กษิต เสนอปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล-พัฒนาทักษะแรงงานทุกภาคส่วน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๗ · ๔ เมษายน ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยผ่านเศรษฐกิจสมัยใหม่ 4 ด้าน โดยเสนอให้ สปท. รับฟังความเห็นจากสภาพัฒน์เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เสริมทักษะด้านไอทีและระบบการศึกษาเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานความรู้ รวมถึงการพัฒนาทักษะการบริหารจัดการเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ วันนี้ไม่ได้เอาอาวุธมาด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ในช่วง ๓ เดือนที่ผ่านมานี้ เราได้คุยกันในเรื่องเศรษฐกิจสมัยใหม่ของประเทศไทยนะครับ จะเป็นไบโออีโคโนมี (Bio Economy) โซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) แล้วก็วันนี้เรื่องของดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ๔ อย่างด้วยกัน ก็หมายความว่า เรากําลังจะเปลี่ยนรูปโฉมโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย ลดการพึ่งพาพืชพันธุ์ขั้นปฐม หรือทรัพยากรทางธรรมชาติ แล้วก็ลดความสําคัญของการผลิตอุตสาหกรรม ที่เรียกว่า แมนูแฟกเจอริงอินดัสทรีส์ (Manufacturing Industries) หรือว่าผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก ลงไปเป็นลําดับ คราวนี้ผมก็อยากจะขอเสนอว่า เมื่อเราจะมี ๔ ด้านของเศรษฐกิจสมัยใหม่แล้ว ผมขอเสนอว่าที่ประชุม สปท. น่าจะมานั่งม้วนเรื่องกันสักทีหนึ่งว่าอันนี้จะเป็นทิศทางอันแน่ชัด ของการปฏิรูปเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของเราหรือไม่ แล้วจะไปสอดคล้องกับ นโยบายของรัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงนี้เราเพิ่งเริ่มที่จะปฏิบัติการแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ๕ ปี ที่มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ว่าไปในทิศทางเดียวกัน มีการ ประสานงานหรือไม่ และฉะนั้นผมก็ขอเสนอไปยังท่านประธานด้วยว่า เราน่าจะได้รับฟังจาก สภาพัฒน์ในเรื่องของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ด้วย ไม่อย่างนั้น เรามาพูดเรื่องเศรษฐกิจใหม่ ๆ แต่เราไม่เคยฟังแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ ๕ ปี มันอาจจะเป็นการทํางานที่ต่างคนต่างทํา ขาดการประสานงาน แล้วถ้าเผื่อทุกคน เข้าใจกันอย่างนี้แล้วว่าแผนพัฒนา ๕ ปี ไปได้กับสิ่งที่เรากําลังคิดทําอยู่ในเรื่องของการปฏิรูป เศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างใหญ่หลวงนั้น เราก็จะได้ทํางานกันอย่างมีความมั่นคง แล้วก็แน่ชัด อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ถ้าเผื่อเราจะไปทิศทางนั้น ถ้าไม่แน่ชัดว่าเราจะเตรียมบุคลากร ของประเทศไทยอย่างไร เด็กรุ่นใหม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ให้เป็นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่เพื่อดูการ์ตูนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ โรงเรียนทุกโรงเรียนต้องมีคอมพิวเตอร์อย่างน้อย ๓๐-๔๐ เครื่องต่อโรงเรียนทั่วประเทศ เราจะพร้อมหรือไม่ ครูเราพร้อมหรือไม่นะครับ แล้วเราจะส่งเสริมให้เด็กค้นคว้าวิจัยกันมากน้อยแค่ไหน ในขณะเดียวกันกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม สภาวิจัย สํานักงานกองทุนสนับสนุนและส่งเสริมการวิจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะเกลี่ย ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่เพื่อมีงบประมาณที่จะส่งเสริมให้ แวดวงวิชาการ แล้วก็แล็บ (Lab) ของภาคเอกชนร่วมมือกันมีบูรณาการกัน แล้วก็ขับเคลื่อน ประเทศไทยไปสู่สังคมที่มีดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เป็นสังคมแห่งองค์ความรู้ โนว์เลจด์ เบส อีโคโนมี (Knowledge based Economy) ผมคิดว่าทางคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจต้องคิดเรื่องของการพัฒนาบุคลากร รวมทั้ง การค้นคว้าวิจัย นอกจากนั้นแล้วพนักงานต่าง ๆ ทั้งในโรงงานอุตสาหกรรม ในออฟฟิศ (Office) ต่าง ๆ นั้นเราจะมีโครงการของการที่จะรีเทรน (Retrain) ฝึกอบรมให้สามารถ มีทักษะของการใช้คอมพิวเตอร์ รู้เรื่องระบบไอที (IT) ได้หรือไม่ มันก็ข้ามไปจนถึงแวดวง กองทัพด้วยครับ เพราะว่าสงครามในอนาคตมันเป็นสงครามอิเล็กทรอนิกส์การป้องกัน ประเทศมันก็ต้องเป็นเรื่องของระบบ อิเล็กทรอนิกส์ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเคลื่อนไป ในทิศทางเดียวกัน แล้วก็ไปกันทั้งแผงนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะฝากไว้ แล้วผมคิดว่า สปท. น่าจะได้มีเวลาถกเรื่องนี้กันให้มาก หลังจากวันที่ ๓๐-๓๑ มีนาคม ที่ท่านประธาน จะพาพวกเราไปเสวนาธรรมกันที่ชะอํานะครับ

