สถิตย์ ชี้รัฐบาลดิจิทัลรากฐานพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๗ · ๔ เมษายน ๒๕๕๙

สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นำเสนอกรอบการปฏิรูปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลโดยอ้างอิงแนวคิดการพัฒนาระยะยาวของอัลวิน ทอฟเลอร์ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการสร้างรัฐบาลดิจิทัลเป็นรากฐานสำคัญ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสนอให้พัฒนาระบบบริการภาครัฐแบบองค์รวมผ่านดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ก่อนผลักดันให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้แจงแนวทางเพิ่มเติมต่อไป

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ขออนุญาตนําเรียนเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูป เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ทั้งนี้ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ท่านที่ปรึกษา กรรมาธิการ และประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ จะเป็น ผู้นําเสนอที่สําคัญ พร้อมทั้งที่ท่านประธานได้กรุณาอนุญาตให้คุณอรฉัตร เลียงพิบูลย์ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่เป็นผู้ชี้แจง ผมขออนุญาต เรียนต่อท่านสมาชิกที่เคารพเป็นเบื้องแรกก่อนว่า ในการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกที่ผ่านมานั้น มีกระแสการพัฒนาอยู่ ๓ กระแสด้วยกันตามหนังสือของอัลวิน ทอฟเลอร์ ซึ่งเขียนเรื่อง คลื่นลูกที่ ๓ หรือเดอะ เทิร์ด เวฟ (The Third Wave) ได้แบ่งพัฒนาการออกเป็น ๓ ระยะ ด้วยกัน

ระยะแรกก็คือการปฏิวัติทางด้านเกษตรกรรม ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์ได้เริ่ม ตั้งรกรากรวมกลุ่มด้วยกันทําเกษตรกรรม ก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมไปทั่วโลก และเป็นก้าวย่างที่สําคัญของพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจของโลก

คลื่นลูกที่ ๒ ก็คือการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้มีการนําเครื่องจักรมาใช้ในการ พัฒนาเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมนี้เองก็ทําให้โลกพัฒนา ไปอีกระดับหนึ่ง มากไปกว่าการปฏิวัติในช่วงการปฏิวัติทางด้านเกษตรกรรมเป็นอย่างมาก

