เราก็เลยบอกว่า เวลาจะมีการเลือกตั้งควรกําหนดเป็นวาระแห่งชาติ ปลุกเร้า กระแทกกระทั้น ทุกภาคส่วน ภาครัฐต้องปลุกระดมเชิญชวนโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นการใหญ่โหมโรง และในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนทุกโรงงาน ทุกกระทรวง ทุกทบวง กรม ทุกอุตสาหกรรม ต้องปลุกเร้าให้คนตื่นตัว เหมือนกัน พอคนมันตื่นคนก็จะมาใช้สิทธิกันเยอะ เหมือนคนตื่นเทศกาลสงกรานต์นี่นะครับ คนก็จะออกไปแห่แหนไปเที่ยว ไปรณรงค์กันต่าง ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ เยอะ

ประการต่อมา ต้องขยายเวลาการลงคะแนนเลือกตั้งจากปกติที่กําหนด อยู่เดิมเป็น ๐๘.๐๐ นาฬิกา เป็น ๑๘.๐๐ นาฬิกา เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุน การเลือกตั้ง เราเชื่อกันว่าถ้าคนมาเลือกตั้งเยอะ อย่างน้อยที่สุดมันก็ไล่น้ําไม่ดีออกไปได้ บางส่วน และคนออกมาเลือกตั้งเยอะ คนที่จะใช้เงินทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงนี้ มันก็จะถูกกลื่น ไปด้วยคนที่มาใช้สิทธิกันมาก อันนี้คือประเด็นที่เราเสนอเป็นข้อปฏิรูปในเรื่องภาคของ ประชาชน และนอกจากนั้นก็มีในส่วนอื่น ๆ อีก

ประเด็นต่อมาก็คือ ในข้อ ๓.๒ ปฏิรูปการป้องกันการทุจริตเลือกตั้งและซื้อสิทธิ ขายเสียง อันนี้เราเห็นว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคมีส่วนสําคัญถ้าคุณรู้เห็น เป็นใจเมื่อไรโดนตัดสิทธิตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นถ้ารู้ว่าลูกพรรคไปกระทําการหรือมีคนแจ้งว่า ลูกพรรคไปซื้อสิทธิขายเสียง เพิกเฉย โดน ต้องรีบแจ้งต่อ กกต. โดยด่วน เป็นการป้องกันตัวเอง และในขณะเดียวกันต้องรีบยับยั้งดําเนินการ เพราะถ้าคุณรู้แล้ว พิสูจน์ได้ว่ารู้แล้วเพิกเฉย ไม่ดําเนินการ ไม่แจ้ง กกต. เราบอกว่า ถือว่ามีส่วนร่วมในการกระทําผิด

ประการต่อมาเรากําหนดว่าประชาชนนั้นจะต้องมีส่วนร่วมในการป้องกัน การทุจริตโดยกําหนดให้เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนในการติดตามและตรวจสอบเพื่อ ป้องกันการทุจริตและซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง คดีที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้เสียหาย ประชาชนสามารถเป็นผู้ร้องคัดค้านการเลือกตั้งต่อ กกต. ได้ สามารถใช้ข้อมูลจากการบันทึกเสียงและภาพเพื่อเป็นพยานหลักฐานได้ แล้วก็ให้นิสิต นักศึกษาทุกสถาบันมีส่วนร่วมในการเป็นกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง แล้วก็มีส่วนอื่น ๆ อีกครับ ผมคงไม่ได้ไปเอารายละเอียดมาได้ทุกประเด็น

อีกประเด็นหนึ่งในหน้า ๖ ครับ อันนี้เราพูดกันมาก เวลาคนซื้อสิทธิขายเสียง ได้ ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ ๓,๐๐๐ คนเป็นแกนนํา เป็นหัวคะแนนบางทีได้เป็นหมื่นได้เป็นแสน เพื่อจะไปแจกว่าจะไปสามารถซื้อได้ ๑๐๐ เสียง ตัวเองจะได้กี่สตางค์ เราก็กําหนดว่า มันน่าจะมีกองทุนเพื่อการนี้ เราเรียกว่าเป็นการให้รางวัลตอบแทนกับกรณีที่คนชี้เบาะแส แจ้ง รวมทั้งในที่สุดมีการตัดสินแล้วว่ามีการทุจริตเลือกตั้งจริงเขาจะได้รางวัลไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาทจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองและการเลือกตั้งตามจํานวนที่ กกต. จะกําหนด แต่ไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ก็จะเป็นแรงจูงใจอันหนึ่ง

ประการต่อมานั้นก็คือกําหนดให้มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อมิให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมือง อันนี้เป็นเรื่องใหม่เลยนะครับ เราได้คุยกับ นักการเมืองกันมาเยอะมาก เวลางานบุญ งานบวช งานสงกรานต์ งานแต่ง งานศพ งานอะไร ต่อมิอะไรต้องจ่ายเงินกันเยอะ แล้วเงินก็ไม่พอ เรากําหนดเลย ใครก็ตามที่ประกาศจะลง สมัครรับเลือกตั้ง ๑ ปีก่อน รวมทั้งดํารงตําแหน่งแล้ว และกําลังลงเลือกตั้ง ห้ามบริจาค ช่วยงานตามประเพณี เช่น งานศพ งานอุปสมบท งานมงคลสมรสภายในเขตเลือกตั้งของตน แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานพิธีการต่าง ๆ อันนี้เราถือว่าเป็นมาตรการ หลายคน อาจจะนั่งหัวเราะเลย แต่คุยกับนักการเมืองและพรรคการเมืองหลายภาคส่วนแล้ว ดี เพราะ บางคนต้องจ่าย ๕,๐๐๐ บาท ต้องจ่าย ๑๐,๐๐๐ บาท อย่างน้อย ๆ ๑,๐๐๐ บาท หมด ต่อไปจะได้รู้เลยว่า ส.ส. มาแต่ตัว มีเกียรติแล้ว เพราะเขาเลือกไป มีเกียรติแล้ว ไม่ต้อง เอาเงินมาช่วย ไม่อย่างนั้นมันจะแข่งกันให้เงิน อันนี้ก็เป็นมาตรการที่เราเสนอนะครับ พอใช้ เงินมากก็ต้องไปสู่วังวนในการหาเงินอีก

๓.๓ ปฏิรูปการป้องกันธุรกิจการเมืองและนายทุนพรรคการเมือง อันนี้ เราเห็นว่าการเมืองปัจจุบันนี้ใช้เงินเป็นตัวตั้ง แล้วก็มีนายทุนมาครอบงําพรรค และ ส.ส. ก็จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายทุนพรรค เราเลยกําหนดว่าให้มีมาตรการป้องกัน ระบบทุนครอบงําพรรคการเมืองเพื่อมิให้มีการนําเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาสนับสนุน การเลือกตั้งเพราะหาทุนแล้วมาหาผู้แทนราษฎร แล้วผู้แทนราษฎรสนับสนุนในการทํา การทุจริตเพื่อหาเงินมาหาอํานาจกันต่อไป เราเลยกําหนดเลยว่าต้องมีมาตรการในการกํากับ ทุนเรื่องพวกนี้ กําหนดให้มีระบบคัดกรองผู้สมัครเลือกตั้ง ที่แล้วมาทุนเป็นตัวกําหนดว่า ใครจะลงได้หรือลงไม่ได้ แต่ต่อไปนี้เรากําหนดว่าใครจะลงได้หรือไม่ได้นั้นให้ประชาชนในเขต เลือกตั้งเขาเป็นผู้โหวตว่าจะให้ใครลงเสียก่อน อันนี้ก็เป็นมาตรการให้เขาได้แสดงตัว แสดงตน บทบาท แล้วประชาชนโหวตเขา ไม่อย่างนั้นพรรคการเมืองบอกจะจี้เอาคนนี้ อันนี้ ก็เป็นมาตรการหนึ่ง

ประการต่อมานั้น ลดภาระค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองและผู้สมัครโดยให้ กกต. พิมพ์ป้ายโฆษณาหาเสียงติดและกําหนดจุดประกาศป้ายหาเสียง ในหน้า ๗ ครับ แล้วก็ รวมทั้งประวัติ ควบคุมยานพาหนะ รวมทั้งกรรมการต้องจัดพื้นที่ เวทีปราศรัยจัดเวลาให้ ผู้สมัคร แล้วก็มีการเปิดเผยบัญชีรายรับรายจ่ายของพรรคการเมือง โดยผ่านระบบ การตรวจสอบขององค์กรตรวจสอบบัญชี และกําหนดให้ กกต. เป็นผู้จัดมหรสพเพื่อเชิญชวน ให้กับประชาชนมาฟังการปราศรัย หรือสนับสนุน กระตุ้นให้มาเลือกตั้งได้

ในข้อ ๓.๔ อันนี้ก็สําคัญครับ ปฏิรูป ตรวจสอบและพัฒนานักการเมือง เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม เรากําหนดว่า ใครจะลงสมัครรับเลือกตั้งจะต้อง แสดงตนก่อน ๑ ปี เหตุผล เพื่อให้เขาประกาศตัวตน และให้ประชาชนได้ตรวจสอบ ทั้งประวัติ คุณสมบัติ รวมแล้ว ท่าทีท่วงทํานองต่าง ๆ เวลาจะลงเลือกตั้ง ประชาชนจะได้ โหวตว่าจะเอาใคร หรือไม่เอาใคร มีส่วนสําคัญนะครับ และเขาจะต้องเข้าฝึกอบรมหลักสูตร ตามที่ กกต. กําหนดเสียก่อนว่าเวลาจะเป็น ส.ส. เป็นฝ่ายนิติบัญญัตินั้นมีภารกิจ และจะต้อง ทําอะไรต่อมิอะไรอย่างไรบ้าง รวมทั้งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และ

ข้อ ๓.๕ ปฏิรูปดําเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ กกต. อันนี้ก็หัวใจสําคัญ ดังที่ผมกราบเรียนแล้ว ว่า กกต. นั้นจะต้องมีประสิทธิภาพจริงจัง ต้องกําหนดให้มี มาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการสั่งการ เพราะเวลาเราประชุมร่วมกับ กกต. กกต. บอกเวลาจะสั่งตํารวจ สั่งไปอย่างนั้น ขอโทษ สั่งแล้ว เขาก็ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ จริงจัง สั่งไปจังหวัด สั่งโน่น สั่งนี่ มาตรการทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายมี แต่ความร่วมมือ ที่จะจริงจังในการร่วมกันทํางานกับ กกต. เขาบอกว่า ยอมรับว่าน้อยมาก จึงไม่ค่อยมี ประสิทธิภาพเท่าที่ควร ต้องไปกําหนดกฎหมายให้ชัดเจน เด็ดขาด มีมาตรการให้ กกต. นั้น มีอํานาจในการขับเคลื่อนเรื่องนี้จริงจัง

ประการต่อมานั้น กกต. ต้องปฏิบัติงานในเชิงรุก ต้องมีการเสาะแสวงหา ข่าวสารในเชิงลึก อันจะทําให้เกิดความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง พร้อมทั้งต้องทําบัญชี โครงสร้างบุคคลที่ทุจริตการเลือกตั้ง และซื้อเสียง เพื่อนําไปใช้เป็นข้อมูลในการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต คนที่เป็นหัวคะแนน ฟังจากข้อมูล จากหลายภาคส่วน จากตํารวจ และคนที่เป็นหัวหอกในการซื้อสิทธิขายเสียง ถามว่ารู้กันไหม รู้ ถามตํารวจรู้ไหม รู้ ว่าใครบ้าง ที่ซื้อ เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้เราคิดว่า กกต. น่าจะมีบัญชีเสมือนหนึ่งว่า ผู้มีอิทธิพล เหมือนกัน เป็นบัญชีในการที่จะเตรียมงาน ทํางานนะครับ

ข้อ ๓.๖ การกําหนดบทลงโทษ อันนี้เราก็ถือว่าสําคัญ เวลาเราประชุมกันนั้น บอกว่า ต้องรวดเร็วและรุนแรง ถ้าโทษนั้นลง กว่าจะตัดสินกัน ๓ ปี ๕ ปี ๔ ปี เขาบอกว่า มันไม่ได้ทัน และต้องรุนแรง ต้องให้น่ากลัว เราจึงกําหนดมาตรการกันเสียใหม่ ๑. ถ้าเป็น หัวหน้าพรรคอย่างที่เราบอกแล้ว กรรมการบริหารพรรค รู้แล้วไม่ยับยั้ง ปล่อยปละละเลย หรือไม่ชี้แจงแสดงต่อ กกต. ในกรณีที่สามารถเชื่อมโยงหรือพิสูจน์ได้ว่าคุณมีส่วนเกี่ยวข้อง ถือเป็นความผิด ต้องถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นคนเป็นหัวหน้า พรรคและกรรมการบริหารพรรคต้องสอดส่องดูแล ๒. กําหนดมาตรการลงโทษทั้งทางแพ่ง ทางอาญา ทางการเมืองที่รุนแรง เด็ดขาด รวดเร็ว รวมทั้งในการลงโทษ ทั้งผู้แจกเงินซื้อสิทธิ ขายเสียงและผู้รับเงิน ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้าง ความตระหนักให้กับประชาชนในการปฏิเสธการรับเงิน เช่น มีการลงโทษทางการเมือง ตัดสิทธิไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต อันนี้รัฐธรรมนูญเขาก็เอาไปใช้มากพอสมควร ส่วนหนึ่งเป็นข้อเสนอที่ทางเราเองได้เสนอไปในระหว่างร่างรัฐธรรมนูญแต่อันนี้อาจจะ ในกฎหมายลูกจะต้องดําเนินการต่อไปด้วย กําหนดบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงกับผู้กระทําผิด ต่อกฎหมายเลือกตั้ง ให้มีโทษจําคุก ๑ ถึง ๑๐ ปีโดยไม่ให้มีการรอลงอาญา ที่แล้วมา เรามักจะเห็นว่าซื้อสิทธิขายเสียง หรือว่ารับเงินซื้อเสียง เราก็มักจะรอลงอาญาต่อไปต้อง ติดคุกจริง เราเห็นว่าจะเป็นมาตรการที่ทําให้คนเกรงกลัว และให้มีโทษปรับถึง๒๐ ล้านบาท และให้มีอายุความ ๒๐ ปี ถามว่า ๒๐ ล้านบาทเอามาจากไหน เราได้พูดคุยกันเวลาเลือกตั้ง กันทีมันใช้เงินมากกว่า ๒๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น ๒๐ ล้านบาทนี้ เราถือว่าเป็นขั้นต่ําแล้ว และในขณะเดียวกันเราเห็นว่าเรื่องนี้ต้องมีการรณรงค์กันแบบให้ประชาชนเข้าใจ แล้วก็เกรงกลัว ต่อกฎหมายด้วย ในลักษณะที่กระทําอย่างต่อเนื่องโดย กกต. ต้องรณรงค์เลย ว่าถ้าซื้อสิทธิ ขายเสียงโทษจะเป็นอย่างไร แบบไหน ให้เกรงกลัวเหมือนซื้อเหล้าเท่ากับแช่ง อันนี้ต้องให้ คนเข้าใจ เขียนไว้แล้ว อยู่แต่ในตัวบทกฎหมาย แต่ประชาชนไม่รู้ก็จะไม่ตื่นกลัว แล้วก็จะ ไม่เป็นการกระตุ้นปลุกเร้า และกําหนดบทลงโทษที่รุนแรงกับผู้กระทําการกลั่นแกล้งผู้สมัคร โดยหากเป็นการกลั่นแกล้ง สร้างพยานหลักฐานเท็จหรือแจ้งความเท็จ ให้ผู้กระทําผิดมีโทษ จําคุกไม่เกิน ๑๐ ปีเหมือนกัน เพราะอันนี้เราฟัง ๆ กันดูเราบอกว่า เอ๊ะ มันมีการกลั่นแกล้งกัน ร้องเรียนกัน เล่นงานฝ่ายตรงข้ามกัน เราบอกว่าต่อไปนี้ ๑๐ ปี ไม่มีการรอลงอาญาและปรับ ๒๐ ล้านบาท และกําหนดให้ข้าราชการพนักงานเจ้าหน้าที่รัฐที่วางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ทําให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ อันนี้แล้วแต่ตัวบทกฎหมายที่จะ ต้องไปเขียนกันต่อไป และกําหนดให้ผู้กระทําความผิดชดใช้หรือร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่าย และค่าเสียหายจากการกระทําความผิดอันเป็นเหตุให้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ อันนี้เรา ถือว่าที่แล้วมาท่านชัย ชิดชอบ ท่านเคยบอกมี ส.ส. หลายคนที่ถูกพิพากษาว่ามีการเลือกตั้ง ไม่สุจริตเที่ยงธรรม แล้วการบังคับคดีหรือการฟ้องร้องทางคดีนั้นน้อยมาก อันนี้เราเห็นว่า ต้องเป็นมาตรการจริงจัง ใครทําให้มีการเลือกตั้งใหม่ต้องยึดทรัพย์ ต้องล้มละลาย และต้องตาย ไปจากเวทีทางการเมือง

และ ๓.๖.๒ อันนี้กําหนดมาตรการเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ประชาชน ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง อันนี้เรากําหนดเลยว่าเป็นหน้าที่ ถ้าคุณไม่มาแล้วถูกตัดสิทธิ บางประการตามที่กําหนดไว้แล้ว แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นข้าราชการประจํามีส่วน อย่างสําคัญมาก และเป็นคนที่ตื่นตัว และเป็นคนที่มีบทบาท เพราะฉะนั้นถ้าไม่มาใช้สิทธิ เลือกตั้งนี่ น่าจะมีโทษทางวินัยด้วย

ประการต่อมานั้น การกําหนดมาตรการลงโทษนักธุรกิจการเมืองและนายทุน พรรคการเมือง ห้าม อันนี้ถือว่าเป็นมาตรการที่กําหนดเลยว่าห้ามเอาทุนมาครอบงําพรรค ห้ามผู้ใดหรือนิติบุคคลใดสนับสนุนเงินลงทุนให้กับผู้สมัครเลือกตั้งหรือพรรคการเมือง ในทุกกรณีเว้นแต่ได้รับบริจาคตามที่กฎหมายกําหนด เรารู้กันคนนี้ ๕๐ ล้านบาท หัวหนึ่ง ๓๐ ล้านบาท คนนี้เกรดเอ (Grade A) เกรดบี (Grade B) เกรดซี (Grade C) เราถามจาก นักการเมือง รู้เลยว่าคนนี้ได้ ๕๐ ล้านบาท แต่เราก็ทําอะไรไม่ได้ เราเลยมากําหนดว่า ต้องชัดเจน ต้องจริงจัง ไม่อย่างนั้นเมื่อใช้เงินเป็นตัวตั้งแล้วมันก็กลับไปสู่วงจรทุจริต คอร์รัปชัน ห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งนําเงินของบุคคลหรือของนิติบุคคลใดมาใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่ากรณีใด ๆ โดยนัยเดียวกัน แล้วก็ ห้ามพรรคการเมือง หัวหน้าพรรคการเมืองรับเงินบริจาคช่วยเหลือที่ผิดกฎหมาย อันนี้เราจะ กําหนดไว้ว่าจะรับได้เท่าไร อย่างไร อันนั้นเป็นรายละเอียด

และในข้อ ๓.๗ การดําเนินคดีเลือกตั้งและการจัดตั้งศาลเลือกตั้ง อันนี้ เป็นนวัตกรรมใหม่ เรากําหนดไว้เลยแน่นอนถ้าเห็นว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม ให้ กกต. รีบสรุปสํานวนดําเนินการโดยด่วนแล้วก็เสนอศาลเพื่อให้ศาลเลือกตั้งสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งกับผู้สมัครที่กระทําการทุจริตอย่างนี้ทันที โดยเอาศาลเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ตัดสิน โดยกําหนดว่าจะต้องรีบทําสํานวนให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วัน และจะต้องยื่นต่อศาล ภายใน ๑๕ วัน ศาลจะต้องตัดสินให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน รวมแล้วใช้เวลาไม่เกิน ๖๐ วัน และในขณะเดียวกันเรากําหนดไว้เลยครับ ถ้ากรณีที่มีการอุทธรณ์ฎีกาเรากําหนดว่า ควรจะต้องมีศาลเลือกตั้งเพื่อการนี้โดยเฉพาะ สรุปแล้วถ้ามีการอุทธรณ์หรือฎีกาควรใช้เวลา ทั้งหมดตั้งแต่ยื่นฟ้องมาแล้วตัดสินรวมแล้วไม่เกิน ๙๐ วัน ไม่ให้ยืดเยื้อเป็นปี อันนี้ เป็นเรื่องใหม่ที่เราเห็นว่าศาลน่าจะเข้ามามีบทบาทและจะทําให้คนที่ทั้งสมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งประชาชน รวมทั้งพรรคการเมืองยอมรับมากกว่าให้ กกต. ให้ใบแดง ใบเหลืองนะครับ

สุดท้ายอันนี้เป็นเติมเสริมเข้ามาคือ ๓.๘ เป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จะ เอามาใช้ เห็นว่าควรจะใช้เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็กําหนด ให้มีอุปกรณ์นําบันทึกภาพเสียงและอุปกรณ์สําคัญอันจําเป็นเพื่อใช้ในการตรวจจับ เราเห็นว่า กล้องวงจรปิดเดี๋ยวนี้มีประโยชน์มากน่าจะนําเข้ามาใช้หรือเทคโนโลยีอย่างอื่น แล้วก็กรณี ตรวจสอบชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งภายหลังที่มีการลงคะแนนเลือกตั้งทุกครั้งทางอินเทอร์เน็ต (Internet) อันนี้เป็นการเติมเสริมเข้ามา แต่วันนั้นเรามีการประชุมแล้วเชิญมาพิจารณาดู เครื่องไม้เครื่องมือเราเห็นว่าบ้านเราที่คิดไว้อยู่ขณะนี้ยังไม่ทันสมัยเพียงพอ แต่เราคิดว่า ในอนาคตนั้นน่าจะเติมเสริมแต่งตรงนี้เพื่อช่วยให้การเลือกตั้งมันสุจริตเที่ยงธรรมได้

สุดท้ายครับท่านสมาชิก ผมขออนุญาตท่านดูในหน้า ๑๒ จบแล้วครับ เราเห็นว่ามีข้อเสนอแนะที่สําคัญ คสช. ทําการรัฐประหารวันที่ ๒๒ พฤษภาคม มีเหตุผล สําคัญประการหนึ่งและกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าต้องการให้การเลือกตั้งนั้นสุจริต เที่ยงธรรมและเห็นว่าการแก้ปัญหาในอดีตในการเลือกตั้งที่แล้วมามันล้มเหลว คราวนี้ตั้งใจ จะมาแก้ปัญหาประเด็นสําคัญอันนี้ เราจึงเห็นว่าจะมีการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๐ นี้ คสช. ในฐานะ ผู้ทํารัฐประหารจะต้องมีบทบาทอย่างสําคัญคือ ๑. ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการการ เลือกตั้งในการควบคุมและดําเนินการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมและเป็น แม่แบบเลยก็สามารถทําได้ ดําเนินการได้ แล้วการเลือกตั้งมันสุจริตจริง ๆ ไม่อย่างนั้นปฏิวัติมา คนก็ด่าเลือกตั้งแล้วเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นในฐานะทําการปฏิวัติต้องมีบทบาทสําคัญ ในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๐ อันนี้เป็นข้อเสนอแนะ

ข้อ ๒ ตอนนี้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถูกระงับยับยั้งการเลือกตั้งไว้ ทั่วประเทศ เราเห็นว่าไหน ๆ จะมีการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๐ แล้ว พักเขาไว้ทําอะไร ก็แบ่งเป็นภาค เสียเลย เป็น ๔ ภาคก็ได้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคใต้ จัดการเลือกตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นโซน ๆ (Zone) ไป แล้วลองดูว่าโมเดล (Model) ที่เราเสนอ มานี้มันทําให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมได้ไหม เลือกตั้งภาคกลางแล้วยังมีข้อบกพร่อง จุดอ่อน จุดแข็ง ต่อไปภาคเหนือ นี่เราเห็นว่าทําอย่างนี้พอเลือกตั้งจริงขับเคลื่อนได้เลยครับ ใช้ได้เลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่วิธีการปฏิรูปและแนวทางต่าง ๆ รวมทั้งงบประมาณต่าง ๆ อยู่ใน หน้า ๑๑ และในหน้า ๑๒ ก็คืออาจจะต้องไปกําหนดในร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แล้วก็กฎหมายว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง แล้วก็รัฐธรรมนูญบางส่วนที่มีที่เห็นกันอยู่แล้ว ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนต่อเรื่องนี้ได้ ท่านประธานครับ นี่คือสาระสําคัญของ อนุกรรมาธิการที่สรุปแล้ว แต่มีประเด็นสําคัญอันหนึ่งคือ กองทุนในการที่จะจ่ายให้กับผู้ที่ ชี้เบาะแสในการทุจริตการเลือกตั้ง ท่านวิทยาเป็นหัวหอกครับท่านประธาน ถ้าจะกรุณา ให้เวลาแล้วท่านชี้แจงประเด็นนี้ ท่านบอกว่าท่านมีประสบการณ์ แล้วเราก็เอามาเป็น ข้อเสนอ ถ้าท่านประธานจะอนุญาตก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ ในนามของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ได้นําเสนอเพิ่มเติมรายงาน เรื่อง การเลือกตั้งที่สุจริต และเที่ยงธรรม ขอเชิญครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ประเด็นแรกผมใคร่ขอเสริม ท่านประธานกรรมาธิการก่อนนะครับ คืออยากฝากเพื่อนสมาชิกในสภาไว้นะครับ ในฐานะ ที่หลายท่านที่อยู่ในกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง มีบทเรียน ทางการเมืองสําหรับระบบการเลือกตั้ง ท่านประธานกับผมก็มีบทเรียนมาพอสมควร สิ่งหนึ่ง ที่เป็นปัญหามากที่สุดสําหรับการเลือกตั้งแล้วก็ออกผลมาแล้วก็มันนําไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน ก็คือการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ระยะเวลาของการเมืองมันปรับเปลี่ยนไปตาม สถานการณ์ทั้งหมดครับ เรื่องหนึ่งที่ประธานกรรมาธิการเสียดาย ก็คือเรื่องที่กรรมาธิการ เสนอไปกับ กรธ. ในการตัดท่อน้ําเลี้ยงพรรคการเมือง กรณีการมีระบบบัญชีรายชื่ออยู่ใน พรรคการเมือง การเลือกตั้งประเทศไทยครับท่านประธาน เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ เป็นครั้งแรกที่เขียนถึงระบบบัญชีรายชื่อ เมื่อเราเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก่อนหน้านั้น เป็นการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สร้างนวัตกรรมใหม่ อยากได้คนดี ที่ไม่เก่งเลือกตั้ง ไม่ใช่นักเลือกตั้งลงมาเป็น ส.ส. ก็เลยกําหนดให้มีระบบบัญชีรายชื่อขึ้นมา นอกจากนี้ยังไม่พอครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เสริมสร้างให้ระบบพรรคการเมืองเข้มแข็ง และรัฐบาลแข็งยิ่งขึ้น ใครเป็นรัฐบาลจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ต้องมีเสียง ๒ ใน ๕ ปรากฏว่าระยะเวลาของการออกกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับ ระบบพรรคการเมือง มีบัญชีรายชื่อ และรัฐธรรมนูญกําหนดครับว่าคนที่เป็น ส.ส. จะเป็นรัฐมนตรีก็ต่อเมื่อ ต้องลาออกจาก ส.ส. เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๔๐ เลือกตั้งครั้งแรกปี ๒๕๔๔ จะไม่มี ส.ส. จากเขตเลือกตั้งได้เป็น รัฐมนตรีเลยครับ เพราะใครจะเป็นรัฐมนตรีต้องลาออกจาก ส.ส. และต้องไปเลือกตั้งซ่อม โดนด่ายับครับ การเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ เราจึงเห็นนักการเมืองชุดหนึ่งที่บอกว่าเป็นคนดี มีความสามารถเข้าสู่ระบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานกับผมก็เห็นนะครับว่าเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ คนที่ไม่เชี่ยวชาญการเลือกตั้งไปอยู่ในบัญชีรายชื่อกันเยอะมากครับ แต่แทนที่จะเป็นคนดี กลับกลายเป็นนายทุนเสียเป็นส่วนใหญ่ ไปนั่งอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง แต่ละพรรค เพราะฉะนั้นปี ๒๕๔๔ ของการเลือกตั้งนายทุนเหล่านี้ละครับ จ่ายกระสุนดินดํา ให้กับนักเลือกตั้งสนั่นหวั่นไหวทั่วประเทศ คนที่นั่งบัญชีจ่ายไป ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาท เรื่องเล็กครับ เพราะกําลังตีตั๋วเป็นรัฐมนตรี แล้วก็ส่งให้นักเลือกตั้งไปแข่งขันกัน เอาสตางค์ ไปซื้อประชาชน เมื่อเริ่มซื้อเมื่อไรครับ ประชาชนก็ยอมรับครับว่าตัวเองได้ร่วมกับการทุจริต ประชาชนขายเสียงเมื่อไรก็เท่ากับว่าประชาชนรู้สึกตัวดีครับว่าเขาไม่สุจริตในการเลือกตั้ง ประชาชนที่ขายเสียงครับ รับได้ครับกับนักเมืองโกง และนวัตกรรมของบัญชีรายชื่อก็พัฒนา มาสู่วัฒนธรรมไทยครับว่า นักการเมืองโกงไม่เป็นไรขอให้ประชาชนได้ด้วย และนี่ก็คือ ที่มาของการปฏิวัติครั้งสุดท้ายครับ ที่ผมพูดว่าประชาชนได้ด้วย นักการเมืองโกงไม่เป็นไร นี่ละครับเราถึงคิดว่าน่าจะมีการตัดวงจรของการขายเสียง เพราะแต่เดิมครับการซื้อเป็น ความผิด การขายเราลืมพูดถึงไปครับ เพราะฉะนั้นมีประชาชนส่วนหนึ่งพร้อมจะขายเสียง ดีที่สุดครับก็คือการตั้งกองทุนอย่างที่ท่านวันชัยว่าครับ รัฐประเดิมเงินลงทุนไปเลย อาจจะ ฝากไว้ที่ กกต. หรือใครก็ได้ ใช้เงินเท่าไรก็ได้ครับ ใครก็ตามที่ชี้ช่องให้มีการจัดการทุจริต การเลือกตั้ง ไม่ว่าซื้อหรือขายเสียง และสามารถดําเนินคดีถึงที่สุดให้มีการลงโทษ คนที่ซื้อ หรือขายเสียงนั้นได้คนชี้ช่อง คนนําพยานหลักฐานมา มีสิทธิได้รับรางวัล กรรมาธิการ เลยเขียนไว้ครับว่า ควรจะได้รับรางวัลไม่ต่ํากว่า ๑๐๐,๐๐๐บาท อยู่ที่ว่าเราจะตั้งใจทํากัน ขนาดไหน ส่วนนี้คิดว่าเป็นส่วนที่เป็นมาตรการเสริมนะครับในการที่จะป้องกันการซื้อสิทธิ ขายเสียง การเลือกตั้งที่ไม่สุจริต ท่านประธานครับ หัวใจที่สําคัญที่สุดครับ เรากําลังเขียน รัฐธรรมนูญทั้งหมดที่ผ่านไป ความเห็นชอบรวมทั้งข้อเสนอแนะของเราในการที่จะให้มี การปรับปรุงหรือตั้งคําถามรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดครับวันนี้ผมไม่เห็นคําตอบจาก กรธ. ครับ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญครับว่าทําไมเราต้องมี ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ถ้ามีคนดี มีความสามารถจริง ๆ ครับ ไปเป็น ส.ว. สิครับตั้งได้เกือบ ๒๕๐ คน คนเก่งคนดีอย่างคุณนิกร จํานง หรือท่านวันชัย หรือท่านเสรีไปอยู่ที่นั่นได้ครับ ไม่ต้องไปซุกอยู่ในบัญชีรายชื่อ เพราะบัญชีรายชื่อมันเป็นที่ของนายทุนเขาอยู่กัน มีบางคนเท่านั้นครับที่โชคดีและไม่ได้เป็น นายทุนอยู่บัญชีรายชื่อ ในที่ประชุมกรรมาธิการระบุชัดครับว่า มีพรรคการเมืองบางพรรค เท่านั้นที่สามารถเลือกคนดีมีความสามารถไปได้ ส่วนใหญ่ได้นายทุนไปทั้งหมด เพราะฉะนั้น ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการในเรื่องที่ท่านประธานกรรมาธิการเป็นห่วงก็คือเรื่องบัญชีรายชื่อ ซึ่ง กรธ. ไม่รับไปพิจารณาเลย ฝากเพื่อนสมาชิกที่นี่ไว้ครับว่าวันข้างหน้าถ้ามีโอกาสสร้าง ความคิดเห็นในเรื่องของระบบการเลือกตั้งก็ช่วยเสนอความคิดเห็นว่า ยกเลิกเสียทีเถอะครับ ระบบบัญชีนายทุนประเทศไทย เราเปิดช่องให้กับคนดีแล้วครับในเรื่องการเป็น ส.ว. ไม่จําเป็นต้องเข้าไปสู่อํานาจโดยวิธีการใช้สตางค์ซื้อเสียง และเรื่องการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรมครับ ถ้าทําไม่ได้ครั้งนี้ครับท่านประธานเลือกตั้งเสร็จแล้วเงินยังชนะเลือกตั้ง ที่เขากําลังจะพูดกันก็คือปฏิวัติเสียของครับ เพราะฉะนั้นมาตรการในการที่จะทําให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมต้องระดมความคิดจาก เพื่อนสมาชิกทั้งหมดในการที่จะออกกฎหมายลูกนะครับ กฎหมายแม่จบไปแล้วครับ กฎหมายลูกที่จะตามมา กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กฎหมาย กกต. ที่จะต้องชําระสะสางกันทั้งหมดครับ เพราะไม่ได้ต้องการที่จะไปซ้ําเติม หรือว่าใครนะครับ ผมอยู่ในระบบเลือกตั้งมา ๑๐ สมัยครับ ตั้งแต่ปี ๔๔ ที่มี กกต. ขึ้นมา ยืนยันครับว่าซื้อเสียงหนักกว่าเดิม และสิ่งหนึ่งที่เป็นรากฐานที่อยากฝากคณะกรรมาธิการ ไปด้วยอาจจะลืมไปนิดหนึ่งครับมีข้อเสนอของนักการเมืองอาวุโสในกรรมาธิการครับ ระบบ การเลือกตั้งที่ทําให้การเลือกตั้งทุจริตหนักยิ่งขึ้น ๆ ขณะนี้ออกจากกฎหมายของ คมช. ปี ๒๕๕๐ คือกฎหมายที่ให้เลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นแล้วก็ตลอดชีวิต นั่นละครับเป็นที่มา ของการซื้อที่วินาศสันตะโรที่สุด ลูกชายคนไหนที่ไม่ได้เรื่องอยากให้มันอยู่บ้านอายุ ๒๖-๒๗ ปี พ่อแม่ลงทุน ๑,๐๐๐,๐๐๐-๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทให้มันซื้อตําแหน่งผู้ใหญ่บ้านเป็นกัน จน ๖๐ ปีครับ บวก ลบ คูณ หาร แล้วมีกําไรครับ ได้ผู้ใหญ่บ้านแล้วไม่ต้องให้ประชาชน เลือกกํานันครับ ผู้ใหญ่บ้าน ๑๐ คนลงคะแนนกันเองเลือกคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็นกํานัน ง่ายครับ ซื้อ ๖ เสียงได้เป็นกํานัน กํานันเดี๋ยวนี้เงินเดือนก็ไม่น้อยนะครับ ๑๖,๐๐๐ บาท ผู้ใหญ่บ้านก็ ๘,๐๐๐ บาท กํานันยังตั้งสารวัตรกํานันได้ แพทย์ประจําตําบลได้ ผู้ใหญ่บ้าน ยังตั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านได้ ผมพูดอย่างไม่อายเลยครับ ภาคใต้ที่บอกว่าไม่ซื้อเสียงครับเดี๋ยวนี้ เลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านซื้อเสียงทุกหย่อมหญ้า และถ้าซื้อเสียงผู้ใหญ่บ้านได้ไม่กี่วันประเทศนี้ ก็ไม่เหลือครับ ซื้อได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นมาตรการที่คณะกรรมาธิการเสนอมาทั้งหมด ผมคิดว่าเป็นมาตรการที่จะสกัดการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรมได้เท่าที่พวกเราจะคิดออก และถ้าได้เสริมจากภูมิปัญญาของเพื่อนสมาชิกในสภาทั้งหมดผมเชื่อว่าการเลือกตั้งที่จะ เกิดขึ้นในปีหน้าคงไม่ใช่การเลือกตั้งที่สูญเปล่า ขอขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เมื่อประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้นําเสนอรายงานเรื่องการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เสร็จแล้วนะครับ ต่อไปก็ขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ทั้งนี้ผมจะผ่อนผันผ่อนปรนนะครับตามเนื้อหาสาระของคําอภิปราย ท่านแรกขอเชิญ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ นะครับ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัด กระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพและเพื่อน สมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ผมฟัง ท่านกรรมาธิการนะครับ ท่านเสรี ท่านสุชน ท่านวิทยา แล้วก็ท่านวันชัยแล้วนี่ จริง ๆ น่าจะ โหวตได้เลย เพราะฟังแล้วเห็นพ้องต้องกันในส่วนตัวผมนะว่าเราจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ที่สุจริตและเที่ยงธรรม แต่อย่างไรก็ตามผมอ่านทั้งฉบับนี้แล้ว แล้วก็ขีดสีแดง ๆ ไว้นะครับว่า อยากจะเสริมเติมเต็มสักเล็กน้อยครับ แต่ก่อนอื่นผมขออนุญาตยกพุทธภาษิตสักพุทธภาษิตหนึ่ง มาเพื่อน้อมนํามาให้ท่านได้รับฟัง พุทธภาษิตนั้นกล่าวไว้ว่า ทะทะมาโน ปิโย โหติ แปลว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ท่านค้านอันนี้ไหมครับ คนที่ให้ให้ยิ้มนี่พอเข้ามาปุ๊บเจอท่านประธาน เจอเพื่อนยิ้มแล้ว ให้ยิ้มก็เป็นที่รักแล้วนะครับยังไม่ต้องให้อย่างอื่นเลยนะครับ ผมอยาก กราบเรียนว่ามันมีปราชญ์เมธีทางการเมือง กล่าวไว้นานแล้ว แล้วยังใช้ได้อยู่ ก็คือว่าประชาชนเป็นอย่างไรการเมืองก็เป็นเช่นนั้น หรือทางสังคมเขาก็กล่าวไว้ว่า สังคม เป็นอย่างไรละครละเม็งสังคมนั้นก็เป็นเช่นนั้น ก็ไม่ผิดผมเชื่อว่าไม่ผิด ผมอยากกราบเรียนว่า การเลือกตั้งมันมีองค์ประกอบอยู่ ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ๑. ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ ๑๘ ปีขึ้นไป จนใกล้ตายก็ยังสามารถมีสิทธิมาเลือกตั้งได้ถ้ามาถึงคูหาเลือกตั้ง ๒. นักการเมืองและ พรรคการเมือง ๓. เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับที่เกี่ยวข้องโดยตรงและไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ผมอยากกราบเรียนว่าเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเสียงของประชาชนเป็นเสียงสวรรค์ทุกครั้งที่มี การเลือกตั้ง เขาควรจะต้องมีอํานาจหรือมีสิทธิในการที่จะกําหนดชะตาชีวิตของเขาว่า เขาควรจะเอาใครมาเป็นผู้บริหารชีวิตเขาในอีก ๔ ปี ๕ ปี ๘ ปีข้างหน้านะครับ แต่อย่างไรก็ตาม สังคมไทยเป็นสังคมที่ท่านกล่าวไว้ในนี้แล้วว่าเป็นสังคมระบบอุปถัมภ์ค้ําจุน อันนี้ก็เป็น วิถีชีวิตของคนไทยมาแต่โบราณกาล แล้วผมว่าอีกนานมากกว่าจะเจือจางไป เพราะมันก็ เข้ากับพุทธภาษิตว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ผมขออนุญาตเข้าเนื้อหาเลยครับท่านประธาน ที่เคารพครับ

ข้อ ๓.๑ ของท่านนี่นะครับผมก็เห็นด้วยว่าต้องการให้ประชาชนออกมา ใช้สิทธิเลือกตั้งมาก ๆ เพราะครั้งไรที่ใดที่มีการเลือกตั้งแล้วประชาชนออกมาอย่างถล่มทลาย เงินก็แพ้เหมือนกันนะครับ แต่ว่ากรุงเทพมหานครยังไม่เคยเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลยกระมัง แต่หลายจังหวัดทะลุเป้า ๗๐ ๘๐ ๙๐ เปอร์เซ็นต์หรือเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนั้นก็เป็น ความสามารถของส่วนราชการหรือประชาชน ผู้ใหญ่บ้าน กํานันนะครับ แต่ว่าท่านกําหนด ไว้ว่าให้เลือกตั้งตั้งแต่ ๐๘.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา ผมคิดว่าในส่วนตัวผมเท่าที่ไปดูการเลือกตั้ง มาก็หลายปีดีดักนี่นะครับ ไม่น่าจะปฏิบัติได้ ผมว่าถึง ๑๘.๐๐ นาฬิกา มันค่ําแล้วครับ ถ้ายิ่งไปเลือกตั้งตอนฤดูหน้าหนาว ๑๗.๐๐ นาฬิกาก็มืดแล้ว โอกาสที่จะผิดปกติของ การเลือกตั้งของการนับคะแนนร้อยแปดจิปาถะก็มีได้มาก แล้วถามว่าผมเสนออย่างไร ผมเสนอว่าน่าจะ ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึง ไม่เกิน ๑๗.๐๐ นาฬิกา อาจจะ ๑๖.๓๐ นาฬิกา หรือ ๑๗.๐๐ นาฬิกาก็ได้พอสมควรแก่เหตุแล้ว ท่านครับ ผมมั่นใจเลยว่าคนที่ตั้งใจ จะออกมาเลือกตั้งเขามาเลือกตั้ง แต่คนที่ไม่ตั้งใจอยากจะมา ก็ไปดูได้เลยว่าเขาก็ไม่อยากจะ มาหรือไม่ออกมาตอนเช้าเพื่อรอบางสิ่งบางประการอย่างที่ท่านวิทยาว่า เขาก็ต้องรอตอนบ่าย กว่าจะมาก็ใช้เวลานานนะครับ

ส่วนข้อ ๓.๒ ของท่าน ปฏิรูปการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง การซื้อสิทธิ ก็คือต้องการให้คําสั่งของ กกต. จัดการโดยเร็ว แต่จริง ๆ แล้วผมจําได้ว่าสังคมไทย หรือส่วนราชการบางส่วนราชการเสนอให้มีการตั้งศาลเลือกตั้งขึ้นมา ถ้า กกต. รับแจ้ง จะสืบจะสวน จะสอบอะไรด้วยตนเองหรือจะใช้ใครก็ตาม คือมันกระทําการรวบรัดก็คือว่า สอบเอง ตัดสินใจเอง ก็เป็นที่ครหาอยู่พอสมควรในอดีตที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้งนี้ต้องได้คนที่สุด ๆ ของสุจริต หรือจริง ๆ แล้วน่าจะมีศีลสักอย่างน้อย ๑๐ ข้อ ๑๐ ข้อนี้เป็นศีลของอุบาสกอุบาสิกา นอกจากไม่ลักทรัพย์ ไม่อะไร ศีล ๕ แล้วนี้ ต้องไม่ดูละครละเม็ง ต้องไม่นอนที่สูง ไม่กิน อาหารเย็น เพราะเมื่อไรก็ตามถ้า กกต. ไม่ซื่อสัตย์สุจริตหรือเอียงเพียงเล็กน้อย ทั้งฉบับของ ท่านไปลําบาก อันนี้ผมก็ตั้งข้อสังเกตไว้ให้ท่านได้พิจารณานะครับ

และในข้อ ๓.๓ ท่านก็กล่าวไว้ว่า ปฏิรูปการป้องกันธุรกิจการเมืองและนายทุน พรรคการเมือง ถ้าผมจะมาสภาผมก็ต้องใช้รถหรือนั่งแท็กซี่มาก็ต้องเสียค่าแท็กซี่ทุกอย่าง เป็นค่าใช้จ่าย ถามว่าคนดี ๆ นี่เอาง่าย ๆ เลยเจ้าอาวาสวัดป่าหรือพระวัดป่าที่ไม่มีเงินสะสมเลย อยากจะเล่นการเมือง ผมว่าลําบากนะ แค่จะพิมพ์บัตรเลือกตั้ง แค่จะไปถ่ายรูปให้ได้ครบ ตามที่ กกต. กําหนดก็ลําบาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านก็ต้องชั่งใจให้มันดีว่ามันควรจะเป็น อย่างไร แต่จริง ๆ แล้วผมอยากกราบเรียนว่าตามหลักของการลงทุนและลงทุนเราก็ต้อง เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ทําการค้าก็ต้องมีกําไร ก็ฝากท่านไปว่าตรงนี้ท่านก็ต้องไปออกแบบ ให้ดีว่าจะทําอย่างไรถึงจะเหมาะสม หรือการจัดมหรสพที่ท่านว่านี้ คําว่า มหรสพ นี้นะครับ มันกว้างขวาง ตามประเพณี ถ้าท่านเลือกตั้งตามฤดูสงกรานต์ก็ยิ่งต้องมีครับ ละครละเม็ง ร้อยแปดจิปาถะ ก็ฝากท่านไว้ให้ท่านดูนะครับ

ข้อ ๓.๔ ปฏิรูปการตรวจสอบ พัฒนานักการเมือง เพื่อให้การเลือกตั้งสุจริต และยุติธรรม แล้วท่านยังบอกอีกว่าน่าจะต้องมีการแสดงตนออกพระราชกฤษฎีกาให้คนที่จะ มาเป็นนักการเมืองน้ําดีที่ท่านออกแบบไว้นี้ต้องแสดงตนก่อนไม่น้อยกว่า ๑ ปี ผมก็ถามในใจ ขึ้นมาว่า ถ้าเมื่อใดที่รัฐบาลเกิดการขัดแย้งกับสภาผู้แทนราษฎรด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะ กฎหมายเกี่ยวกับการเงินนี้นะครับ จะต้องมีประการใดประการหนึ่ง ก็คือว่าถ้า ส.ส. ในสภา จะมี ส.ว. ด้วยก็ตาม ไม่เห็นด้วยเลยนะครับ รัฐบาลมีสิทธิยุบสภาเพราะเป็นพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ดําเนินการไม่ได้ คําถามว่า พอยุบสภาปุ๊บ ท่านจะ เอา ๑ ปีมาอย่างไร ก็ลําบาก เพราะฉะนั้นคนดี ๆ โอ้โฮ ต้องตั้งปณิธานตั้งแต่เกิดเลยว่า ฉันชีวิตนี้จบจากมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นนักการเมืองให้ได้ จะต้องรีบมา เขาเรียกอะไร ภาษาอังกฤษเรียกว่า เรจิสเตอร์ (Register) ไว้ตั้งแต่ไก่โห่นะครับ อันนี้ท่านก็ฝากไปคิด อีกนิดหนึ่งว่าท่านจะทําอย่างไรนะครับ

ข้อ ๓.๕ ท่านก็บอกว่าปฏิรูปการดําเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ กกต. อันนี้ก็เป็น อย่างที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่ไปแล้วว่า กกต. ต้องมีระบบ ต้องมีการคัดสรร คัดเลือก มาอย่างดี มีศีล มีธรรมนะครับ

ข้อ ๓.๖ มาตรการการลงโทษ ท่านเสรีท่านเป็นนักกฎหมาย ท่านวันชัยท่านก็ เป็นนักกฎหมาย การลงโทษใด ๆ ก็ตาม ถ้าลงโทษรุนแรงท่านต้องคิดอีกอันหนึ่งก็คือว่า สักวันหนึ่งเขาก็ไม่กลัว เขาก็จะปลิ้นซ้ายปลิ้นขวา หาวิธีการทําให้ไม่สุจริตจนได้ อันนี้ก็ต้อง ระมัดระวัง ผมคิดว่าโทษก็รุนแรงมากครับ โทษจําคุก ๑ ปีถึง ๑๐ ปี มีโทษปรับ ๒๐ ล้านบาท แล้วท่านยังบอกว่า โทษให้การเท็จ หาพยานหลักฐานเท็จ แจ้งความเท็จ จําคุกไม่เกิน ๑๐ ปี ไม่ให้มีการรอลงอาญา ผมไม่แน่ใจว่าไปขัดกับหลักนิติธรรมไหมว่าอันนี้เป็นดุลยพินิจของ ศาลไหม ว่าจริง ๆ แล้วเป็นดุลยพินิจของศาลไหม อันนี้ก็ล่อแหลมที่จะมีการพิพากษ์วิจารณ์ ว่า การเขียนไว้ในกฎหมายว่าไม่ให้มีการรอลงอาญานี้ก็จะลําบากในอนาคตเหมือนกัน ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า อยากจะฝากท่านไปพิจารณาให้รอบคอบอีกที แต่ว่า อย่างไรก็ตามโดยหลักการทั้งหมดนี้ผมเห็นด้วย เห็นด้วยไม่มีข้อโต้แย้งนะครับ โทษที่กล่าว ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าถ้าท่านไปพิจารณาให้รอบคอบแล้วจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม แล้วอันหนึ่ง ที่ผมคิดว่าเหมาะและดีที่สุด ในข้อ ๓.๗.๓ ของท่านนะครับว่าเมื่อใดที่มีคดีความเกี่ยวกับ การไม่สุจริตให้ กกต. จัดการโดยเร็วภายใน ๑๕ วัน ให้มีคําสั่งภายใน ๓๐ วันนี้นะครับ แต่เมื่อสักครู่นี้ผมกล่าวไปแล้วว่า คําสั่งบางประการถ้ามันมีศาลเลือกตั้งขึ้นมาก็จะทําให้ ไม่มีการใช้อํานาจรวบรัดเบ็ดเสร็จในคนหรือกลุ่มบุคคลคนเดียวกัน เพราะว่าท่านไปตัดสิน ประหารชีวิตเขาเลยนะอย่างนี้ ชีวิตนี้ให้เล่นการเมืองต่อไปไม่ได้ จําคุก ๒๐ ปี ๑๐ ปี ปรับ ๒๐ ล้านบาทนี้ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวโทษด้วย ต้องถือหลักว่า เขาสุจริตไว้ก่อนจนจะเห็นชัดว่าเขาทําผิดจริงแต่ว่าโทษก็แรงนะครับ และสุดท้ายท่านบอกว่า คดีเลือกตั้งทั้ง ๓ ศาลนะ จริง ๆ ถ้า ๓ ศาล โอ้โฮก็เยอะนะ คดีของนักการเมืองนี้ศาลเดียว ที่ลงโทษกันอยู่ขณะนี้ก็ดีมาก ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน เขียนไว้ อันนี้ผมก็สนับสนุนนะครับ

