ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา หารือแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและรัฐบาลดิจิทัล โดยเน้นการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และวัฒนธรรมไทยผ่านสามเสาหลักคือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจเพื่อสังคม พร้อมผลักดันการปฏิรูปภาครัฐให้มีความโปร่งใส เชื่อมโยงข้อมูล และเปิดเผย ผ่านการบูรณาการระบบดิจิทัล กฎหมายรัฐบาลดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการบริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันการทุจริต
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สปท. ลําดับที่ ๙๙ ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ ซึ่งได้นําเรื่องเศรษฐกิจ กระแสใหม่เสนอต่อสภานี้ไป ๓ เรื่องแล้ว
เรื่องแรก ก็คือเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งเกี่ยวพันกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทางด้านชีวภาพในการพัฒนาประเทศ
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องการใช้ความสามารถ ในการสร้างสรรค์ของคนไทยและการใช้วัฒนธรรมในการที่จะดําเนินการในทางเศรษฐกิจ เพื่อหารายได้ให้กับประเทศ
ในเรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจเพื่อสังคม ซึ่งได้ริเริ่มนโยบายที่จะใช้ กระบวนการในทางเศรษฐกิจเพื่อมาแก้ปัญหาสังคม โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อที่จะลด ค่าใช้จ่ายของฝ่ายรัฐบาลลงให้ได้ ซึ่งทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นสิ่งซึ่งคนไทยอยู่ในจิตวิญญาณ แล้วก็ มีอยู่ในสายเลือด แล้วก็มีเทคโนโลยีของตัวเองที่เพียงพออยู่พอสมควรแล้วครับ
แต่เรื่องสุดท้ายที่จะนําเสนอในวันนี้ในส่วนที่เกี่ยวพันกับเรื่องของเศรษฐกิจ กระแสใหม่ คือเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) นี้ครับ เป็นเสมือนภาคบังคับ อย่างที่ ท่านประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจได้กล่าวมาแล้วว่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) นี้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคนทั่วโลกเป็นการปฏิวัติทางสังคมครั้งที่ ๓ ซึ่งเกิดขึ้นกับ มวลมนุษยชาติ ประเทศเราเป็นประเทศเล็ก ๆ เราอาจจะไม่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเช่นเดียวกับ คนอื่นเขา แต่ว่าเราต้องเป็นผู้ที่ใช้การเปลี่ยนแปลงอันนี้ให้ดีที่สุด ให้เหมาะสมที่สุดและเป็น ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจสังคม และแม้แต่การเมืองของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ มิติของเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) มีมากมาย ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นตัวรัฐบาลเอง กระทรวงไอซีที (ICT) กระทรวงอื่น ๆ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และหลายแห่ง รวมทั้งภาคเอกชนได้ดําเนินการ ในเรื่องเหล่านี้ไปคืบหน้าพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นภาคของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้าง พื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทําธุรกิจของภาคเอกชนหรือเรื่องของการควบคุมสิ่งที่ เรียกว่าไซเบอร์ไครม์ (Cyber Crime) เหล่านี้คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ ในเวลาที่เรามีเหลืออยู่คณะกรรมาธิการจึงได้เลือกเรื่องที่เรียกว่าคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) หรือรัฐที่มีความเชื่อมโยง