เลิศรัตน์ ชี้ระบบเลือกตั้งต้องสุจริต เสนอปรับกฎหมายพรรค-เปิดพื้นที่ประชาชน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๗ · ๔ เมษายน ๒๕๕๙

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือประเด็นสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะระบบการเลือกตั้งและกลไกการเมืองที่ส่งผลต่อความสุจริตและเสถียรภาพ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นธรรมในการใช้มาตรการรุนแรงต่อพรรคการเมืองที่อาจถูกยุบจากพฤติกรรมของบุคคลเพียงคนเดียว จึงเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองให้โปร่งใส เช่น การกำหนดเพดานการบริจาคและการเปิดเผยแหล่งทุน รวมถึงผลักดันให้การเสนอผู้สมัคร ส.ส. เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคผ่านไพรมารีหรือคอคัส เพื่อลดอิทธิพลของนายทุนและทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปราย ที่จริงผมพบกับท่าน สปท. วันชัย เมื่อสักครู่นี้ ท่านบอกว่าให้ผมช่วยอภิปรายหน่อยให้ข้อคิดเห็นหน่อยนะครับ ก็เลยไม่อยาก ที่จะขัดความต้องการของท่าน ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมในการทํางานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ซึ่งได้ใช้เวลาพอสมควรในการที่จะรวบรวมหาข้อมูล และข้อเสนอแนะในการดําเนินการเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งก็เห็นด้วยกับที่กรรมาธิการทุกท่านได้กล่าวว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ เป็นพื้นฐานของปัญหา ทั้งหมดของประเทศ เป็นพื้นฐานของระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่พวกเราใฝ่ฝัน เรียกร้องอยากจะมี อยากจะได้ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งนั้นเป็นหัวใจ เพราะเราอยู่ในระบบที่เรียกว่าเรพรีเซนเททีฟ (Representative) ก็คือระบบเรื่องของการเลือกตัวแทนมาทํางานแทน เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งจึงเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง ปัญหาการเลือกตั้งของประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาที่จัดว่า เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยโดยเฉพาะ เพราะถ้าเราไปต่างประเทศ ผมก็ไปหลายครั้ง ไปคุยเรื่องการเมือง พอคุยเรื่องเลือกตั้งพอผมพูดเรื่องการซื้อเสียง ใช้ภาษาอังกฤษว่า โหวตบายอิง (Vote Buying) ฝรั่งงงครับ ฝรั่งงง เพราะในต่างประเทศเขาไม่เข้าใจคําว่า โหวตบายอิง (Vote Buying) มันเป็นอย่างไร เขาไม่เข้าใจว่าสิทธิของคนนี่มันมีราคานะครับ นอกจากราคาความเป็นประชาธิปไตยแล้วนี่มันไปซื้อไปขายได้ด้วยหรือ ฉะนั้นปัญหาของเรา จึงเป็นปัญหาที่ไม่ซ้ําใครในโลกนี้ก็เป็นปัญหาที่เราต้องตามแก้กันไปจนกว่าเราคิดว่าการเมือง เราจะดีขึ้น แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากว่าขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเตรียมทําประชามติ ได้ออกมาแล้ว ไฟนัล (Final) แล้วปรับแก้อะไรไม่ได้อีกแล้ว แล้วก็รอไปสู่การลงประชามติ ประมาณวันที่ ๗ สิงหาคมที่จะถึงนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะดําเนินการใด ๆ ของกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในทุก ๆ ด้านก็ต้องอิงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นสําคัญ เราจะ เสนอแนะการปฏิรูปที่ขัดกับร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องของบทบัญญัติต่าง ๆ ทั้ง ๒๗๙ มาตรา ก็คงจะไม่ค่อยเกิดประโยชน์เท่าไร เพราะร่างรัฐธรรมนูญก็กําหนดไว้ในหมวด ๑๖ ให้แก้ ได้ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกินเพราะฉะนั้นผมก็จึงอยากจะกราบเรียนว่าใน ๒-๓ ประเด็น ที่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อให้พี่น้องที่ฟังการอภิปราย การชี้แจงของกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้มีความเข้าใจด้วยว่าทําไมรัฐธรรมนูญจึงออกมา อย่างนี้ ทําไมกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงคิดอีกอย่างหนึ่ง อย่างเช่นการเลือกตั้งอย่างนี้ครับจะเอาเขตใหญ่ เขตเล็ก เป็นเรื่องดีครับ ไม่มี ส.ส. ปาร์ตี้ ลิสต์ (Party List) ก็เป็นเรื่องดีเป็นสิ่งซึ่งเราก็คิดกันมานานครับ แต่ทําไม กรธ. เขาไปเลือกใช้ จัดสรรปันส่วน เพราะเขาไปมอง คือทุกคนมีมุมมองที่ต่างกัน มองปัญหาที่ต่างกัน กรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมองปัญหาเรื่องการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ กรธ. เขามองปัญหาของการเมือง ของการจัดตั้งรัฐบาล ของการมีดุลอํานาจในสภาผู้แทนราษฎร เขาก็จึงพยายามพัฒนาระบบที่จะแก้ปัญหาตรงนั้น แน่นอนมันไม่มียาที่สําเร็จรูปที่จะ แก้ไขรักษาทุกโรคได้ ฉะนั้นเมื่อเขาเลือกระบบจัดสรรปันส่วนก็จะมาเจอปัญหาอย่างที่ ทางกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้พูดว่ามันไม่ได้แก้ปัญหา เรื่องการเลือกตั้ง มันไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการซื้อเสียง แล้วก็ไม่ได้แก้ปัญหาระบบนายทุน อันนี้ผมก็เข้าใจได้ แต่ความคิดของ กรธ. เราก็ต้องเคารพ แล้วก็ต้องเข้าใจ ผมเชื่อว่าหลายท่าน ไม่เข้าใจ เพราะทาง กรธ. มาชี้แจงเพียงครั้งเดียว เนื่องจากระบบการเลือกตั้งที่ กรธ. เลือกใช้นั้นมันเป็นเรื่องที่ยากมากที่คนจะเข้าใจได้ คนเยอรมันทั้งประเทศไปถามเขาว่า เขาลงคะแนนแล้วเขาคิด ส.ส. อย่างไร เขาไม่รู้หรอกครับ ผมไปมาแล้ว ถามเขาเขาไม่รู้หรอก เขาบอกเป็นหน้าที่ของคนจัดการเลือกตั้งที่จะคิดออกมา เพราะฉะนั้นเหตุผลในการใช้ระบบ จัดสรรปันส่วนซึ่งคล้ายกับระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ก็คือการที่จะให้ได้จํานวน ส.ส. ของ แต่ละพรรคในสภาตามความนิยมที่แท้จริงของประชาชนที่ไปลงคะแนน ถ้าประชาชน ไปลงคะแนนเลือกพรรคนี้ร้อยละ ๒๕ พรรคนี้ก็จะมี ส.