อีกประการหนึ่ง ท่านเขียนไว้ในข้อ ๓.๘.๓ ว่าในอนาคตจะให้มีการเลือกตั้ง ทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ผมคิดว่ายังเร็วเกินไปสําหรับส่วนตัวที่ผมคิดนะครับ หน่วยงาน รับผิดชอบในข้อ ๖ ท่านเขียนไว้ ๑๐ หน่วยงาน จริง ๆ ผมว่าต้องเป็นองคาพยพทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการหรือไม่ส่วนราชการโดยตรงหรือโดยอ้อม ต้องถือว่าการเลือกตั้ง ที่สุจริตยุติธรรมเป็นจิตวิญญาณของทุกคน แม้แต่คณะสงฆ์ ไม่ว่าจะสงฆ์นิกายใดศาสนาใด ก็ต้องช่วยส่งเสริมเรื่องเหล่านี้ มิใช่บอกว่าโยม ๆ ไม่เป็นอะไรที่วัดยังขาดถนนอีกเส้นหนึ่ง อย่างนี้ก็ลําบาก แล้วก็มีเยอะ ศาลากําลังจะผุพังอย่างนี้ก็ต้องหมดไปนะครับ สุดท้าย ผมกราบเรียนว่าการที่ท่านกําหนดไว้ว่าให้มีการซักซ้อมล่วงหน้า ๖ เดือน ผมเห็นด้วย อย่างยิ่งเลย เพื่อให้การเตรียมการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ท่านก็ต้องคิดต่อไปว่า ถ้ามีการยุบสภาฉับพลันไป การเตรียมการ ๖ เดือนล่วงหน้าคงจะลําบาก นอกจาก เป็นการเลือกตั้งเมื่อครบวาระ ๔ ปี หรือครบ ๓ ปีหรืออะไรประมาณใกล้ ๆ ผมก็กราบเรียน ท่านว่าผมสนับสนุนรายงานของท่าน แล้วผมก็อยากกราบเรียนว่าที่ท่านตั้งหรือ สปท. ตั้งมานี้ว่าการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ผมคิดว่าเป็นคําที่มีจิตวิญญาณในตัวมันเอง ผมไปเปิดพจนานุกรมแปลได้อย่างนี้ครับว่า สุจริตคือซื่อตรง ซื่อสัตย์ ตรงข้ามชัดเจนว่า ตรงข้ามทุจริต พอคําว่า เที่ยงธรรม ผมนึกถึงคําสอนของพระหลายครั้งที่สอนเทศน์ วันอาทิตย์ ถ้าจําไม่ผิดพุทธทาสท่านกล่าวว่า เที่ยงธรรมนั้นแปลว่ายุติธรรม ยุติคือจบ อย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้นคําว่า การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมนั้นผมน้อมรับว่า สําหรับผมเป็นส่วนตัวว่าจะต้องบรรจุอัดเข้าไปอยู่ในสายเลือดนะครับ และผมก็มั่นใจว่า ประชาชนยุคใหม่ก็จะคิดใกล้เคียงกับพวกเรา แต่อย่างไรก็ตามท่านต้องทําให้ประชาชน มีความรู้ให้ความรู้เขา ๒. ต้องทําให้เศรษฐานะเขาพอมีพอกิน แล้วก็ใช้หลักเศรษฐกิจ พอเพียงอย่างในหลวงท่านตรัสเสมอมา ผมก็กราบเรียนกับท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ก่อนที่ท่านสมาชิกท่านต่อไปจะใช้สิทธิอภิปรายนะครับ ท่านประธาน สปท. ได้ขอย้ําเตือนถึงประธานกรรมาธิการทั้ง ๑๒ คณะ ได้ส่งการบ้านในการ กําหนดความเร่งด่วนในการปฏิรูปคณะละไม่เกิน ๓ เรื่องภายในวันนี้ตามที่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้า ขณะนี้มี ๒ คณะส่งมา ยังเหลืออีก ๑๐ คณะนะครับ ต่อไปขอเชิญพลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ครับ ท่านเป็นอดีต สปท. อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ปัจจุบันท่านเป็น สปท. และเป็นประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งเป็น องค์การมหาชน ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปราย ที่จริงผมพบกับท่าน สปท. วันชัย เมื่อสักครู่นี้ ท่านบอกว่าให้ผมช่วยอภิปรายหน่อยให้ข้อคิดเห็นหน่อยนะครับ ก็เลยไม่อยาก ที่จะขัดความต้องการของท่าน ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมในการทํางานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ซึ่งได้ใช้เวลาพอสมควรในการที่จะรวบรวมหาข้อมูล และข้อเสนอแนะในการดําเนินการเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งก็เห็นด้วยกับที่กรรมาธิการทุกท่านได้กล่าวว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ เป็นพื้นฐานของปัญหา ทั้งหมดของประเทศ เป็นพื้นฐานของระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่พวกเราใฝ่ฝัน เรียกร้องอยากจะมี อยากจะได้ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งนั้นเป็นหัวใจ เพราะเราอยู่ในระบบที่เรียกว่าเรพรีเซนเททีฟ (Representative) ก็คือระบบเรื่องของการเลือกตัวแทนมาทํางานแทน เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งจึงเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง ปัญหาการเลือกตั้งของประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาที่จัดว่า เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยโดยเฉพาะ เพราะถ้าเราไปต่างประเทศ ผมก็ไปหลายครั้ง ไปคุยเรื่องการเมือง พอคุยเรื่องเลือกตั้งพอผมพูดเรื่องการซื้อเสียง ใช้ภาษาอังกฤษว่า โหวตบายอิง (Vote Buying) ฝรั่งงงครับ ฝรั่งงง เพราะในต่างประเทศเขาไม่เข้าใจคําว่า โหวตบายอิง (Vote Buying) มันเป็นอย่างไร เขาไม่เข้าใจว่าสิทธิของคนนี่มันมีราคานะครับ นอกจากราคาความเป็นประชาธิปไตยแล้วนี่มันไปซื้อไปขายได้ด้วยหรือ ฉะนั้นปัญหาของเรา จึงเป็นปัญหาที่ไม่ซ้ําใครในโลกนี้ก็เป็นปัญหาที่เราต้องตามแก้กันไปจนกว่าเราคิดว่าการเมือง เราจะดีขึ้น แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากว่าขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเตรียมทําประชามติ ได้ออกมาแล้ว ไฟนัล (Final) แล้วปรับแก้อะไรไม่ได้อีกแล้ว แล้วก็รอไปสู่การลงประชามติ ประมาณวันที่ ๗ สิงหาคมที่จะถึงนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะดําเนินการใด ๆ ของกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในทุก ๆ ด้านก็ต้องอิงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นสําคัญ เราจะ เสนอแนะการปฏิรูปที่ขัดกับร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องของบทบัญญัติต่าง ๆ ทั้ง ๒๗๙ มาตรา ก็คงจะไม่ค่อยเกิดประโยชน์เท่าไร เพราะร่างรัฐธรรมนูญก็กําหนดไว้ในหมวด ๑๖ ให้แก้ ได้ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกินเพราะฉะนั้นผมก็จึงอยากจะกราบเรียนว่าใน ๒-๓ ประเด็น ที่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อให้พี่น้องที่ฟังการอภิปราย การชี้แจงของกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้มีความเข้าใจด้วยว่าทําไมรัฐธรรมนูญจึงออกมา อย่างนี้ ทําไมกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงคิดอีกอย่างหนึ่ง อย่างเช่นการเลือกตั้งอย่างนี้ครับจะเอาเขตใหญ่ เขตเล็ก เป็นเรื่องดีครับ ไม่มี ส.ส. ปาร์ตี้ ลิสต์ (Party List) ก็เป็นเรื่องดีเป็นสิ่งซึ่งเราก็คิดกันมานานครับ แต่ทําไม กรธ. เขาไปเลือกใช้ จัดสรรปันส่วน เพราะเขาไปมอง คือทุกคนมีมุมมองที่ต่างกัน มองปัญหาที่ต่างกัน กรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมองปัญหาเรื่องการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ กรธ. เขามองปัญหาของการเมือง ของการจัดตั้งรัฐบาล ของการมีดุลอํานาจในสภาผู้แทนราษฎร เขาก็จึงพยายามพัฒนาระบบที่จะแก้ปัญหาตรงนั้น แน่นอนมันไม่มียาที่สําเร็จรูปที่จะ แก้ไขรักษาทุกโรคได้ ฉะนั้นเมื่อเขาเลือกระบบจัดสรรปันส่วนก็จะมาเจอปัญหาอย่างที่ ทางกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้พูดว่ามันไม่ได้แก้ปัญหา เรื่องการเลือกตั้ง มันไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการซื้อเสียง แล้วก็ไม่ได้แก้ปัญหาระบบนายทุน อันนี้ผมก็เข้าใจได้ แต่ความคิดของ กรธ. เราก็ต้องเคารพ แล้วก็ต้องเข้าใจ ผมเชื่อว่าหลายท่าน ไม่เข้าใจ เพราะทาง กรธ. มาชี้แจงเพียงครั้งเดียว เนื่องจากระบบการเลือกตั้งที่ กรธ. เลือกใช้นั้นมันเป็นเรื่องที่ยากมากที่คนจะเข้าใจได้ คนเยอรมันทั้งประเทศไปถามเขาว่า เขาลงคะแนนแล้วเขาคิด ส.ส. อย่างไร เขาไม่รู้หรอกครับ ผมไปมาแล้ว ถามเขาเขาไม่รู้หรอก เขาบอกเป็นหน้าที่ของคนจัดการเลือกตั้งที่จะคิดออกมา เพราะฉะนั้นเหตุผลในการใช้ระบบ จัดสรรปันส่วนซึ่งคล้ายกับระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ก็คือการที่จะให้ได้จํานวน ส.ส. ของ แต่ละพรรคในสภาตามความนิยมที่แท้จริงของประชาชนที่ไปลงคะแนน ถ้าประชาชน ไปลงคะแนนเลือกพรรคนี้ร้อยละ ๒๕ พรรคนี้ก็จะมี ส.ส. ร้อยละ ๒๕ ในสภา คือ ๑๒๕ คน จาก ๕๐๐ คนจากนั้นก็หาวิธีคิด ซึ่งผมจะไม่อธิบายเพราะต้องใช้เวลาของท่านประธาน อีก ๑๐ กว่านาทีนะครับ แต่นั่นคือแนวคิดของเขา เพราะปัญหาของประเทศไทยที่ผ่านมา ใน ๒-๓ ครั้งนั้น เราได้พรรคการเมืองที่เข้มแข็งเกินจริงที่นําไปสู่การยึดอํานาจทั้ง ๒ ครั้งนั้น ในสภา พรรคที่ใหญ่ที่สุดมีเสียงเกินครึ่งทั้งสิ้นจึงสามารถทําอะไรก็ได้ตามที่มติของพรรคนั้น จะพึงมี ถึงแม้พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะคัดค้าน กรธ. จึงมองอันนั้น เป็นปัญหาใหญ่ ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงก็ต้องว่ากันไป มาตรการในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างยกตัวอย่างในมาตรา ๒๒๔ (๔) ได้ให้อํานาจ กกต. ในการออกใบส้ม คนก็คงงง ดูฟุตบอลเห็นแต่ใบเหลืองกับใบแดง ใบส้มก็คือเมื่อ กกต. คิดว่า มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งมีแนวโน้มว่าเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการทําทุจริต แต่เขาไม่ได้ให้อํานาจในการที่จะออกใบแดง เพราะว่าถือว่าเป็นอํานาจของศาลซึ่งผมเห็นด้วย ก็ให้ กกต. มีสิทธิที่จะกําหนดให้ผู้นั้นไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ๑ ปี ระหว่างนั้นก็จะ ไปฟ้องศาล ก็แปลว่าเมื่อมีการจัดเลือกตั้งซ่อม นายคนนั้นก็สมัครเลือกตั้งซ่อมไม่ได้ อันนี้เขา เรียกว่าใบส้ม คือไม่ได้ลงโทษแต่ห้ามลงสมัครไป ๑ ปี แล้วต้องส่งศาล เช่นเดียวกันอํานาจ ในการพิจารณาคดี ของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. และผู้สมัครเข้ารับการเลือกเป็น ส.ว. นั้น กกต. ระบุไว้ชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าหากผ่านประชามติก็จะเป็นไปตามนี้ ก็อยู่ในมาตรา ๒๒๖ ว่าถ้าเกิดมีผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.มีพฤติกรรมทุจริต ก็ต้องไปฟ้องต่อศาลฎีกาศาลเดียวจบ แต่รวมถึงผู้ที่เข้าสมัครรับเลือกเป็น ส.ว. ด้วย และกรณีการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือเป็นผู้ที่สมาชิกสภาท้องถิ่น ให้ไปฟ้องต่อศาลอุทธรณ์แล้วก็คําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด ผมไม่ได้เห็นด้วย เพียงแต่ผมพูดให้ฟังเพราะเขาใช้ศาลเดียว ซึ่งผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับระบบศาลเดียว แต่กรรมาธิการการเมืองเองก็พูดบอกว่า ต้องการรวดเร็ว จบเลย กรธ. ก็ได้ทําในส่วนนี้ว่า ยังคงใช้ศาลเดียวในการตัดสินคดีเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็แล้วแต่ นั่นก็เป็นในส่วนของสิ่งที่บัญญัติไว้ ซึ่งถ้าผ่านประชามติก็คงจะต้องเป็นไปตามนั้น ในส่วนของ กกต. เองทางประสิทธิภาพของ กกต. ในบทวิเคราะห์ของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านการเมืองพูดไว้ชัดเจนครับว่าไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ จัดการเลือกตั้งได้ไม่ดีเท่าที่ควร ตอนนี้ก็ได้มีการเพิ่มจํานวนคณะกรรมการการเลือกตั้งจาก ๕ คน เป็น ๗ คน ก็เชื่อว่าจะทําให้ ทํางานได้ดีขึ้น

ประเด็นถัดไปที่ผมอยากจะพูดคือเรื่องของยาแรง ยาแรงมีการทดลองใช้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๒๓๗ แล้วก็ได้ผล จากนั้นไม่กี่วันก็นําไปสู่การยุบพรรค ๓ พรรค ด้วยยาแรง เนื่องจากว่ามีผู้สมัคร ส.ส. คนหนึ่งในแต่ละพรรคทั้ง ๓ พรรคนั้น มีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม การจัดการเลือกตั้งไม่สุจริตยุติธรรม โดนใบแดง ศาลรัฐธรรมนูญ จึงวินิจฉัยว่าเป็นการกระทําเพื่อให้อํานาจสู่การปกครองโดยไม่เป็นไปตามระบบประชาธิปไตย โยงไปมาตรา ๖๘ กลับมามาตรา ๒๓๗ จึงให้ยุบพรรคทั้ง ๓ พรรคนั้นเสีย แล้วให้แบนกรรมการ บริหารพรรคทั้ง ๓ พรรค ๑๐๐ กว่าคน ๑๐๙ คน ไป ๕ ปี ถามว่ามีคนเห็นด้วยไหม มีคนไม่เห็นด้วยครับ เยอะแยะเลย แล้วจนวันนี้ก็ถูกเอาออกจากร่างรัฐธรรมนูญไป คือ การจะให้ยาถ้าเราไปหาหมอ แล้วหมอบอกเอายาแรงไปกินแล้วกันผมก็ไม่เอาผมต้องการยา ที่รักษาโรคที่ผมเป็นเอาแค่พอดี ๆ แล้วเรื่องนี้มันเรื่องความเป็นความตายของคน เพราะฉะนั้น การให้ยาแรง จริง ๆ แล้ว กฎหมายพรรคการเมืองได้ระบุไว้แล้ว ถ้ามีพฤติกรรมของพรรค การเมืองที่มุ่งไปสู่การโค่นล้มรัฐบาล มุ่งไปสู่การโค่นล้มสถาบันต่าง ๆ โค่นล้มรัฐธรรมนูญ มีการกระทําอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองให้ยุบพรรคนั้นเสีย แล้วให้แบน กรรมการบริหารพรรคทั้งหมดมีอยู่แล้วครับ แต่ไม่ใช่ไปโยงเอาคนคนหนึ่งที่มีพฤติกรรม ใบแดงแล้วมายุบพรรค โดยอ้างว่าเป็นการได้มาซึ่งอํานาจการปกครองที่ไม่เป็นไปตาม กฎหมาย ไม่เป็นไปตามระบบการปกครองประชาธิปไตย เพราะนั้นผมจึงขอให้ข้อสังเกต ในเรื่องยาแรง อะไรที่เกินกว่าเหตุ แล้วอะไรที่เกินกว่าความพอดีมันไม่เกิดประโยชน์ ทําไมไม่เกิดประโยชน์ เพราะว่าบ้านเรา เจ้าหน้าที่ของเราผมจะไม่พูดว่าหน่วยไหน เรามี การเลือกตั้งวันก่อนเรามีคนไปลงคะแนนเสียง ๓๔ ล้านคน ๓๕ ล้านคน แต่วันนี้จะมีคนไป ลงคะแนนเสียงประมาณ ๔๐ ล้านคน ไม่มีทางหรอกครับ ที่ กกต. ๗ คนบวกกับเจ้าหน้าที่ อีก ๕๐๐ คน ๘๐๐ คน จะไปตามจับคนกระทําผิดได้ ก็จึงมีการกล่าวกันว่ามีการเลือกปฏิบัติ ไปตามเฉพาะฝั่งที่ไม่ได้อยู่ฝั่งฟากของผู้มีอํานาจในการเมืองในวันนั้น ซึ่งแล้วแต่ว่าใครจะเป็น เพราะถ้าใครเป็นรัฐบาล กกต. ก็เอาใจ ก็ตั้งข้าราชการที่อยู่ฝ่ายนี้ไปเป็นคนติดตามการเลือกตั้ง แล้วก็ไปตามจับเฉพาะอีกฝั่งหนึ่งก็เห็นได้ชัดเจน สิ่งที่เกิดขึ้นก็จึงทําให้ในเมื่อการปฏิบัติมันยัง ไม่เป็นธรรมนี่ อย่างที่ท่านก็พูดเองว่ายังมีระบบอุปถัมภ์ ระบบเกื้อกูล ระบบพรรค ระบบพวก ระบบการวิ่งเต้นโยกย้ายตําแหน่งแห่งที่ต่าง ๆ แล้วเราไปใส่ยาแรงเกินกว่าเหตุนี้คนที่รับกรรม ก็คือคนอีกฝ่ายหนึ่ง แต่คนอีกฝั่งฟากหนึ่งก็กระทําความผิดเช่นเดียวกัน แต่ไม่ต้อง โดนความผิดอะไรเลย เพราะฉะนั้นผมจึงอยากที่จะให้เราดําเนินการพอดี ๆ นะครับ อย่าไป ใช้ยาแรงจนเกินไป และอะไรที่มันทดสอบมาแล้วว่ามันไม่เกิดประโยชน์ มันทําให้เกิดการ เล่นพรรคเล่นพวกก็ไม่ควรที่จะดําเนินการ สุดท้ายครับ เรื่องกฎหมายพรรคการเมือง ผมว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๐ ฉบับที่ กรธ. จะยกร่างนี่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ๔ ฉบับ คือ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ถ้าเราพูดถึงเรื่องสุจริตเที่ยงธรรมในการ เลือกตั้งเราต้องให้ความสําคัญกับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพรรคการเมือง อย่างมากเลย ก็ท่านน่าจะศึกษาเรื่องนี้แล้วก็เสนอแนะไปที่ กรธ. ซึ่ง กรธ. ก็จะเริ่มลงมือร่าง หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศมีผลบังคับใช้แล้วในกลางปีนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของกฎหมาย พรรคการเมืองนี้หมวดที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องของการบริจาคเงิน ผมไปดูงานในต่างประเทศ เรื่องการบริจาคเงินนี้เขาก็จะมีกฎกติกาที่เข้มชัดเจน อย่างเช่น ไม่ใช่ว่าบริษัทหนึ่งจะบริจาค เท่าไรก็ได้ จะต้องมีซีลลิง (Ceiling) จะต้องมีแคป (Cap) เอาไว้ต่อปีได้เท่าไร เอกชนได้เท่าไร ต่าง ๆ รวมถึงการทําบัญชีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสผ่านเว็บไซต์ (Web site) ของ พรรคการเมืองต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องการบริจาคเงินจึงเป็นเรื่องที่สําคัญ เพื่อไม่ให้ พรรคการเมืองได้เปรียบพรรคอื่น ๆ เพราะเป็นพรรคที่มีเงินสนับสนุนเยอะ หรือเป็นพรรค ที่เราเรียกว่าเป็นพรรคนายทุน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของการใช้อํานาจของกรรมการบริหารพรรค การเมือง เราพยายามเขียนในรัฐธรรมนูญในฉบับที่จะทําประชามตินี้ว่าการที่จะกําหนด ผู้สมัคร ส.ส. ทั้งบัญชีรายชื่อ และทั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นควรจะกําหนดให้เป็น มติของพรรค ซึ่งคําว่ามติของพรรคนี่ก็ต้องรวมถึงให้สมาชิกพรรคได้มีส่วนให้การรับรอง ด้วยว่าผู้สมัครในพื้นที่นั้นควรจะเป็นใคร อาจจะเชิงทําไพรมารี (Primary) หรือทําคอคัส (Caucus) แบบที่เขาทําอยู่ขณะนี้ในสหรัฐอเมริกาที่เราคิดตามอยู่ทุกวันนะครับ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง เพื่อให้พรรคการเมืองเป็นของพี่น้องประชาชนโดยแท้จริง ก็จะเป็นมาตรการหนึ่งที่จะทําให้พรรคการเมืองสามารถเป็นพรรคของประชาชน และไม่เป็น พรรคที่อยู่ในการควบคุมของนายทุนต่าง ๆ ได้ ก็คงมีเรื่องเยอะถ้าจะพูดเรื่องการเลือกตั้ง พูดเรื่องการเมืองนี้ผมก็ได้ใช้เวลาเกินไป ๕ นาที ก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ไม่ได้ท้วงติงครับ ของพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณนินนาท ชลิตานนท์ อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันท่านเป็นประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ขอเชิญครับ

นางนินนาท ชลิตานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นินนาท ชลิตานนท์ สปท. ลําดับที่ ๘๐ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่ท่านได้นําเสนอข้อเสนอต่าง ๆ ในวันนี้ ดิฉันคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ดีมาก แล้วก็ครอบคลุม ในทุกปัจจัย อย่างไรก็ตามดิฉันก็มีคําถาม แล้วก็ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเล็กน้อย คําถามแรก ก็คือว่าสิ่งที่ท่านนําเสนอท่านจะอนุโลมใช้กับการเลือกตั้งท้องถิ่นด้วยใช่หรือไม่ ถ้าหากว่าใช่ ก็คงต้องขอความกรุณาท่านว่า ท่านต้องเขียนไว้สักหน่อยหนึ่งว่าการดําเนินการอย่างนี้ จะใช้ กับการเลือกตั้งท้องถิ่นด้วย แล้วก็คงจะต้องไปนําเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นด้วย เพราะว่าในหน้า ๑๑ นั้นท่านเสนอไว้เพียงให้ไป แก้ไขกฎหมาย ๔ ฉบับ ก็ขออนุญาตท่านพ่วงเรื่องท้องถิ่นเข้าไปด้วย

สําหรับข้อเสนอแนะนั้น ก็มี ๒-๓ ประเด็น ประเด็นแรกดิฉันถูกใจมากเลย ที่ท่านบอกว่าการเลือกตั้งนั้นจะต้องเป็นวาระแห่งชาติ แล้วก็จะต้องทําให้เหมือนกับเป็น เทศกาลสําคัญของชาติ ตรงนี้ดิฉันคิดว่าจะนําไปสู่การมีส่วนร่วมในการลงคะแนนของพี่น้อง ประชาชนได้อย่างดี เพราะว่าการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนคนไทยนั้น ดิฉันเชื่อว่า ท่านสามารถมีส่วนร่วมได้ ถ้ากิจกรรมใดนั้นเป็นกิจกรรมที่ท่านมีความรู้สึกว่ามันเป็นเทศกาล มันทําด้วยกันทั้งประเทศ มันมีความสนุกร่วมอยู่ด้วย เพราะว่านิสัยคนไทยเราทําอะไรก็ตาม ต้องขอสนุกด้วย แต่ว่าความสนุกนั้นในเรื่องของการเลือกตั้งก็จะต้องเป็นความสนุกในเชิง สร้างสรรค์ เพื่อนําไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ ทีนี้เมื่อพี่น้องประชาชนท่านมาใช้สิทธิมากขึ้น เวลาที่ท่านจะขยายออกไปจาก ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๘.๐๐ นาฬิกา นั้น ดิฉันก็เห็นด้วยว่า ท่านสามารถทําได้ เพราะว่าจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่าน ๆ มาของกรุงเทพมหานคร ขออนุญาต ยกตัวอย่าง เนื่องจากว่าเคยดําเนินการมาหลายครั้ง พี่น้องประชาชนท่านก็จะมาใช้สิทธิ เลือกตั้งมากขึ้น ๆ ครั้งสุดท้ายท่านมาใช้สิทธิถึง ๗๑ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ซึ่งในห้วงเวลาที่ท่าน มาใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้น ๆ เราก็มักจะพบปัญหาว่ายังมีพี่น้องประชาชนยืนเข้าคิวขอใช้สิทธิ หลังเวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา อยู่เป็นจํานวนมากพอสมควรทีเดียว แล้วท่านก็นําเสนอว่าเหตุใด จึงไม่ขยายเวลาให้เป็นห้าโมงเย็นหรือหกโมงเย็นนะคะ เพราะฉะนั้นการที่ท่านนําเสนอนี่ ดิฉันคิดว่าทําได้เพียงแต่ว่าขออนุญาตให้ข้อสังเกตต่อไปว่าในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้นท่านอาจจะต้องไประมัดระวังในเรื่องของการใช้สถานที่เลือกตั้ง การใช้สถานที่เลือกตั้งที่เป็นเต็นท์ อันนี้เป็นอันตรายต่อการทํางานในยามค่ําคืน เพราะว่าบางครั้งอาจจะเป็นช่วงหน้าฝน เป็นช่วงหน้าหนาว ก็ไม่สะดวกต่อการมาใช้สิทธิ ของพี่น้องประชาชน

อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของการนับคะแนนหลังจากที่ปิดการลงคะแนนแล้ว ดิฉันเข้าใจว่าในช่วงก่อนหน้านี้ที่กําหนดให้มีการปิดการลงคะแนนเวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกานั้น เพราะว่ากฎหมายเขียนต่อจากนั้นไปว่า หลังจากปิดการนับคะแนนแล้ว เราจะต้องดําเนินการ นับคะแนนโดยไม่ประวิงเวลา ดังนั้นในอดีตที่ผ่านมาจึงมีการทํางานตลอดทั้งคืนนับตั้งแต่ ปิดการลงคะแนน ๑๕.๐๐ นาฬิกา มีการส่งผลคะแนนอะไรต่ออะไรส่งบัตรเลือกตั้งจนกว่า จะประกาศผลการเลือกตั้งข้ามคืนเลย ส่วนใหญ่นะคะ เพราะว่าไปติดกับคําว่า ไม่ประวิงเวลา เพราะฉะนั้นท่านอาจจะปรับตรงนี้สักนิดหนึ่งว่าถ้าท่านจบที่หกโมงเย็น ก็น่าจะจบกระบวนการ ส่งบัตรเลือกตั้งอะไรไปยังที่จะนับคะแนนหรือที่รวมคะแนน แล้วก็หาวิธีการที่จะให้มี คนมาเฝ้า อาจจะเป็นตัวแทนพรรคการเมือง เป็นตํารวจ เป็นอะไรก็ตามแล้วก็อาจจะเริ่ม การนับคะแนนหรือรวมคะแนนในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ก็จะต่อเนื่องไปยังประเด็นที่จะให้พี่น้อง ประชาชนมามีส่วนร่วมในการที่จะนับคะแนนหรือรวมผลคะแนน ในข้อ ๓.๒.๒ ข้อ ๕ นั้นท่านก็เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษามาเป็นกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้ง อันนี้ดิฉันก็ขอนําเสนอว่าก็อย่าไปเอาแค่นิสิตนักศึกษาเลย เอาข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม เลย นั่นละ เพราะว่าดิฉันเห็นด้วยกับว่าในชาติเรานี้วันเลือกตั้งหรือเทศกาลเลือกตั้งนั้น ทุกคนในชาติต้องมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง เพราะว่าในวันนั้นมันเหมือนกับเป็นวันหยุดแล้วค่ะ ข้าราชการที่ท่านไม่ได้อยู่ใน กระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง ท่านก็จะมาใช้สิทธิแค่นั้นเอง แล้วนอกนั้นก็เป็นเวลาพักผ่อน เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วทุกคนควรจะมีโอกาสออกมาช่วย ทํางาน และการช่วยทํางานนั้น ก็คืออาจจะรับผิดชอบเป็นหน่วยไปเลยนะคะหรืออะไรก็ตาม ตรงนี้เราก็สามารถที่จะออกแบบได้ ตรงนี้มันจะมาเกี่ยวข้องกันนะคะถ้าหากว่าท่านไม่ประวิง เวลาในการนับคะแนน รวมคะแนน พี่น้องประชาชนก็ดีที่มาเป็นกรรมการประจําหน่วย นิสิต นักศึกษาก็ดี หรือแม้แต่ข้าราชการซึ่งไม่ได้ทํางานเลือกตั้งมาตลอดเวลานี้ พอถึงตกคืนนั้น ท่านกลับบ้านค่ะ ท่านบอกว่าให้ไม่กี่ร้อยบาทจะให้ทํางานกันทั้งคืนเลยหรือ อันนี้ท่านกลับบ้าน เลยนะคะ เพราะฉะนั้นบางครั้งต้องเอาเจ้าหน้าที่ไปเสริมไปตั้งหน่วย ไปนับแทนให้ เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะเกี่ยวข้องกัน ดิฉันอยากเห็นวันเลือกตั้ง หรือเทศกาลเลือกตั้ง หรือวาระแห่งชาติ ในการเลือกตั้งของเรานี้คนในชาติทุกคนมีส่วนร่วมกันอย่างสนุกสนานในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อจะทําให้เราได้นักการเมือง หรือรัฐบาลที่เข้มแข็งในชาติของเรา แล้วก็ทุกอย่างเป็นไป โดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามที่กล่าวนะคะ

อีกประเด็นหนึ่ง คือเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองและผู้สมัคร รับเลือกตั้ง อันนี้ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะให้ทาง กกต. นั้นช่วยดําเนินการ เพราะว่าขณะนี้เท่าที่ผ่านมานี้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองท่านจะเสียค่าใช้จ่ายในเรื่อง ของการหาเสียงเลือกตั้งนี้เป็นจํานวนมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งถ้าดิฉันจําไม่ผิดนะคะ ในการเลือกตั้ง ส.ว. ป้ายโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของท่านติดกันทั้งเมืองเลย ติดกันจนทําให้รถติดเลย พี่น้อง ประชาชนลงมาถ่ายรูปป้ายซึ่งติดอยู่ที่เกาะกลางถนนอย่างโกลาหล บอกว่า โอ้โห ไม่เคยเห็น ว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นนะคะ เพราะฉะนั้นก็ขอถ่ายเอาไว้เก็บเป็นที่ระลึกอย่างนี้ค่ะ ดิฉันคิดว่ามันเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จําเป็น ดิฉันเคยไปดูงานเลือกตั้งในประเทศญี่ปุ่นนะคะ ขออนุญาตกล่าวอ้าง ดิฉันหาป้ายเลือกตั้งของเขาไม่เจอเลย ยังถามว่านี่มีการเลือกตั้ง จริงหรือ เขาบอก จริงสิ เราบอกแล้วป้ายโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ป้ายประชาสัมพันธ์ของ ผู้สมัครรับเลือกตั้งอยู่ที่ไหน เขาก็พาไปดู อยู่หน้าสวนสาธารณะค่ะ ขนาดไม่ใหญ่เลยนะคะ แล้วก็มีคนสมัครอยู่ ๖ คน ใน ๖ คนนั้นติดแค่ ๔ คน บอกแล้วอีก ๒ คนไปไหน เขาบอก อีก ๒ คนคิดว่าคงไม่ได้ เขาก็เลยไม่ติด แล้วก็ในการเลือกตั้งนี้ ดิฉันบอกว่าอย่างนี้แล้วใครจะ รู้ว่าเขาลงสมัคร ปรากฏว่าทางเจ้าหน้าที่บอกว่า เขาไม่ใช้ป้ายโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งเลยค่ะ เขาใช้ทีวี (TV) กับหนังสือพิมพ์ เขาบอกว่าหนังสือพิมพ์นี้ก็แทบจะไม่ค่อยมีใครสนใจอ่าน เพราะดูทีวี (TV) กันหมดแล้ว นี่อย่างนี้ถ้าสมมุติว่าในเทศกาลเลือกตั้งของเรานี้ ทั้งภาคเอกชน ทั้งภาครัฐร่วมมือกันอย่างจริงจัง ซึ่งดิฉันก็เชื่อว่าทีวี (TV) ท่านก็ให้ความร่วมมืออยู่แล้วนะคะ เราใช้สื่อพวกนี้ให้เป็นประโยชน์ มันก็จะได้ประโยชน์มาก นอกจากที่จะให้รู้กันอย่างทั่วถึงแล้ว เข้าใจกันเป็นทิศทางเดียวกันแล้ว ก็ยังทําให้บ้านเมืองของเรานี้ไม่สกปรกรกรุงรังด้วยค่ะ ก็ขออนุญาตนําเสนอท่านเพียงเท่านี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอเชิญท่านต่อไปนะครับ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการ ตํารวจภูธร ภาคหนึ่ง ขอเชิญครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ผมคงใช้เวลาไม่มาก คงอยู่ในกําหนด แต่เชื่อว่าถ้าเกินไปบ้างท่านประธานก็คงจะอนุญาต เพราะว่ามันจะเต็มเปี่ยมไปด้วยสาระ การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คงต้องมองในหลายมิติ จะมองไปที่ กกต. อย่างเดียวคงไม่พอ และสิ่งนี้ได้สะท้อนอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเกือบทั้งหมด นักการเมืองก่อนครับ ผมสั้น ๆ ครับ ตรงนี้ผมไม่ลงลึก ในรัฐธรรมนูญก็มีไว้ครับ ใน มาตรา ๓๕ บัญญัติ ๑๐ ประการ ๕ ประการนั้นเป็นเรื่องของ จะทําให้การเมืองเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเกือบทั้งสิ้น นักการเมืองที่ทุจริตจะต้อง ไม่มีที่ยืน จะต้องไม่เข้ามาอยู่ในวงการเมืองอีก เราพูดตั้งเกณฑ์ไว้ว่าตลอดชีวิต เราต้องการ นักการเมืองที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ความรู้ความสามรถ เสียสละเพื่อชาติ เราตามหากันมานาน และคงต้องตามหากันต่อไปถ้าเราปฏิรูปเรื่องนี้ไม่สําเร็จ พรรคการเมืองครับ เราพูดกันมาก ทั้งในสภาและนอกสภา พรรคของนายทุน พรรคทุนสามานย์ เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์วันชัย ขออนุญาตที่เอ่ยนามก็พูดถึงเรื่องนี้ ท่านอาจารย์วันชัยเคยพูดที่นี่ ท่านอาจารย์วันชัย เคยพูดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและอีกหลายที่ เราคงไม่ไปพูดที่อื่นแล้วละครับ ถ้าเราปฏิรูป เรื่องนี้สําเร็จ ต้องให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน นโยบายพรรคต้องขานรับความต้องการ ของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปสนับสนุนกิจการของนายทุนสามานย์ นโยบายพรรคครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญยิ่งครับ ผมจําอนุไม่ได้ น่าจะเป็น (๔) หรือ (๖) ใน มาตรา ๓๕ พรรคการเมืองจะต้องไม่ใช้นโยบายพรรคมาผลาญงบประมาณแผ่นดิน ไปเขียนนโยบาย เพื่อหาเสียงให้กับตัวเอง นโยบายประชานิยมในรูปแบบต่าง ๆ ทําลายชาติบ้านเมืองเรา ถึงกลวงมาถึงทุกวันนี้ครับ อยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ฉบับชั่วคราวนะครับ ในหลายอนุ แล้วลงไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังจะทําประชามติกันอยู่นี้ ขอขอบพระคุณกรรมาธิการ แต่สิ่งที่ผมจะอภิปราย ดีใจที่กรรมาธิการปฏิรูปเรื่องนี้มีผู้แทนจาก กกต. คณะกรรมการ การเลือกตั้ง ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านพันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา ว่าที่เลขาธิการ กกต. คนต่อไปหรือเปล่า ผมไม่ได้บอกว่าเป็นนะ ผมมีคําว่า หรือเปล่า อยู่ เขาให้ กกต. เป็นองค์กรหลักที่รับผิดชอบทําให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมว่าอย่างนั้น แต่ในความเป็นจริงนี้ กกต. เป็นเสือกระดาษ แทบจะไม่มีศักยภาพจะทําอะไรได้เลย ท่านประธาน ท่านสมาชิกครับท่านทราบไหมว่า กกต. ยังไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานเลยครับ สถานภาพของ กกต. จะออกหมายเรียก ออกหมายค้นก็ยังไม่ได้ครับ สิ่งหนึ่งที่ว่าที่เลขาธิการ ต้องไปขับเคลื่อนให้ได้ ก็คือต้องทําให้ กกต. เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาครับ เป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เป็นเจ้าพนักงาน ทําอะไรไม่ได้เลย ออกหมายเรียก ไม่ได้ออกหมายค้นไม่ได้ เดี๋ยวบางคนบอกว่าออกหมายค้นได้ ใครออกได้ครับ ๕ เสือ ๕ เสือ กกต.ทั้งนั้นละครับที่จะออกหมายค้นได้ ออกหมายค้นได้เฉพาะเมื่อพระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือกตั้ง ๕ เสือไปไหนละครับ แค่ไปจากบ้านมาที่ทํางานที่ศูนย์ราชการท่านก็แย่แล้ว ท่านจะไปรู้ตามต่างจังหวัดว่าตรงไหนจะต้องไปค้นบ้านใคร กําลังจะซื้อเสียง พรรคไหน กําลังระดมทุน ไม่มีทางครับ ต้องทําให้เป็นเจ้าพนักงานได้เดี๋ยวนี้เลยครับถึงจะมีอํานาจต่าง ๆ กกต. มีอํานาจหน้าที่ในการเข้าไปสืบสวน ไปสอบสวน แต่ไม่เป็นเจ้าพนักงานทั้ง ๒ เรื่องเลยครับ เพราะฉะนั้นต้องแก้ไขเพิ่มเติมในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือใส่ไว้ตรงไหน ให้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอํานาจครับ

– ๒๔/๑

ประเด็นต่อมาครับ คดีการเลือกตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ครับ มุ่งเน้นพยานบุคคล เป็นเรื่องตลกมาก ใช้พยานบุคคลยืนยันในคดีวินัย ผมใช้คําว่า วินัย นะครับ ใบเหลือง ใบแดง ที่ยังไม่ฟ้องศาล คนที่มาให้การไม่เป็นพยานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยาน เพราะฉะนั้นพยานที่มาให้การในคดีใบเหลือง ใบแดงในคดีวินัยการเลือกตั้ง ผมใช้คํานั้น นะครับ ไม่เป็นพยานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยาน จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ผมถามว่า มีพยานคนไหนที่อยากมาให้การครับอยู่ในพื้นที่ อยู่กับเขาตลอดชีวิต มาอยู่กับเจ้าหน้าที่ กกต. ที่สอบปากคําเพียง ๓ ชั่วโมงเท่านั้นเอง เขาจะรอดไหมนั่น กลับไปจาก กกต. เขาจะ มีชีวิตรอดไหม เขาได้กลับบ้านหรือไปวัด ไปศาลาใดศาลาหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นเขาไม่ให้การ หรือมาให้การต้องให้คนที่มาให้ปากคํากับ กกต. ในคดีวินัยของ กกต. ได้รับความคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพยาน ด้วยแล้วต้องมีหน่วยงานขับเคลื่อนเรื่องนี้เพื่อให้ความคุ้มครอง กับพยานเหล่านี้อย่างจริงจังจนกระทั่งเป็นคดีอาญาในศาล

เรื่องต่อไปครับ มีไว้นิดหนึ่งเมื่อสักครู่ท่านอาจารย์วันชัยได้กรุณานําเสนอ ในเรื่องของการนําไอที (IT) มาใช้ ผมต่อเนื่องกับเรื่องพยานเมื่อสักครู่นะครับว่า เราคงใช้ พยานบุคคลเป็นหลักในการพิสูจน์ความผิดในคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไม่ว่าในชั้นเป็น สํานวนวินัยหรือคดีอาญาที่สู้กันในศาลก็ตาม คงมุ่งเฉพาะพยานบุคคลต่อไปนี้ไม่ได้แล้วครับ ผมให้เหตุผลแล้วครับว่าคงไม่มีใครกล้าที่จะมาให้ปากคําเป็นปฏิปักษ์กับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ผมไม่ใช้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งนะครับ เพราะเขากําลังทุจริต แล้วเขากลับไปไม่ปลอดภัยกับตัวเขา ครอบครัวเขา ญาติพี่น้องของเขา เขาเลือกที่จะเอาความปลอดภัยส่วนตัวก่อน ดังนั้นเราต้องให้ ความสําคัญกับพยานด้านนิติวิทยาศาสตร์ในทุกเรื่องครับ ต้องเคลื่อนหน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์ ของตํารวจมาซัปพอร์ต (Support) งานพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ให้ กกต. ต้องทําให้ได้ ผมให้ดูตัวอย่างครับ ถ้าเราจะเน้นเอาเฉพาะพยานบุคคล วันนี้ก็มาให้การว่าจําได้ พอไปถึง ระดับพิจารณาเขาบอกว่าคลับคล้ายคลับคลา พอไปเบิกความที่ศาลเขาบอกว่าจําไม่ได้ นานแล้วเบลอ (Blur) ถ้าไม่เบลอ (Blur) ลงไปก็จะเบลอ (Blur) ไปตลอดชีวิต เลือกที่จะ เบลอ (Blur) ดีกว่า เพราะฉะนั้นคดี กกต. ไปถึงศาลเกินครึ่งครับศาลยกผมไม่โทษศาลครับ พยานไม่ไปศาล พยานไปแล้วกลับคํา พยานเบลอ (Blur) พยานไม่ยืนยัน เราต้องเอา หลักฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวงจรปิด เรื่องหนึ่งที่ผมไปแสดง วิสัยทัศน์ แล้วผมเชื่อว่าเป็นเหตุผลสําคัญที่กรรมการต้องเลือกผมไปเป็น กกต. กทม. จนเดี๋ยวนี้ ผมบอกว่าพิสูจน์คําพยาน ต้องนําเครื่องจับเท็จมาใช้กับพยานในคดี กกต. คดีเครื่องจับเท็จผมทําเป็นคดีแรกของประเทศนี้ และเป็นมรรคเป็นผล จนกระทั่งถึงศาลฎีกา คดีที่หม่อมชลาศัยวางยาพิษในกาแฟให้ท่านกบเสวยเมื่อหลายปีก่อน แล้วท้ายที่สุดศาลฎีกา เขียนไว้ในคําพิพากษาฎีกาครับ ฟังเหตุผลจากเครื่องจับเท็จที่นําหม่อมชลาศัยหรือลูกปลา เข้าไปในเครื่อง แล้วมันออกมาครับ แม้ว่าเครื่องจับเท็จจะไม่ใช่เครื่องวิเศษที่พิสูจน์ความผิด หรือความบริสุทธิ์ได้โดยตรง แต่มันก็เป็นเครื่องที่ทดสอบถึงความผิดหรือความบริสุทธิ์ได้ โดยอ้อม ฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่น ศาลหมดข้อสงสัยครับ เพราะฉะนั้นผมยืนยันว่า จะต้องนําสิ่งเหล่านี้มาให้ให้ครบ ตัวอย่างครับ อ้ายนี้เป็นมุขเก่าเลยครับ ยังโกงกันจนเดี๋ยวนี้ ย้ายผีเข้าบ้าน บ้านหลังหนึ่งคนมาอยู่กันเต็มเลยครับ ๓๐ คน แล้วเขาก็นั่งสอบกันว่า เห็นหรือไม่เห็น ร้านก๋วยเตี๋ยวฝั่งตรงข้ามเห็นคนมาอยู่ ๓๐ คนไหม อยู่จริงไหม ถ้าบอกว่าอยู่จริงก็จะยืนยันว่าผิด ถ้าไม่อยู่จริงก็ยืนยันว่าไม่ผิด อ้ายหมอนั่นเลือกที่จะยืนยันว่า ไม่เห็น เพราะถ้าบอกว่าเห็น ๓๐ คนนี่กลับไปแล้วมันจะไม่มีโอกาสเห็นใครอีกแล้วต่อไปนี้ ก็คือเสียชีวิต ทําอย่างไรครับ ง่าย ๆ นิดเดียวครับ ผมไปเป็นประธานวินิจฉัยเรื่องร้องใบเหลือง ใบแดงของ กกต. อยู่ระยะหนึ่ง ผมนําเรื่องนี้ไปใช้ครับ ผมทําอย่างไรครับผมไปเอาค่าน้ํา ค่าไฟของบ้านหลังนั้นมาพิสูจน์ บอกว่าอยู่กัน ๓๐ คน ใช้น้ําเท่าไร ใช้น้ํา๒๐๐ ครับ คุณล้างอึ อย่างเดียวไม่ต้องทําอย่างอื่น ๒๐ คน ๓๐ คนยังไม่พอเลยครับ ไม่ต้องรดน้ําต้นไม้ ไม่ต้อง ล้างจาน ล้างอึอย่างเดียว คุณบอกคุณใช้ทิชชู คุณไม่อาบน้ําหรือ ไฟฟ้าใช้เท่าไรครับ เปิดพัดลม ๒ ตัวค่าไฟยังมากกว่านั้น คุณอยู่ไม่ได้หรอกครับแค่นี้ ต้องนําเรื่องเหล่านี้มาใช้กับการพิสูจน์ ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของ กกต. ให้ได้ครับ ถ้ายังหวังพึ่งพยานบุคคลอยู่เช่นเดิม จะตั้งศาล เลือกตั้งขึ้นมาสักกี่ศาล พยานหลักฐานที่ไปถึงศาล มันไม่ใช่ครับมันเคลือบแคลง มันสงสัย ก็ต้องถูกยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จําเลยหรือครับ

