พลตํารวจตรี เสนอปฏิรูปหน่วยงานกำกับสื่อออนไลน์ เสริมบก.ปอท.-ไอซีที

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๗ · ๔ เมษายน ๒๕๕๙

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปหน่วยงานที่กำกับดูแลสื่อออนไลน์ โดยเน้นความจำเป็นในการปรับโครงสร้าง บก.ปอท. และหน่วยงานภายใต้กระทรวงไอซีที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายในยุคดิจิทัล รองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของอินเทอร์เน็ตและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมเสนอแผนปฏิรูประยะยาวกว่าปี เพื่อยกระดับศักยภาพการสืบสวน ความร่วมมือกับประชาชน และการรับเรื่องร้องทุกข์ให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และครอบคลุมทั่วประเทศ โดยขอให้สภาพิจารณาเห็นชอบและส่งต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ในฐานะกรรมาธิการ ขอรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปหน่วยงาน ที่มีอํานาจหน้าที่ในการกํากับดูแลสื่อออนไลน์ (Online) ซึ่งได้มีการศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว ดังมีรายละเอียดที่จะเสนอขอความเห็นชอบต่อที่ประชุมดังนี้

ก่อนที่จะมีการเสนอรายละเอียด กระผมขออนุญาตท่านประธานแก้ไข ในรายงานที่นําเสนอต่อที่ประชุมในหน้าที่ ๖ ข้อ ๗.๑.๓ จาก หรือออกเป็นกฎกระทรวง แต่อย่างใด เป็น แต่ให้ออกเป็นกฎกระทรวงแทนนะครับ ท่านประธานครับ หน่วยงานหลัก ที่มีหน้าที่ในการกํากับดูแลตามกฎหมายในการใช้มาตรการในการป้องกันปราบปราม สืบสวนและสอบสวนเพื่อยุติพฤติกรรมในการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ในทางที่ไม่เหมาะสม และการกระทําความผิดกฎหมาย เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารในฐานะที่เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทํา ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยมีหน่วยงานในกํากับของกระทรวง ดังนี้

๑. สํานักป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สังกัดสํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

๒. กองบังคับการปราบปราบการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี สังกัดสํานักงานตํารวจแห่งชาติ

นอกจากนี้ยังมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ ให้กองบังคับการ ปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือ บก.ปอท. ปฏิบัติงานสนับสนุนภารกิจการสืบสวนสอบสวน ป้องกันและปราบปราม รวมทั้งภารกิจอื่น เพื่อตอบสนองการแก้ไขปัญหาการกระทําความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในภาพรวมของประเทศให้กับกระทรวงไอซีที (ICT) โดยอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของ กระทรวงไอซีที (ICT) โดยมีกระทรวงไอซีที (ICT) เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณเพื่อใช้ในการ ปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ที่ผ่านมาหน่วยงานทั้ง ๒ แห่งข้างต้นแม้อยู่ใน การกํากับดูแลในสังกัดเดียวกันคือ กระทรวงไอซีที (ICT) แต่การทํางานเท่าที่ผ่านมายังไม่ได้ มีการประสานงานกันเท่าที่ควร โดยกระทรวงไอซีที (ICT) ยังคงทํางานหน้าที่เกี่ยวกับงาน เฝ้าระวังและดําเนินการในส่วนของการขอคําสั่งศาลในการระงับการแพร่หลายเนื้อหา ที่ไม่เหมาะสม และการรวบรวมพยานหลักฐานการกระทําความผิดในขั้นต้นเท่านั้น เนื่องจาก ขาดแคลนพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ขาดประสบการณ์ความชํานาญงานในด้านการสืบสวน และสอบสวน และงานป้องกันปราบปราม ขณะที่กองบังคับการ ปอท. เป็นผู้ปฏิบัติงาน ภารกิจด้านการสืบสวนสอบสวน ป้องกันปราบปรามทั้งหมด แต่เนื่องจากปริมาณคดี อาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีแนวโน้มสูงขึ้นมาก และกระทรวงไอซีที (ICT) มีพันธกิจ และภารกิจสําคัญที่จะต้องพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ให้เกิดขึ้นภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี จึงมีการเตรียมการที่จะมอบหมายภารกิจ หลาย ๆ อย่างในการแก้ไขปัญหาสื่อออนไลน์ (Online) ให้กับ บก. ปอท. ไปปฏิบัติแทน อาทิเช่นงานเฝ้าระวัง งานตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน การตรวจยึดและอายัด และงานด้าน การบูรณาการการประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) และ ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ดังนั้นหากกองบังคับการ ปอท. ยังมีโครงสร้าง และการดําเนินการลักษณะเดิมก็ไม่สามารถที่จะรองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นมาจํานวนมากได้ ในการศึกษาแนวทางการปฏิรูปหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ในการกํากับดูแลสื่อออนไลน์ (Online) ได้เน้นถึงผลสัมฤทธิ์ภายในกรอบระยะเวลาของแผนการปฏิรูปเพื่อให้หน่วยงานนี้ สามารถแก้ไขปัญหาจากการใช้สื่อออนไลน์ (Online) เป็นการเฉพาะ ได้มีการเชิญผู้แทนจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาระดมความคิดเห็น ศึกษาแนวทางและวิธีการปฏิรูป โดยมีการจัดตั้ง คณะทํางานร่วมกันระหว่างสํานักงานตํารวจแห่งชาติและกระทรวงไอซีที (ICT) ซึ่งมี ความเห็นสรุปว่าสมควรจะต้องมีการปฏิรูปหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ดังนี้

