สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๗ · ๔ เมษายน ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือเรื่องการเสริมสร้างบรรยากาศการเลือกตั้ง โดยเสนอแนวคิดในการจำกัดอิทธิพลของครอบครัวในการเลือกตั้งและไม่ให้ข้าราชการระดับสูงลงเลือกตั้งในจังหวัดเดิมหลังจากเกษียณอายุ 2-3 ปี เพื่อรักษาความสุจริตและความเที่ยงธรรมของการแข่งขัน

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอทั้งหมดเลยนะครับ ด้วยความปีติยินดี ผมขอเพิ่มอีกสัก ๓-๔ ประเด็น ๒ ประเด็นแรกก็เป็นสิ่งที่ได้พูดคุยกันในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองไปแล้ว คือประเด็นแรกว่าด้วยการเสริมสร้างบรรยากาศ เพื่อให้การเลือกตั้งนั้น เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม บรรยากาศของความสามัคคีก็คือเรื่องของ การปรองดองแห่งชาติ เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วคู่ขนานกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องเร่งดําเนินการ เพื่อให้เกิดความสามัคคีกันในหมู่ชนชาวไทยทั้งหมดโดยเร็วที่สุด โดยผู้มีอํานาจรัฐในวันนี้ แล้วก็คู่ขนานกันไปก็ได้มีการพูดคุยเรื่องของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น แล้วก็ได้มีการพูดกันว่าคนที่ มีบารมีก็แล้วกันนะครับ มาก ก็คือกํานันและผู้ใหญ่บ้าน แล้วถ้าเผื่อจะสร้างความเที่ยงธรรม ความสุจริตก็อยากจะผ่านท่านประธานไปกรรมาธิการ แล้วก็ไปสู่รัฐบาลด้วย ระหว่างนี้ ไปจนถึงการเลือกตั้งคงจะต้องมีการฝึกอบรมท่านกํานัน ผู้ใหญ่บ้านอย่างใหญ่หลวง เพื่อให้ ท่านเป็นผู้ที่มีความสุจริตและเที่ยงธรรมเป็นสําคัญ แล้วไม่เป็นเครื่องมือกลไกของอํานาจ นิยมใด ๆ เลยทั้งสิ้น ส่วนประเด็นที่ ๓ ก็ได้คุยกันไว้ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป การเมืองของประเทศนะครับ ก็คือการข่าวกรองหรือการสืบราชการลับ ทราบว่าทาง กกต. มีรายชื่อของผู้เป็นเจ้ามือเดินไปจ่ายเงินตามหมู่บ้านทั้งหลาย ผมอยากจะขอเป็นข้อเสนอด้วย ให้มีการดําเนินการอย่างกว้างขวางของรัฐบาล ให้การสนับสนุน กกต. สํานักงานตํารวจแห่งชาติ สํานักงานข่าวกรองแห่งชาติต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อจะได้มีรายชื่อของผู้เป็นเจ้ามือจ่ายเงินของ ผู้ทรงอิทธิพลทั้งหมดเป็นสําคัญนะครับ ผมขอเพิ่มไปด้วย ส่วนผมขอเพิ่มอีก ๒ ประเด็น คือในการเมืองทั่วโลกจะเป็นที่สหรัฐอเมริกา ที่ยุโรปหลายประเทศ ที่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะที่ฟิลิปปินส์ มันมีคําภาษาอังกฤษที่เขาเรียกว่าโพลิทิคัลไดนาสตี (Political Dynasty) คือตระกูลอิทธิพลทางการเมือง หรือว่าราชวงศ์ทางการเมือง และเขาบอกว่าในการเลือกตั้งของฟิลิปปินส์เดือนหน้านี้นะครับจะมีที่นั่งในสภาสูง สภาล่าง สภาท้องถิ่น รวมประมาณสัก ๑,๐๐๐ ที่นั่งด้วยกันที่มีครอบครัวจองอยู่ แล้วก็ไม่มีครอบครัว อื่น ๆ หรือผู้สมัครอื่น ๆ ใด ๆ สามารถที่จะเข้าไปแข่งขันได้ เพราะว่าเป็นการเมือง ในครอบครัว แล้วก็เป็นเขตอิทธิพล ผมคิดว่าประเด็นนี้จะต้องระมัดระวังในสังคมไทยด้วย เพราะเราก็แว่ว ๆ กันมาว่ามีหลายจังหวัดว่ามันเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว คู่แข่งเข้าไป ไม่ได้ ไม่ปลอดภัยนะครับ ต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เพื่อจะแก้ปัญหานี้ ก็ขอเสนอนะครับเป็นข้อสุดท้ายว่าจะเป็นไปได้ไหมว่าในจังหวัดเพชรบุรีของท่านประธาน ก็แล้วกันนะครับว่าคนนามสกุลเดียวกันให้มีอยู่ในตําแหน่งใด ๆ ของจังหวัดนั้นไม่เกิน ๒ คน หรือ ๓ คน เพราะมีทั้งนายกเทศมนตรี นายก อบต. อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันมีเป็นร้อยตําแหน่ง ในแต่ละจังหวัด แต่เพื่อป้องกันไม่ให้มีราชวงศ์การเมืองหรือว่าโพลิทิคัลไดนาสตี (Political Dynasty) ควรจะบรรจุอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง หรือในโอกาสหน้าเราจะพูดกัน เรื่องของการปฏิรูปพรรคการเมืองหรือว่าระบบการเลือกตั้งของ กกต. น่าจะระบุเรื่องนี้ ไปด้วย เพราะว่าตราบใดที่มีอิทธิพลของครอบครัว การเลือกตั้งไม่มีทางที่จะสุจริตเที่ยงธรรม ไม่มีการแข่งขันใด ๆ ทั้งสิ้น ประชาชนไม่สามารถจะร่วมได้อย่างเต็มที่นะครับ

ส่วนประเด็นสุดท้ายเราก็พูดกันมากมายว่าผู้ที่อยู่ในศาลหรือว่าอยู่ในสํานักงาน อัยการสูงสุดเมื่อเกษียณอายุไปแล้วไม่ควรจะไปนั่งในบริษัทที่ตัวเองเคยอะไรครับ พิจารณา ประเด็นปัญหาอยู่ ฉันใดฉันนั้นข้าราชการระดับสูงในจังหวัดนั้น ๆ เมื่อเกษียณไปแล้วควรจะ มีกฎเกณฑ์ไม่ให้ลงเลือกตั้งในจังหวัดนั้น ๆ ให้หย่านมไปสัก ๒-๓ ปีแล้วค่อยกลับมาได้ หรือไปลงที่จังหวัดอื่น ไม่อย่างนั้นท่านเพิ่งพ้นจากการเป็นผู้ว่าฯ หรือเป็นผู้บังคับการมณฑล มามันก็มีอิทธิพลโดยปริยาย วันนี้เกษียณพรุ่งนี้ลงเลือกตั้งมันก็สร้างความลําบากให้กับคู่ต่อสู้ ความสุจริตเที่ยงธรรมของการแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยก็ไม่มี ผมก็ขอเสนอเพิ่มเติม ไปที่กรรมาธิการได้ทํางานมาอย่างแข็งขันนะครับ มีเนื้อหาสาระ เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ยิ่ง มาเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