คงเป็นเรื่องสุดท้ายครับ กกต. มีหน้าที่ทั้งสืบ สืบสวน ทั้งสอบ คือสอบสวน แต่ กกต. ไม่มีเจ้าหน้าที่เหล่านี้เลยครับ สอบสวนมันต้องกระทําโดยพนักงานสอบสวน กกต.ยังใช้นิติกรอยู่ครับ รับนิติศาสตร์มาเป็นพนักงานสอบสวนก็เท่านั้น สืบสวนเหมือนกัน ตลกหลวงมากครับ ผมเป็นประธาน กกต. กทม. อยู่ขณะนี้ มีเจ้าหน้าที่ กกต. กทม. ทั้งหมด ๓๐ คน มีเจ้าหน้าที่สืบสวน ๑ คน มันไปสืบเรื่องเมียไปมีผัวน้อยหรือเปล่าไม่รู้ แค่นี้มันยังสืบ ไม่ได้ครับ จะไปสืบเรื่องอื่นหรือครับ ต่างจังหวัดบางจังหวัดไม่มีครับ ต้องไปขอยืมหน้าที่อื่น มาทํา ดังนั้นผมยืนยันว่าจะให้เรื่องนี้สัมฤทธิ์ผล ทั้งชุดสืบชุดสอบต้องสร้างเป็นมืออาชีพ ขึ้นมา แล้วต้องเกาะเกี่ยวกันกับหน่วยงานหลักที่ทําหน้าที่นี้สัมฤทธิ์ผลและเก่งที่สุด ในประเทศไทยก็คือตํารวจ ชุดสืบสวนสอบสวนไม่มีชุดใดในโลกนี้ที่จะเก่งเท่าตํารวจไทย ผมยืนยัน เพราะเราทํามาหลายร้อยปีแล้วครับ ประสบการณ์พอกพูนสูงกว่าตัวนักสืบอีก เกิดเหตุที่ไหนก็แล้วแต่ เสร็จหมด เพราะฉะนั้นเวลาใช้ตํารวจ กกต. มีอํานาจตามกฎหมาย อยู่แล้วครับ ใช้เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ อย่าใช้เฉพาะเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มี การเลือกตั้ง แล้วเริ่มร้องขอไปยังศาลรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ว่าช่วยมาสืบให้หน่อยเพราะ การสืบสวนมันต้องกระทําก่อน ขณะ และหลัง ก็แปลว่าต้องสืบก่อนไม่มีใครไปซื้อเสียง วันเลือกตั้งหรอกครับ เขาซื้อกันมาก่อนหน้านั้นหลายเดือนแล้ว ต้องสืบก่อน ขณะ และ หลัง สืบสวนต้องทําตลอดครับ ตํารวจสามารถทําการสืบสวนเรื่องอื่น ๆ คู่ไปกับเรื่องเลือกตั้งได้ ผู้มีอิทธิพล การเลือกตั้ง การซื้อเสียง มันเกี่ยวข้องผูกพันกันครับ ดังนั้นท่านจะต้องเกาะเกี่ยว ตั้งแต่วันนี้ครับ ไม่ใช่ไปเกาะเอาตอนจะเลือกตั้ง ๙๐ วันก่อนเลือกตั้งไม่ได้ผลครับ ต้องสืบ ไปก่อนเลยครับ แล้วต้องเก็บข้อมูลไว้ ไม่อย่างนั้นชุดสืบสวนของ กกต.ต้องตั้งชุดใหญ่ขึ้นมา ไม่ใช่ ๑ จังหวัดมีคนเดียวนะครับ จริง ๆ ผมมีอีกหลายเรื่อง แต่เวลามันล่วงไปแล้วครับ ผมจะไม่รบกวนสภานี้ครับ ผมเชื่อว่ามีหลายท่านที่จะรอพูดในเรื่องอื่น วันนี้ที่ผมมาพูดเรื่อง กกต. เป็นหลักเพราะผมมีสถานะเป็นประธาน กกต. กทม. กําลังจะรับบทหนักที่จะไปทํา ประชามติร่วมกับท่านจรุงวิทย์ ท่านว่าที่เลขาธิการละครับ ขอบพระคุณครับ

เรายังมีสมาชิกแสดงความจํานงในการอภิปรายอีก ๒ ท่าน เมื่อ ๑ ท่านอภิปราย เสร็จแล้วผมจะเริ่มส่งสัญญาณการลงมติไปยังห้องต่าง ๆ ในอาคารบริเวณรัฐสภา ต่อไปขอเชิญ ท่านจุมพล สุขมั่น อดีต สปท. อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ

นายจุมพล สุขมั่น 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม จุมพล สุขมั่น สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๒๙ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ วันนี้ที่จะมาขอเพิ่มเติมให้มันเป็นประสบการณ์จากการที่ผมเคยเป็นประธาน กกต. จังหวัดลําปาง เพราะฉะนั้นที่ผมจะกล่าวต่อไปจะเป็นประสบการณ์จริงแล้วก็จะเป็น ประสบการณ์ตรง ก่อนอื่นผมกราบเรียนก่อนนะครับว่าผมเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้นะครับ แต่สิ่งที่ผมจะเพิ่มเติมไปนี่ก็อย่างที่กราบเรียนนะครับว่าเป็นมาจากประสบการณ์จริง ผมขอแยกอย่างนี้ครับ ผมขอเพิ่มเติมใน ๕ ส่วน

ส่วนที่ ๑ ครับเป็นเรื่องของตัวบทกฎหมาย ถ้าท่านจะพิจารณาดูในส่วนของ ตัวบทกฎหมายนี่นะครับ การเลือกตั้งระดับประเทศเราหมายถึงการเลือกตั้ง ส.ส. กับ การเลือกตั้งท้องถิ่นจะมีตัวบทกฎหมายที่แยกต่างหากจากกัน และจะมีลักษณะที่ไม่ค่อยจะ สอดคล้องกันเท่าไร ทีนี้เมื่อไม่ค่อยจะสอดคล้องกันนี่นะครับ วิธีปฏิบัติจะแตกต่างกันออกไป จะเกิดความสับสนแล้วนะครับ ทั้งตัวผู้ปฏิบัติหมายถึงตัว กกต. เขต กกต. ท้องถิ่น อะไรต่าง ๆ พวกนี้ด้วยและตัวของผู้ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย กล่าวได้ว่ามักจะเป็นข้ออ้าง อยู่เสมอว่าทําไมการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นได้ ทําไมการเลือกตั้งของ ส.ส. ทําได้แบบนี้นะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ถ้าหากว่าสามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ ตัวบทกฎหมายนี่ควรจะต้อง มีการชําระและทําให้มันสอดคล้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนนะครับ

ในเรื่องของตัวบทกฎหมายประการต่อมาครับ จริง ๆ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิก ท่านหนึ่งท่านได้กล่าวไว้แล้ว เรื่องของการคุ้มครองพยานหลักฐานอย่างจริงจังครับ ท่านครับ เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกที่สักครู่นี้ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ท่านอํานวย นิ่มมะโน ได้กล่าวไว้ มีที่ไหนบ้างละครับไปเป็นพยานนี่นะครับ พอทราบว่าจะไปเป็นพยานเรื่องนี้รับรองเลยครับ พยานท่านนี้เป็นไข้ก่อนแล้ว ไข้ที่ว่าก็คือไข้โป้งนั่นละครับ ผมเห็นอยู่ตลอดนะครับ แต่ในเรื่อง ของการคุ้มครองพยานหลักฐานยังไม่มีการคุ้มครองหรือว่ายังไม่มีตัวบทกฎหมายที่สามารถ ใช้คุ้มครองพยานหลักฐานในกรณีความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งได้อย่างชัดเจนและจริงจัง ตรงนี้เป็นสาระสําคัญนะครับ

ประการต่อมาในเรื่องของตัวบทกฎหมายครับ คดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต การเลือกตั้งนี่นะครับ ผมขอเสนอแนะไว้ครับว่าถ้าหากว่าผู้ที่ถูกร้องเป็นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง หรือเป็นผู้ที่มีตําแหน่งหน้าที่ควรที่จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นะครับ เพราะไม่เช่นนั้นที่ผ่านมา นี่นะครับ คดีอยู่ที่ศาลจริงครับ แต่ดึงกันยืดเยื้อจนสุดท้ายแล้วหมดวาระไปแล้วสํานวนนี้ ยังไม่ได้รับการพิจารณา หรือมีคําสั่ง หรือมีคําพิพากษาเลย ประเด็นตรงนี้ก็เป็นประเด็น สําคัญอีกประการหนึ่ง

ประการต่อมาครับ ผมขอสนับสนุนขออนุญาตเอ่ยนามท่านอีกครั้งหนึ่ง ท่านอํานวย นิ่มมะโน ครับ เจ้าหน้าที่ กกต. เองไม่มีอํานาจแท้จริงหรอกนะครับ เรื่องของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เรื่องของการเป็นเจ้าพนักงานเห็นอยู่คาตา แต่ทําอะไรไม่ได้ เพราะเขาเป็นระดับเจ้าหน้าที่ไม่มีกฎหมายให้อํานาจไว้ ท่านกรรมาธิการ ที่นั่งอยู่ข้างบนที่ท่านเป็น กกต. อยู่ตอนนี้ท่านก็คงพอทราบดี เพราะว่าประเด็นนี้ผมได้คุย กับท่านไว้หลายครั้งแล้วนะครับ

ประการต่อมาครับ ในเรื่องของตัวบทกฎหมายเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณา ท่านครับ ในเรื่องของการทุจริตการเลือกตั้งกฎหมายใช้คําว่า น่าเชื่อว่า แต่พอมาถึง ในเรื่องของกระบวนพิจารณาที่เราใช้ระบบกล่าวหา พอเมื่อใช้ระบบกล่าวหาปุ๊บก็จะต้อง มีการพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัย ท่านครับ ในคดีทุจริตการเลือกตั้งนะครับมันหาใบเสร็จ หรือหาอะไรจากตรงไหนนะครับ กฎหมายจึงใช้คําว่า น่าเชื่อว่า เมื่อกฎหมายใช้คําว่า น่าเชื่อว่า ปุ๊บนี่นะครับ ผมมองไปถึงระบบในการไต่สวนคุณจําเป็นนะครับที่ว่าจะต้องใช้ การไต่สวนเป็นระบบกฎหมายที่ใช้เกี่ยวกับความผิดเกี่ยวกับ การเลือกตั้งให้สอดคล้องกับตัวบทกฎหมายที่ใช้คําว่า น่าเชื่อว่าและสอดคล้องกับความเป็นจริง หาใบเสร็จไม่ได้หรอกครับ หาพยานหลักฐานก็ค่อนข้างน้อย มิหนําซ้ํานะครับบางกรณี พยานหลักฐานก็เป็นพยานหลักฐานที่ปั้นขึ้นมาด้วยนะครับ พอพูดถึงเรื่องพยานหลักฐาน ที่ปั้นขึ้นมาปุ๊บ ผมกล่าวต่อนะครับบางทีเจอ แต่ก็มีคํากล่าวว่าเขาก็ไม่ได้รับการเลือกตั้งแล้ว ปล่อยเขาไปเถอะ นี่ก็เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายประการหนึ่ง แล้วก็เป็นเรื่องของ การร้องเรียนที่ว่าร้องกันมาเยอะมาก แกล้งร้องบ้างอะไรบ้างเผื่อสําเร็จ

ประการต่อมาครับ เมื่อสักครู่ตัวบทกฎหมายประการแรก ประการที่ ๒ เรื่อง ขององค์กรครับ ภายใน กกต. เองนี่นะครับซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการบริหารจัดการเลือกตั้ง มีการแบ่งงานออกเป็น ๕ ฝ่าย ๑. อํานายการ ๒. จัดการเลือกตั้ง ๓. พรรคการเมือง ๔. การมีส่วนร่วม และ ๕.สืบสวนสอบสวน แต่ท่านครับที่ผ่านมานี่นะครับ ทั้ง ๕ ฝ่ายต่างมี อิสระจากกันไม่ยึดโยงกันเลยแล้วก็ไม่สอดคล้องกันในบางกรณีด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ ภายในองค์กรเองก็จะต้องมีการปรับปรุงอยู่ด้วย ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าการปรับปรุง ในทีนี้ก็คือมันจะต้องมีการยึดโยงสอดคล้องและร่วมกันทํางานอยู่ด้วย ผมยกตัวอย่างกรณี ป้ายหาเสียงพอถึงเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ก่อนการเลือกตั้งจะต้องมีการเอาออกจะต้องมี การเก็บ บางกรณีบางผู้สมัครไม่เก็บเอาไว้อย่างนั้น อยู่หน้าหน่วยเลยก็มี แต่พอไปถึงข้างใน นี่นะครับ พอไปถึงเจ้าหน้าที่ภายในของ กกต. เองนี่บอกว่าป้ายอันนี้มันติดอยู่ก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วเขาไม่ได้ไปหาเสียงเลือกตั้งหลังเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ขอประทานโทษครับ ท่านป้ายดังกล่าวเป็นป้ายหาเสียงไม่ใช่หรือครับ ทุกคนเก็บหมด กฎหมายดังกล่าวสร้างความ เสมอภาคและท่านวินิจฉัยกันอย่างนี้นะครับ เหตุก็เพราะว่าเข้าไปอยู่ที่ฝ่าย ขอโทษนะครับ ถ้าจะเอ่ยนาม เข้าไปอยู่ที่ฝ่ายพรรคการเมืองวินิจฉัย และสุดท้ายฝ่ายการเมืองก็โอดครวญว่า ไม่มีนิติกร ไม่มีฝ่ายกฎหมายอยู่ในฝ่าย นี่คือความยึดโยงกันภายในนะครับ

ประการที่ ๓ ครับ ในเรื่องของบุคลากรของ กกต. บางครั้งเป็นเรื่องน่าเห็นใจ แต่บางครั้งเป็นเรื่องที่จะไปสนับสนุนให้การจัดการเลือกตั้งไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรมมากยิ่งขึ้น ประการแรกครับ ความสามารถ ความรู้ความเข้าใจไม่สอดคล้องกับภารกิจไม่สอดคล้อง กับตัวบทกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมาย บางส่วนนี่นะครับจบหลายอย่างมานะครับ

ทีนี้เรื่องของการจัดการเลือกตั้ง เรื่องของ กกต. มีหลายส่วนที่จะไปเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยงกับกฎหมายอยู่ด้วย แต่ส่วนของ กกต. นี่นะครับ หลายท่านรับโอนมา พอรับโอนมา ในระดับที่สูง พอระดับที่สูงปุ๊บ ขึ้น ๆ ไปปุ๊บคนรับโอนมาได้เขาก็ต้องมีเส้นอยู่แล้วยิ่งเข้าไป อยู่ข้างในเขาก็ยิ่งเลื่อนขึ้นในระดับที่สูงขึ้น ๆ ไปอยู่ในระดับที่สูงแต่ประสบการณ์ความรู้ ความสามารถยังไม่สอดคล้อง พูดกันง่าย ๆ ก็คือไม่ถึงขั้นนี่นะครับทําให้งานส่วนนั้นเป๋ ๆ ปัด ๆ ไป ผมขอเสนอแนะว่าต่อไปนี้ กกต. ไม่ควรรับโอนแล้ว ท่านสอบเอาของท่านเลย นะครับ ตอนนี้ภายในกับเด็กสอบก็ส่วนหนึ่ง เด็กที่รับโอนก็ส่วนหนึ่ง แล้วก็มีประเด็นปัญหา ไม่สอดคล้องกันอยู่ตลอดเวลา

เรื่องของบุคลากรประการที่ ๒ ครับ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่เป็นกลาง บางส่วนนะครับ มีก๊วนมีแก๊งรับงานรับคดีอยู่ภายใน ท่านเคยได้ยินคําว่า นักบินไหมครับ อาจจะยังไม่เคย อย่างนี้ครับ คดีมีการร้องเรียนปุ๊บทําสํานวนเสร็จสรรพเรียบร้อยเสนอเข้า ข้างใน เข้าข้างในก็จะเข้าที่สํานัก สํานักสืบสวนสอบสวน สํานักใดก็แล้วแต่ ๑ ๒ ๓ ๔ อะไรต่าง ๆ พวกนี้ เอาล่ะครับเกิดกระบวนการแล้ว สุดท้ายแล้วนี่นะครับหนีไม่ได้ก็จะต้องไป ยื่นคําร้องที่ศาล พอไปยื่นคําร้องที่ศาล คนที่เขาจะส่งมาเป็นตัวแทนของ กกต. ไปยื่นคําร้อง และไปดําเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาลนี่ครับ คนของเขา เขาเรียกว่านักบิน แล้วก็ไปดําเนิน กระบวนพิจารณาที่ศาล สิ่งใดที่ควรถามไม่ถาม สิ่งใดที่ควรแสดงไม่แสดง สุดท้ายแล้วนะครับ ปราศจากพยานหลักฐาน ก็ยกนั่นละครับ

ประการต่อมาครับ เส้นทางความเจริญก้าวหน้าของเจ้าหน้าที่ กกต. เอง อันนี้ ผมเห็นมาขอประทานโทษครับ ขอเวลาอีกสักเล็กน้อยนะครับ ผมเห็นมาในยุคในสมัย ของผมเองนะครับ ปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๕๔ ท่านครับ เด็กใครเด็กมัน ปั๊มกันโตแม้แต่กระทั่ง คนของนักการเมืองที่อยู่ในนั้นก็มีเป็นเส้นเป็นสายควรจะปรับไปใช้ระบบคุณธรรมได้แล้วครับ วัดที่ความรู้ความสามารถ วัดที่พฤติการณ์ วัดที่ประสบการณ์ ฝากเอาไว้นะครับ

เรื่องต่อมาเรื่องที่ ๔ เรื่องของระบบการจัดการเลือกตั้งเรื่องนี้ผมฝากไว้ นิดหนึ่งนะครับ ฝากไว้เพียงแค่ประการเดียว ผมเห็นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ในขณะที่ ผมเป็นประธาน กกต. แล้วว่ามีแนวคิดที่จะนําเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ ปีนี้ ปี ๒๕๕๙ แล้วครับ ผมไม่แน่ใจว่าจะพัฒนาไปถึงไหน แต่ผมฝากไว้อย่างนี้นะครับ ควรที่จะ นําเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์มาใช้แล้ว แต่ผมจะฝากต่อว่า ณ เวลานี้บัตรประชาชน มีทั้งชิป (Chip) และการทําบัตรประชาชนต้องใช้ลายพิมพ์นิ้วมือ ๒ ส่วนนี้ประกอบกัน เป็นการแสดงตนในคูหาเลือกตั้ง ทําได้นะครับ ทําแล้วนี่จะเกิดอะไรขึ้น ขจัดเรื่องของไพ่ไฟ เวียนเทียน การนับคะแนนก็สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็วขึ้น อันนี้ควรทําแล้วนะครับ พัฒนาแล้วพัฒนาได้แล้วนะครับ ถ้าผมเสนอแนะไว้ว่าที่สถาบันพระจอมเกล้าสามารถทําได้ สุดท้ายเรื่องของการมีส่วนร่วม เรื่องของการมีส่วนร่วมจริง ๆ แล้วการมีส่วนร่วมมันก็ควรจะต้อง มีทั้งภายในองค์กรเอง ควรจะต้องจัดพรรคการเมืองเอง แล้วควรจะต้องจัดนักการเมือง รวมถึงประชาชนและองค์กรต่าง ๆ ด้วยให้มันครอบคลุมนะครับ ผมมีเวลาน้อยครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ผมคงจะต้องขอบคุณทางกรรมาธิการที่ท่านได้ ศึกษาเรื่องนี้เอาไว้ผมอ่านรายงานของท่านแล้วชื่นชมแล้วก็ยินดีอย่างยิ่ง มีสมาชิกได้กล่าวแล้วว่า แทบจะไม่ต้องอภิปราย ลงมติได้เลย การศึกษาของท่านครอบคลุมไว้ด้วยมาตรการต่าง ๆ ทั้งเรื่องทางกฎหมาย ทั้งเรื่องการให้การศึกษาและอื่น ๆ ครบหมดทุกมาตรการ แต่อย่างไร ก็แล้วแต่ผมคิดว่าเมื่อได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญที่ทาง กรธ. ท่านได้ร่างออกมา ก็คงจะต้องนํามา พิจารณาประกอบกับการศึกษาของทางท่านกรรมาธิการ เพราะว่าในประเด็นต่าง ๆ นั้น ทาง กรธ. ได้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญออกมาให้เราไปลงประชามติ ซึ่งมีมาตรการบางอย่าง ที่ผมคิดว่าแนวโน้มหรือแนวทางในการพิจารณาเรื่องการให้การเลือกตั้งนั้นเป็นไปด้วยความ ซื่อสัตย์แล้วก็เที่ยงตรงนั้น คิดว่ามันน่าจะมีแนวทางที่ขยายครอบคลุมได้มากขึ้น ผมจะขอ ยกตัวอย่าง ท่านประธานครับ คํากล่าวที่ว่า เงินไม่มา กาไม่เป็น นี่ผมว่ามันเกือบจะเป็น วัฒนธรรมของคนในบางพื้นที่ไปเสียแล้ว ถ้าเราไม่แก้ไขสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันจะหยั่งราก ลึกลงไปจนการปฏิรูปการเมืองหรือการปฏิรูปประเทศนั้นจะเป็นไปด้วยความยากลําบาก เป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่จะตามมาในอนาคตเราเห็นอยู่แล้ว แนวทางข้างหน้า เงินที่ลงทุนไปในที่สุด มันก็จะเป็นวงจรอุบาทว์ในการที่จะเข้ามาเพื่อทุจริตคอร์รัปชัน ทาง กรธ. ท่านจึงได้ร่าง มาตรการต่าง ๆ มา ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ ผมจะขอยกตัวอย่าง แล้วอยากจะฝากทางท่านกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาเสริมสนับสนุนการทํางานของ กรธ. ที่จะต้องมีหน้าที่ในการร่างกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่อไปที่เกี่ยวข้อง กับการเลือกตั้ง การได้มาซึ่ง ส.ส. ส.ว. กฎหมายพรรคการเมืองอะไรต่าง ๆ เป็นต้น ผมยกตัวอย่างในมาตรา ๘๕ ซึ่งเห็นว่าเป็นของใหม่ เป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ยังไม่ได้มีการพูดถึง ผมพูดเป็นคนท้าย ๆ เพื่อที่จะเสริมเติมเต็มในสิ่งที่ทางกรรมาธิการ ท่านได้กรุณาศึกษามา มาตรา ๘๕ นั้นเป็นบทบัญญัติที่กล่าวไว้ว่าการเลือกตั้งเป็นอย่างไร วิธีการให้ได้มาซึ่ง สภาผู้แทนราษฎรเป็นอย่างไร แต่ในวรรคสอง ท่านประธานครับ มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่ได้เลือกผู้ใด เป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ผมคิดว่ามีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง มันเกือบ ๆ จะเป็นของใหม่ ของเดิมนั้น กําหนดไว้เป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ แต่ของใหม่นี้กําหนดไว้เลยว่าคนที่ได้รับการเลือกตั้ง เป็น ส.ส. นั้นจะต้องได้คะแนนสูงสุดในเขตนั้น นอกจากจะสูงสุดในเขตนั้นแล้วคะแนนจะต้อง มากกว่าคะแนนที่ลงว่าไม่เลือก พูดง่าย ๆ ว่าต้องคะแนนมากกว่าโหวตโน (Vote NO) อันนี้ครับ ที่จะเป็นหมากเด็ดหรือเป็นไม้เด็ดในการที่จะพิชิตคนที่ไม่ซื่อตรง คนที่ซื้อสิทธิขายเสียง คนที่ฉ้อฉลเข้ามาในสภาได้ ถ้าจะมีการรณรงค์ว่าไหน ๆ ถ้าจะรับเงิน ซึ่งผมไม่ประสงค์ จะให้เป็นเช่นนั้น แต่อย่างไรก็แล้วแต่ผมกล่าวเลยว่าเงินไม่มากาไม่เป็นมันเกือบ ๆ จะเป็น วัฒนธรรม แต่ถ้าไม่มีทางเลือกจริง ๆ แล้วก็โหวตโน (Vote NO) ครับ คือรับเงินมาถ้าจะรับ แต่ไม่รับดีที่สุด แล้วไปกาว่าโหวตโน (Vote NO) สิ่งที่จะตามมาก็คือถ้าเขาได้คะแนน ถึงแม้ว่าจะคะแนนมากกว่าคนอื่น เป็นคะแนนอันดับหนึ่งในเขตนั้น แต่คะแนนเขา ไม่สามารถที่จะชนะคะแนนโหวตโน (Vote NO) ได้ การเลือกตั้งในเขตนั้นเป็นอันจบไป สิ่งที่จะตามมาก็คือจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในเขตนั้น แต่ผมยังหาบทบัญญัติไม่เจอ นะครับว่าคนที่ลงเลือกตั้งในเขตนั้นแล้วแพ้คะแนนโหวตโน (Vote NO) ทั้งหมดทั้งเขตเขาจะ ถูกถอนสิทธิในการสมัครรอบนั้นไปเลยหรือเปล่า ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นการถูกถอนสิทธิไปเลย พูดง่าย ๆ ว่าจะต้องมีการหาผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งชุดมาลงเลือกตั้งใหม่ อันนี้ผมยังไม่แน่ใจ ถ้าไม่มีบทบัญญัตินี้สิ่งนี้จะต้องไปเขียนไว้ในกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ผมฝากทางกรรมาธิการท่านด้วย ท่านช่วยรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา และคงกรุณา ทําความเห็นไปถึงทาง กรธ. ที่จะร่างกฎหมายลูกว่า ให้เขียนไว้เลยครับว่าถ้าคะแนนน้อยกว่า โหวตโน (Vote NO) เขาเป็นอันถูกตัดสิทธิไปเลยในการเลือกตั้งครั้งนั้น ต้องหาผู้สมัคร รับเลือกตั้งชุดใหม่เข้ามา

ประเด็นถัดมาที่ฝากกรรมาธิการไปถึงทางผู้ที่เกี่ยวข้องคือ กรธ. ที่จะต้อง ร่างกฎหมายลูก ในวรรคถัดมาครับ ให้มีกฎหมายดังกล่าวคือกฎหมายเลือกตั้งจะกําหนดให้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องยื่นหลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้ประกอบการสมัครรับเลือกตั้ง ด้วยก็ได้ คําว่า ด้วยก็ได้ คือหมายความว่าจะเขียนหรือไม่เขียนก็ได้ ก็เช่นกันครับ ผมฝากทาง กรรมาธิการท่านช่วยบันทึกไว้และทําความเห็นถึงทาง กรธ. ด้วยเหมือนกัน คําว่า ด้วยก็ได้ เอาเลยครับ คือให้เขียนไว้เลยในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าให้ยื่นบัญชีการแสดง ผู้เสียภาษีประกอบไปด้วยในการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ประเด็นถัดมาที่ผมอยากจะฝากให้เติมเต็มในการทํารายงานถึงทาง กรธ. ที่จะร่างกฎหมายลูก ท่านประธานครับ การจัดทําบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ปาร์ตี้ลิสต์ (Party List) หรือ ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้น ที่ผ่านมาและในชั้นต้นทางกรรมาธิการ และสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วว่า มักจะได้นายทุนของพรรค คนในพรรคบางที กรรมการพรรคยังไม่รู้เรื่องเลย สมาชิกพรรคก็ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนไว้เลยครับ ผมหามาตรายังไม่เจอนะครับ แต่เขียนไว้ในทํานองว่าต้องเป็นไปตาม ความเห็นของสมาชิกพรรคการเมืองด้วย คําว่า ต้อง อยากจะให้มีบทบัญญัติไว้ในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญอีกเหมือนกันว่าจะต้องทําอย่างไร ท่านเลิศรัตน์ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านได้กล่าวไว้แล้วว่าวิธีการอาจจะเป็นไพรมารีโหวต (Primary vote) หรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คือต้องมีความเห็นของสมาชิกพรรคการเมือง ประกอบในการพิจารณา ทั้งพิจารณาในชั้นของคําว่าจะเอาใครเป็นลงบัญชีรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ (Party List) และการจัดอันดับของสมาชิกพรรคการเมืองด้วย ถ้าเป็นความเห็นของสมาชิก พรรคการเมือง สิ่งที่จะตามมา พรรคจะเป็นพรรคของประชาชน จะเป็นพรรคของมวลชน นายทุนพรรคการเมืองเข้ามาเขาก็จะต้องคิดอีกเหมือนกันว่าเขาจ่ายเงินสนับสนุน พรรคการเมืองแล้ว ขอให้ได้นั่งบัญชีรายชื่อแล้ว และสมาชิกพรรคการเมืองจะเอาด้วย หรือเปล่า ถ้าสมาชิกพรรคการเมืองไม่เอาด้วยต่อให้นายทุนลงทุนลงแรงไปมากแค่ไหน สิ่งที่ได้มันก็อาจจะสูญเปล่า

ประเด็นถัดมาท่านประธานครับ เราพูดกันถึงเรื่องมาตรการต่าง ๆ ในการสกัด การซื้อสิทธิขายเสียง แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาพิจารณาด้วย เรามักจะพูดกันมากในช่วงระยะเวลาก่อนการเลือกตั้ง หากมีรัฐบาลรักษาการ ในช่วง เช่น การยุบสภาต้องมีรัฐบาลรักษาการ สิ่งที่เป็นมาในอดีตและถูกโจมตีมาโดยตลอด ไม่ว่าพรรคไหน ที่เข้ามาเป็นรัฐบาลก่อนจะมีการเลือกตั้ง สิ่งที่จะตามมาก็คือกลยุทธ์หรือวิธีการต่าง ๆ ในการ หาเสียง สิ่งที่จะตามมาคือการใช้เงินงบประมาณซิกแซก (Zigzag) ซอกแซกในการไปหาเสียง ด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่อยากจะใช้คําว่าเป็นการซื้อเสียง แต่เป็นการใช้นโยบาย เช่น การตรวจ ราชการ เช่นการขึ้นป้ายประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ทั้งป้ายตามถนนหนทางหรือลงซื้อสื่อโฆษณา ในหนังสือพิมพ์ ทีวี (TV) วิทยุ มีประกาศชื่อคัตเอาต์ (Cutout) รัฐมนตรี มีชื่อการตรวจ ราชการอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นไปโดยโจ่งแจ้ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แสลงตาของประชาชนมาโดยตลอด ผมคิดว่าคนที่อยู่ในแวดวงการเมือง เขาทราบดีว่าวิธีนั้นคือการใช้เงินงบประมาณของรัฐ ภาษีของประชาชนไปในการใช้กลยุทธ์ในการหาเสียงอีกวิธีหนึ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องใส่ไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วย ถ้าสามารถสกัดตรงนี้ได้ คําว่า ซื่อสัตย์ เที่ยงตรง มันก็จะเป็นความเป็นจริงได้ประการหนึ่ง

ประการถัดมาครับ ซื้อสิทธิ์ขายเสียงเพื่อเข้ามาเป็น ส.ส. แล้วอย่างไรต่อ หลังจากนั้นก็ขายตัวต่อเพื่อเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อใช้คะแนนหรือภาษีที่ตัวเองมีอยู่เข้าไป ร่วมรัฐบาล หรือเป็นพรรคหนึ่งในรัฐบาล อันนี้ผมไม่ได้กล่าวหาใคร แต่เป็นสิ่งที่ประชาชน หรือสื่อมวลชนก็จับตามองอยู่ว่า หนทางมีความเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ถ้ามีวิธีการ อย่างไรที่จะป้องกันหรือแก้ปัญหาในตรงนี้ได้ ผมก็ขอฝากเอาไว้ด้วย อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านประธานครับ มาตรการทางกฎหมายหรือมาตรการใด ๆ ที่เราคิดขึ้นมามันจะเป็นจริงได้ หรือจะถูกขัดขวางมันอยู่ที่ประชาชน เป็นการซื้อการขายที่มีการสมยอมกันระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย แต่เป็นการสมยอมที่ผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นมาตรการใด ๆ ก็แล้วแต่จะประสบ ความสําเร็จได้ถ้าประชาชนรู้เข้าใจ นั่นคือการให้การศึกษาแก่ประชาชน ทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง จําเป็นจะต้องรณรงค์ และให้เป็นวาระแห่งชาติดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า การซื้อสิทธิ ขายเสียงนั้น เป็นสนิมเป็นปลวกที่เกาะกินความมั่นคงของชาติ ถ้าประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันสามารถดําเนินไปได้อย่างถูกต้องชอบธรรม ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีเพิ่มเติม ๒ ท่านนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านบัญชา ปรมีศณาภรณ์ นะครับ หัวหน้าสํานักงานบัญชาทนายความ และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์

กราบเรียนท่านประธานและกรรมาธิการ รวมทั้งเพื่อนสมาชิกที่เคารพนะครับ กระผม นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ สมาชิก สปท. ๐๘๓ คือผมได้เห็นว่าแผนการปฏิรูปและวิธีการปฏิรูปที่กรรมาธิการนํามาเสนอ ๘ การปฏิรูป ตามข้อ ๓.๑ ถึงข้อ ๓.๘ เป็นสิ่งที่ดีนะครับ ผมขอสนับสนุนนะครับ มีทั้งการป้องกันและ ปราบปรามลงโทษนักการเมืองที่ทุจริตซื้อเสียงขายเสียงด้วยมาตรการรุนแรงหลาย ๆ ด้าน ผมก็ยินดีนะครับ เพราะว่ามาตรการนี่นะครับเป็นการปฏิรูปให้สอดคล้องกับการได้มา ซึ่ง ส.ส. ไม่ว่าจะเป็นระบบ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ (Party List) นะครับ ก็ดีนะครับ ให้ได้บุคคล ที่มีคุณภาพเข้ามารับใช้ประเทศชาติ แต่กระผมเห็นว่ากรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง ขอให้ได้โปรดพิจารณาหามาตรการคุ้มครองสร้างขวัญกําลังใจให้กับนักการเมืองที่ชนะ การเลือกตั้งด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อันนี้เป็นขวัญกําลังใจให้เห็นว่าถ้าหากว่านักการเมือง ดังกล่าวเขาได้การเลือกตั้งมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ได้ซื้อเสียง ไม่ได้ไปขายเสียง ต่าง ๆ นานา แล้วประพฤติมิได้ผิดกฎหมายเลือกตั้งแต่ประการใด หากมีกรณีที่บุคคลใด เจตนากลั่นแกล้ง ร้องเรียนนักการเมืองดังกล่าว ดังนั้นมาตรการนี่ครับ ก็จะต้องหามาตรการ ให้นักการเมืองที่ดี ที่ถูกกลั่นแกล้ง สามารถที่จะเรียกชดใช้ค่าเสียหายกับผู้ที่กลั่นแกล้งได้ ส่วนค่าเสียหายก็ควรที่จะกําหนดให้มันชัดเจนว่าสามารถที่จะเรียกร้องค่าเสียหายที่ใช้จ่าย ไปจริงในการหาเสียงเลือกตั้ง ถ้าหากว่าไม่มีการกําหนดให้เป็นที่ชัดเจนแล้วมันจะมีปัญหาว่า นักการเมืองผู้ที่ถูกกลั่นแกล้ง เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ได้กระทําผิดจริงก็ไม่ได้เพิกถอน การเลือกตั้ง ส่วนค่าเสียหายนี้ผมเกรงว่าศาลอาจจะไม่กําหนดให้ เนื่องจากว่าเมื่อไม่ถูก เพิกถอนก็ไม่เกิดความเสียหาย ดังนั้นสมควรที่จะกําหนดมาตรการนี้ไว้เพื่อให้เห็นว่าผู้ถูก กลั่นแกล้งถ้าหากว่าเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วสามารถเรียกค่าเสียหายจากการที่ใช้เงินในการหาเสียง ด้วยความสุจริตนะครับ ถ้าหากว่ามีมาตรการกําหนดไว้โดยชัดเจนก็จะทําให้เขามีความตั้งใจ เห็นว่าการเลือกตั้งก็น่าที่จะมาลงสมัครรับใช้ประเทศชาติ มิฉะนั้นแล้วถ้าหากว่า ศาลพิพากษาว่ามิได้กระทําผิดจริง ค่าเสียหายศาลเขาก็ไม่ให้ ถามว่าผู้เสียหายย่อมไม่เกิด ความเป็นธรรม ส่วนกรณีอื่น ๆ ท่านสมาชิกท่านก็ได้อภิปรายไว้หมดแล้ว ผมก็เห็นด้วย นะครับ เพียงแต่ผมขออนุญาตเสริมในประเด็นนี้ให้ท่านกรรมาธิการได้โปรดรับไว้พิจารณา ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปคงเป็นท่านสุดท้ายนะครับ ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต หลายประเทศ อดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอทั้งหมดเลยนะครับ ด้วยความปีติยินดี ผมขอเพิ่มอีกสัก ๓-๔ ประเด็น ๒ ประเด็นแรกก็เป็นสิ่งที่ได้พูดคุยกันในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองไปแล้ว คือประเด็นแรกว่าด้วยการเสริมสร้างบรรยากาศ เพื่อให้การเลือกตั้งนั้น เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม บรรยากาศของความสามัคคีก็คือเรื่องของ การปรองดองแห่งชาติ เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วคู่ขนานกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องเร่งดําเนินการ เพื่อให้เกิดความสามัคคีกันในหมู่ชนชาวไทยทั้งหมดโดยเร็วที่สุด โดยผู้มีอํานาจรัฐในวันนี้ แล้วก็คู่ขนานกันไปก็ได้มีการพูดคุยเรื่องของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น แล้วก็ได้มีการพูดกันว่าคนที่ มีบารมีก็แล้วกันนะครับ มาก ก็คือกํานันและผู้ใหญ่บ้าน แล้วถ้าเผื่อจะสร้างความเที่ยงธรรม ความสุจริตก็อยากจะผ่านท่านประธานไปกรรมาธิการ แล้วก็ไปสู่รัฐบาลด้วย ระหว่างนี้ ไปจนถึงการเลือกตั้งคงจะต้องมีการฝึกอบรมท่านกํานัน ผู้ใหญ่บ้านอย่างใหญ่หลวง เพื่อให้ ท่านเป็นผู้ที่มีความสุจริตและเที่ยงธรรมเป็นสําคัญ แล้วไม่เป็นเครื่องมือกลไกของอํานาจ นิยมใด ๆ เลยทั้งสิ้น ส่วนประเด็นที่ ๓ ก็ได้คุยกันไว้ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป การเมืองของประเทศนะครับ ก็คือการข่าวกรองหรือการสืบราชการลับ ทราบว่าทาง กกต. มีรายชื่อของผู้เป็นเจ้ามือเดินไปจ่ายเงินตามหมู่บ้านทั้งหลาย ผมอยากจะขอเป็นข้อเสนอด้วย ให้มีการดําเนินการอย่างกว้างขวางของรัฐบาล ให้การสนับสนุน กกต. สํานักงานตํารวจแห่งชาติ สํานักงานข่าวกรองแห่งชาติต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อจะได้มีรายชื่อของผู้เป็นเจ้ามือจ่ายเงินของ ผู้ทรงอิทธิพลทั้งหมดเป็นสําคัญนะครับ ผมขอเพิ่มไปด้วย ส่วนผมขอเพิ่มอีก ๒ ประเด็น คือในการเมืองทั่วโลกจะเป็นที่สหรัฐอเมริกา ที่ยุโรปหลายประเทศ ที่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะที่ฟิลิปปินส์ มันมีคําภาษาอังกฤษที่เขาเรียกว่าโพลิทิคัลไดนาสตี (Political Dynasty) คือตระกูลอิทธิพลทางการเมือง หรือว่าราชวงศ์ทางการเมือง และเขาบอกว่าในการเลือกตั้งของฟิลิปปินส์เดือนหน้านี้นะครับจะมีที่นั่งในสภาสูง สภาล่าง สภาท้องถิ่น รวมประมาณสัก ๑,๐๐๐ ที่นั่งด้วยกันที่มีครอบครัวจองอยู่ แล้วก็ไม่มีครอบครัว อื่น ๆ หรือผู้สมัครอื่น ๆ ใด ๆ สามารถที่จะเข้าไปแข่งขันได้ เพราะว่าเป็นการเมือง ในครอบครัว แล้วก็เป็นเขตอิทธิพล ผมคิดว่าประเด็นนี้จะต้องระมัดระวังในสังคมไทยด้วย เพราะเราก็แว่ว ๆ กันมาว่ามีหลายจังหวัดว่ามันเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว คู่แข่งเข้าไป ไม่ได้ ไม่ปลอดภัยนะครับ ต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เพื่อจะแก้ปัญหานี้ ก็ขอเสนอนะครับเป็นข้อสุดท้ายว่าจะเป็นไปได้ไหมว่าในจังหวัดเพชรบุรีของท่านประธาน ก็แล้วกันนะครับว่าคนนามสกุลเดียวกันให้มีอยู่ในตําแหน่งใด ๆ ของจังหวัดนั้นไม่เกิน ๒ คน หรือ ๓ คน เพราะมีทั้งนายกเทศมนตรี นายก อบต. อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันมีเป็นร้อยตําแหน่ง ในแต่ละจังหวัด แต่เพื่อป้องกันไม่ให้มีราชวงศ์การเมืองหรือว่าโพลิทิคัลไดนาสตี (Political Dynasty) ควรจะบรรจุอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง หรือในโอกาสหน้าเราจะพูดกัน เรื่องของการปฏิรูปพรรคการเมืองหรือว่าระบบการเลือกตั้งของ กกต. น่าจะระบุเรื่องนี้ ไปด้วย เพราะว่าตราบใดที่มีอิทธิพลของครอบครัว การเลือกตั้งไม่มีทางที่จะสุจริตเที่ยงธรรม ไม่มีการแข่งขันใด ๆ ทั้งสิ้น ประชาชนไม่สามารถจะร่วมได้อย่างเต็มที่นะครับ

ส่วนประเด็นสุดท้ายเราก็พูดกันมากมายว่าผู้ที่อยู่ในศาลหรือว่าอยู่ในสํานักงาน อัยการสูงสุดเมื่อเกษียณอายุไปแล้วไม่ควรจะไปนั่งในบริษัทที่ตัวเองเคยอะไรครับ พิจารณา ประเด็นปัญหาอยู่ ฉันใดฉันนั้นข้าราชการระดับสูงในจังหวัดนั้น ๆ เมื่อเกษียณไปแล้วควรจะ มีกฎเกณฑ์ไม่ให้ลงเลือกตั้งในจังหวัดนั้น ๆ ให้หย่านมไปสัก ๒-๓ ปีแล้วค่อยกลับมาได้ หรือไปลงที่จังหวัดอื่น ไม่อย่างนั้นท่านเพิ่งพ้นจากการเป็นผู้ว่าฯ หรือเป็นผู้บังคับการมณฑล มามันก็มีอิทธิพลโดยปริยาย วันนี้เกษียณพรุ่งนี้ลงเลือกตั้งมันก็สร้างความลําบากให้กับคู่ต่อสู้ ความสุจริตเที่ยงธรรมของการแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยก็ไม่มี ผมก็ขอเสนอเพิ่มเติม ไปที่กรรมาธิการได้ทํางานมาอย่างแข็งขันนะครับ มีเนื้อหาสาระ เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ยิ่ง มาเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญอีก ๒ ท่านนะครับ ก็ยังมีสมาชิกทยอยส่งชื่อมา ขอเชิญ ท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ครับ ที่ปรึกษาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เชิญครับ

นายต่อพงศ์ เสลานนท์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ กระผม นายต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ ผมขออนุญาตใช้เวลาท่านประธานและที่ประชุมนิดเดียวครับ จะขออนุญาตฝากประเด็น ผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานกรรมาธิการ ท่านอนุกรรมาธิการนะครับ เนื้อหาในภาพรวม ผมเห็นด้วยทั้งหมดนะครับว่าการเลือกตั้งที่สุจริตยุติธรรมและเป็นธรรมเป็นสิ่งที่จะนํามาซึ่ง การเมืองที่อํานวยประโยชน์ให้กับประชาชนในวงกว้างที่แท้จริงนะครับ ประเด็นที่ผมอยากจะ ฝากไว้นะครับก็คือเป็นประเด็นในเรื่องเกี่ยวกับเมื่อเราพูดถึงการเข้ามาใช้สิทธิของประชาชน ยิ่งมีจํานวนมากเท่าไรยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการทําให้เกิดความสุจริตและเป็นธรรม เพราะว่า จะทําให้การซื้อสิทธิขายเสียงทั้งหลายนะครับมันเกิดขึ้นได้ยาก แล้วก็ผลกระทบจากการ ซื้อสิทธิขายเสียงนั้นก็จะไม่สามารถไปเอาชนะเสียงประชามติของคนส่วนใหญ่ได้ ซึ่งปัจจุบัน วันนี้นะครับเป็นที่รับทราบกันในสังคมไทยเราว่าสังคมไทยของเราก้าวสู่ยุคที่เรียกว่าสังคม ผู้สูงอายุ ผมประมาณการว่าผู้สูงอายุที่มีสิทธิเลือกตั้งน่าจะมีสัดส่วนจํานวนหลาย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ น่าจะเกินกว่า ๑ ใน ๔ หรืออาจจะเป็นประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด และอาจจะหมายความรวมถึงคนพิการด้วย เพราะฉะนั้นเพื่อความ สมบูรณ์ของข้อเสนอซึ่งนํามาซึ่งการยกร่างกฎหมายที่มีผลปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม แล้วก็ คํานึงถึงประโยชน์ของประชาชนทุกกลุ่ม ผมจึงขออนุญาตเรียนท่านประธานไปยัง ท่านกรรมาธิการให้ช่วยเพิ่มเติมประเด็นในเรื่องเกี่ยวกับให้คํานึงถึงการเข้าถึงอยู่ ๒ ส่วนครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือคํานึงถึงการเข้าถึงข้อมูลที่ใช้ในการที่เกี่ยวข้องกับ การเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสถานที่หน่วยเลือกตั้งหรือว่ารายชื่อผู้สมัครต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งตัวนโยบายของพรรค ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งในกลุ่มผู้สูงอายุ ผมอาจจะ ตกไปนิดหนึ่งนะครับ ก็จะมีปัญหาเรื่องความพิการ หลายคนก็สายตาสั้นบ้าง ยาวบ้าง บอดบ้าง ต้อกระจกบ้างอะไรบ้างนี้นะครับ หรือว่าบางคนก็ได้ยินน้อยลง บางคนก็ต้องใช้ วีลแชร์ (Wheelchairs) ถ้าเรามองเขายังเป็นพลเมืองก็ต้องคํานึงถึงสิ่งเหล่านี้

ประเด็นที่ ๒ ก็คือการเข้าถึงการใช้สิทธิเลือกตั้งจริง ๆ ก็คือตั้งแต่การเข้าถึง หน่วยเลือกตั้ง การเข้าถึงคูหาเลือกตั้ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราจะปรับเปลี่ยนระบบ การเลือกตั้งเป็นใช้เครื่องลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นสิ่งที่ดีครับ แล้วก็เป็นสากล แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ก็ฝากเป็นข้อที่ให้ท่านกรรมาธิการช่วยเพิ่มเติมให้คํานึงถึง แล้วก็ในการ ดําเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งก็ขอให้สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาอุปสรรคของ ประชาชนที่จะเข้ามาใช้สิทธิ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เหลือ ๒ ท่านนะครับ ขอเชิญดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อํานวยการ สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ขอเชิญครับ

นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล สปท. หมายเลข ๖๓ ใคร่ขอร่วม อภิปรายสั้น ๆ ครับ อันดับแรกก็ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง และอนุกรรมาธิการที่ได้นําประเด็นนี้ขึ้นมาสู่การพิจารณานะครับ แล้วก็ ผมใคร่ขอสนับสนุนแนวคิดและวิธีการที่จะดําเนินการ สิ่งที่จะอภิปรายเพิ่มเติมเล็กน้อย ก็คือเรื่องของการลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคิดว่าเป็นแนวทางที่จะเป็นประโยชน์ และเพิ่มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากปิดคูหาเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกาและอยู่ต่างจังหวัด ในอดีตนั้นมันเกี่ยวข้องกับการขนส่ง ความมืดที่จะขนส่งหีบบัตรแล้วก็ไปที่ศูนย์รวมคะแนน อันนี้ถ้าหากว่ามีการออกแบบให้ดีนะครับการนับคะแนนถ้าหากว่าการลงคะแนนที่คูหา เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นจะเพิ่มความรวดเร็วได้ดียิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ท่านจะต้องมีความ ระมัดระวังในการออกแบบระบบให้มีความมั่นคงปลอดภัยทางด้านข้อมูลเพื่อมิให้ผู้ร้าย เข้าแอบแก้ไขฐานข้อมูล ซึ่งนั่นก็หมายความว่าควรจะต้องระดมกําลังคนไทยที่มีศักยภาพ ในด้านระบบคอมพิวเตอร์ซีเคียวริตี (Computer Security) เข้าช่วยดําเนินการด้วย ส่วนที่ผมใคร่เรียนเสนอเพิ่มเติมก็จะเกี่ยวโยงกับวาระพิจารณาที่ ๓ ของเราในวันนี้ ได้แก่ เรื่องของการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ หรือที่เราเรียกว่าโอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) ซึ่งในปัจจุบันนั้น การเปิดเผยข้อมูลประวัติผู้ที่สมัครรับเลือกตั้ง โดยละเอียดผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้อย่างเป็นระบบที่ดีนั้น น่าจะสามารถทําได้ดี ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนนั้นสามารถเข้าอ่าน และเทียบเคียงกับข้อมูลของการหาเสียง ซึ่งควรจะใช้ระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ให้มากขึ้น ดังที่ท่าน สปท. นินนาทได้อภิปรายไปเบื้องต้นแล้ว ผมก็ใคร่ขอเรียนว่าหากว่ามีการปฏิรูป ของการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐและการเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐได้อย่างจริงจัง กระบวนการ ช่วยเหลือทางด้านข้อมูลประวัตินักการเมืองนั้นก็จะเสริมเพิ่มเติมทําให้เราไปได้เร็วขึ้น และดีขึ้น ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีต สปท. และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ดิฉันมีประเด็นสั้น ๆ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่ให้ความสําคัญกับเรื่องของการเลือกตั้งที่สุจริต และเที่ยงธรรม ดิฉันได้เคยทําการศึกษาวิจัยในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมานะคะ ได้สํารวจ ความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศตามความน่าจะเป็น ในเรื่องของการทุจริตในรูปแบบ ต่าง ๆ ซึ่งเป็นทัศนคติของประชาชน ดิฉันได้ถามถึงเรื่องของการให้เงินหรือให้ของขวัญ แก่ชาวบ้านในระหว่างที่มีการเลือกตั้งว่าชาวบ้านคิดอย่างไร มี ๑๒ เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่า ไม่เป็นสิ่งเสียหายเป็นแค่ของขวัญเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ถือว่าล่อแหลมมากนะคะ เพราะว่าจะทําให้ เกิดการซื้อเสียงได้ง่าย เพราะว่าเขาไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เสียหาย แต่ก็เป็นนิมิตหมาย ที่ดี เพราะว่า ๗๑.๖ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าเป็นเรื่องของการติดสินบน ขณะที่ ๑๖.๔ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าเป็นเรื่องของการทุจริต นอกจากนี้มีคําถามต่อไปว่า เมื่อมีพรรคการเมืองผู้ลงสมัคร รับเลือกตั้งหรือหัวคะแนนให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งท่านคิดว่าเป็นอะไร ๖.๗ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าไม่เป็นสิ่งเสียหาย เพราะว่ามันเป็นแค่ของขวัญเท่านั้น ขณะที่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์บอกว่า เป็นการติดสินบน แล้วก็ ๒๒.๙ เปอร์เซ็นต์บอกว่าเป็นการทุจริต ประเด็นที่สําคัญก็คือ ทําไมยังมีประชาชนส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องของของขวัญ ตรงนี้เป็นเรื่องของการศึกษาของ ความเป็นพลเมืองที่จะต้องรีบดําเนินการให้เป็นผลอย่างรวดเร็ว ซึ่งการศึกษาของพลเมือง ไม่ได้ลําพังจัดเพียงในโรงเรียนหรือสถานศึกษาเท่านั้น แต่ว่าจะต้องจัดโดยภาคส่วนต่าง ๆ ดิฉันยังไม่ค่อยเห็นใครพูดถึงความสําคัญของสื่อสารมวลชน ดิฉันอยากจะให้ความสําคัญกับ ภาคสื่อสารมวลชนเป็นอย่างมากในการที่จะเป็นฐานข้อมูลความรู้ในเรื่องของประชาธิปไตย และเรื่องของการเลือกตั้งที่โปร่งใสและสุจริต ซึ่งตรงนี้ถือว่าถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปในเรื่อง ของการให้ความรู้อย่างแท้จริง แล้วก็ถูกต้องเที่ยงตรง ทันการณ์ พอเพียง เข้าใจได้ง่ายว่า การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมนั้นคืออะไรบ้าง ดิฉันแบ่งกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มของประชาชน สื่อสารมวลชนและประชาสังคม ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ มีความสําคัญที่จะต้องเข้ามามีบทบาทในเรื่องของการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เป็นผู้ตรวจสอบและติดตามการเลือกตั้ง นอกจากนี้กลุ่มที่ ๒ คือผู้จัดการเลือกตั้ง ผู้ดูแล การเลือกตั้ง หรือผู้ส่งผู้สมัครตั้งแต่ กกต. ภาครัฐ พรรคการเมือง และตัวนักการเมืองเอง กลุ่มนี้มีความสําคัญมาก ดิฉันแยกพรรคการเมืองออกมา ดิฉันมองพรรคการเมืองว่าจะต้อง มีจรรยาบรรณของพรรค แล้วจะต้องมีเจตจํานงที่สําคัญในทางการเมือง ที่จะต้องเป็น พรรคการเมืองของมหาชน และจะต้องมีการเลือกผู้สมัครที่มีความเหมาะสมอย่างแท้จริง โดยเปิดโอกาสในเรื่องของการเป็นตัวแทนให้กับทุกภาคส่วน เมื่อเป็นเช่นนี้การเลือกตั้ง ที่สุจริตและเที่ยงธรรมก็จะตามมา เพราะทุกคนนี้มีโอกาสที่จะเข้ามาสู่วงการเมืองและเป็น ตัวแทนของกลุ่มต่าง ๆ ที่พวกเขามีความรู้ความสามารถ เพราะว่าคนเรามีโอกาสที่เท่าเทียมกัน แต่ว่าการที่จะก้าวเดินไปสู่โอกาสเหล่านั้นไม่เท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นการมองในเรื่องของ พหุนิยมนี้มีความสําคัญมาก ทําอย่างไร เพราะฉะนั้นสุจริตและเที่ยงธรรมจะเกิดไม่ได้ ถ้าไม่เกิดสังคมพหุนิยมและพรรคการเมืองไม่ให้ความสําคัญเรื่องของพหุนิยม แล้วก็เลือก ผู้สมัครที่มาจากภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสตรี ผู้พิการ หรือว่าบุคคลที่มาจากสาขา วิชาชีพต่าง ๆ ที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนในพรรคการเมืองด้วยนะคะ เพราะมิฉะนั้นก็จะเกิด การผูกขาดและการสุจริตจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อโอกาสไม่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ การเข้าถึงสื่อที่ไม่เท่าเทียมกันก็จะเป็นประเด็นที่ทําให้เกิดการเลือกตั้งที่ไม่เที่ยงธรรม คําว่า เที่ยงธรรม จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าแอ็กเซสซิบิลิตี (Accessibility) หรือการเข้าถึงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะให้มองที่ขาเข้า ไม่ใช่มองเพียงขาออกเมื่อได้นักการเมืองเข้ามาแล้ว เพราะฉะนั้นขาเข้าตรงนี้ก็ต้องดูที่ประชาชนทุกคนและดูที่พรรคการเมืองเป็นสําคัญด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอเชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ นะครับ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรม ขอเชิญครับ

พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านเพื่อนสมาชิกที่เคารพรัก ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ หมายเลข ๓๙ ก่อนอื่น ก็ต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ที่ได้กรุณาเขียนเสนอมาตรการต่าง ๆ ในการที่จะให้มีการเลือกตั้งเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม รวมทั้งขอบคุณเพื่อนสมาชิก ที่ได้อภิปรายเสริมมาตรการต่าง ๆ ผมเชื่อว่าทั้งท่านที่อภิปรายและไม่ได้อภิปรายก็คงอยากจะ เห็นการเลือกตั้งของบ้านเมืองเรานี้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม จริง ๆ ที่ผ่านมาในอดีต มองเห็นเรื่องการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมให้ผ่าน ๆ ไป แต่แท้จริงแล้วการเลือกตั้ง มีความสําคัญต่อบ้านเมืองมาก ถึงมีการพัฒนาการมาตลอด จนหลังสุดมีคณะกรรมการ การเลือกตั้งขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ผมได้มีโอกาสไปช่วยราชการ ที่สํานักงาน กกต. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน ซึ่งถูกยืมตัวไปโดย กกต. ในสมัยนั้น กกต. ยุคแรก ขออนุญาตเอ่ยนามคือท่านสวัสดิ์ โชติพานิช ในฐานะ กกต. ที่รับผิดชอบ ทางด้านการสืบสวน สอบสวน ในการดําเนินการนั้นเราได้มีความพยายามที่จะรณรงค์ให้มี การเลือกตั้งโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ได้เดินทางไปกับท่านแล้วก็ไปร่วมอภิปรายเพื่อจะรณรงค์ แต่พอผมกลับมานั่งฟังท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกทั้งหลายที่อภิปรายมานี่ ผมนั่งคิดว่า เอ๊ะ กําหนดเยอะ ๆ แยะๆ อย่างนี้เราจะทําได้ตามที่เราพูดหรือที่ได้เขียนไว้หรือเปล่า ผมห่วง ประเด็นนี้ต่างหากครับ เพราะในการดําเนินการตามสิ่งทั้งหมดที่เราพูดกันมา มันต้องใช้ การบริหารการจัดการที่เข้มแข็งและแข็งแรงมาก แล้วก็ต้องมีคุณภาพ แล้วมีประสิทธิภาพ อย่างยิ่งเลย สิ่งที่ท่านบอกว่าในข้อ ๘ หน้า ๑๒ นั้นบอกว่ากรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านการเมืองเสนอให้มี ๔ พระราชบัญญัติ ผมดู ๔ พระราชบัญญัตินี้แล้ว ล้วนแต่เป็นหน้าที่ ของ กกต. ทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้น กกต. จะต้องเป็นเจ้าภาพหลักในการดําเนินการทั้งหมด ร่วมกับส่วนราชการอื่น ร่วมกับประชาชนในการบริหารการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด หลาย ๆ ท่านก็บอกว่าเราน่าจะมีการรณรงค์ให้เป็นมหกรรม ให้เป็น วาระแห่งชาติ เพื่อสร้างจิตสํานึกร่วมกันว่าการเลือกตั้งนั้นมีความสําคัญ ใครละครับ รับผิดชอบ ก็คงจะต้องเป็น กกต. เป็นเจ้าภาพในการที่จะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ แล้วในการ กําหนดกติกาในการเลือกตั้งตามที่เราเสนอกันมาอีกก็เป็นหน้าที่ของ กกต. อีกละครับ ที่จะ ไปออกมาตรการต่าง ๆ ให้มีความเป็นธรรมต่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต่อการเลือกตั้งทั้งหมด ที่จะเกิดขึ้น รวมทั้ง กกต. เองจะต้องมีหน้าที่ร่วมกับส่วนราชการอื่นในการสืบสวนสอบสวน หลาย ๆ ท่านก็บอกว่า กกต. น่าจะมีการข่าวกรองแต่จริง ๆ แล้วในการดําเนินการเลือกตั้ง แต่ละครั้ง กกต. ก็ได้มีการประสานงานกับหน่วยข่าวทุกหน่วยละครับของราชการในการ ดําเนินการเพื่อจะเจาะลึกลงไป เพื่อจะจับการกระทําความผิดให้ได้ ก็มีความพยายาม อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามนั่นคือผมอยากให้ความสําคัญกับ ๔ พ.ร.บ. นี้ ถ้าเป็นไปได้อยากจะ ให้ช่วย กกต. เยอะ ๆ ให้ความร่วมมือกับ กกต. เยอะ ๆ ให้สามารถดําเนินการให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม ให้ดําเนินการได้ทุกมาตรการที่เราได้เสนอ นี่คือเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดที่เราจะต้องมา พิจารณาหลังจากที่เราอภิปรายไปแล้วนะครับ ผมเองก็เห็นด้วยที่อยากเห็นการเลือกตั้งของ บ้านเมืองเรานี่เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะฉะนั้นคําอภิปรายของท่านสมาชิก ทุกท่านล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น เป็นที่ยอมรับ โดยส่วนตัวผม ผมก็เห็นด้วยทั้งนั้นละครับ แต่คิดอยู่อย่างเดียวว่าทําอย่างไรถึงจะให้เป็นไปได้ตามมาตรการเหล่านั้น ผมก็ต้องขอฝาก ท่านกรรมาธิการไว้ว่าขอให้ช่วยดูแล ๔ พ.ร.บ. นั้น เพื่อให้ กกต. มีความเข้มแข็งที่สามารถจะ ทําหน้าที่นี้ได้ ขอขอบคุณครับ

ขอบคุณครับ เป็นอันว่าสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นเป็นที่ครบถ้วน เรียบร้อยนะครับ ไม่มีการแสดงความจํานงเพิ่มเติม ถือว่าเป็นการปิดอภิปราย ต่อไปขอเชิญ ประธานกรรมาธิการตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกครับ จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการ ลงมตินะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ แล้วก็เดี๋ยวจะมีกรรมาธิการ ช่วยกันตอบข้อคิดเห็นของท่านสมาชิกด้วยนะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิก ทั้ง ๑๒ ท่านที่ได้เสนอความเห็นไว้ โดยเริ่มตั้งแต่ท่านสุรินทร์ ท่านสุรินทร์เริ่มด้วยพุทธสุภาษิต นะครับ ผมต้องกราบเรียนว่าตามรายงานของคณะกรรมาธิการนี้เป็นรายงานเกี่ยวกับเรื่อง ให้ความสําคัญไปที่การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ก็คือจะยึดหลักการไม่ทําชั่วให้เกิดสุข นะครับ ถ้าเลือกตั้งไม่ทําผิด ไม่ทําชั่วก็จะมีความสุข พุทธสุภาษิตบอกว่า ปาปานัง อกรณัง สุขัง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องทําให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม แต่สิ่งที่ท่านสุรินทร์ และท่านกรรมาธิการหลายท่านได้เสนอในแนวทางเดียวกันก็ยังมีความเป็นห่วงนะครับ เป็นห่วงว่าตามรายงานดังกล่าวนี้ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเป็นเรื่องใหม่ เช่น เรื่องระยะเวลาแปดโมงถึงหกโมงเย็น บางท่านก็ห่วงว่าจะเย็นเกินไป การแสดงตัว ก่อนเลือกตั้ง ๑ ปีก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่กรรมาธิการเห็นว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ให้บุคคล ถ้าจะเข้าสู่การเมืองต้องควรแสดงตัวก่อน ไม่ใช่หอบเงินมาแล้วก็มาสมัคร แล้วก็ได้เป็น ตัวแทนหรือเป็น ส.ส. โทษที่รุนแรง มีท่านสุรินทร์พูดถึง ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ก็เป็นห่วงเป็นใย ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ แล้วก็อีกหลาย ๆ มาตรการ ต้องกราบเรียนว่ามันเป็นเรื่องใหม่ ครับท่านประธาน มันเป็นเรื่องที่เราต้องมีความกล้าหาญในการที่จะมองถึงปัญหา ตีโจทย์ ให้แตก แล้วก็แก้ไขปัญหาให้ได้ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเรื่องอนาคตครับ มันเป็นเรื่องอนาคต ที่เราคิดว่ามันน่าจะแก้ให้ดีขึ้น ซึ่งท่านอย่าเพิ่งไปวิตก พุทธสุภาษิตก็บอก ไม่พึงวิตกกังวล เรื่องอนาคต นัปปะฏิกังเข อะนาคะตัง ก็ตอบท่านสุรินทร์นะครับว่าพุทธสุภาษิตนั้นอย่าเพิ่ง ไปวิตกมัน

กราบเรียนส่วนของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ที่ห่วงเรื่องโทษ ที่เรากําหนดโทษ อาจจะสูงไป ความพอดีอยู่ตรงไหน ต้องกราบเรียนครับว่าในกฎหมายหลายฉบับที่มองถึง ปัญหาแล้วก็พยายามแก้ปัญหา ก็เข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้บางครั้งต้องกําหนดโทษสูง แต่บางครั้งกําหนดโทษสูงแล้วอาจจะมีผลกระทบไปบ้าง แต่โทษดังกล่าวนั้นเป็นโทษที่ กําหนดไว้เพื่อที่จะไม่ให้คนไปกระทําความผิด ยกตัวอย่างท่านเคยเห็นเรื่องคดีซีดี (CD) เถื่อนไหมครับ ซึ่งดูแล้วเรื่องเล็ก ๆ แต่กฎหมายไปกําหนดโทษนะครับ มีโทษปรับ ๒๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทนะครับ โทษจําคุก ถ้าจําตัวเลขไม่ผิดก็เป็น ๑๐ ปีเหมือนกัน นะครับขั้นสูง หรือว่าเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับเมาแล้วขับ โทษอย่างสูงก็ ๑๐ ปี เพราะฉะนั้น โทษที่กําหนดมันอยู่ว่าในภาวะสถานการณ์แต่ละช่วงเวลามันมีความจําเป็นต้องใช้กฎหมาย โทษในระดับใด เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมที่เรารายงานแล้วก็จะเสนอ โทษในอัตราสูงก็เพราะว่าอย่างน้อยเราไม่ได้หวังหรือ กะว่าจะไปลงโทษใคร แต่เราหวังว่า เมื่อกําหนดโทษสูงแล้ว คนจะยับยั้งชั่งใจ นักการเมืองเอง หัวคะแนนเอง นายทุนเอง ประชาชนเองก็จะรู้ว่าบทบัญญัติของโทษนั้นรุนแรง ห้ามในเรื่องใดไว้จะได้เก็บไปคิด ไปคํานึง ไปตระหนัก และจะได้ไม่มีการกระทําความผิดเกิดขึ้น นี่คือเป้าหมายสําคัญนะครับ ก็ต้อง ขอบคุณท่านนินนาทนะครับที่เสริมในเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งในท้องถิ่นกับท้องที่นะครับ จริง ๆ กรรมาธิการเราก็คิดไว้ตั้งแต่แรก กฎหมายมากกว่า ๑๐ ฉบับ ตัดไปตัดมาเหลือ ๔ ฉบับ ท้องถิ่นก็เลยหลุดไปเลย แต่ก็คิดอยู่ละครับ ต้องขอบคุณท่าน มาเตือนอีกทีหนึ่งนะครับ ก็คิดว่าในเรื่องของท้องถิ่นกับท้องที่ การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมเราก็คงนําไปใช้ด้วย เราก็จะเสนอกฎหมายที่ท่านเสนอนี้ละครับ เข้ามาในรายงานนี้ด้วย ต้องขอบพระคุณท่าน แล้วส่วนข้ออื่น ๆ ของท่านก็เป็นประโยชน์ทั้งนั้นนะครับ ที่น่าจะรวบรวมไว้เพื่อที่จะให้ รายงานนี้สมบูรณ์ขึ้นนะครับ รวมถึงของท่านอํานวย นิ่มมะโน ด้วย ท่าน กกต. กทม. ก็ให้ ความเห็นไว้

ท่านจุมพล ก็เป็นเรื่องที่ท่านประสบจริงนะครับ ของท่านจุมพลนี้ ฟังดูแล้ว เป็นปัญหาในการบริหารองค์กร กกต. ที่ กกต. ควรจะต้องรับฟังนะครับ ก็ขอความกรุณา ช่วยกันรวบรวมนะครับ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ควรจะต้องให้ กกต. รับทราบว่าภายในของ กกต. เองนั้นควรจะต้องมีการแก้ไขปัญหาในเรื่องเหล่านี้ที่ท่านจุมพลได้เสนอไว้ ต้องขอบพระคุณด้วยนะครับ

ส่วนท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย ท่านก็ฝากผ่านไป กรธ. ผมก็จะรับฝากนะครับ แต่ไม่รู้ว่าฝากแล้ว กรธ. เขาจะรับไหมนะครับ แต่เป็นเรื่องที่ดีทั้งหมดครับ แต่ต้องกราบเรียนว่า ไม่ว่าท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย ก็ในแนวทางเดียวกันกับท่านพลอากาศตรี เฉลิมชัย ว่า ในส่วนของกฎหมายนี้ต้องกราบเรียนว่า คนที่รับผิดชอบ กกต. คือผู้ปฏิบัติ คนที่ออกกฎหมาย ก็คือ สนช. คนที่เสนอกฎหมาย ก็คือ กรธ. แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้ยังให้ สปท. เสนอกฎหมายได้อยู่ รวมทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นแนวข้อเสนอของ ท่านในหลาย ๆ เรื่องก็จะบันทึกไว้ แล้วก็นําไปคํานึงถึงความสําคัญเมื่อเราจะไปยกร่าง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องต่อไปนะครับ

ท่านบัญชาก็เสนอเรื่องผู้ที่เลือกตั้งแล้วชนะเลือกตั้ง แต่พอไปมีคดีเกิดขึ้น ไปชนะคดี พอชนะคดีแล้วเกิดความเสียหาย จริง ๆ มันก็เป็นเรื่องคดีละเมิดที่สามารถเรียก ค่าเสียหายได้อยู่แล้วนะครับ เพราะถือว่าถ้าหากว่าผู้ใดกระทําการอันเป็นละเมิดกับบุคคลอื่น นี้นะครับ ก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ได้รับความเสียหายก็สามารถเรียกร้องค่าเสียหายตรงนั้น ได้นะครับ

ของท่านกษิต ก็เสนอเรื่องดี ๆ เพราะท่านกษิต มีความรู้ มีประสบการณ์มาก ทั้งในต่างประเทศและในประเทศนะครับ ก็เป็นเรื่องที่จริง ๆ ท่านก็อยู่คณะชุดเดียวกับผม ก็รับเพื่อที่จะนําไปแก้ไขเพิ่มเติมให้สมบูรณ์นะครับ ท่านต่อพงศ์ ก็ฝากประเด็นไว้นะครับ

ส่วนท่านดอกเตอร์ทวีศักดิ์ อาจารย์ทวีศักดิ์ก็เสนอเรื่องระบบที่เอามา ลงคะแนนนะครับ ต้องกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าในกรรมาธิการเราก็เชิญ กกต. แล้วก็เชิญบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จํากัด ที่เขารับผิดชอบทําเครื่องอุปกรณ์ ลงคะแนนให้มาชี้แจงในกรรมาธิการด้วยนะครับ ซึ่งเราก็มีความเห็นกันหลากหลายพอสมควร แต่ในเบื้องต้นนี้ก็จะเสนอว่า ควรน่าจะไปใช้ในท้องถิ่นก่อนนะครับ อันนี้ก็อยู่ในเนื้อหาสาระ ที่กรรมาธิการก็พยายามดูอย่างละเอียดรอบคอบ ท่านดอกเตอร์ถวิลวดี ก็มีสถิติ แล้วก็เป็น ข้อมูลที่กรรมาธิการก็จะรวบรวมนํามาพิจารณานะครับ

แล้วก็สุดท้ายคือ ท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย ก็เป็นห่วงเป็นใยใน ข้อ ๒ หน้า ๑๒ อะไรทั้งหลาย แล้วก็ พ.ร.บ. ๔ ฉบับ ก็อย่างที่กราบเรียนตั้งแต่แรกครับว่าเป็นกฎหมาย ที่เราก็จะนําไปเอาข้อมูลของท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านที่เสนอความเห็นนี้ ส่วนใดที่เป็นประโยชน์เราก็จะไปปรับแก้ทั้งหมดเลยนะครับ ท่านกรรมาธิการท่านใดมีจะ เพิ่มเติมเชิญได้นะครับ ท่านสุชน ต้องขออนุญาตท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ทําความเข้าใจกรรมาธิการนะครับ ชี้แจงเฉพาะประเด็นข้อซักถาม ไม่ขยายความ เพิ่มเติมในรายงานนะครับ เพราะว่าได้เสนอสมบูรณ์แล้ว ขอเชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ตามท่านประธานว่าละครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านใดจะเริ่มก่อนครับ ตามอาวุโส ท่านสุชน ชาลีเครือ เชิญครับ

นายสุชน ชาลีเครือ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกครับ เท่าที่ท่านประธานเสรีได้ตอบคําถาม และรับข้อเสนอของท่านสมาชิก ไปเกือบครบถ้วนทุกกระบวนความแล้วนะครับ แต่ว่าบางประเด็นที่ข้อเสนอแนะดี ๆ ของท่านสมาชิกได้เสนอต่อคณะกรรมาธิการ ถ้าหากว่าที่ประชุมแห่งนี้ได้กรุณาพิจารณา รายงานแล้วให้ความเห็นชอบไป คณะกรรมาธิการก็จะได้นําข้อเสนอในส่วนนั้นไปปรับปรุง แก้ไข ในขั้นของการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญถ้าเป็นไปได้จะขออนุญาต เรียนเชิญท่านสมาชิกหลายท่านที่อภิปรายให้เหตุผลเอาไว้ แล้วเราจะเรียนเชิญมา ให้ข้อคิดเห็นในคณะกรรมาธิการ จะพยายามร่างหรือว่าทําโครงสร้างกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญออกมาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงให้มากที่สุด แล้วก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่จะนําไปสู่การลงประชามติให้เกิดผลที่สุด อันนี้คือความตั้งใจของคณะกรรมาธิการ ส่วนรายละเอียดบางประเด็นนั้นจะมีท่านกรรมาธิการอีก ๒ ท่านได้ตอบประเด็นที่สงสัย ที่ยังไม่ชัดเจนครับ ขอขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญ พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา นะครับ

พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สมาชิกทุก ๆ ท่านครับ กระผม พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ และอีกตําแหน่งหนึ่งก็คือ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิอยู่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งครับ ขอชี้แจงสัก ๓-๔ ประเด็น นะครับ ตอบข้อซักถามอย่างกรณีที่ท่านสุรินทร์อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน เรื่องกรณี การแจ้งแสดงตน ๑ ปีก่อนครบวาระเพื่อจะมีการเลือกตั้ง เพื่อให้ กกต. จัดหลักสูตรเข้าไป อบรมนะครับ อันนี้เรื่องเดิมมีอยู่แล้วครับในการเลือกตั้งท้องถิ่น เรียกว่าการเลือกตั้ง สมานฉันท์ จะเชิญผู้สมัครและผู้ช่วยผู้หาเสียงมานะครับ มาที่ กกต. แล้วมาชี้แจงเกี่ยวกับเรื่อง กฎหมายเลือกตั้งนะครับ แต่กรณีนี้ก็คือจะขยายนะครับ เราจะขยายเวลาที่เข้ามาอีกนิดหนึ่ง ก็คือ ๑ ปีก่อนครบวาระจะมีหลักสูตร แต่ละจังหวัดจะจัดนะครับ จัดก็คือหัวข้อของการที่จะ เข้ามาชี้แจงให้เขามาอบรมก็คือ ๑. เรื่องกฎหมายเลือกตั้ง ๒. เรื่องซิวิกเอดูเคชัน (Civic Education) หรือการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ท่านอาจารย์ถวิลวดีพูดถึงเมื่อสักครู่ครับ ส่วนเรื่อง รายละเอียดเกี่ยวกับการเป็นนักการเมืองแล้วไม่ทุจริตอะไรก็คือมีบรรจุไว้ในหลักสูตรอาจจะ ประมาณ ๑ เดือน ปัญหาคือว่าถ้าเกิดมีการยุบสภาแล้วจะจัดการอย่างไร กรณีนี้เป็น ข้อยกเว้นนะครับ อาจจะเข้าสู่หลักสูตรทีหลังถามว่าประเทศไทยคิด กกต. คิดอันนี้มา หรือ กรรมาธิการคิดครั้งแรกหรือไม่ ไม่ใช่ครับ ที่ประเทศเกาหลีใช้อย่างนี้จริง ๆ ครับ คือก่อนครบ วาระ ๑ ปี เขาจะเข้ามาเพื่อประกาศตนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตว่าเขาจะเล่นการเมืองแล้วนะ ให้ช่วยดูให้ช่วยตรวจสอบเขาด้วยว่าเขามีความเหมาะสมหรือไม่ อันที่ ๒ ก็คือเมื่อ กกต. รับแล้ว ก็ประกาศให้ประชาชนทราบแล้วก็เข้ามาสู่หลักสูตรอันนี้

ส่วนประเด็นถัดไปที่สําคัญก็คือขอบพระคุณท่าน พลตํารวจโท อํานวย ความเป็นเจ้าพนักงานซึ่งในคราวที่แล้วตอนเป็น สปช. ก็มีการเสนอเข้าไว้ แต่ว่า กกต. ก็ยัง พยายามที่จะเสนออยู่ อันนี้ผมก็จะนํามาเสนอในคณะกรรมาธิการอีกทีนะครับว่าควรจะ บรรจุไว้ในที่เพิ่มเติมมาหรือไม่

ประเด็นต่อไปเรื่อง พ.ร.บ. หรือกฎหมายคุ้มครองพยานคดีเลือกตั้ง มีความ พยายามหลายครั้งในส่วนของการทํางานของ กกต. คือผมเป็นอดีตรองเลขาธิการด้านกิจการ สืบสวนสอบสวนวินิจฉัยนี้นะครับ คือพยานของผมมาให้การในชั้น กกต. เสร็จ แล้วพอขึ้นศาล กลับคําหมดนะครับ เพราะว่าเกรงกลัวอิทธิพลอะไรต่าง ๆ นะครับ การดําเนินการไม่มีกฎหมาย คุ้มครองพยาน ก็ได้แต่ประสานไปยังตํารวจซึ่งเป็นพวกพ้องเพื่อนพ้องเดียวกันว่าให้ช่วยดูแล คุ้มครองด้วย ก็ดีครับ จัดสายตรวจไปดูนะครับ แต่ว่ามันดูแลไม่ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงนะครับ พยานบางคนถูกสังหารไปก็มีนะครับ พยาน ในส่วนนี้ กกต. ได้ร่างกฎหมายคุ้มครองพยาน แล้วครับ คือมอบหมายให้ผม ผมเพิ่งได้รับมอบหมายในดําเนินการตรวจสอบเพื่อจะนําเสนอ สนช. ต่อไปนะครับ

ประเด็นสุดท้ายของท่านต่อพงศ์ครับ การใช้สิทธิของผู้พิการ ปัจจุบันนี้ก็คือ ว่าในหน่วยเลือกตั้งจะมีอักษรเบรลล์ (Braille) อยู่แล้วนะครับ รวมถึงผู้พิการอื่น ๆ ทางสรีระ ก็เป็นข้อยกเว้นของกฎหมาย ก็คือจะให้คนที่เข้าไปช่วย คือกาไม่ได้ ปกติกฎหมายเขียนว่า โดยตรงและลับ คือคนที่ไปโหวตต้องกาเองครับ ต้องไปกากบาทเองในบัตรเลือกตั้งนะครับ ก็กําลังพิจารณาอยู่ว่าตัวนี้น่าจะแก้หรือไม่ ในเมื่อให้คนที่ไว้วางใจไปกาแทนได้ ถ้าเกิดเขา จับปากกาที่จะกาไม่ได้นะครับ ก็คือเป็นข้อยกเว้นของกฎหมายนั่นเองนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น แนวความคิดของกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งปัจจุบันนี้ไม่ได้มองว่า การเลือกตั้งนี้เป็นการที่จะต้องเป็นแบบระบบราชการนะครับ ท่านเปลี่ยนแนวความคิดใหม่ ทั้งหมดนะครับ การเลือกตั้งก็คือการให้บริการต่อประชาชนในการเลือกตั้งนะครับ เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่สะดวกสบายสําหรับการใช้สิทธิเลือกตั้งนะครับ กกต. ท่านมีนโยบายมาแล้วว่า การเลือกตั้งนี้คือการบริการ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังเหลือกรรมาธิการอีก ๑ ท่านนะครับ ท่านนิกร จํานง ขอกระชับนะครับ เดี๋ยวเราจะลงมติกัน

นายนิกร จํานง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ทุกท่านครับ ผม นิกร จํานง สปท. ลําดับที่ ๗๙ กรรมาธิการนะครับ ผมเรียนว่าต่อข้อเป็นห่วง ของท่านสมาชิกหลายท่านทีเดียว ทั้งที่ได้เสนอขึ้นมาหรือมีอยู่ในใจนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ท่านเลิศรัตน์หรือท่านชิดชัย ประเด็นก็คือว่าเรื่องที่เสนอมาดี แต่จะเป็นไปได้แค่ไหน เพียงไร เรื่องนี้จะมีนัยสําคัญ ผมเรียนว่าสิ่งที่กรรมาธิการของเราดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้มีความ เป็นไปได้มากครับ ที่ผมยืนยันเพราะว่ากรอบของงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเราได้มีแผนในการปฏิบัติ ถ้าจําได้ตอนที่เอาเรื่องเข้ามาตอนแรก เราจะมีแผนว่าระยะแรกเราจะพยายามเสนอแผนการปฏิรูปการเมืองเสนอไปยัง กรธ. ทั้ง ๆ ที่เราไม่มีอํานาจเสนอ เราก็พยายามเสนอไปแล้วเอาไปส่งจนถึงที่ แล้วก็พยายามแล้ว พยายามอีกเพื่อจะได้กําหนดเรื่อง สรุปครับว่า ผมเรียนว่าที่ผมบอกว่าประเด็นที่เราดําเนินการ อยู่ขณะนี้มีความเป็นไปได้จริงแน่นอน เพราะว่าในรัฐธรรมนูญที่ยกร่างมาเพื่อรอการทําประชามติ มาตรา ๒๕๘ ที่ว่าเป็นวาระการปฏิรูป ซึ่งไม่ใช่เป็นบทเฉพาะกาลเสียด้วยซ้ํา มีการกําหนด ชัดถึงว่าการปฏิรูปการเมืองที่ต้องทําให้เสร็จภายใน ๑ ปีต้องยกร่างกฎหมายขึ้นมา แล้วก็ ต้องทําให้ได้ภายใน ๕ ปี มีเรื่องที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เสนอไปครบทุกข้อ ๖ ข้อ คือมีการควบเอาข้อ ๑ เรื่องการเข้าสู่ตําแหน่งกับเรื่องการทํา ความเข้าใจกับประชาชนซึ่งเป็นวัฒนธรรม ข้อ ๔ มาบวกเข้าด้วยกัน เรื่องพรรคการเมือง เราได้ ๒ ข้อที่ให้มีการไปปรับปรุง อยู่ในรัฐธรรมนูญแล้ว เรื่องการตรวจสอบการใช้อํานาจ ก็มีอยู่ การเลือกตั้งเขียนไว้ชัดนะครับว่าให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้ง ออกเสียงประชามติ โดยปราศจากความครอบงํา ไม่ว่าจะเป็นด้านใด รวมทั้งเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงด้วย ซึ่งตรงนี้เองผมเรียนว่าสิ่งที่เราจะทําต่อจากนี้ ๖ ข้อนี้ เรื่องพรรคการเมืองที่มันคาบเกี่ยวกับ เรื่องนี้ ขณะนี้เราตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่งนะครับ กําลังพิจารณาโดยเร็ว แล้วคงจะ เข้ามาในสภาแห่งนี้เพื่อเน้นไปที่เรื่องพรรคการเมือง ซึ่งตรงนี้จะเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียว อันนี้มี ๕-๖ ฉบับ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องการมีส่วนร่วม ที่ท่านเป็นกังวลว่ายากนัก อาจารย์ถวิลวดีก็กรุณาได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ไว้ ขณะนี้อนุกรรมาธิการ เรื่องปฏิรูปวัฒนธรรมการเมืองซึ่งองค์รวมทั้งหมด ทั้งการศึกษา ทั้งสื่อมวลชน ทุกอย่าง ที่ท่านกล่าวถึงเมื่อสักครู่ ท่านดอกเตอร์กษิต ภิรมย์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ กําลังจะ เสร็จแล้ว แล้วจะเข้ามาสู่การพิจารณา จะครอบคลุมประเด็นที่ว่าด้วย แล้วก็มีอีกเรื่อง ที่สําคัญนะครับ ต่อร่างมาตรา ๒๕๘ แม้แต่เรื่องการปรองดอง เรื่องปรองดองนี่เราเสนอไป เป็นข้อที่ ๖ ในนี้ก็มีว่ามีการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีมีอยู่ในนี้แล้ว ซึ่งเรื่องนี้เราใช้กรรมาธิการ ชุดใหญ่เป็นคนพิจารณาเพื่อจะเอาเข้ามาสู่ที่ประชุมแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง ก็นําเรียนว่าขอให้ ท่านได้โปรดมั่นใจว่าไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามคงจะมีรูปธรรม เพราะว่าสิ่งที่ กรธ. เขียนไว้ เป็นเจตนารมณ์ ดังนั้นพอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้อง ๕-๖ ฉบับ เหล่านี้เข้า จําเป็นอยู่เองที่ กรธ. ยกร่างขึ้นมาก็ต้องเอาตามนี้ แล้วก็ในกรรมาธิการเองก็ นําเรียนว่าเราไม่รอให้รัฐธรรมนูญผ่านนะครับ หลังจากที่ท่านเห็นชอบ กรรมาธิการชุดอนุ กรรมาธิการเรื่องเลือกตั้งจะไปยกร่างกฎหมายเลย เพราะเรามีอํานาจยกร่างได้ โดยเอา กฎหมายเดิมมาปรับในประเด็นต่าง ๆ ใส่เข้าไปเลย แล้วก็เสนอความเห็นไปยัง กรธ. ส่วนหนึ่ง แล้วก็เสนอทั้งหมดไปสู่ผู้รับผิดชอบยกร่างจริง ๆ ก็คือ สนช. ก็จะเริ่มทําตั้งแต่บ่ายนี้ บ่ายนี้ก็จะ ประชุมแล้ว นําเรียนด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ได้ใช้สิทธิครบถ้วนหรือยังครับ ใกล้ตรงไหนเสียบตรงนั้นก็ได้ครับ สมาชิก ประชุมอยู่หลายห้องอยู่ ๒-๓ ตึกก็ยังทยอยเดินเข้ามานะครับ เราจะรอเวลาสักครู่ ท่านอาจารย์ชูชัย ตรวจสอบบัตรนะครับว่าเป็นบัตรลงคะแนนนะครับ สมาชิกข้างหลังใช้สิทธิ เรียบร้อยไหมครับ เห็นดูเสียบบัตรกันอยู่ เมื่อได้ใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ แสดงผลด้วยครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๙ ท่านนะครับ เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ ๑๖๙ ท่านนะครับ

ต่อไปผมขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่อง การเลือกตั้ง ที่สุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี องค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปจะขอมติจากที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิก ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนครับ ถ้าลงคะแนนครบถ้วนแล้ว ขอผลคะแนนด้วยครับ ผลของการลงคะแนนเป็นดังนี้นะครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๗๑ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่านนะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรี องค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป จบการพิจารณา รายงานของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองแล้วนะครับ ขอบคุณ ท่านประธานและคณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงทุกท่านนะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ การปฏิรูปหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ในการกํากับดูแลสื่อออนไลน์

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็น ข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จํานวน ๗ ท่านคือ ๑. พลตํารวจเอก สุรพล ธนโกเศศ อนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อออนไลน์ (Online) นะครับ ๒. ท่านสมญา พัฒนวรพันธุ์ เป็นอนุกรรมาธิการชุดดังกล่าว ๓. ท่านวีระศักดิ์ กิติวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ๔. ท่านธนิต ประภาตนันท์ ผู้อํานวยการ สํานักป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ๕.ท่านพงศธร วรรณสุคนธ์ ผู้อํานวยการส่วนเทคนิคและเฝ้าระวัง ๖. พลตํารวจตรี ศุภเศรษฐ์ โชคชัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ๗. พันตํารวจเอก ภาณุวัฒน์ ร่วมรักษ์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทําความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม นะครับ

(พลตํารวจเอก สุรพล ธนโกเศศ นายสมญา พัฒนวรพันธุ์ อนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อออนไลน์ นายวีระศักดิ์ กิติวัฒน์ นายธนิต ประภาตนันท์ นายพงศธร วรรณสุคนธ์ พลตํารวจตรี ศุภเศรษฐ์ โชคชัย และ พันตํารวจเอก ภาณุวัฒน์ ร่วมรักษ์ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)

ต่อไปเป็นรายชื่อผู้ที่จะชี้แจงในนามของคณะกรรมาธิการครับ ประกอบด้วย พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดนะครับ ๒. พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน คนที่หนึ่ง ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้บังคับการ ปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ขอเชิญท่านประธาน กรรมาธิการแถลงรายงานครับ ท่าน พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการด้านสื่อสารมวลชน ขอกราบเรียนถึงผลการศึกษาและมี ข้อเสนอแนะในการปฏิรูปหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ในการกํากับดูแลสื่อออนไลน์ (Online) ดังนี้ครับ จากตัวเลขมิเตอร์ (Meter) ประเทศไทยเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙ ประชากรไทยทั้งหมด ๖๕.๒ ล้านคน จากตัวเลขการขายซิม (SIM) มือถือของ ๓ บริษัทเอกชน และ ๒ รัฐวิสาหกิจมีจํานวน ๙๐ ล้านเบอร์ นั่นหมายความว่าประชากรไทยที่มีอายุเกิน ๗ ปี มีสิทธิที่จะซื้อซิม (SIM) และใช้โทรศัพท์มือถือได้ วิเคราะห์โดยคร่าว ๆ ได้ว่าในแต่ละคนจะมี ซิม (SIM) มากกว่า ๑ เบอร์ทั้งโทรศัพท์มือถือแล้วก็ไอแพด (iPad) ต่าง ๆ นะครับ ดังนั้น กรรมาธิการด้านสื่อสารมวลชนจึงได้ให้ความสําคัญในเรื่องของสื่อออนไลน์ (Online) มาเป็น ลําดับแรก ซึ่งเรื่องนี้ สปท. ยังไม่เคยศึกษามาก่อน แต่ด้วยเหตุเร่งด่วนจําเป็นเพราะ มีผลกระทบอย่างสําคัญมากต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสถาบันหลักของประเทศ ดังนั้นกรรมาธิการสื่อสารมวลชนด้านสื่อออนไลน์ (Online) จึงได้แบ่งงานออกเป็น ๔ ด้าน คือ ข้อ ๑ ด้านกฎหมายที่ใช้ในการกํากับดูแลซึ่งได้นําเสนอต่อที่ประชุม สปท. ไปเรียบร้อยแล้ว และได้ผ่านการพิจารณาของแม่น้ํา ๓ สาย คือ ครม. สนช. และ สปท. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อ ๒ ด้านกลไกในการกํากับดูแลหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ที่กําลังเสนอต่อท่านประธาน และท่านสมาชิกในวันนี้ ข้อ ๓ ด้านกิจกรรมทางบวกในเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งจะนําเสนอในเดือน พฤษภาคม และสุดท้ายด้านช่องทางการประสานงานกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Internet Service Provider) หรือไอเอสพี (ISP) จากผลการศึกษาของ กรรมาธิการในการแก้ไขปัญหาการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ที่ผิดกฎหมายและควรรีบเร่ง แก้ไขก็คือการใช้สื่อออนไลน์ (Online) เผยแพร่ข้อมูลเนื้อหาที่มีลักษณะพาดพิงสถาบันหลัก ของประเทศ สร้างปัญหาให้กับหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ทั้งกระทรวงไอซีที (ICT) และ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนไทยทั่วไปเป็นอย่างมาก การดําเนินการ แก้ไขปัญหาดังกล่าวยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรและมีปัญหาอุปสรรคหลายประการ สําหรับข้อมูลและรายละเอียดในการดําเนินการนั้น กระผมขออนุญาตท่านประธานให้ พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ท่านรองประธานกรรมาธิการสื่อสารมวลชน คนที่หนึ่ง ได้เป็นผู้นําเสนอข้อมูลต่อไป กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญค่ะ

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ในฐานะกรรมาธิการ ขอรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปหน่วยงาน ที่มีอํานาจหน้าที่ในการกํากับดูแลสื่อออนไลน์ (Online) ซึ่งได้มีการศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว ดังมีรายละเอียดที่จะเสนอขอความเห็นชอบต่อที่ประชุมดังนี้

ก่อนที่จะมีการเสนอรายละเอียด กระผมขออนุญาตท่านประธานแก้ไข ในรายงานที่นําเสนอต่อที่ประชุมในหน้าที่ ๖ ข้อ ๗.๑.๓ จาก หรือออกเป็นกฎกระทรวง แต่อย่างใด เป็น แต่ให้ออกเป็นกฎกระทรวงแทนนะครับ ท่านประธานครับ หน่วยงานหลัก ที่มีหน้าที่ในการกํากับดูแลตามกฎหมายในการใช้มาตรการในการป้องกันปราบปราม สืบสวนและสอบสวนเพื่อยุติพฤติกรรมในการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ในทางที่ไม่เหมาะสม และการกระทําความผิดกฎหมาย เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารในฐานะที่เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทํา ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยมีหน่วยงานในกํากับของกระทรวง ดังนี้

๑. สํานักป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สังกัดสํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

๒. กองบังคับการปราบปราบการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี สังกัดสํานักงานตํารวจแห่งชาติ

นอกจากนี้ยังมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ ให้กองบังคับการ ปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือ บก.ปอท. ปฏิบัติงานสนับสนุนภารกิจการสืบสวนสอบสวน ป้องกันและปราบปราม รวมทั้งภารกิจอื่น เพื่อตอบสนองการแก้ไขปัญหาการกระทําความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในภาพรวมของประเทศให้กับกระทรวงไอซีที (ICT) โดยอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของ กระทรวงไอซีที (ICT) โดยมีกระทรวงไอซีที (ICT) เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณเพื่อใช้ในการ ปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ที่ผ่านมาหน่วยงานทั้ง ๒ แห่งข้างต้นแม้อยู่ใน การกํากับดูแลในสังกัดเดียวกันคือ กระทรวงไอซีที (ICT) แต่การทํางานเท่าที่ผ่านมายังไม่ได้ มีการประสานงานกันเท่าที่ควร โดยกระทรวงไอซีที (ICT) ยังคงทํางานหน้าที่เกี่ยวกับงาน เฝ้าระวังและดําเนินการในส่วนของการขอคําสั่งศาลในการระงับการแพร่หลายเนื้อหา ที่ไม่เหมาะสม และการรวบรวมพยานหลักฐานการกระทําความผิดในขั้นต้นเท่านั้น เนื่องจาก ขาดแคลนพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ขาดประสบการณ์ความชํานาญงานในด้านการสืบสวน และสอบสวน และงานป้องกันปราบปราม ขณะที่กองบังคับการ ปอท. เป็นผู้ปฏิบัติงาน ภารกิจด้านการสืบสวนสอบสวน ป้องกันปราบปรามทั้งหมด แต่เนื่องจากปริมาณคดี อาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีแนวโน้มสูงขึ้นมาก และกระทรวงไอซีที (ICT) มีพันธกิจ และภารกิจสําคัญที่จะต้องพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ให้เกิดขึ้นภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี จึงมีการเตรียมการที่จะมอบหมายภารกิจ หลาย ๆ อย่างในการแก้ไขปัญหาสื่อออนไลน์ (Online) ให้กับ บก. ปอท. ไปปฏิบัติแทน อาทิเช่นงานเฝ้าระวัง งานตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน การตรวจยึดและอายัด และงานด้าน การบูรณาการการประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) และ ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ดังนั้นหากกองบังคับการ ปอท. ยังมีโครงสร้าง และการดําเนินการลักษณะเดิมก็ไม่สามารถที่จะรองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นมาจํานวนมากได้ ในการศึกษาแนวทางการปฏิรูปหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ในการกํากับดูแลสื่อออนไลน์ (Online) ได้เน้นถึงผลสัมฤทธิ์ภายในกรอบระยะเวลาของแผนการปฏิรูปเพื่อให้หน่วยงานนี้ สามารถแก้ไขปัญหาจากการใช้สื่อออนไลน์ (Online) เป็นการเฉพาะ ได้มีการเชิญผู้แทนจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาระดมความคิดเห็น ศึกษาแนวทางและวิธีการปฏิรูป โดยมีการจัดตั้ง คณะทํางานร่วมกันระหว่างสํานักงานตํารวจแห่งชาติและกระทรวงไอซีที (ICT) ซึ่งมี ความเห็นสรุปว่าสมควรจะต้องมีการปฏิรูปหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ดังนี้

๑. สํานักป้องกันและปราบปรามของกระทรวงไอซีที (ICT) ควรมีหน้าที่เฉพาะ กําหนดยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดบนเครือข่าย คอมพิวเตอร์และสนับสนุน บก.ปอท. ให้มีขีดความสามารถในการป้องกัน ปราบปราม สืบสวนและสอบสวน และการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี

๒. ในส่วนของ บก.ปอท. ซึ่งมีภารกิจโดยตรงในการป้องกัน ปราบปราม สืบสวนสอบสวน ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อให้ บก.ปอท. มีขีดความสามารถที่จะรองรับภารกิจนี้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจําเป็นต้องมีการปรับ โครงสร้างและการปฏิบัติงานดังนี้

๒.๑ ในการปรับโครงสร้างใหม่ในหน่วยงานเพื่อให้มีการเพิ่มกําลังพล ให้เพียงพอกับการรองรับปริมาณคดีที่สูงขึ้น โดยจัดเพิ่มส่วนปฏิบัติการระดับกองกํากับการ จากเดิม ๔ กองกํากับการ เป็น ๖ กองกํากับการ โดยเป็นการจัดแบ่งลักษณะพื้นที่เช่นเดียวกับ การจัดแบ่งส่วนราชการต่าง ๆ ในกองบัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ รวมทั้งมีส่วนอํานวยการและสนับสนุนเพิ่มขึ้น

๒.๒ ปรับแนวทางในการดําเนินงานการสืบสวน สอบสวน โดยนําเทคโนโลยี สมัยใหม่เข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติการ การเฝ้าระวังภัย การจัดทําศูนย์ข้อมูลกลางในการ สืบสวนสอบสวน และจะสามารถติดตามผู้ใช้สื่อออนไลน์ (Online) ที่มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ได้อย่างต่อเนื่อง

๒.๓ การสร้างมาตรการป้องกันเชิงรุก ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคประชาชน ตามแนวทางประชารัฐ

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังได้พิจารณาศึกษาถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสํานักงานตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการ หรือส่วนราชการอย่างอื่นในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ระเบียบสํานักงานตํารวจแห่งชาติว่าด้วยการกําหนดอํานาจหน้าที่ของส่วนราชการ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ รวมถึงแนวทางและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ในเรื่องการปฏิรูปสื่อออนไลน์ (Online) ในส่วนของ การปฏิรูปพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของสภาแห่งนี้ไปแล้ว ตลอดจนแนวโน้มในการพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

กําหนดเวลาในการปฏิรูป

ระยะที่ ๑ ภายใน ๔ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๙ ถึงวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๙ เป็นระยะเวลาการเสนอรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะต่อ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พิจารณาเห็นชอบและนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

ระยะที่ ๒ ภายใน ๒ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๙ ถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๙ เป็นการติดตามและผลักดันให้มีการปรับโครงสร้างของ บก.ปอท. และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ภายในกรอบระยะเวลา

ระยะที่ ๓ ภายใน ๑๓ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๙ ถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เป็นระยะเวลาการติดตามและประเมินผลการดําเนินงานของ บก.ปอท. ภายใต้โครงสร้างใหม่ให้เป็นไปตามแผนการปฏิรูป