และท้ายที่สุดคลื่นลูกที่ ๓ ก็คือการปฏิวัติที่เรียกว่าการปฏิวัติหลังการปฏิวัติ อุตสาหกรรม หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เป็นการปฏิวัติยุคสื่อสารข้อมูล หรืออินฟอร์เมชันเอจ (Information Age) ซึ่งยุคนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและประเทศ โดยการพัฒนาอยู่บนรากฐานของข้อมูลการสื่อสาร พัฒนาการในยุคของข้อมูลข่าวสารนี้เอง นํามาสู่การดําเนินการโดยใช้การสื่อสารข้อมูลด้วยดิจิทัล (Digital) การนํามาสู่พัฒนาการ การพัฒนาด้วยดิจิทัล (Digital) นี้เองที่ทําให้เกิดคําว่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เป็นคําที่เริ่มต้นโดยนักเขียนท่านหนึ่งชื่อว่าดอน แทปสก็อตต์ ท่านได้เขียนหนังสือชื่อว่าดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) หรือเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ตั้งแต่ปี ๑๙๙๕ ในปีนั้นหนังสือเล่มนี้เป็นที่นิยม เป็นหนังสือขายดีติดต่อกัน เป็นเวลานาน เป็นหนังสือที่ทํานายว่าโลกอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรด้วยผลของดิจิทัล (Digital) และปรากฏว่าจนถึงวันนี้คําทํานายเหล่านั้นส่วนใหญ่ถูกต้อง คือทั่วโลกเป็นเศรษฐกิจ ที่อยู่บนพื้นฐานของดิจิทัล (Digital) ไปแล้ว เราหันมาดูเศรษฐกิจตัวเลขสถิติที่สําคัญ ที่ผมอยากจะเรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ สถิติในเรื่อง ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สําคัญในการที่จะชี้ว่า แต่ละประเทศนั้นมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพียงใด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแต่ละประเทศ ที่ถูกจัดอันดับนั้นมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงใด ซึ่งในการวัดขีดความสามารถ ในการแข่งขันนั้น วัดสมรรถนะทางด้านเศรษฐกิจ ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่ในลําดับที่ ๑๓ ต่อจากประเทศมาเลเซียซึ่งอยู่ที่อันดับ ๖ ประเทศสิงคโปร์อยู่ที่อันดับ ๓ ประสิทธิภาพภาครัฐประเทศไทยอยู่ในลําดับที่ ๒๗ ในขณะที่ประเทศมาเลเซียอยู่ในอันดับที่ ๑๖ ประเทศสิงคโปร์อยู่ในลําดับที่ ๒ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ประเทศไทยอยู่ในลําดับที่ ๒๔ ประเทศมาเลเซียอยู่ในลําดับที่ ๑๐ ประเทศสิงคโปร์อยู่ในลําดับที่ ๗ นอกจากนั้นถ้าดู ลึกลงไปถึงเรื่องความง่ายของการประกอบธุรกิจหรืออีส ออฟ ดูอิง บิซซิเนส (Ease of doing business) ซึ่งพัฒนาการจัดอันดับโดยธนาคารโลก ซึ่งมีองค์ประกอบอยู่ ๔ เรื่องด้วยกัน ก็คือ ขั้นตอนในการดําเนินการที่ง่ายขึ้น การดําเนินการที่รวดเร็วขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดําเนินการ ที่ต่ําลง และกฎหมาย ระเบียบที่สะดวกขึ้น ผลการจัดอันดับใน ๑๐ ปีที่ผ่านมาในเรื่อง ความง่าย การประกอบธุรกิจประเทศไทย อยู่ในลําดับที่ ๔๙ ลดจากปีที่ผ่านมา ๒๓ อันดับ เมื่อเทียบสถิติเหล่านี้กับสถิติของการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีอยู่ ๙๘.๖ ล้านเลขหมาย มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) กว่า ๒๕ ล้านคน ใช้สื่อสังคมประมาณ ๑๘ ล้านคน แต่ปรากฏว่า มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ได้ใช้สื่อเหล่านี้ไม่ถึงครึ่ง เมื่อประกอบกับสถิติที่ผม ได้เรียนต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่แล้วก็จะเห็นว่าเรามีความจําเป็นที่จะต้องปฏิรูป ในเรื่องของดิจิทัล (Digital) เพื่อจะนําไปสู่การพัฒนาในรูปแบบของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) แล้วถ้าหากว่าเราปฏิรูปเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) อย่างแท้จริง เราจะก้าวมาสู่ในยุคของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เหมือนกับประเทศอื่นที่ใช้ ดิจิทัล (Digital) นําหน้าทางด้านเศรษฐกิจ ในหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศ สหรัฐอเมริกา ประเทศในสหภาพยุโรป ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้หรือประเทศสิงคโปร์ ล้วนแล้วแต่ใช้ดิจิทัล (Digital) เป็นพื้นฐานสําคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) จึงเป็นเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นกลไกสําคัญ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) ก่อให้เกิด การปฏิรูปกระบวนการผลิต การดําเนินธุรกิจ การค้า การบริการและกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งมวล แต่การก้าวเข้าไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) นี้เองจําเป็นจะต้องมี รากฐานที่สําคัญและแข็งแกร่งในการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจที่มีดิจิทัล (Digital) เป็นหลัก รากฐานที่สําคัญอันนี้เอง คือรัฐบาลดิจิทัล (Digital) หรือดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) ซึ่งหมายถึงรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าเชิงสาธารณะด้วยการจัดทํา เข้าถึง เผยแพร่ข้อมูล ส่งมอบบริการในสภาพแวดล้อมของการทํางานที่เป็นดิจิทัล (Digital) โดยอาศัย เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ อินเทอร์เน็ต (Internet) โมบาย (Mobile) โซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network) และคลาวด์คอมพิวติง (Cloud Computing) รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ดังที่กล่าวแล้วนั้นมีลักษณะสําคัญ ๓ ประการคือ ๑. จะต้องมีการเชื่อมต่อข้อมูลต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันที่มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก และในปัจจุบันไม่ได้สื่อถึง ซึ่งกันและกันในระบบดิจิทัล (Digital) บางหน่วยงานอาจจะใช้ระบบดิจิทัล (Digital) บางหน่วยงานไม่ได้ใช้ แต่การสื่อสารซึ่งกันและกันยังจะต้องพิมพ์ออกมาเป็นเอกสารจาก หน่วยงานหนึ่งนําไปยื่นอีกหน่วยงานหนึ่งไม่สามารถที่จะใช้สื่อดิจิทัล (Digital) ถึงระหว่างกัน และใช้ร่วมกันอย่างบูรณาการได้

ประการที่ ๒ ก็คือรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) นั้นจะเป็นการทํางาน แบบองค์รวมมีเป้าหมายองค์รวมด้วยกันในการที่จะทําให้การดําเนินงานทุกอย่างของภาครัฐ มีเป้าหมายในการอํานวยความสะดวกให้กับประชาชน และวิธีการต่าง ๆ ที่ผ่านสื่อดิจิทัล (Digital) นั้นสามารถเชื่อมต่อถึงกันและกันเพื่อที่จะให้การทํางานที่มีเป้าหมายแบบองค์รวมนั้น สามารถที่จะเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และที่สําคัญประการสุดท้ายคือว่าการทํางานทั้งหลายนั้นต้องทําในรูปของ ดิจิทัล (Digital) ซึ่งหมายความว่าเป็นการทํางานที่ทุกอย่างอยู่ในเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือเครือข่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของดิจิทัล (Digital) โดยไม่จําเป็นที่จะต้องพิมพ์ออกมาเป็นเอกสาร สามารถที่จะดําเนินการทุกอย่างได้ โดยมีข้อมูลกลางและหน่วยงานทุกหน่วยงานสามารถใช้สื่อกลางหรือข้อมูลกลางเหล่านั้น ผ่านทางดิจิทัล (Digital) ให้เป็นประโยชน์ในการที่จะทําให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในการ บริการจากภาครัฐ ในการที่ภาคธุรกิจจะได้รับบริการในเรื่องของการขออนุญาตในเรื่องของ ข้อมูล ในเรื่องของกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ที่สามารถดําเนินการผ่านทางดิจิทัล (Digital) ได้ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) จึงเป็นรากฐานสําคัญของ การพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งคณะกรรมาธิการการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจกระแสใหม่นําโดย ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ได้นําเสนอวิธีการในการปฏิรูปไว้อย่างชัดเจนเพื่อที่จะขอความเห็นชอบจากสมาชิกทุกท่าน ณ ที่นี้ ผมจึงขออนุญาตท่านประธานเรียนเชิญท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ได้กล่าวถึง การปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