ส. ร้อยละ ๒๕ ในสภา คือ ๑๒๕ คน จาก ๕๐๐ คนจากนั้นก็หาวิธีคิด ซึ่งผมจะไม่อธิบายเพราะต้องใช้เวลาของท่านประธาน อีก ๑๐ กว่านาทีนะครับ แต่นั่นคือแนวคิดของเขา เพราะปัญหาของประเทศไทยที่ผ่านมา ใน ๒-๓ ครั้งนั้น เราได้พรรคการเมืองที่เข้มแข็งเกินจริงที่นําไปสู่การยึดอํานาจทั้ง ๒ ครั้งนั้น ในสภา พรรคที่ใหญ่ที่สุดมีเสียงเกินครึ่งทั้งสิ้นจึงสามารถทําอะไรก็ได้ตามที่มติของพรรคนั้น จะพึงมี ถึงแม้พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะคัดค้าน กรธ. จึงมองอันนั้น เป็นปัญหาใหญ่ ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงก็ต้องว่ากันไป มาตรการในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างยกตัวอย่างในมาตรา ๒๒๔ (๔) ได้ให้อํานาจ กกต. ในการออกใบส้ม คนก็คงงง ดูฟุตบอลเห็นแต่ใบเหลืองกับใบแดง ใบส้มก็คือเมื่อ กกต. คิดว่า มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งมีแนวโน้มว่าเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการทําทุจริต แต่เขาไม่ได้ให้อํานาจในการที่จะออกใบแดง เพราะว่าถือว่าเป็นอํานาจของศาลซึ่งผมเห็นด้วย ก็ให้ กกต. มีสิทธิที่จะกําหนดให้ผู้นั้นไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ๑ ปี ระหว่างนั้นก็จะ ไปฟ้องศาล ก็แปลว่าเมื่อมีการจัดเลือกตั้งซ่อม นายคนนั้นก็สมัครเลือกตั้งซ่อมไม่ได้ อันนี้เขา เรียกว่าใบส้ม คือไม่ได้ลงโทษแต่ห้ามลงสมัครไป ๑ ปี แล้วต้องส่งศาล เช่นเดียวกันอํานาจ ในการพิจารณาคดี ของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. และผู้สมัครเข้ารับการเลือกเป็น ส.ว. นั้น กกต. ระบุไว้ชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าหากผ่านประชามติก็จะเป็นไปตามนี้ ก็อยู่ในมาตรา ๒๒๖ ว่าถ้าเกิดมีผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.มีพฤติกรรมทุจริต ก็ต้องไปฟ้องต่อศาลฎีกาศาลเดียวจบ แต่รวมถึงผู้ที่เข้าสมัครรับเลือกเป็น ส.ว. ด้วย และกรณีการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือเป็นผู้ที่สมาชิกสภาท้องถิ่น ให้ไปฟ้องต่อศาลอุทธรณ์แล้วก็คําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด ผมไม่ได้เห็นด้วย เพียงแต่ผมพูดให้ฟังเพราะเขาใช้ศาลเดียว ซึ่งผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับระบบศาลเดียว แต่กรรมาธิการการเมืองเองก็พูดบอกว่า ต้องการรวดเร็ว จบเลย กรธ. ก็ได้ทําในส่วนนี้ว่า ยังคงใช้ศาลเดียวในการตัดสินคดีเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็แล้วแต่ นั่นก็เป็นในส่วนของสิ่งที่บัญญัติไว้ ซึ่งถ้าผ่านประชามติก็คงจะต้องเป็นไปตามนั้น ในส่วนของ กกต. เองทางประสิทธิภาพของ กกต. ในบทวิเคราะห์ของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านการเมืองพูดไว้ชัดเจนครับว่าไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ จัดการเลือกตั้งได้ไม่ดีเท่าที่ควร ตอนนี้ก็ได้มีการเพิ่มจํานวนคณะกรรมการการเลือกตั้งจาก ๕ คน เป็น ๗ คน ก็เชื่อว่าจะทําให้ ทํางานได้ดีขึ้น