รัฐที่เปิดเผยที่เรียกว่าโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) เป็นเรื่องหลัก เพราะว่าเรื่องความเชื่อมโยงของรัฐ ในทางดิจิทัล (Digital) ประสบการณ์ของผมเองได้ดําเนินการกันมาเกือบจะ ๑๐ ปีแล้ว แต่ปัจจุบันความสําเร็จก็ไปได้เพียงระดับหนึ่ง และถ้าเผื่อรัฐบาลช้าเอกชนก็จะต้องไปได้ช้า ถ้ารัฐบาลยังไม่สามารถเชื่อมโยงตัวเองได้ เอกชนก็จะมีปัญหาในการดําเนินงาน เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่คณะอนุกรรมาธิการจึงได้เลือกมาเป็นเรื่องเดียวที่จะทํางานเกี่ยวกับ เรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) โดยคณะอนุกรรมาธิการก็ได้ไปมองวาระ การปฏิรูปของคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) ของ สปท. ที่ทําไว้เดิม ซึ่งถ้าจะเท้าความกลับไป สปท. ก็บอกว่าช่องว่างต่าง ๆ ที่จะต้องปิดในเรื่องของคอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) หรือรัฐบาลที่มีความเชื่อมโยงก็มีอยู่สัก ๕ ประการด้วยกัน
ประการแรก คือเรื่องของกฎหมาย
ประการที่ ๒ คือโครงสร้างการขับเคลื่อนและการบริหารจัดการโครงการ
ประการที่ ๓ คือเรื่องของการวางโครงสร้างอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government)
ประการที่ ๔ คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หรือว่าทรัพยากรบุคคล
และประการสุดท้าย คือโครงการนําร่องให้เกิดบริการประชาชนด้วยการ บูรณาการข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ
เราได้เน้นเพียง ๒-๓ เรื่องเท่านั้นเอง คือเรื่องแรกก็คือเรื่องกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีความจําเป็นอย่างแน่นอน ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของการบริหารจัดการ การขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ และประการสุดท้าย ก็คือเรื่องการนําร่องให้มีการบริการ ประชาชนด้วยการบูรณาการข้อมูลของทางฝ่ายรัฐนะครับ ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ต่อไปนี้ก็เป็นการ์ตูนที่เพียงแต่บอกว่ารัฐบาลจะต้องเปิดเผยนะครับ ไม่อย่างนั้นแล้วเรื่องต่าง ๆ ก็จะหลบอยู่ใต้มุมมืด ซึ่งก็จะเป็นปัญหาทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง การเลือกตั้งอะไรต่าง ๆ ที่เราพูดกันมาตั้งแต่เช้าแล้วนะครับ
สไลด์ (Slide) ต่อไปก็แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดเผยข้อมูล กับการลดการคอร์รัปชัน ไทยนี่อยู่ในอันดับหลัง ๆ หน่อยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ อันดับความโปร่งใสในการดําเนินงานภาครัฐหรืออันดับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอยู่ที่ ๗๖ แล้วก็ ๔๒ แต่ว่าเรื่องการเปิดเผยข้อมูลก็ยังดีกว่าประเทศมาเลเซียนิดหน่อยนะครับ การเปิดเผย ข้อมูลเรื่องความโปร่งใสและการลดคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นโจทย์ที่มีความสําคัญ ในขณะนี้แล้วเป็นเหตุผลว่าทําไมเราถึงเลือกที่จะทําเรื่องโอเพนกัฟเวิร์นเมนต์ (Open Goverment) ก็เพราะว่าเรื่องนี้ถ้าดูตามอินเด็กซ์ (Index) หรือดัชนีที่ชี้วัดไทยนี่ยังอยู่ ในอันดับที่ค่อนข้างจะต่ํานะครับ เมื่อเทียบกับที่อื่น ๆ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจก็ได้ชี้แจงไปแล้ว ซึ่งอย่างน้อยที่สุดเราก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าอีก ๕ ปีข้างหน้าเราต้องยกระดับขึ้นอย่างน้อย สัก ๑๐ คะแนน เพื่อให้อยู่ในแหล่งที่ดีมากขึ้น เรื่องข้อมูลภาครัฐทั่วไปนโยบายทั่วโลก