งบประมาณ

๑. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

๒. สํานักงานตํารวจแห่งชาติ

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิรูป

๑. จะทําให้กองบังคับการ ปอท. มีศักยภาพและขีดความสามารถในการ ปฏิบัติหน้าที่ได้มากขึ้น สามารถรองรับปริมาณคดีที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕-๑๐ ปี เนื่องจากสามารถปรับโครงสร้างใหม่ได้ทันทีภายในอํานาจหน้าที่ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ

๒. สอดคล้องกับนโยบายการเพิ่มขยายอินเทอร์เน็ต (Internet) สู่ชุมชน ทุกพื้นที่ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมให้กับหน่วยงานที่มีอํานาจในการกํากับดูแล ตามกฎหมาย สามารถรองรับการกระทําความผิดที่เกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) มากขึ้น

๓. เป็นการลดภารกิจในงานด้านการป้องกัน ปราบปราม ของกระทรวงไอซีที (ICT) เพื่อจะได้ดําเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของประเทศได้อย่างเต็มที่ โดยสํานักป้องกันและปราบปรามของกระทรวงจะทําหน้าที่เฉพาะ ด้านการอํานวยการ กําหนดแผนและยุทธศาสตร์ให้กับ บก.ปอท. เท่านั้น

๔. สิ่งที่ประชาชนจะได้รับจากการปรับโครงสร้างและการดําเนินงานใหม่ของ บก.ปอท. ทั้งนี้ คือ

๔.๑ ประชาชนจะได้การบริการอย่างครอบคลุมทั่วถึงทั่วราชอาณาจักร จะเกิดการประสานงานระหว่างตํารวจท้องที่ต่าง ๆ ได้อย่างใกล้ชิดและครอบคลุม

๔.๒ ได้รับความสะดวกในช่องทางการร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มช่องทางร้องทุกข์ทางด้านออนไลน์ (Online) ซึ่งจะต้องใช้ เจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมกับผู้ที่มาร้องทุกข์

๔.๓ การเพิ่มกําลังพลและกําหนดโครงสร้างใหม่ให้งานสืบสวนสอบสวน จําแนกตามประเภท ลักษณะ ของการกระทําความผิดและแยกพื้นที่ไว้อย่างชัดเจน จะทําให้ ประชาชนมีความพึงพอใจในเรื่องความสะดวก ความรวดเร็วและการแก้ไขปัญหาให้ทันต่อ สถานการณ์มากยิ่งขึ้น

๔.๔ การเพิ่มความรับรู้ถึงกระบวนการและช่องทางการดําเนินคดีผ่านสื่อ ออนไลน์ (Online) หรือสื่ออื่น ๆ ซึ่งจะทําให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและกระบวนการ ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น

๔.๕ ทําให้เกิดการประสานความร่วมมืออย่างจริงจังกับภาคประชาชนที่จะ เข้ามามีส่วนร่วมช่วยสนับสนุนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทําให้ เกิดเครือข่ายเฝ้าระวังภาคประชาชนที่สังคมมีส่วนร่วม

๔.๖ ทําให้ประชาชนสามารถประสานงานกับตํารวจในเรื่องการเก็บพยาน หลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างทันท่วงที และสามารถนํามาใช้เป็นพยานหลักฐานในการ ดําเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน จึงขอเสนอ รายงานเรื่องผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ในการกํากับ ดูแลสื่อออนไลน์ (Online) เพื่อให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเห็นชอบด้วย และขอได้โปรด ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ก็เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงรายงานเรียบร้อยแล้วนะคะ ต่อไปเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิก ขอเรียนเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน อภิปรายค่ะ เชิญค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. และเพื่อนสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ผมขออนุญาตให้ความเห็น เพิ่มเติมนะครับ เรื่องของผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ ในการกํากับดูแลสื่อออนไลน์ (Online) ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อสารมวลชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอ่านทั้งหมดนี้มา ๓-๔ วันแล้ว ผมก็ชื่นชม ที่เขียนได้ละเอียดลออดี รอบคอบ กระผมอยากจะกราบเรียนว่าการจะทําให้เรื่องนี้ให้ประสบ ความสําเร็จก็มี ๑. เรื่องของกฎหมายนะครับ กฎหมายเมื่อมีแล้วจะต้องใช้กฎหมายให้เคร่งครัด และผมเน้นนะครับ ขีดเส้นใหญ่ และเป็นธรรมกับทุกคน ๒. โครงสร้างก็คือส่วนราชการ ที่จะดูแล อย่างที่ท่านกรรมาธิการว่าไปแล้วสักครู่ ๓. เจ้าหน้าที่หรือคน เจ้าหน้าที่หรือคนนี้ ต้องมีคุณภาพ จิตใจต้องเป็นธรรมด้วย แล้วก็ต้องเฝ้าระวัง ๒๔ ชั่วโมง เรื่องที่ ๔ คือระบบ ถึงจะมีคนมีกฎหมาย มีโครงสร้างดีอย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ทําระบบให้มันมีประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง คงลําบาก ถามว่าผมพูดเองนี้ทําไม เพราะว่าผมได้ตรวจสอบแล้ว จาก กสทช. นะครับ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ กสทช. จัดสรรหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ๑๗๐ ล้านเลขหมาย แต่ใช้จริง ๆ ที่เขาเรียกว่าแอ็กทิฟ (Active) ตามภาษาของประเภทนี้คือ ๑๐๒ ล้านเลขหมาย แต่ท่านประธานกรรมาธิการบอกว่า ๙๐ ล้านเลขหมาย ก็ไม่มีปัญหา แต่สรุปว่าประชากรขณะนี้ที่ผมกําลังกราบเรียนท่านมี ๖๕,๒๗๑,๓๓๒ คน อันนี้ผมดูเป็น วินาทีเลย ที่โทรศัพท์ผมมันขึ้นเป็นวินาทีเลยนะครับ กว่าผมจะพูดจบประชากรเกิดอีกหลายคน ถ้าดูประชากรที่อายุ ๑๓ ปีขึ้นไป คิดว่ามีสติสัมปชัญญะที่จะใช้โทรศัพท์ได้ ๕๕.๒ ล้านคน ต่ํากว่านี้ก็อาจจะมีที่ใช้กันเยอะแยะไปหมด แต่เอาว่า ๑๓ ปีขึ้นไปมี ๕๕ ล้านคน ถามว่า จะต้องมีเจ้าหน้าที่สักกี่มากน้อยที่จะไปดูแลโทรศัพท์มือถือว่าใครโทร ใครไลน์ (Line) ใครอะไรนี้นะครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ นึกถึงสิครับว่ามันยุ่งยากมากเลย ผมจึงเห็นใจ แล้วก็ประทับใจที่ท่านกรรมาธิการอุตส่าห์ไปจัดทําอันนี้มา เรื่องที่ ๕ ที่ผมกราบเรียนท่าน ก็คือเครื่องมือ ท่านจะมีกฎหมายดี ใช้กฎหมายเคร่งครัด เป็นธรรมกับทุกคน มีโครงสร้างดี กระชับ มีเจ้าหน้าที่มากพอที่จะเฝ้าระวัง ๒๔ ชั่วโมง มีระบบดี ถามว่าถ้าไม่มีเครื่องมือผมว่า ท่านไปไม่เป็น ในนี้ผมยังไม่ค่อยเห็นท่านเขียนเรื่องเครื่องมือสักเท่าไร ระบบผมคิดว่าถ้าคนดี ทําระบบ โดยเฉพาะกรรมาธิการชุดนี้จะแนะนําการทําระบบได้ โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการ ท่านเป็นตํารวจ รวมทั้งกระทรวงไอซีที (ICT) ก็มั่นใจว่าจะไปได้ แต่นี่พอมาดูในเนื้อหา เนื้อหาของท่านที่ท่านว่านี่นะครับ ผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าท่านจะต้องดูแล ในเรื่องเหล่านี้ ๔ ด้าน คือด้านที่ ๑ ด้านกฎหมายใช้บังคับ มีแล้วเมื่อกี้นี้ กํากับดูแลหน่วยงาน ที่มีอํานาจ คือมีตํารวจอย่างเดียวไม่ได้ มันจะต้องประสานกับกระทรวงไอซีที (ICT) กสทช. ร้อยแปดจิถาปะ และโดยเฉพาะท่านจะมีคนสักเท่าไรที่จะไปเฝ้าระวัง สิ่งที่ผมอยากกราบเรียน ก็คือว่าต้องอาศัยประชาชนคนเดินดินทั่วไปที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ให้ความรู้เขาว่าสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้ทําไม่ได้นะเธอ ทําแล้วท่านมีโอกาสที่จะไม่ได้อยู่ที่บ้าน ท่านจะต้องไปอยู่ในคุก โดยเฉพาะการเฝ้าระวังการกระทําอันมิชอบ เช่น จาบจ้วงสถาบัน สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เรารักเคารพ อันนี้ต้องเฝ้าระวังเลยอย่างเข้มงวด หรือโจมตีระบบต่าง ๆ ไม่ว่าระบบการเมือง การปกครองหรือระบบเศรษฐกิจอะไร ในประเทศไทยที่จะทําให้เกิดความเสียหาย อันนี้ ก็เป็นเรื่องสําคัญ และสําคัญมากที่สุดก็คือไปล่วงล้ํากล้ํากลายประชาชนทั่วไปให้เขาได้รับ ความเสียหาย อันนั้นก็ยิ่งแย่ เขาเรียกอะไร ไปกดไลน์ (Line) ในสิ่งที่ไม่เป็นจริงแล้วทําให้ เขาเสียหาย เรื่องที่ ๓ ที่ท่านจะทําก็คือว่าผมชอบมากเลยนะ ท่านใช้ศัพท์ว่า กิจกรรมเชิงบวก ในเชิงสร้างสรรค์ ทําให้ผมสบายใจว่าเมื่อหน่วยงานท่านมีแล้ว ขยายหน่วยงานอย่างที่ ท่านพิสิษฐ์ว่าแล้ว ขอประทานโทษที่กล่าวชื่อท่านนะครับ ท่านจะไม่ไปกระทําในทางมิชอบ เพราะท่านบอกแล้วว่าจะทํากิจกรรมเชิงบวกในเชิงสร้างสรรค์ และสุดท้ายอย่างที่ผมบอก แล้วว่าท่านทําคนเดียวไม่ได้ ท่านก็บอกว่าท่านจะเปิดช่องทางการประสานงานกับหน่วยต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ สําคัญมากที่สุดคือว่าระบบคอมพิวเตอร์นี้นะครับ ระบบสื่อออนไลน์ (Online) เขาอยู่ขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้เขาก็ไลน์ (Line) มาได้ภายในพริบตาปุ๊บถึงเลย แล้วจะเอากี่เครื่องก็ได้ ร้อยแปดพันประการ ทําได้เร็ว เร็วมาก ๆ แล้วเสียหายอย่างรุนแรง เผลอ ๆ ผมคิดว่ายิ่งกว่าเพลิงไหม้บ้านอีก หรือไฟไหม้ท้องทุ่งอีก มันเร็วและรุนแรงมาก ทําให้คนเสียหาย โดยเฉพาะการกระทําที่ล้วงล้ํากล้ํากลายเอาภาพที่ไม่บังควรจะปรากฏ ในที่สาธารณะไปเข้าสู่ระบบออนไลน์ (Online) แล้วก็ไปทั่ว ถามว่าในกรณีที่เราออนไลน์ (Online) ไปนะครับ ท่านคงดูละครกลางคืนนะครับ เด็กคนหนึ่ง เสียไปเลย กว่าจะกู้กลับมาได้นะครับโอ้โฮแทบตาย ด้วยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในการถ่ายรูป ตัวเอง โป๊ แล้วก็ไลน์ (Line) ออกไป และเรื่องจริงก็มีจริง ๆ ที่เคยมีดาราท่านหนึ่งผมไม่เอ่ยชื่อ ก็เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นต้องให้ความรู้ ไม่ใช่ให้ความรู้เฉพาะในที่ประชุมแห่งนี้ครับท่านประธาน โรงเรียนทุกโรงเรียน ทุกระดับ อย่าไปคิดว่ามหาวิทยาลัยจะมีสติสัมปชัญญะดีกว่าเด็กประถม มัธยมนะครับ ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ก็ต้องอาศัยมือไม้ของกระทรวงศึกษาธิการให้ความรู้ ว่าอะไรทําได้ อะไรทําไม่ได้ ถ้าไม่มั่นใจใน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ท่านอย่าไลน์ (Line) ตอบไป หรือมีเพื่อนไลน์ (Line) มานี้ก็ต้องรีบโทรกลับไปบอกว่า อย่างนี้หมิ่นเหม่นะเธอ ฉันรักเธอ ฉันถึงต้องเตือนนะครับ ทั้งหมดที่ผมกราบเรียนท่านประธานมานี้ผมมองว่ามันเป็นสิ่งที่ ต้องรีบสร้างรั้วก่อนที่โจรจะเข้าบ้าน ดีกว่าปล่อยให้มันเป็นปัญหาแล้วหรือให้โจรเข้าบ้าน แล้วก็บอกว่า แหม ว่าจะทํารั้วแล้วเชียว หรือไม่ใส่กุญแจให้เรียบร้อยพอมีปัญหาขึ้นมา ก็บอกว่ารู้อย่างนี้ไปซื้อกุญแจยี่ห้อเยลมาก็ดีหรอก หลายคนอาจจะไม่รู้จักยี่ห้อนี้ นะครับ อาจจะไม่ค่อยมีแล้ว

อีกประการหนึ่ง ผมชื่นชมนะ ในข้อ ๗.๓ เขียนไว้ว่า การสร้างมาตรการ ป้องกันเชิงรุก เห็นไหม คือท่านไปจับคน สมมุติว่าคนทําผิดสัก ๑๐๐,๐๐๐ คนเข้าคุก เข้าตะรางผมว่าน่าดู โกลาหลนะครับ แต่ว่าการป้องกันเชิงรุกนะครับ ประสานความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ประชาชน โดยใช้ระบบประชารัฐ ผมคิดว่าอันนี้จะทําให้ กองบังคับการที่ท่านกําลังจะขยายให้เป็นมาตรฐานนี้นะครับ ก็จะประสบความสําเร็จ ผมจึง มั่นใจว่าการนําเสนอของท่านมาถูกทางแล้วนะครับ แล้วก็ขอให้เร่งรัดโดยเร็ว เรื่องนี้นะครับ เพราะว่าเวลาไม่คอยท่า ความผิดอาจจะเกิดขึ้น ขณะที่ผมพูดนี้ก็เกิดขึ้นก็ได้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ หากพวกเราและประชาชนคนไทยรัก หวงแหนชาติบ้านเมือง และเห็น เพื่อนร่วมชาติของเรา หรือเพื่อนร่วมโลกที่ห่างไปกว่านั้นก็คือว่าเป็นคนที่เรารัก เราให้ ความเมตตา ให้ความหวังดีต่อกันอย่างที่ผมกราบเรียนไปเมื่อครั้งก่อนว่า คําว่า ความรัก ความเมตตา ความหวังดี และความสามัคคีนั้น เป็นคําที่ผมน้อมนํามา อันเชิญมาจาก พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน ที่ท่านได้ตรัสไว้ ในสถานที่ต่าง ๆ กันมาใช้ ผมก็คิดว่าก็จะทําให้กิจการงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ และเป็นผลงานของ สปท. ขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปได้ด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทันกับเหตุการณ์ ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานที่เคารพด้วยข้อความเท่านี้ครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ดิฉันมีรายชื่อท่านสมาชิกขออภิปรายอยู่อีก ๒ ท่านนะคะ คือท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ และท่านกษิต ภิรมย์ สมาชิกที่จะอภิปรายกรุณาส่งชื่อด้วย นะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิก วุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกหมายเลข ๐๙๒ ครับ กระผมเองก็คิดว่าเวลานี้ต้องถือว่า เหมาะสมแล้วที่จะต้องมีการปฏิรูปหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องของระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ต่าง ๆ หรือว่าสื่อออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ซึ่งสร้างปัญหาขึ้นมามากมาย ในปัจจุบัน แล้วก็เป็นคดีที่ฟ้องร้องกันยังหาข้อยุติที่ไม่ได้ก็เป็นจํานวนมาก ฉะนั้นถ้าหากว่า มีหน่วยงานใดที่คิดว่ามีประสิทธิภาพในการที่จะดําเนินการหรือการบังคับใช้กฎหมายนั้น ก็เห็นด้วยในการที่จะดําเนินการ จริงอยู่เดิมนั้นอาจจะมีกระจัดกระจายทั่วไป โดยเฉพาะ ทางของกระทรวงไอซีที (ICT) ซึ่งประสิทธิภาพในการที่จะดําเนินการนั้นก็พอมี แต่ว่า ความเกรงขามของผู้ที่กระทําความผิดหรือผู้ที่อยู่ในข่ายที่กระทําความผิดนั้นยังไม่มี ความเกรงกลัว ถ้าหากว่ามาอยู่กับหน่วยงานที่เป็นตํารวจ ตรงนี้ประสิทธิภาพ ผมเชื่อมั่นว่า ประสิทธิภาพในการทํางานนั้นจะบรรลุผลแล้วก็บรรลุเป้าหมายนะครับ ฉะนั้นการที่ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้มีดําริในการที่จะปรับโครงสร้างของหน่วยงาน ที่จะรับผิดชอบในการที่จะบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ (Online) นั้น จึงถือว่า เป็นจังหวะที่สมควรอย่างยิ่ง เพราะอะไร เพราะปัจจุบันนี้ทางรัฐบาลเองก็มีนโยบายในการที่ ขยายระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ สามารถที่จะติดต่อสื่อสารกันได้ง่าย แต่ในทางกลับกันก็เป็นปัญหาที่ทําให้สังคมนั้น ยังจะต้องดําเนินการแก้ปัญหาต่อไปเรื่อย ๆ เพราะว่าในการดําเนินการต่าง ๆ นั้นผู้ที่ใช้ บริการอาจจะยังไม่เข้าใจ หรืออาจจะเข้าใจ แต่เข้าใจแล้วอาศัยช่องว่างของกฎหมาย มาดําเนินการ จะเห็นได้ว่าระบบซึ่งมีท่านสักครู่ที่ได้กล่าวนะครับว่า ตรงนี้อาจจะสร้างปัญหา เพราะมีการตัดต่อภาพต่าง ๆ หรือว่ามีการลงข้อความในลักษณะที่ขาดความรับผิดชอบ ทําให้เกิดปัญหาติดตามขึ้นมา แล้วก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ จะดําเนินการอย่างไร ก็แล้วแต่สามารถดําเนินการให้มีประสิทธิภาพก็แล้วกัน แล้วก็ระบบข้อความหรือว่า เน็ตออนไลน์ (Net Online) ที่มาจากในประเทศนั้นยังพอติดตามได้ แต่จากต่างประเทศ มีวิธีการที่จะติดตามอย่างไร กระผมก็ขออนุญาตถามทางกรรมาธิการด้วยเช่นเดียวกันว่า ตรงนี้จะดําเนินการอย่างไร แล้วปัจจุบันนี้ได้ดําเนินการไปแล้วมากน้อยสักแค่ไหน แล้วดําเนินการไปแล้วผลสุดท้ายเป็นอย่างไร ได้มีการติดตามประเมินผลหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ ในข้อซึ่งผมจะขอเพิ่มในเรื่องของข้อที่ ๔ ที่จะเพิ่มเกี่ยวกับเรื่องการดําเนินการต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ด้วย เพราะว่าข้อความที่ลงนะครับ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าข้อความ ที่ลงนั้นหมิ่นเหม่มากในการที่จะสร้างให้ความไม่เข้าใจในสังคมนั้นมีมาอย่างมาก โดยเฉพาะ ข้อความที่จาบจ้วงต่าง ๆ รวมทั้งข้อความที่ทําให้เกิดความแตกร้าวในสังคมของคนไทย ที่ยังไม่เข้าใจแล้วก็ถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ตรงนี้ถ้าหากว่ามีหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยตรงผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าตรงนี้จะทําให้มีประสิทธิภาพในการทํางาน ปัญหาก็คือ ถ้าจะแยกกองจากกระทรวงเดิมที่จะแยกจาก ๔ เป็น ๖ ที่ว่านี้อย่างที่ท่านกรรมาธิการ ท่านได้กล่าวบอกว่า แยกกองแล้วจะทําให้เกิดประสิทธิภาพ คือหน่วยงานเพิ่มขึ้นแต่บุคลากร ท่านเตรียมไว้แล้วหรือยังในการที่จะมารองรับ ที่จะเข้าไปทํางานได้เลย เพราะว่าท่านใช้ ระยะเวลา ระยะเวลาอาจจะต้องมีการปรับแม้แต่ช่วงสุดท้ายที่จะไปถึงปี ๒๕๖๐ ตามแผน ตรงนั้นอาจจะต้องปรับไหมครับ เพราะว่าอายุการทํางานตรงนี้ก็ทราบจากรัฐธรรมนูญ ตัวร่างที่ผ่านไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่ได้มีการพิจารณานะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะต้อง มีการปรับเคลื่อนหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีการปรับ ใครจะเป็นผู้ติดตามประเมินผลว่าสําเร็จ มากน้อยเพียงใด เพราะฉะนั้นบุคลากรที่จะมารองรับละครับจึงมีความสําคัญในการที่จะ เข้าใจ แล้วก็เข้าถึงแล้วก็สามารถตามเรื่องได้โดยฉับพลัน ไม่ต้องรอในการที่จะไปปิดเว็บ (Web) ก็ดี หรือไปติดตามผู้กระทําความผิดก็ดี ตรงนี้จะมีการเพิ่มเบาะแสได้หรือไม่ในการ ที่จะให้สามารถทราบจากผู้ที่ทราบแหล่ง และสามารถแจ้งเป็นเบาะแสมายังจุดใดจุดหนึ่ง หรือที่จะเป็นจุดรับแจ้งเพื่อที่จะได้ทราบว่าการกระทําความผิดเหล่านั้นเกิดขึ้นอยู่ที่ใด แล้วมีใครบ้างที่ร่วมกระทําความผิดหรือรับรู้ในการกระทําความผิดหรือสนับสนุน อันนี้ก็คิดว่า ถ้าสามารถดําเนินการได้ ตรงนั้นจะทําให้การทํางานนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ก็ขอฝาก ทางคณะกรรมาธิการนะครับว่า ตรงนี้กระผมเองสนับสนุนว่าจะให้ทางของกองบังคับการ ปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมเทคโนโลยี หรือที่เรียกว่า บก.ปอท. นี้ นะครับว่าตรงนี้มีความพร้อมในระดับหนึ่ง แต่จริง ๆ นี้ ต้องถือว่าระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะปัจจุบันนี้คดีลักษณะนี้หรือเรื่องที่เกิดลักษณะนี้ก็มีอยู่มากมายแล้วก็ยังไม่ได้มีการ ดําเนินการให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาจนเป็นที่กังวลของสังคมว่าเป็นจุดหนึ่งหรือไม่ในการที่จะ สร้างความแตกร้าวในสังคม แล้วก็เปิดโอกาสให้ผู้ที่ใช้สื่อออนไลน์ (Online) เหล่านี้ใช้เป็นช่องว่างในการที่จะประชาสัมพันธ์ หรือจูงใจ หรือว่ามีเหตุที่จะโน้มน้าวให้ผู้คนในสังคมนั้นคล้อยตามไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ซึ่งอาจจะมีข้อมูลที่จริงอยู่บ้าง จริงอยู่เพียงบางส่วน อาจจะจริงอยู่ ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็นําเรื่องข้อเท็จจริงผสมผสานกันเข้าไปก็ทําให้โอกาสผู้ที่ได้รับข่าวกรองนั้นไม่ได้ มีการกลั่นกรองก็จะเห็นคล้อยตามจึงเป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ ถ้าหากว่าดําเนินการได้ ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าสังคมไทยก็จะมีความสงบสุขยิ่งขึ้น ก็ขอฝากในเรื่องของการปรับแก้ เรื่องของวิธีการปฏิรูป วิธีการปฏิรูปที่ท่านเขียนมาทั้งหมดมี ๓ ข้อนะครับ

ข้อที่ ๑ ก็คือเรื่องปรับโครงสร้างภายในหน่วยงาน อํานาจและหน้าที่ ไม่ทราบว่า ท่านจะใช้หน้าที่เหมือนกับรัฐธรรมนูญกันไหม มีหน้าที่ก่อนแล้วค่อยไปเป็นอํานาจ เพราะฉะนั้นถ้าจะรู้แต่หน้าที่ รู้แต่มีอํานาจ แต่ว่าหน้าที่นั้นไม่รู้ก็คงอาจจะเป็นปัญหา ฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับร่างใหม่นี้จะเห็นได้ว่าทุกจุดจะใช้คําว่า หน้าที่ ก่อน มีหน้าที่ แล้วค่อยไปว่าถึงอํานาจนะครับ ก็ถ้าปรับได้ก็ฝากด้วยนะครับ ตรงนี้จะบอกว่า มีอํานาจ และหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานและแนวทางพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มศักยภาพ ขีดความสามารถ และการปฏิบัติหน้าที่ ตรงนี้เห็นด้วยนะครับ ข้อ ๑ นะครับ

ข้อ ๒ บอกว่า ปรับแนวทางการดําเนินงาน การสืบสวนสอบสวน การใช้ เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ และทันต่อเทคโนโลยีที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จริงอยู่เทคโนโลยีทุกวันนี้เปลี่ยนเร็วจริง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าท่านได้ บุคลากรที่ยังมีความพร้อมหรือว่าความทันสมัยไม่เพียงพอ ผมเชื่อว่าอาชญากรรมนี้พนักงาน สอบสวนเดินหน้าผู้ใช้กฎหมายจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าเขาจะหาวิธีในการที่จะมาแก้ปัญหา หรือว่าหาช่องว่างของกฎหมายที่จะดําเนินการ ตรงนี้ก็ฝากต่อไปนะครับ

ลําดับที่ ๓ ครับ เรื่องสร้างมาตรการป้องกันเชิงรุก ประสานความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน ตามแนวทางประชารัฐ ตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เพราะถ้าหากว่าดําเนินการได้ ท่านจะสามารถได้มีโอกาสได้รับทราบข้อมูลจากทุกทิศทุกทาง ปัญหาก็คืออย่างที่สักครู่นี้ท่านสุรินทร์ ก็ขออนุญาตเอ่ยนามท่านคงไม่เสียหาย ท่านก็กังวล ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าในการที่จะให้ข้อมูลต่าง ๆ ท่านได้ให้ความปลอดภัย ให้การคุ้มครอง กับพวกที่มาเป็นพยานหรือผู้ที่จะมาให้ข้อมูลที่จะดูแลเขาอย่างไรให้เกิดความปลอดภัย ในชีวิตทรัพย์สินของตัวเขาเอง หรือคนรอบข้าง หรือญาติพี่น้องของเขา อันนั้นคือจะสร้าง ความมั่นใจให้กับทางผู้ที่ให้ข้อมูลว่าอย่างน้อยเขาก็ได้รับการดูแลจากทางรัฐ อันนั้นก็ฝากไว้ด้วย

สิ่งหนึ่งที่ข้อสุดท้ายที่กระผมคิดว่าจะฝากก็คือ ท่านได้มีดําริหรือไม่ในการ ที่จะติดตามระบบการทํางานของท่านจนถึงที่สุดว่าเมื่อสุดท้ายแล้วการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ในการที่จะดําเนินการเบื้องต้นผลเป็นอย่างไร ศาลตัดสินเป็นอย่างไร หรือว่าได้มีการฟ้องร้อง ต่อศาลหรือไม่ แล้วถ้าไม่ฟ้องร้อง ด้วยเหตุผลอะไร จะได้นําข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประกอบ ในการที่จะแก้ปัญหาครั้งต่อไปว่ามีปัญหาใดบ้างที่ยังจะต้องปรับ เพื่อให้ผู้กระทําความผิดนั้น ได้รับโทษอย่างแท้จริง ก็ขอขอบคุณครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปมีท่านเพิ่มชื่อมาคือท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ เรียนเชิญค่ะ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับที่ ๑๙๗ ขออนุญาตที่จะต้องแนะนําตัว ในหลายตําแหน่ง เพราะมันจะเกี่ยวข้องกับการอภิปรายครั้งนี้ด้วย ผมเป็นสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม เป็นโฆษกกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เป็นอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจหน้าที่และกระบวนการทํางานของตํารวจ เพื่อประโยชน์ประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิก แผนการปฏิรูปตํารวจ เป็นแผนสําคัญแผนหนึ่ง ซึ่งในรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่าต้องปฏิรูปให้เสร็จภายใน ๑ ปี ถ้าไม่เสร็จต้องใช้หลักอาวุโส แผนการปฏิรูปตํารวจมีทั้งหมด ๙ ด้าน ผมไม่ได้หลงประเด็น นะครับ ไม่ใช่มาพูดเรื่องปฏิรูปตํารวจ แต่มันเกี่ยวข้องกันโดยตรงครับ ด้านที่ ๑ ปฏิรูป การบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน ผ่านสภานี้ไปแล้ว ความเป็นอิสระ ในการบริหารงานบุคคลของตํารวจจากการแทรกแซงทางการเมือง ผ่านสภานี้ไปแล้ว การวางมาตรการ มาตรฐานในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ เป็นเรื่องที่ ๓ นะครับ เรื่องที่ ๔ การถ่ายโอนกิจการในหน่วยงานที่มีภารกิจให้หน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรง ไปดําเนินการ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่งครับ เรื่องที่ ๔ การถ่ายโอนกิจการให้หน่วยงานที่มีภารกิจ โดยตรงไปดําเนินการ และมีอีก ๔-๕ เรื่อง รวม ๙ เรื่อง

ผมเน้นตรงที่เรื่องการถ่ายโอนกิจการที่ไม่ใช่ภารกิจโดยตรงของตํารวจ ไปให้หน่วยงานนั้น ๆ โดยตรง ตรงนี้ครับ ถ้าเปรียบเทียบในขณะนี้ เมื่อสักครู่ก่อนอภิปราย ผมไปขออนุญาตท่านประธานกรรมาธิการ ท่านวิรัช ชินวินิจกุล ท่านประธานกรรมาธิการ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ว่าผมจะขออภิปรายเรื่องนี้เพราะผมเป็นโฆษก ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกันกับปฏิรูปตํารวจ ขับรถนําหน้าอยู่ครับ กําลังจะโดนเสี่ยเบนซ์ ขับรถไปเสยตูด ขออนุญาตไม่สุภาพ เสยตูด เป็น ชนท้าย ก็แล้วกัน เพราะแผนการปฏิรูปแผนนี้ ผมเห็นด้วย แต่ที่ต้องลุกมาอภิปราย เห็นด้วยแต่ไม่เห็นชอบ ตรงที่ว่า ขัดแย้งสวนทาง ชนท้าย แผนปฏิรูปตํารวจอย่างชัดเจนครับ ไม่รับโอนกิจการ ซึ่งกระทรวงไอซีที (ICT) ต้องรับผิดชอบ โดยตรงหลายเรื่องครับ ที่เรากําลังจะโอนไปให้หน่วยงานรับผิดชอบ เช่น พระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้บริโภค พระราชบัญญัติอาหารและยา พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไอซีที (ICT) รับผิดชอบ พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมรับผิดชอบ ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมจะรับโอนงานนั้นไป หมวกกันน็อคก็จะไม่เป็นเปลือกแตงโม เหมือนทุกวันนี้ให้ตํารวจมาไล่จับ ไม่ใช่มืออาชีพที่จะดูสินค้าว่าได้มาตรฐานไหม ต้องไปสร้าง ขึ้นมาที่กระทรวงอุตสาหกรรม ไอซีที (ICT) ต้องไปสร้างคนขึ้นมาครับ โอนไปเลยครับ รับโอน บก.ปอท. กองบังคับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไปทั้งกองเลยครับ ไปอยู่กับไอซีที (ICT) เหมือนกับตํารวจดับเพลิงในอดีต เพราะถ้าหากว่าเกาะเกี่ยวไว้อย่างนี้ ทุกหน่วยงานทําอย่างนี้หมด ภารกิจตํารวจยังล้นมือเหมือนเดิม การที่จะไปดูแลทุกข์สุข ของประชาชนก็ทําได้ในขีดจํากัด เพราะมัวไปจับหมวกกันน็อค มัวไปจับดอกไม้ไฟ มัวไปจับ พระราชบัญญัติอาหารและยา มัวไปจับของหนีภาษี มัวไปจับแห อวน ตาข่าย ไปกันใหญ่ เรากําลังจะโอนกิจการเหล่านี้ไปให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ นั่นคือแผนในข้อที่ ๔ ของ การปฏิรูปตํารวจ เห็นด้วยครับ เห็นด้วยที่จะต้องสร้างมืออาชีพโปรเฟสชันนัล (Professional) ด้านป้องกัน ด้านสืบสวนด้านสอบสวน ของไอซีที (ICT) ขึ้นมา เว็บ (Web) หมิ่นที่เรา ไม่ต้องการจะเห็นมันจะได้ปิดได้ผมยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ว่า ถ้ายังให้ตํารวจไล่จับหมวกกันน็อค มาตรฐานตํารวจดูเป็นหรือก็จะเป็นแตงโมครอบหัวอยู่ทุกวันนี้หรือครับ เราต้องมาเสียเงิน เพื่อดูแลคนที่ล้มรถจักรยานยนต์แล้วศีรษะฟาดพื้น แล้วพิการไปตลอดชีวิต ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ จําเป็นแล้วละครับ กระทรวงไอซีที (ICT) รับโอนไปเลย จะเขียนบทเฉพาะกาลว่า จะ ๕ ปี ๓ ปี พร้อมเดียวนี้รับสมัครตํารวจใน บก.ปอท. ไปทั้งหมดเลย หรือใครไม่อยากไปจะอยู่กับตํารวจ ก็โอนกลับ ใครอยากไปก็ไปเลยเหมือนกับดับเพลิงที่โอนไปให้ กทม. ละครับ ไม่ใช่มาเกาะเกี่ยว ไว้อย่างนี้แล้วเพิ่มภารกิจให้ตํารวจเข้าไปอีก ผมพูดประเด็นเดียวครับ แล้วต้องตอบผม นะครับ เพราะผมจะตัดสินใจว่าผมจะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ แต่ตอนนี้ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่เห็นชอบครับ ขอบคุณครับ

มีรายชื่อท่านกษิต ภิรมย์ ขออภิปรายเป็นคนสุดท้าย แต่ท่านไม่อยู่ในห้อง เมื่อสักครู่สั่งให้เจ้าหน้าที่ตามแล้ว เชิญหรือยังคะ เชิญแล้วใช่ไหมคะเจ้าหน้าที่ มีสมาชิก ท่านใดจะอภิปรายอีกไหมคะ เป็นอันว่าท่านกษิต ภิรมย์ ขออภิปราย แต่ท่านไม่อยู่ ในที่ประชุมนะคะ ต่อไปก็ขอเชิญทางฝ่ายคณะกรรมาธิการตอบค่ะ ดิฉันจะส่งสัญญาณไฟ ลงมติแล้วนะคะ ใครที่รู้ว่าท่านไหนอยู่ที่ห้องไหน ถ้าหากว่าไกลก็ช่วยโทรเตือนกันด้วย

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมจะตอบปัญหา ในเรื่องการปฏิรูปตํารวจเกี่ยวข้องกับแนวทางการปฏิรูปหน่วยงานที่มีกํากับดูแลสื่อออนไลน์ (Online) หรือไม่ ขอเรียนว่าความผิดทางเทคโนโลยีเป็นความผิดอาญาทั่วไป ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ฆ่าคนตาย ฉ้อโกง หมิ่นประมาท แต่เป็นการกระทําบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งรูปแบบอาชญากรรมเปลี่ยนแปลงไปบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ฉะนั้นอันนี้มิได้เป็นความผิดกฎหมายพิเศษเหมือนกับกฎหมายอื่น ๆ ที่มีหน่วยงานตํารวจ ไปรับผิดชอบ เช่น ตํารวจคุ้มครองผู้บริโภคก็จะเน้นในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ตํารวจป่าไม้ ก็จะเน้นในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ เป็นต้น ก็ขอเรียนชี้แจงต่อท่านประธานว่า คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นคดีอาชญากรรมทั่วไป เพียงแต่กระทําบนเครือข่าย คอมพิวเตอร์ ประกอบกับในการศึกษาร่วมกับกระทรวงไอซีที (ICT) และสํานักงานตํารวจ แห่งชาติ กระทรวงไอซีที (ICT) มีนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เคยมีการพูดกันถึงในการประชุมว่าสุดท้ายกระทรวงไอซีที (ICT) ก็อยากจะโอนภารกิจอันนี้ กลับมาให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ฉะนั้นเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนทั้ง ๒ ประการ ก็คือ เป็นอาชญากรรมทั่วไป กระทรวงไอซีที (ICT) ต้องการจะโอนภารกิจอันนี้กลับมาให้สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ โดยกระทรวงจะมุ่งพัฒนาในเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ประการเดียว เพื่อเป็นการรองรับภารกิจอันนี้ จึงมีการปฏิรูป จําเป็นต้องมีการปฏิรูปหน่วยงาน ที่มีอํานาจในการกํากับดูแล การปฏิรูปโครงสร้างของ บก.ปอท. มิใช่เป็นการเพิ่มหน่วยงานใหม่ เป็นหน่วยงานเดิม เพียงแต่การเกลี่ยเป็นการเพิ่มอัตรากําลังพล โดยการนําอัตราที่ว่าง ที่เหลืออยู่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ซึ่งมีกว่าหมื่นอัตราเป็นอัตราว่างอยู่ ในส่วนที่จะเกลี่ย ตามมาคือการเกลี่ยอัตราจากกองบัญชาการตํารวจสอบสวนกลางซึ่งมีว่างอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ อัตรา ขอเรียนว่าในสํานักงานตํารวจแห่งชาติมีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในการสืบสวน สอบสวนคดีทางเทคโนโลยีซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ ในกํากับของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ บุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ด้านการสืบสวนสอบสวน และทางเทคนิคบุคคลพวกนี้มีความต้องการอยากมาทํางานใน บก.ปอท. แต่มาไม่ได้เนื่องจาก บก.ปอท. ไม่มีอัตราว่าง ฉะนั้นในการเพิ่มอัตราก็จะเป็นการ แก้ไขปัญหา คือการนําบุคลากรต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามา และสามารถ ต่อยอดปฏิบัติหน้าที่ได้ทันทีนะครับ ซึ่งไม่เป็นปัญหา เป็นภาระในด้านงบประมาณแต่อย่างใด นะครับ ตอบท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ นะครับ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องบุคลากร ผมได้ตอบไปแล้วนะครับ บุคลากรเอามาจากไหน ก็คือในการเกลี่ยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและต้องการที่จะมาทํางาน เปิดอัตรา รองรับว่างไว้เพื่อนําบุคลากรเหล่านี้เข้ามา ช่องทางการแจ้งความร้องทุกข์ ผมได้เรียนแล้วว่า ความผิดทางเทคโนโลยีมันเป็นความผิดซึ่งปรากฏบนเครือข่าย ฉะนั้น บก.ปอท. ซึ่งเป็น หน่วยงานที่รับผิดชอบการกระทําความผิดทางเทคโนโลยี ปัจจุบันในเว็บไซต์ (Web site) ของ บก.ปอท. มีการเปิดช่องทางการแจ้งความออนไลน์ (Online) ซึ่งคณะกรรมาธิการ ก็จะไปขับเคลื่อนในการรับแจ้งความออนไลน์ (Online) ให้มีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรม มากยิ่งขึ้นนะครับ ความผิดทางเทคโนโลยี จะมีความแตกต่างจากความผิดอื่น ๆ นะครับ ลัก วิ่ง ชิง ปล้น เหยื่อต้องอยู่นอกบ้าน แต่ทางเทคโนโลยีเหยื่ออยู่บ้าน ท่านอยู่ในบ้านท่าน สามารถถูกขโมยเงิน ถูกหมิ่นประมาทได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกันท่านอยู่บ้าน ท่านก็สามารถ ที่จะร้องทุกข์ผ่านช่องทางในการร้องทุกข์ที่ได้สร้างขึ้นไว้ในเว็บไซต์ (Web site) ของ บก.ปอท. ส่วนกระทรวงไอซีที (ICT) มีช่องทางการติดต่อคือหมายเลขสายด่วน ๑๒๑๒ ซึ่งจะประสานงานกัน กับ บก.ปอท. อย่างใกล้ชิด ในส่วน บก.ปอท. โครงสร้างใหม่จะมีเว็บมอนิเตอร์ (Web monitor) ตรงนี้มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง เว็บมอนิเตอร์ (Web monitor) คือจะต้องมีเจ้าหน้าที่ในการ ที่จะสอดส่องดูแลการกระทําความผิดที่เกิดขึ้น มีการแจ้งเตือนไปยังสังคมให้รู้ถึงพิษภัย รูปแบบอาชญากรรมคอมพิวเตอร์แบบใหม่ ๆ ให้ประชาชนรู้และสามารถเท่าทันพิษภัย สิ่งที่จะมาถึงตัวนะครับ

สําหรับกรณีที่ผู้ให้บริการอยู่ในต่างประเทศ ผมได้กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกมาหลายครั้ง อุปสรรคในการกํากับดูแลก็คือผู้ให้บริการส่วนใหญ่เป็นผู้ให้บริการ อยู่ต่างประเทศ กฎหมายต่างกัน ความรู้สึกนึกคิดต่างกัน ขนบธรรมเนียมต่างกัน สิ่งที่คนไทย สังคมไทยเห็นเป็นเรื่องรุนแรง แต่ในต่างชาติอาจจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา ฉะนั้นการขอ ความร่วมมือ เขาจะไม่ให้ความร่วมมือเลยก็ได้ แต่ถ้าขอความร่วมมือ เราก็จะมีพระราชบัญญัติ ความร่วมมือทางอาญา หรือภาษาอังกฤษย่อ ๆ ว่า เอ็มแลต (MLAT) ก็คือให้พนักงานอัยการ ร้องขอไปยังพนักงานอัยการในประเทศที่พยานหลักฐานนั้นอยู่ เพื่อให้พนักงานอัยการ ในประเทศนั้นทําการไต่สวน รวบรวมพยานหลักฐาน แล้วส่งมายังพนักงานอัยการประเทศไทย แล้วส่งให้พนักงานสอบสวน ซึ่งตรงนี้ กระบวนการตรงนี้ใช้เวลาค่อนข้างยืดยาว อย่างเร็ว ก็ ๖ เดือน ถึง ๑ ปี ซึ่งมันไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการในการแก้ไขปัญหาของ ชาติบ้านเมืองต่อสังคมได้นะครับ ทางกรรมาธิการเราได้มีการศึกษาว่าความร่วมมือของ ผู้ให้บริการเป็นสิ่งจําเป็นเร่งด่วน ผมยกตัวอย่างในเรื่องการปิดกั้นเว็บไซต์ (Web site) ที่เป็น พิษภัยต่อสังคม ต่อสถาบัน เราเคยขอไป ๑๐,๐๐๐ สมมุติตัวเลขที่ผมขอไป ๑๐,๐๐๐ กระทรวงไอซีที (ICT) ในฐานะเป็นผู้ประสานงานขอไป ๑๐,๐๐๐ โดยใช้หลักสากลก็คือ มีคําสั่งศาลให้ปิดกั้น ท่านสมาชิก ท่านประธานครับ ๑๐,๐๐๐ ปิดให้ ๑๐ ใช้เวลา ๑ ปี แต่หลังจากที่คณะกรรมาธิการเราได้เชิญตัวแทนของบริษัทเหล่านั้นมาพูดคุยภายใน ๓ เดือน ที่ผ่านมา จาก ๑๐ เพิ่มเป็น ๒๐๐ จาก ๖ เดือน ถึง ๑ ปี ใช้เวลา ๑ เดือน นี่คือผลความคืบหน้า ที่กรรมาธิการได้ดําเนินการไปแล้วส่วนหนึ่งนะครับ ซึ่งจําเป็นจะต้องมีการพูดคุยต่อไป ในความร่วมมือต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการเราได้ลองศึกษาถึงมาตรการในการ ขอความร่วมมือเชิงบังคับ ก็คือในเรื่องมาตรการผลประโยชน์ทางการค้า ซึ่งผลประโยชน์ ทางการค้าตรงนี้ก็จะเป็นมาตรการที่จะกระตุ้นให้ผู้ให้บริการในต่างประเทศได้ให้ความร่วมมือ มากยิ่งขึ้น ผมยกตัวอย่าง จากการเชิญตัวแทนของกรมสรรพากรมาศึกษาพบว่า ท่านทราบ ไหมครับท่านประธาน มูลค่าการซื้อขายออนไลน์ (Online) การโฆษณาออนไลน์ (Online) ปีหนึ่งที่ปรากฏเป็นรายงาน มีมูลค่าที่เห็นชัด ๆ นะครับ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านทราบไหมว่า บริษัทพวกนี้เสียภาษีให้ประเทศไทยเท่าไร ๓๐๐,๐๐๐ บาทครับ ๓๐๐,๐๐๐ บาทคิดจาก อะไรครับ ๓๐๐,๐๐๐ บาท คิดจากรายได้ของบริษัทตัวแทนที่อยู่ในประเทศไทย บริษัท ตัวแทนเหล่านี้มีหน้าที่ในการจัดเก็บผลประโยชน์ส่งให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ มีรายได้จาก ค่าจ้างจากการจัดเก็บรายได้ส่ง ฉะนั้นภาษีก็จะคํานวณจากรายได้ นี่คือการหลบเลี่ยงภาษี โดยอาศัยช่องทางของกฎหมาย คณะกรรมาธิการเราได้ลงศึกษาลึกถึงขนาดว่าขณะนี้ในกลุ่ม ประเทศอียู (EU) ได้รวมตัวกันที่จะต่อสู้กับบริษัทเหล่านี้ ที่เอาเปรียบทุกประเทศในโลก กลุ่มประเทศอียู (EU) ได้ออกกฎหมายให้จัดเก็บภาษีจากมูลค่าที่จ่ายจริง ขณะนี้กลุ่มอียู (EU) ทําแล้ว ซึ่งกรรมาธิการเราก็จะได้ผลักดัน ก็จะได้เชิญกรรมาธิการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมาธิการเศรษฐกิจมาร่วมหารือในการที่จะผลักดันสิ่งที่มันสูญเสียตรงนี้ ๑. รายได้ ของชาติ ๒. มาตรการในการขอความร่วมมือ อันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานและเพื่อน สมาชิกให้ทราบเป็นคร่าว ๆ นะครับ

ที่ท่านสุรินทร์เป็นห่วงนะครับ ก็คือในเรื่องกฎหมาย เรื่องหน่วยงานเกี่ยวข้อง เรื่องสื่อสร้างสรรค์ ตรงนี้อยู่ในแผนปฏิรูปของกรรมาธิการสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อนุกรรมาธิการปฏิรูปสื่อออนไลน์ (Online) เราได้เสนอแผน กรอบแผนปฏิรูปในด้าน การกํากับสื่อออนไลน์ (Online) ครบถ้วน ซึ่งกําลังดําเนินการตามกระบวนการ ขณะนี้ เป็นวาระปฏิรูปเรื่องที่ ๒ เรื่องแรกก็คือเรื่องกฎหมายนะครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ ๓ ที่เราจะเสนอก็คือเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ กรรมาธิการเราเล็งเห็น ถึงความสําคัญในเรื่องทําอย่างไรให้ประชาชน สังคมมีความรู้มีความตระหนักในการใช้สื่อ อย่างสร้างสรรค์ เราคงต้องเริ่มต้นจากเด็ก เด็กอนุบาล เดี๋ยวนี้เด็กอนุบาลใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นนะครับ เด็กมัธยม ประถม มหาวิทยาลัย คนทํางาน ผู้สูงอายุ ทําไมถึงพูดว่าผู้สูงอายุ จําเป็นต้องมีการศึกษา จากการศึกษาเราพบว่าผู้สูงอายุเป็นผู้ที่เป็นเหยื่อของอาชญากรรม ประเภทนี้สูงสุดมากกว่าเด็กและเยาวชน สมัยผมรับราชการ มีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ ถูกหลอกเงินทางออนไลน์ (Online) รวมทั้งสิ้นหลายครั้ง ๗๐ ล้านบาท ซึ่งไม่น่าเชื่อนะครับ คนอายุ ๗๐ เนื่องจากกลุ่มผู้สูงอายุก็เป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่รู้เท่าทันพิษภัยของสื่อออนไลน์ (Online) จึงจําเป็นจะต้องมีการให้การศึกษาให้รู้เท่าทันสื่อนะครับ ในเรื่องการดําเนินการ ปฏิรูปโครงสร้างของ บก.ปอท. คณะกรรมาธิการเราเห็นว่าเนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนจึงหยิบยก เรื่องนี้มาเพื่อพิจารณาเป็นการเร่งด่วน ประกอบกับการได้ประชุมหารือกับกระทรวงไอซีที (ICT) ก็ดี ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติก็เห็นด้วย และขอร้องนะครับ ให้กรรมาธิการช่วยกรุณา หยิบยกเป็นวาระเร่งด่วนของสภานี้ เพื่อจะได้มีหน่วยงานที่มีบุคลากร มีเครื่องมือเครื่องใช้ มีเทคโนโลยีที่จะตามทันอาชญากรรมที่จะสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนและเป็น การอํานวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชน จากการลงพื้นที่แทบทุกภาคของประเทศ สิ่งที่กรรมาธิการได้รับก็คือความเดือดร้อนของประชาชนในชนบท ในภูมิภาค เมื่อเกิดคดีขึ้น ตํารวจพื้นที่ไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ สิ่งแรกพี่น้องประชาชน ได้รับก็คือความทุกข์ที่เกิดจากพิษภัยทางเทคโนโลยีที่ได้รับ ทุกข์ที่ ๒ มาแจ้งความตํารวจ ท้องที่ทําให้ไม่ได้ ทุกข์ที่ ๓ ต้องเสียค่ารถเดินทางมาร้องทุกข์ที่ ปอท. โครงสร้างใหม่อันนี้ก็จะ เป็นการกระจายบุคลากรลงไปในพื้นที่เพื่อที่จะ ๑. เป็นพี่เลี้ยงให้กับตํารวจในพื้นที่ ๒. มีพื้นที่ รับผิดชอบที่ชัดเจน มีการสอดส่องดูแลให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชน สิ่งทั้งหมดที่ผมได้ กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกก็จะเป็นการที่จะตอบแก้ไขปัญหาของสังคมของพี่น้อง ประชาชน แล้วสิ่งที่ผมจะฝากกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ท่านทราบไหมครับ ขณะนี้คดีที่ค้างอยู่ที่ ปอท. ยอดสะสมรวมทั้งสิ้นยังอยู่นะครับ คดียังอยู่ มากกว่า ๔๐,๐๐๐ คดี มีพนักงานสอบสวน ๓๐ นาย มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ๑๗๐ นาย ๑๗๐ นาย เป็นผู้ปฏิบัติประมาณ สัก ๑๒๐ คํานวณนะครับ คน ๑๒๐ คนดูแลพี่น้องประชาชน คํานวณนะครับ คน ๑๒๐ คนนี่ ดูแลพี่น้องประชาชน ๖๕ ล้านคน ถ้าเราไม่ทําวันนี้พิษภัยมันก็จะเพิ่มขึ้นนะครับ