ประเด็นถัดไปที่ผมอยากจะพูดคือเรื่องของยาแรง ยาแรงมีการทดลองใช้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๒๓๗ แล้วก็ได้ผล จากนั้นไม่กี่วันก็นําไปสู่การยุบพรรค ๓ พรรค ด้วยยาแรง เนื่องจากว่ามีผู้สมัคร ส.ส. คนหนึ่งในแต่ละพรรคทั้ง ๓ พรรคนั้น มีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม การจัดการเลือกตั้งไม่สุจริตยุติธรรม โดนใบแดง ศาลรัฐธรรมนูญ จึงวินิจฉัยว่าเป็นการกระทําเพื่อให้อํานาจสู่การปกครองโดยไม่เป็นไปตามระบบประชาธิปไตย โยงไปมาตรา ๖๘ กลับมามาตรา ๒๓๗ จึงให้ยุบพรรคทั้ง ๓ พรรคนั้นเสีย แล้วให้แบนกรรมการ บริหารพรรคทั้ง ๓ พรรค ๑๐๐ กว่าคน ๑๐๙ คน ไป ๕ ปี ถามว่ามีคนเห็นด้วยไหม มีคนไม่เห็นด้วยครับ เยอะแยะเลย แล้วจนวันนี้ก็ถูกเอาออกจากร่างรัฐธรรมนูญไป คือ การจะให้ยาถ้าเราไปหาหมอ แล้วหมอบอกเอายาแรงไปกินแล้วกันผมก็ไม่เอาผมต้องการยา ที่รักษาโรคที่ผมเป็นเอาแค่พอดี ๆ แล้วเรื่องนี้มันเรื่องความเป็นความตายของคน เพราะฉะนั้น การให้ยาแรง จริง ๆ แล้ว กฎหมายพรรคการเมืองได้ระบุไว้แล้ว ถ้ามีพฤติกรรมของพรรค การเมืองที่มุ่งไปสู่การโค่นล้มรัฐบาล มุ่งไปสู่การโค่นล้มสถาบันต่าง ๆ โค่นล้มรัฐธรรมนูญ มีการกระทําอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองให้ยุบพรรคนั้นเสีย แล้วให้แบน กรรมการบริหารพรรคทั้งหมดมีอยู่แล้วครับ แต่ไม่ใช่ไปโยงเอาคนคนหนึ่งที่มีพฤติกรรม ใบแดงแล้วมายุบพรรค โดยอ้างว่าเป็นการได้มาซึ่งอํานาจการปกครองที่ไม่เป็นไปตาม กฎหมาย ไม่เป็นไปตามระบบการปกครองประชาธิปไตย เพราะนั้นผมจึงขอให้ข้อสังเกต ในเรื่องยาแรง อะไรที่เกินกว่าเหตุ แล้วอะไรที่เกินกว่าความพอดีมันไม่เกิดประโยชน์ ทําไมไม่เกิดประโยชน์ เพราะว่าบ้านเรา เจ้าหน้าที่ของเราผมจะไม่พูดว่าหน่วยไหน เรามี การเลือกตั้งวันก่อนเรามีคนไปลงคะแนนเสียง ๓๔ ล้านคน ๓๕ ล้านคน แต่วันนี้จะมีคนไป ลงคะแนนเสียงประมาณ ๔๐ ล้านคน ไม่มีทางหรอกครับ ที่ กกต. ๗ คนบวกกับเจ้าหน้าที่ อีก ๕๐๐ คน ๘๐๐ คน จะไปตามจับคนกระทําผิดได้ ก็จึงมีการกล่าวกันว่ามีการเลือกปฏิบัติ ไปตามเฉพาะฝั่งที่ไม่ได้อยู่ฝั่งฟากของผู้มีอํานาจในการเมืองในวันนั้น ซึ่งแล้วแต่ว่าใครจะเป็น เพราะถ้าใครเป็นรัฐบาล กกต. ก็เอาใจ ก็ตั้งข้าราชการที่อยู่ฝ่ายนี้ไปเป็นคนติดตามการเลือกตั้ง แล้วก็ไปตามจับเฉพาะอีกฝั่งหนึ่งก็เห็นได้ชัดเจน สิ่งที่เกิดขึ้นก็จึงทําให้ในเมื่อการปฏิบัติมันยัง ไม่เป็นธรรมนี่ อย่างที่ท่านก็พูดเองว่ายังมีระบบอุปถัมภ์ ระบบเกื้อกูล ระบบพรรค ระบบพวก ระบบการวิ่งเต้นโยกย้ายตําแหน่งแห่งที่ต่าง ๆ แล้วเราไปใส่ยาแรงเกินกว่าเหตุนี้คนที่รับกรรม ก็คือคนอีกฝ่ายหนึ่ง