๑. สํานักป้องกันและปราบปรามของกระทรวงไอซีที (ICT) ควรมีหน้าที่เฉพาะ กําหนดยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดบนเครือข่าย คอมพิวเตอร์และสนับสนุน บก.ปอท. ให้มีขีดความสามารถในการป้องกัน ปราบปราม สืบสวนและสอบสวน และการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี

๒. ในส่วนของ บก.ปอท. ซึ่งมีภารกิจโดยตรงในการป้องกัน ปราบปราม สืบสวนสอบสวน ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อให้ บก.ปอท. มีขีดความสามารถที่จะรองรับภารกิจนี้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจําเป็นต้องมีการปรับ โครงสร้างและการปฏิบัติงานดังนี้

๒.๑ ในการปรับโครงสร้างใหม่ในหน่วยงานเพื่อให้มีการเพิ่มกําลังพล ให้เพียงพอกับการรองรับปริมาณคดีที่สูงขึ้น โดยจัดเพิ่มส่วนปฏิบัติการระดับกองกํากับการ จากเดิม ๔ กองกํากับการ เป็น ๖ กองกํากับการ โดยเป็นการจัดแบ่งลักษณะพื้นที่เช่นเดียวกับ การจัดแบ่งส่วนราชการต่าง ๆ ในกองบัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ รวมทั้งมีส่วนอํานวยการและสนับสนุนเพิ่มขึ้น

๒.๒ ปรับแนวทางในการดําเนินงานการสืบสวน สอบสวน โดยนําเทคโนโลยี สมัยใหม่เข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติการ การเฝ้าระวังภัย การจัดทําศูนย์ข้อมูลกลางในการ สืบสวนสอบสวน และจะสามารถติดตามผู้ใช้สื่อออนไลน์ (Online) ที่มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ได้อย่างต่อเนื่อง

๒.๓ การสร้างมาตรการป้องกันเชิงรุก ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคประชาชน ตามแนวทางประชารัฐ

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังได้พิจารณาศึกษาถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสํานักงานตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการ หรือส่วนราชการอย่างอื่นในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ระเบียบสํานักงานตํารวจแห่งชาติว่าด้วยการกําหนดอํานาจหน้าที่ของส่วนราชการ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ รวมถึงแนวทางและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ในเรื่องการปฏิรูปสื่อออนไลน์ (Online) ในส่วนของ การปฏิรูปพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของสภาแห่งนี้ไปแล้ว ตลอดจนแนวโน้มในการพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