สิ่งสุดท้ายที่จะฝากเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ก็ขอแนะนําท่านสมาชิก มีละครนะครับ ท่านนายกเคยพูดแล้ว ผมอาจจะพูดในที่ประชุมของกรรมาธิการก่อน ช่อง ๓ วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ วัยแสบสาแหรกขาด นี่คือการชี้พิษภัยให้เห็นพิษภัยของออนไลน์ (Online) ซึ่งมันซึมไปทุกอณูของสังคมนะครับ ลูกท่าน หลานท่านอยู่ในห้องปิดประตูห้อง อยู่กับคอมพิวเตอร์ พี่น้องสบายใจ พ่อแม่สบายใจว่าลูกเราอยู่ในบ้านคงไม่มีอะไร ที่ไหนได้ ลูกหลานท่านกําลังสู่สังคมอีกโลกหนึ่งซึ่งมีแต่พิษภัยรอบตัว กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เมื่อสักครู่ก่อนที่คณะกรรมาธิการจะตอบท่านกษิต ภิรมย์ ได้ขออภิปรายไว้นะคะ ท่านยังยืนยัน ก็ขอเรียนเชิญท่านกษิตค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน แล้วกราบขอโทษ ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกและกรรมาธิการด้วยนะครับที่ลงมาจากห้องประชุมเล็ก ช้าไปนิดหนึ่ง แล้วไม่ได้มีโอกาสได้พูดในช่วงเวลาที่ได้กําหนดไว้ ผมมี ๔-๕ ประเด็น คิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ประเด็นแรกก็คือว่า ผมขอตั้งเป็นคําถามแล้วขอให้มาช่วยกันระดมนะครับ โดยที่ไม่ต้องรอการขยายงานของกองบังคับการอันนี้นะครับ ก็คือ ณ วันนี้ยังมีการโจมตี สถาบันพระมหากษัตริย์แล้วก็ความเป็นราชอาณาจักรของประเทศไทย ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า หรือว่าเราควรจะทําอย่างไรเพื่อให้เรื่องนี้มีข้อยุติโดยเร็วเสมือนว่าปล่อยกันไว้ลอย ๆ เพราะฉะนั้นจะขยายงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติผ่านทางกองปราบปรามอันนี้ หรือกองบังคับการนี้ผมไม่ได้มีปัญหา แต่ว่าที่มีอยู่ ณ วันนี้ทําไมไม่เห็นทําอะไรอย่างจริงจัง เพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความเป็นราชอาณาจักรในระบอบประชาธิปไตย และความเข้มแข็งของประเทศชาติ เรื่องมันก็ยังค้างคาอยู่นะครับ อันนี้ขอให้ทางกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานขอให้เร่งให้ทางฝ่ายหน่วยราชการทั้งหลายดําเนินการอย่างจริงจัง ผมทราบว่า ช่วงหลายปีมาแล้วมันก็เคยมีคณะกรรมการ เรียกว่า ๖๐๖๘ ประสานงานกันในเรื่องของ การปกป้องสถาบันหลัก ๆ ของประเทศไทย ไม่ทราบว่ายังอยู่หรือไม่ แล้วมีการประสานงานกัน อย่างกว้างขวางนะครับ มีท่าน ผบ.ทบ. เป็นหัวเรือใหญ่ด้วยในตอนนั้น คราวนี้การที่จะ ปกป้องสถาบันแล้วก็ความมั่นคงของชาตินอกเหนือจากการที่จะปราบปรามอาชญากรรม ออนไลน์ (Online) ผมไม่สามารถที่จะปล่อยงานนี้ให้อยู่ที่ฝ่ายนโยบายของกระทรวงไอซีที (ICT) ได้ แล้วก็มอบการปฏิบัติการให้หน่วยงานอันนี้ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติครับ งานมันกว้างขวาง เพราะว่ามันผสมผสานทั้งเรื่องความมั่นคงของประเทศชาติ ของราชอาณาจักร แล้วก็งานปราบปรามอาชญากรรมที่มันข้ามชาติด้วย แล้วก็ภัยในนี้ด้วย แล้วก็ในขณะเดียวกัน เราก็มีสํานักงานข่าวกรองแห่งชาติ มีสันติบาล มีสภาความมั่นคง แล้วก็ ๔-๕ หน่วยงาน ทางด้านข่าวกรองของกองทัพทั้ง ๓ ทัพ แล้วก็ในขอบข่ายของกระทรวงกลาโหม แล้วก็ บก.สูงสุด ด้วยนะครับ แล้วมันน่าจะมีการประสานงาน แล้วจะมอบหมายให้หน่วยงาน เดียวกับของสํานักงานตํารวจแห่งชาติทําอันนี้ผมรู้สึกหนาว ๆ ครับ ผมอยากจะให้มี คณะกรรมการประสานงานที่เอาหน่วยงานข่าวกรอง ทั้งพลเรือนและฝ่ายความมั่นคงมาอยู่ด้วย และจะได้กํากับการดําเนินงานของหน่วยงานนี้ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติได้อย่าง เป็นกิจจะลักษณะครับ ในขณะเดียวกันก็คือว่าเมื่อท่านอยากจะขยายอัตราผมอยากจะรู้ เสียก่อนแล้วผมพูดมาหลาย ๆ ครั้งนะครับ ช่วง ๕-๖ เดือนที่ผ่านมาว่าผมอยากจะรู้ว่า ณ วันนี้มีอะไรแล้วอยากจะเพิ่มเติมอะไร ท่านก็บอกว่าท่านมีพนักงานประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ คน ผมถามว่า แล้วกี่คนที่รู้เรื่องไอที (IT) เรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องอิเล็กทรอนิกส์ กี่คนที่พูดภาษาอังกฤษ ได้อย่างคล่องแคล่ว อ่านทางเว็บไซต์ (Web site) รู้เรื่อง เพราะอาชญากรรมมันข้ามไปข้ามมา มันก็มีภาษาอังกฤษเป็นหลักด้วย แล้วถ้าเผื่อท่านอยากจะเพิ่มขยายงาน นายตํารวจ พลตํารวจ สิบตํารวจเหล่านี้ ท่านจะเอาเขาไปฝึกอบรมที่ไหนที่จะเพิ่มทักษะ แล้วก็อุปกรณ์ ที่จะขยายจะเพิ่มขึ้นนี่ใช้เงินเท่าไรจากที่ไหน ผมก็อยากจะรู้ตอนนี้มีรถไปดักฟังโทรศัพท์ ทั้งหลาย ๒๕ คัน หรือ ๕๐ คันหรือใช้ทําอะไร แล้วก็มีการวางระบบเครือข่ายแซตเทิลไลต์ (Satellite) อะไรพวกนี้เอาไปทําอะไรเท่าที่มีอยู่นะครับ เพื่อจะได้ปกป้องป้องกันสถาบัน แล้วก็การขจัดอาชญากรรมข้ามชาติ

ส่วนประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ อีก ๒-๓ ประเด็นก็คือเรื่องของการประสานงาน จะขอให้ทางหน่วยงานของตํารวจมากําหนดว่าอะไรเป็นคดี ไม่คดี แล้วผมก็ถามว่ากระทรวง ยุติธรรมอยู่ที่ไหน หรือว่าสภาทนายความน่าจะเข้ามาอยู่ร่วมด้วยหรือไม่ เรื่องเกี่ยวกับเนื้อหา การกําหนดประเภทของคดี แล้วก็ในเอกสารที่แจกก็บอกว่าจะไปคุ้มครองสตรี แล้วผมถามว่า เด็กและเยาวชนอย่างไร เขามิต้องการที่จะได้รับการคุ้มครองจากการมอมเมาต่าง ๆ นะครับ โดยเฉพาะเรื่องที่ผมได้เคยพูดไว้คือซอฟต์เซ็กส์ (Soft sex) คือหนังสือโป๊เบา ๆ ไม่ใช่แบบ ฮาร์ดคอร์ (Hardcore) เราต้องปกป้องเยาวชนด้วย ไม่ใช่แค่สตรี ในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าน่าจะมีทบทวนและจะปล่อยให้เห็นกันเองระหว่างกระทรวงไอซีที (ICT) กับสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติคงไม่ได้ครับ งานมันใหญ่กว่า ๒ หน่วยงานนี้ แล้วผมปล่อย ๆ ให้กระทรวง กลาโหมอยู่นอกเวทีนี้ไม่ได้ ปล่อยให้สํานักงานข่าวกรองอยู่ข้างนอกไม่ได้ทุกหมู่เหล่า ต้องเข้ามา แล้วก็ร่วมกันทํางานเพื่อปกป้องผลประโยชน์แล้วก็ความมั่นคงปลอดภัย ของประเทศ ขอกราบขอบพระคุณนะครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอเชิญท่านอํานวย นิ่มมะโน ขอให้ซักในประเด็นที่ถามแล้วก็กรรมาธิการ ไม่ได้ตอบนะคะ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ขออนุญาต ไม่ใช่มาโต้แย้งนะครับ แต่ผมต้องทําหน้าที่ แล้วอยากให้มีสิ่งนี้อยู่ในสภาครับ เพราะว่าแผนการปฏิรูปแผนนี้กําลัง ข้ามเกาะไปชนกับแผนปฏิรูปตํารวจ ผมเรียนประธานว่าควรจะให้ถอนไปปรึกษาหารือ กับคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แผนการปฏิรูปเรื่องที่ ๔ ของตํารวจครับ การถ่ายโอนกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับตํารวจโดยตรงไปให้หน่วยงาน รับผิดชอบทํา เรื่องของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กระทรวงไอซีที (ICT) เป็นเจ้าภาพครับ เรื่องของมาตรฐานสินค้ากระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพครับ เรื่องอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขครับ เรากําลังจะถ่ายโอนภารกิจเหล่านั้นเพื่อให้เหลือเนื้องาน ของตํารวจนี่เฉพาะดูแลเรื่องป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ฟังให้ดีนะครับ เมื่อสักครู่ชี้แจง ผมว่าเรื่องอาชญากรรมจะได้มีเวลาทําให้กับประชาชนได้อย่างเต็มกําลังความสามารถ ไม่ใช่มัวไปจับพลุดอกไม้ไฟอยู่ เรื่องนี้จะต้องมีขึ้นมาโดยเฉพาะ ก็คือผู้เชี่ยวชาญด้าน สืบสวนสอบสวนอันนั้นถูกครับ แล้วเจ้าภาพหลักคือกระทรวงไอซีที (ICT) ครับ ท่านต้อง รับไปแล้วครับ ท่านต้องรับกฐินนี้ไปแล้วละครับ ท่านจะมาสร้างให้หน่วยงานตํารวจใหญ่ขึ้น แล้วไปช่วยท่าน ไม่ใช่ครับ เป็นการเพิ่มภารกิจให้ตํารวจ มันตรงกันข้าม ผมบอกว่าท่านกําลัง ข้ามเกาะมาชนกันกับแผนปฏิรูปตํารวจของท่านประธานวิรัช ของคณะกรรมาธิการชุดผม ผมว่าถอยไปก่อนแล้วก็ไปคุยกันใหม่ครับ ถ้าลงมติไปผมถือว่าสภานี้มีปัญหาให้รถชนกัน ชนกันที่กลางสภา เมื่อสักครู่บอกผมว่าอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมันเกี่ยวข้องกับคดีอาญา มันเกี่ยวข้องหมดละครับ หมิ่นประมาททางเว็บ (Web) ก็ต้องเกี่ยวข้องกับหมิ่นประมาท หมิ่นสถาบัน ฉ้อโกงประชาชน หรือแม้กระทั่งละเมิดลิขสิทธิ์ แล้วการปฏิรูปเมื่อคราวที่แล้ว ผมอภิปรายผมถึงจําได้ แล้วท่านก็ตอบผมด้วย ผมยังจําได้ ปฏิรูปคราวที่แล้วเป็นเรื่องของ การปรับปรุงเพิ่มเติม พ.ร.บ. ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา ผมอาจจะจําไม่ได้แล้วนะครับ เนื้อหาจําได้ น่าจะเป็นมาตรา ๒๙ บอกว่าให้ไอซีที (ICT) เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.วิ.อาญา ให้มีอํานาจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และความผิดอาญาอื่น ท่านต้องรับไปเลยครับ ท่านตัดไปเลยครับ เอากองบังคับการ สืบสวนสอบสวนป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่นั่งกับท่านอยู่ข้างบนนั่น ละครับ รองผู้การละครับ ท่านเอาไปเลยครับ กับพวกเอาไปเลยครับ และท่านไปสร้าง มืออาชีพขึ้นมา ไม่ใช่มาผลักให้ตํารวจ เดี๋ยวกระทรวงอุตสาหกรรมก็ผลักให้ตํารวจ กรมประมงก็ผลักให้ตํารวจ แม้กระทั่ง พ.ร.บ. อาคาร ผลักให้ตํารวจ ตํารวจต้องไปดู เหล็กเส้นมาตรฐาน ไม่มาตรฐานอยู่อีกหรือ มันชนกับแผนปฏิรูปผม ผมโฆษกผมยอมไม่ได้ ผมถึงลุกมาพูดเป็นรอบสอง เอาออกไปก่อน แล้วไปปรึกษาหารือกันใหม่ค่อยเข้ามาใหม่ ไม่เสียเวลามากครับ ขอบคุณครับ

เชิญท่านกรรมาธิการค่ะ

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานครับ ขอเรียนว่าวาระการปฏิรูปวาระนี้มิได้ไปชนกับวาระการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการปฏิรูป ตํารวจนะครับ การปฏิรูปตํารวจทั้ง ๙ ด้าน เป็นการปฏิรูประบบการปฏิบัติงาน การแต่งตั้ง การบริหารงานบุคคล การบริหารงานงบประมาณของตํารวจ ขั้นปฏิรูปตํารวจ ปอท. ก็ต้อง เป็นหน่วยที่ถูกท่านปฏิรูปตามกรอบของการปฏิรูปตํารวจนี่เป็นการปฏิรูปให้มีหน่วยงาน ให้มีเจ้าหน้าที่ที่สามารถปฏิบัติงานได้ และคงเป็นความเข้าใจผิดของผู้อภิปรายนะครับ ท่านประธาน คําว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ผมกล่าวถึงในวันที่นําเรื่องพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ แก้ไขเพิ่มเติมนําสู่สภา คําว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ ในที่นี้มิใช่เจ้าหน้าที่กระทรวงไอซีที (ICT) พนักงานเจ้าหน้าที่คือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที (ICT) ซึ่งจะเป็น เจ้าหน้าที่หน่วยงานใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสํานักข่าวกรอง ไม่ว่าจะเป็นทหาร ถ้าได้รับ การแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็จะมีอํานาจตามพระราชบัญญัติ คอมพิวเตอร์ ผมคงตอบสั้น ๆ แค่นี้นะครับ

ส่วนท่านกษิตนะครับ ผมก็คงให้ท่านสบายใจได้ในการบูรณาการระหว่าง หน่วยงานความมั่นคงในเรื่องสถาบันหลักของประเทศ ขณะนี้หน่วยงานต่าง ๆ ที่ท่านได้พูดถึง ก็ได้มีการบูรณาการและทํากันมาอย่างต่อเนื่อง แต่เหตุที่ทําไมมันยังปรากฏอยู่ ก็เพราะ ความเปลี่ยนแปลงการพัฒนาทางเทคโนโลยีนะครับ ท่านจะเห็นว่าปัจจุบันเว็บไซต์ (Web site) ทุกเว็บไซต์ (Web site) ไม่ว่าจะเป็นการพนันออนไลน์ (Online) หรือภาพลามกเข้ารหัสทั้งสิ้น ท่านไปดูในช่องที่ท่านพิมพ์ สมัยก่อนขึ้นว่าเอชทีทีพี (http) ปัจจุบันมันมีเอชทีพีพีเอส (htpps) เอช (h) คืออะไรครับ คือการเข้ารหัสจากต้นทาง ฉะนั้นบ้านเราปลายทาง ในการจะไปบล็อก (Block) ขณะนี้เครื่องมือที่เรามีอยู่มองเห็นเพียงแต่ยูอาร์แอล(URL) หลัก ผมยกตัวอย่าง เอชทีพีพีเอส (htpps) เฟซบุ๊กดอตคอม (Facebook.com) ถ้าเป็นเพจ (Page) ต่อไปก็มี สแลช (Slash) ต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะเปรียบเฟซบุ๊กดอตคอม (Facebook.com) เปรียบเสมือน หนังสือ ๑ เล่ม ชื่อหนังสือ แต่มันผิด ผิดก็คือแต่ละหน้ากระดาษในนั้นที่มันสแลช (Slash) ไป การเข้ารหัส ขณะนี้เครื่องมือที่เรามีอยู่มองเห็นชื่อหนังสือไม่ได้มองเห็นหน้าแต่ละแผ่นว่า มันมีชื่อว่าอย่างไร ฉะนั้นในการที่จะปิดกั้น นี่คือปัญหาของชาติเราและเป็นปัญหาของโลก เหมือนกัน ผมถึงเรียนท่านประธานที่ประชุมว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าขณะนี้คือ ความร่วมมือของผู้ให้บริการ ซึ่งมีความคืบหน้าเป็นลําดับ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการเรายัง ศึกษาถึงมาตรการเชิงบังคับทางด้านการค้าให้เขาร่วมมือกับเรามากยิ่งขึ้นบนพื้นฐาน ของสากลคือคําสั่งศาล ซึ่งเชื่อว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้ศึกษาก็จะเป็นรูปแบบ เป็นตุ๊กตา เราปั้น ตุ๊กตาให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงไปขับเคลื่อนต่อ ไม่ว่าจะเป็นไลน์ (Line) เป็นเฟซบุ๊ก (Facebook) หรืออะไรก็ตาม เราปั้นตุ๊กตามาแล้วท่านเอาไปทําต่อในรายอื่น ๆ รวมทั้งกําหนดแนวทางในการประสานงาน ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดําเนินการต่อ ซึ่งตรงนี้ขออนุญาตเอ่ยนามท่านกษิต ท่านก็คง สบายใจได้ว่าสิ่งที่ท่านเป็นห่วง ก็มิได้ถูกละเลยจากหน่วยงานความมั่นคง ผมเป็นคนหนึ่งที่ ยืนอยู่ตรงนี้มาตลอดนะครับ เรามีการพัฒนาครับ สิ่งที่คงไม่ปรากฏต่อสังคมเรามีการพัฒนา การสืบสวน สอบสวน ด้วยการบูรณาการหน่วยงานความมั่นคง ประเทศเราถึงอยู่รอดมาถึงวันนี้ แล้วก็จะทํางานต่อไปเพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชน สิ่งที่กรรมาธิการเรานําเสนอสภาในวันนี้ ก็คือส่วนหนึ่งที่จะมีบุคลากรในการที่จะมาขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาของชาติ การฝึกอบรม ผมกราบเรียนไปแล้วว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติมีบุคลากรประมาณสัก ๒๐๐,๐๐๐ คน มีคนที่มีความรู้ความสามารถด้านไอที (IT) บวกการสืบสวนสอบสวน ผมเรียนที่ประชุมว่า กราบเรียนท่านประธานว่าคนจะทํางานตรงนี้ต่อให้เป็นจบดอกเตอร์ด้านคอมพิวเตอร์มา ก็ทําไม่ได้ ถ้ามิได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ บวกกับการสืบสวนสอบสวน คดีอาญา การฝึกอบรม เราไม่น้อยหน้าใคร บุคลากาใน ปอท. ส่วนหนึ่งมีการประสานงานกับต่างประเทศ ในอดีต ผมเคยดํารงตําแหน่งรองประธานอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในเอเชีย และเซาต์แปซิฟิก ของสํานักงานตํารวจสากล เป็นที่ยอมรับนะครับ บุคลากรที่เรามีการประสานงานกับตํารวจ นานาชาติ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ถ้าเสริมตรงนี้หน่วยงานในกํากับของ บก.ปอท. ก็จะมีกลุ่มงาน กลุ่มหนึ่งเรียกกลุ่มงานวิจัยและพัฒนา ยุทธศาสตร์วิจัยและพัฒนา นี่คือกลุ่มงานที่จะศึกษา รูปแบบอาชญากรรมทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ และให้ความรู้กับกําลังพล ให้ความรู้กับตํารวจ ให้ความรู้กับหน่วยราชการข้างเคียงที่ทํางานประสานกัน ขอเรียนว่าคนต่อให้ ๔๐๐ คน ถ้าปราศจากแนวร่วมภาคประชาชน หน่วยราชการไปไม่รอดหรอกครับ มันต้องทําไป ทั้งองคาพยพ รวมทั้งสังคมที่จะต้องช่วยกัน อย่างที่ผมได้กราบเรียนว่าประชารัฐ ประชาบวกรัฐครับ ประเทศถึงจะไปรอด ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เชิญค่ะ

นายอนุสิษฐ คุณากร

เรียนท่านประธาน สปท. ครับ ผม อนุสิษฐ คุณากร สปท. ๑๘๓ ที่ผมขออนุญาตอภิปรายโดยสั้น ๆ นะครับว่า พอดีมันมีความเชื่อมโยงกับ ความรับผิดชอบในงานในหลายมิติ ทั้งเรื่องของความมั่นคง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องสังคม เพราะว่าสังคมสื่อออนไลน์ (Online) นั้น ผมทราบว่าในการดําเนินการในระยะเวลาที่ผ่านมานั้น มีจุดอ่อน มีปัญหา มีข้อบกพร่องอยู่มากพอสมควร การใช้กําลังอํานาจของชาติผมเชื่อว่า ขณะนี้มีปัญหาต่อการกํากับดูแลสังคมสื่อออนไลน์ (Online) ประเด็นที่คณะกรรมาธิการ ได้แถลงนั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ ว่าเรากําลังเตรียมการที่จะปรับปรุงจะพัฒนาในเรื่องเหล่านี้ แต่ผมคิดว่าความเป็นไปได้ ความเป็นจริงที่เรากําลังทําอยู่นั้นเราสามารถรับรองต่อสังคม ได้หรือไม่ครับ ว่าถ้าจะปฏิรูปกระบวนการเหล่านี้อย่างที่ท่านเสนอนั้น ท่านรับรองต่อสังคม ว่าการบริหารจัดการในสังคมสื่อออนไลน์ (Online) จะมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างแท้จริง จากประสบการณ์ในการทํางานที่ผ่านมาผมยังไม่เชื่อครับว่า เพียงแค่ความร่วมมือระหว่าง กระทรวงไอซีที (ICT) กับสํานักงานตํารวจแห่งชาติเท่านั้นเป็นเรื่องที่เพียงพอ สังคมสื่อออนไลน์ (Online) เป็นแค่กระจกหนึ่ง เป็นหน้าต่างบานหนึ่ง เป็นบอร์ด (Board) บอร์ด (Board) หนึ่ง เท่านั้นเองที่เป็นช่องทางให้คนได้สื่อสารไปมาซึ่งกันและกัน และการสื่อสารนั้นมีการกระทํา ความผิดบนช่องทางการสื่อสารนี้มากมายครับ ประกอบด้วยการกระทําความผิดในหลาย ๆ เรื่อง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวง ทบวง กรมอื่น ที่ไม่ใช่เพียงกระทรวงไอซีที (ICT) และสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ประเด็นการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Online) ในเรื่องของการ ก่อการร้าย ประเด็นการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Online) ในเรื่องของการต่อต้าน ในเรื่องของ การผลักดันให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบ ประเด็นในเรื่องของภัยพิบัติต่าง ๆ คําถาม ก็คือว่า เมื่อเราเสนอข้อเสนอนี้ไปแล้วเราตอบสังคมได้ไหมครับว่าต่อไปนี้การดูแลเรื่อง การกระทําความผิดบนสังคมสื่อออนไลน์ (Online) นั้น สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และกระทรวงไอซีที (ICT) เป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น ผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญนะครับ ถ้าเราตอบ โจทย์ไม่ได้ การเสนอหรือจะขยายองค์กร องค์ประกอบ โครงสร้างอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย นั้นมันกลายเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว ฉะนั้นเป็นข้อสังเกตประการหนึ่งจากประสบการณ์ ซึ่งผม คิดว่ารูปแบบอย่างหนึ่งต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านกษิต ภิรมย์ แล้วก็อีกหลายท่านที่ได้ นําเสนอว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการบูรณาการกฎหมายหลายฉบับการทํางานเพียงสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติกับกระทรวงไอซีที (ICT) ไม่พอครับ ผมยืนยันว่าไม่พอแน่นอน ฉะนั้นก็ฝาก เป็นข้อเสนอนะครับให้กรรมาธิการได้ช่วยกรุณาพิจารณา ถ้าท่านยืนยันว่าจะเสนอเรื่องนี้ ต่อไป ผมก็เชื่อว่ามันจะมีข้อเสนอในเชิงของการปฏิเสธในเรื่องนี้จากเวทีอื่น ๆ อีกหลายที่ นะครับ อันนี้ก็เป็นเพียงข้อสังเกตด้วยความห่วงใยครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอให้คณะกรรมาธิการรับข้อสังเกตนี้ไปนะคะ ในการปรับปรุงรายงานของท่าน โดยคํานึงถึงเรื่องการบูรณาการ นอกจาก ๒ หน่วยนี้ด้วย บัดนี้ถือว่าเราได้พิจารณารายงาน ของคณะกรรมาธิการ เรื่อง ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปหน่วยงานที่มีอํานาจ ในการกํากับดูแลสื่อออนไลน์ (Online) เรียบร้อยแล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะคะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนค่ะ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ท่านสมาชิกแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่ขอแสดงผลด้วยค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุมจํานวน ๑๖๖ ท่าน ครบองค์ประชุมนะคะ

ต่อไปดิฉันขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง ผลการศึกษา และข้อเสนอแนะการปฏิรูปหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ในการกํากับดูแลสื่อออนไลน์ (Online) หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะคะ ขอเชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนค่ะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใด ไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิบ้างคะ ขอทราบผลการลงคะแนนค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๗ ท่าน เห็นด้วย ๑๓๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๙ ท่าน งดออกเสียง ๑๙ ท่าน ไม่ลงคะแนน ไม่มี

ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูป หน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ในการกํากับดูแลสื่อออนไลน์ (Online) แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรีค่ะ

ต่อไประเบียบวาระที่ ๓.๓ ดิฉันขอหารือกับที่ประชุมหน่อยนะคะ คือว่า ระเบียบวาระที่ ๓.๓ นี้เป็นวาระของคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจได้มีหนังสือขอแจ้งว่าติดวาระเร่งด่วน จึงขอนําระเบียบวาระ ที่ ๓.๔ ขึ้นมาก่อน ซึ่งระเบียบวาระที่ ๓.๔ ผู้ชี้แจงก็จะเป็นประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ซึ่งทั้ง ๒ คณะนี้ ได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้วค่ะ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นดิฉันก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้นําระเบียบ วาระที่ ๓.๔ ขึ้นมาพิจารณาก่อนนะคะ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๔ เรื่อง การรับทราบรายงานผล การศึกษาของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน และคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่อง กรณีปัญหามาตรฐานจริยธรรมทางวิชาชีพสื่อมวลชน

เรื่องนี้สืบเนื่องจากการที่คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ และคณะ ได้เสนอ ญัตติด่วนต่อประธานสภา เรื่อง ขอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พิจารณากรณีปัญหา มาตรฐานจริยธรรมทางวิชาชีพสื่อมวลชน ประธานสภาจึงได้นําเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา ของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะคะ ซึ่งที่ประชุมได้ พิจารณากันตอนนั้นใช้เวลานานมากพอสมควร แล้วก็เลยมีมติว่าให้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน และคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ นําไปพิจารณา นะคะ บัดนี้คณะกรรมาธิการทั้ง ๒ ชุด ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ ได้นําเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓๑ มีนาคม และมีมติเห็นชอบด้วย และประธานสภาก็ได้บรรจุวาระมาให้ ที่ประชุมอภิปรายแสดงความคิดเห็น วาระนี้เป็นวาระเพื่อทราบนะคะ จะไม่มีการลงมติค่ะ ขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนแถลงค่ะ

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ซึ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓ มีนาคม ที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ได้กรุณามอบหมายให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน แล้วก็คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้ไปศึกษาในกรณีที่มี ผู้ดําเนินรายการข่าวที่ได้รับความนิยมช่องหนึ่ง ซึ่งถูกศาลอาญามีคําพิพากษาเป็นเวลา ๑๓ ปี ๔ เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในกรณีการทุจริตเงินค่าโฆษณาต่อบริษัทเป็นเงิน ๑๓๘ ล้านบาท ซึ่งทางกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ได้มอบให้คณะของ กระผมและคณะของท่านปานเทพไปทําการศึกษาใช้เวลา ๑ เดือน ผมและท่าน สปท. ปานเทพ ก็ขอกราบเรียนต่อที่ประชุมดังนี้ครับ

สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. โดยกรรมาธิการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศ ได้ทําการศึกษาก่อนที่จะสิ้นสภาพไปนะครับ ดําเนินการศึกษาในวาระปฏิรูปที่ ๓๒ เรื่อง การกํากับดูแลสื่อ วาระที่ ๓๓ เรื่อง สิทธิเสรีภาพของสื่อบนความรับผิดชอบ และวาระ ที่ ๓๔ เรื่อง การป้องกันการแทรกแซงสื่อ โดยในทั้ง ๓ เปเปอร์ (Paper) นั้น ได้กําหนดเป็น คอนเซปชวลดีไซน์ (Conceptual Design) กําหนดเป็นสทราทิจีแพลน (Strategy Plan) มีแอ็กชันแพลน (Action Plan) ซึ่งกําหนดแผนงานเอาไว้ ๑ ถึง ๑๐ ปี นอกจากนั้นยังได้เสนอ แผนการปฏิรูปเร็ว หรือที่เรียกว่าควิกวิน (Quick win) ไว้ ใช้เวลา ๑ ปีครึ่งนะครับ นอกจากนั้น ยังมีร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งมีเนื้อหาและสาระแบ่งออกเป็น ๑๐ หมวด มี ๗๕ มาตรา รวม ๒๐ หน้า ในการนี้ ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณ เทียนฉาย กีระนันทน์ ท่านประธาน สปช. ก็ได้นําร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวนี้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘ จากนั้นเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ปีเดียวกันก็ได้รับทราบ แล้วก็ได้มอบหมายให้กับสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี โดยกําหนดให้ กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานหลักในการนําไปพิจารณาในเรื่องดังกล่าวนี้ร่วมกับอีก ๗ หน่วยด้วยกันก็คือ ๑. กระทรวงไอซีที (ICT) ๒. กระทรวงยุติธรรม ๓. กระทรวงวัฒนธรรม ๔. กระทรวงศึกษาธิการ ๕. สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๖. สํานักงาน กสทช. และสุดท้าย คือ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ สปท. อยู่นี้นะครับ ซึ่งร่างพระราชบัญญัตินั้น จะมีอํานาจทางกฎหมาย จากการที่กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการปรับปรุง พ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับ ก็ได้ทําข้อเสนอ และในมติ ครม. ก็ได้บอกว่าให้ทั้ง ๗-๘ หน่วยงานนั้น ตอบข้อมูลกลับไปยังกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งก็ได้ตอบกลับเรียบร้อยแล้วนะครับ แล้วก็ให้ ถือเป็นวาระที่เป็นเรื่องเร่งด่วนซึ่งต้องดําเนินการด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังนะครับ

ท่านประธานครับ ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ในมาตรา ๓๙ และมาตรา ๕ ได้กําหนดให้ กสทช. มีหน้าที่ในการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับ ใบอนุญาตผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนในการจัดทํามาตรฐานทางจริยธรรม จากนั้นสํานักงาน กสทช. ก็ได้ดําเนินการพิมพ์เอกสารคู่มือจริยธรรมและการกํากับดูแลกันเอง อยู่ในมือซ้ายของกระผมนี่นะครับ พิมพ์ ๓ ครั้ง ครั้งแรก ๑,๐๐๐ เล่ม ครั้งที่ ๒ อีก ๑,๐๐๐ เล่ม และครั้งสุดท้ายอีก ๕๐๐ เล่ม รวม ๓ ครั้ง ๒,๕๐๐ เล่ม เสร็จตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ แล้วก็แจกจ่าย ไปยังผู้ประกอบการทั้งวิทยุและโทรทัศน์เรียบร้อยแล้วนะครับ

นอกจากนั้นสํานักงาน กสทช. ซึ่งมีหน้าที่ตามมาตรา ๓๙ และมาตรา ๕ ก็ได้จัดทําร่างประกาศ ร่างประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการส่งเสริมและการรวมกลุ่ม ของผู้ได้รับใบอนุญาตผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวกับกิจการ กระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ. .... ร่างอันนี้เสร็จตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ แบ่งออกเป็น ๖ หมวด รวม ๒๓ ข้อ รวม ๒๐ หน้า และร่างประกาศอันนี้แจกให้ท่านประธานและท่านสมาชิกด้วย นะครับ ร่างประกาศนี้ได้ผ่านการทําโฟกัสกรุ๊ป (Focus Group) คือเชิญผู้เกี่ยวข้องมาพบ และพูดคุยกัน ได้ผ่านการทําประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้วแต่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ประกาศอันนี้ เดินต่อไปไม่ได้เพราะว่าทั้งการทําโฟกัสกรุ๊ป (Focus Group) และการทําประชาพิจารณ์นั้น ได้รับการคัดค้านจากผู้ประกอบการ นักวิชาชีพและสื่อสารมวลชนทั้งวิทยุและโทรทัศน์ ประกาศนี้จึงนิ่งอยู่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ อย่างไรก็ตามเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๙ เป็นช่วงที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากถึงผู้ดําเนินรายการท่านนี้ ดังนั้นทางสํานักงาน กสทช. จึงได้เชิญผู้ประกอบการ นักจัดรายการ ผู้ประกาศทั้งวิทยุและโทรทัศน์ไปที่สํานักงาน กสทช. แล้วก็แจกร่างประกาศ ๑๐ หน้าที่ว่า พร้อมภาคผนวกนะครับ แล้วก็แจกเล่มสีม่วงนี้ ไปอีกครั้งหนึ่ง โดยได้กําหนดว่าหลังสงกรานต์เดือนนี้จะเชิญผู้ประกอบการที่เชิญมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มีนาคม กลับมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็จะพยายามผลักดันร่างประกาศนี้ออกไป ร่างประกาศ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกนั้นเป็นคําสั่งทางปกครอง ซึ่งจะต่างจาก พระราชบัญญัติฉบับแรกนะครับ อันนั้นมีฐานกฎหมายมีผลบังคับทางกฎหมายนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ท่านได้เชิญคณะกรรมาธิการของกระผมเข้าร่วมชี้แจงในคณะกรรมาธิการของท่านเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม โดยศึกษาถึงสาระสําคัญของผนวกในร่างประกาศ ในด้านหลังของร่างประกาศ ภาคผนวกหน้าสุดท้ายท่านจะเห็นมีทั้งหมด ๘ ข้อนะครับ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็จะได้นํา ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบมาประกอบการพิจารณาโดยได้ข้อเสนอว่า ในข้อที่ ๙ น่าจะเพิ่มคําว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต้องไม่ประพฤติปฏิบัติการใด ๆ อันจะนํามาซึ่งความเสื่อมเสีย เกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ ซึ่งอันนี้ทางคณะกรรมาธิการสื่อสารมวลชนก็ยินดีที่จะรับแล้วก็ จะส่งข้อเสนอนี้กลับไปยังสํานักงาน กสทช. นะครับ

สุดท้ายครับ ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพอื่น ๆ ในข้อ ๕.๑ อาชีพ อันนี้เป็นตัวอย่างนะครับเป็นตัวอย่าง โดยสังเขปเท่านั้นเอง อาชีพวิศวกร ต้องใช้ดุลยพินิจ อาศัยความรู้ความสามารถทางวิชาการอย่างสูง หากผิดพลาดจะก่อให้เกิดความเสียหาย ร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน อันนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิชาชีพวิศวกรรม พ.ศ. ๒๕๐๕ และพระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งกําหนดให้ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ และในกรณีที่ วิศวกรท่านใดได้ใบประกอบวิชาชีพแล้ว แต่มีมติโดยสภาวิศวกร ๒ ใน ๓ ให้ถอนใบประกอบ วิชาชีพของวิศวกรคนนั้น วิศวกรคนนั้นก็จะประกอบอีกไม่ได้นะครับ

ตัวอย่างต่อไปอาชีพแพทย์ก็คล้าย ๆ กับข้อแรกนะครับ จะต้องมีปริญญา ทางการแพทย์ แล้วก็ควบคุมโดยแพทยสภามีใบประกอบโรคศิลปะ และเท่าที่ทราบใบประกอบ โรคศิลปะของแพทย์นั้นมีอายุตลอดชีพนะครับ

ตัวอย่างอันดับที่ ๓ อาชีพพยาบาล ก็คล้าย ๆ กับนายแพทย์คือจะต้องมี ปริญญา แล้วก็มีการควบคุมโดยสภาการพยาบาล มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แต่ใบอนุญาตนี้ จะต้องต่ออายุทุก ๆ ๕ ปี

ลําดับที่ ๔ อาชีพทนายความ จะต้องมีความรู้ด้านนิติศาสตร์ และมีการควบคุม โดยสภาทนายความ มีใบอนุญาตที่เรียกว่า ตั๋วทนาย หรืออย่างไรนี้ครับ ถ้าผมจําไม่ผิด จึงจะ ประกอบอาชีพได้

ลําดับต่อไป อาชีพนักบิน นักบินจะต้องมีความรู้ภาควิชาการและภาคการบิน นักบินทหารที่ทําการบินด้วยเครื่องยนต์เดียวจะไม่สามารถไปทําการบินกับเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งมีหลายเครื่องยนต์ เพราะฉะนั้นถ้านักบินทหารจะออกไปประกอบอาชีพเป็นนักบินของ สายการบินเขาจะต้องไปทําการบินกับเครื่องบินที่มีหลายเครื่องยนต์หรือที่เรียกว่ามัลติเอนจิน (Multi Engine) และก็จะต้องผ่านการตรวจสุขภาพโดยสถาบันเวชศาสตร์การบินของ กองทัพอากาศ แล้วก็จะต้องรักษามาตรฐานการบินตามกฎการบินนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

อันนี้สุดท้ายครับท่านประธานและท่านสมาชิก อาชีพสื่อสารมวลชนเป็นอาชีพ ที่เปิดกว้างให้กับผู้ที่สนใจและรักในอาชีพนี้ โดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะมีพื้นฐานนิเทศศาสตร์ หรืออักษรศาสตร์ แต่สภาวะปัจจุบันในตลาดธุรกิจนี้พบว่า ผู้สื่อข่าว ผู้ทําข่าว บรรณาธิการ และผู้ประกอบการต่าง ๆ จะมีความหลากหลายในพื้นฐานการศึกษาที่สามารถที่จะเข้ามาสู่ ธุรกิจนี้ได้อย่างอิสระ และไม่มีสภาวิชาชีพกํากับหรือควบคุม หรือออกใบประกอบวิชาชีพ แต่อย่างใด

ข้อเสนอแนะนะครับ คณะกรรมาธิการสื่อสารมวลชนได้ศึกษาร่วมกับ คณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบนะครับ ปัญหาในเรื่องจริยธรรม เป็นเรื่องใหญ่ของสังคมไทย ดังนั้นทุกภาคส่วนควรที่จะให้ความสําคัญ มีส่วนร่วมในการ ดําเนินการออกแบบกลไกที่มีความจําเป็น ต้องตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานหลาย ๆ แบบ ที่มีความถ่วงดุลกันเองทั้งเสรีภาพ กรอบกฎหมาย และภาคประชาสังคม การดําเนินการ ผลักดันร่างพระราชบัญญัติที่กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานหลักในการดําเนินการ อยู่ในขณะนี้นะครับ และการดําเนินการผลักดันร่างประกาศของ กสทช. เรื่องมาตรการ การส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้ได้รับใบอนุญาตผู้ผลิตรายการและผู้ประกอบวิชาชีพ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาและแก้ไขปัญหาตามญัตติที่เกิดขึ้นนี้

กระผมขอกราบเรียนถึงข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบได้เสนอมา ทั้งหมด ๗ ข้อของคณะท่านปานเทพนะครับ

ข้อ ๑ สื่อมวลชนต้องมีจริยธรรมในวิชาชีพ และจะต้องไม่ประพฤติปฏิบัติ การใด ๆ อันจะนํามาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ

ข้อ ๒ เสรีภาพ สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนจะต้องควบคู่ไปกับความ รับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเพื่อคุ้มครองสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ที่หลากหลายของประชาชน และ

ข้อ ๓ ต้องมีการสร้างกลไกและกระบวนการในการกํากับดูแลกันเองของสื่อ โดยเจ้าของ การกํากับดูแลโดยองค์กรวิชาชีพและการกํากับดูแลโดยองค์กรที่มีอํานาจ ตามกฎหมาย ทุกองค์กรมีหน้าที่สร้างกลไกกํากับดูแลกันเอง โดยจะต้องสร้างกระบวนการ เพื่อควบคุมคุณธรรมขึ้นภายในองค์กรสื่อเอง ทั้งนี้ให้ใช้มาตรฐานวิชาชีพเป็นหลัก

ข้อ ๔ องค์กรสื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อควรออกบัตรประจําตัวสื่อมวลชน โดยจัดทําข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบตัวบุคคลและ จํานวนคนที่จะเข้ามาอยู่ภายใต้การกํากับดูแล และเพื่อทําให้การกํากับดูแลมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

ข้อ ๕ ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการกํากับดูแลสื่อมวลชน

ข้อ ๖ ต้องมีการจัดทํามาตรฐานจริยธรรมขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักฐานและแนวปฏิบัติ ของสื่อที่เหมาะสมสอดคล้อง เป็นที่ยอมรับร่วมกันของผู้ประกอบวิชาชีพและเจ้าของสื่อ

และสุดท้าย กําหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสังกัดเป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพสื่อ ที่มีมาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพนะครับ

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน และคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ ขอกราบเรียนถึงผลการศึกษาต่อท่านประธานและท่านสมาชิก เพื่อกรุณาทราบครับ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต้องเรียนย้ําว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องมารายงานเพื่อทราบนะคะ แต่ก็จะขอให้ท่านสมาชิกได้อภิปรายให้ความเห็นกับสิ่งที่คณะกรรมาธิการทั้ง ๒ ชุดได้นํา ข้อเสนอและมารายงานให้ท่านทราบไปแล้วนะคะ ท่านแรกที่ขออภิปราย คือท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตประพฤติมิชอบ ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ค่ะ ท่านเป็นอดีตประธานกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ 🔗

กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. นะครับ ก็ทํางาน ร่วมกับทางด้านของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนทางด้านสื่อสารมวลชนนี้นะครับ สําหรับ ในเรื่องของมาตรฐานจริยธรรมทางวิชาชีพของสื่อมวลชนนั้น ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เราได้ศึกษาเราศึกษาในภาพรวมทั้งหมดของจริยธรรมของสื่อสารมวลชนนี้ ก็อย่างที่ ท่านประธานคณิตได้เรียนแล้ว เราเห็นว่าสิ่งที่สําคัญที่เราเสนอไป ๗ ประการ อันนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญ ก็จะขอเรียนในรายละเอียดนิดหน่อย

อย่างเรื่องที่ ๑ ในหลักการทั่วไป สื่อมวลชนต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ แล้วก็ไม่ปฏิบัติการใด ๆ อันนํามาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ ในเรื่องจริยธรรม ในวิชาชีพนี้ผมคิดว่าทุกอาชีพก็ต้องมีหมด ที่ภาษาอังกฤษ ขอประทานโทษ เรียกว่า โค้ด ออฟ คอนดักต์ (Code of Conduct) ทุกอาชีพก็ต้องมีหมด เพราะฉะนั้นสื่อมวลชน ก็ต้องมีมาตรฐานคุณธรรม ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปในสื่อสารมวลชนแต่ละประเภท ก็สุดแล้วแต่นะครับ แต่ก็มีในส่วนนี้

ส่วนในเรื่องที่ ๒ ผมคิดว่าสําคัญมาก คือเรื่องของสิทธิเสรีภาพ สิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญก็ให้ความสําคัญมาก สื่อมวลชนก็ได้รับสิทธิเสรีภาพในส่วนต่าง ๆ อย่างเต็มที่ในหน้าที่ของสื่อมวลชนแล้วนะครับ แต่อย่างไรก็ตามสิทธิเสรีภาพมันต้องมา ควบคู่กับความรับผิดชอบใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นความรับผิดชอบต่อการเสนอผลงานทาง สื่อต่าง ๆ สื่อมวลชนก็ต้องรับผิดชอบนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องคํานึง ไม่ใช่เฉพาะ สิทธิของสื่อมวลชนเท่านั้นเอง จะต้องเป็นสิทธิของประชาชนด้วย สิทธิของประชาชนที่จะ ได้รับข่าวสารข้อมูลอย่างหลากหลาย อย่างถูกต้อง และในเชิงของข้อมูลข่าวสารนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องคํานึงถึงส่วนนี้ด้วย อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ ๒

ส่วนเรื่องที่ ๓ เรื่องการกํากับดูแล ทุกส่วนมันต้องมีเรื่องของการกํากับดูแล ด้วยกันทั้งนั้น ที่เสนอนี้ก็เสนอเป็นหลายช่องทาง ๑. การกํากับดูแลกันเองโดยสื่อ ก็สะกิด กันเอง ถ้าเผื่อว่าทําไม่ถูกต้อง หรือโดยเจ้าของผู้ประกอบการต่าง ๆ ซึ่งตรงนั้นยังไม่พอ ผมคิดว่าต้องเพิ่ม โดยการกํากับดูแลขององค์กรวิชาชีพด้วย ซึ่งตรงนี้ก็อยู่ในกระบวนการ ที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นการกํากับดูแลจะต้องเป็นไปโดยถูกต้องและชอบธรรม

นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่เหนือขึ้นไปอีก จะต้องกํากับดูแลโดยองค์กรที่มีหน้าที่ ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น อย่างถ้าเป็นสื่อทางด้านของ กสทช. อันนี้ กสทช. ก็ต้องดู นอกจากนั้นถ้าเป็นสื่อทั่ว ๆ ไปอาจจะเป็นกรมประชาสัมพันธ์ หรือหน่วยงานต่าง ๆ เพราะว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ ต้องมีหน้าที่ในการกํากับดูแลให้เป็นระบบ โดยใช้มาตรฐาน วิชาชีพเป็นหลัก

ส่วนประการที่ ๔ ที่ทางด้านของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ป.ป.ช. เสนอ ก็เสนอ ซึ่งอาจจะมีแล้ว แต่ว่าถ้าไม่มีคิดว่าสิ่งเหล่านี้สําคัญก็คือการที่ต้องมีไอเดนทิไฟ (Identify) ตัวเอง คือต้องมีบัตรประจําตัวของสื่อมวลชนเวลาออกไปปฏิบัติงานต่าง ๆ ก็จะทําให้ผู้ที่จะให้ข่าวสารข้อมูลได้ทราบถึงตัวบุคคล แล้วก็ที่มาที่ไปขององค์กรที่เขาสังกัดอยู่ ว่าอย่างนั้นนะครับ นอกจากนั้นแล้วตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรนั่นเองที่จะได้รับทราบ ตัวบุคคล จํานวนคนต่าง ๆ ที่อยู่ในสังกัด แล้วก็มีการดูแลต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ อันนั้นก็มีความสําคัญ