ทุกคนก็ พยายามที่จะต้องให้มีการเปิดเผยอยู่แล้วนะครับ แม้ว่าอาจจะเป็นประเทศที่เจริญแล้วอย่างที่ เห็นในการ์ตูนนี้ก็แล้วแต่นะครับ อย่างไรก็ตามก็อยากจะชี้แจงว่าแม้เราจะโฟกัส (Focus) เรื่องของเราเกี่ยวกับเรื่องของรัฐบาลอย่างเดียว ผลประโยชน์ที่จะได้รับโดยภาคเอกชน ก็เกิดขึ้นตามมาด้วยตัวของมันเอง ยกตัวอย่างเช่น ในต่างประเทศก็มีบริษัท ๆ หนึ่งเอาข้อมูล ของรัฐบาลมาชี้ให้เห็นว่าเมืองไหนน่าอยู่ที่สุด หรือหมู่บ้านไหนน่าอยู่ที่สุด โดยการทํา อินเด็กซ์ (Index) จัดอันดับอาชญากรรม จัดอันดับสถานที่ศึกษา สถานศึกษาต่าง ๆ ราคาอสังหาริมทรัพย์ เราก็เอาข้อมูลเหล่านี้มาขายเพื่อให้ผู้ที่จะตัดสินใจซื้อบ้านหรือผู้ที่จะ ตัดสินใจเข้าไปอยู่ ณ เมืองใดเมืองหนึ่งได้พิจารณาข้อมูล แต่ว่าเอกชนต้องได้ข้อมูลจาก รัฐบาล ถึงจะทําเรื่องเหล่านี้ได้ เพราะเรื่องอาชญากรรมเป็นต้นนี่ จะต้องเป็นข้อมูลของ รัฐบาล หรือว่ามีอีกบริษัทบอกว่า เครื่องบินยี่ห้อไหนตรงเวลามากที่สุด แล้วก็ไม่มีปัญหาเรื่อง บุกกิง (Booking) เรื่องการเดินทางอะไรต่าง ๆ มากที่สุด มันเป็นเรตติง (Rating) ซึ่ง ภาคเอกชนสามารถที่จะไปใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจแล้วก็ขายข้อมูลได้ เพราะฉะนั้น พื้นฐานเหล่านี้ถ้าไม่มีข้อมูลของรัฐแล้วก็จะทําแทบไม่ได้เลยนะครับ จะไปสํารวจข้อมูลใหม่นี่ เป็นการลงทุนที่คงจะไม่เกิดประโยชน์มากที่สุด ในขณะเดียวกันประชาชนผู้เสียภาษี ก็สามารถที่จะดูเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับการจ่ายภาษีของตนได้ค่อนข้างจะชัดเจน เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐมีข้อมูลที่เชื่อมโยงและเปิดเผย ภาคเอกชนก็ได้ ภาคประชาชนก็ได้ประโยชน์ นอกเหนือจากการทํางานของรัฐเองนะครับ ทีนี้แผนที่นําทางที่เราใช้ภาษาอังกฤษว่า โรดแมป (Road map) นี้มันจะไปอย่างไร ผมอยากจะเรียนสัก ๒-๓ ประเด็นอย่างนี้ว่า ข้อเสนอของทางฝ่ายเรานี้เห็นว่าหลักการสําคัญ ๆ มีอยู่ ๒ หลักการ ก็คือ ๑. รัฐบาลต้องใช้ ความรวดเร็วให้เป็นประโยชน์ อันที่ ๒ จะต้องมีการปฏิรูปการทํางานของรัฐอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งอันที่ ๒ นี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะมีปัญหาเพราะอย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการได้เรียน ให้ที่ประชุมทราบไว้แล้วว่าข้อมูลบางอันเท่าที่ผมมีประสบการณ์ยังเก็บเป็นเอกซ์เซล (Excel) ก็มีนะครับ เก็บเป็นกระดาษก็มีนะครับ ไม่สามารถจะอัปโหลด (Upload) ขึ้นมาได้เลย ต้องไปจ้างคนมาทําข้อมูลเหล่านั้นเป็นต้น เพราะฉะนั้นการประสบปัญหาเรื่องของการปฏิรูป การทํางานของภาครัฐจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งยวดในชั้นเริ่มต้นนะครับ
ส่วนขั้นตอนเราเห็นว่ามีประมาณสัก ๕ ขั้นตอนจากข้างล่างลงไปนะครับ จะเห็นว่าอันที่ ๑ ที่มีความสําคัญมากที่สุด ก็คือการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ปัจจุบันนี้ โครงสร้างพื้นฐานของส่วนราชการหลายส่วนก็ยังเป็นอินดิเพนเดนต์ (Independent) คือเป็นของตัวเอง ความเชื่อมโยงนี้อาจจะเกิดขึ้นบ้างแล้ว แต่ว่ายังไม่หมดเสียทีเดียว