แต่คนอีกฝั่งฟากหนึ่งก็กระทําความผิดเช่นเดียวกัน แต่ไม่ต้อง โดนความผิดอะไรเลย เพราะฉะนั้นผมจึงอยากที่จะให้เราดําเนินการพอดี ๆ นะครับ อย่าไป ใช้ยาแรงจนเกินไป และอะไรที่มันทดสอบมาแล้วว่ามันไม่เกิดประโยชน์ มันทําให้เกิดการ เล่นพรรคเล่นพวกก็ไม่ควรที่จะดําเนินการ สุดท้ายครับ เรื่องกฎหมายพรรคการเมือง ผมว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๐ ฉบับที่ กรธ. จะยกร่างนี่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ๔ ฉบับ คือ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ถ้าเราพูดถึงเรื่องสุจริตเที่ยงธรรมในการ เลือกตั้งเราต้องให้ความสําคัญกับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพรรคการเมือง อย่างมากเลย ก็ท่านน่าจะศึกษาเรื่องนี้แล้วก็เสนอแนะไปที่ กรธ. ซึ่ง กรธ. ก็จะเริ่มลงมือร่าง หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศมีผลบังคับใช้แล้วในกลางปีนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของกฎหมาย พรรคการเมืองนี้หมวดที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องของการบริจาคเงิน ผมไปดูงานในต่างประเทศ เรื่องการบริจาคเงินนี้เขาก็จะมีกฎกติกาที่เข้มชัดเจน อย่างเช่น ไม่ใช่ว่าบริษัทหนึ่งจะบริจาค เท่าไรก็ได้ จะต้องมีซีลลิง (Ceiling) จะต้องมีแคป (Cap) เอาไว้ต่อปีได้เท่าไร เอกชนได้เท่าไร ต่าง ๆ รวมถึงการทําบัญชีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสผ่านเว็บไซต์ (Web site) ของ พรรคการเมืองต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องการบริจาคเงินจึงเป็นเรื่องที่สําคัญ เพื่อไม่ให้ พรรคการเมืองได้เปรียบพรรคอื่น ๆ เพราะเป็นพรรคที่มีเงินสนับสนุนเยอะ หรือเป็นพรรค ที่เราเรียกว่าเป็นพรรคนายทุน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของการใช้อํานาจของกรรมการบริหารพรรค การเมือง เราพยายามเขียนในรัฐธรรมนูญในฉบับที่จะทําประชามตินี้ว่าการที่จะกําหนด ผู้สมัคร ส.ส. ทั้งบัญชีรายชื่อ และทั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นควรจะกําหนดให้เป็น มติของพรรค ซึ่งคําว่ามติของพรรคนี่ก็ต้องรวมถึงให้สมาชิกพรรคได้มีส่วนให้การรับรอง ด้วยว่าผู้สมัครในพื้นที่นั้นควรจะเป็นใคร อาจจะเชิงทําไพรมารี (Primary) หรือทําคอคัส (Caucus) แบบที่เขาทําอยู่ขณะนี้ในสหรัฐอเมริกาที่เราคิดตามอยู่ทุกวันนะครับ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง เพื่อให้พรรคการเมืองเป็นของพี่น้องประชาชนโดยแท้จริง ก็จะเป็นมาตรการหนึ่งที่จะทําให้พรรคการเมืองสามารถเป็นพรรคของประชาชน และไม่เป็น พรรคที่อยู่ในการควบคุมของนายทุนต่าง ๆ ได้ ก็คงมีเรื่องเยอะถ้าจะพูดเรื่องการเลือกตั้ง พูดเรื่องการเมืองนี้ผมก็ได้ใช้เวลาเกินไป ๕ นาที ก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ไม่ได้ท้วงติงครับ ของพระคุณครับ