กําหนดเวลาในการปฏิรูป

ระยะที่ ๑ ภายใน ๔ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๙ ถึงวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๙ เป็นระยะเวลาการเสนอรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะต่อ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พิจารณาเห็นชอบและนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

ระยะที่ ๒ ภายใน ๒ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๙ ถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๙ เป็นการติดตามและผลักดันให้มีการปรับโครงสร้างของ บก.ปอท. และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ภายในกรอบระยะเวลา

ระยะที่ ๓ ภายใน ๑๓ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๙ ถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เป็นระยะเวลาการติดตามและประเมินผลการดําเนินงานของ บก.ปอท. ภายใต้โครงสร้างใหม่ให้เป็นไปตามแผนการปฏิรูป

งบประมาณ

๑. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

๒. สํานักงานตํารวจแห่งชาติ

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิรูป

๑. จะทําให้กองบังคับการ ปอท. มีศักยภาพและขีดความสามารถในการ ปฏิบัติหน้าที่ได้มากขึ้น สามารถรองรับปริมาณคดีที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕-๑๐ ปี เนื่องจากสามารถปรับโครงสร้างใหม่ได้ทันทีภายในอํานาจหน้าที่ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ

๒. สอดคล้องกับนโยบายการเพิ่มขยายอินเทอร์เน็ต (Internet) สู่ชุมชน ทุกพื้นที่ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมให้กับหน่วยงานที่มีอํานาจในการกํากับดูแล ตามกฎหมาย สามารถรองรับการกระทําความผิดที่เกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) มากขึ้น

๓. เป็นการลดภารกิจในงานด้านการป้องกัน ปราบปราม ของกระทรวงไอซีที (ICT) เพื่อจะได้ดําเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของประเทศได้อย่างเต็มที่ โดยสํานักป้องกันและปราบปรามของกระทรวงจะทําหน้าที่เฉพาะ ด้านการอํานวยการ กําหนดแผนและยุทธศาสตร์ให้กับ บก.ปอท. เท่านั้น

๔. สิ่งที่ประชาชนจะได้รับจากการปรับโครงสร้างและการดําเนินงานใหม่ของ บก.ปอท. ทั้งนี้ คือ

๔.๑ ประชาชนจะได้การบริการอย่างครอบคลุมทั่วถึงทั่วราชอาณาจักร จะเกิดการประสานงานระหว่างตํารวจท้องที่ต่าง ๆ ได้อย่างใกล้ชิดและครอบคลุม

๔.๒ ได้รับความสะดวกในช่องทางการร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มช่องทางร้องทุกข์ทางด้านออนไลน์ (Online) ซึ่งจะต้องใช้ เจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมกับผู้ที่มาร้องทุกข์

๔.๓ การเพิ่มกําลังพลและกําหนดโครงสร้างใหม่ให้งานสืบสวนสอบสวน จําแนกตามประเภท ลักษณะ ของการกระทําความผิดและแยกพื้นที่ไว้อย่างชัดเจน จะทําให้ ประชาชนมีความพึงพอใจในเรื่องความสะดวก ความรวดเร็วและการแก้ไขปัญหาให้ทันต่อ สถานการณ์มากยิ่งขึ้น

๔.๔ การเพิ่มความรับรู้ถึงกระบวนการและช่องทางการดําเนินคดีผ่านสื่อ ออนไลน์ (Online) หรือสื่ออื่น ๆ ซึ่งจะทําให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและกระบวนการ ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น

๔.๕ ทําให้เกิดการประสานความร่วมมืออย่างจริงจังกับภาคประชาชนที่จะ เข้ามามีส่วนร่วมช่วยสนับสนุนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทําให้ เกิดเครือข่ายเฝ้าระวังภาคประชาชนที่สังคมมีส่วนร่วม

๔.๖ ทําให้ประชาชนสามารถประสานงานกับตํารวจในเรื่องการเก็บพยาน หลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างทันท่วงที และสามารถนํามาใช้เป็นพยานหลักฐานในการ ดําเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน จึงขอเสนอ รายงานเรื่องผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ในการกํากับ ดูแลสื่อออนไลน์ (Online) เพื่อให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเห็นชอบด้วย และขอได้โปรด ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