อันที่ ๒ ซึ่งเป็นสเตป (Step) ต่อไป ก็คือว่า ถ้าเราใช้โครงสร้างพื้นฐาน ร่วมกันแล้วความเชื่อมโยงของรัฐก็อาจจะเกิดขึ้น แล้วทําให้เกิดการบริการที่สําคัญ ๆ เช่นว่า ถ้าเราไม่จําเป็นจะต้องถ่ายสําเนาเรื่องทุกเรื่อง สําเนาใบสมรส สําเนาสํามะโนครัว สําเนา ใบเกิดของบุตร ใบหย่าอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งจริง ๆ เป็นข้อมูลของรัฐบาลอยู่แล้วเวลาไปขอ ข้อมูลของรัฐ หรือแม้แต่ในสภานี้เองเวลาจะรับเงินก็ต้องไปเซ็นอะไรอย่างนี้นะครับ จะลด ปัญหาเรื่องการใช้กระดาษ ลดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายลงมาก เราเคยทําสําเร็จแล้วนะครับไม่ใช่ไม่เคยทํา อย่างเช่นกระทรวงการต่างประเทศ ผมก็ต้อง ชมเขาในขณะนี้ว่าเดี๋ยวนี้เราไปทําพาสปอร์ต (Passport) แสนจะง่าย เอาบัตรประจําตัว ประชาชนอันเดียวไปทํา ไม่เห็นเขาต้องถามอะไรเลย แต่บริการอื่น ๆ ของรัฐก็ยังเป็นปัญหา อย่างนี้ ถ้าข้อมูลพื้นฐานของเราที่รัฐบาลเก็บไว้ไม่ว่าข้อมูลการเกิด การตาย การแต่งงาน การหย่า การมีลูกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ในฐานข้อมูลที่ถูกต้องแล้วก็ไม่ต้องใช้อีกต่อไป ไม่ต้องไปสําเนา ไม่ต้องไปขอ ไม่ต้องไปแจ้งหาย ใช้บัตรใบเดียวทํางานได้หมด อันนั้นก็เป็น ประโยชน์ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกรณีที่เริ่มมีคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) ลําดับที่ ๓ ขึ้นไปก็คือเรื่องของโอเพนดาต้า (Open Data) หรือการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งอันนี้ ผมได้เรียนชี้แจงตั้งแต่แรกแล้วว่าเกี่ยวพันโดยตรงกับเรื่องความโปร่งใส กับเรื่องการทุจริต ถ้าเรามีข้อมูลเรื่องการประมูล เรามีข้อมูลเรื่องการใช้เงินประเภทต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และสามารถเรียกหาได้ มีข้อมูลการแจ้งทรัพย์สินที่ชัดเจน ความโปร่งใสย่อมเกิดขึ้นได้ และไม่มีใครทําได้นอกจากรัฐบาล
และในประการสุดท้าย ในสเตป (Step) สุดท้ายก็คือว่า การที่จะให้ ประชาชนมีการร่วมในการพัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ที่ท่านเรียกว่า แอป (App) เพื่อให้เกิดความง่าย เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง เพื่อให้เกิดข้อมูลอันเป็น ประโยชน์ในการตัดสินใจของประชาชน อันนี้ก็เป็นความหวังของเราว่าในศตวรรษที่เรากําลัง อยู่นี้ภาคบริการของรัฐจะดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายเรื่องกระดาษและอื่น ๆ แล้วก็จําเป็นจะต้อง มีการปรับบุคลากรให้เหมาะสม เพราะว่าถ้าเผื่อบุคลากรของเราเป็นบุคลากรที่ไม่สามารถ ที่จะใช้คอมพิวเตอร์หรือใช้ไม่เป็นเราคงต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่นอน ที่ผมอธิบายข้างบนนี้นะครับก็เป็นเรื่องของกลยุทธ์ แต่ในแง่ของกลไกคือข้างล่างมันก็ต้องทํา ร่วมกันไป อันแรกก็คือเรื่องของอีกัฟเวิร์นเมนต์แอกต์ (e-Government Act) หรือที่เรียกว่า รัฐบาลที่เป็นเรื่องของการดําเนินการทางด้านค้าขาย หรือเรื่องของรัฐบาลที่มีความโปร่งใส จัดการ ขณะนี้เราไม่มีกฎหมายในลักษณะนั้น อันที่ ๒ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cyber Security) ซึ่งอันนี้ก็คงเป็นเรื่องที่เมื่อสักครู่ก็ได้พูดจากันไปแล้วนะครับ มีความสําคัญ ควบคู่กันไป เพราะฉะนั้นทั้งในเรื่องของกลยุทธ์และในเรื่องของกลไกที่จะนําเรื่องของโอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) จะต้องขับเคลื่อนไป ร่วมกัน สําหรับรัฐบาลในขณะนี้ก็มีวิสัยทัศน์ที่ค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การร่วมมือของภาครัฐหรือที่เรียกว่ากัฟเวิร์นเมนต์อินทิเกรชัน (Government Integration) ต้องใช้ภาษาต่างประเทศเยอะหน่อย เพราะดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) มันเป็น ของใหม่นะครับ หรือว่าเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโดยการชี้นําหรือการผลักดันของคน ในระดับประเทศที่มีวิสัยทัศน์ หรือเรื่องการปฏิบัติการโดยใช้เครื่องมือเครื่องใช้ ใช้อุปกรณ์ ทันสมัย หรือที่เรียกว่า อุปกรณ์อัจฉริยะ ให้มากยิ่งขึ้นในรัฐบาล
แล้วก็ประเด็นสุดท้ายก็คือ งานทั้งหมดของผู้คนที่อยู่ในรัฐบาลจะต้องเน้น ไปในเรื่องของการให้บริการประชาชน ซึ่งแผนเหล่านี้ผมทราบว่ารัฐบาลกําลังมีแผนที่จะ ดําเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๑ ซึ่งก็ได้กําหนดยุทธศาสตร์ไว้ ๔ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ยุทธศาสตร์แรกก็คือ เรื่องการพัฒนายกระดับขีดความสามารถการรองรับไปสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ซึ่งอันนี้อนุกรรมาธิการเห็นว่าเป็นความสําคัญที่เราสามารถที่จะ ดําเนินการได้ทันที เพราะทํามานานแล้ว และควรจะทําสําเร็จในช่วงระยะเวลา ๔-๕ ปีที่กําลัง จะถึงนี้ให้ได้ ส่วนยุทธศาสตร์อื่น ๆ ก็มีเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภาคธุรกิจ แล้วก็การยกระดับความมั่นคง และเพิ่ม ความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งอันนี้รัฐบาลก็คงจะรับแผนอันนี้แล้วก็จะดําเนินการต่อไป เรียนย้ําอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่อนุกรรมาธิการเห็นว่ามีความสําคัญและสามารถดําเนินการได้ทันที ก็คือเรื่องของรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ที่เกี่ยวพันกับโอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) จะเห็นได้ว่าแม้แต่ในแผนของ รัฐบาลเองก็แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกก็เป็นเรื่องดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) และส่วนที่ ๒ ก็เป็นดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) เราคงจะเน้นเรื่องดิจิทัล กัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) เป็นหลักนะครับ ความท้าทายและอุปสรรคที่เราจะต้อง ดําเนินการก็คือว่า โจทย์หลักก็คือต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาให้ได้ ในช่วงระยะเวลา ๔-๕ ปีนี้นะครับ โดยมีข้อเสนอวิธีการขับเคลื่อนอยู่ ๔ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ คือการเร่งรัดโครงการเชื่อมต่อข้อมูลภาครัฐที่ดําเนินการไปแล้ว ให้เกิดให้ดีจริง ๆ เรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่า นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ แต่เป็นเรื่องที่รัฐพยายาม ทําอยู่แล้ว แต่ว่ามันยังไม่ได้เกิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
อันที่ ๒ ก็คือเรื่องการตราพระราชบัญญัติดิจิทัลขึ้นมา เพื่อที่จะกํากับการปฏิรูป ให้อยู่ในกรอบให้ได้
ประการที่ ๓ ก็คือการสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้แก่ข้าราชการ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งข้าราชการและประชาชน
และประการที่ ๔ ก็คือการยอมรับการสนับสนุนของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งทํา อยู่แล้วให้เกิดการขับเคลื่อนได้ทันที พอปราศจากความร่วมมือจากหน่วยราชการต่าง ๆ นี้แล้ว ข้อมูลที่จะมาผ่านเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ก็จะไม่มี หรือมี ก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของดิจิทัล (Digital)
วาระขับเคลื่อนแบ่งออกเป็น ๖ วาระ
อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของมาตรฐานดาต้า (Data)
อันที่ ๒ ก็คือปรับปรุงหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการข้อมูลและการ บริหารจัดการเรื่องของระบบดิจิทัล (Digital)
