สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๗ · ๔ เมษายน ๒๕๕๙

ต่อพงศ์ เสลานนท์ เสนอแนวคิดการปฏิรูปดิจิทัลอีโคโนมี โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากระบบดิจิทัลเท่าเทียมกัน และเรียกร้องให้มีการสร้างระบบการเก็บภาษีและคิดภาษีจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระบบดิจิทัล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

นายต่อพงศ์ เสลานนท์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม ต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ ผมขออนุญาตที่จะพูดถึงประเด็นสําคัญ ในเรื่องเกี่ยวกับดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ซึ่งในภาพรวมผมเองก็เห็นพ้อง และก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของกรรมาธิการ แต่สิ่งที่ผมจะขออนุญาตนําเสนอก็อาจจะเป็น อีก ๑ มิติ อีก ๑ มุมมอง ที่พูดถึงการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ผมได้ยินการนําเสนอที่พูดถึงส่วนเยอะนะครับก็คือเรื่องเกี่ยวข้องกับทางภาครัฐ ในการที่จะ ปรับตัวเข้าสู่ตัวการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) นี้นะครับ เพื่อปรับปรุงระบบ การทํางานต่าง ๆ ของภาครัฐ

อีกส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าจําเป็นต้องให้ความสําคัญอย่างยิ่ง ก็คือในส่วนของ ภาคของยูสเซอร์ (User) หรือภาคของผู้ใช้งาน เพราะธรรมชาติก็คือว่าภาครัฐจะปรับตัว เพื่อที่จะจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้าไปใช้ในแพลตฟอร์ม (Platform) หรือว่าระบบดิจิทัล (Digital) นี่ด้วย แต่ว่าที่สุดแล้วถ้าผู้ใช้งานอยู่ในระบบดังกล่าวมีจํานวนจํากัด ตัวอีโคโนมี ออฟ สเกล (Economy of Scale) หรือว่าความใหญ่ของตลาดที่จะจูงใจให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุน เพื่อที่จะเข้าไปปรับตัวเองให้อยู่ในฐานดิจิทัล (Digital) ก็จะลดลง เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ปัจจัยของความสําเร็จในเรื่องนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ของรัฐบาลคือ นัมเบอร์ ออฟ ยูสเซอร์ (Number of user) ครับ คือจํานวนผู้ใช้ของระบบนี้ หรือว่า ประชาชนที่เข้าไปใช้งาน เมื่อพูดถึงประชาชนที่เข้าไปใช้งานได้ ใช้ประโยชน์ได้ ในทรรศนะ ของผมที่มองว่าเป็นปัจจัยของความสําเร็จ ผมดีใจที่ได้ยินท่านกรรมาธิการพูดถึงอยู่ ๑ ประโยคในตอนท้าย ก็คือเรื่องเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ของประชาชน ผมจะเรียนว่าในแนวคิดของดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) นี้ครับ ก็ต้องบอกว่าปัญหา อุปสรรคของประชาชนในการเข้าถึงจะมีหลัก ๆ ที่เราใช้เป็นกรอบในการพิจารณาอยู่ ๔ หลัก ในการพูดถึงโทรคมนาคม หรือว่ากิจการกระจายเสียง ก็จะมีเรื่องจีโอกราฟฟี (Geography) หรือเรื่องสภาวะสภาพทางภูมิศาสตร์ เรื่องดิสซะบิลิที (Disability) หรือว่าความพิการ เรื่องเอนฟอร์ซอะบิลิที (Enforceability) หรือเรื่องปัจจัยทางเศรษฐกิจ แล้วก็เรื่องลิเทอเรซี (Literacy) หรือเรื่องความรู้ ผมเรียนครับว่าผมเองที่สนับสนุนนโยบายนี้อย่างยิ่ง เพราะว่า ประเทศไทยเราพูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ํา ต้นทุนในการเข้าใช้บริการจากภาครัฐของประชาชน ไม่เท่ากัน เรามีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระบบโทรคมนาคมจะเป็นการลงทุนโดยภาครัฐ หรือเอกชนจํานวนมหาศาล ทั้งหลายทั้งปวงนี้นะครับ มันก็คือการสร้างความเสมอภาคให้กับ คนไทย ไม่ว่าจะอยู่แห่งไหน ถ้าคุณยืนอยู่บนโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งเป็นโลกที่ไม่มีระยะทาง เป็นโลกที่ไม่มีพรหมแดน ก็สามารถที่จะเข้าถึงและใช้บริการ สามารถที่จะมีช่องทางที่จะ เข้าถึงได้เท่าเทียมกัน จริง ๆ เป็นการที่อาจจะเรียกว่าเป็นดีเซนทรัลไลซ์ (Decentralize) ก็คือการกระจายการเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงทําให้ทุกภาคส่วนเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้น ประเด็นที่ ๑ ผมคิดว่าก็คือการกระจายการเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงทําให้ทุกภาคส่วน เท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๑ ผมคิดว่าข้อเสนอของกรรมาธิการในส่วนที่ทําให้ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นต่าง ๆ ก็ต้องให้ความสําคัญถึงการกระจายตัวเพื่อให้โอกาสของ ประชาชน โครงข่ายไปถึงบ้านเขาให้มากที่สุด