ส่วนประการที่ ๕ ผมคิดว่ามีความสําคัญมาก คือภาคประชาชนจะต้อง มีการช่วยกํากับดูแลด้วย ภาคประชาชนมีความสําคัญในการกํากับดูแลสื่อมวลชน แล้วก็อาจจะให้ข้อท้วงติงต่าง ๆ ถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นมา หรืออาจจะถึงกระบวนการ ต่อสังคม ที่เรียกว่า การต่อต้าน หรือโซเชียลแซงก์ชัน (Social Sanction) บางกรณี ถ้ามีการละเมิดคุณธรรม จริยธรรม ตามมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมอย่างร้ายแรง อันนี้ก็ต้องทําในส่วนนั้น

ส่วนประการที่ ๖ นั้น ก็เป็นเรื่องของ อันนี้ก็คงซ้ํา เป็นเรื่องของการจัดทํา มาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม ขึ้นเป็นหลักเกณฑ์ และเป็นแนวปฏิบัติซึ่งได้รับความเห็นชอบ จากสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้อง ผู้ร่วมวิชาชีพ เจ้าของสื่อมวลชนเองและสังคมที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น ก็อาจจะไปทําแคมเปญ (Campaign) สัมมนาอะไรก็แล้วแต่ จะต้องทําตัวนี้ออกมา

และประการที่ ๗ ก็คือให้ผู้ประกอบการสื่อมวลชนจะต้องมีสังกัด มีสังกัดสมาชิก องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่มีมาตรฐานจริยธรรมต่อไป อันนั้นก็เป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ที่เสนอให้กับทางด้านของคณะกรรมาธิการด้านการสื่อสารมวลชนนะครับ

ผมเรียนในประการสุดท้ายว่า สื่อยืนยันว่าสื่อมวลชนทุกประเภทมีความสําคัญ เป็นหน่วยหนึ่งที่มีความสําคัญต่อประเทศชาติ ประชาชน ตลอดทั้งในเรื่องของความมั่นคง ของประเทศชาติเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะฉะนั้นสื่อมวลชนจะต้องปฏิบัติงานตามมาตรฐาน จริยธรรมทางวิชาการอย่างที่เรียกว่า เป็นมืออาชีพ เพราะฉะนั้นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่า สําคัญแล้วก็ได้รับตอนที่ประชุมวิป (Whip) ก็มีคณะกรรมาธิการได้เสนอว่าเรื่องการฝึกอบรม ก็มีความจําเป็น หมายความว่าสื่อมวลชนทุกประเภท ก่อนที่จะปฏิบัติงานควรจะมี การฝึกอบรมที่เป็นมาตรฐานจากองค์กรวิชาชีพหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อให้เป็น หลักประกันในการเพิ่มทักษะความรู้และแนวทางการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อ ประโยชน์ของการไปปฏิบัติงาน แล้วก็เพื่อประโยชน์ของสังคม ประเทศชาติต่าง ๆ นะครับ ประโยชน์ส่วนรวมดังที่ผมกล่าวมาแล้วครับ ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้เสนอไปยังคณะกรรมาธิการด้านการสื่อสารมวลชนครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เรียนเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อํานวยการ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เรียนเชิญค่ะ

คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศค่ะ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๐๔ ค่ะ เผอิญต้องกราบขออภัยท่านกรรมาธิการที่ทําเรื่องนี้ นําเข้าที่ประชุมแล้วก็ไม่ได้เข้าอยู่ฟังด้วย แล้วก็มีโอกาสได้อ่านก็มีเพียงประเด็นที่จะตั้งคําถามนะคะ คืออ่านเนื้อหาแล้วมันออกไปทางสื่อ อยู่ ๒ ชนิด คือสื่อวิทยุกับสื่อโทรทัศน์ แต่ ณ ปัจจุบันนี้สื่อมันมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่สื่อ ที่เป็นหนังสือพิมพ์เองก็มีออนไลน์ (Online) สื่อที่เป็นช่องก็มีออนไลน์ (Online) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มันจะควบคุมอย่างไร ข้อ ๒ ค่ะ ส่วนใหญ่ที่อ่านนี้ โดยเฉพาะมาตรา ๗ มันออกไปที่คนค่ะ แต่ ณ วันนี้ในปัญหาที่เกิดขึ้นที่เป็นประเด็นสิ่งที่เราควรจะควบคุมในเรื่องจริยธรรม มันไม่ได้มีเฉพาะเรื่องคนค่ะ แต่มันมีในเรื่องของรายการ ในรายการ และบทบาทของรายการ ยกตัวอย่างเช่น รายการที่เอาเรื่องที่ไม่ควรจะขึ้นมาเปิดเผยก็เอาขึ้นมา หรือรายการข่าว ซึ่งรายการข่าว เอาไมโครโฟนไปสัมภาษณ์เหยื่อ อะไรประมาณนี้ จะไปเอาผิดที่ใคร แต่ในมุมหนึ่ง ก็คืออยากเห็น พ.ร.บ. นี้ในเชิงป้องปรามค่ะ อันนั้นมันเลยไปอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ค่ะป้องปราม ถ้าเราจะสังเกตเห็นระเบิดเรื่องที่เกิดขึ้นที่ประเทศเบลเยียม ไม่มีภาพหลุดออกมาเลย น้อยมากเลยที่จะมีรูปเหยื่อ แต่ของไทยเรานี่ภาพเหยื่อออกมาทั่วไปหมดเลยค่ะ คืออ่าน พ.ร.บ. นี้มันไม่ค่อยเห็นค่ะ เพราะว่ามันเป็นการทํามาจากกรมประชาสัมพันธ์ก็เลยมองอีกมุม หรือเปล่าไม่ทราบ ก็เลยมีข้อที่ติดใจ สนใจในเรื่องราวเหล่านี้เพราะว่ามันไม่ได้มีเฉพาะ เรื่องคนค่ะ มันมีเรื่องตัวของรายการ แล้วก็สําหรับกรณีที่เกิดขึ้นที่เป็นข่าวนี้มันเป็นอีก แง่มุมหนึ่ง มันไม่ใช่เรื่องที่เจ้าตัวกําลังนําเสนอรายการอะไร แต่ว่ามันเป็นเรื่องของบทบาท ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะมาออกเอาไว้ใน พ.ร.บ. วิชาชีพที่พูดถึงนี้ ก็เป็นข้อที่ เป็นประเด็นฝากไว้เฉย ๆ กราบขอบพระคุณค่ะ

ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายอีกไหมคะ ถ้าไม่มีเชิญกรรมาธิการ ตอบค่ะ จะตอบประเด็นคุณหญิงพรทิพย์สักหน่อยได้ไหมคะ เชิญค่ะ

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ในภาคประชาสังคมนี้ครับ จะมีส่วนเป็นอย่างมากในการที่จะช่วยกันทํา ให้สังคมของเราดีขึ้นในภาคประชาสังคมจะมีส่วนเป็นอย่างมากนะครับ ในการที่จะช่วยกัน ทําให้สังคมของเราดีขึ้น ท่านจะเห็นในเนื้อข่าวเดียวกัน หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งพาดหัวข่าว ที่ถูกตามอักขระ ตามพจนานุกรม ฉบับนั้นมักจะไม่ค่อยมีคนซื้อ แต่ในเนื้อข่าวนั้น ถ้าหากว่า หนังสือพิมพ์ฉบับไหนได้พาดข่าวให้มันหวือหวา ฟังดูแล้วน่าสงสัยอะไรลักษณะนี้ครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการพาดหัวข่าว หรือเนื้อข่าวก็จะมีส่วนด้วยนะครับ ในช่วงไพรม์ไทม์ (Prime time) ในละครต่าง ๆ ซึ่งเราจะเห็น เราจะได้ดูกัน จะเป็นช่วงไพรม์ไทม์ (Prime time) ผู้ผลิตรายการนี้เขาจะดูครับ เขาจะดูว่าเรตติง (Rating) ของเขาในช่องนั้น เวลานั้น มีเรตติง (Rating) สูงมากน้อยแค่ไหน และเมื่อเรตติง (Rating) เขามีโฆษณาจะมา พอโฆษณาจะมาตามคนดู ผู้ผลิตรายการก็มักจะไปผลิตรายการลักษณะนั้นมา เพราะฉะนั้น ภาคประชาสังคมเรามีส่วนเป็นอย่างมากที่จะช่วยกันกระตุ้นให้สังคมเรามีมาตรฐานในการ บริโภคข่าวสารต่าง ๆ ได้สูงขึ้น อย่างไรก็ตามที่คุณหญิงคุณหมอพรทิพย์ได้กรุณาเสนอ นะครับ ทางคณะกรรมาธิการของเราก็จะได้รับเป็นข้อมูล รวมไปถึงของท่านปานเทพ ด้วยนะครับ จะรับไปปรับปรุงใน พ.ร.บ. ซึ่งจะเป็นฐานกฎหมาย ซึ่งคงใช้เวลาอีกพอสมควร กับร่างประกาศของ กสทช. ซึ่งจะมีในภาคผนวกทั้งหมด ๘ ข้อ แล้วมี ข้อ ๙ แล้วนี้นะครับ ก็น่าจะทําให้การปฏิบัติงาน การทํางาน แล้วก็ภาพลักษณ์ของสื่อมวลชนนี้มีในลักษณะที่ ดีขึ้นครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เมื่อไม่มีผู้อภิปรายแล้ว เป็นอันว่าเราก็ได้รับทราบรายงาน ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน และคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่องกรณีปัญหามาตรฐานจริยธรรมทางวิชาชีพสื่อมวลชน เรียบร้อยแล้วนะคะ ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการค่ะ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๓ ซึ่งได้เลื่อนมาอยู่ท้ายวาระ ๓.๔ นะคะ เป็นรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)

ขอเรียนเชิญท่านคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ด้วยค่ะ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล (Digital Economy) ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ นางสาวอรฉัตร เลียงพิบูลย์ ที่ปรึกษา อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล และตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศพิจารณาแล้วได้อนุญาตให้ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ เชิญคุณอรฉัตร เลียงพิบูลย์ ได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ

(นางสาวอรฉัตร เลียงพิบูลย์ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจกระแสใหม่ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)

ต่อไปเรียนเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการแถลงรายงานค่ะ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ขออนุญาตนําเรียนเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูป เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ทั้งนี้ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ท่านที่ปรึกษา กรรมาธิการ และประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ จะเป็น ผู้นําเสนอที่สําคัญ พร้อมทั้งที่ท่านประธานได้กรุณาอนุญาตให้คุณอรฉัตร เลียงพิบูลย์ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่เป็นผู้ชี้แจง ผมขออนุญาต เรียนต่อท่านสมาชิกที่เคารพเป็นเบื้องแรกก่อนว่า ในการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกที่ผ่านมานั้น มีกระแสการพัฒนาอยู่ ๓ กระแสด้วยกันตามหนังสือของอัลวิน ทอฟเลอร์ ซึ่งเขียนเรื่อง คลื่นลูกที่ ๓ หรือเดอะ เทิร์ด เวฟ (The Third Wave) ได้แบ่งพัฒนาการออกเป็น ๓ ระยะ ด้วยกัน

ระยะแรกก็คือการปฏิวัติทางด้านเกษตรกรรม ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์ได้เริ่ม ตั้งรกรากรวมกลุ่มด้วยกันทําเกษตรกรรม ก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมไปทั่วโลก และเป็นก้าวย่างที่สําคัญของพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจของโลก

คลื่นลูกที่ ๒ ก็คือการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้มีการนําเครื่องจักรมาใช้ในการ พัฒนาเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมนี้เองก็ทําให้โลกพัฒนา ไปอีกระดับหนึ่ง มากไปกว่าการปฏิวัติในช่วงการปฏิวัติทางด้านเกษตรกรรมเป็นอย่างมาก

และท้ายที่สุดคลื่นลูกที่ ๓ ก็คือการปฏิวัติที่เรียกว่าการปฏิวัติหลังการปฏิวัติ อุตสาหกรรม หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เป็นการปฏิวัติยุคสื่อสารข้อมูล หรืออินฟอร์เมชันเอจ (Information Age) ซึ่งยุคนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและประเทศ โดยการพัฒนาอยู่บนรากฐานของข้อมูลการสื่อสาร พัฒนาการในยุคของข้อมูลข่าวสารนี้เอง นํามาสู่การดําเนินการโดยใช้การสื่อสารข้อมูลด้วยดิจิทัล (Digital) การนํามาสู่พัฒนาการ การพัฒนาด้วยดิจิทัล (Digital) นี้เองที่ทําให้เกิดคําว่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เป็นคําที่เริ่มต้นโดยนักเขียนท่านหนึ่งชื่อว่าดอน แทปสก็อตต์ ท่านได้เขียนหนังสือชื่อว่าดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) หรือเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ตั้งแต่ปี ๑๙๙๕ ในปีนั้นหนังสือเล่มนี้เป็นที่นิยม เป็นหนังสือขายดีติดต่อกัน เป็นเวลานาน เป็นหนังสือที่ทํานายว่าโลกอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรด้วยผลของดิจิทัล (Digital) และปรากฏว่าจนถึงวันนี้คําทํานายเหล่านั้นส่วนใหญ่ถูกต้อง คือทั่วโลกเป็นเศรษฐกิจ ที่อยู่บนพื้นฐานของดิจิทัล (Digital) ไปแล้ว เราหันมาดูเศรษฐกิจตัวเลขสถิติที่สําคัญ ที่ผมอยากจะเรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ สถิติในเรื่อง ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สําคัญในการที่จะชี้ว่า แต่ละประเทศนั้นมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพียงใด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแต่ละประเทศ ที่ถูกจัดอันดับนั้นมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงใด ซึ่งในการวัดขีดความสามารถ ในการแข่งขันนั้น วัดสมรรถนะทางด้านเศรษฐกิจ ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่ในลําดับที่ ๑๓ ต่อจากประเทศมาเลเซียซึ่งอยู่ที่อันดับ ๖ ประเทศสิงคโปร์อยู่ที่อันดับ ๓ ประสิทธิภาพภาครัฐประเทศไทยอยู่ในลําดับที่ ๒๗ ในขณะที่ประเทศมาเลเซียอยู่ในอันดับที่ ๑๖ ประเทศสิงคโปร์อยู่ในลําดับที่ ๒ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ประเทศไทยอยู่ในลําดับที่ ๒๔ ประเทศมาเลเซียอยู่ในลําดับที่ ๑๐ ประเทศสิงคโปร์อยู่ในลําดับที่ ๗ นอกจากนั้นถ้าดู ลึกลงไปถึงเรื่องความง่ายของการประกอบธุรกิจหรืออีส ออฟ ดูอิง บิซซิเนส (Ease of doing business) ซึ่งพัฒนาการจัดอันดับโดยธนาคารโลก ซึ่งมีองค์ประกอบอยู่ ๔ เรื่องด้วยกัน ก็คือ ขั้นตอนในการดําเนินการที่ง่ายขึ้น การดําเนินการที่รวดเร็วขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดําเนินการ ที่ต่ําลง และกฎหมาย ระเบียบที่สะดวกขึ้น ผลการจัดอันดับใน ๑๐ ปีที่ผ่านมาในเรื่อง ความง่าย การประกอบธุรกิจประเทศไทย อยู่ในลําดับที่ ๔๙ ลดจากปีที่ผ่านมา ๒๓ อันดับ เมื่อเทียบสถิติเหล่านี้กับสถิติของการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีอยู่ ๙๘.๖ ล้านเลขหมาย มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) กว่า ๒๕ ล้านคน ใช้สื่อสังคมประมาณ ๑๘ ล้านคน แต่ปรากฏว่า มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ได้ใช้สื่อเหล่านี้ไม่ถึงครึ่ง เมื่อประกอบกับสถิติที่ผม ได้เรียนต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่แล้วก็จะเห็นว่าเรามีความจําเป็นที่จะต้องปฏิรูป ในเรื่องของดิจิทัล (Digital) เพื่อจะนําไปสู่การพัฒนาในรูปแบบของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) แล้วถ้าหากว่าเราปฏิรูปเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) อย่างแท้จริง เราจะก้าวมาสู่ในยุคของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เหมือนกับประเทศอื่นที่ใช้ ดิจิทัล (Digital) นําหน้าทางด้านเศรษฐกิจ ในหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศ สหรัฐอเมริกา ประเทศในสหภาพยุโรป ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้หรือประเทศสิงคโปร์ ล้วนแล้วแต่ใช้ดิจิทัล (Digital) เป็นพื้นฐานสําคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) จึงเป็นเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นกลไกสําคัญ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) ก่อให้เกิด การปฏิรูปกระบวนการผลิต การดําเนินธุรกิจ การค้า การบริการและกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งมวล แต่การก้าวเข้าไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) นี้เองจําเป็นจะต้องมี รากฐานที่สําคัญและแข็งแกร่งในการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจที่มีดิจิทัล (Digital) เป็นหลัก รากฐานที่สําคัญอันนี้เอง คือรัฐบาลดิจิทัล (Digital) หรือดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) ซึ่งหมายถึงรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าเชิงสาธารณะด้วยการจัดทํา เข้าถึง เผยแพร่ข้อมูล ส่งมอบบริการในสภาพแวดล้อมของการทํางานที่เป็นดิจิทัล (Digital) โดยอาศัย เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ อินเทอร์เน็ต (Internet) โมบาย (Mobile) โซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network) และคลาวด์คอมพิวติง (Cloud Computing) รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ดังที่กล่าวแล้วนั้นมีลักษณะสําคัญ ๓ ประการคือ ๑. จะต้องมีการเชื่อมต่อข้อมูลต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันที่มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก และในปัจจุบันไม่ได้สื่อถึง ซึ่งกันและกันในระบบดิจิทัล (Digital) บางหน่วยงานอาจจะใช้ระบบดิจิทัล (Digital) บางหน่วยงานไม่ได้ใช้ แต่การสื่อสารซึ่งกันและกันยังจะต้องพิมพ์ออกมาเป็นเอกสารจาก หน่วยงานหนึ่งนําไปยื่นอีกหน่วยงานหนึ่งไม่สามารถที่จะใช้สื่อดิจิทัล (Digital) ถึงระหว่างกัน และใช้ร่วมกันอย่างบูรณาการได้

ประการที่ ๒ ก็คือรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) นั้นจะเป็นการทํางาน แบบองค์รวมมีเป้าหมายองค์รวมด้วยกันในการที่จะทําให้การดําเนินงานทุกอย่างของภาครัฐ มีเป้าหมายในการอํานวยความสะดวกให้กับประชาชน และวิธีการต่าง ๆ ที่ผ่านสื่อดิจิทัล (Digital) นั้นสามารถเชื่อมต่อถึงกันและกันเพื่อที่จะให้การทํางานที่มีเป้าหมายแบบองค์รวมนั้น สามารถที่จะเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และที่สําคัญประการสุดท้ายคือว่าการทํางานทั้งหลายนั้นต้องทําในรูปของ ดิจิทัล (Digital) ซึ่งหมายความว่าเป็นการทํางานที่ทุกอย่างอยู่ในเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือเครือข่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของดิจิทัล (Digital) โดยไม่จําเป็นที่จะต้องพิมพ์ออกมาเป็นเอกสาร สามารถที่จะดําเนินการทุกอย่างได้ โดยมีข้อมูลกลางและหน่วยงานทุกหน่วยงานสามารถใช้สื่อกลางหรือข้อมูลกลางเหล่านั้น ผ่านทางดิจิทัล (Digital) ให้เป็นประโยชน์ในการที่จะทําให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในการ บริการจากภาครัฐ ในการที่ภาคธุรกิจจะได้รับบริการในเรื่องของการขออนุญาตในเรื่องของ ข้อมูล ในเรื่องของกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ที่สามารถดําเนินการผ่านทางดิจิทัล (Digital) ได้ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) จึงเป็นรากฐานสําคัญของ การพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งคณะกรรมาธิการการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจกระแสใหม่นําโดย ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ได้นําเสนอวิธีการในการปฏิรูปไว้อย่างชัดเจนเพื่อที่จะขอความเห็นชอบจากสมาชิกทุกท่าน ณ ที่นี้ ผมจึงขออนุญาตท่านประธานเรียนเชิญท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ได้กล่าวถึง การปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์ เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา นะครับ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ และเป็นประธานอนุกรรมาธิการ ขอเชิญครับ

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สปท. ลําดับที่ ๙๙ ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ ซึ่งได้นําเรื่องเศรษฐกิจ กระแสใหม่เสนอต่อสภานี้ไป ๓ เรื่องแล้ว

เรื่องแรก ก็คือเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งเกี่ยวพันกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทางด้านชีวภาพในการพัฒนาประเทศ

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องการใช้ความสามารถ ในการสร้างสรรค์ของคนไทยและการใช้วัฒนธรรมในการที่จะดําเนินการในทางเศรษฐกิจ เพื่อหารายได้ให้กับประเทศ

ในเรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจเพื่อสังคม ซึ่งได้ริเริ่มนโยบายที่จะใช้ กระบวนการในทางเศรษฐกิจเพื่อมาแก้ปัญหาสังคม โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อที่จะลด ค่าใช้จ่ายของฝ่ายรัฐบาลลงให้ได้ ซึ่งทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นสิ่งซึ่งคนไทยอยู่ในจิตวิญญาณ แล้วก็ มีอยู่ในสายเลือด แล้วก็มีเทคโนโลยีของตัวเองที่เพียงพออยู่พอสมควรแล้วครับ

แต่เรื่องสุดท้ายที่จะนําเสนอในวันนี้ในส่วนที่เกี่ยวพันกับเรื่องของเศรษฐกิจ กระแสใหม่ คือเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) นี้ครับ เป็นเสมือนภาคบังคับ อย่างที่ ท่านประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจได้กล่าวมาแล้วว่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) นี้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคนทั่วโลกเป็นการปฏิวัติทางสังคมครั้งที่ ๓ ซึ่งเกิดขึ้นกับ มวลมนุษยชาติ ประเทศเราเป็นประเทศเล็ก ๆ เราอาจจะไม่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเช่นเดียวกับ คนอื่นเขา แต่ว่าเราต้องเป็นผู้ที่ใช้การเปลี่ยนแปลงอันนี้ให้ดีที่สุด ให้เหมาะสมที่สุดและเป็น ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจสังคม และแม้แต่การเมืองของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ มิติของเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) มีมากมาย ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นตัวรัฐบาลเอง กระทรวงไอซีที (ICT) กระทรวงอื่น ๆ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และหลายแห่ง รวมทั้งภาคเอกชนได้ดําเนินการ ในเรื่องเหล่านี้ไปคืบหน้าพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นภาคของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้าง พื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทําธุรกิจของภาคเอกชนหรือเรื่องของการควบคุมสิ่งที่ เรียกว่าไซเบอร์ไครม์ (Cyber Crime) เหล่านี้คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ ในเวลาที่เรามีเหลืออยู่คณะกรรมาธิการจึงได้เลือกเรื่องที่เรียกว่าคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) หรือรัฐที่มีความเชื่อมโยง รัฐที่เปิดเผยที่เรียกว่าโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) เป็นเรื่องหลัก เพราะว่าเรื่องความเชื่อมโยงของรัฐ ในทางดิจิทัล (Digital) ประสบการณ์ของผมเองได้ดําเนินการกันมาเกือบจะ ๑๐ ปีแล้ว แต่ปัจจุบันความสําเร็จก็ไปได้เพียงระดับหนึ่ง และถ้าเผื่อรัฐบาลช้าเอกชนก็จะต้องไปได้ช้า ถ้ารัฐบาลยังไม่สามารถเชื่อมโยงตัวเองได้ เอกชนก็จะมีปัญหาในการดําเนินงาน เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่คณะอนุกรรมาธิการจึงได้เลือกมาเป็นเรื่องเดียวที่จะทํางานเกี่ยวกับ เรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) โดยคณะอนุกรรมาธิการก็ได้ไปมองวาระ การปฏิรูปของคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) ของ สปท. ที่ทําไว้เดิม ซึ่งถ้าจะเท้าความกลับไป สปท. ก็บอกว่าช่องว่างต่าง ๆ ที่จะต้องปิดในเรื่องของคอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) หรือรัฐบาลที่มีความเชื่อมโยงก็มีอยู่สัก ๕ ประการด้วยกัน

ประการแรก คือเรื่องของกฎหมาย

ประการที่ ๒ คือโครงสร้างการขับเคลื่อนและการบริหารจัดการโครงการ

ประการที่ ๓ คือเรื่องของการวางโครงสร้างอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government)

ประการที่ ๔ คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หรือว่าทรัพยากรบุคคล

และประการสุดท้าย คือโครงการนําร่องให้เกิดบริการประชาชนด้วยการ บูรณาการข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ

เราได้เน้นเพียง ๒-๓ เรื่องเท่านั้นเอง คือเรื่องแรกก็คือเรื่องกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีความจําเป็นอย่างแน่นอน ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของการบริหารจัดการ การขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ และประการสุดท้าย ก็คือเรื่องการนําร่องให้มีการบริการ ประชาชนด้วยการบูรณาการข้อมูลของทางฝ่ายรัฐนะครับ ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ต่อไปนี้ก็เป็นการ์ตูนที่เพียงแต่บอกว่ารัฐบาลจะต้องเปิดเผยนะครับ ไม่อย่างนั้นแล้วเรื่องต่าง ๆ ก็จะหลบอยู่ใต้มุมมืด ซึ่งก็จะเป็นปัญหาทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง การเลือกตั้งอะไรต่าง ๆ ที่เราพูดกันมาตั้งแต่เช้าแล้วนะครับ

สไลด์ (Slide) ต่อไปก็แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดเผยข้อมูล กับการลดการคอร์รัปชัน ไทยนี่อยู่ในอันดับหลัง ๆ หน่อยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ อันดับความโปร่งใสในการดําเนินงานภาครัฐหรืออันดับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอยู่ที่ ๗๖ แล้วก็ ๔๒ แต่ว่าเรื่องการเปิดเผยข้อมูลก็ยังดีกว่าประเทศมาเลเซียนิดหน่อยนะครับ การเปิดเผย ข้อมูลเรื่องความโปร่งใสและการลดคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นโจทย์ที่มีความสําคัญ ในขณะนี้แล้วเป็นเหตุผลว่าทําไมเราถึงเลือกที่จะทําเรื่องโอเพนกัฟเวิร์นเมนต์ (Open Goverment) ก็เพราะว่าเรื่องนี้ถ้าดูตามอินเด็กซ์ (Index) หรือดัชนีที่ชี้วัดไทยนี่ยังอยู่ ในอันดับที่ค่อนข้างจะต่ํานะครับ เมื่อเทียบกับที่อื่น ๆ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจก็ได้ชี้แจงไปแล้ว ซึ่งอย่างน้อยที่สุดเราก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าอีก ๕ ปีข้างหน้าเราต้องยกระดับขึ้นอย่างน้อย สัก ๑๐ คะแนน เพื่อให้อยู่ในแหล่งที่ดีมากขึ้น เรื่องข้อมูลภาครัฐทั่วไปนโยบายทั่วโลก ทุกคนก็ พยายามที่จะต้องให้มีการเปิดเผยอยู่แล้วนะครับ แม้ว่าอาจจะเป็นประเทศที่เจริญแล้วอย่างที่ เห็นในการ์ตูนนี้ก็แล้วแต่นะครับ อย่างไรก็ตามก็อยากจะชี้แจงว่าแม้เราจะโฟกัส (Focus) เรื่องของเราเกี่ยวกับเรื่องของรัฐบาลอย่างเดียว ผลประโยชน์ที่จะได้รับโดยภาคเอกชน ก็เกิดขึ้นตามมาด้วยตัวของมันเอง ยกตัวอย่างเช่น ในต่างประเทศก็มีบริษัท ๆ หนึ่งเอาข้อมูล ของรัฐบาลมาชี้ให้เห็นว่าเมืองไหนน่าอยู่ที่สุด หรือหมู่บ้านไหนน่าอยู่ที่สุด โดยการทํา อินเด็กซ์ (Index) จัดอันดับอาชญากรรม จัดอันดับสถานที่ศึกษา สถานศึกษาต่าง ๆ ราคาอสังหาริมทรัพย์ เราก็เอาข้อมูลเหล่านี้มาขายเพื่อให้ผู้ที่จะตัดสินใจซื้อบ้านหรือผู้ที่จะ ตัดสินใจเข้าไปอยู่ ณ เมืองใดเมืองหนึ่งได้พิจารณาข้อมูล แต่ว่าเอกชนต้องได้ข้อมูลจาก รัฐบาล ถึงจะทําเรื่องเหล่านี้ได้ เพราะเรื่องอาชญากรรมเป็นต้นนี่ จะต้องเป็นข้อมูลของ รัฐบาล หรือว่ามีอีกบริษัทบอกว่า เครื่องบินยี่ห้อไหนตรงเวลามากที่สุด แล้วก็ไม่มีปัญหาเรื่อง บุกกิง (Booking) เรื่องการเดินทางอะไรต่าง ๆ มากที่สุด มันเป็นเรตติง (Rating) ซึ่ง ภาคเอกชนสามารถที่จะไปใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจแล้วก็ขายข้อมูลได้ เพราะฉะนั้น พื้นฐานเหล่านี้ถ้าไม่มีข้อมูลของรัฐแล้วก็จะทําแทบไม่ได้เลยนะครับ จะไปสํารวจข้อมูลใหม่นี่ เป็นการลงทุนที่คงจะไม่เกิดประโยชน์มากที่สุด ในขณะเดียวกันประชาชนผู้เสียภาษี ก็สามารถที่จะดูเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับการจ่ายภาษีของตนได้ค่อนข้างจะชัดเจน เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐมีข้อมูลที่เชื่อมโยงและเปิดเผย ภาคเอกชนก็ได้ ภาคประชาชนก็ได้ประโยชน์ นอกเหนือจากการทํางานของรัฐเองนะครับ ทีนี้แผนที่นําทางที่เราใช้ภาษาอังกฤษว่า โรดแมป (Road map) นี้มันจะไปอย่างไร ผมอยากจะเรียนสัก ๒-๓ ประเด็นอย่างนี้ว่า ข้อเสนอของทางฝ่ายเรานี้เห็นว่าหลักการสําคัญ ๆ มีอยู่ ๒ หลักการ ก็คือ ๑. รัฐบาลต้องใช้ ความรวดเร็วให้เป็นประโยชน์ อันที่ ๒ จะต้องมีการปฏิรูปการทํางานของรัฐอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งอันที่ ๒ นี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะมีปัญหาเพราะอย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการได้เรียน ให้ที่ประชุมทราบไว้แล้วว่าข้อมูลบางอันเท่าที่ผมมีประสบการณ์ยังเก็บเป็นเอกซ์เซล (Excel) ก็มีนะครับ เก็บเป็นกระดาษก็มีนะครับ ไม่สามารถจะอัปโหลด (Upload) ขึ้นมาได้เลย ต้องไปจ้างคนมาทําข้อมูลเหล่านั้นเป็นต้น เพราะฉะนั้นการประสบปัญหาเรื่องของการปฏิรูป การทํางานของภาครัฐจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งยวดในชั้นเริ่มต้นนะครับ

ส่วนขั้นตอนเราเห็นว่ามีประมาณสัก ๕ ขั้นตอนจากข้างล่างลงไปนะครับ จะเห็นว่าอันที่ ๑ ที่มีความสําคัญมากที่สุด ก็คือการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ปัจจุบันนี้ โครงสร้างพื้นฐานของส่วนราชการหลายส่วนก็ยังเป็นอินดิเพนเดนต์ (Independent) คือเป็นของตัวเอง ความเชื่อมโยงนี้อาจจะเกิดขึ้นบ้างแล้ว แต่ว่ายังไม่หมดเสียทีเดียว

อันที่ ๒ ซึ่งเป็นสเตป (Step) ต่อไป ก็คือว่า ถ้าเราใช้โครงสร้างพื้นฐาน ร่วมกันแล้วความเชื่อมโยงของรัฐก็อาจจะเกิดขึ้น แล้วทําให้เกิดการบริการที่สําคัญ ๆ เช่นว่า ถ้าเราไม่จําเป็นจะต้องถ่ายสําเนาเรื่องทุกเรื่อง สําเนาใบสมรส สําเนาสํามะโนครัว สําเนา ใบเกิดของบุตร ใบหย่าอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งจริง ๆ เป็นข้อมูลของรัฐบาลอยู่แล้วเวลาไปขอ ข้อมูลของรัฐ หรือแม้แต่ในสภานี้เองเวลาจะรับเงินก็ต้องไปเซ็นอะไรอย่างนี้นะครับ จะลด ปัญหาเรื่องการใช้กระดาษ ลดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายลงมาก เราเคยทําสําเร็จแล้วนะครับไม่ใช่ไม่เคยทํา อย่างเช่นกระทรวงการต่างประเทศ ผมก็ต้อง ชมเขาในขณะนี้ว่าเดี๋ยวนี้เราไปทําพาสปอร์ต (Passport) แสนจะง่าย เอาบัตรประจําตัว ประชาชนอันเดียวไปทํา ไม่เห็นเขาต้องถามอะไรเลย แต่บริการอื่น ๆ ของรัฐก็ยังเป็นปัญหา อย่างนี้ ถ้าข้อมูลพื้นฐานของเราที่รัฐบาลเก็บไว้ไม่ว่าข้อมูลการเกิด การตาย การแต่งงาน การหย่า การมีลูกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ในฐานข้อมูลที่ถูกต้องแล้วก็ไม่ต้องใช้อีกต่อไป ไม่ต้องไปสําเนา ไม่ต้องไปขอ ไม่ต้องไปแจ้งหาย ใช้บัตรใบเดียวทํางานได้หมด อันนั้นก็เป็น ประโยชน์ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกรณีที่เริ่มมีคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) ลําดับที่ ๓ ขึ้นไปก็คือเรื่องของโอเพนดาต้า (Open Data) หรือการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งอันนี้ ผมได้เรียนชี้แจงตั้งแต่แรกแล้วว่าเกี่ยวพันโดยตรงกับเรื่องความโปร่งใส กับเรื่องการทุจริต ถ้าเรามีข้อมูลเรื่องการประมูล เรามีข้อมูลเรื่องการใช้เงินประเภทต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และสามารถเรียกหาได้ มีข้อมูลการแจ้งทรัพย์สินที่ชัดเจน ความโปร่งใสย่อมเกิดขึ้นได้ และไม่มีใครทําได้นอกจากรัฐบาล

และในประการสุดท้าย ในสเตป (Step) สุดท้ายก็คือว่า การที่จะให้ ประชาชนมีการร่วมในการพัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ที่ท่านเรียกว่า แอป (App) เพื่อให้เกิดความง่าย เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง เพื่อให้เกิดข้อมูลอันเป็น ประโยชน์ในการตัดสินใจของประชาชน อันนี้ก็เป็นความหวังของเราว่าในศตวรรษที่เรากําลัง อยู่นี้ภาคบริการของรัฐจะดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายเรื่องกระดาษและอื่น ๆ แล้วก็จําเป็นจะต้อง มีการปรับบุคลากรให้เหมาะสม เพราะว่าถ้าเผื่อบุคลากรของเราเป็นบุคลากรที่ไม่สามารถ ที่จะใช้คอมพิวเตอร์หรือใช้ไม่เป็นเราคงต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่นอน ที่ผมอธิบายข้างบนนี้นะครับก็เป็นเรื่องของกลยุทธ์ แต่ในแง่ของกลไกคือข้างล่างมันก็ต้องทํา ร่วมกันไป อันแรกก็คือเรื่องของอีกัฟเวิร์นเมนต์แอกต์ (e-Government Act) หรือที่เรียกว่า รัฐบาลที่เป็นเรื่องของการดําเนินการทางด้านค้าขาย หรือเรื่องของรัฐบาลที่มีความโปร่งใส จัดการ ขณะนี้เราไม่มีกฎหมายในลักษณะนั้น อันที่ ๒ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cyber Security) ซึ่งอันนี้ก็คงเป็นเรื่องที่เมื่อสักครู่ก็ได้พูดจากันไปแล้วนะครับ มีความสําคัญ ควบคู่กันไป เพราะฉะนั้นทั้งในเรื่องของกลยุทธ์และในเรื่องของกลไกที่จะนําเรื่องของโอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) จะต้องขับเคลื่อนไป ร่วมกัน สําหรับรัฐบาลในขณะนี้ก็มีวิสัยทัศน์ที่ค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การร่วมมือของภาครัฐหรือที่เรียกว่ากัฟเวิร์นเมนต์อินทิเกรชัน (Government Integration) ต้องใช้ภาษาต่างประเทศเยอะหน่อย เพราะดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) มันเป็น ของใหม่นะครับ หรือว่าเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโดยการชี้นําหรือการผลักดันของคน ในระดับประเทศที่มีวิสัยทัศน์ หรือเรื่องการปฏิบัติการโดยใช้เครื่องมือเครื่องใช้ ใช้อุปกรณ์ ทันสมัย หรือที่เรียกว่า อุปกรณ์อัจฉริยะ ให้มากยิ่งขึ้นในรัฐบาล

แล้วก็ประเด็นสุดท้ายก็คือ งานทั้งหมดของผู้คนที่อยู่ในรัฐบาลจะต้องเน้น ไปในเรื่องของการให้บริการประชาชน ซึ่งแผนเหล่านี้ผมทราบว่ารัฐบาลกําลังมีแผนที่จะ ดําเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๑ ซึ่งก็ได้กําหนดยุทธศาสตร์ไว้ ๔ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ยุทธศาสตร์แรกก็คือ เรื่องการพัฒนายกระดับขีดความสามารถการรองรับไปสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ซึ่งอันนี้อนุกรรมาธิการเห็นว่าเป็นความสําคัญที่เราสามารถที่จะ ดําเนินการได้ทันที เพราะทํามานานแล้ว และควรจะทําสําเร็จในช่วงระยะเวลา ๔-๕ ปีที่กําลัง จะถึงนี้ให้ได้ ส่วนยุทธศาสตร์อื่น ๆ ก็มีเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภาคธุรกิจ แล้วก็การยกระดับความมั่นคง และเพิ่ม ความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งอันนี้รัฐบาลก็คงจะรับแผนอันนี้แล้วก็จะดําเนินการต่อไป เรียนย้ําอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่อนุกรรมาธิการเห็นว่ามีความสําคัญและสามารถดําเนินการได้ทันที ก็คือเรื่องของรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ที่เกี่ยวพันกับโอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) จะเห็นได้ว่าแม้แต่ในแผนของ รัฐบาลเองก็แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกก็เป็นเรื่องดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) และส่วนที่ ๒ ก็เป็นดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) เราคงจะเน้นเรื่องดิจิทัล กัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) เป็นหลักนะครับ ความท้าทายและอุปสรรคที่เราจะต้อง ดําเนินการก็คือว่า โจทย์หลักก็คือต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาให้ได้ ในช่วงระยะเวลา ๔-๕ ปีนี้นะครับ โดยมีข้อเสนอวิธีการขับเคลื่อนอยู่ ๔ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ คือการเร่งรัดโครงการเชื่อมต่อข้อมูลภาครัฐที่ดําเนินการไปแล้ว ให้เกิดให้ดีจริง ๆ เรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่า นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ แต่เป็นเรื่องที่รัฐพยายาม ทําอยู่แล้ว แต่ว่ามันยังไม่ได้เกิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

อันที่ ๒ ก็คือเรื่องการตราพระราชบัญญัติดิจิทัลขึ้นมา เพื่อที่จะกํากับการปฏิรูป ให้อยู่ในกรอบให้ได้

ประการที่ ๓ ก็คือการสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้แก่ข้าราชการ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งข้าราชการและประชาชน

และประการที่ ๔ ก็คือการยอมรับการสนับสนุนของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งทํา อยู่แล้วให้เกิดการขับเคลื่อนได้ทันที พอปราศจากความร่วมมือจากหน่วยราชการต่าง ๆ นี้แล้ว ข้อมูลที่จะมาผ่านเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ก็จะไม่มี หรือมี ก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของดิจิทัล (Digital)

วาระขับเคลื่อนแบ่งออกเป็น ๖ วาระ

อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของมาตรฐานดาต้า (Data)

อันที่ ๒ ก็คือปรับปรุงหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการข้อมูลและการ บริหารจัดการเรื่องของระบบดิจิทัล (Digital)

อันที่ ๓ ก็เท่าที่เรียนไปแล้วก็คือว่าจะต้องสร้างความร่วมมือของหน่วยงาน เพื่อพัฒนาโครงการนําร่อง อย่างที่เคยยกตัวอย่างเรื่อง พาสปอร์ต (Passport) ไปแล้ว เช่น ระบบบริการที่ใช้สมาร์ต ไอดี การ์ด (Smart ID Card) หรือระบบการสําแดงข้อมูล ทรัพย์สินของบุคคลสาธารณะ หรือระบบดาต้า เอกซ์เชนจ์ เซนเตอร์ (Data Exchange Center) ของประเทศ ประเทศเรามีดาต้า (Data) เยอะแยะ เป็นเรื่องบิ๊กดาต้า (Big Data) เป็นดาต้า (Data) ใหญ่ แต่การบริหารจัดการบิ๊กดาต้า (Big Data) ยังไม่ค่อยมีความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่มันจะเป็นเซนเตอร์ (Center) ของประเทศ และในที่สุดก็คือ การสร้างระบบการให้บริการแบบวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) ซึ่งเราพูดกัน มานานแล้ว

ข้อที่ ๔ ซึ่งมีความสําคัญ ซึ่งเป็นวาระขับเคลื่อน ก็คือการที่จะต้องมี การลงทุนด้านสถาปัตยกรรมภาครัฐที่ถูกต้องและเหมาะสม และประหยัดนะครับ การแชร์ (Share) บริการต่าง ๆ ของสถาปัตยกรรมเหล่านั้น

เรื่องที่ ๕ ก็คือเรื่อง การพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการ วางแผนด้านเชนจ์แมเนจเมนต์ (Change Management) หรือการบริหารการเปลี่ยนแปลง

และสุดท้ายซึ่งได้เรียนไปแล้ว ก็คือเรื่องของการผลักดันการตราพระราชบัญญัติ รัฐบาลดิจิทัล กําหนดระยะเวลาปฏิรูประยะแรก เรื่องแรกก็คือติดตามความคืบหน้าของ โครงการที่เชื่อมต่อข้อมูลของรัฐด้วยกัน อันที่ ๒ ก็คือการตราพระราชบัญญัติ อันที่ ๓ ก็คือ เรื่องของการนําร่องให้บริการภาครัฐในรูปแบบสมาร์ต ไอดี การ์ด (Smart ID card) ส่วนระยะต่อไปก็เป็นเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูป เช่น เรื่องการขยายการใช้ สมาร์ตการ์ด (Smart Card) วัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) การกําหนดหน้าที่ ของหน่วยงาน การสร้างความร่วมมือในการพัฒนาโครงการ ผลักดันพระราชบัญญัติดิจิทัล ให้ผ่านให้ได้ เรื่องของการปรับปรุงมาตรฐานระบบข้อมูล ปรับปรุงกฎหมายระเบียบ ลดอุปสรรค แล้วก็สร้างกลไกสนับสนุนเอกชนให้ร่วมมือกับรัฐให้มากยิ่งขึ้นในแง่ของการ จัดการข้อมูลและการนําข้อมูลไปใช้ธุรกิจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมากมายนะครับ ซึ่งอันนี้ ก็คงจะเป็นสิ่งซึ่งมีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการแก้ไข เราก็หวังว่าถ้าทําตามนี้แล้วพรุ่งนี้ จะดีกว่าวันนี้นะครับ เพราะว่าสําเนาเอกสารต่าง ๆ ก็ใช้ลดลง การขอใบอนุญาตต่าง ๆ นี้ ก็ง่ายขึ้น ตรงไปตรงมาไม่ต้องเสียเวลา

พรุ่งนี้ที่ดีกว่าอีกประการหนึ่ง ก็คือเรื่องของการลดขั้นตอน การลดวัฒนธรรม การปิดบังข้อมูลของส่วนราชการซึ่งมีอยู่ แล้วก็พรุ่งนี้ที่ดีกว่าอันสุดท้าย ก็เรื่องของการเข้าถึง ข้อมูลและการนําข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ทั้งหมดนี้ก็กราบเรียนท่านประธานและเพื่อน กรรมาธิการด้วยว่า เนื่องจากเวลามีน้อย เรารู้ดีว่าเรื่องดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เป็นเรื่องใหญ่มาก เราจึงพยายามโฟกัส (Focus) เฉพาะส่วนที่เป็นของรัฐบาลที่ได้ดําเนินการ มาแล้วบางส่วน และโฟกัส (Focus) ในเรื่องของการทําสิ่งที่เรียกว่า โอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) เป็นหลัก ก็ขอความสนับสนุนจาก ท่านทั้งหลายเพื่อที่จะนําเรื่องนี้เสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องและพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นต่อไป ขอขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิในการอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยใช้ เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ทั้งนี้มีผู้แสดงความจํานง ท่านแรกท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ปัจจุบันเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ขอเชิญครับ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ กระผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. นะครับ ผมขออภิปรายให้การสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ในเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งผมคิดว่าในอนาคต อันใกล้นี้ก็จะได้ประโยชน์อย่างมากมายตามที่เสนอนะครับ เพื่อที่จะให้ประเทศชาติของเรา สามารถจะพัฒนาขึ้นไปได้เท่าทันต่อสากลตามระบบของดิจิทัล (Digital) ที่ได้กล่าวมาแล้ว สําหรับในเรื่องเฉพาะ คือในเรื่องของการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต ผมคิดว่า เรื่องนี้ก็จะมีประโยชน์เป็นอันมากทีเดียว เพราะว่าในหน้าที่ของการตรวจสอบเรื่อง การป้องกันและการปราบปรามการทุจริต หน้าที่หลักอันหนึ่งของสํานักงาน ป.ป.ช. นี้นะครับ ก็คือการตรวจสอบรายงานตามความถูกต้องและความเป็นอยู่จริงของบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ที่จะยื่นต่อ ป.ป.ช. ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ยื่นและก็เป็น ภาระอย่างยิ่งเลย เพราะว่าจะต้องมีการยื่นตามแบบฟอร์มต่าง ๆ ที่กําหนด แล้วก็มีเป็น เปเปอร์เวิร์ก (Paperwork) มากเลย ป.ป.ช. เองก็มีภารกิจในการจะต้องตรวจสอบเอกสาร ต่าง ๆ อย่างมากมาย เพราะฉะนั้นถ้าสามารถที่จะปรับเปลี่ยน มีการยื่นในระบบต่าง ๆ ตามระบบของดิจิทัล (Digital) นี้ครับ ออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ก็จะทําให้เกิดความถูกต้อง รวดเร็ว แล้วก็ลดภาระทางด้านเปเปอร์เวิร์ก (Paperwork) ได้เป็นจํานวนมากทีเดียว นะครับ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ทั้งผู้ที่ยื่นเอง ภาระผู้ที่ยื่นเอง แล้วก็ ป.ป.ช. นะครับ ซึ่งมี บัญชีที่ตอนนี้ก็ค้างอยู่มากมายทีเดียว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ เป็นอย่างยิ่งสําหรับในเรื่องของการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตนะครับ จริง ๆ แล้ว ป.ป.ช. เรามีแนวทางอันนี้อยู่แล้ว ก็ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาต่าง ๆ ครับ อย่างไรก็ตามถ้าสมมุติว่าเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นมาและได้รับการสนับสนุนนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องงบประมาณ ตลอดจนการวางระบบต่าง ๆ ให้กับ ป.ป.ช. โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นะครับ อย่างที่ท่านกรรมาธิการได้พูดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงไอซีที (ICT) น่าจะ เป็นหน่วยงานที่สําคัญต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะให้การวางระบบการ ฝึกอบรมต่าง ๆ แล้วก็จะทําให้การดําเนินการของ ป.ป.ช. ในเรื่องการรับบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินเป็นระบบออนไลน์ (Online) หมดนะครับ สามารถจะเรียกจากแบงก์ เรียกจากกรมที่ดิน เรียกจากอะไรต่าง ๆ ในระบบออนไลน์ (Online) ก็จะเป็นประโยชน์ มากทีเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ขอให้การสนับสนุนเรื่องนี้ แล้วก็ให้สามารถจะเกิดขึ้นได้ ในอนาคตอันใกล้นะครับ ก็จะเป็นประโยชน์กับเรื่องของการป้องกันและการปราบปราม การทุจริตอีกส่วนหนึ่งด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านเมธินี เทพมณี นะครับ อดีตปลัดกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ขอเชิญครับ

นางเมธินี เทพมณี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพค่ะ ดิฉัน เมธินี เทพมณี สมาชิกหมายเลข ๑๑๗ ในส่วนที่ท่านกรรมาธิการ กรุณาศึกษานั้นดิฉันขออนุญาตสนับสนุนอย่างเต็มที่ เนื่องจากว่าในขณะนี้เหตุการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของการบริการทั้งภาคประชาชนแล้วก็ภาคผู้ประกอบการ ในหลาย ๆ รัฐบาล ซึ่งดิฉันได้ยืนขึ้นอภิปรายครั้งหนึ่งแล้วเมื่อพูดถึงรัฐบาลต่าง ๆ ของประเทศ ในอาเซียน (ASEAN) และในสิ่งนั้นก็จะมีการกําหนดชัดเจนในแต่ละประเทศว่าเขาจะมุ่งเน้น การให้บริการภาคประชาชนและผู้ประกอบการในช่วง ๑๐ ปีข้างหน้าอย่างไร ในช่วง ๕ ปี ทอนลงมาอย่างไร ในส่วนของเรานั้นเนื่องจากเวลามีน้อยอย่างที่ท่านกรรมาธิการได้กรุณากล่าว ดิฉันขอเสนอข้อสังเกตว่าอยากให้มีการจัดลําดับให้ชัดเจน เนื่องจากว่าในสิ่งที่ประเทศเรา ได้ทํามาหลายยุคหลายสมัยนั้น แต่ละกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่นได้มี การพัฒนาระบบไอซีที (ICT) อย่างต่อเนื่อง และขณะนี้ก็ได้มีการก้าวไปถึงหลาย ๆ ระดับที่น่า จับตามอง ในเวลาช่วงที่ผ่านมาอันใกล้ ๆ มาก ๆ ก็คือการชําระภาษีที่พวกเราได้เห็นแล้วว่า มีความสะดวกกว่าหลายสิบปีที่ผ่านมาอย่างมากมาย ดังนั้นตัวอย่างของกระทรวงการคลังก็ดี ตัวอย่างของกระทรวงคมนาคมก็ดี ซึ่งได้ใช้ไอซีที (ICT) เข้ามาบริหารจัดการ ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่ได้ลงทุนกันอย่างมากมายแล้วก็ต่อเนื่อง แต่ในวันนี้ไซโล (Silo) ทั้งหลายท่านก็ได้เสนอ ท่านกรรมาธิการได้เสนอให้เป็นลักษณะของคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) หรือโยงใยอย่างที่ท่านประธานได้กรุณาเคยกล่าวว่าเวิลด์ ไวด์ เว็บ (World Wide Web) อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเป็นคําว่าเวิลด์ ไวด์ เว็บ (World Wide Web) นั้นพวกเรา ก็จะนึกภาพเป็นใยแมงมุมนั่นเอง ดังนั้นใยแมงมุมของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ก็ควรจะเกิดขึ้น อย่างรวดเร็วในลําดับถัด ๆ ไป

ดิฉันขออนุญาตนําเรียนข้อมูลสําคัญที่อาเซียน (ASEAN) ได้กล่าวนะคะ แล้วก็หลายประเทศก็เห็นพ้องต้องกันคือยกตัวอย่างภาคประชาชน ภาคประชาชนนั้น อยากจะได้มีการ อันนี้เป็นผลของการสํารวจค่ะ ภาคประชาชนในอาเซียน (ASEAN) นั้น อยากจะได้มีการให้มีการออกใบรับรองออนไลน์ (Online) ไม่ว่าจะรับรองเกิด รับรองตาย รับรองการศึกษา รับรองการทํางาน ในการรับรองต่าง ๆ เหล่านี้จะมีผลกับประชาชน ในแต่ละประเทศเป็นอย่างยิ่ง และในวันนี้ที่รัฐบาลพยายามที่จะคอนเนกเตด (Connected) ไปถึงหมู่บ้านด้วยอินเทอร์เน็ต (Internet) ความเร็วสูง ดังนั้นบริการเหล่านี้มันอาจจะ สามารถดําเนินการได้ทั้งผ่านทางมือถือของภาคประชาชน ผ่านทางตู้คีออส (Kiosk) หรือเรียกว่าตู้บริการสาธารณะที่ไปกดปุ่ม แล้วก็ไหลออกมาของหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่ร่วมมือกันทําทั้งส่วนกลางและรัฐบาลท้องถิ่น หรืออาจจะผ่านจากบริการที่ไปถึงบ้าน ด้วยบริการด้วยรูปแบบต่าง ๆ ของภาคเอกชน ซึ่งแข่งขันกันอย่างมากที่เดลิเวอรี (Delivery) นะคะ ขออนุญาตเอ่ยเป็นภาษาอังกฤษ ไปถึงบ้านเหล่านี้ ก็ทําให้ทรานแซกชัน (Transaction) หรือวิธีการเชื่อมโยงข้อมูลนั้นไปถึงมือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนที่ ๒ ก็คือการรับรองนั้นจะมีผลอะไร การรับรองนั้นจะมีผลในการใช้สิทธิ ต่าง ๆ ของการเป็นบริการเพื่อสวัสดิการสังคมของรัฐบาลนั้นเอง ซึ่งวันนี้รัฐบาลนั้น ก็ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว แล้วก็สนับสนุนการทํางานชิ้นนี้อย่างจริงจังว่าประชาชนในหมวด ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรกร หรือจะเป็นภาคกระบวนงานอื่น ๆ แรงงานต่าง ๆ หลาย ๆ สาขานั้นจะรับสิทธิสวัสดิการต่าง ๆ ของภาครัฐอย่างไร สิ่งเหล่านี้ก็ผ่านกระบวนการที่จะต้องเป็นกระบวนการหลาย ๆ ส่วนราชการเชื่อมโยงกัน แล้วก็บอกสิทธิกับประชาชน แล้วก็ไปรับสิทธิภาคที่จะเป็นส่วนราชการหรือเอกชนที่จะ ให้บริการของรัฐสวัสดิการเหล่านั้นไปสู่มือประชาชน ดังนั้นสิ่งนี้ก็กลายเป็นความจําเป็น และกดดัน จะขออนุญาตใช้คําว่า กดดัน ให้รัฐบาลขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วสิ่งที่กรรมาธิการ ได้เสนอเป็นรูปแบบที่ชัดเจนก็จะทําให้เป็นความสนับสนุนจาก สปท. ของเราไปสู่รัฐบาล แล้วก็จะได้ทําให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง เพียงแต่ดิฉันตั้งข้อสังเกตในเรื่องของลําดับ ของการพัฒนา แล้วก็หน่วยงานที่จะต้องเป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งเมื่อสักครู่ก็ได้ยินชื่อกระทรวง ไอซีที (ICT) เป็น ๑ กระทรวงแล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นเพียงกระทรวงเดียว ในการทํางานเช่นนี้นั้น ในที่สุดก็ต้องไปลงสู่รัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุดในการให้บริการ กับประชาชนในภาคปฏิบัติการ

สําหรับในส่วนต่อมาที่ดิฉันจะขออนุญาตนําเสนอ เช่น ส่วนของภาคเอกชน ในขณะนี้ก็ยังมีข้อติดขัดอยู่จํานวนมากในการขอรับใบอนุญาตอนุมัติต่าง ๆ ของทางราชการ แม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติการอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๘ สด ๆ ร้อน ๆ แล้วก็ขับเคลื่อนโดยสํานักงานคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการ หรือที่เรารู้จักกันในนาม ก.พ.ร. ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ มากมาย ขออนุญาต ยกตัวอย่าง เซกเตอร์ (Sector) หนึ่งที่สําคัญมากคืออาหารและยา ในกระบวนการที่ ผู้ประกอบการจะต้องมีการขออนุมัติอนุญาตในการจัดตั้งโรงงานหรือผลิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นโบว์แดงของประเทศไทยนําไปสู่การส่งออกและมีรายได้มหาศาล เช่น สินค้าที่เป็นยาไทยอย่างนี้เป็นต้น จะต้องผ่านกระบวนการอนุมัติอนุญาตของทางราชการ หลาย ๆ ส่วนราชการ ซึ่งส่วนราชการเหล่านี้ก็ได้พยายามที่จะเชื่อมโยงหรือเรียกว่า คอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) เพื่อที่จะให้ระบบใบอนุญาตนั้น เรียกว่าเป็นซิงเกิลวินโดว์ (Single Window) อย่างที่พวกเรารู้จักคือกรอบข้อมูลทางเดียว แล้ววิ่งผ่านส่วนราชการหลาย ๆ ส่วนราชการที่จะอนุมัติอนุญาตส่วนราชการ จากส่วนราชการต่าง ๆ ไปจนถึงจุดปลายทาง สิ่งเหล่านี้นั้นก็พบว่าในกระบวนงานต่าง ๆ ที่ได้มีการดําเนินการร่วมกันมาหลาย ๆ ปีนั้น ก็ยังมีปัญหาอุปสรรคอีกมาก ดิฉันก็ขอแสดง ความยินดีที่กรรมาธิการได้แตะเรื่องนี้อย่างจริงจัง แล้วก็พยายามขับเคลื่อนให้มีกฎหมาย ฉบับใหม่เกิดขึ้น ซึ่งกฎหมายอันนี้ก็อาจจะนําไปสู่การเปิดเผยและปกปิดข้อมูลของ ส่วนราชการ และระดับของการเข้าถึงชั้นความลับต่าง ๆ ดิฉันยอมรับว่าผู้ประกอบการนั้น ไม่ไว้วางใจนะคะ ขออนุญาตเอ่ยว่าไม่ไว้วางใจในระบบราชการในบางส่วนที่อาจจะต้อง คุ้มครองข้อมูลของเขา เช่นสูตรความลับในการผลิตยาหรือว่าชื่อผู้ประกอบการร่วม ซึ่งจะ เป็นความลับทางการค้าอย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นกฎหมายเหล่านี้ที่จะขับเคลื่อนโดย คณะกรรมาธิการนั้นจะมีความสําคัญอย่างยิ่งที่จะทําให้ทั้งส่วนราชการและผู้ประกอบการ ที่เกี่ยวข้องบังเกิดความไว้วางใจ และทําให้เกิดความรับผิดชอบนะคะ หากมีข้อมูลส่วนใด ที่จะต้องปกปิดรั่วไหลก็จะต้องมีผู้รับผิดชอบอย่างจริงจัง หากมีข้อมูลส่วนใดที่จะต้องเปิดเผย ก็จําเป็นต้องเปิดเผยแม้ว่าไม่อยากเปิดเผย ดังนั้นส่วนนี้ดิฉันก็เชื่อมั่นว่ากรรมาธิการ ได้พิจารณามาอย่างรอบคอบแล้วในเรื่องกฎหมายที่จะขับเคลื่อนอีกัฟเวิร์นเมนต์คอนเนกเตด (e-Government connected) เหล่านี้ เพื่อให้ส่วนราชการไว้ใจส่วนราชการด้วยกัน ส่วนราชการนั้นเป็นที่ไว้วางใจกับผู้ประกอบการที่จะก้าวเข้าสู่กระบวนการของเราที่จะนํา ข้อมูลนั้นมาเชื่อมโยงกัน และเข้าไปสู่การให้บริการอย่างลดขั้นตอนอํานวยความสะดวก และสามารถดําเนินการได้ในเวลาอันรวดเร็ว อันนี้ก็ขออนุญาตมีข้อสังเกตเพียงแค่นี้ค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช นะครับ อดีต สปช. อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ปัจจุบันท่านเป็นประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ที่ท่านประธานให้โอกาสแสดงความคิดเห็นต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในด้าน เศรษฐกิจกระแสใหม่ที่เกี่ยวกับดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ก่อนอื่นก็ขอชื่นชม ทางกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจของท่านประธานสถิตย์ แล้วก็ ของท่านปีติพงศ์ที่ได้ดําเนินการในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนนะครับ เป็นเรื่องที่ ๔ แล้วของ เศรษฐกิจกระแสใหม่ที่จะทําให้ประเทศของเราก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดไปสู่ความเป็น ประเทศมีการพัฒนาที่เท่าเทียมกับนานาอารยประเทศ ท่านประธานกรรมาธิการและประธาน อนุกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงแล้วถึงข้อดีของการดําเนินการในเรื่องดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญต่อความก้าวหน้าของประเทศเป็นอย่างยิ่ง และยังส่งผลต่อ พี่น้องประชาชนโดยถ้วนหน้าในอีกหลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ มิติ อย่างเช่นในเรื่องของการที่เป็น โอเพนกัฟเวิร์นเมนฺต์ (Open Government) ก็คงจะสอดคล้องกับแนวทางในรัฐธรรมนูญ ที่กําหนดให้จะต้องเปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถกระทําได้ต่อประชาชน และต่อภาคเอกชน ซึ่งก็เรียกว่าโอเพนกัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) นั่นเอง โอเพนกัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) นี่ไม่ใช่เป็นกระแสของประเทศหรือวาระแห่งชาติ แต่เป็นวาระแห่งโลก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงมีความจําเป็นที่เราจะต้องรีบดําเนินการ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความโปร่งใสของประเทศซึ่งจะส่งผลต่อลําดับในการแข่งขัน ในการลงทุน ในค้าขายต่าง ๆ ผมคงมีข้อสังเกตเพียง ๒ ประการเพิ่มเติมกับทาง คณะกรรมาธิการ

ประเด็นแรก ในเรื่องของโครงการนําร่อง โครงการนําร่องที่ทางกรรมาธิการ ได้เสนอมา มีอยู่ ๓-๔ เรื่อง เรื่องที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือเรื่องสมาร์ตซิตี้ (Smart City) คือผลักดันให้เกิดจังหวัดตัวอย่างที่มีการบูรณาการการทํางานและการให้บริการภาครัฐ โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) ที่มีการเชื่อมโยงระหว่าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเป็นต้นแบบในการพัฒนาจังหวัดอื่น ๆ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นโครงการ นําร่องที่จะเป็นประโยชน์มาก เพราะว่าคอนเนกเตด (Connected) และโอเพนกัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) จะเกิดขึ้นได้ จะเกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ได้จริงจังนั้นก็จะต้อง ให้ภาคประชาชนนี้เข้าถึงดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) หรือดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital Technology) เพราะฉะนั้นการที่จะให้เขาเข้าถึงได้นั้นก็ต้องมีการส่งเสริมลงไปจนถึงระดับ รากหญ้า เพราะฉะนั้นการสร้างโครงการนําร่องไปที่จังหวัดต่าง ๆ ให้คนเห็นประโยชน์ ค่อยทําค่อยไปก็จะเป็นสิ่งที่ดี ทางสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเองก็ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้พัฒนามาตรฐานวิชาชีพด้านไอที (IT) ด้านดิจิทัล (Digital) ซึ่งเราก็ทําเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ส่งให้กับทางมหาวิทยาลัยทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนําไปใช้ในการเทียบเคียงหรือ กําหนดมาตรฐานให้กับผู้ที่จะมาทํางานด้านดิจิทัล (Digital) แต่ที่ผมอยากฝากเป็นข้อสังเกต ไว้นิดหนึ่ง คําว่า สมาร์ตซิตี้ (Smart City) สมาร์ตซิตี้ (Smart City) นี่ถ้าลองไปเปิดดูจริง ๆ นี่ ความหมายมันต่างจากดิจิทัลซิตี้ (Digital City) รัฐบาลขณะนี้ได้กําหนดให้มีดิจิทัลซิตี้ (Digital City) ๒ แห่ง คือภูเก็ตกับเชียงใหม่ ซึ่งทางสถาบันคุณวุฒิ วิชาชีพได้เข้าไปมีส่วนร่วม ในการทํางาน เพราะฉะนั้นคําว่า ดิจิทัลซิตี้ (Digital City) ก็จะตรงกับคําว่าดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เพราะ ดิจิทัลซิตี้ (Digital City) คือซิตี้ (City) ที่นําเทคโนโลยีพวกอินโนเวทีฟ เทคโนโลยี (Innovative Technology) เข้ามาใช้ให้เกิดการสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับ ภาคเอกชน ให้เกิดประโยชน์ในการทําธุรกิจต่าง ๆ และเกิดประโยชน์ในการเปิดเผยข้อมูล ของรัฐ เพราะฉะนั้นจะมุ่งเน้นไปในเรื่องเหล่านี้นะครับ ในเรื่องของการให้เกิดเอฟฟิเชียนซี (Efficiency) ประสิทธิภาพในการทํางานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโลคัล (Local) หรือจะเป็น เซนเตอร์กัฟเวิร์นเมนต์ (Center Government) เราเรียกนั่นว่าดิจิทัลซิตี้ (Digital City) แต่ ถ้าท่านพูดสมาร์ตซิตี้ (Smart City) นี่ สมาร์ตซิตี้ (Smart City) ในเชิงของอินเตอร์เนชันนัล (International) นี่เขามีการประกวดสมาร์ตซิตี้ (Smart City)อยู่ ปีนี้ก็มีประมาณ ๑๐ แห่ง ที่เขาประกาศมา มีอย่างเช่น อัมสเตอร์ดัม มีซานฟรานซิสโก โตเกียวต่าง ๆ สมาร์ตซิตี้ (Smart City) ส่วนใหญ่จะเน้นไปในเชิงของกรีนเทคโนโลยี (Green Technology) ของความเป็น กรีนซิตี้ (Green City) นําเทคโนโลยีไปพัฒนาให้เกิดความเป็นเมืองที่อยู่กับสิ่งแวดล้อม การพัฒนารถรางที่ไม่ใช้แก๊สอย่างนี้ นี่ถือว่าเป็นสมาร์ตซิตี้ (Smart City) นั่นเขาประกวดกัน บนแคเทกอรี (Category) บนปัจจัยเหล่านั้น ผมก็เพียงอยากจะชี้ให้เห็น เพราะรัฐบาล เรียกว่าดิจิทัลซิตี้ (Digital City) ที่ทําอยู่ตอนนี้ของเชียงใหม่กับของภูเก็ตนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะเรียนเป็นประเด็นสุดท้ายคือ ในเรื่องของที่ท่าน เขียนไว้ ข้อเสนอแนะในการปฏิรูปนะครับ ท่านบอกว่ามี ๖.๒ เสนอให้รัฐบาลดําเนินการ ตามข้อ ๒.๑.๑ ถึงข้อ ๒.๑.๓ ผมเห็นว่าถ้าเขียนแค่นี้แล้วคนที่อ่านไม่ได้ดูละเอียดนี่เขาก็ จะตกเรื่องที่สําคัญ ๆ ที่ท่านเขียนไว้ในข้อ ๒.๒ ทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นก็ควรจะให้รัฐบาล ดําเนินการตามข้อ ๒.๑.๑ ถึงข้อ ๒.๑.๓ และ ๒.๒.๑ ถึง ๒.๒.๕ ซึ่งรวมถึงโครงการต่าง ๆ เพราะว่ารายละเอียดในการดําเนินการตามแผนปฏิรูปของท่าน ท่านไม่ได้เขียนไว้ใน ๒.๑.๑-๒.๑.๓ แต่ท่านไปเขียนไว้ในข้อ ๒.๒ ต่าง ๆ ผมก็เพียงแต่ฝากว่าถ้าเขียนเพิ่มอย่างนั้น จะทําให้ผู้อ่านเขามีความชัดเจนขึ้นในการที่จะดําเนินการ แล้วก็พิจารณาข้อเสนอแนะของ คณะกรรมาธิการ ขอขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เหลือสมาชิกที่แสดงความจํานงอีก ๒ ท่านนะครับ ขอเชิญท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายต่อพงศ์ เสลานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม ต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ ผมขออนุญาตที่จะพูดถึงประเด็นสําคัญ ในเรื่องเกี่ยวกับดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ซึ่งในภาพรวมผมเองก็เห็นพ้อง และก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของกรรมาธิการ แต่สิ่งที่ผมจะขออนุญาตนําเสนอก็อาจจะเป็น อีก ๑ มิติ อีก ๑ มุมมอง ที่พูดถึงการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ผมได้ยินการนําเสนอที่พูดถึงส่วนเยอะนะครับก็คือเรื่องเกี่ยวข้องกับทางภาครัฐ ในการที่จะ ปรับตัวเข้าสู่ตัวการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) นี้นะครับ เพื่อปรับปรุงระบบ การทํางานต่าง ๆ ของภาครัฐ

อีกส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าจําเป็นต้องให้ความสําคัญอย่างยิ่ง ก็คือในส่วนของ ภาคของยูสเซอร์ (User) หรือภาคของผู้ใช้งาน เพราะธรรมชาติก็คือว่าภาครัฐจะปรับตัว เพื่อที่จะจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้าไปใช้ในแพลตฟอร์ม (Platform) หรือว่าระบบดิจิทัล (Digital) นี่ด้วย แต่ว่าที่สุดแล้วถ้าผู้ใช้งานอยู่ในระบบดังกล่าวมีจํานวนจํากัด ตัวอีโคโนมี ออฟ สเกล (Economy of Scale) หรือว่าความใหญ่ของตลาดที่จะจูงใจให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุน เพื่อที่จะเข้าไปปรับตัวเองให้อยู่ในฐานดิจิทัล (Digital) ก็จะลดลง เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ปัจจัยของความสําเร็จในเรื่องนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ของรัฐบาลคือ นัมเบอร์ ออฟ ยูสเซอร์ (Number of user) ครับ คือจํานวนผู้ใช้ของระบบนี้ หรือว่า ประชาชนที่เข้าไปใช้งาน เมื่อพูดถึงประชาชนที่เข้าไปใช้งานได้ ใช้ประโยชน์ได้ ในทรรศนะ ของผมที่มองว่าเป็นปัจจัยของความสําเร็จ ผมดีใจที่ได้ยินท่านกรรมาธิการพูดถึงอยู่ ๑ ประโยคในตอนท้าย ก็คือเรื่องเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ของประชาชน ผมจะเรียนว่าในแนวคิดของดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) นี้ครับ ก็ต้องบอกว่าปัญหา อุปสรรคของประชาชนในการเข้าถึงจะมีหลัก ๆ ที่เราใช้เป็นกรอบในการพิจารณาอยู่ ๔ หลัก ในการพูดถึงโทรคมนาคม หรือว่ากิจการกระจายเสียง ก็จะมีเรื่องจีโอกราฟฟี (Geography) หรือเรื่องสภาวะสภาพทางภูมิศาสตร์ เรื่องดิสซะบิลิที (Disability) หรือว่าความพิการ เรื่องเอนฟอร์ซอะบิลิที (Enforceability) หรือเรื่องปัจจัยทางเศรษฐกิจ แล้วก็เรื่องลิเทอเรซี (Literacy) หรือเรื่องความรู้ ผมเรียนครับว่าผมเองที่สนับสนุนนโยบายนี้อย่างยิ่ง เพราะว่า ประเทศไทยเราพูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ํา ต้นทุนในการเข้าใช้บริการจากภาครัฐของประชาชน ไม่เท่ากัน เรามีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระบบโทรคมนาคมจะเป็นการลงทุนโดยภาครัฐ หรือเอกชนจํานวนมหาศาล ทั้งหลายทั้งปวงนี้นะครับ มันก็คือการสร้างความเสมอภาคให้กับ คนไทย ไม่ว่าจะอยู่แห่งไหน ถ้าคุณยืนอยู่บนโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งเป็นโลกที่ไม่มีระยะทาง เป็นโลกที่ไม่มีพรหมแดน ก็สามารถที่จะเข้าถึงและใช้บริการ สามารถที่จะมีช่องทางที่จะ เข้าถึงได้เท่าเทียมกัน จริง ๆ เป็นการที่อาจจะเรียกว่าเป็นดีเซนทรัลไลซ์ (Decentralize) ก็คือการกระจายการเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงทําให้ทุกภาคส่วนเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้น ประเด็นที่ ๑ ผมคิดว่าก็คือการกระจายการเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงทําให้ทุกภาคส่วน เท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๑ ผมคิดว่าข้อเสนอของกรรมาธิการในส่วนที่ทําให้ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นต่าง ๆ ก็ต้องให้ความสําคัญถึงการกระจายตัวเพื่อให้โอกาสของ ประชาชน โครงข่ายไปถึงบ้านเขาให้มากที่สุด

ส่วนที่ ๒ ที่เป็นปัญหาอุปสรรคที่สําคัญ ซึ่งก็จะเป็นประเด็นที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานแล้วก็กราบเรียนเพื่อนสมาชิกเยอะ ๆ นะครับ เพราะว่าต้องบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ผู้สูงอายุก็จะมีความพิการอยู่ และอุปกรณ์ที่เป็นตัวกลาง จะเป็น สมาร์ตโฟน (Smart Phone) หรือจะเป็นคอมพิวเตอร์ก็แล้วแต่ที่จะเป็นกุญแจเข้าสู่สังคม ดิจิทัล (Digital Society) หรือว่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ก็เป็นเงื่อนไขสําคัญ ที่จะต้องคํานึงถึงความสามารถในการใช้งาน ใช้ประโยชน์ต่าง ๆ จะเป็นตัวอักษรใหญ่ จะเป็น ระบบที่มีเสียงหรือระบบอะไรก็แล้วแต่ที่มันจะเป็นแอปพลิเคชัน (Application) ที่เอื้ออํานวย ให้อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถที่จะเป็นประโยชน์ในการเข้าถึงประชาชนในหมู่มาก

ส่วนที่ ๓ เป็นสิ่งสําคัญอย่างยิ่งครับ คือต้องเรียนนะครับว่าดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ผมไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แล้วบอกว่าตอบโจทย์เฉพาะคนที่มี รายได้ปานกลางถึงรายได้สูง เพราะว่าในความเป็นจริงแล้วถ้าเราจะใช้แนวทางเศรษฐกิจนี้ ในการลดความเหลื่อมล้ําหรือว่าเป็นการดีเซนทรัลไลซ์ (Decentralize) หรือการกระจาย นี่นะครับ เพราะฉะนั้นตัวเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน จะเป็นราคาของอุปกรณ์ จะเป็นราคาของการเข้าใช้โครงข่าย หรือจะเป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคสําคัญก็คือค่าธรรมเนียม ที่ถูกแฝงอยู่ในบริการต่าง ๆ ก็ต้องอยู่ในราคาที่ประชาชนสามารถที่จะพึงจ่ายได้ แล้วประชาชน กลุ่มที่ว่าก็คือประชาชนส่วนใหญ่ที่อาจจะเป็นเกษตรกรผู้ใช้แรงงาน คนพิการ ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มคนที่เป็นคนยากจน

ส่วนที่ ๔ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ถ้าให้ลําดับความสําคัญ อันนี้ก็คงเป็นสิ่งที่สําคัญ ไม่อันอื่น นะครับ เพราะว่าไม่ว่าคุณจะมีงบประมาณ มีเงิน หรือว่ามีอุปกรณ์แค่ไหน แต่ถ้า ไม่สามารถที่จะมีวิธีการใช้ เรียนรู้ รู้เท่าทันการใช้ สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเหมือนบางท่าน มีสมาร์ตโฟน (Smart Phone) อยู่กับมือ ทําได้ก็ส่งเอสเอ็มเอส (SMS) อย่างนี้เป็นต้น ทั้ง ๆ ที่อุปกรณ์นี้เป็นกุญแจเข้าสู่โลกข้อมูลข่าวสารทั้งหลายมากมาย เพราะฉะนั้น ตัวนโยบายของท่านกรรมาธิการที่จะเสนอต่อแม่น้ําทั้งหลายสายนี้ ก็อยากให้ท่านได้ขยาย ความในส่วนที่ผมได้พูดถึงเพื่อประโยชน์ของการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ของภาคประชาชน และที่สุดแล้วก็จะเป็นการเพิ่มจํานวนของผู้ใช้ระบบดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) แล้วก็จะทําให้เศรษฐกิจของบ้านเราโตขึ้น

ผมฝากไว้นิดหนึ่งครับ ส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาที่หยิบยกนโยบายนี้ขึ้นมา ผมคิดว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทรานแซกชัน (Transaction) จํานวนมากเลยที่ผ่านโลกไซเบอร์ (Cyber) หรือว่าโลกดิจิทัล (Digital) นี้ ประเทศไทยเราอยู่ในกลุ่มประเทศที่เสียเปรียบ คนไทยจ่ายเงิน เยอะแยะมากมายครับ แต่ภาษีไม่ได้ตกในประเทศไทยครับ ภาษีไปตกให้ประเทศสิงคโปร์ บ้างส่วนใหญ่ หรือไปตกให้กับประเทศอื่น ๆ เพราะว่าเราไม่มีระบบที่จะรองรับการนับหรือ การเรียกเก็บ หรือการคํานวณรายได้เหล่านี้ ผมไปทราบตัวอย่างจากประเทศสหราชอาณาจักร หรือประเทศอังกฤษ เขามีกฎหมายให้กูเกิล (Google) ขออนุญาตที่เอ่ยนามกูเกิล (Google) นะครับ ไปตั้งเซิร์ฟเวอร์ (Server) ในประเทศเขา เขาเรียกภาษาเล่น ๆ ว่าเป็นกูเกิลแทกซ์ (Google Tax) นะครับ กฎหมายกูเกิล แทกซ์ แอกต์ (Google Tax Act) นี่ครับ เพื่ออะไรครับ เมื่อคุณมีการตั้งเซิร์ฟเวอร์ (Server) ในประเทศนั้น ความหมายว่าทรานแซกชัน (Transaction) หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นบนระบบก็จะผ่านการคํานวณของอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) หรือเขาเรียกรีคอกไนซ์ (Recognize) ครับ การเห็น การรับรู้ของตัวกิจกรรม ของภาครัฐที่อยู่ในระบบนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ฝากไว้เป็นส่วนเติมเต็มแต่โดยภาพรวม ก็สนับสนุนสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปเป็นสมาชิกท่านสุดท้ายนะครับ หมายเลข ๐๐๗ เลขเดียวกับเจมส์บอนด์ นะครับ ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ วันนี้ไม่ได้เอาอาวุธมาด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ในช่วง ๓ เดือนที่ผ่านมานี้ เราได้คุยกันในเรื่องเศรษฐกิจสมัยใหม่ของประเทศไทยนะครับ จะเป็นไบโออีโคโนมี (Bio Economy) โซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) แล้วก็วันนี้เรื่องของดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ๔ อย่างด้วยกัน ก็หมายความว่า เรากําลังจะเปลี่ยนรูปโฉมโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย ลดการพึ่งพาพืชพันธุ์ขั้นปฐม หรือทรัพยากรทางธรรมชาติ แล้วก็ลดความสําคัญของการผลิตอุตสาหกรรม ที่เรียกว่า แมนูแฟกเจอริงอินดัสทรีส์ (Manufacturing Industries) หรือว่าผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก ลงไปเป็นลําดับ คราวนี้ผมก็อยากจะขอเสนอว่า เมื่อเราจะมี ๔ ด้านของเศรษฐกิจสมัยใหม่แล้ว ผมขอเสนอว่าที่ประชุม สปท. น่าจะมานั่งม้วนเรื่องกันสักทีหนึ่งว่าอันนี้จะเป็นทิศทางอันแน่ชัด ของการปฏิรูปเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของเราหรือไม่ แล้วจะไปสอดคล้องกับ นโยบายของรัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงนี้เราเพิ่งเริ่มที่จะปฏิบัติการแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ๕ ปี ที่มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ว่าไปในทิศทางเดียวกัน มีการ ประสานงานหรือไม่ และฉะนั้นผมก็ขอเสนอไปยังท่านประธานด้วยว่า เราน่าจะได้รับฟังจาก สภาพัฒน์ในเรื่องของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ด้วย ไม่อย่างนั้น เรามาพูดเรื่องเศรษฐกิจใหม่ ๆ แต่เราไม่เคยฟังแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ ๕ ปี มันอาจจะเป็นการทํางานที่ต่างคนต่างทํา ขาดการประสานงาน แล้วถ้าเผื่อทุกคน เข้าใจกันอย่างนี้แล้วว่าแผนพัฒนา ๕ ปี ไปได้กับสิ่งที่เรากําลังคิดทําอยู่ในเรื่องของการปฏิรูป เศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างใหญ่หลวงนั้น เราก็จะได้ทํางานกันอย่างมีความมั่นคง แล้วก็แน่ชัด อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ถ้าเผื่อเราจะไปทิศทางนั้น ถ้าไม่แน่ชัดว่าเราจะเตรียมบุคลากร ของประเทศไทยอย่างไร เด็กรุ่นใหม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ให้เป็นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่เพื่อดูการ์ตูนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ โรงเรียนทุกโรงเรียนต้องมีคอมพิวเตอร์อย่างน้อย ๓๐-๔๐ เครื่องต่อโรงเรียนทั่วประเทศ เราจะพร้อมหรือไม่ ครูเราพร้อมหรือไม่นะครับ แล้วเราจะส่งเสริมให้เด็กค้นคว้าวิจัยกันมากน้อยแค่ไหน ในขณะเดียวกันกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม สภาวิจัย สํานักงานกองทุนสนับสนุนและส่งเสริมการวิจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะเกลี่ย ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่เพื่อมีงบประมาณที่จะส่งเสริมให้ แวดวงวิชาการ แล้วก็แล็บ (Lab) ของภาคเอกชนร่วมมือกันมีบูรณาการกัน แล้วก็ขับเคลื่อน ประเทศไทยไปสู่สังคมที่มีดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เป็นสังคมแห่งองค์ความรู้ โนว์เลจด์ เบส อีโคโนมี (Knowledge based Economy) ผมคิดว่าทางคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจต้องคิดเรื่องของการพัฒนาบุคลากร รวมทั้ง การค้นคว้าวิจัย นอกจากนั้นแล้วพนักงานต่าง ๆ ทั้งในโรงงานอุตสาหกรรม ในออฟฟิศ (Office) ต่าง ๆ นั้นเราจะมีโครงการของการที่จะรีเทรน (Retrain) ฝึกอบรมให้สามารถ มีทักษะของการใช้คอมพิวเตอร์ รู้เรื่องระบบไอที (IT) ได้หรือไม่ มันก็ข้ามไปจนถึงแวดวง กองทัพด้วยครับ เพราะว่าสงครามในอนาคตมันเป็นสงครามอิเล็กทรอนิกส์การป้องกัน ประเทศมันก็ต้องเป็นเรื่องของระบบ อิเล็กทรอนิกส์ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเคลื่อนไป ในทิศทางเดียวกัน แล้วก็ไปกันทั้งแผงนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะฝากไว้ แล้วผมคิดว่า สปท. น่าจะได้มีเวลาถกเรื่องนี้กันให้มาก หลังจากวันที่ ๓๐-๓๑ มีนาคม ที่ท่านประธาน จะพาพวกเราไปเสวนาธรรมกันที่ชะอํานะครับ

ส่วนประเด็นสุดท้าย เกี่ยวกับดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ตามหัวข้อ แล้วก็เอกสารที่แจก คือก็คิดว่าถูกครึ่งเดียว ในแง่ที่ว่ากําลังพูดเกี่ยวกับการบริการของรัฐ เป็นสําคัญ แล้วเราก็ได้ฟังว่าเราจะมี พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารกระทรวงไอซีที (ICT) ก็พยายามจะปรับปรุงระบบในหน่วยของตนเอง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรมก็จะวิ่งไปเที่ยวนั้น ในทิศทางนั้นคือเป็นเรื่องของการปรับปรุง หน่วยราชการไทยทั้งหมด ทั้งส่วนกลางและในท้องถิ่นให้ใช้เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ เพื่อรับใช้ประชาชนและเพื่อบริการประชาชนให้มีความโปร่งใส ลดการใช้ดุลยพินิจ การจ่ายใต้โต๊ะ การทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวางให้มากที่สุดและเร็วที่สุดได้ ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าเมื่อเราพูดกันถึงดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) แล้ว ผมก็อยากจะรู้แล้วว่า รัฐบาลไทยร่วมกับสภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้า แวดวงวิชาการ ทั้งหมด แล้วเราจะทําอะไรในการที่จะให้เรามีดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) จริง ๆ จัง ๆ เมื่อหลาย ๆ สัปดาห์มาแล้วผมได้พูดเกี่ยวกับประเทศเยอรมนี ว่าตอนนี้เขาเริ่มที่จะก้าวไปสู่ การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เขาเรียกโฟร์ท อินดัสเทรียล รีโวลูชัน (Fourth Industrial Revolution) การปฏิวัติสังคมครั้งที่ ๔ ครั้งแรกก็เริ่มตั้งแต่สตีมเอนจิน (Steam Engine) เครื่องจักรไอน้ํา มาในเรื่องของการใช้ออยล์ แอนด์ แก๊ส (Oil and gas) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็มาใช้ดิจิทัล (Digital) แต่ว่าในโฟร์ท อินดัสเทรียล รีโวลูชัน (Fourth Industrial Revolution) ขณะนี้เขาเอาดิจิทัล (Digital) ไปโยงกับอุตสาหกรรมการผลิต คือระบบไอที (IT) สามารถที่จะสั่งให้เครื่องมือเครื่องจักรอะไรต่าง ๆ ผลิตได้ทันที ไม่ต้องมาผ่าน ขั้นตอนของมนุษย์เข้ามาอยู่ตรงกลางต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วทิศทางของการอุตสาหกรรมที่ใช้ ไอที (IT) มันจะเป็นทิศทางของโลกไปในช่วง ๒๐ ปีข้างหน้า เราจะเตรียมความพร้อม ของเยาวชนไทย บุคลากรที่มีอยู่แล้วให้มีทักษะต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเราจะเสริมสร้าง ความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างเราที่ สปท. กับรัฐบาลที่กระทรวงศึกษาธิการที่ภาคเอกชน ทั้งหมด รวมทั้งเอ็นจีโอ (NGOs) ภาคชุมชนต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ผมคิดว่าเราน่าจะต้องมานั่ง คุยกันให้หมด แล้วให้เห็นภาพชัดว่าที่เรียกว่าโมเดิร์น ดิจิทัล อีโคโนมี (Modern Digital Economy) ในภาพรวมที่จะจําเป็นต้องครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) ก็ดี ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ดี เรามองเห็นภาพเหมือนกัน มีวิชัน (Vision) วิสัยทัศน์กันหรือไม่ และเราจะวางตัวประเทศไทยตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึง ผู้หลักผู้ใหญ่อย่างไร

แล้วประเด็นสุดท้าย มันก็ไม่ใช่เรื่องของการผลิตการบริการอย่างเดียว ที่เราสอบตกมากคือที่เรียกว่าแมเนจเมนต์โนว์ฮาว (Management Know-how) คนไทยเก่ง ๆ ในเรื่องการบริหารจัดการมีน้อยมากครับ เทียบกับประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง ไม่ได้เลย คนไทยเก่ง ๆ ที่จะเป็นซีอีโอ (CEO) เป็นซีเอฟโอ (CFO) ในบริษัทข้ามชาติมีไม่กี่คน แต่ที่เราเห็นดาษดื่นคือประชาชนพลเมืองจากชมพูทวีป คนบังคลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน นั่งอยู่ในบริษัทยักษ์ใหญ่ของฟอร์บ ๕๐๐ (Forbes 500) เยอะไปหมดเลย อย่างน้อย เราก็ต้องมุ่งไปในทิศทางนั้นในเรื่องของแมนเนจเมนต์โนว์ฮาว (Management Know-how) ที่มันต้องควบคู่ไปกับนิวอีโคโนมี (New Economy) หรือดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ในภาพรวมด้วย ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ข้อเสนอท่านน่าสนใจนะครับ ความจริงอาวุธของท่านคือปัญญาและประสบการณ์ ที่ท่านแชร์มาให้กับสภาเราโดยตลอดนะครับ สําหรับเรื่องข้อเสนอท่านกษิต ภิรมย์ และหลายท่าน ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการช่วยลองไปพิจารณาดู ในส่วนของกรรมาธิการกิจการ สภาเองวันพฤหัสบดีเราจะมีการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องของตัวร่าง แนวทางการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศในระยะเวลาที่เหลือนะครับ จากนั้นวันที่ ๒๙ ถึง ๓๐ เมษายน ก็จะไป ระดมความคิดเห็นเพื่อที่จะกําหนด ที่เราเรียกว่าเป็นนิวสเตป เนกซ์สเตป (New Step Next Step) คือก้าวใหม่ก้าวต่อไปในส่วนของการปฏิรูปประเทศนะครับ ก็มีเวลา อีกประมาณ ๑๐-๑๒ เดือน ขึ้นกับว่าคําถามผู้ออกประชามติจะมีหรือไม่อย่างไรนะครับ แล้วรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ดังนั้นก็เป็นช่วงที่การไปปรับปรุงโรดแมป (Road map) ของเราด้วย แล้วความจริงส่วนนี้รัฐบาลเองที่เราประสานในกรรมการ ๓ ฝ่ายนั้น ต้องเรียนว่าเรื่องของ ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) นั้น ในภาครัฐบาลนั้นไปไกลมาก ในการที่จะปรับเปลี่ยนกระทรวงไอซีที (ICT) เป็นกระทรวงดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) นะครับ พร้อมกันนั้นก็ได้มีการกําหนดแผน ๕ ปีแล้วนะครับ โดยให้อีจีเอ (EGA) คืออิเล็กทรอนิกส์ กัฟเวิร์นเมนต์ เอเจนซี (Electronics Government Agency) ซึ่งเป็น องค์การมหาชนนี้ได้จัดทํา ก็ครบทุกภาคส่วนตามแผ่นภาพที่ทางกรรมาธิการของเรา ได้นําเสนอ เพราะในเรื่องนี้จะมีการขับเคลื่อนอย่างสําคัญทีเดียว ส่วนของ สปท. เองนี่ได้มีอยู่ในเรื่องของ ๔ เศรษฐกิจกระแสใหม่นะครับ ซึ่งถือว่าเป็นเหมือนนิวเอนจิน (New Engine) ของเรา ของประเทศที่จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมมาสู่เศรษฐกิจฐานใหม่ของเรา นะครับ ดังนั้นก็อาจจะเป็น ๑ ใน ๓ เรื่องของกรรมาธิการเศรษฐกิจของเราที่ได้กําหนดให้ ๑๒ คณะนี้ได้ส่งเรื่องที่จะไฮไลต์ (Highlight) ในการปฏิรูป ๓ วาระด้วยกัน ต้องส่งภายใน วันนี้ พร้อมกันนั้นก็รับข้อเสนอของหลายท่าน รวมทั้งท่านกษิต ภิรมย์ นะครับ ขอเชิญ ท่านประธานกรรมาธิการได้ตอบข้อซักถามของสมาชิกครับ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้กรุณาสนับสนุนและให้ข้อเสนอแนะ ที่สําคัญ ความจริงวันนี้นอกจากกระผมแล้ว ยังมีท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ท่านมนู เลียวไพโรจน์ ท่านคณิสสร นาวานุเคราะห์ ท่านทวีศักดิ์ กออนันตกูล และท่านอรฉัตร เลียงพิบูลย์ เตรียมพร้อมที่จะตอบข้อสังเกตและข้อคําถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ แต่ด้วยเห็นว่าระยะเวลาได้ล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว เพื่อความกระชับผมจึงได้ขออนุญาต ทุกท่านที่ได้เอ่ยนามเมื่อสักครู่ว่าผมจะขอเรียนตอบข้อสนับสนุนและข้อสังเกตของ ท่านกรรมาธิการทุกท่านดังนี้

กราบขอบพระคุณท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ที่ได้สนับสนุนในเรื่อง การปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ผมอยากเรียนท่านเพิ่มเติมว่าจากรายงาน การสํารวจดัชนีความโปร่งใสไร้คอร์รัปชันของสถาบันความโปร่งใสระหว่างประเทศ หรือทรานส์พาเรนซีอินเตอร์เนชันนัล (Transparency International) พบว่าในช่วง ๑๐ ปี ที่ผ่านมาประเทศไทยมีดัชนีความโปร่งใสไร้คอร์รัปชันที่ไม่ค่อยดีนัก พบว่าอันดับของไทย ขึ้นลงอยู่ในช่วงอันดับที่ ๗๖ ถึง ๑๐๒ จาก ๑๙๐ ประเทศ ขอบพระคุณท่านที่ได้กรุณา สนับสนุนว่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) บนรากฐานของรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) จะทําให้มีความโปร่งใสในการบริหารภาครัฐมากขึ้น และจะทําให้อันดับของ ความโปร่งใสไร้คอร์รัปชันของไทยจะดีขึ้นในอนาคต

ขอบพระคุณท่านเมธินี เทพมณี ที่ได้กรุณาอธิบายขยายความได้ชัดเจน ถึงความเป็นใยแมงมุมเชื่อมเข้าด้วยกันขององค์กรภาครัฐที่ได้ใช้เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ผ่านทางรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ท่านเป็นอดีต ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะฉะนั้นท่านได้กรุณาอธิบายเพิ่มเติมจนเป็นที่ เข้าใจกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น และนอกจากนั้นท่านยังได้กล่าวถึงความสะดวกของประชาชน และภาคธุรกิจในการที่จะได้ประโยชน์อย่างสําคัญจากรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และที่สําคัญท่านได้กรุณากล่าวถึงเรื่องของซิงเกิลวินโดว์ (Single Window) ซึ่งเป็นเรื่องที่ สําคัญมาก เพราะว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนหรือนักธุรกิจสามารถที่จะใช้ข้อมูลของภาครัฐ ที่เชื่อมโยงถึงซึ่งกันและกันได้

ดังที่ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ได้กล่าวถึงเรื่องพัฒนาการของการ ทําหนังสือเดินทางที่เพียงแต่ยื่นบัตรประชาชนเท่านั้นก็สามารถที่จะทําหนังสือเดินทาง เสร็จสิ้นได้โดยเร็ว ถ้าหากว่าโครงข่ายใยแมงมุมหรือคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) ได้สมบูรณ์แบบแล้ว แม้กระทั่งบัตรประชาชนนั้นเองก็ไม่ต้องแสดงอีกแล้ว เพราะว่ากระทรวงต่างประเทศสามารถนําข้อมูลบัตรประชาชนของกระทรวง มหาดไทย ผ่านทางใยแมงมุมหรือคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) มาใช้ได้ โดยตรง

ขอบคุณท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ได้กรุณาแนะนําในเรื่องของ ดิจิทัลซิตี้ (Digital City) กับสมาร์ตซิตี้ (Smart City) ซึ่งเป็นสิ่งที่สําคัญ เพราะว่าสิ่งที่กําลัง นําเสนออยู่นี้เป็นเรื่องดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เพราะฉะนั้นคําที่ควรจะใช้คือ ดิจิทัลซิตี้ (Digital City) ท่านยังได้แนะนําให้ปรับปรุงหัวข้อที่เสนอให้ท่านสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้ความเห็นชอบว่าควรจะเขียนหัวข้อให้ถูกต้องและครอบคลุม

ท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ท่านได้กรุณาสนับสนุนในเรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) พร้อมกับข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ ๔ ประการด้วยกัน ประการแรก ก็คือ เรื่องของลักษณะทางภูมิศาสตร์ในการที่จะนําเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ไปใช้ ประการที่ ๒ ก็คือ เรื่องความสามารถของประชาชนที่บางส่วนอาจจะยังขาดความสามารถ ทางกายภาพบางอย่างให้สามารถที่จะใช้บริการของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) นี้ได้อย่างเต็มที่ ท่านยังได้กรุณากล่าวถึง ความสามารถในทางเศรษฐกิจในอันที่จะเข้าถึงเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) นี้ เพราะว่าถ้าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เข้าถึงเฉพาะผู้ที่มีเศรษฐกิจระดับกลาง กับระดับสูงเป็นต้นไป ความมุ่งหมายในการลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจผ่านทาง เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ก็จะไร้ผล ที่สําคัญท่านพูดถึงเรื่องของการเรียนรู้ ในเรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เพราะถ้าหากว่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ที่ได้ปฏิรูปอย่างดีแล้วรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่การเรียนรู้ของประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มี การเข้าใจในการที่จะใช้ประโยชน์จากรัฐบาล ดิจิทัล (Digital Government) เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ยังไม่ดี การปฏิรูป เช่นนี้ก็เป็นการปฏิรูปที่ไม่ได้ผลอย่างแท้จริง และไม่ได้ครอบคลุมไปถึงประชาชนส่วนใหญ่ นอกจากนั้นท่านก็ยังได้แนะนําในเรื่องของการใช้ความเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) มาเป็นประโยชน์ในเรื่องของการจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นรายได้ที่สําคัญของประเทศ

ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านได้กรุณาสนับสนุนเรื่องเศรษฐกิจกระแสใหม่มาตลอด ในวันนี้ก็เช่นกัน ท่านก็อยากจะให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของสภาพัฒน์นั้น ได้คํานึงถึงเรื่องนี้ด้วย ท่านเป็นห่วงว่าจะไม่มีเรื่องที่เรานําเสนอในวันนี้เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูป เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ขอเรียนว่า เรื่องที่นําเสนอต่อท่านสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันนี้ หากท่านให้ความเห็นชอบแล้วก็จะได้เสนอเรื่องนี้ไปยัง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อประกอบการจัดทําแผนตามที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้แนะนําต่อไป ท่านยังได้กรุณาแนะนําในเรื่องของการเตรียมบุคลากร เรื่องของการจัดการ ความรู้ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ให้ร่วมมือกับภาคเอกชน เช่นสภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้า ที่สําคัญก็คือท่านได้เน้นย้ําในเรื่องของความ เชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) กับการปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคที่ ๔ เพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ ๔ นั้นมิอาจจะเกิดขึ้นได้เลยถ้าปราศจากเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) เพราะฉะนั้นความเชื่อมโยงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ

ผมขอกราบขอบพระคุณการสนับสนุนและข้อสังเกตทุกท่านดังที่ได้กล่าว ไว้แล้ว แล้วก็จะขอนําไปปรับปรุงเพิ่มเติมในเอกสารที่จะนําเสนอไปยังรัฐบาลและผู้ที่ เกี่ยวข้องต่อไป นอกจากนั้นก็ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้กรุณารับฟังการนําเสนอที่ผ่านมา ในวันนี้ และหวังว่าคงได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศทุกท่านที่จะกรุณาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เรียบร้อยแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ยังมีสมาชิกทยอยเดินมานะครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตน ไหมครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๓ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการปฏิรูป เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) หรือไม่

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิบ้างครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนด้วยครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๓ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ

ก็เกือบเต็มร้อยนะครับ ก็ขอแสดงความยินดีทีมเศรษฐกิจนะครับ เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ

จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจแล้วนะครับ ขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการตลอดจนผู้ชี้แจงครับ

ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกและกรรมาธิการ ทุกท่าน เจ้าหน้าที่ทุกคนนะครับ ที่มาประชุมและทําหน้าที่อย่างพร้อมเพรียงกัน ผมขอ ปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๒๔ นาฬิกา