อันที่ ๓ ก็เท่าที่เรียนไปแล้วก็คือว่าจะต้องสร้างความร่วมมือของหน่วยงาน เพื่อพัฒนาโครงการนําร่อง อย่างที่เคยยกตัวอย่างเรื่อง พาสปอร์ต (Passport) ไปแล้ว เช่น ระบบบริการที่ใช้สมาร์ต ไอดี การ์ด (Smart ID Card) หรือระบบการสําแดงข้อมูล ทรัพย์สินของบุคคลสาธารณะ หรือระบบดาต้า เอกซ์เชนจ์ เซนเตอร์ (Data Exchange Center) ของประเทศ ประเทศเรามีดาต้า (Data) เยอะแยะ เป็นเรื่องบิ๊กดาต้า (Big Data) เป็นดาต้า (Data) ใหญ่ แต่การบริหารจัดการบิ๊กดาต้า (Big Data) ยังไม่ค่อยมีความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่มันจะเป็นเซนเตอร์ (Center) ของประเทศ และในที่สุดก็คือ การสร้างระบบการให้บริการแบบวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) ซึ่งเราพูดกัน มานานแล้ว
ข้อที่ ๔ ซึ่งมีความสําคัญ ซึ่งเป็นวาระขับเคลื่อน ก็คือการที่จะต้องมี การลงทุนด้านสถาปัตยกรรมภาครัฐที่ถูกต้องและเหมาะสม และประหยัดนะครับ การแชร์ (Share) บริการต่าง ๆ ของสถาปัตยกรรมเหล่านั้น
เรื่องที่ ๕ ก็คือเรื่อง การพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการ วางแผนด้านเชนจ์แมเนจเมนต์ (Change Management) หรือการบริหารการเปลี่ยนแปลง
และสุดท้ายซึ่งได้เรียนไปแล้ว ก็คือเรื่องของการผลักดันการตราพระราชบัญญัติ รัฐบาลดิจิทัล กําหนดระยะเวลาปฏิรูประยะแรก เรื่องแรกก็คือติดตามความคืบหน้าของ โครงการที่เชื่อมต่อข้อมูลของรัฐด้วยกัน อันที่ ๒ ก็คือการตราพระราชบัญญัติ อันที่ ๓ ก็คือ เรื่องของการนําร่องให้บริการภาครัฐในรูปแบบสมาร์ต ไอดี การ์ด (Smart ID card) ส่วนระยะต่อไปก็เป็นเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูป เช่น เรื่องการขยายการใช้ สมาร์ตการ์ด (Smart Card) วัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) การกําหนดหน้าที่ ของหน่วยงาน การสร้างความร่วมมือในการพัฒนาโครงการ ผลักดันพระราชบัญญัติดิจิทัล ให้ผ่านให้ได้ เรื่องของการปรับปรุงมาตรฐานระบบข้อมูล ปรับปรุงกฎหมายระเบียบ ลดอุปสรรค แล้วก็สร้างกลไกสนับสนุนเอกชนให้ร่วมมือกับรัฐให้มากยิ่งขึ้นในแง่ของการ จัดการข้อมูลและการนําข้อมูลไปใช้ธุรกิจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมากมายนะครับ ซึ่งอันนี้ ก็คงจะเป็นสิ่งซึ่งมีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการแก้ไข เราก็หวังว่าถ้าทําตามนี้แล้วพรุ่งนี้ จะดีกว่าวันนี้นะครับ เพราะว่าสําเนาเอกสารต่าง ๆ ก็ใช้ลดลง การขอใบอนุญาตต่าง ๆ นี้ ก็ง่ายขึ้น ตรงไปตรงมาไม่ต้องเสียเวลา
พรุ่งนี้ที่ดีกว่าอีกประการหนึ่ง ก็คือเรื่องของการลดขั้นตอน การลดวัฒนธรรม การปิดบังข้อมูลของส่วนราชการซึ่งมีอยู่ แล้วก็พรุ่งนี้ที่ดีกว่าอันสุดท้าย ก็เรื่องของการเข้าถึง ข้อมูลและการนําข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ทั้งหมดนี้ก็กราบเรียนท่านประธานและเพื่อน กรรมาธิการด้วยว่า เนื่องจากเวลามีน้อย เรารู้ดีว่าเรื่องดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เป็นเรื่องใหญ่มาก เราจึงพยายามโฟกัส (Focus) เฉพาะส่วนที่เป็นของรัฐบาลที่ได้ดําเนินการ มาแล้วบางส่วน และโฟกัส (Focus) ในเรื่องของการทําสิ่งที่เรียกว่า โอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) เป็นหลัก ก็ขอความสนับสนุนจาก ท่านทั้งหลายเพื่อที่จะนําเรื่องนี้เสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องและพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นต่อไป ขอขอบคุณครับ