ส่วนที่ ๒ ที่เป็นปัญหาอุปสรรคที่สําคัญ ซึ่งก็จะเป็นประเด็นที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานแล้วก็กราบเรียนเพื่อนสมาชิกเยอะ ๆ นะครับ เพราะว่าต้องบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ผู้สูงอายุก็จะมีความพิการอยู่ และอุปกรณ์ที่เป็นตัวกลาง จะเป็น สมาร์ตโฟน (Smart Phone) หรือจะเป็นคอมพิวเตอร์ก็แล้วแต่ที่จะเป็นกุญแจเข้าสู่สังคม ดิจิทัล (Digital Society) หรือว่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ก็เป็นเงื่อนไขสําคัญ ที่จะต้องคํานึงถึงความสามารถในการใช้งาน ใช้ประโยชน์ต่าง ๆ จะเป็นตัวอักษรใหญ่ จะเป็น ระบบที่มีเสียงหรือระบบอะไรก็แล้วแต่ที่มันจะเป็นแอปพลิเคชัน (Application) ที่เอื้ออํานวย ให้อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถที่จะเป็นประโยชน์ในการเข้าถึงประชาชนในหมู่มาก

ส่วนที่ ๓ เป็นสิ่งสําคัญอย่างยิ่งครับ คือต้องเรียนนะครับว่าดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ผมไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แล้วบอกว่าตอบโจทย์เฉพาะคนที่มี รายได้ปานกลางถึงรายได้สูง เพราะว่าในความเป็นจริงแล้วถ้าเราจะใช้แนวทางเศรษฐกิจนี้ ในการลดความเหลื่อมล้ําหรือว่าเป็นการดีเซนทรัลไลซ์ (Decentralize) หรือการกระจาย นี่นะครับ เพราะฉะนั้นตัวเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน จะเป็นราคาของอุปกรณ์ จะเป็นราคาของการเข้าใช้โครงข่าย หรือจะเป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคสําคัญก็คือค่าธรรมเนียม ที่ถูกแฝงอยู่ในบริการต่าง ๆ ก็ต้องอยู่ในราคาที่ประชาชนสามารถที่จะพึงจ่ายได้ แล้วประชาชน กลุ่มที่ว่าก็คือประชาชนส่วนใหญ่ที่อาจจะเป็นเกษตรกรผู้ใช้แรงงาน คนพิการ ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มคนที่เป็นคนยากจน

ส่วนที่ ๔ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ถ้าให้ลําดับความสําคัญ อันนี้ก็คงเป็นสิ่งที่สําคัญ ไม่อันอื่น นะครับ เพราะว่าไม่ว่าคุณจะมีงบประมาณ มีเงิน หรือว่ามีอุปกรณ์แค่ไหน แต่ถ้า ไม่สามารถที่จะมีวิธีการใช้ เรียนรู้ รู้เท่าทันการใช้ สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเหมือนบางท่าน มีสมาร์ตโฟน (Smart Phone) อยู่กับมือ ทําได้ก็ส่งเอสเอ็มเอส (SMS) อย่างนี้เป็นต้น ทั้ง ๆ ที่อุปกรณ์นี้เป็นกุญแจเข้าสู่โลกข้อมูลข่าวสารทั้งหลายมากมาย เพราะฉะนั้น ตัวนโยบายของท่านกรรมาธิการที่จะเสนอต่อแม่น้ําทั้งหลายสายนี้ ก็อยากให้ท่านได้ขยาย ความในส่วนที่ผมได้พูดถึงเพื่อประโยชน์ของการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ของภาคประชาชน และที่สุดแล้วก็จะเป็นการเพิ่มจํานวนของผู้ใช้ระบบดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) แล้วก็จะทําให้เศรษฐกิจของบ้านเราโตขึ้น

ผมฝากไว้นิดหนึ่งครับ ส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาที่หยิบยกนโยบายนี้ขึ้นมา ผมคิดว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทรานแซกชัน (Transaction) จํานวนมากเลยที่ผ่านโลกไซเบอร์ (Cyber) หรือว่าโลกดิจิทัล (Digital) นี้ ประเทศไทยเราอยู่ในกลุ่มประเทศที่เสียเปรียบ คนไทยจ่ายเงิน เยอะแยะมากมายครับ แต่ภาษีไม่ได้ตกในประเทศไทยครับ ภาษีไปตกให้ประเทศสิงคโปร์ บ้างส่วนใหญ่ หรือไปตกให้กับประเทศอื่น ๆ เพราะว่าเราไม่มีระบบที่จะรองรับการนับหรือ การเรียกเก็บ หรือการคํานวณรายได้เหล่านี้ ผมไปทราบตัวอย่างจากประเทศสหราชอาณาจักร หรือประเทศอังกฤษ เขามีกฎหมายให้กูเกิล (Google) ขออนุญาตที่เอ่ยนามกูเกิล (Google) นะครับ ไปตั้งเซิร์ฟเวอร์ (Server) ในประเทศเขา เขาเรียกภาษาเล่น ๆ ว่าเป็นกูเกิลแทกซ์ (Google Tax) นะครับ กฎหมายกูเกิล แทกซ์ แอกต์ (Google Tax Act) นี่ครับ เพื่ออะไรครับ เมื่อคุณมีการตั้งเซิร์ฟเวอร์ (Server) ในประเทศนั้น ความหมายว่าทรานแซกชัน (Transaction) หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นบนระบบก็จะผ่านการคํานวณของอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) หรือเขาเรียกรีคอกไนซ์ (Recognize) ครับ การเห็น การรับรู้ของตัวกิจกรรม ของภาครัฐที่อยู่ในระบบนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ฝากไว้เป็นส่วนเติมเต็มแต่โดยภาพรวม ก็สนับสนุนสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอ ขอบพระคุณครับ