ส่วนประเด็นสุดท้าย เกี่ยวกับดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ตามหัวข้อ แล้วก็เอกสารที่แจก คือก็คิดว่าถูกครึ่งเดียว ในแง่ที่ว่ากําลังพูดเกี่ยวกับการบริการของรัฐ เป็นสําคัญ แล้วเราก็ได้ฟังว่าเราจะมี พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารกระทรวงไอซีที (ICT) ก็พยายามจะปรับปรุงระบบในหน่วยของตนเอง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรมก็จะวิ่งไปเที่ยวนั้น ในทิศทางนั้นคือเป็นเรื่องของการปรับปรุง หน่วยราชการไทยทั้งหมด ทั้งส่วนกลางและในท้องถิ่นให้ใช้เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ เพื่อรับใช้ประชาชนและเพื่อบริการประชาชนให้มีความโปร่งใส ลดการใช้ดุลยพินิจ การจ่ายใต้โต๊ะ การทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวางให้มากที่สุดและเร็วที่สุดได้ ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าเมื่อเราพูดกันถึงดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) แล้ว ผมก็อยากจะรู้แล้วว่า รัฐบาลไทยร่วมกับสภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้า แวดวงวิชาการ ทั้งหมด แล้วเราจะทําอะไรในการที่จะให้เรามีดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) จริง ๆ จัง ๆ เมื่อหลาย ๆ สัปดาห์มาแล้วผมได้พูดเกี่ยวกับประเทศเยอรมนี ว่าตอนนี้เขาเริ่มที่จะก้าวไปสู่ การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เขาเรียกโฟร์ท อินดัสเทรียล รีโวลูชัน (Fourth Industrial Revolution) การปฏิวัติสังคมครั้งที่ ๔ ครั้งแรกก็เริ่มตั้งแต่สตีมเอนจิน (Steam Engine) เครื่องจักรไอน้ํา มาในเรื่องของการใช้ออยล์ แอนด์ แก๊ส (Oil and gas) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็มาใช้ดิจิทัล (Digital) แต่ว่าในโฟร์ท อินดัสเทรียล รีโวลูชัน (Fourth Industrial Revolution) ขณะนี้เขาเอาดิจิทัล (Digital) ไปโยงกับอุตสาหกรรมการผลิต คือระบบไอที (IT) สามารถที่จะสั่งให้เครื่องมือเครื่องจักรอะไรต่าง ๆ ผลิตได้ทันที ไม่ต้องมาผ่าน ขั้นตอนของมนุษย์เข้ามาอยู่ตรงกลางต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วทิศทางของการอุตสาหกรรมที่ใช้ ไอที (IT) มันจะเป็นทิศทางของโลกไปในช่วง ๒๐ ปีข้างหน้า เราจะเตรียมความพร้อม ของเยาวชนไทย บุคลากรที่มีอยู่แล้วให้มีทักษะต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเราจะเสริมสร้าง ความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างเราที่ สปท. กับรัฐบาลที่กระทรวงศึกษาธิการที่ภาคเอกชน ทั้งหมด รวมทั้งเอ็นจีโอ (NGOs) ภาคชุมชนต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ผมคิดว่าเราน่าจะต้องมานั่ง คุยกันให้หมด แล้วให้เห็นภาพชัดว่าที่เรียกว่าโมเดิร์น ดิจิทัล อีโคโนมี (Modern Digital Economy) ในภาพรวมที่จะจําเป็นต้องครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) ก็ดี ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ดี เรามองเห็นภาพเหมือนกัน มีวิชัน (Vision) วิสัยทัศน์กันหรือไม่ และเราจะวางตัวประเทศไทยตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึง ผู้หลักผู้ใหญ่อย่างไร

แล้วประเด็นสุดท้าย มันก็ไม่ใช่เรื่องของการผลิตการบริการอย่างเดียว ที่เราสอบตกมากคือที่เรียกว่าแมเนจเมนต์โนว์ฮาว (Management Know-how) คนไทยเก่ง ๆ ในเรื่องการบริหารจัดการมีน้อยมากครับ เทียบกับประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง ไม่ได้เลย คนไทยเก่ง ๆ ที่จะเป็นซีอีโอ (CEO) เป็นซีเอฟโอ (CFO) ในบริษัทข้ามชาติมีไม่กี่คน แต่ที่เราเห็นดาษดื่นคือประชาชนพลเมืองจากชมพูทวีป คนบังคลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน นั่งอยู่ในบริษัทยักษ์ใหญ่ของฟอร์บ ๕๐๐ (Forbes 500) เยอะไปหมดเลย อย่างน้อย เราก็ต้องมุ่งไปในทิศทางนั้นในเรื่องของแมนเนจเมนต์โนว์ฮาว (Management Know-how) ที่มันต้องควบคู่ไปกับนิวอีโคโนมี (New Economy) หรือดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ในภาพรวมด้วย ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน