รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๐๘ คน
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ มีผู้มาลงชื่อ ๓๕๑ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตดำเนินการประชุมต่อเลยนะครับ ท่านจิรายุ มีอะไรครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๑๘ คลองสามวาครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ท่านประธานจะเข้าสู่ เรื่องราวของการแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อวานนี้ผมกลับไปบ้านโดนภรรยาดุท่านประธานครับ เหตุผลก็เพราะว่าเขาบอกว่าผมมาประชุมสภาหรือเปล่า เขาถามผมว่าผมไปกดบัตรแทนกันไหม ผมก็เลยยืนยันท่านประธานครับว่าผมนั่งอยู่ตรงนี้ตลอด แล้วก็เห็นสถานการณ์ภาพตลอด ขอหารือท่านประธานนิดเดียวครับ เพื่อให้รัฐสภาไทยนั้นมันได้ก้าวไปข้างหน้าครับ เมื่อเช้านี้ สื่อมวลชนประโคมข่าวกันเยอะเหลือเกิน ผมฟังแล้วไม่สบายใจ โดยเฉพาะกรณีของท่านรสนา โตสิตระกูล ท่านสมาชิกวุฒิสภา ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน แล้วท่านก็ยังมาไม่ถึงนะครับ จริง ๆ อยากจะให้ท่านนั่งอยู่ด้วย ผมเห็นท่านชูภาพแล้วท่านประธานครับ แล้วก็บอกว่ามี ส. ส. คนหนึ่ง ไม่ว่ากันครับ ไม่ได้ระบุพรรค แต่ว่ากล้องที่ถ่ายนั้นมาจากมุมซ้าย ท่านประธานครับ พรรคได้ตั้งผมให้เป็นกรรมการในการตรวจสอบกันเองก่อนนะครับว่าผลที่ออกมานั้น เป็นอย่างไร ได้ความอย่างนี้ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานครับ นำภาพขึ้นจอ หน่อยครับ ได้ขออนุญาตแล้วนะครับ เป็นภาพเดียวกันกับที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติ ได้กรุณาชูขึ้นมา แล้วก็บอกว่านี่ละค่ะมี ส.ส. กดบัตรแทนกัน กรณีนี้ครับ พรรคเพื่อไทยไม่ได้ นิ่งนอนใจนะครับ เรากำชับตลอดท่านประธานครับว่าการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญนั้นทุกคน ต้องอยู่ครับ เว้นเสียแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เดินมาช้าหน่อยก็ว่ากันไปแต่ละบุคคล ขออนุญาต เอาภาพขึ้นจอครับ ท่านประธานครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

หลังจากที่ท่าน ส.ว. ผู้ทรงเกียรติได้กรุณาพูดในห้องประชุมท่านประธานครับ ภาพแบบนี้ ท่านประธานครับ ก็มีการนำไปแถลงข่าวข้างล่างเช่นเดียวกัน เป็นภาพลักษณะเดียวกันครับ ไม่ว่ากันครับ ถ้าเกิดจะมีการกดบัตร คณะกรรมการของสภา จริยธรรมก็ว่ากันไปครับ แต่ผม อยากจะให้ความเป็นจริงปรากฏครับ เดี๋ยวนี้เราใส่ร้ายป้ายสีกันเยอะท่านประธานครับ นึกจะด่าใครก็ชี้หน้าด่าคนนั้น ด่าคนนี้ ไม่ค่อยมีข้อมูลความจริง ถ้าท่านรสนาบอกว่าของท่าน ของจริง เป็นภาพที่กดบัตรแทนกันจริง ๆ ผมยอมลาออกท่านประธานครับ ภาพที่ปรากฏนะครับ คณะกรรมการตรวจสอบแล้วท่านประธานครับ ปรากฏว่าผมขออนุญาตนิดเดียว ขออนุญาต ท่านประธานเดินไปตรงจุดนี้นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจิรายุเอาอย่างนี้ เดี๋ยวตั้งกรรมการตรวจสอบอีกที จะได้ไม่เสียเวลา

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ครับ นิดเดียวสั้น ๆ ท่านประธานครับ เรื่องของท่านรสนาที่ท่านมากล่าวแบบนี้ แล้วท่านลงไป แถลงข่าวข้างล่าง ผมไม่ว่าท่านครับ ถ้าท่านอาจจะมองแล้วผิด ท่านถ่ายมาจากมุมโน้น ไม่แน่ใจ เห็นมือเอื้อมมาข้างหลังแบบท่าน อีกทีครับ ขออีกที อย่างนี้ครับ แล้วมันไม่มีรู กดไมโครโฟน (Microphone) ก็ไม่มี ส่วนกรณีอื่นจะเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่สภาผู้แทนราษฎร ขอความเป็นธรรมให้กับสภาผู้แทนราษฎรด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไร เอาอย่างนี้ ท่านเลขาธิการช่วยตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตรงนี้จะได้สบายใจกันทุกฝ่าย มีท่านประสงค์เมื่อกี้ที่ยกมือก่อน แล้วท่านสุกิจ เดี๋ยวต่อจากท่านประสงค์ครับ ต่อจาก ท่าน ส.ว. ประสงค์ครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ครับ ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาจากการสรรหาหรือการเลือกตั้ง ทางอ้อม แต่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาผู้แทนปวงชนชาวไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ถ้าหากว่าท่านประธานไม่อนุญาตให้ผมพูดแสดงว่าผมไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของผม เมื่อคืน ผมมีความเป็นห่วงและกังวลว่าร่าง พ.ร.บ. ซึ่งได้ผ่านการรับรองเมื่อคืนนั้น มาตรา ๒๙๑/๕ อาจจะมีโอกาสในการที่จะใช้บังคับไม่ได้เมื่อได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงที่สุดแล้ว ผมจะขอหารือท่านประธาน นี่ต้องขอหารือนักกฎหมายทั้งหลายที่มีอยู่ในสภาแห่งนี้ว่าที่ผมจะ นำเสนอเพื่อหารือนี้จะฟังขึ้นหรือไม่ขึ้นครับ ท่านประธานครับ

ประการแรก การตัดสิทธิของบุคคลซึ่งอยู่นอกราชอาณาจักร เพื่อไม่ให้ ไปใช้สิทธิลงคะแนนในการเลือกตั้งนั้นขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญหลายมาตราครับ มาตรา ๑ มาตราแรกนะครับ ที่ผมจะยกอ้างท่านประธานครับ ขอเวลานิดนะครับ ให้ผมได้มีโอกาส ทำหน้าที่ครับ คือเริ่มจาก มาตรา ๕ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปวงประชาชนชาวไทยไม่ว่า เหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนา ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่เมื่อคืนที่มีการรับรองนั้น แทนที่จะคุ้มครองสิทธิของประชาชนคนไทย กลับไปตัดสิทธิ ของเขาครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๖ จึงน่าเป็นห่วงครับ มาตรานี้เองที่น่าเป็นห่วงมาก รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้บทบัญญัตินั้นอันใช้บังคับมิได้ ความขัดแย้งเกิดขึ้นแล้วครับ ถ้าหากมี การประกาศในราชกิจจานุเบกษามาเมื่อไรในมาตรา ๒๙๑/๕ จะขัดกับมาตรา ๙๙ วรรคสอง มาตรา ๙๙ วรรคสอง ที่บอกให้คนไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักรมีสิทธิในการลงคะแนน เลือกตั้งได้ นี่ครับผมเป็นห่วงท่านประธานครับ ผมอยากจะขอคำอธิบายจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่าความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นนี้จะเป็นผลให้ข้อกฎหมายที่มีการเห็นชอบ เมื่อคืนนั้นเป็นการบังคับไม่ได้นี้จะมีความเหมาะสมหรือไม่ครับเวลาที่เราใช้กันตั้ง ๔-๕ วันแล้ว แล้วก็ต่อไปอีกครับท่านประธาน ขอให้ท่านประธานช่วยให้ความเห็นเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประเด็นนี้ก็จบไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ขอคุณหมอสุกิจ แล้วค่อยท่านสมชายครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมก็เป็นคนที่รักสภา รักชื่อเสียงของสภาด้วยครับ เพราะฉะนั้น เรื่องของการกดบัตรแทน เมื่อข่าวมันออกไปมันก็เป็นความอัปยศอย่างหนึ่งของสภา ผมคิดว่า เรื่องนี้ท่านประธานจะนิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนอกจากคลิป (Clip) ที่ทางฝ่าย ส.ว. ได้เอาออกมาแฉแล้วนะครับ ยังมีคลิปของขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ซึ่งอันนี้ผมก็ได้เห็นในหนังสือพิมพ์ที่ลงส่วนใหญ่วันนี้ก็จะพาดหัวข่าวเป็นตัวใหญ่ ทั้งนั้นเลยครับ อันนี้ทำให้สภาของเราเสียหาย นอกจากจะเสียหายด้านจริยธรรมแล้วนะครับ ท่านประธานครับ อันนี้คือการกดลงคะแนนกฎหมายที่สำคัญของประเทศนะครับ ก็คือ รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าในการพิจารณารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาตั้งแต่มาตรา ๑ มีการกดบัตรแทนกันอย่างนี้ แล้วมีคลิปให้เห็นตรวจสอบว่าเป็นความจริง ผมเชื่อว่าการลงมติ ที่ผ่านมาเป็นโมฆะนะครับ เพราะมันเป็นไปได้อย่างไรครับ รัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้แล้วว่า สมาชิกแต่ละคนออกเสียงได้เพียงเสียงเดียว แต่ถ้าสมาชิกคนหนึ่งบางทีคุม ๓-๔ เครื่อง อย่างที่สมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามอีกครั้งครับ คุณสุทธิ ได้พูดในคืนนั้นว่าเดินเข้ามานี่เห็นไฟ สว่างแว๊บ ๆ หมายถึงการแสดงตน โดยที่ไม่มีคนนั่งประจำอยู่อย่างนี้นะครับ อันนี้ผมถือว่า มันไม่ใช่แค่เสียหายทางด้านจริยธรรมเท่านั้น แต่นี่คือการทำให้การลงมติเป็นโมฆะนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานจะนิ่งเฉยเรื่องนี้ไม่ได้ ท่านต้องเอาจริงเอาจัง ผมต้องเรียนถามท่านว่าท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ขอให้ท่านแจ้ง ให้สมาชิกได้ทราบนะครับ ให้พวกเราได้เกิดความมั่นใจในสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่าจะได้รับการปฏิบัติ ในทางที่ถูกที่ควร ขอเรียนถามท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมชายครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองก็เป็นผู้หนึ่ง ที่ร่วมยืนยันสิ่งที่ท่านรสนาได้พูด แล้วก็ได้ลงไปแถลงข่าวกับท่านรสนา หลังจากที่เพื่อน สื่อมวลชนขอร้องว่าอยากเห็นภาพนั้น ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าเรื่องนี้สำคัญ ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านรสนาต้องเรียนว่าท่านก็คงไม่ได้มีเจตนาหรือประสงค์ร้าย ต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ท่านต้องการบอกกับสังคม บอกกับพวกเราว่า ขอให้เรามีความรับผิดชอบต่อการลงมติ ไม่ว่าจะเป็นการเช็ก (Check) องค์ประชุม ลงมติ ด้วยความรับผิดชอบ ถ้าอยู่ก็ต้องกด เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย ก็เป็นสิทธิของท่าน ไม่อยู่ ก็ต้องไม่อยู่ครับ พฤติกรรมแบบนี้ผมต้องกราบเรียนครับว่ามันมีเกิดขึ้นจริงครับ สิ่งที่ ท่านสมาชิกท่านหนึ่งเอามาหักล้างนั้นเป็นแค่จุดเดียวในภาพ ต้องเรียนครับว่ามันจะมี ประเด็นต่อนะครับ เพราะว่าในภาพนั้นมีหลายท่าน ผมไม่บอกว่ามุมไหน แล้วก็มีการกด อย่างไร ก็เรียนว่าเรื่องนี้สำคัญครับ เพราะว่าท่านได้ลงมติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น กฎหมายสูงสุดของประเทศ อยากให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน ท่านประธานเองก็ต้อง ดำเนินการในการสอบข้อเท็จจริง นี่ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ผมเรียนครับว่าเมื่อท่านสมาชิกมีความระมัดระวังกันมากขึ้น โดยเฉพาะเราถูกการถ่ายภาพต่าง ๆ มากมาย ผมขอท่านประธานครับ ถ้าท่านประธาน จะกรุณาให้ท่านสมาชิกซึ่งท่านไม่ค่อยได้อยู่ในห้องประชุม อาจจะต้องไปภารกิจอย่างอื่น เมื่อกลับเข้าห้องประชุมแล้วถ้าจะโหวตอยู่ด้านหน้ากันให้หมดก็จะดีครับ เพราะเมื่อวาน จะพบว่าหลังจากที่ท่านลงมติ มาตรา ๒๙๑/๕ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกท่านก็ลงคะแนน ของตัวเอง บัตรที่ว่างอยู่ก็ไม่มีใครกดแทนกัน ผมก็เรียนครับว่าที่ผ่านมาอาจจะเคยเห็นอยู่บ้าง แล้วก็พร้อมเป็นพยานให้ท่านรสนาครับว่าเราพบเห็นว่ามีเรื่องเกิดขึ้นแล้วก็ไม่อยากให้เกิด ขึ้นอีกเท่านั้นเองครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เรื่องนี้ ที่จริงเป็นเรื่องสำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นอยากฟังความเห็นสัก ๓-๔ ท่าน ถ้าจะกรุณา ช่วยให้คำแนะนำด้วยนะครับ ขอท่านผู้เสียหาย ท่านวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ตอนแรกผมว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ เพราะไม่อยากเปลืองตัวในเรื่องไร้สาระที่ข้อมูล ที่เป็นเท็จ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อข้อกล่าวหาของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาเมื่อวานนี้ ซึ่งมีทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ผมถือว่าเป็นข้อกล่าวหา ที่หนักมาก เป็นข้อกล่าวหาซึ่งไม่คาดคิดเลยว่าจะเกิดขึ้นได้จาก ส.ส และ ส.ว. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อนสมาชิกที่เป็น ส.ส. ได้โชว์รูปภาพเอ ๔ (A 4) ผมก็ไม่เข้าใจแล้วก็ไม่ทราบด้วยว่าเป็นรูป ของผม ได้เดินอยู่ในกลางสภาแล้วก็โชว์ให้กับทางสื่อมวลชนได้รับทราบ โดยเจตนาอาจจะเป็น เพื่อไปกลบข่าวคลิปโป๊เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเข้าใจนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนเลยว่าผมนั่งอยู่ตรงนี้ประจำ ไม่ว่าจะเป็นประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็น ประชุมร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา และภาพที่ปรากฏนั้นก็ดังที่คุณจิรายุ ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม ที่ให้ผมได้แสดง ผมก็ได้แสดงให้ดูแล้ว ผมถามว่าผมจะไปกดบัตรให้ใคร ตรงนี้ไมโครโฟนก็ไม่มี เป็นทางเดิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรและเกิดขึ้นจากการแถลงข่าวของ ส.ส. และ ส.ว. ด้วย ซึ่งผมคิดว่าท่านประธานก็คงจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณา ซึ่งครั้งต่อไปถ้าเผื่อจะประจาน หรือจะให้ สื่อมวลชนแพร่ภาพไปทั่วประเทศก็ขอให้เป็นภาพที่แท้จริง แล้วก็เป็นข้อมูลที่แท้จริง อย่ามากล่าวลอย ๆ เราต้องคำนึงว่าเราเป็นตัวแทนของปวงชนทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เพราะฉะนั้น คราวหน้าอย่าคิดและอย่าทำ เพราะว่าเราเป็นตัวแทนปวงชนนั้นเราต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า เราต้องยอมรับในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอสมควรครับ ผมเมื่อกี้ ให้ ส.ว. ๒ ท่าน แล้วก็ฝ่ายรัฐบาล ๒ ท่าน เพราะฉะนั้นผมขอฝ่ายค้านอีกสักท่านจะได้สมดุล เอาท่านไหนดีเอ่ย ท่านประเสริฐเชิญครับ ขอท่านสุดท้ายนะครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เรื่องกดบัตรแทนกันจากข่าวเมื่อเช้านี้ คลิปที่เขาเห็น ข่าวที่เขาลงกันไปทั่ว ประชาชนคนทั่วไปเขาได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเรื่องนี้ไปทั่วบ้านทั่วเมืองครับ วันนี้คิดว่าเขาเชื่อครับ ว่าการกดบัตรแทนกันในสภา ในรัฐสภามีจริง ประเด็นก็คือจะทำอย่างไรครับ จากนี้ไป วันนี้ เราพิจารณากฎหมายสำคัญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ อย่าว่าแต่เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญเลยครับ เป็นกฎหมายปกติเราก็ยังถือว่าการกดบัตรแทนกันเป็นโมฆะ ถ้ามีการกดบัตรแทนกันจริง และเป็นโมฆะ เราจะเดินหน้าการแก้รัฐธรรมนูญต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์เพราะผลออกมา ก็เป็นโมฆะทั้งหมด ผมคิดว่าท่านประธานคงต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แล้วก็ต้องหา ข้อยุติก่อนที่เราจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญกันต่อไป เรื่องรัฐธรรมนูญไม่ใช่เฉพาะ คนในประเทศไทยครับ คนทั่วโลกเขาก็จับจ้อง และเราก็กล่าวหารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ ถ้าวันนี้มีการกดบัตรแทนกันจริงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะได้ ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับกดบัตรแทนกันครับ ท่านประธานครับ เราจำเป็นต้องเดินหน้า หาความจริงก่อนครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเลขาธิการครับ ให้ตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนะครับ ตั้งในนามของรัฐสภา แล้วก็ใช้เวลาสักอาทิตย์หนึ่ง น่าจะพอเหมาะ ผมว่าพอแล้วกระมังครับ ผมขออนุญาตเข้าสู่ ผมจะให้อีกฝ่ายละหนึ่ง แล้วก็จะจบครับ ท่านรสนา ท่านวรชัย แล้วก็ขอทางนี้อีก ๑ ท่านครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภานะคะ คือเมื่อกี้เผอิญดิฉันก็ไม่ได้ฟังคนที่เขาพาดพิง พอดีให้สัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์อยู่ข้างนอก แต่ว่าเพื่อนสมาชิกบอกว่ามีการพาดพิงว่าภาพนั้นอาจจะเป็น ภาพปลอมหรืออะไรทั้งหลาย ดิฉันคิดว่าที่จริงดิฉันเองเมื่อวานนี้ไม่ได้คิดว่าจะต้องเอามาแสดง แต่ในเมื่อถูกท้าทายดิฉันคิดว่าก็เป็นเรื่องที่ควรจะให้รู้ไว้เพื่อจะเป็นการปราม เพราะว่าในการ พิจารณารัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญเราควรที่จะต้องทำให้ถูกต้องทั้งกระบวนการ แล้วก็เรื่องของเนื้อหา เมื่อวานดิฉันเองพูดถึงประเด็นเรื่องว่าดิฉันอยากให้สมาชิกรัฐสภานั้น เข้ามาฟังเหตุผลของผู้แปรญัตติ แล้วก็รวมทั้งคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยว่าแต่ละฝ่ายนั้น ที่เขาให้เหตุผลในการแปรญัตตินั้น ถ้าหากเห็นว่ามีเหตุผลทุกคนเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย เราสามารถที่จะโหวตอย่างเป็นอิสระได้ เพราะฉะนั้นดิฉันเองเห็นว่าถ้าหากว่าสมาชิกรัฐสภา ไม่ได้อยู่ในห้อง เข้ามาเฉพาะเวลาท่านประธานกดออดให้เข้ามาโหวตเราก็จะไม่ได้ฟังเหตุ และผลของเพื่อนสมาชิกที่ได้พูดไป แล้วดิฉันก็พูดว่าแล้วก็พอเข้ามานอกจากไม่ได้ฟังแล้ว ก็ยังกดบัตรแทนกันนะคะ เมื่อมีเพื่อนสมาชิกที่เขาท้าทายว่าดิฉันพูดใส่ร้าย ดิฉันก็จำเป็นที่จะต้องเอาภาพขึ้นมาให้ดูนะคะ ทีนี้ถ้าหากว่าทางท่านประธานจะมีการสอบในเรื่องนี้ ดิฉันก็ยินดีให้ความร่วมมือในการที่จะ เอาภาพไปแสดง แล้วก็ที่จริงในห้องแห่งนี้ก็มีจอวงจรปิด ถ้าเราจะหาข้อมูลจริง ๆ จัง ๆ ดิฉัน คิดว่าก็หาได้ แล้วก็อยากจะขอเรียนถึงเพื่อนสมาชิกและสื่อมวลชนนะคะว่าอันนี้ไม่ใช่ เป็นเรื่องของการเล่นเกม เพราะว่าท่านพยายามที่จะให้ข่าวในทำนองว่าเป็นการเอาเรื่องนี้ ขึ้นมาเพื่อกลบข่าวการดูภาพไม่เหมาะสมของเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ ดิฉันเองไม่ได้ มีความต้องการในการทำอย่างนี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่เพื่อนสมาชิกดูภาพไม่เหมาะสมในห้องนั้น ถ้าพูดแบบภาษาพระก็อาจจะระดับปาจิตตรีย์ สังฆาทิเสส แล้วแต่ท่านจะกำหนดนะคะ แต่คนที่กดบัตรแทนกันมันถึงขั้นปาราชิกนะคะ ต้องสึกออกไปจากความเป็นพระ หรือสึก ออกไปจากความเป็นสมาชิกรัฐสภาค่ะ เพราะดิฉันคิดว่าเพื่อนที่กล่าวพาดพิงดิฉันไม่ทราบว่าใคร ถ้าหากว่าท่านต้องการดูภาพก็ยินดีค่ะ แล้วถ้าหากมีการตรวจสอบในเรื่องนี้ดิฉันก็ยินดี ให้ความร่วมมือค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วนะครับ เมื่อกี้ผมจะ อนุญาตให้ท่านวรชัย

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านขอใช้สิทธิประท้วง นิดหนึ่งก่อน

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา เรียนท่านอาจารย์รสนาด้วยความเคารพ ผมเป็นนักข่าวสมัยก่อน สัมภาษณ์ท่านบ่อย คือจริง ๆ แล้วประเด็นมันอยู่ที่ว่าภาพ ถ้าท่านเข้ามาช้าไม่เป็นอะไรครับ แต่ภาพที่ท่านไปกล่าวหาเมื่อวานนี้ในสภาก็พอทำเนา ท่านอาจจะถ่ายด้วยความไม่ได้ มีเจตนาอะไรก็แล้วแต่ แต่ท่านลงไปทั้งท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านสมชาย แสวงการ แล้วก็ท่านรสนา ๓ คน ไปตั้งโต๊ะแถลงข่าวท่านประธานครับ และในเว็บไซต์ (Website) ก็ไปลง ส.ส.พรรคเพื่อไทยกันหมด ผมก็พลอยซวยไปด้วย เมื่อคืนนี้ ก็โดนดุจากภรรยาท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกเรื่องกฎหมายจะแก้ไขอย่างไร จะเห็นชอบหรือไม่อย่างไร คนละเรื่องกันครับ เป็นไปได้ผมอยากให้ท่าน ส.ว. ผู้ทรงเกียรติ ช่วยกรุณาขอโทษคุณวิวัฒน์ชัย สักนิดเถอะครับ ภาพเขาปรากฏ แล้วเขาไม่ได้กดอย่างนี้ มันก็ไม่ถูกต้องนะท่านประธานครับ ส่วนจะกดจริงหรือไม่อย่างไร กรรมการก็ไปตรวจสอบกัน ไม่ใช่ไปอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจิรายุครับ เดี๋ยวค่อย ตรวจสอบอีกทีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เดี๋ยวค่อยว่ากัน ขอท่านวรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พวกเราประชุมกันยาวนานพอสมควร บางครั้งลุกขึ้น ไปทานอาหารบ้าง ทานข้าวกันบ้างครับท่านประธาน แล้วพี่น้องที่เป็นสมาชิกรัฐสภานั้นบางท่าน มานั่งแทนครับ อย่างผมนั่งอยู่ตรงนี้ ผมลุกขึ้นออกไปข้างนอกมีเพื่อน ส.ส. มานั่งแทนผมครับ ผมก็ต้องไปนั่งโต๊ะข้างหน้าที่ว่างครับท่านประธาน แต่บัตรผมอยู่ข้างหลังครับ บางครั้งผมก็ต้อง เอื้อมมือมากดบัตรข้างหลังก็มีในบางครั้งครับท่านประธาน นี่คือข้อเท็จจริง ส.ส. ทุกคน ส.ว. ทุกท่านไม่มีใครนั่งอยู่กับที่ได้ ๒๔ ชั่วโมงหรอกครับ ไม่มีใครนั่งได้ ๔-๕ ชั่วโมงหรอกครับ เพราะฉะนั้นก็มีการหมุนเวียนที่นั่งกันอยู่ตลอดเวลาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นบางครั้ง ท่าน ส.ส. หรือ ส.ว. นั่งอยู่ข้างหน้าก็หันมากดครับท่านประธานครับ เวลาที่มีค่าของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเดินไปข้างหน้า การที่ผู้อภิปราย แต่ละท่านนั้นวนเวียนซ้ำซากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ พอสมควรแล้วครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

นิดเดียวครับ ท่านประธาน ขออย่าให้ผสมครับระหว่าง ท่านประธานครับ ขอนิดเดียวครับ ขออย่าให้ วนเวียนซ้ำซากครับ วาระที่หนึ่งอย่ามาพูดในวาระที่สองเถอะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวรชัย เอาละครับ ประเด็นนี้ก่อนครับ ขอบพระคุณครับ ผมขอท่านเดียวครับ ท่านธนิตพลเชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการกดบัตรแทนกันนี้ครับ ผมต้องเรียน ท่านประธานว่าเรื่องนี้จริง ๆ ขอความกรุณาท่านประธานนะครับว่าอย่าเพิ่งตัดบท ให้เพื่อนสมาชิกว่าขอท่านเดียวแต่ละฝ่าย เพราะว่ามันเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ต่อภาพลักษณ์ ของสภา ซึ่งตัวท่านประธานเองครับ ซึ่งเป็นประมุขในฝ่ายนิติบัญญัติในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านคงทราบดีว่าพวกเราในสภาแห่งนี้ต้องมี ส่วนร่วมในการรับผิดชอบทุกคน ท่านประธานครับ ในส่วนของการกดบัตรแทนกันแน่นอนว่า มันเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ละครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนเลือก ส.ส. มา ให้เขามาใช้สิทธิ ในการลงคะแนนในจังหวัดนั้น ๆ ครับ แต่ ส.ส. จังหวัดอื่นเขาไม่มีสิทธิที่จะมานั่งกดบัตร ให้กับเพื่อน ส.ส. ในจังหวัดอีกจังหวัดหนึ่ง ความรับผิดชอบตรงนี้ผมคิดว่ามันเป็น ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่ท่าน ส.ส. จังหวัดนั้นต้องออกมารับผิดชอบครับ ผมเองก็ต้องถามครับ ถึงความเป็นลูกผู้ชายของเพื่อน ส.ส. ที่กดบัตรแทนกันครับ ถ้าสมมุติว่าเราตรวจสอบแล้ว แล้วพบว่ามีการกดบัตรแทนกัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละนั่นเป็นเรื่อง ของข้อเท็จจริง เดี๋ยวตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ทีนี้ถ้าจะเสนอ ขอคำเสนอแนะหาทางออกดีกว่า

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมกำลังพูดถึง เรื่องของการตรวจสอบครับ ท่านประธานครับว่าการตรวจสอบตรงนี้ผมคิดว่าท่านประธาน ต้องเป็นคนที่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบให้เข้มงวดครับ เพราะว่าถ้าอย่างนั้นมันจะเกิด ปัญหาตามมาก็คือว่าในการพิจารณากฎหมายแต่ละฉบับเราจะไม่สามารถที่จะพิจารณา ได้เลยในเมื่อมีการกดบัตรแทนกัน

อีกประการหนึ่ง ท่านประธานครับ ท่านประธานคงทราบว่าช่วง ๒-๓ อาทิตย์ ที่ผ่านมารัฐสภาไทยถูกพี่น้องประชาชนมองว่าย่ำแย่เหลือเกิน เรื่องนี้พวกเราที่อยู่ ในพรรคประชาธิปัตย์เองก็ไม่สบายใจ ส่วนหนึ่งก็มาจากความผิดพลาดทางเทคนิค หลาย ๆ ประการ อีกส่วนหนึ่งก็มาอย่างนี้ครับ มีเหตุการณ์กดบัตรแทนกัน ซึ่งผมคิดว่า ท่านประธานครับในกรณีอย่างนี้ผมอยากให้ท่านประธานได้สร้างความชัดเจนและความมั่นใจ ให้กับรัฐสภาครับ เพราะว่าผมไม่อยากได้ชื่อว่าในยุคที่ท่านประธานสมศักดิ์เป็นประธาน รัฐสภาอยู่ เป็นยุคที่พี่น้องประชาชนดูถูกเหยียดหยามเพื่อนนักการเมืองด้วยกันมากที่สุด

แล้วเรื่องสุดท้ายครับ ผมเรียนว่าเรื่องการกดบัตรแทนกันเป็นกรณีเดียวกับที่ การที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียของรัฐสภาเช่นเดียวกัน ผมอยากให้ท่านประธานได้ช่วยเชิญ ท่านไพจิต ศรีวรขาน ท่านเคยพูดเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องของความรับผิดชอบของเพื่อนสมาชิก เวลาที่ทำผิดจริยธรรม ผมอยากฟังท่านครับว่าเรื่องนี้ท่านอยากจะให้เพื่อนสมาชิกลาออก ผมยังไม่ได้ยินครับ จากข่าว ท่านเห็นด้วยไหมครับ แล้วท่านจะช่วยพวกเราไหมครับ ในการค้นหาว่าการกดบัตรแทนกันในครั้งนี้ทางคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ของท่าน ท่านจะตรวจสอบอย่างไร แล้วเพื่อนสมาชิกที่กดบัตรแทนกัน ถ้าตรวจสอบแล้ว ก่อนที่ของผม เพื่อนผมตรวจสอบแล้วยังไม่ได้พบข้อเท็จจริงเลย ท่านไล่เขาออกแล้วครับ เขาบอกไม่เหมาะสม ของพรรคท่านท่านคิดว่าท่านจะให้เขาออกด้วยไหมครับ ท่านประธาน ช่วยถามด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนิตพลถามท่านไพจิต ท่านจะตอบไหมครับ จะชี้แจงหน่อยไหม ถ้าไม่อย่างนั้นผมขออนุญาตดำเนินการเลยนะครับ เป็นเรื่องของการหารือนะครับ ทีนี้ผมก็ให้สิทธิแต่ละท่านฝ่ายละ ๓ ท่าน พอสมควรแล้วครับ มีการชี้แจงเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรพาดพิงทำให้เสียหายครับ ผมว่าพอสมควรแล้วกระมังครับ เชิญคุณหมอวรงค์ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก สมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะเรียน กับท่านประธานเป็นข้อเสนอแนะกับท่านเพื่อให้เกิดความสบายใจทุกภาคส่วน เพราะว่า กรณีการกดบัตรแทนกันที่ผ่านตามหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะผมอ่านข่าวเมื่อเช้านี้นอกจาก ท่านรสนาแล้ว ยังมีกรณีของท่านชูวิทย์ แล้วผมเชื่อว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องจริยธรรมขั้นสูงของ สมาชิกรัฐสภา และอาจจะหมิ่นเหม่ว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นโมฆะหรือไม่ ผมคิดว่าการตั้งคณะกรรมการที่ท่านบอกว่าให้ท่านเลขาธิการดำเนินการอย่างเดียวมันไม่พอ ผมอยากได้ความชัดเจนว่าในรูปแบบของคณะกรรมการควรจะมีตัวแทนของทุกภาคส่วน คำว่า ทุกภาคส่วน คือนอกจากจะมีตัวแทนของซีกรัฐบาล ซีกฝ่ายค้าน และซีก ส.ว. เพื่อให้ แต่ละส่วนส่งตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมการ ไม่ใช่ว่าจะให้ท่านเลขาธิการรัฐสภา ซึ่งผม ไม่ทราบว่าท่านจะดำเนินการอย่างไร ผมเกรงว่าเดี๋ยวท่านเลขาธิการรัฐสภาจะตั้งเฉพาะ เจ้าหน้าที่มาทำหน้าที่มันไม่ได้ มันไม่พอ ผมเสนอว่าอาจจะมีตัวแทนของพวกผมฝ่ายค้านสัก ๒ ท่าน ของ ส.ว. ๒ ท่าน แล้วก็ของรัฐบาล ๒ ท่าน มาเป็นคณะกรรมการที่ท่านเลขาธิการรัฐสภา จะดำเนินการเพื่อให้เกิดความชัดเจน อย่างนี้ผมว่าแฟร์ (Fair) ดีนะครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ขอดำเนินการตามที่คุณหมอ นำเสนอเมื่อสักครู่นะครับ ฝากท่านเลขาธิการรัฐสภาให้ดำเนินการตามนี้ครับ ผมขอจบนะครับ เข้าสู่ระเบียบวาระเลยครับ มาตรา ๒๙๑/๖ เชิญผู้จะอภิปรายครับ สมควรแล้วครับท่านสมบูรณ์ ถ้าอย่างนั้นขอท่านสมบูรณ์คนเดียวก็พอแล้วนะครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การกดคะแนน แทนกันเป็นเรื่องของการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมาตรา ๑๒๖ สมาชิกคนหนึ่งย่อมมี เสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน ในการกดคะแนนแทนกันโดยเฉพาะในเรื่องของ รัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ผมคิดว่าท่านประธานไม่เพียงแค่พิจารณาเรื่องความผิด แค่บุคคลนะครับ เมื่อสักครู่ต้องขอบคุณ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ คุณหมอที่ได้เสนอแนะ ให้ตั้งคณะกรรมการ นั่นเป็นเพียงแค่การสืบหาข้อเท็จจริงว่ามีผู้กระทำผิดรัฐธรรมนูญ จริงหรือไม่ในรัฐสภาแห่งนี้ เป็นความผิดบุคคลครับ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือตัวบทกฎหมาย หรือตัวรัฐธรรมนูญที่เรากำลังจะแก้ว่ากฎหมายฉบับนี้มันถูกต้องจริงหรือเปล่า ท่านประธาน ต้องคิดนะครับ ในการกดคะแนนแทนกัน มันมีผลได้เสียก็คือ

๑. เรื่ององค์ประชุม กรณีที่สมาชิกไม่ได้เข้าประชุมครบองค์ประชุมก็ถือว่า ผิดข้อบังคับแล้วก็ผิดรัฐธรรมนูญ

๒. ในการลงคะแนนแต่ละมาตราเป็นเรื่องของความเห็นชอบต่อกฎหมาย วันนี้เมื่อการลงคะแนนผิดรัฐธรรมนูญผมเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ผ่านไปอาจจะขัดต่อ รัฐธรรมนูญด้วย ผมคิดว่าเรื่องนี้ควรจะมีการตั้งคณะกรรมการที่ดูแลพิจารณาหรือส่งเรื่องไป ให้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยก่อนนะครับท่านประธาน เพราะว่าเป็นกฎหมายหลัก สำคัญ วันนี้เราไม่แน่ใจว่ามีคนลงคะแนนกันจริงหรือเปล่า ในอดีตครับท่านประธาน มีคน ร้องเรียนในกรณีกดคะแนนแทนกัน เห็นชัดครับ มีการสอบสวนว่าคนที่ลงคะแนนในสภา วันนั้นไม่ได้อยู่ในห้องประชุม ผลปรากฏว่ามีการสอบสวนกัน กฎหมายฉบับดังกล่าวมีผลต่อ ทางกฎหมายทันทีก็คือไม่ถูกต้องตามหลักการออกกฎหมาย ผมคิดว่าวันนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ท่านประธานครับ ถ้าเกิดผู้เข้าประชุมผิดรัฐธรรมนูญกฎหมายฉบับนี้ก็ถือว่าไม่ชอบธรรมครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ เพราะฉะนั้นขอท่าน สุดท้ายครับ ท่านจิรายุเชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๑๘ คลองสามวา ประท้วงท่านผู้อภิปรายครับ ท่านไปไกลไปครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ผมขอเสนออย่างนี้ท่านประธานครับ เมื่อกี้เราคุยกันแค่มีการกล่าวหาว่ามีคนกระทำความผิด หรือไม่ ยังไม่รู้เลยนะครับ ท่านประธานครับว่าตกลงมีคนกดบัตรแทนกันไหม ผมกำลังกล่าว ไปต่อที่เมื่อวานนี้ท่านรสนา ขออภัยเอ่ยนามท่านครับ ที่ได้กรุณาโชว์ภาพในมือถืออะไร ของท่านนี่นะครับ แล้วผมก็เอาภาพมาให้ดูว่าท่านวิวัฒน์ชัยท่านกดไม่ได้ เพราะตรงนี้มันไม่มี ที่กด มันไม่มีที่เสียบบัตร ก็เสนอให้สภาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา เมื่อพิจารณามาแล้ว ท่านวิวัฒน์ชัยกดจริงค่อยไปบออกตามที่ท่านผู้อภิปรายได้พูดครับ มันจะได้เดินทางไปได้ ไม่อย่างนั้นออกทะเลตลอดท่านประธานครับ พอเขาพูดแค่เรื่องนี้ ท่านประธานครับ ขอเสนอให้ดำเนินต่อวาระเลยครับ กรรมการท่านตั้งไปครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ อย่างนี้ก็ไม่จบ ผมขออนุญาตเลยครับ เข้าสู่ระเบียบวาระเลยครับ

(นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เอาเฉพาะที่ท่านเสียหายนะ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียนอย่างไรครับท่านประธานว่าวันนี้เรื่องการกดคะแนนแทนกัน ไม่ใช่เป็นเรื่องของจริยธรรมหรือความผิดของบุคคลธรรมดาเท่านั้น เป็นเรื่องกระทำผิด รัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ท่านประธานทราบไหมครับว่าในขณะนี้สภาของเราเสื่อมเสีย แค่ไหน ท่านลองถามเจ้าหน้าที่เสื้อแดงทั้งหลายที่อยู่ในสภา แต่ละครั้งท่าน ส.ส. บางพรรค เข้ามาถึงขอเบิกบัตรลงคะแนนครับ คนหนึ่ง ๓-๔ บัตรครับ แล้วสังเกตได้ง่าย ๆ แล้วโดยเฉพาะ คลิปเห็นชัดนะครับเมื่อวานนี้ว่ากดตัวเอง กดซ้ายโชคดีว่าคลิปมันไม่สามารถถ่ายด้านขวาได้ ท่านประธานบางคนกดเป็นระนาดเลย ถ้าเกิดกระทำเสร็จแล้วท่านประธานมันผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมายมันผิดรัฐธรรมนูญครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาล่ะครับ ก็ซ้ำเดิมครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เป็นเรื่อง สำคัญครับ และอย่าคิดว่าออกทะเล ท่านนั่นเวลากระทำผิดรัฐธรรมนูญหรือทำผิดกฎหมาย ไม่พูดถึงล่ะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาล่ะครับ พอสมควรแล้วครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เวลาคนอื่นทำผิด ลาออก แต่เวลาตัวเองทำผิด เงียบ ว่าเรื่องนี้กันก่อนเดี๋ยวคนอื่นค่อยว่า อย่าเอาสิทธิ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาล่ะครับ ถ้าอย่างนั้น เชิญท่านรสนาครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา เลือกตั้งจากกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ มีแต่คนบอกดิฉันมาจากสรรหา ดิฉันขอเรียนอย่างนี้นะคะว่า ที่เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านจิรายุขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ เอ่ยพาดพิงนามดิฉัน ๒ ครั้งนะคะ ที่จะขอให้ดิฉันขอโทษ ดิฉันยังไม่ได้พูดถึงท่านสมาชิกคนที่กดบัตรเลยด้วยซ้ำ เพราะดิฉันไม่รู้จักชื่อของท่าน ดิฉันเพียงแต่แสดงให้เห็นว่ามันมีการกดบัตรแทนกัน แล้วก็ ท่านวรชัย ขออนุญาตเอ่ยนามเช่นเดียวกันอธิบายว่ามีวิธีการที่นั่งข้างหลังแล้วมากด ดิฉันคิดว่า โดยปกติแล้วไม่มีใครประพฤติอย่างนั้นนะคะ เพราะว่าลักษณะที่บัตรอยู่ข้างหลังแล้วก็เอามือ เอื้อมมาข้างหลังแต่ไม่ได้หันมา ดิฉันคิดว่าไม่ใช่วิธีปกติ แล้วดิฉันเห็นว่าควรที่จะมีการ ตรวจสอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งคลิปของท่านชูวิทย์นั้นจะชัดเจนกว่าของดิฉัน เพราะมีลักษณะ ของการกดให้คะแนน ทั้งผู้หญิงคนหนึ่งและผู้ชายคนหนึ่งนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่แล้วดิฉันต้องการขอให้ท่านประธานได้ดำเนินการในการที่จะตรวจสอบ ให้ชัดเจนและกรุณาอย่าพาดพิงดิฉัน ดิฉันไม่ขอโทษนะคะ เพราะดิฉันยังไม่ได้กล่าวหาใคร ขอบพระคุณค่ะ

(นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาล่ะครับ ท่านสัมพันธ์ เชิญครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องประท้วงต่อท่านประธานก่อนนะครับ ผมยืนขอพูดก่อนบุคคลอื่น ๕-๖ คน ท่านประธานไม่เรียกผมสักทีหนึ่งครับ ผมประท้วงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาเข้าประเด็นเลยครับ เข้าประเด็นเถอะครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

ท่านประธานครับ ผมคนหนึ่งครับ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์แล้วก็เห็นเหตุการณ์ เพราะว่าผมเองนั้นก่อนที่จะเดินไปดู ด้านหลังผมได้ขออนุญาตจากหัวหน้าพรรคของผมครับ ท่านอภิสิทธิ์ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านใช้สิทธิประท้วง ประท้วงเพราะเห็นเหตุการณ์อย่างนั้นใช่ไหมครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

ไม่ใช่ครับ ผมประท้วงว่าท่านประธานไม่เรียกผมสักที

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงท่านครับ เรื่องนี้ ท่านไปชี้แจงในคณะกรรมการก็ได้ เห็นข้อเท็จจริงอะไรก็ว่ากันไป

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

ผมบอก เหตุการณ์ให้ฟังนิดหนึ่งครับ ผมจะเล่าให้ฟังว่าเขาทำกันอย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันเสียเวลาครับ ผมว่า พอสมควรแล้ว

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

แป๊บเดียวครับ ท่านครับ เพราะมีความสำคัญครับ วิธีการผมบอกเลยครับว่าผมเองนั้นก่อนที่จะไปดูด้านหลัง กับท่านสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ นั้น ก็ไปเห็นนะครับว่าเขาทำอย่างไรครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ๑ คนนะครับนั่งโต๊ะ ๒ ครับ ซ้าย ขวา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เรื่องนี้เป็นเรื่อง ของข้อเท็จจริงเอาไว้ไปพูดในที่คณะกรรมการที่เขาตั้งขึ้นดีกว่า ถ้าพูดอย่างนี้เดี๋ยวก็พาดพิง ถึงคนอื่นก็ไม่จบนะครับ เอาไปตรวจสอบข้อเท็จจริงทีเดียวเลยดีกว่า ขอความกรุณาเถอะครับ พอสมควรแล้วครับ ก็ลุกประท้วงเต็มเลย ผมว่าพอสมควรแล้วกระมัง ก็อย่างนี้ว่ากันไปว่ากันมา ก็เสียหายกันทั้งนั้นมันก็ไม่จบ เป็นเรื่องของคณะกรรมการดีกว่าครับ ผมขออนุญาต ดำเนินการต่อเลยครับ เชิญคุณหมอเหวงครับ เชิญเลยครับ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็นครับ สมควรแล้วครับ ผมว่าพอแล้วครับ ผมว่าเอาอย่างนี้ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านเดียวก็คงพอแล้วกระมังครับ คุณหมอเหวงขออภัยครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ขอหารือท่าน ๒ เรื่องนะครับ เกี่ยวเนื่องกัน

เรื่องแรก เรื่องการกดบัตรแทนกันนะครับ ในส่วนที่มีการสอบข้อเท็จจริง ผมคิดว่าก็ดำเนินการไป แต่อยากจะหารือท่านประธานนะครับ ความจริงที่เพื่อนสมาชิก พยายามจะอภิปรายนี่ไม่ได้ต้องการพาดพิงใครครับ แต่ต้องการที่จะอธิบายถึงพฤติกรรม ที่เขาเห็น ข้อเท็จจริงที่เขาเห็น ผมไม่พูดถึงตัวคนนะครับ แต่ว่าบางครั้งเดินไปพบว่ามีแถว ทั้งแถวนี่มีคนกดบัตรเรียบร้อยไม่มีคนนั่งอยู่เลยครับ ท่านประธานครับ คือสิ่งที่ผมอยากจะ หารือท่านประธานก็คือว่าท่านจะมีมาตรการอย่างไรเพื่อทำให้ทั้งสมาชิกและประชาชนมั่นใจว่า ไม่มีการกดบัตรแทนกัน ผมยกตัวอย่างนะครับว่าต่อไปนี้ถ้าเกิดกรณีการพบอย่างนั้น ท่านจะกรุณาให้ทางเจ้าหน้าที่มาดึงบัตรออกไปไหมครับ แล้วก็ลงคะแนนกันใหม่ ถ้าคนนั้นอยู่ ก็จะได้มาเอาบัตรกลับไปลงคะแนน อย่างนี้ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นนะครับ หรือว่า ขอความกรุณาท่านประธานว่าสั่งให้มีการใช้กล้องวงจรปิดแพน (Pan) ภาพในช่วงการลงคะแนนครับ แล้วก็จะได้ตรวจสอบกันได้ว่าชื่อคนที่แสดงตนกับคนอยู่ในที่ประชุมนี่มันตรงกันหรือไม่ ถ้าท่านประธานจะกรุณาดำเนินการอย่างนี้มันก็เท่ากับเป็นการที่ยอมรับว่าเราให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้ แล้วก็ป้องกันในอนาคตนะครับ ผมไม่ได้ไปพาดพิงใคร ส่วนเรื่องจะสอบข้อเท็จจริง ก็สอบไป อยากให้ท่านประธานมีมาตรการเพิ่มเติมนะครับ

ส่วนที่ ๒ ที่หารือก็คือว่าที่ท่านกำลังจะดำเนินการต่อไปก็เป็นมาตรา ๒๙๑/๖ ใช่ไหมครับ ท่านจะเรียงลำดับอย่างไรครับ เพราะว่าเห็นท่านเรียกท่านกรรมาธิการขึ้นมาก่อน ที่จริงคุณเทพไทน่าจะเป็นคนแรก คือไม่อย่างนั้นแล้วคนที่ดูในนี้จะสับสนมากเลยครับ ไม่รู้ว่า จะต้องยกมือเมื่อไร อย่างเมื่อวานนี้ผมก็นึกว่ายังมีอีก ๒-๓ หน้าก่อนหน้าผม แต่ว่าเรียกข้าม ไปเลยก็ต้องมาต่อท้าย ก็ไม่เป็นอะไรนะครับ แต่ว่ามันจะทำให้เราปฏิบัติยาก อยากให้ ท่านประธานได้อธิบายสักนิดนะครับ แล้วก็สั้น ๆ ที่เกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๖ ผมคิดว่าจะมี คำถามเยอะเกี่ยวกับความคิดของท่านประธาน เพราะมาตรานี้มีการไปกำหนดเป็นอำนาจ ของท่านประธานในการกำหนดหลักเกณฑ์หลายอย่าง ถ้าท่านประธานจะกรุณาในช่วงใด ช่วงหนึ่งอธิบายว่าท่านมีแนวคิดในการออกหลักเกณฑ์อย่างไรก็จะช่วยให้เราสามารถที่จะมี ท่าทีหรือการอภิปรายได้ถูกต้องครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ทั้งหมด ๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก ผมขออนุญาตดำเนินการตามคำแนะนำของท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ถ้าท่านเห็นมีใครกดบัตรแทนกันก็อยากให้ทักท้วงตอนนั้นทันที จะได้ขอลงมติใหม่นะครับ ไม่อย่างนั้นมันก็ผ่านเลยไปแล้วค่อยมาพูดนี่มันไม่มีน้ำหนักนะครับ แล้วก็แก้ปัญหาไม่ได้นะครับ ผมก็จะดำเนินการตามนี้ก็แล้วกัน

ส่วนในมาตรา ๒๙๑/๖ จะดำเนินการอย่างไรนี่ผมจะดำเนินการตามข้อตกลง ที่เราเคยดำเนินการมาโดยตลอด คือท่านแรกก็ต้องท่านเทพไทอยู่แล้วนะครับ แต่ไม่เห็นท่าน แสดงเจตจำนงก็เลยมีแต่หมอเหวงนะครับ แต่ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมเชิญท่านเทพไท และส่วนประเด็นที่มันมีพาดพิงมาถึงผม โดยส่วนตัวของผมนะครับ ถ้าจะให้ไม่มีส่วนมาเกี่ยวข้อง กับผมได้จะเป็นพระคุณครับ ผมก็ไม่อยากจะเข้าไปมีส่วนอะไรมากมายนะครับ ถ้า ถ้านะครับ ก็จะขอบคุณนะครับ ก็ไม่ได้ติดใจอะไร แต่ถ้ารัฐสภามอบหมายก็เป็นภาระหน้าที่ที่จะต้อง ปฏิบัติอยู่แล้วนะครับ ขออนุญาตดำเนินการเลยกระมังครับ ผมว่าพอสมควรกระมังครับ เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตปรึกษาหารือกับท่านประธานก่อนที่เราจะเข้ามาตรา ๒๙๑/๖ ครับท่านประธาน ในมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านประธาน ร่างของคณะรัฐมนตรี ได้กำหนดให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือก สสร. ประเภทที่ ๒ โดยการคัดเลือกของที่ประชุม รัฐสภา แล้วก็ได้ให้อำนาจประธานรัฐสภาในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ กระบวนการ ในการได้มาซึ่ง สสร. ผมก็เลยขออนุญาตเรียนถามท่านประธานครับว่าท่านประธานมีส่วนได้เสีย โดยตรงในเรื่องที่จะพิจารณาอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๖ ถ้าในการพิจารณาคดีในศาลท่านประธาน ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีถ้ามีความเกี่ยวพันเกี่ยวโยงกับคดีเขาก็จะไม่นั่งพิจารณาคดี เพราะมันจะสูญเสียความเป็นกลางเพราะเรื่องนี้เป็นการให้อำนาจประธานรัฐสภา ผมขออนุญาตปรึกษาท่านประธานอย่างนี้ได้ไหมครับว่าเมื่อประธานรัฐสภาในการทำหน้าที่ มี ๒ ท่าน คือท่านประธานวุฒิสภาซึ่งเป็นรองประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง ในช่วงของการ พิจารณามาตรา ๒๙๑/๖ เพื่อไม่ให้ท่านสมาชิกทำหน้าที่ด้วยความไม่สบายใจ ท่านประธานเอง ก็อึดอัดใจเพราะจะต้องมีการพูดพาดพิงถึงท่านประธาน ถ้าจะเป็นไปได้อยากให้ในช่วงนี้ ท่านประธานรัฐสภาขอการทำหน้าที่เป็นของท่านประธานวุฒิสภาได้ไหมครับ ซึ่งเป็น รองประธานรัฐสภา การดำเนินการของที่ประชุมแห่งนี้จะได้ดำเนินการโดยที่ไม่มีการขัดกัน ซึ่งผลประโยชน์ ซึ่งท่านประธานทำหน้าที่มันก็จะกระทบมาตรา ๒๙๑/๖ โดยตรง ขออนุญาต ปรึกษาท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงท่านนะ ถ้าปฏิบัติตาม คำแนะนำของท่านได้ก็จะดีผมจะได้ไม่ต้องเหนื่อย แต่ทีนี้ในทางปฏิบัติ ๒ ท่านก็ต้องช่วยกัน อยู่แล้ว แล้วคนที่ทำหน้าที่ตรงนี้จะเป็นใครก็แล้วแต่ก็ต้องรักษาความเป็นกลางอยู่แล้วนะครับ จ่าประสิทธิ์มีอะไรครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วก็ว่าให้ฝ่ายโน้นคนละข้าง คนละ ๑ สุดท้าย ผมเองยืนยกมือประท้วงอยู่ตั้งนานท่านให้ตรงโน้น ๓-๔ คน นี่ข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ กรณีที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้านได้กล่าวหาว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่อยู่ในสภาแห่งนี้มาเบิกบัตรแทนกัน ๒-๓ ใบ ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่นี่ก็เกิดความเสียหาย โอเค ประเด็นเรื่องการกดบัตรแทนกันยังไม่มี การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นเพียงข้อกล่าวหา ผมเห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ที่ได้พูดว่าได้ให้มี การตรวจสอบและท่านจะดำเนินการตาม

และอีกเรื่องหนึ่งนะครับท่าน มันก็เสียหายเหมือนกันเรื่องจริยธรรม คุณธรรมและหน้าที่ของ ส.ส. ที่มี ส.ส. ที่ประชาชนเลือกมาปฏิบัติหน้าที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ในสภาแล้วมาดูคลิปโป๊ล่ะครับท่าน ท่านดำเนินการไปถึงไหนแล้ว แล้วมีตัวตนมีคนรับด้วยว่า เป็นคนกดตรงนี้ ผมให้ประธานดำเนินการตรงนี้ด้วยให้ชัดเจน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จ่าประสิทธิ์ครับ เอาล่ะครับ สมควรแล้วครับ ผมขออนุญาตเข้าสู่ระเบียบวาระเลยครับ เชิญท่านเทพไทครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีผู้ประท้วงครับ ท่านประธานครับ

(นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยังไม่ยอมจบอีกหรือครับ มันสมควรแล้วนะครับ เล็ก ๆ น้อยขอกันกินมากกว่านี้ผมว่าอย่างนั้นนะครับ มันน่าจะจบได้ แล้วครับ ผมว่าประชาชนเขาจะเบื่อนะครับ เอาพอสมควร

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ผมต้องเรียนท่านประธานก่อนครับว่า คือถ้าเป็นเรื่องเล็กน้อย ท่านประธานทราบดี ผมไม่ใช่คนที่จะมาประท้วงพร่ำเพรื่อ มายืนรัวลิ้น พูดจา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาเข้าประเด็นท่านเลยครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

พรรคฝ่ายค้าน ไม่เคยเลยครับ หรือพรรครัฐบาล แต่ว่าเมื่อสักครู่นี้ที่เพื่อนสมาชิก จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้พูดถึงเรื่องของคลิปวิดีโอของพรรคประชาธิปัตย์ที่เพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็เรียนท่านประธานนะครับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะครับ ผมเชิญให้ทางท่าน ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรได้ตอบ ท่าน จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ถาม เรื่องนี้ ท่านต้องถามประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรครับว่าแล้วในกรณี อย่างนี้ท่านจะเอาอย่างไร การผิดจริยธรรม ผมก็อยากทราบเหมือนกันครับ ท่านมาถาม พวกเราพรรคฝ่ายค้านไม่ได้ครับ ท่าน จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ครับ ท่านต้องถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรครับ ผมก็เรียนท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ท่านให้ตอบเถอะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ สมควรครับ พอเถอะครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านเชิญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรให้ตอบดีกว่าครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ เดี๋ยวได้ทราบ ข้อเท็จจริงแล้วเขาคงแถลง เชิญท่านเทพไทเถอะครับ รอข้อเท็จจริงครับ เชิญท่านเทพไทครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปราย แสดงความคิดเห็นในมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งก็อยากจะเรียนกับท่านประธานเป็นเบื้องต้นนะครับว่า ในการอภิปรายมาตรา ๒๙๑/๖ มีบางวรรค บางตอนอาจจะต้องพาดพิงมายังตัวบุคคลในร่าง ฉบับนี้ นั่นก็คือตัวท่านประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นตัวท่านประธานสภาเองครับ ถ้าหากว่าจะมี การพาดพิงบ้างเหมือนกับคุณธนา ชีรวินิจ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ได้ตั้งข้อสังเกต ผมก็ อยากจะเรียนเบื้องต้นว่าก็ไม่อยากจะให้ท่านประธานได้ขัดจังหวะหรือตอบ หรือทักท้วงใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ ก็อยากจะให้ท่านประธานใช้สิทธิตอนที่ผมอภิปรายเสร็จที่จะชี้แจงก็ได้นะครับ แต่ว่าสิ่งที่อาจจะพูดถึงท่านประธานแล้วก็พาดพิงถึงท่านประธานก็

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเทพไทครับ อย่างนี้ครับ ถ้าพาดพิงถึงผม ประธานคณะกรรมาธิการเขาต้องชี้แจงอยู่แล้ว เพราะผมไม่ใช่เป็นคน ไปเขียนนะครับ เป็นเรื่องของที่ประชุมคณะกรรมาธิการนะครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ครับ ยินดีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นประธาน คณะกรรมาธิการก็ต้องชี้แจง

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ได้ครับ ยินดีมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ทีนี้ประเด็นของเราอยู่ ในวาระที่สองก็เชิญท่านเข้าสู่วาระเลยครับ เข้าสู่ในส่วนที่ท่านสงวนเลยครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ 🔗

ครับ ก็ทำความเข้าใจกับท่านประธาน เป็นเบื้องต้นก่อนนะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๖ ที่บอกว่าให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน ๗๐ วัน นับตั้งแต่วันที่มี พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลบังคับใช้ จำนวนเวลาที่ตามมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคแรก ได้กำหนดไว้ก็คือ ๗๕ วัน ซึ่งผมก็เสนอแปรญัตติเป็น ๑๒๐ วัน ต้องเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่าผมเห็นว่าเวลา ๗๕ วันเป็นเวลาที่ไม่เพียงพอสำหรับการที่จะ ดำเนินการคัดเลือก สสร. ให้แล้วเสร็จ และแม้ว่าจะใช้เวลา ๗๕ วันแล้วเสร็จได้ แต่ใน ความเห็นของผม ผมคิดว่าจะเป็นการรวบรัด ลุกลี้ลุกลน ทำให้การคัดเลือก สสร. ไม่ได้ สสร. ที่มีคุณภาพเท่าที่ควร เพราะกรอบระยะเวลาจะกำหนด จะเป็นการขีดกรอบให้ดำเนินการ แต่ละขั้นตอนค่อนข้างที่จะเร่งรีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ระยะเวลาเพียง ๗๕ วัน ผมก็อยาก จะเรียนกับท่านประธานให้เห็นในรายละเอียดนั้นก็คือ ๑๕ วันแรกที่มีพระราชกฤษฎีกา อีก ๒๐ วันเป็นวันรับสมัครผู้สมัคร สสร. และใช้เวลา ๔๐ วัน ในการแนะนำตัวหรือในการหาเสียงหรืออะไรก็แล้วแต่นะครับ รวมไปถึงเหลือเวลาหลังจาก การเลือกตั้งแล้ว ๑๕ วัน ให้ กกต. รับรองผล ถ้าดูระยะเวลาผมคิดว่าห้วงเวลาช่วงหาเสียง กับช่วงรับรองผลเป็นเวลาที่ไม่สามารถที่จะดำเนินการคัดเลือกหรือเลือกตั้ง สสร. ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ แต่ในวันสมัคร ๒๐ วันผมคิดว่าเป็นเวลาที่พอเหมาะ สามารถที่จะทำได้ครับ แต่ ๔๐ วันผมคิดว่ามันน้อยเกินไปครับ ท่านประธานครับ สำหรับการที่จะให้ผู้สมัคร สสร. เดินพบปะพี่น้องประชาชนหรือเดินแนะนำตัวหรือใช้วิธีการประชาสัมพันธ์ อย่างไรก็ตามครับ ในจังหวัดเล็ก ๆ ผมคิดว่าก็สามารถทำได้ครับท่านประธาน แต่ว่าในจังหวัดใหญ่ ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนครศรีธรรมราชของกระผม หรือแม้แต่ จังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัดขอนแก่นของท่านประธานนะครับ ๔๐ วันนี้ผมคิดว่าเวลาเดินไป พบปะอำเภอละวันยังไม่ทั่วถึงเลยท่านประธานครับ เมื่อคนไม่รู้จักผู้สมัคร สสร. เราก็จะได้ สสร.เฉพาะคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่โด่งดังแต่เราไม่สามารถที่จะได้คนดี คนที่ประชาชนได้สัมผัส หรือได้รับรู้ว่าเขามีเกียรติประวัติอย่างไรเข้ามาเป็น สสร. ก็จะทำให้คนส่วนหนึ่งที่มี ความตั้งใจที่อยากจะมาเป็น สสร. เสียโอกาส เสียเปรียบในการที่จะมาลงสมัครสมาชิก สสร. แต่ถ้าหากว่าเราให้เวลามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเวลาที่พอสมควร อย่างเช่น ๕๐ วัน หรือ ๖๐ วันก็เพียงพอสำหรับการรณรงค์หาเสียง ท่านประธานเองท่านประธานก็มี ประสบการณ์สำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้ง การลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิก สสร. ก็ไม่ต่าง อะไรหรอกครับกับการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. ผู้สมัครก็มีเจตจำนงที่จะต้องไปพบปะ ไปพูดคุย ไปขายความคิด ไปแสดงตัวต่อสาธารณชน ต่อแกนนำ ต่อเครือข่าย เป็นธรรมดาครับ เพราะฉะนั้นเวลาแค่ ๔๐ วันครับท่านประธาน มันน้อยมากครับ สำหรับการเตรียมการที่จะ ให้มีการคัดเลือก สสร. ที่มีคุณภาพ และส่วนสุดท้ายเมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วนะครับท่านประธาน กรอบเวลาแค่ ๑๕ วันให้ กกต. ประกาศผล ท่านประธานลองคิดดูสิครับว่าประสบการณ์ การเลือกตั้งที่มี กกต. มา ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ท่านประธานก็เห็นชัดนะครับว่า ๓๐ วัน กกต. ไม่สามารถที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กกต. ชุดแรกนะครับ ท่านประธานครับ ก็เป็น ที่ชื่นชมหน่อยก็คือให้ใบแดงใบเหลืองจำนวนมากครับ แต่ว่าถัด ๆ มาท่านประธานก็เห็น กกต. ชุดนี้ ๓๐ วันแทบจะไม่ให้ใบเหลือง ใบแดงใครเลย และ กกต. ชุดที่ถัดไปก่อนจากนี้ อันนั้นไปกันใหญ่ครับท่านประธาน ปฏิบัติหน้าที่จนต้องติดคุกด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น เวลา ๑๕ วันนี้ผมไม่มั่นใจหรอกท่านประธานครับว่าเราจะสามารถประกาศรายชื่อผู้สมัคร สสร. ที่ได้รับการเลือกตั้งและเราไม่แน่ใจว่าผู้ที่จะได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ที่ผ่านการเลือกตั้ง มาโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ครับก็อยากจะเรียนกับท่านประธานนะครับว่าทำไมเราไม่ขยาย เวลาให้มันมากกว่านี้ กระบวนการเลือกตั้ง สสร. จาก ๗๕ วันที่บอก ทำไมเราไม่ให้ ๑๒๐ วัน หรือ ๑๕๐ วัน ยิ่งให้มากผมคิดว่าก็ยิ่งดีครับ และเราก็ไม่มีความจำเป็นเร่งรัด เร่งรีบอะไร มากมายว่าจะต้องทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้สรรหา สสร. ให้เสร็จในห้วงเวลานี้ แล้วจะต้องทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จภายใน ๒๔๐ วัน เวลา ๑ ปี ๑ ปีครึ่ง ๒ ปี ผมคิดว่าถ้าเราได้ รัฐธรรมนูญที่ดี ได้ สสร. ที่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมนี่คุ้มค่าครับท่านประธาน ไม่นานเลยนะท่านประธาน กับเราปฏิบัติ หรือเราได้ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาแล้วตั้งแต่ ปี ๒๕๕๐ ถึงบัดนี้ ๓-๔ ปีแล้ว แล้วเราก็ยังไม่เห็นข้อบกพร่องอะไรมากมายที่จะต้องทำให้ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล หรือการทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นปัญหาครับ ถ้าเราจะใช้เวลาเพียง ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ และระหว่างนี้เราก็ใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไปพลาง ๆ ก่อน ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายสำหรับใคร คนทั้งประเทศ ไม่มีความเดือดร้อนกับการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เว้นแต่ใครบางคนครับ ที่ต้องการที่จะล้มล้าง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยเร็ว เพื่อจะเปิดช่องทางให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเพื่อตัวเองจะได้ ใช้เงื่อนไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ฟอกตัวเอง ช่วยตัวเองให้พ้นผิด แค่นั้นเองครับ ท่านประธานครับ ผมจึงขอแปรญัตติในวรรคแรกจากเวลา ๗๕ วัน ผมก็ขอแปรญัตติเป็น ๑๒๐ วันครับ ก็ถือว่า ไม่มากไม่มายครับท่านประธาน พอเหมาะพอควรจากกรอบเวลาที่ผมอยากจะเรียนกับ ท่านประธานก็คือ ๑๕ วันแรก มีพระราชกฤษฎีกาครับ ๒๐ วัน สมัครรับเลือกตั้งครับ และให้เวลาสำหรับการแนะนำตัวหาเสียง ๕๕ วันครับ อยู่ระหว่าง ๕๐ วันถึง ๖๐ วัน ผมเลือกเอา ๕๕ วัน และเมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วให้โอกาสกับ กกต. ได้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ ของการเลือกตั้ง ให้เวลา ๓๐ วันครับ ท่านประธานมาบวกดู ๑๕ วัน บวก ๒๐ วัน บวก ๕๕ วัน บวก ๓๐ วัน ก็เท่ากับ ๑๒๐ วัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเวลาที่พอเหมาะพอควร ผมจึงอยากจะให้ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณาให้ความสำคัญกับคำแปรญัตติของผม และเหตุผล ที่ผมจะให้กับท่านประธานครับ ส่วนในวรรคอื่น ๆ ครับท่านประธานครับ ผมได้ตัดออกไป หลายวรรคครับ แต่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า ผมจะขออภิปรายรวม ๆ นะครับ ท่านประธาน จะไม่ลงเจาะในวรรคที่ผมตัดออกไป เพราะอาจจะทำให้เสียเวลาที่ประชุมแห่งนี้ สิ่งที่ผมตัดก็คือเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภาในร่างฉบับนี้ ตั้งแต่เรื่องของการทำ บัญชีบุคคลที่จะให้รัฐสภาคัดเลือกมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน หรือบทบาทหน้าที่ของ ประธานรัฐสภาในการที่จะเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก การเลือกตั้งของสมาชิกรัฐสภา หรือมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ครับ ซึ่งผมได้ตัด ๓ ส่วนครับ ซึ่งขออนุญาตท่านประธานอภิปรายรวม ๆ ครับ เหตุผลที่ผมต้องตัดบทบาทหน้าที่ของ ประธานรัฐสภาตามร่างของ ครม. ผมมีเหตุผลอยู่๒ ประการ

ประการแรก ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการได้มา สสร. ที่มาจาก การสรรหาของสมาชิกรัฐสภา ซึ่ง สสร. ประเภทนี้ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่า ผมไม่สนับสนุนที่จะให้มีเพราะคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ ของผม ผมต้องการที่จะให้มี สมาชิกผู้เชี่ยวชาญ ๒๒ คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ โดยใช้ประเทศ เป็นเขตเลือกตั้งครับ และให้ประชาชนสามารถเลือก ๑ คน เลือกได้ ๑ บัตร ๑ เบอร์ เอาผู้ที่มี คะแนนสูงสุดจากลำดับที่ ๑ ถึงลำดับที่ ๒๒ เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็น สสร. ในประเภทที่ ๒ ตรงนี้เองครับ ท่านประธานครับ ผมก็เลยบอกว่าเบื้องต้นของร่าง ครม. ที่บอกให้ประธาน ได้กำหนดกรอบโน้น กรอบนี้ แล้วก็เอารายชื่อมาให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก ผมเห็นว่า ผมไม่สนับสนุนแนวทางการเลือกของสมาชิกรัฐสภา ผมก็เลยต้องตัดหมดเลยครับท่านประธาน ข้อความที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ นี่ผมก็ตัดครับ

ส่วนที่ ๒ ที่ผมตัดก็คือว่าการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ ให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ตัวประธานรัฐสภาเป็นผู้มีบทบาทสูงสุดในการสรรหาสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทนี้ครับ นั่นก็คือตั้งแต่ท่านประธานเป็นคนกำหนดองค์กร สถาบัน รายชื่อ คุณสมบัติเพื่อที่จะเอารายชื่อมาให้สมาชิกรัฐสภาเลือก สสร. ประเภทนี้ครับ ผมต้องเรียน กับท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาละครับว่าการร่างรัฐธรรมนูญสังคมนี่รังเกียจที่จะให้ บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่เป็นนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือพรรคการเมืองมามีส่วนได้เสีย เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ เราพยายามหลีกครับว่าคนที่อยู่เล่นตามกติกาไม่ควรที่จะเขียน กติกาเอง เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็น ส.ว. เราก็ไม่อยากจะเขียนกติกาที่ทำให้เรา ต้องมาใช้กฎหมายที่เราเขียนเองครับ เพราะโบราณเขาบอกว่าชนใดเขียนกฎหมายก็แน่ไซร้ เพื่อชนนั้น อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับเราก็พยายามที่จะผลักข้อกล่าวหาออกไปจากตัวเรา ให้มากที่สุด แต่ร่างของ ครม. ก็เขียนให้ประธานรัฐสภามีบทบาทในการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ เสมือนกับท่านเป็นคนกำหนดว่าสมาชิกรัฐสภาประเภทที่ ๒ ควรจะมีใครบ้างครับ เหมือนกับเป็นการล็อกสเปก (Lock spec) ขีดกรอบให้สมาชิกสภา ประเภทที่ ๒ เป็นใครก็ได้ตามที่ท่านประธานต้องการครับ จริงอยู่ครับท่านประธาน ท่านประธานคัดเลือกแล้วก็มาให้สมาชิกรัฐสภาเลือกอีกทีหนึ่งนี่ ขั้นตอนแรกท่านประธาน เลือกคนที่ท่านประธานพึงพอใจอยู่แล้วขีดกรอบให้รัฐสภาเลือกคนที่พึงพอใจอยู่แล้ว แล้วมาส่ง ให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณา ท่านประธานก็ลองคิดดูครับ สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ที่บอกว่ารัฐบาล มีแค่ ๓๐๐ เสียง ถ้าหากว่าจะให้เป็นเสียงข้างมากก็ไม่สามารถทำได้ ผมว่าไม่จริงท่านประธานครับ พูดแบบนี้ก็พูดได้นะครับ แต่ว่าในความเป็นจริงในทางปฏิบัติเสียงเกินครึ่งไม่ยากหรอกครับ ยิ่งสมาชิก ๑ คน สามารถเลือกได้ ๒๒ คน แน่นอนครับ การล็อกสเปก การบล็อกโหวต (Block vote) เกิดขึ้นได้ง่ายครับ และสุดท้ายเสียงข้างมาก ๓๐๐ เสียง บวกกับอีก ๒๕ เสียง ซึ่งผมเชื่อว่าหาได้ไม่ยากในสภาแห่งนี้ที่จะเข้าร่วมกับรัฐบาล กับเสียงข้างมากของรัฐบาล ซึ่งก็พร้อมที่จะอุทิศกาย อุทิศใจให้กับ ๓๐๐ เสียงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็จะได้สมาชิกสภา ประเภทที่ ๒ ๒๒ คน ตามที่เสียงข้างมากของรัฐบาลต้องการ เมื่อเป็นเช่นนี้ตัวเลขของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อได้ของตายอยู่แล้ว ๒๒ เสียง แล้วมาจากการเลือกตั้ง ๗๗ จังหวัด วันก่อนเพื่อนสมาชิกได้เอาตัวเลขมาให้ท่านประธานดูครับว่าใน ๗๗ จังหวัด ตั้งสมมุติฐานจากฐานคะแนนเสียงของพรรคการเมือง พรรคฝ่ายรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน เห็นได้ชัดครับว่ามีแนวโน้มจะได้ สสร. ที่มาจากพื้นที่หรือฐานเสียงของพรรคการเมือง ฝ่ายรัฐบาลถึง ๕๔ เสียงในจากจำนวน ๗๗ เสียง และท่านประธานรวมดูกับ ๒๒ เสียง ก็จะได้เสียง ที่ภายใต้การสนับสนุนของเสียงข้างมากเกือบ ๓ ใน ๔ ของสมาชิกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วถ้าเป็นแบบนี้ท่านประธาน เราก็สามารถทำนายได้เลยว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างกัน มันจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร และจะรับใช้ใคร และเป็นไปตามที่ใครต้องการ เห็นได้ชัดครับ ผมตัดบทบาทของประธานรัฐสภาออกหมด เพราะประธานรัฐสภาแม้ว่าท่านจะพูดว่า ท่านเป็นกลาง เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติครับ แต่ในความเป็นจริง ท่านเป็นนักการเมืองสังกัดพรรคการเมือง และยิ่งทราบอยู่ว่าพรรคท่าน มันมีผู้บงการอยู่แล้ว มีนายใหญ่ตัวจริงอยู่แล้ว เขาจะชี้ใครก็ได้ เขาจะต้องการอะไรก็ได้ครับ ยิ่งตัวท่านประธานผมพูดอย่างไม่เกรงใจท่านประธาน แบบตรงไปตรงมาเลยครับ ท่านประธานกว่าจะได้มาตำแหน่งนี้ท่านก็ไปรับงานมาอยู่แล้ว ท่านก็อาสามาอยู่แล้วว่า ท่านจะต้องมานั่งตรงนี้ ท่านจะทำอะไร เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลข้อกล่าวหาของ ท่านประธานที่มีมาโดยตลอดทำให้ผมไม่สบายใจและคลางแคลงใจในการดำรงตำแหน่ง ประธานรัฐสภาของท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านประธานมีอำนาจ ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเชื่อครับ เชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าท่านประธานจะต้องทำงาน รับใช้คนที่ให้โอกาสท่านประธานมาเป็นประธานรัฐสภา ท่านไม่มีอิสระในการทำงาน และท่าน ไม่สามารถให้ความเป็นกลาง ให้ความเป็นธรรมกับผู้สมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในประเภทที่ ๒ นี้ได้เลยครับ ท่านประธานครับ และยิ่งให้โอกาสท่านประธานกำหนดองค์กร เสนอชื่อมา ยิ่งไปกันใหญ่ครับท่านประธาน ถ้าให้เฉพาะแค่สถาบันการศึกษา อันนี้พอฟังได้ครับ ท่านประธานครับ เพราะสถาบันการศึกษาเขาก็เป็นตัวแทนที่จะเสนอตัวแทนเข้ามา ก็อาจจะ เข้าไปแทรกแซง ต้องยอมรับว่าในสถาบันวิชาการบางแห่งแทรกแซงได้ แต่บางแห่ง แทรกแซงยาก แต่ถ้าหากว่าเปิดโอกาสให้ท่านประธานได้กำหนดองค์กรสถาบันอื่น ๆ ได้ด้วย ส่งตัวแทนมา อันนี้แน่นอนครับ ท่านประธานครับ เชื่อขนมกินได้เลยครับว่าโอกาสคนที่ฝ่าย ท่านประธานต้องการจะมานั่งเป็นสมาชิกสภาประเภทที่ ๒ เป็นไปตามที่ท่านต้องการนะ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่ออกมาฟันธงได้เลยว่าเป็นไปตามที่เสียงข้างมากของรัฐสภาแห่งนี้ อย่างแน่นอนครับ และภายใต้การทำงานของเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ ท่านประธานก็รู้ อยู่แก่ใจว่ามีจอมบงการอยู่หลังเสียงข้างมากอยู่แล้วครับท่านประธาน ผมอยากจะเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่า ทั้งหมดในมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งเป็นอีกมาตราหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญ ของทิศทางของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะออกมาเป็นอย่างไรครับ ผมไม่สบายใจอย่างยิ่งครับ สำหรับรายละเอียดในมาตรา หัวใจสำคัญคือมาตรา ๒๙๑/๑ แล้วก็มามาตรา ๒๙๑/๖ และเมื่อวานมาตรา ๒๙๑/๕ แต่มาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๖ ไม่มีท่าทีที่จะเปลี่ยนแปลง หรือยอมรับความคิดเห็นที่เห็นต่างครับ ทุกอย่างท่านล็อกไว้หมดเลยครับ ผมเสนอกับ คณะกรรมการวิป (Whip) ๔ ฝ่าย บอกว่าขอไปคุย ขอทบทวน ขอเปิดโอกาสให้มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงในมาตรา ๒๙๑ ที่พิจารณาผ่านไปแล้วได้หรือไม่ครับ ต้องเรียนนะครับว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนกระต่ายขาเดียวครับ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย ในมาตรานี้เช่นเดียวกัน มาตรา ๒๙๑/๖ ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าถ้าหากว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากมีใจกว้าง ผมอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงครับ ผมไม่อยากที่จะให้ ประธานรัฐสภาซึ่งมาจากฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ผมอยากจะเห็นสถาบันการศึกษา เสนอชื่อมาแล้วก็เลือกกันเองในระหว่างสถาบันการศึกษาให้ได้มาแค่ ๒๒ คน ผมพอใจครับ แต่ผมไม่สนับสนุนที่ให้ประธานรัฐสภาเข้ามามีบทบาทหรือเป็นเจ้ากี้เจ้าการในการสรรหา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ ๒๒ คน ผมจึงตัดบทบาทและหน้าที่ของประธานรัฐสภา ตามมาตรา ๒๙๑/๖ ออกหมดครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนกับท่านประธานและผ่านไป ยังเพื่อนสมาชิกเพื่อขอเสียงสนับสนุนในมาตรานี้ด้วย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผม ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้ขอแปรญัตติตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ออกทั้งหมด ซึ่งมีผู้ร่วมแปรญัตติด้วยกันในมาตรานี้ที่มี ความเห็นสอดคล้องกัน ขอประทานโทษที่จะต้องเอ่ยชื่อตามข้อบังคับและบุคคลที่ผมเอ่ยชื่อนั้น ท่านก็อาจจะอภิปรายในลำดับถัดไป คือคุณธนา ชีรวินิจ คุณนิพนธ์ บุญญามณี คุณวิรัช ร่มเย็น คุณวิรัตน์ กัลยาศิริ คุณวรงค์ เดชกิจวิกรม คุณเหวง โตจิราการ คุณอลงกรณ์ พลบุตร ซึ่งเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กระผมก็คงจะต้องขออนุญาตที่จะเท้าความไปถึงเรื่อง มาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว เพราะเกี่ยวเนื่องกันกับมาตรานี้ กล่าวคือ สมาชิก สสร. ตามบทบัญญัติที่ร่างรัฐบาลเสนอมานั้นประกอบไปด้วยสมาชิก ๒ ส่วน คือ ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ส่วนที่ ๒ มาจากการคัดเลือก โดยการคัดเลือก ดังกล่าวนั้นให้เป็นเรื่องของรัฐสภา ในส่วนของที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้น ก็ผ่านการพิจารณาของสภาไปแล้ว ซึ่งกระผมก็ยังมีความติดใจเพราะได้เสนอว่าให้มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน จำนวน ๒๐๐ คน แต่ร่างของรัฐบาลให้มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน จำนวน ๗๗ คน ที่กระผมเสนอ ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทั้งหมดนั้นก็สอดคล้องกันครับท่านประธาน กับการอภิปรายในสภา สอดคล้องกับความคิดเห็น ของประชาชน สอดคล้องกับร่างที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอต่อสภา โดยเฉพาะสอดคล้องกับ ร่างอาจารย์ธิดาที่ประกาศว่าเป็นร่างของประชาชน และอาจารย์ธิดาเองก็กรุณาได้มาพูด ในห้องประชุมกรรมาธิการว่าหากไม่ทำตามความต้องการของประชาชนดังกล่าวนั้น ท่านใช้ คำว่า เราเตือนคุณแล้ว แต่จนถึงเวลานี้กระผมก็ยังไม่ได้เห็นสัญญาณอะไรมาจากบุคคล ที่กล่าวว่าเราเตือนคุณแล้วจะทำอย่างไรเมื่อการพิจารณามาถึงร่างที่จะต้องมีสมาชิก สสร. มาจากการสรรหา ๒๒ คน กระผมได้ตัดออกทั้งหมดในส่วนที่ สสร. มาจากการคัดเลือกนั้น เหตุผลก็ดังที่กราบเรียนแล้วว่าต้องการที่จะให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน

และอีกประการหนึ่ง กระผมคิดว่าการคัดเลือกนั้น พูดตรง ๆ ครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นมา ส่วนหนึ่งคือมีความระแวงจากทุกฝ่าย ด้วยความระแวงครับ ระแวงบทบัญญัติที่กำหนดไว้ให้อำนาจของท่านประธานสภา ประธานรัฐสภาสูงมาก เช่น ให้อำนาจท่านประธานรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่ององค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชน ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด จนถึงเวลานี้ครับ ท่านประธานยังดำมืดอยู่ว่าท่านประธานมีทิศทางหรือแนวความคิดในเรื่องที่จะกำหนด เกี่ยวกับเรื่ององค์กรภาคเอกชน เกี่ยวกับภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนอย่างไร ต้องขอบคุณท่านรองประธานเจริญ จรรย์โกมล ท่านกรุณาให้สัมภาษณ์มาว่าทิศทางของ ค่าตอบแทนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นประการใด และทิศทางของผู้ที่จะมานั้น จะเป็นประการใด ท่านให้สัญญาณผ่านทางสื่อมวลชน ก็เกิดความไว้วางใจและคลายความระแวง ไปได้ลำดับหนึ่ง

และความระแวงประการที่ ๒ ครับท่านประธาน ท่านมีอำนาจมากเลย ในการที่จะตั้งคณะกรรมการจำนวน ๑๕ คน ขึ้นมาพิจารณา เพราะการตั้งกรรมการ ๑๕ คนนั้น จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ท่านประธานรัฐสภากำหนด ท่านจะกรุณาให้ความสบายใจ กับสมาชิกได้ไหมครับว่าแนวความคิดหรือทิศทางของท่านในการกำหนดหลักเกณฑ์ของ ผู้ที่จะมาเป็นกรรมการ ๑๕ คนนั้นจะเป็นประการใด ท่านจะบอกว่าอยู่ที่ประธานคณะกรรมาธิการ เพราะขณะนี้เป็นเรื่องระหว่างคณะกรรมาธิการกับสภา คงไม่สมบูรณ์ครับ ถ้าจะโยน ไปเช่นนั้น เพราะอำนาจดังกล่าวนั้นก็เป็นอำนาจของท่านประธาน ผมเคารพท่านประธาน ทั้งในฐานะเป็นประธานและในฐานะส่วนตัว นี่เป็นความระแวงส่วนหนึ่ง ความระแวง ดังกล่าวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ มันเกิดขึ้นมาจากพฤติกรรมหลายประการตั้งแต่การเริ่มต้น เสนอกฎหมายฉบับนี้ มาจากพฤติกรรมหลายประการตั้งแต่การพิจารณาอย่างเร่งรีบและมี การใช้เสียงข้างมาก จนสุดท้ายต้องกลับมาทบทวนเพื่อประโยชน์ในการเดินหน้าต่อไป เกิดความระแวงถึงขั้นที่ว่าจะต้องพยายามล็อก (Lock) ให้ลง ๗๗ คนให้ได้ในแต่ละจังหวัด พอถึงเวลานี้ชักไม่แน่แล้วนะครับท่านประธาน ผลการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายของจังหวัด ใกล้เคียงนั้นทิศทางของการเลือกตั้งของประชาชนค่อนข้างที่จะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และโดยเฉพาะประชาชนที่ได้รับฟังการอภิปรายอย่างต่อเนื่องคืนที่ ๗ ที่ ๘ มานี้ ประชาชน ผู้ที่เขาจะเลือก สสร. นั้นผมคิดว่าส่วนหนึ่งของผู้ที่ติดตามนั้นตัดสินใจได้แล้วละครับว่า จะเลือก สสร. ผู้ที่ใกล้ชิดพรรคการเมืองใด หรือจะเลือก สสร. แบบไหน ๗๗ คนที่คิดว่า จะเป็นการแน่นอนนั้นคงจะไม่ชัดเจนแล้วตอนนี้ อาจจะไม่แน่นอนก็ได้ว่าจะไปในทิศทาง ที่ทางฝ่ายรัฐบาลคิด ท่านประธานครับ สสร. มีบทบาทสูงมาก ผมขออนุญาตที่จะเอ่ยนาม ท่านบัญญัติได้กรุณาให้คำจำกัดความว่าเราปล่อยเช็คว่างไว้ให้กับ สสร. เซ็น เดี๋ยวนี้เรากำลัง ปล่อยเช็คว่างให้กับท่านประธานเพื่อที่จะไปกำหนดบทบาทของผู้ที่จะมาเป็น สสร. มาจาก การคัดเลือก ท่านประธานที่เคารพ โดยเหตุผลสั้น ๆ ผมจึงขออนุญาตตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ออกทั้งหมด แต่ถ้าท่านประธานกรุณาให้ความสบายใจว่าท่านจะกำหนดบทบาทในการ กำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ดี ในการกำหนดผู้ที่จะมาจากภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กร ภาคเอกชนให้เป็นที่ชัดเจน เชื่อมั่นว่าจะเกิดความเป็นธรรมก็ดี รวมทั้งการจัดทำบัญชีรายชื่อ ของบุคคลที่จะถูกพิจารณาให้มาเป็น สสร. เป็นที่ชัดเจน เป็นที่น่าไว้วางใจ กระผมก็อาจจะ ถอนคำแปรญัตติของกระผมในส่วนนี้ก็ได้ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ การพิจารณา ของรัฐสภาในวาระที่สอง ซึ่งวันนี้เราใช้เวลากันมาประมาณ ๘ วัน รวมวันนี้ สิ่งที่กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยก็ดี สิ่งที่พวกผมพรรคฝ่ายค้านก็ดีได้พยายามหยิบยกเหตุผลขึ้นมาที่จะชี้แจง ไปยังกรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภา ก็เพื่อให้เห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในฉบับนี้นั้นมีข้อผิดพลาดบกพร่อง และการนำเสนอของพวกเราทุกคนเสนออยู่บนข้อเท็จจริง เสนออยู่บนเจตนารมณ์ที่อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อมีการใช้บังคับแล้วสามารถเดินหน้าได้ และเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยส่วนรวม สิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้เสนอ ท่านประธาน ก็จะได้เห็นแล้วว่าท้ายที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ได้รับฟัง ซึ่งผมก็ดีใจครับว่านี่คือ สิ่งที่เป็นความสวยงาม เมื่อวานนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ได้เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อย่างพวกผมในการที่จะเปลี่ยนเอากฎหมายจากเดิมที่เป็นกฎหมายท้องถิ่นที่ท่านใส่เข้ามา กลับไปใช้ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. อย่างที่พวกเรา พยายามพูดกันมา ๗ วัน สิ่งหนึ่งที่ผมได้พูดในการอภิปรายก็คือท่านไม่ควรหยิบยกเอา ศาลอุทธรณ์เข้ามา และการหยิบยกนั้นท่านไม่ได้เขียนสาระสำคัญที่จะให้ศาลอุทธรณ์ในการที่จะ ได้มีอำนาจ ในการกำหนดกรอบกติกาในการพิจารณาและท้ายที่สุดก็จะเป็นปัญหาในกระบวนการ พิจารณาของการตัดสิทธิผู้ได้รับเลือกตั้ง ท้ายที่สุดต้องกราบขอบคุณครับ ที่ท่านได้เปลี่ยนแปลง ตามที่เสียงข้างน้อยได้เสนอ เปลี่ยนมาเป็นศาลฎีกา แล้วท่านก็ไม่ได้กำหนดระยะเวลากำกับศาล ไว้ว่าต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน ซึ่งเราไม่เคยทำกันมาก่อน ผมกราบขอบพระคุณครับ ถ้าเสียงข้างมากซึ่งเป็นเสียงชี้ขาดแต่รับฟังเสียงข้างน้อยด้วยเหตุด้วยผล ผมเชื่อว่ารัฐสภาแห่งนี้ ยังเป็นที่พึ่งที่หวังของพี่น้องประชาชนได้ สิ่งที่พวกเราได้พูดกันมามากมายในที่ประชุมรัฐสภา เรื่องของการไปตัด (๕) ในมาตรา ๒๙๑/๓ เรื่องของคุณสมบัติของผู้จะเป็น สสร. ว่าต้องพ้นโทษ เกินกว่า ๕ ปี คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็กรุณาใส่กลับมาให้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนว่าการทำหน้าที่ ๗ วันที่ผ่านมามีประโยชน์ มีสาระ แล้วคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ยืนหยัดที่จะทำหน้าที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการทำรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อมาถึงมาตรา ๒๙๑/๖ เนื่องจากมีการถ่ายทอดไปยังพี่น้องประชาชนและเพื่อให้ พี่น้องประชาชนได้สามารถติดตามการทำหน้าที่ในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็ มีความรู้ความเข้าใจไปด้วย ผมจำเป็นที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมขออนุญาต ที่จะอ่านมาตรา ๒๙๑/๖ เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนและสมาชิกรัฐสภาได้ทำความเข้าใจ ไปพร้อมกัน

มาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดสิบห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลบังคับ

มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ก็คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการคัดเลือก โดยที่ประชุมของรัฐสภาจำนวนยี่สิบสองคนดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน

ในวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๖ ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กร ภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคล ซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกินสองคน โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภท พร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภากำหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่พ้นกำหนดวันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑)

วรรคสาม องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด

วรรคสี่ ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนสิบห้าคนตามหลักเกณฑ์ ที่ประธานรัฐสภากำหนด โดยหลักเกณฑ์นี้ให้รวมถึงการประชุม การลงมติ การดำเนินการของ คณะกรรมการ เงินและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของคณะกรรมการด้วยเพื่อดำเนินการ ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามวรรคสองให้แล้วเสร็จภายในยี่สิบวัน และส่งผลการตรวจสอบต่อประธานรัฐสภา โดยในการประชุมของคณะกรรมการให้นำบทบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิ์ตามมาตรา ๑๓๐ และความคุ้มกันตามมาตรา ๑๓๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ให้ประธานรัฐสภาจัดทำบัญชีรายชื่อของบุคคลที่คณะกรรมการส่งมา แยกเป็นประเภทแต่ละบัญชี โดยให้เรียงรายชื่อตามลำดับอักษร และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาภายในสิบห้าวัน นับแต่ได้รับผลการตรวจสอบดังกล่าว เพื่อให้รัฐสภาลงมติคัดเลือกผู้สมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ในการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้เลือกจากบัญชีรายชื่อที่ประธานรัฐสภาจัดทำตามวรรคห้า ตามจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) การลงคะแนนดังกล่าวให้กระทำ เป็นการลับ

แล้วก็มีอีกสามวรรคครับ ท่านประธาน ซึ่งจะมีการกำหนดให้ประธานรัฐสภา เป็นผู้ดำเนินการวินิจฉัยในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการสมัครคัดเลือก หรือการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ให้ประธานรัฐสภาประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือก ในราชกิจจานุเบกษา

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าเมื่อได้เห็นมาตรา ๒๙๑/๖ แล้ว ผมรู้สึกไม่สบายใจเพราะว่าท่านประธานก็คงจะ เห็นด้วยกับผมว่าในเวลาที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา สังคมไทยของเรา มีความรู้สึกหวาดระแวง มีความรู้สึกไม่มั่นใจ แล้วก็ไม่ไว้วางใจนักการเมืองและโดยเฉพาะ ในเวลาปัจจุบันการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภามีหลายเรื่องที่เกิดข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วก็ล่าสุดมีการกดบัตรแทนกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมศรัทธา ต่อนักการเมือง ต่อผู้ที่มาทำหน้าที่นิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นประเด็นของการที่นักการเมือง ที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงมีการพูดกันมากครับว่าไม่ต้องการให้ นักการเมือง หรือพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการการคัดเลือกหรือการได้มา ซึ่ง สสร. แทบจะทั้งสิ้น แล้วกระแสความรู้สึกอย่างนี้มันกระจายไปทั่วสังคมไทยในวันนี้ครับ

และท้ายที่สุด เมื่อวานนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากก็มีความเห็นสอดคล้อง ในทางเดียวกันก็คือการหยิบยกเรื่องของการเลือกตั้ง ส.ว. กฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. มาใช้ เจตนารมณ์อย่างหนึ่งก็คือเพื่อที่จะกันพรรคการเมือง นักการเมืองออกจากกระบวนการ ของการเลือกตั้ง สสร. แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ในการได้มาซึ่ง สสร. มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง วันนี้ค่อนข้างที่จะเห็นภาพชัดเจนว่าเราสามารถกันนักการเมือง พรรคการเมืองออกจากที่มาของ สสร. ได้ในระดับหนึ่ง แต่ทำไมละครับท่านประธาน ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของ รัฐสภาจำนวน ๒๒ คน ซึ่งวันนี้มีคนพูดกันมากครับว่า ๒๒ คนนี้ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร ตั้งขึ้นมาเพื่อ ๑. เพื่อเป็นการรับรองว่าเสียงข้างมากที่จะมีขึ้นในการเลือกตั้ง สสร. นั้น ถูกกำหนดไว้แล้ว ด้วยวิธีการ ถูกกำหนดไว้แล้วว่าคน ๒๒ คนที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภานั้น ท้ายที่สุดก็จะเป็นตัวแทนของเสียงข้างมาก ตัวแทนของรัฐบาล ซึ่งมีเสียงข้างมากในสภา ปฏิเสธไม่ได้ครับท่านประธาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเขาสามารถคิด เขาสามารถทำความเข้าใจได้ด้วยตัวเอง ผมถึงกราบเรียนว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ผมเสนอให้ ตัดทั้งหมด และสิ่งที่ผมเสนอให้ตัดทั้งหมดนั้น ผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานในลำดับ ที่จะถึงนี้ มาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดสิบห้าวัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ เราพูดกันเยอะครับว่าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ สิ่งที่จะเห็นในทุกมาตราก็คือกำหนดกรอบระยะเวลาที่จะจำกัดการทำหน้าที่ของ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งสิ้น เราได้เห็นมาแล้วครับว่าเจ็ดสิบห้าวัน หลังจากที่สภามีมติต้องได้ สสร. เราไปกำหนดด้วยครับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องรับสมัคร ภายในกี่วัน จะต้องดำเนินการเปิดเผย กกต. เมื่อได้รับการเลือกตั้ง สสร. แล้วต้องประกาศ รับรองภายในสิบห้าวัน ศาลฎีกาซึ่งเดิมท่านใช้ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ว่าต้องพิจารณา พิพากษาให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งเดือน แต่ท้ายที่สุดท่านก็แก้ไขเป็นว่าศาลฎีกาให้พิจารณาพิพากษาให้เสร็จโดยเร็ว แต่ถ้าเมื่อไรก็ตาม ระยะเวลาในการทำหน้าที่ของ สสร. น้อยหรือลดลงเหลือไม่เกิน ๙๐ วัน การทำหน้าที่ของ ศาลฎีกาให้เป็นอันยุติลง เพราะไม่มีประโยชน์ในการที่จะเพิกถอน และกระบวนการ ในการเลือกตั้ง สสร. ที่จะดำเนินการให้ได้มาซึ่ง สสร. จะทำให้ไม่มีเวลาในการเข้ามาเป็น สสร. ในการทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญต่อไป เห็นไหมครับท่านประธานว่าทุกมาตราท่านเขียนกำหนด กฎเกณฑ์กรอบเวลาไว้ทั้งหมด ซึ่งผมได้อภิปรายแล้วว่าการที่ท่านกำหนดกรอบเวลาไว้อย่างนี้ ท้ายที่สุดจะเป็นบ่วงมัดคอท่าน ท้ายที่สุดถ้าเกิดมันมีเหตุพิเศษเหตุอะไรที่ไม่สามารถก้าวล่วงได้ มันทำให้กระบวนการไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดมันก็จะทำให้กระบวนการ ทั้งหมดเสียไป ในมาตรา ๒๙๑/๖ เราก็จะได้เห็นอีกครั้งหนึ่งครับว่าท่านกำหนดกรอบเวลาไว้ เหมือนเดิมว่าให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน ๗๕ วัน เหมือนกับที่ท่านตั้งธงไว้ว่า สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งต้องได้ภายใน ๗๕ วัน นอกจากนั้น ประเด็นในวรรคสองครับ อันนี้สำคัญมากครับท่านประธาน ท่านเขียนไว้อย่างนี้ครับ ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่ง คัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) (ค) ประเภทละไม่เกินสองคน ประเด็นนี้ มีปัญหาครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานย้อนกลับไปดูในมาตรา ๒๙๑/๑ เขียนไว้ชัดเจนเลยว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วย สมาชิกดังต่อไปนี้ (๑) การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ผมจะไม่พูดถึง (๒) สมาชิกที่มาจาก การคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา เขียนไว้อย่างนี้นะครับ จำนวน ๒๒ คน ดังต่อไปนี้ เขาแยกประเภทครับท่านประธาน แยกประเภทว่า สสร. ที่มาจากการคัดเลือก ของที่ประชุมรัฐสภามีด้วยกัน ๓ สาขา

(๑) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน

(๒) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน

(๓) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน

ท่านเห็นไหมครับว่า ๓ สาขานี้เขาแบ่งกันชัดเจนว่าให้มาจากใครและจำนวน เท่าไร แต่ในมาตรา ๒๙๑/๖ ครับ ท่านประธานจะเห็นตามที่ผมได้หยิบยกขึ้นมาก็คือว่า ท่านเอาองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนซึ่งเขากำหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งอยู่ในประเภทผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด จำนวนสิบคน เขาเขียนนะครับว่าคนที่จะมาจากภาคเศรษฐกิจ สังคมและภาคเอกชนนั้นให้อยู่ใน (ค) ให้มี สัดส่วนที่จะมาเป็นตัวแทนจากการคัดเลือกได้ จำนวนสิบคน แต่วิธีการเขียนของท่านแยบยล พอท่านเขียนออกมาแล้วมันหมายความรวมว่าต่อไปนี้สถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชน ผมจะเน้นในเรื่องของ ๒ องค์กรข้างหลังก่อนนะครับ คือองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนที่ให้อำนาจประธานรัฐสภาไปกำหนด รายละเอียดการได้มาซึ่งตัวแทนของแต่ละองค์กร การพิจารณาหลักเกณฑ์ดำเนินการ จนกระทั่งนำเข้าสู่การคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภา ซึ่ง ๒ องค์กรนี้ท่านประธานจะเห็นได้ว่า อยู่ในมาตรา ๒๙๑/๑ (ค) เท่านั้น แต่ท่านกลับให้อำนาจองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กร ภาคเอกชน ซึ่งประธานรัฐสภาเข้าไปเกี่ยวข้องสามารถคัดเลือกบุคคลที่จะเป็นตัวแทนใน ๓ สาขา อาชีพเลยครับ ทำไมทำอย่างนั้นล่ะครับท่านประธาน ทำไมให้องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนเขาสามารถไปคัดเลือกตัวแทนที่จะนำส่งประธานรัฐสภาสาขาละ สองคน คือผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้ง ๒ ส่วนนี้ ๑๒ คน ผมเชื่อมั่นว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้เขาต้องการให้บุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพดังที่ปรากฏว่าก็คือผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน เขาก็ไป คัดเลือกกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน เพราะเขาทราบดีครับว่าในสังคมไทยวันนี้ ถ้าจะพูดถึงความเชี่ยวชาญของกฎหมายมหาชนมีใคร มีคนที่มีความรู้ความสามารถได้รับ การยอมรับของสังคม คนเหล่านี้จะเป็นตัวแทนของกฎหมายมหาชนเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญ เขาถึงให้คัดกันเอง เพราะคนที่เขาอยู่ในแวดวงเดียวกันเขารู้ว่าใครเป็นใคร คนที่อยู่ในสาขา รัฐประศาสนศาสตร์เขาก็รู้ว่าใครเหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่ แต่วันนี้ท่านไปเปิดช่องให้องค์กร ภาคเอกชนและภาคสังคมซึ่งไม่เคยมีอยู่ในกฎหมายใดมาก่อนแต่ให้ประธานรัฐสภา ไปกำหนดลักษณะขององค์กรลักษณะอย่างนี้สามารถมีสิทธิที่จะคัดเลือกตัวแทนของ ๓ สาขาวิชาการเข้ามา ผมมองได้อย่างเดียวครับว่าท่านไม่มั่นใจครับว่าตัวแทนที่ท่าน จะผลักดันให้มาเป็น สสร. นั้นจะไม่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของสถาบันการศึกษา ของสถาบันที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายมหาชน หรือมี ความเชี่ยวชาญเรื่องรัฐศาสตร์ เพราะองค์กรเหล่านี้เขาจะคัดเลือกในหมู่นักวิชาการ หรือมหาวิทยาลัย หรือในสถาบันอุดมศึกษา อย่างที่ท่านได้ให้คำจำกัดความไว้ในตอนต้นของ วรรคสอง เพราะท่านรู้ว่าถ้าไปแข่งขันในสถาบันอุดมศึกษาท่านจะไปกำหนดหรือไปครอบงำ สถาบันการศึกษาเหล่านั้นไม่ได้ ท่านจึงต้องมาเขียนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มีองค์กร ภาคเศรษฐกิจ สังคมและภาคเอกชนเข้ามา และให้ประธานรัฐสภาที่ผมได้พูดอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่เหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะวันนี้ประชาชนมีความไม่สบายใจและไม่ต้องการให้ นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการของการได้มาซึ่ง สสร. เพราะฉะนั้นท่านประธาน จะเห็นได้ว่าท้ายที่สุดองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและภาคเอกชน คอยดูสิครับจะมี การแต่งตั้งกันมากมายเลยครับ และภาคเศรษฐกิจ สังคมและภาคเอกชนเหล่านี้จะเสนอชื่อ ด้วยการคัดเลือกในองค์กรของตัวเอง แน่นอนครับ ต่อไปอาจจะมีองค์กรตึกแถว องค์กร วิชาชีพแปลก ๆ ซึ่งผมเชื่อว่ามีแน่นอนครับท่านประธานคอยดูเถอะครับ และท่านประธาน ก็จะไปออกระเบียบกติกาสอดรับให้องค์กรภาคเอกชนและภาคสังคมเหล่านี้สามารถคัดเลือก ตัวแทนมาเป็น สสร. ได้ และจำนวนเหล่านี้ก็จะไหลเข้ามาโดยสามารถส่งตัวแทนในทุกสาขา อาชีพ พอส่งมาถึงท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาก็มีอำนาจอีกครับ กำหนด คณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งให้มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติขององค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านกำหนดระยะเวลาไว้ ๒๐ วันครับ ๒๐ วันท่านจะตรวจสอบคุณสมบัติและผู้ต้องห้าม ได้รับการเสนอชื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไรครับ เพราะกระบวนการของการตรวจสอบ บุคคลที่ต้องห้าม หรือคุณสมบัติไม่เหมาะสมในสภาแห่งนี้เราเคยพิจารณากันหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะมาเป็นคณะกรรมการ ปปง. ก็ดี คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ดี ท่านประธานเห็นไหมครับว่าที่ประชุมต้องไปตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติและใช้เวลาในการตรวจสอบยาวนานมากครับ ทั้ง ๆ ที่รายชื่อ คณะกรรมการต่าง ๆ เหล่านั้นมีไม่กี่คน มี ๑๐ กว่า ไม่เกิน ๒๐ คน ใช้เวลาบางคณะ ๕ เดือน ๖ เดือน แต่ว่าบุคคลที่จะมาตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ ผมเชื่อว่า มีหลายร้อยคนและหลายร้อยคนพอชื่อมันมาคละ โดยคณะกรรมการของประธานรัฐสภา ท่านก็สามารถที่จะไปดู หรืออาจจะให้ตัวแทนที่ท่านต้องการไปผ่านการเสนอชื่อหรือการคัดเลือก ขององค์กรภาคเอกชนและภาคสังคมเข้ามา ผมตั้งข้อสังเกตกับท่านประธานวันนี้เลยครับ ก่อนที่รัฐสภาจะได้มีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านคอยดูสิครับ คนที่เป็นตัวแทนสาขาอาชีพ วิชาชีพทั้ง ๓ สาขา คือกฎหมายมหาชน สาขา รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการ แผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านไปดูสิครับ วันที่ได้ สสร. ๓ ประเภทนี้จะต้องมาจาก ตัวแทนของภาคเอกชนและภาคสังคมแทบทั้งสิ้น คอยดูท่านประธาน ผมตั้งข้อสังเกตนี้ไว้ เพื่อที่จะได้ชี้ให้เห็นว่าท้ายที่สุดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านตั้งธงเลยครับ ท่านตั้งธงเพื่อที่ ท่านจะได้เป็นเสียงข้างมากในสภาร่างรัฐธรรมนูญ และวิธีที่ง่ายที่สุด ควบคุมได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือวิธีที่ท่านจะใช้ในมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ล่ะครับ ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งโดยพี่น้องประชาชน ทั้ง ๆ ที่ภาคเอกชน ภาคประชาชนเขาขอท่านครับ เขาขอว่าอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชน ขอได้ไหมว่าตัวแทน สสร. ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญที่ภาคประชาชนเสนอมา ๓ ร่าง มีข้อความตรงกันหมด ครับว่า สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเท่านั้น ท่านไม่ยอมครับ ท่านไม่ยอม แสดงว่าท่านรู้ว่าถ้าทำไปตามสิ่งที่ภาคประชาชนเสนอ ท่านไม่มั่นใจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับว่า ท่านจะสามารถครอบงำหรือชี้นำการทำงานของ สสร. ได้ แต่ถ้าด้วยวิธีนี้ท่านมีแล้วครับ เกินกว่า ๑ ใน ๔ ทันทีเลย ๒๒ คนนี้จะทำงานให้กับพรรครัฐบาลและจะทำงานให้กับ เสียงข้างมาก ท่านไม่ต้องการอีกเยอะเลยครับ ท่านต้องการอีกประมาณ ๓๐ เสียงเท่านั้น จาก ๗๗ เสียง ท่านก็สามารถเป็นเสียงข้างมากในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ นี่คือที่มา ของมาตรา ๒๙๑/๖ ที่เขียนไว้อย่างแยบยล แต่ว่าความแยบยลของท่านมันออกอาการตรงที่ว่า ท่านไปใส่ไว้หมดเลยครับว่าทุกกระบวนการนั้นให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำกับเป็นผู้ดูแล เป็นผู้ออกกติกา แม้กระทั่งวินิจฉัยด้วยครับท่านประธาน ในกรณีที่มีคนจะร้องนะครับว่า สสร. ที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภาซึ่งอาจจะไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญ ท่านปิดช่องเลยครับ ท่านปิดช่องไม่ให้องค์กรใดทั้งสิ้นเข้ามาทำหน้าที่ วินิจฉัย พิพากษาหรือตีความ ท่านเอาแม้กระทั่งว่าในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับสมัคร รับคัดเลือกและการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการเพื่อวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว เห็นไหมครับ เอาเป็นว่าท้ายที่สุดท่านไปออกระเบียบ แน่ครับว่าเมื่อมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าคุณสมบัติของ สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ถ้ามี การหยิบยกขึ้นมา ให้ประธานรัฐสภามีอำนาจวินิจฉัยและคำวินิจฉัยของท่านประธานเป็นที่ สิ้นสุดเหมือนกับที่ท่านชอบพูดในที่ประชุมสภาอย่างไรครับว่าการวินิจฉัยของประธาน ถือเป็นที่สิ้นสุด พวกผมมีสิทธิที่จะตั้งข้อสงสัยครับ ถ้าท่านประธานรัฐสภามีแนวความคิด เดียวกันว่าวันนี้เราต้องการให้ประชาชนมีความสบายใจ ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของ ภาคประชาชนจริง ๆ ถ้าผมเป็นประธานรัฐสภานะครับท่านประธาน ผมจะส่งสัญญาณไปที่ คณะกรรมาธิการว่าการที่ให้ประธานรัฐสภาเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการของการได้มาซึ่ง สสร. (๒) เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับระยะเวลากับกาลเวลาและปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แสดงความสง่างามได้เลยครับท่านประธาน แล้วผมเห็นครับว่าคนที่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่ ตรงนี้ถ้าเราคิดว่าเราไม่อยากโยนภาระนี้ไปให้บุคคลใดหรือองค์กรใด ท่านประธานวุฒิสภานี้ ล่ะครับเหมาะสมที่สุด เพราะท่านประธานวุฒิสภาเราถือกันว่าเป็นสภาที่มีความเป็นกลาง เป็นสภาผู้ใหญ่ เป็นสภาตรวจสอบกลั่นกรองและไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝง ถ้าจะ เกิดความสง่างามของประธานรัฐสภา สามารถทำได้นี่ครับ ส่งสัญญาณไปทางคณะกรรมาธิการ อย่าเลยครับ อย่าเอาประธานรัฐสภาเข้าไปเกี่ยวข้องเลย ท้ายที่สุดคนก็จะติฉินนินทา คนก็จะหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในสภาแบบนี้ละครับว่าท้ายที่สุด ก็รู้กันระหว่างคนที่เป็นประธานรัฐสภา คนที่เป็นตัวแทนจากเสียงข้างมากเลือกขึ้นไปทำหน้าที่ ท้ายที่สุดคนก็ไม่เชื่อมั่นว่าท่านจะวินิจฉัย ท่านจะกำหนดกฎเกณฑ์ หลักเกณฑ์ขององค์กร ภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม เพื่อให้ได้คน ที่จะมาจาก สสร. นั้นเป็นไปโดยความต้องการ และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับการทำ หน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านพูดอย่างนี้ผมเชื่อว่าสังคมจะสรรเสริญ จะชื่นชม แล้วก็จะมี ความเชื่อมั่นว่ารัฐสภาแห่งนี้ตัวบุคคลทุกคน เมื่อถึงเวลาที่นึกถึงประเทศชาติก็สามารถสละ ภารกิจหรืออำนาจที่ตัวเองคิดว่าเมื่อได้รับแล้วจะไม่เป็นผลดีในกระบวนการของการจัดทำ รัฐธรรมนูญ แต่ผมก็ไม่ได้เห็นสัญญาณตรงนี้ ไม่ได้เห็นท่าทีของประธานรัฐสภาในการที่จะ เพิกเฉย หรือไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวในกระบวนการของการจัดทำ สสร. ผมไม่สบายใจครับ ท่านประธาน เพราะพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างทำให้ผมต้องตั้งข้อสงสัย วันนี้มีการพูดกันในสภา ก่อนเข้าวาระ มาตรา ๒๙๑/๖ เรื่องของการกดบัตรแทนกัน คนเป็นประธานรัฐสภาครับ ท่านประธาน เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้มีผู้ร้องขึ้นมามันต้องเป็นเดือดร้อน มันต้องไม่สบายใจอย่างยิ่งครับ ว่าองค์กรที่ตัวเองทำหน้าที่เป็นประมุขอยู่นี่มันสั่นคลอน มันเสื่อมความศรัทธา มันต้อง ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจน เพราะท่านประธานรัฐสภาเป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายคนหนึ่ง สมาชิกรัฐสภาทุกคนที่ทำหน้าที่อยู่ในตรงนี้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในส่วนหนึ่ง การลงคะแนน เป็นหน้าที่ตามที่บทบัญญัติกฎหมายได้บัญญัติไว้ การไปกดคะแนนแทนกันมีทั้งความผิด ทางอาญา มีทั้งความผิดในฐานะไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ว่าสมาชิก ๑ คน มี ๑ เสียงในการทำหน้าที่ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าถ้าท่านประธานได้มีคำสั่ง และเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ มันก็จะสามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีของรัฐสภานี้ได้ ผมจึงขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ผมไม่สบายใจจริง ๆ ครับ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปราย ตามข้อ ๔๓ ครับ พูดนอกประเด็นครับ แล้วก็ใช้เวลายาวมากครับ ท่านประธานครับ แล้วก็พูดซ้ำซาก อยู่ตลอดเวลาครับ หลายประเด็นครับ พูดแล้วพูดอีก พูดมาตรา ๒๙๑/๕ ก็ยังมาพูดมาตรา ๒๙๑/๖ อีกครับ ท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธานควบคุมการประชุมให้เรียบร้อยครับ ตามข้อ ๕ ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ก็ขอให้ท่านผู้อภิปราย อย่าออกนอกประเด็นนะครับ ช่วยกรุณาอยู่ในประเด็นครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ ผมเชื่อว่าผมไม่ได้ออกนอกประเด็นเลยนะครับท่านประธาน ผมพูดในมาตรา ๒๙๑/๖ เพราะมาตรา ๒๙๑/๖ โยงมาตรา ๒๙๑/๑ เรื่องที่มาของ สสร. ผมพูดว่าผมไม่เห็นเหมาะสม ที่จะให้ประธานรัฐสภาทำหน้าที่ตามมาตรา ๒๙๑/๖ ผมก็มีสิทธิสิครับ ที่ผมจะพูดว่าทำไมผมถึง ไม่เห็นด้วยที่จะให้ประธานรัฐสภามาทำหน้าที่ตามที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๖ ใส่ไว้ให้นะครับท่านประธาน ไม่เป็นไรครับท่านประธาน ผมก็พยายามที่จะพูดจา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ในส่วนนั้นไม่เป็นอะไร ท่านครับ แต่ว่าเราไม่พยายามที่จะเลยไปไกลนะครับ เชิญต่อเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ด้วยความรักและเคารพท่านประธาน ผมนี่ละครับเห็นว่าท่านนี่ควรที่จะไปเป็นคนที่วินิจฉัยตามมาตรา ๒๙๑/๖ เพราะผมเห็นว่า ประธานวุฒิสภาไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่อง เกี่ยวโยงทางการเมือง เป็นสภาอาวุโส เป็นสภาสูง เป็นสภาที่ทำหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบให้กับพวกเราสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ถ้าจะมีโจทย์ ถ้าจะมีธง ถ้าจะมีคำตอบให้กับสังคมว่าถ้าไม่เอาประธานรัฐสภาแล้วจะเอาใคร ผมก็เห็น ท่านประธานวุฒิสภานี่ละครับเหมาะสม เพราะเมื่อท่านเข้ามาการออกระเบียบกติกาของท่าน ท่านจะไม่ได้รับแรงกดดันจาก สมาชิกพรรคที่ท่านสังกัดอยู่ และสมาชิกเหล่านั้นเป็นคนที่โหวตเลือกท่านมาทำหน้าที่ ประธานรัฐสภา เพราะฉะนั้นแรงกดดันเหล่านี้มันจะไม่เกิดกับประธานวุฒิสภา ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ผมเรียนท่านประธานด้วยความจริงใจ เลยครับว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ประธานรัฐสภาจะมาทำหน้าที่ในการออกระเบียบออกกติกา วินิจฉัยชี้ขาดว่าการได้มาซึ่ง สสร. ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้เป็นอำนาจของคนคนเดียว และสิ่งหนึ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตในช่วงต้น ผมจะเน้นข้อสังเกตนี้ท่านประธานดูไปกันกับผมนะครับ ในวันที่รัฐสภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบในวาระที่สามนับไปจากนั้น ๗๕ วัน เราจะเห็นว่า สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภาจะเป็นใคร และท่านประธาน คอยดูวันนั้นนะครับตัวแทนที่มาจากภาคเอกชนและภาคสังคมที่ประธานรัฐสภา เป็นผู้กำหนดรายละเอียดจะเข้ามาเป็นเสียงส่วนใหญ่ใน ๒๒ คน ตัวแทนที่มาจาก การคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภาจะเลือกคนที่มาจากการคัดเลือกของ ๒ ภาคเอกชน และภาคสังคม เพราะที่มาของการมาเป็นตัวแทนของ ๒ ภาคดังกล่าวทำได้ง่ายที่สุด เข้าไป ครอบงำได้ง่ายที่สุด จัดตั้งได้ง่ายที่สุดเพราะท่านไม่มั่นใจสถาบันอุดมศึกษาว่าท่านจะสามารถ เข้าไปครอบงำสถาบันดังกล่าวได้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ผมไม่เห็นด้วยเพราะการที่จะมีอยู่นั้นรังแต่จะทำให้การดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน ผมจึงเสนอให้ตัดทั้งมาตราครับ กราบขอบคุณ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านนิพนธ์ บุญญามณี ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในมาตรา ๒๙๑/๖ และกระผมก็ได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ คือผมไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ให้คงร่างเดิมนี้เอาไว้ เพราะว่าสิ่งที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ก็คือว่าไม่ประสงค์จะให้มีข้อครหาว่าคนที่จะมาเป็น สสร. ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นบุคคลที่มา ตามใบสั่งของคนใดคนหนึ่ง ผมอยากเห็นความสวยงามของคนที่จะมาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ของประเทศ ผมอยากเห็นคนที่จะมาทำหน้าที่ร่างกติกาปกครองบ้านเมืองนั้นเป็นคนที่มา จากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนโดยตรง ผมไม่อยากเห็นว่าใครคนใดคนหนึ่งมีอภิสิทธิ์ ในการที่จะแต่งตั้งหรือว่าในการที่จะกำหนดกติกาคัดเลือกคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่ เป็นคนร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผมคิดว่าการที่รัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขกันอยู่นี้กำหนด ที่มาของ สสร. มาจาก ๒ ประเภท ก็คือมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน และอาจจะเรียกว่ามาจากการคัดเลือกของสมาชิกรัฐสภา แต่ก่อนที่จะเข้าสู่การคัดเลือกของ สมาชิกรัฐสภานั้นมันมีที่มาว่ามีกำหนดให้องค์กรที่เสนอชื่อเข้ามา เสนอชื่อคณะบุคคล ซึ่งท่านประธานจะเห็นแล้วว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ ได้กำหนดไว้ค่อนข้างจะชัดเจนครับ ท่านประธานว่าให้มีที่มาจากที่ใดบ้าง ซึ่งขออนุญาตที่จะได้อ่านบันทึกไว้ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นท่านเห็นด้วยอย่างไร กับแนวทางในการที่จะกำหนดที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเภทที่ ๒ ซึ่งในประเภทนี้ เป็นปัญหามากว่าที่เราบอกกันว่าเราไม่อยากเห็นคนที่มาจากการแต่งตั้งแล้วมาทำหน้าที่ เป็นตัวแทนของปวงชนในการที่จะมาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเดิมในมาตรา ๒๙๑/๑ ได้พูด ประเด็นนี้กันไปบ้างแล้ว แต่ผมคิดว่านี่คือผลเชื่อมโยงมาจากมาตรา ๒๙๑/๑ ผมไม่เห็นด้วยที่จะมี มาตรา ๒๙๑ จะมี ๒ วงเล็บคือ (๑) และ (๒) ใน (๒) จะเป็นปัญหาทำให้ความสวยสดของ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญมีความไม่น่าที่จะเรียกว่าสวยสดอีกต่อไปก็คือมีรอยตำหนิ สิ่งที่กราบเรียนท่านประธานเช่นนี้เพราะว่าท่านกำหนดดูสิครับ ขออนุญาตที่จะอ่าน มาตรา ๒๙๑/๖ ครับ

มาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือก ท่านก็บอกว่า ให้รัฐสภา คัดเลือก นะครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน เจ็ดสิบห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ

ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกินสองคน โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภท พร้อมทั้งรายละเอียด ตามที่ประธานรัฐสภากำหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พ้นกำหนด วันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑)

องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ ประธานรัฐสภากำหนด

ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนสิบห้าคนตามหลักเกณฑ์ ที่ประธานรัฐสภากำหนด โดยหลักเกณฑ์นี้ให้รวมถึงการประชุม การลงมติ การดำเนินการ ของคณะกรรมการ เงินและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของคณะกรรมการด้วย เพื่อดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสองให้แล้วเสร็จภายในยี่สิบวันและส่งผลการตรวจสอบ ต่อประธานรัฐสภา

ในการประชุมของคณะกรรมการให้นำบทบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิ์ ตามมาตรา ๑๓๐ และความคุ้มกันตามมาตรา ๑๓๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ท่านให้คนที่ท่านตั้งมีเอกสิทธิ์ด้วยนะครับ มีเอกสิทธิ์เท่ากับคนที่ประชาชน เลือกมา

ให้ประธานรัฐสภาจัดทำบัญชีรายชื่อของบุคคลที่คณะกรรมการส่งมา แยกเป็นประเภทแต่ละบัญชีโดยให้เรียงรายชื่อตามลำดับอักษร และให้ประธานรัฐสภา เรียกประชุมรัฐสภาภายในสิบห้าวันนับแต่ได้รับผลการตรวจสอบดังกล่าว เพื่อให้รัฐสภา ลงมติคัดเลือกผู้สมควรแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ในการคัดเลือกผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้เลือกจากบัญชีรายชื่อที่ประธานรัฐสภาจัดทำตามวรรคห้า ตามจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) การลงคะแนนดังกล่าว ให้กระทำเป็นการลับ

ให้ผู้ได้รับการคัดเลือกซึ่งได้คะแนนสูงสุดตามลำดับตามจำนวนที่กำหนดไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) เป็นผู้ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่มี ผู้ได้คะแนนเท่ากันในลำดับใดอันเป็นเหตุให้จะมีจำนวนผู้ได้คะแนนสูงสุดเกินจำนวนดังกล่าว ให้ดำเนินการลงคะแนนใหม่เฉพาะผู้ได้รับคะแนนเท่ากันนั้น ถ้ายังมีคะแนนเท่ากันอีก ให้ประธานรัฐสภาทำการจับสลากว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับสมัครการคัดเลือกและการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อวินิจฉัยปัญหา ดังกล่าว

ให้ประธานรัฐสภาประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในราชกิจจานุเบกษา

สรุปแล้วมาตรานี้ท่านประธานครับ ประธานรัฐสภากินรวบ นี่คือ สสร. กินรวบ คือท่านทำเอาคนเดียวเลยครับทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ประธานรัฐสภาทั้งหมด นี่คือการยึดอำนาจ ของประเทศไทยแบบใหม่อย่างไรครับ เป็นการยึดอำนาจที่ไม่ต้องใช้กระบอกปืนครับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านเข้าใจไหมครับ วันนี้ท่านสามารถเขียนกฎหมายแล้วยึดอำนาจ ประเทศไทย โดยมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ครับ ท่านเขียนรัฐธรรมนูญฉบับกินรวบขึ้นมาได้ทันที เลยครับ ทำไมผมต้องกล่าวหาอย่างนี้ครับ ที่ผมต้องกล่าวเช่นนี้เพราะว่าผมเคารพกรรมาธิการ เสียงข้างมาก แต่ว่าการที่กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่แก้ไขอะไรเลยนี้เสมือนหนึ่งว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากก็จงใจเป็นไปกับเขาด้วยครับ ผมเชื่อมั่นว่าที่จริงแล้วกรรมาธิการ เสียงข้างมากไม่น้อยครับ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่มาจากการแต่งตั้งเพราะผมฟังท่านพูด ไม่ว่าท่านจะพูดบนเวทีปราศรัยหรือท่านจะอภิปรายในสภาแห่งนี้ เวลาเขามีตัวแทน พี่น้องประชาชนมาจากการแต่งตั้งนี้ ท่านบอกว่าสภาลากตั้ง แต่วันนี้ท่านกำลังมาให้คนที่มา จากการลากตั้งนี้ครับ

(นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านครับ

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อกี้ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ที่กล่าวหาประธานรัฐสภา กินรวบ ขอให้ท่านวินิจฉัยแล้วขอให้ถอนคำพูดด้วย ต้องถอนคำพูดด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ท่านนิพนธ์ครับ กรุณาถอน ได้ไหมครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ผิดข้อบังคับข้อไหนครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มันไม่ผิดหรอกครับท่าน เพียงแต่ว่า

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ก็กินรวบ เป็นภาษาที่เขาบอกถ้ากินแบ่ง เป็นการกินแบ่งซื้อลอตเตอรี่รัฐบาล กินรวบคือหวยใต้ดิน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มันไม่ผิดท่าน แต่มันไม่เหมาะสม มันไม่เพราะครับท่าน

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

มันเป็นความหมายที่บอกว่า เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่กับประธานรัฐสภาหมดเลยครับ ไม่มีใครตรวจสอบเลย ไม่มีใคร ถ่วงดุลอำนาจ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

กรุณาหลีกเลี่ยงคำนั้นเถอะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานจะให้ผมพูดคำไหนแทน ล่ะครับ แทนคำว่า กินรวบ นี้ครับ มันมี กินแบ่ง กับ กินรวบ กินอะไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือเอาเป็นว่ารับผิดชอบ ทั้งหมดอย่างนั้นดีกว่านะครับ ถ้าตามร่างที่เขียนมาประธานรัฐสภาท่านรับผิดชอบทุกเรื่อง ว่าอย่างนั้นเถอะนะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

เอาเป็นว่าผมไม่โต้แย้งท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

กรุณาถอนคำว่า กินรวบ เถอะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ เอาเป็นว่าผมไม่ใช้ ต่อไปก็แล้วกัน แต่ว่าความหมายผมสื่อความหมายอย่างนี้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจครับท่าน ช่วยกรุณา เถอะครับ ไม่ใช้นะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ไม่ใช้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

โปรดไม่ใช้คำว่า กินรวบ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ไม่ใช้คำว่า กินรวบ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ถอนนะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

กินไม่แบ่ง เอาเป็นว่ากินไม่แบ่ง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เอานะครับ ท่านครับ เหมือนกันล่ะครับ กรุณาไม่พูดอย่างนั้นดีกว่าครับ เอาเป็นว่ากำหนดให้ประธานรัฐสภา รับผิดชอบทุกเรื่องอย่างนี้ดีกว่าครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ผม ไม่เห็นด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ท่านครับ แต่ว่ามันไม่สุภาพครับท่าน

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

มันไม่สุภาพตรงไหนครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเรียนแล้วอย่างไรครับ ขอความกรุณาท่านเถอะครับจะได้เดินต่อ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

เอาเป็นว่าผมเชื่อท่านประธาน ผมจะได้อภิปรายต่อครับ ผมไม่ใช้ต่อไป เอาเป็นว่าผมไม่ใช้ต่อไปครับ

(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสาธิต ท่านประท้วงนะครับ เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระยอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง ท่านประธานด้วยความเคารพเรื่องการวินิจฉัยของท่านประธานครับ คือเมื่อท่านประธาน ได้รับฟังคำประท้วงจากเพื่อนสมาชิกแล้ว ท่านประธานจะต้องวินิจฉัยให้ได้ก่อนว่าสิ่งที่ ท่านนิพนธ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอภิปรายมันเป็นการอภิปรายแบบเสียดสีหรือทำให้เสียหาย หรือไม่ อย่างไร สำหรับความเห็นผมคำว่า กินรวบ ยังถือว่าเป็นคำอภิปรายที่แสดงถึงความหมายว่า กินทั้งหมด แต่ไม่ได้มีความหมายที่จะเสียหายหรือจะมีความหมายว่าไม่สุภาพ อันนี้จะเป็น บรรทัดฐานในการอภิปรายของสภาแห่งนี้ด้วย ท่านประธานจำได้ไหมครับ สมัยตอนที่พวกผม เป็นรัฐบาล มันมีทั้งคำหยาบ ทั้งทำให้เสียหาย อันนี้เพื่อความชัดเจน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับท่าน ผมเรียน ขอท่านไปแล้วนะครับ ขอท่านนิพนธ์ไปแล้ว ท่านสาธิตกรุณานั่งเถอะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมก็เคารพท่านประธาน แต่อย่างน้อย ที่สุดผมอยากจะเห็นบรรทัดฐานที่ท่านประธานได้กรุณาให้ไว้กับสภาแห่งนี้ว่าอันไหนพูดได้ อันไหนพูดไม่ได้ ผมอาจจะยกตัวอย่างเลยไปถึง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรท่านสาธิต มันเกินเลยไม่หน่อยแล้วนะครับ คืออย่างนี้บรรทัดฐานของผมก็คือว่า ท่านสังเกตไหม ผมค่อนข้างพูดเพราะ ยกตัวเองนิด ๆ คืออย่างนี้ท่านอะไรก็แล้วแต่ที่พูดแล้วถูกหูคนฟัง คือมาตรฐานแล้วครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

อันนี้สิครับ ที่ผมเห็นต่างกับ ท่านประธาน ด้วยความเคารพท่านประธานนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็จะคอยเตือนเป็นครั้งคราว ไปนะครับท่านสาธิต ท่านสาธิตเข้าใจนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมสรุปนะครับว่าด้วยมาตรฐานของ ท่านประธานที่เป็นสุภาพบุรุษเป็นคนพูดจาไพเราะสุภาพอันนั้นเรื่องหนึ่งครับ แต่ว่า มาตรฐานของสภาแห่งนี้ต้องวินิจฉัยให้ได้ว่าอันไหนมันเสียหาย อันไหนไม่สุภาพ แล้วก็ต้องวาง บรรทัดฐานไว้ ผมฝากท่านประธานแค่นั้นเองครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านประสิทธิ์ ประท้วงหรือครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ แล้วก็อยากให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ตามข้อบังคับ เพราะว่า คำวินิจฉัยของประธาน คำว่า เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และท่านประธานยังปล่อยให้สมาชิกต่อปากต่อคำ กับประธานอย่างนี้มันไม่ได้นะครับ ท่านประธานต้องใช้กฎข้อบังคับ ข้อ ๕ ให้เคร่งครัดครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านนิพนธ์ ต่อนะครับ ท่านมีอะไร เชิญท่านสาทิตย์ครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา บังเอิญว่าท่านประธานได้วินิจฉัยในกรณีที่เพื่อนสมาชิกได้มีการประท้วง เรื่องของการใช้ถ้อยคำ ในกรณีของคำว่า สลากกินรวบ ซึ่งมิเกี่ยวข้องกับเรื่องของข้อบังคับนะครับ ความจริงแล้วในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ คำที่ข้อบังคับได้มีการเขียนถึงก็คือคำที่ไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด ซึ่งอันนี้ชัดมาก ทีนี้บังเอิญคำว่า กินรวบ ซึ่งท่านประธานได้วินิจฉัยว่า เป็นคำที่ไม่สุภาพ ความจริงแล้วคำนี้เป็นคำที่เราใช้กันอยู่ปกติในสำนวนไทย เช่น สลากจะมี ๒ ประเภท คือ สลากกินรวบกับสลากกินแบ่ง เพราะฉะนั้นคำที่เปรียบเทียบหรืออุปมา ลักษณะเช่นนี้ เหมือนวันก่อนที่ท่านวินิจฉัยคำว่า สีซอให้ควายฟัง ซึ่งเป็นคำพังเพยเป็นคำ อุปมาทั่วไป เพราะจะบอกว่าสีซอให้กระต่ายฟัง หรือสีซอให้ม้าฟังมันก็ไม่มี มันก็มีคำนั้น คำเดียว เพราะฉะนั้นเวลาเรายกสำนวนไทยขึ้นมาผมเรียนท่านประธานขอความกรุณาว่า บางทีเราต้องนึกถึงความเป็นจริงในภาษาไทยที่เราใช้อยู่ภายนอกด้วย มิเช่นนั้นสมาชิกก็จะ อภิปรายด้วยความยากลำบากครับ ครั้งหนึ่งท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างให้ฟัง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสาทิตย์ครับ พอเถอะครับ ผมขอบคุณ แล้วก็ผมคงจะต้องใช้สุภาษิตตามเหตุการณ์นะท่านครับ แล้วก็ดูความตั้งใจของ ผู้พูดด้วยนะครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมอภิปรายต่อนะครับ เพราะผมถือว่ามาตรานี้เป็นหัวใจครับ ท่านประธานครับ มาตราอื่น ผมโดยในฐานะที่เป็นกรรมาธิการ มาตรา ๒๙๑ ผมถือว่าเป็นหัวใจของกระบวนการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ทั้งหมด มาตรา ๒๙๑/๕ ผ่านไปแล้วเป็นการได้มาซึ่ง

(นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านไพจิตประท้วงนะครับ ท่านนิพนธ์ครับ เชิญครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. จังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธาน เมื่อท่านประธานมีวินิจฉัยให้ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ได้ถอนคำว่า ประธานกินรวบ นี่นะครับ ผมยังยืนยันว่าท่านประธานได้มีวินิจฉัยแล้วก่อนที่จะอภิปรายต่อไปต้องถอนครับ ท่านประธาน อยากให้ปฏิบัติเป็นบรรทัดฐาน ผมเคารพท่านประธานตั้งแต่ท่านเป็นแม่ทัพ กองทัพ ภาคที่ ๒ ผมนำราษฎรเดือดร้อนไปร้องขอความเป็นธรรมท่านตรงไปตรงมาครับ ผมขอความกรุณาเถอะครับ ท่านประธานครับ เรื่องกินรวบเป็นการซื้อหวย ประพฤติผิด กฎหมายที่เสียหายในสภาไม่มีใครกินใครหรอกครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านไพจิตครับ ท่านนิพนธ์กรุณาเถอะครับ เราใช้คำที่ผมเรียนนะครับ เมื่อกี้ที่ผ่านไปแล้วท่านกรุณาถอนนะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานก่อนครับว่าผมไม่ได้ทำผิดข้อบังคับ ผมไม่ได้ทำอะไรที่ผิดข้อบังคับ พูดจาเสียดสี เลยครับ ผมไม่ได้เสียดสีนะครับ และผมไม่ได้พูดจาอะไรที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับใคร ผมก็กล่าวว่าถ้าเขียนกฎหมายออกไปอย่างนี้ก็เท่ากับว่าท่านประธานกินรวบ ผมก็พูดอย่างนี้ ละครับ เพราะว่าในมาตรานี้ให้อำนาจประธานรัฐสภาทั้งหมด ทุกอย่างเลยครับ เบ็ดเสร็จทุกอย่าง อยู่ที่ประธานรัฐสภาคนเดียวเลย ถ้าจะไม่บอกว่ากินรวบแล้วใช้คำอะไร ผมก็ถามประธาน ถ้าท่านประธานบอกว่าจะให้กินแบ่ง มันไม่ใช่กินแบ่งละครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มันไม่ทั้ง ๒ อย่างครับท่าน คืออย่างนี้ความหมายของผมก็คือว่าผมเห็นนะครับว่ามันเฉียดไปทางเสียดสีนะครับ ก็คงไม่ อยากจะพูดตรง ๆ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ก็ประเด็นนี้ผมจึงไม่เห็นด้วย อย่างไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมจึงอยากจะขอให้ท่านพูด ในลักษณะที่ว่าประธานตามนี้ ประธานรับทุกเรื่อง หรืออะไรอย่างนี้นะครับ ท่านกรุณาช่วยผม นิดหนึ่งได้ไหม ถอนก็ถอนเถอะแล้วได้คุยต่อ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ผมพูดไปแล้วว่าผมเอาละไม่พูด ต่อแล้ว ความหมายผมต้องการสื่อให้เห็นว่าผมต้องการอธิบายให้เห็นว่าทำไมผมจึงไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก อย่างนี้ผมไม่เห็นด้วยเพราะอย่างนี้ และอย่างนั้นผมอธิบายอย่างไรว่า คุณไปสงวนความเห็นไว้อย่างไรล่ะ ผมเลยบอกว่าที่สงวนความเห็น เพราะไม่เห็นด้วย ในประเด็นนี้ ให้อำนาจประธานคนเดียว และความผิดพลาดขึ้นมาใครรับผิดชอบ ผมไม่สามารถเอาประเทศทั้งประเทศไว้กับคนคนเดียวได้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ ท่านพูด อย่างนี้ดีครับ ได้ครับ ไม่เอาแล้วนะครับ ประธานกินรวบไม่เอาแล้วครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

เอาล่ะผมพูดอย่างนี้ละครับ ถ้าอย่างนั้น ผมพูดอย่างนี้ครับ คือความหมายอย่างนี้ละครับ ผมพูดต่อครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

กรุณาช่วยผมเถอะ ถอนเถอะครับ ประธานกินรวบไม่เอาครับ จะได้ไม่ต้องบันทึกไว้นะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ อภิปรายเดินหน้า เถอะครับ อย่าเสียเวลาเรื่องอย่างนี้เลยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอนะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

เอาครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่าน

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

เอาว่าเอาความหมายที่ประธานพูด นั่นละครับ เอาคนเดียว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญต่อเถอะครับ

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้กำลังอภิปรายตามข้อ ๔๕ การกล่าวว่าประธานกินรวบ ผิดข้อบังคับแน่นอน ไม่มีการเขียนในมาตรานี้ให้ใครกินใคร ตั้งใจที่จะเสียดสี ตั้งใจที่จะให้ คนฟังเข้าใจผิดว่าเป็นการใช้อำนาจไม่ถูกต้อง แล้วเปรียบเทียบว่ากินรวบ มาตรานี้มันไม่มี ใครเขียนให้ใครกินใคร เพราะฉะนั้นการที่ท่านประธานให้ถอนคำพูดนี่เป็นการวินิจฉัยที่ถูก ข้อบังคับแล้ว เสียหาย เสียหายกับประธานรัฐสภาที่เขียนตามนี้ แล้วผู้กำลังอภิปรายบอกว่า ท่านเสนอบอกให้ตามข้อบังคับโดยเคร่งครัดอย่างไรล่ะ ประธานตัดสินแล้วแล้วท่านไม่ถอน ท่านยังไปเถียงประธานอยู่ก็ผิดข้อบังคับอีก ต้องถอนครับ ท่านประธานครับ ขอประท้วง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์เมื่อกี้ถอนหรือยังครับ ท่านถอนเถอะครับ ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ เดี๋ยวก่อนนะครับ ท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมเรียนอย่างนี้ ที่จริงผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงท่านประธาน ผมเคารพท่าน ผมไม่อยากจะพูดคำอะไรออกไป ทีนี้ผมคิดว่าผมจะอธิบายคำบอกว่าผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก สาเหตุที่ผม ไม่เห็นด้วยเพราะอะไรครับ เพราะมันเขียนไว้อย่างนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไปเขียนอย่างอื่นสิครับ กรรมาธิการเขียนอย่างอื่นมา และผมจะบอกเลยครับว่าผมถอนเลย พอเขียนให้อำนาจ ประธานจะทำอย่างไร จะว่าประธานอย่างไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ที่ท่านอ่านมาทั้งหมดก็เข้าใจ เพียงแต่ท่านสรุปแล้วใช้คำว่า ประธาน อย่างนั้น ซึ่งผมเองก็เห็นใจท่านว่าท่านอาจจะนึก คำพูดที่เหมาะสมไม่ได้ แต่เราก็ได้คุยกันแล้วอันนี้ มันจะได้ไม่บันทึกไว้ในหลักฐานครับท่าน ในบันทึกการประชุม ขอท่านไม่ใช้คำนั้นเถอะครับ เดี๋ยวนะครับท่านสาธิตครับ ผมกำลัง วินิจฉัยอยู่นะครับ ขอเถอะครับ ท่านครับ ผมเห็นว่ามันเป็นคำที่ไม่สมควรพูดนะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ถ้าท่านประธานบอกว่าเอาล่ะ ไม่สมควรพูด ก็โอเคครับ ผมไม่ผิดข้อบังคับ แต่เป็นความเห็นของท่านประธานว่าไม่สมควร แต่ว่าผมยืนยันคำว่า กินรวบ เป็นคำที่เขาพูดกันในภาษาไทยว่า กินรวบกับกินแบ่ง เพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมายอย่างนี้มันไม่มีทางแปลความหมายเป็นอย่างอื่นได้นอกจาก บอกว่าเขียนแบบกินรวบ และผมจะหาคำพูดไหนมาแบบกินรวบ มันเป็นภาษาไทย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ถ้าท่านไม่ช่วยผม ผมก็ ไม่ช่วยท่านนะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ถ้าท่านประธานบอกว่าให้ผมถอน ผมถอนคำว่า กินรวบ แต่ผมบอกกินไม่แบ่ง ผิดไหมครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านถอนคำว่า กินรวบ แล้วนะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ผมถอนแล้ว กินรวบ แต่ใช้คำว่า กินไม่แบ่ง ผมใช้คำว่า กินไม่แบ่ง แทน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านต่อเลยครับ ขอบคุณครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

คือการเขียนกฎหมายอย่างนี้ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอโทษครับ เชิญครับ

(นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอประท้วงผู้ที่กำลังอภิปรายในข้อ ๔๓ เสียดสี ใส่ร้ายด้วยคำพูด ด้วยวาจาที่ไม่สุภาพ รวมถึงในข้อ ๔๖ ว่าเมื่อประธานได้วินิจฉัยแล้ว ผู้อภิปรายนั้นก็ยังไม่ได้ เชื่อคำวินิจฉัยของประธานนะคะ ให้ถอนคำพูด แต่เมื่อถอนคำว่า กินรวบ แล้วก็ยังมีเจตนา ที่จะพูดเบี่ยงเบนประเด็นให้พูดว่า กินไม่แบ่ง อีกนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันมองว่า ผิดจริยธรรมด้วย ไม่เชื่อถือประธานค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ให้ถอนคำพูดครับ กล่าวหาผมว่าผมไม่ถอนคำพูด ให้ถอนคำพูดเลยครับ ผมไม่ยอมครับอย่างนี้ เมื่อสักครู่ ผมถอนแล้ว ยังบอกว่าผมไม่ถอนอีก ให้ถอนคำพูดเลยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วล่ะครับ เข้าใจไหมครับ เมื่อกี้ถอนแล้วนะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ไม่ได้ ผมประท้วง ผมประท้วงครับตามสิทธิ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ผมประท้วงสมาชิกที่เพิ่งพูดไปเมื่อกี้ เมื่อสักครู่ถ้าท่านประธานเรียงลำดับ ผมถอนคำพูดให้ท่านประธานแล้ว และมากล่าวหาผมว่า ผมไม่ถอน ผมเสียหาย เพราะฉะนั้นถอนคำพูดครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ เมื่อกี้ท่านถอนแล้ว เชิญครับ

นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพค่ะ เมื่อสักครู่นั้นดิฉันกล่าวว่าในเมื่อถอนคำพูดคำว่า กินรวบ แต่ยังมี เจตนาที่จะพูดให้มีคำพูดอีกคำพูดหนึ่งก็คือ กินไม่แบ่ง ซึ่งเป็นเจตนาที่จะให้มีความหมาย ที่คล้ายคลึงกัน และดิฉันกล่าวถึงว่ากิริยาวาจารวมถึงการไม่เคารพท่านประธานเป็นการผิด ประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาด้วยค่ะ ท่านประธานคะ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานไปกันใหญ่เลยครับ ท่านประธาน นี่ครับ ต้องให้ถอน ยิ่งบอกว่าผมผิดจริยธรรม ไม่มีสิทธิมาชี้ว่าผมผิดจริยธรรม ไปกันใหญ่เลยครับ ท่านประธานต้องให้ถอนคำพูด อย่าเที่ยวลุกขึ้นมาสั่งสอนคนอื่นครับ ไม่มีสิทธิ เท่ากันท่านประธาน ต้องถอนคำพูด ต้องถอนครับ ไม่มีเป็นอย่างอื่น ต้องถอนก่อน แล้วค่อยนั่ง ถอนก่อนครับ ไม่ได้ครับ ผมเสียหาย ปล่อยอย่างนี้ผมเสียหาย อ้วนหรือผอม เท่ากันครับสภาแห่งนี้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านฟังอยู่นะครับ

นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันจะชี้ให้เห็นว่าการที่ไม่เชื่อถือท่านประธาน โต้เถียงกับท่านประธานนั้นเป็นการผิดประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งดิฉันก็เป็น สมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ด้วยค่ะท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านกล่าวหาท่านนิพนธ์ หรือเปล่าครับเมื่อกี้

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ถอนก่อนนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องอื่นค่อยพูดกัน ถอนก่อนครับ

นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

กราบเรียน ท่านประธานค่ะ เพื่อความเรียบร้อยในสภานะคะ สมาชิกท่านนั้นท่านยังมีความเข้าใจว่า ท่านทำถูกจริยธรรม ดิฉันก็ยินดีที่จะถอน แต่ขอให้ท่านนั้นได้ตระหนักถึงว่ากิริยาวาจา ของท่านเป็นอย่างไรนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญต่อเถอะครับ ท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ อย่างนี้เขายิ่งไป กันใหญ่เลยครับ ท่านประธานสั่งให้ถอนทั้งหมดเลยครับ ให้ถอนคือถอน ๓ เรื่อง

ถอนตั้งแต่บอกว่า ผมไม่ถอนคำพูดที่ท่าน ผมพูดคำเดิมที่ท่านประธานให้ผม ถอนแล้ว ซึ่งผมถอนให้ท่านประธานไปแล้ว แล้วยังมากล่าวหาผมว่าไม่ถอน อย่างนี้ผิดข้อแรก ต้องถอนเสียก่อน

ถอนข้อที่ ๒ ก็คือถอนคำว่า ผมผิดจริยธรรม ผมไม่ได้ผิดจริยธรรม อันนี้ ยิ่งกล่าวไปกันใหญ่ ต้องถอนครั้งที่ ๒

ถอนครั้งที่ ๓ ก็คือมาถอนพูดเมื่อกี้อีก ลุกขึ้นมาเป็นครั้งที่ ๓ ต้องถอนอีก ถอน ๓ ครั้งท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอานะครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ผมได้ฟังแล้วนะครับ แล้วก็ท่านกุสุมาลวตีก็อธิบายแล้ว ชี้แจงแล้ว แล้วท่านก็บอกว่าท่านก็ ไม่ได้ว่าท่านนิพนธ์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจบเถอะครับ เชิญท่านนิพนธ์ต่อเถอะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ถ้าประธานวินิจฉัยว่าไม่ได้ให้ กล่าวร้ายผมอะไร ก็ผมเชื่อท่านประธานว่าไม่มีคำพูดนั้นเกิดขึ้นในสภา ต้องบันทึกอย่างนั้น เจ้าหน้าที่ชวเลขต้องบันทึกว่า ไม่มีคำพูดอย่างนั้นเกิดขึ้น นะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับท่าน

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ เริ่มใหม่นะครับ ผมนำท่านประธานไปดูมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุม ของรัฐสภา จำนวน ๒๒ คน ดังต่อไปนี้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ นิดเดียว ขอกรุณาว่าวันนี้เรากำลังคุยกันมาตรา ๒๙๑/๖ ถูกไหมครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ถูกต้องครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาส่วนที่ท่าน สงวนความเห็นไว้นะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ก็ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วย เพราะอะไร ที่ผมต้องตัดออก ผมกำลังอธิบายเพราะว่ามาตรา ๒๙๑/๖ มันเชื่อมโยงมาท่านเห็นไหมครับ มาตรา ๒๙๑/๖

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ อย่างนี้ครับ ท่านครับ ผมเข้าใจตรงนั้น แต่ว่ากรุณาอย่าอารัมภบทหรือเท้าความยาวนักนะครับ กรุณาสรุปในส่วนนั้น เชิญต่อครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ 🔗

ผมกำลังจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า ทำไมผมไม่เห็นด้วยที่จะเขียนไว้อย่างนี้อย่างไรครับ ที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะว่า ท่านดูสิครับ ให้คัดเลือกให้ประธานรัฐสภาไปวางข้อกำหนดที่จะคัดเลือกบุคคลซึ่งเรียกว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน ตาม (ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน (ค) ผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน เท่ากับรวมแล้ว ๒๒ คน ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่จะไปปรากฏข้อความในมาตรา ๒๙๑/๖ ว่าเขาเลือกอะไรกัน เขาเลือกคนกลุ่มนี้นะครับ ถ้าไม่อธิบายอย่างนี้พี่น้องประชาชนจะไม่รู้ว่าเขาเลือกอะไรกัน มาตรา ๒๙๑/๖ เขาเลือกใครล่ะ ผู้ทรงคุณวุฒินี่ เขาเลือกคน ๓ กลุ่มนี้ละครับ ทีนี้ เมื่อกำหนดคน ๓ กลุ่มนี้ว่าให้ใครเลือก ก็ท่านไปดูสิว่าใครมีสิทธิเสนอชื่อบ้างคน ๓ กลุ่มนี้ ในมาตรา ๒๙๑/๖ เขียนว่าให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) คือเมื่อสักครู่นี่ครับ (ก) (ข) (ค) ประเภทละไม่เกิน ๒ คน โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อ ก็คือ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งท่านประธานครับ สิ่งที่ผมต้องตัดออกทั้งมาตราโดยที่จริงแล้ว แท้จริง ผมยังเจตจำนงว่าผมอยากจะให้สภาสถาบันอุดมศึกษาแค่นี้ก็พอแล้วครับ แต่ในเมื่อกรรมาธิการ เสียงข้างมากท่านกลับไปบอกว่าให้องค์กรภาคเศรษฐกิจและสังคม องค์กรภาคเอกชน มันคือใคร ละครับองค์กรเหล่านี้ มาคัดเลือกคนที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ เขาเป็นใคร ท่านประธาน คงทราบครับว่าความยุ่งยากขณะนี้ที่สรรหาสมาชิกวุฒิสภานั้นยังฟ้องกันอยู่ที่ศาลไม่จบไม่สิ้น เลยครับว่าที่มาขององค์กรเหล่านี้ถูกต้อง มาจดทะเบียนกันถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร มันฟ้องกันวุ่นวายไปหมด แล้วท่านประธานครับ ถ้าเราให้องค์กรเหล่านี้ส่งตัวแทน มาเลือก สสร. ได้ คนที่เขาบอกว่าการจัดตั้งองค์กรไม่ถูกก็ดี อะไรไม่ถูกก็ดี มันนำไปสู่ การฟ้องศาลปกครองกันอีกหรือไม่ อย่างไร ความชัดเจนไม่มีเลยครับ นี่คือสิ่งที่ผมในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมอยากจะให้มีลำพัง เพียงเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือของเอกชน ซึ่งผมมองว่าปัจจุบัน มันมีอยู่เป็นร้อยแล้วในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นราชภัฏ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็ดี มีอยู่เยอะแล้วละครับ ท่านประธานครับ นั่นคือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมคิดว่าประเด็นสิ่งที่สังคมคลางแคลงใจก็คือว่ามาตรานี้ซึ่งเราบอกว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญก็ดี เชี่ยวชาญทางด้าน ภาษาไทยก็ดีที่จะมาร่างหลักภาษาศาสตร์ ที่จะนำมาร่างมาเขียนรัฐธรรมนูญก็ดี เท่ากับว่า คนกลุ่มนี้ถ้ามีที่มาที่มันไม่ไว้วางใจกันแล้ว เท่ากับว่าคนกลุ่มนี้ ๒๒ คน เราล็อกได้เลยครับ เรากำหนดได้เลยครับว่าเอาใครมาบ้าง ไม่เอาใครมาบ้าง แล้วเราให้เลือกทีเดียว ๒๒ คน เสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งนี้ก็รู้อยู่แล้วว่าถ้าให้คนในสภานี้เลือกกัน แล้วมาเรียง ๑-๒๒ กันเลย เสียงข้างมากจะเป็นใคร มาจากคนกลุ่มไหนรู้ตัวกันหมดแล้ววันนี้ นี่คือความหมายที่ผมว่า กินรวบอย่างไรท่านประธาน นี่คือความหมายจริง ๆ ว่าเขารู้กันอยู่แล้วว่าใน ๓ ประเภท ทั้ง (ก) (ข) (ค) ถ้าให้เลือกกันอย่างนี้จะมาจากที่ไหนไม่ต้องบอกก็รู้แล้ว และบอกว่าเอาคน เหล่านี้มาเขียนรัฐธรรมนูญ จะให้เขียนอย่างไรก็ได้ ก็เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนโดย คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น นี่คือที่มาที่ผมบอกว่าวันนี้ประเทศไทยเขาไม่ยึดกันด้วย อาวุธปืนแล้ว เขาไม่ยึดกันด้วยรถถังแล้ว เขายึดกันด้วยคน ๒๒ คนนี้ครับ นี่คือเผด็จการ รูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องยึดประเทศ ไม่ต้องใช้อาวุธ ใช้คน ๒๒ คนนี้ไปเขียนกติกาของประเทศ แล้วเอา ๗๗ คนนั้นมายกมือรับรองความถูกต้อง นี่คือความระแวงใจของสังคมว่าเรากำลัง จะก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจในการเขียนกติกาของประเทศ เราเอาคน ๒๒ คนนี้ ผมจึงเข้าใจว่า ทำไมกรรมาธิการเสียงข้างมาก ทำไมรัฐบาล หรือว่าพรรครัฐบาลจึงไม่ยอมที่จะถอย ในประเด็นหลักอย่างนี้ เพราะเข้าใจว่านี่คือหัวใจของการที่จะยึดอำนาจในประเทศนี้ ยึดอำนาจ ใน ๒๒ คนนี้ไว้ได้ เขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้ เมื่อเขียนรัฐธรรมนูญให้มีโครงสร้างอย่างไร ก็ได้ ก็เท่ากับยึดอำนาจการปกครองในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องใช้กระบอกปืนและรถถังครับ นี่คือความวิวัฒนาการใหม่ของการยึดอำนาจในประเทศไทย วันนี้ไม่ต้องยึดโดยกระบอกปืน ยึดโดยการเอาคนมาเขียนอะไรก็ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าผมไม่สามารถไว้วางใจให้ประธานรัฐสภา คนเดียวรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นประเทศไทยทั้งประเทศ ต้องเป็นคนแบกรับภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคตวันข้างหน้า ผมจึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากด้วยเหตุผลดังที่ได้ประทานกราบเรียนท่านประธานมาแล้วครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ก่อนอื่นผมมีความรู้สึกว่าบังเอิญท่านประธานสามารถไม่อยู่ครับ แต่ผมได้อ่าน บทสัมภาษณ์ของท่านสามารถเกี่ยวกับเรื่องการกดบัตรแทนกัน ซึ่งผมฟังแล้วผมไม่สบายใจ เพราะว่าขณะนี้เรากำลังพิจารณากฎหมายสูงสุดของประเทศ ในประเทศเราทั้งหมดจะมี กฎหมายกี่ฉบับก็แล้วแต่ แต่รัฐธรรมนูญถือว่าเป็นกฎหมายที่สำคัญที่สุดของประเทศ แล้วบังเอิญมีสิ่งที่ไม่เหมาะ ไม่ควรเกิดขึ้นในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นั่นคือการกดบัตร แทนกัน แทนที่ท่านประธานสามารถในฐานะประธานคณะกรรมาธิการท่านจะมีความรู้สึก ตระหนักและกังวลใจว่ากระบวนการในการร่างจะทำให้รัฐธรรมนูญของเรามีปัญหาหรือไม่ ท่านกลับไปให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งผมดูบทสัมภาษณ์แล้วผมไม่สบายใจ ผมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลครับ แต่เป็นกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็น ปัญหา

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ ท่านประธานทำผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๕ และขอประท้วงผู้อภิปราย ทำผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๔๓ การอภิปรายไม่ได้อยู่ในประเด็นเลย และเอาเรื่องนอกประเด็น ที่ทางประธานได้สรุปไปแล้ว เรื่องเกี่ยวกับการกดบัตรแทนกัน ข้อสรุปยังไม่มีใครรับผิดชอบ หรือสรุปได้ว่าใครเป็นคนผิด ถ้าจะพูดอย่างนี้แล้วที่ดูหนังโป๊ในรัฐสภาละครับ ไปดูคลิปโป๊ นี่ละครับ มันมีคนออกมารับผิดชอบ มีตัวผิดอยู่แล้วนี่ ถึงไหนแล้วครับ พูดกันบ้างหรือเปล่าครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องวินิจฉัยและต้องดำเนินการตามข้อบังคับนะครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็ขอเรียนเพื่อนสมาชิก อีกครั้งนะครับ ในการอภิปรายของพวกเราในวันนี้ก็ขอความกรุณาว่าให้อยู่ในประเด็นที่ท่าน ได้สงวนไว้นะครับ ส่วนการกล่าวนำหรือเขาเรียกอะไรละ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

คือชีวิตคนเรามันต้องเกริ่นนำนะครับ มันต้องอารัมภบทนะท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เกริ่นนำหรืออะไรนี้ก็ขอให้ อย่าออกไปนอกทางนักนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมมีความรู้สึกว่าแค่ผมอ้าปาก เกริ่นนำอารัมภบทเพื่อจะดึงอารมณ์ตัวเองเข้าสู่เนื้อหาสาระนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ก็นั่นละ ท่านครับ เกริ่นนำ อารัมภบทกรุณาให้กระชับนะท่านและอยู่ในประเด็นที่ท่านสงวนนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมพูดได้แค่ครึ่งนาทีนะครับ ท่านประธาน ท่านผู้นี้ก็ลุกขึ้นประท้วง คนสุรินทร์บอกว่าอย่าลืมไปดูแลเรื่องข้าวให้เขาด้วย เอาแต่ประท้วงอย่างเดียวไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมมีความรู้สึกว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งขณะนี้มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พยายามชี้ชัดให้กับพวกเราได้รับรู้ว่ามันเป็นปัญหา ท่านประธาน นอกจากเป็นปัญหาที่ทำให้พวกเราไม่สบายใจแล้วเราก็ยังย้ำนะครับ ท่านประธานว่ามันเป็นการเร่งรีบ รวบรัด ผมก็อยากจะพูดคำว่า กินรวบ แต่ท่านประธานบอก คำนี้เป็นคำไม่สุภาพ ผมจดประเด็นของผมไว้ชัดเจนว่าผมจะต้องย้ำคำนี้ เพราะว่าโดยสาระ ให้อำนาจประธานรัฐสภาทั้งหมด แทบจะประธานรัฐสภาเป็นคนชงคน ๒๒ คน ที่มาทำ หน้าที่ในการยกร่าง ผมก็เลยพยายามที่จะใช้คำว่า ทั้งเร่งรีบ รวบรัด จะว่ากินรวบมันก็ต้องใช้ กินรวบท่านประธาน จริง ๆ คำนี้คำสุภาพนะท่านประธาน แต่ก็ไม่เป็นอะไรครับ จะพยายาม ไม่ใช้มันทำให้เวลาเราอภิปรายมันดูมันไม่ลื่น แล้วอยากจะย้ำกับท่านประธานนะครับว่า มาตรานี้เป็นมาตราที่สะท้อนที่ว่าประชาชนไม่สบายใจ ผมอยากจะย้ำไปยังคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ผมไม่เข้าใจท่านประธานครับ เพราะพวกเราหลายคนบอกว่าเราต้องเชื่อมั่น ประชาชน ประโยคนี้เป็นคำที่เราได้ยินมาตลอด พวกเราต้องเชื่อมั่นประชาชน เพราะว่า พวกเราทุกคนนั้นล้วนมาจากประชาชน แต่วันนี้พวกเราลืมกำพืดตัวเราเองท่านประธาน พวกเรามาจากประชาชน แต่สุดท้ายเราไม่เชื่อมั่นประชาชน ที่ผมกล้าพูดว่าพวกเราไม่เชื่อมั่น ประชาชน เพราะมีคณะกรรมาธิการพูดหลายครั้งว่า ๒๒ คนนี้จะมาทำหน้าที่ในการยกร่าง เท่ากับเราเองก็ไม่เชื่อมั่นว่าประชาชนจะสามารถเลือก สสร. ที่มาทำหน้าที่ในการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ คือบางครั้งได้ดิบได้ดีแล้วก็ลืมประชาชนครับ ตอนไม่ได้ดิบได้ดีกลับเรียกร้องประชาชนว่า เป็นตัวแทนประชาชน ฟังเสียงประชาชน ผมต้องย้ำกับท่านประธานนะครับ เพราะมาตรานี้ มันเป็นปัญหาเนื่องจากว่าในระหว่างที่มีการยกร่างในนามของคณะกรรมาธิการเราเชิญ ตัวแทนประชาชนทุกภาคส่วนถึงจะไม่เยอะมาก แต่ก็มีตัวแทนทุกส่วนเข้ามานำเสนอ ข้อคิดเห็นให้กับคณะกรรมาธิการ ผมต้องย้ำอีกครั้งหนึ่ง อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ ซึ่งเป็นผู้เสนอ ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในร่างของอาจารย์ธิดาก็เขียนไว้ชัดเจนว่าต้องการ สสร. ที่มาจากประชาชน ทั้งหมด ท่านอาจารย์โคทมก็ได้มาเสนอความเห็นว่าต้องการ สสร.ที่มาจากประชาชนทั้งหมด แม้แต่พี่น้องประชาชนกลุ่มอื่นก็มีการเสนอความคิดเห็นชัดเจนว่าต้องการ สสร. ที่มาจาก ประชาชนทั้งหมด และผมก็ต้องย้ำท่านประธานสามารถเองก็พูดอยู่เสมอว่าเรารับฟัง ความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน แต่ฟังแล้วไม่ปฏิบัติตาม ผมก็อยากจะบอกว่าเรียกร้อง กรรมาธิการเสียงข้างมากทุกคนที่นั่งอยู่บนเวทีแห่งนี้ รวมทั้งท่านประธานสามารถด้วย ถ้าดึงความรู้สึกตัวเองออกไปเป็นประชาชน ผมเชื่อว่าเขาไม่ตัดสินใจอย่างนี้ครับ ทุกท่านครับ ท่านเลขานุการ ทุก ๆ ท่านที่นั่งอยู่ที่นี้ ท่านลองดึงพวกท่านเป็นประชาชนสิ ดึงอารมณ์ ออกไปว่าท่านต้องการ สสร. แบบไหน ผมเชื่อว่าท่านไม่ตัดสินใจอย่างนี้ ท่านก็คงต้อง เรียกร้องว่า สสร. ต้องมาจากประชาชนทั้งหมด แต่วันนี้สุดท้ายเวลามีอำนาจขึ้นมาแล้ว ลืมหมดทุกอย่างท่านประธานครับ ก็กลายเป็นว่ากำหนดให้ สสร. มาจากการแต่งตั้งของ ที่ประชุมรัฐสภา ๒๒ คน และผมดีใจมากท่านประธานครับ คนเราเวลาก่อนจะได้ดิบได้ดี อ้างประชาชน แต่เมื่ออ้างประชาชนแล้วลืมประชาชนสักวันหนึ่งประชาชนก็ลงโทษครับ และผมก็เชื่อว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์ชัดเจนว่าพี่น้องประชาชนถึงวันถึงเวลา ที่เหมาะสมเขาก็ลงโทษให้เห็น เขาชี้ให้เห็นว่าเขาเลือกเสียงข้างมากเข้ามาเพื่อมาทำหน้าที่ ในการดูแลปัญหาของประชาชน ดูแลปัญหาปาก ดูแลปัญหาท้อง พี่น้องชาวนาต้องการให้ ดูแลโครงการจำนำข้าว พี่น้องชาวไร่มันสำปะหลังต้องการให้ดูแลโครงการจำนำมันสำปะหลัง พี่น้องทุกภาคส่วนต้องการดูแลประโยชน์ของพี่น้อง เขาไม่ต้องการให้เสียงข้างมากไปทำ หน้าที่ในการตอบสนองคนบางกลุ่ม คนบางส่วนเท่านั้นเอง และวันนี้บทพิสูจน์ที่ผมดีใจว่า ประชาชนก็ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าเขาลงโทษ

(นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๕ ท่านประธานได้ปล่อยให้ ผู้อภิปรายซึ่งได้กระทำการแปรญัตติไว้ และพูดนอกเรื่องใช้เวลาตอนนี้ประมาณ ๖ นาทีแล้ว ยังไม่ได้เข้าเรื่องเลย ผมนั่งจับเวลาอยู่ ท่านประธานต้องควบคุมการประชุม แปรญัตติว่า อย่างไรก็ควรจะเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ตัวเองได้แปรญัตติไว้ ขอโทษนะ คุณหมอวรงค์ แปรญัตติตัดข้อความออกทั้งมาตรา และเอาข้อความใหม่เข้าไป เพราะฉะนั้นอยากจะให้ คุณหมอได้แสดงว่าท่านเพิ่มข้อความอะไรไปนะครับ ผมรอฟังอยู่ ท่านประธานต้องควบคุม การประชุมนะครับ และอีกอย่างหนึ่งที่อยากเสนอท่านประธานก็คือว่าวันนี้ถ้าปล่อยให้ การอภิปรายเป็นอย่างนี้ก็ไม่รู้จะสิ้นสุดวันไหน ผมไม่ว่านะครับ ไม่จำกัดสิทธิ แต่สิ่งที่สำคัญ ก็คือว่าถ้าท่านประธานจะกรุณาจับเวลานะครับ อาจจะตั้งนาฬิกาแนวที่พวกเราเคยปฏิบัติ เอาไว้ว่าท่านใดอภิปรายไปกี่นาทีแล้วเพื่อท่านจะได้รู้ตัว บางท่านใช้เวลาถึงชั่วโมงครึ่ง ๑ ชั่วโมง โดยเนื้อหาสาระก็ตรงประเด็นบ้าง ไม่ตรงประเด็นบ้าง ผมอยากจะให้ท่านประธาน ได้ควบคุมการประชุมนะครับ แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ท่านประธานตั้งนาฬิกาข้างหน้าได้ไหมครับ จับเวลาเลยครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมก็กำลังฟัง ท่านผู้อภิปราย อภิปรายอยู่นะครับ แล้วก็ได้เรียนขอร้องท่านแล้วว่าขอให้ท่านอยู่ในสิ่งที่ท่าน ได้สงวนไว้ ท่านสงวนอะไรไว้ด้วยเหตุผลอะไรกรุณาอยู่ในกรอบนะครับ คุณหมอช่วยอยู่ ในกรอบอย่าอารัมภบทยาวเกินไปครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก กรรมาธิการเสียงข้างน้อย เวลาถูกประท้วงทีไร มันไม่ค่อยต่อเนื่องครับท่านประธาน และผมกำลังจะเข้าสู่สาระ แต่เวลาเพื่อนมาประท้วงทีไร ผมก็ต้องพยายามปูอารมณ์ผมเพื่อจะเข้าสู่สาระให้ได้ แล้วก็ผมอยากจะเรียกร้องเพื่อน คนเป็นรัฐบาลคือคนที่มีอำนาจ เขาบอกคนที่มีอำนาจต้องอดทนครับ ผมจำได้ตอนที่พวกผมเป็นรัฐบาล พวกท่านก็เรียกร้องให้พวกผมอดทน เหมือนกันครับ ผมก็ต้องเอาคำพูดที่ท่านมาใช้พวกผม วันนี้ท่านเป็นรัฐบาลและมีอำนาจเต็มที่เลย ท่านต้อง อดทน เพราะขณะนี้พวกผมเป็นห่วงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นปัญหาของประเทศ ดังนั้น ข้อกังวล ข้อห่วงใยต่าง ๆ ท่านต้องอดทนฟังครับ อย่างน้อยเวลาฟังแล้วถ้าท่านเห็นพ้อง กับพวกผม ท่านอาจจะลงมติให้ผมก็ได้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านต่อเลยครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ 🔗

ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ว่าสิ่งที่ผมนำเสนอมันยังอยู่ในสาระที่เกี่ยวข้องกับการแปรญัตติทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าให้เพื่อน สมาชิกอดทนนิดหนึ่งครับ ผมมีความรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญมาตรานี้เรียกร้องไปยังท่านประธาน สามารถ ท่านเข้ามาพอดี คือท่านต้องให้โอกาสผมในการค่อย ๆ เลียบค่ายก่อนจะเข้าตี สู่จุดศูนย์กลางของท่านสามารถครับ อยู่ ๆ พุ่งเข้าหาท่านเลยมันไม่เข้าเป้าท่านประธาน เพราะผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านฟังไปนาน ๆ เข้าแล้วท่านอาจจะมีความรู้สึกเปลี่ยนใจ แล้วปรึกษาหารือ เพราะอย่างน้อยคุณหมอเหวงอีกท่านหนึ่ง เพราะท่านคือตัวแทนของ พี่น้องประชาชนที่ท่านเรียกร้องอยู่เสมอว่าอำนาจที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินคืออำนาจประชาชน วันนี้ผมจะเอาคำพูดของท่านที่สอนพวกผมไว้เอามาเรียกร้องพวกท่านว่าท่านต้องอย่าลืมว่า อำนาจสูงสุดของแผ่นดินนี้ในระบอบประชาธิปไตย นั่นก็คืออำนาจของประชาชน แต่เหตุไฉน ท่านไม่เชื่อละ นี่คือสาระท่านประธาน ผมกำลังจะชี้ให้เห็นว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชุดนี้กำลังดูถูกประชาชนครับ เพราะท่านพูดอยู่เสมอว่าท่านไม่เชื่อว่าประชาชนจะมา ร่างรัฐธรรมนูญได้ ท่านจึงต้องขอแต่งตั้งไว้ ๒๒ คน และลำพังการแต่งตั้งถ้าด้วยสาระของ การแต่งตั้งที่เหมาะสม และอ่านด้วยวิจารญาณและคิดว่าได้รับความเป็นธรรมในการได้ ๒๒ คน มาทำหน้าที่อย่างดีน้ำหนักในการวิพากษ์วิจารณ์มันก็จะลดน้อยลง แต่วันนี้ท่านเขียนชัดเจน ท่านบอกว่าจะมีคนอยู่ ๓ กลุ่มที่สามารถนำเสนอได้ ผมย้ำให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ ทางบ้านฟังนะครับว่า มาตรา ๒๙๑/๖ กำลังพูดถึงที่มาของ ๒๒ คนนี้และกำลังแบ่งกลุ่มอยู่ ๓ กลุ่ม ในการนำเสนอคนขึ้นมา ซึ่งกลุ่มแรกคือกลุ่มสภาของสถาบันอุดมศึกษา กลุ่มนี้ ด้วยหลักการผมไม่ขัดแย้งครับ เพื่อน ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นเสียงข้างน้อยผมฟัง ไม่มี ส.ส. คนไหนแสดงความเห็นขัดแย้งที่ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษาในการนำเสนอ แต่อีก ๒ กลุ่ม ท่านประธานครับ มันเป็นปัญหา ๒ กลุ่มก็คือกลุ่มที่ว่าด้วยองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม ผมย้ำนะครับ ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คำว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ชื่อว่า องค์กรภาคประชาชน ปัญหาสำคัญคือรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ องค์กร ๒ องค์กรที่เรากังวลใจให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด ก็อย่างที่ ท่านนิพนธ์ได้กล่าวคือทุกอย่างอยู่ที่ท่านประธานรัฐสภา ถ้าบอกว่ากลุ่ม ๒ กลุ่มนี้ให้เป็น ไปตามที่ประธานวุฒิสภากำหนด พวกผมว่าคำวิพากษ์วิจารณ์พวกผมจะลดน้อยลงทันที เพราะว่าท่านประธานวุฒิสภาท่านนี้ผมเชื่อมั่นท่านครับ เชื่อมั่นในจิตวิญญาณของท่าน ในการทำหน้าที่ที่เป็นกลาง เชื่อมั่นว่าท่านต้องการให้ประเทศเราเดินไปข้างหน้า แต่บังเอิญ รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจประธานรัฐสภา ซึ่งประธานรัฐสภาก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยตำแหน่งมันทำให้พวกผมไม่เชื่อมั่นครับ เพราะอดีตที่ผ่านมาในการทำหน้าที่ ๗-๘ เดือน เรารับรู้อยู่แล้วว่าสภาปั่นป่วนเพราะใคร เพราะประธานสภาผู้แทนราษฎร และบังเอิญ ประธานสภาผู้แทนราษฎรไปทำหน้าที่ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง ตรรกมันง่าย ๆ แค่นี้ครับ ท่านประธาน ถ้าท่านประธานรัฐสภาในอดีตที่ผ่านมาสามารถทำหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม เป็นกลาง สภามันคงจะไม่ป่วนมาก หลายครั้งพวกผมต้องไปนั่งแถลงข่าววิพากษ์วิจารณ์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าท่านต้องมาสู่ตำแหน่งประธานรัฐสภา พวกผมไม่เชื่อว่า ประธานรัฐสภาท่านนี้ที่มาจากพรรคเพื่อไทยจะมาทำหน้าที่ในฐานะเป็นกลางจริง ๆ เพื่อประโยชน์ประเทศชาติจริง ๆ และประโยชน์ของประชาชนจริง ๆ พวกผมไม่เชื่อ เพราะว่า พฤติกรรมที่ผ่านมาของคนที่ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาท่านคงจะเห็นว่าคำวินิจฉัยหลาย ๆ ครั้ง เมื่อมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเวลาในส่วนรัฐบาลท่านก็มองเห็นไปอย่างหนึ่ง แต่เวลา ส่วนฝ่ายค้านท่านจะมองเห็นไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่าขณะนี้ท่านทำหน้าที่ในฐานะประธานท่านก็คงเคยเห็นความวุ่นวายในสภาผู้แทนราษฎร หลายครั้งการวอลค์ เอาท์ (Walkout) ของฝ่ายค้านออกจากสภาผู้แทนราษฎรเพราะท่านประธาน ทำหน้าที่ไม่เหมาะสม และวันนี้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๖ ท่านก็ได้ให้อำนาจประธานรัฐสภา อย่างเต็มที่ในการกำหนดเงื่อนไขเพื่อจะสร้างองค์กรต่าง ๆ ขึ้นมา เพราะวันนี้ท่านพูดถึง องค์กรภาคเศรษฐกิจตัวตนจริง ๆ ไม่มี ถ้าท่านบอกว่าให้เป็นสภาหอการค้า อันนี้มีตัวตนครับ สภาอุตสาหกรรมมีตัวตนครับ แต่เวลาท่านเขียนหลักการกว้าง ๆ ว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด ผมเชื่อว่าองค์กรที่เป็นมาตรฐาน จริงอยู่ท่านอาจจะ ใส่เข้ามาอยู่ในเกณฑ์ แต่ผมกังวลว่าท่านประธานรัฐสภาท่านนี้ก็จะเขียนกฎเกณฑ์ สร้างเงื่อนไขเพื่อให้กลุ่มพรรคพวกต่าง ๆ มาสร้างองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมขึ้นมา ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่ท่านตั้งขึ้นมา แค่นั้นยังไม่พอนะครับ ท่านประธานครับ ก็คือองค์กร ภาคเอกชนมันกว้างมาก คำว่า องค์กรภาคเอกชน คนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐก็เป็นเอกชนหมด ประชาชนก็เป็นเอกชน กลุ่มมวลชนต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นเอกชนได้ ผมก็กังวลว่าในเมื่อ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด เราก็กังวลว่า ประธานรัฐสภาก็เขียนเงื่อนไขต่าง ๆ ให้กลุ่มของตัวเองไปรวมกลุ่มกันมา เมื่อกลุ่มของตัวเอง ไปรวมกลุ่มกันมาและสอดคล้องกับเงื่อนไขที่ตัวประธานรัฐสภากำหนด เพราะวันนี้ท่านเป็น คนของพรรคการเมือง ประธานรัฐสภาเป็นคนของพรรคการเมือง ในเมื่อประธานรัฐสภา เป็นคนของพรรคการเมืองแล้วพฤติกรรมในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้พวกเราไม่เชื่อมั่น ผมย้ำ หลายครั้งนะครับ เราไม่เชื่อมั่นว่ารัฐธรรมนูญครั้งนี้เมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขแล้วจะเป็น ประโยชน์กับสังคมจริง ๆ แต่ลึก ๆ แล้วเราเชื่อว่าท่านมีวัตถุประสงค์เพื่อจะ พูดภาษาชาวบ้าน ก็คือเพื่อจะมายึดครองประเทศไทยที่เป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นพฤติกรรมต่าง ๆ การให้ได้มา ซึ่ง สสร. เราถึงกังวลใจครับ ผมถึงย้ำกับท่านประธานนะครับว่า ๒๒ คน ที่มาจากกลุ่มต่าง ๆ ๓ กลุ่ม ท่านให้อำนาจประธานรัฐสภากำหนดกฎเกณฑ์เงื่อนไขทั้งสิ้น และพฤติกรรมของ ท่านประธานรัฐสภาซึ่งเวลาประชุมร่วมกับพวกผมท่านก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นหลายครั้งที่ท่านวินิจฉัย ท่านบอกถือว่าท่านวินิจฉัยแล้ว เพราะว่ารัฐธรรมนูญ กำหนดว่าให้วินิจฉัยให้เป็นกลาง แต่ท่านบอกท่านวินิจฉัยแล้ว หลายครั้งท่านก็ใช้อำนาจ ในทางไม่ชอบในการที่ให้ ส.ส. ออกจากห้องประชุม แม้แต่หลายครั้งเองที่ทำให้เกิด ความวุ่นวายของสภา ผมต้องย้ำนะครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านว่า เพราะเหตุใด พวกเราถึงไม่เชื่อมั่นว่าประธานรัฐสภาท่านนี้จะสามารถกำหนดกฎ กำหนดเกณฑ์ในการให้ องค์กรต่าง ๆ เสนอชื่อคนเพื่อไปทำหน้าที่ สสร. ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นแล้ว จุดที่พวกผมกังวลใจยังมีการพาดพิงถึงเรื่องการลงคะแนน เพราะอย่าลืมว่า ๒๒ คนนี้จะต้อง ใช้ที่ประชุมรัฐสภา ที่ประชุมรัฐสภาก็ประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว. ขณะนี้เสียงของ ฟากรัฐบาลอย่างน้อย ๆ ๓๐๐ เสียงขึ้นและอาจจะมีแนวร่วมจากเพื่อนสมาชิก ส.ว. บางส่วน ซึ่งท่านคงปฏิเสธไม่ได้ ผมถึงย้ำว่าสุดท้ายแล้ว ๒๒ คนนี้เป็นคนของเสียงข้างมากคือคนของ ทางรัฐบาล แล้วในเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านตั้งเป้าไว้ชัดเจนว่าจะต้องการให้คนกลุ่มนี้ ไปทำหน้าที่ในการยกร่าง ผมบอกว่าอย่าเลย ทำไมจะต้องให้คนกลุ่มนี้ไปทำหน้าที่ในการยกร่าง ถ้าท่านได้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ถ้ายังขาดกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไปทำหน้าที่ ในการยกร่างเรามีช่องว่างในการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้เป็นคณะกรรมาธิการยกร่างได้ อย่าไปให้สิทธิแต่งตั้งคนกลุ่มนี้มีสิทธิเท่ากับ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเลย แต่สุดท้ายท่านก็ไม่ฟังครับ ผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่าลึก ๆ แล้วคนที่บงการในการแก้ไข ครั้งนี้กังวลว่าจะไม่เบ็ดเสร็จหรือเปล่าท่านประธาน เพราะผมถึงย้ำนะครับว่าสูตร ๒๒ คน บวก ๗๗ คน ๒๒ คนอยู่ในมือแล้วครับ ๒๒ คนอยู่ในมือประมาณ ๑ ใน ๔ เกือบ ๑ ใน ๕ แล้วครับ และจากการเลือกตั้งอย่างน้อย ๆ ครึ่งหนึ่งท่านต้องได้อยู่แล้วเสียงข้างมาก เท่ากับว่า เบ็ดเสร็จ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ในที่ประชุมของ สสร. ท่านได้หมดครับ เมื่อท่านได้หมดทุกอย่างที่ท่านต้องการ ท่านก็สามารถทำตามที่ท่านต้องการได้ มันก็คือ การปฏิวัติในรูปแบบใหม่ท่านประธานครับ มันเป็นการปฏิวัติในรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องใช้รถถัง ไม่ต้องใช้อาวุธปืนครับ แต่ใช้ทุนครับ ใช้เงิน แล้วคำถามถามว่าประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ผมย้ำเตือนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ผมคิดว่าที่ผ่านมาหลายครั้งมีการเจรจา ๔ ฝ่าย อย่างเมื่อวานนี้มีการเจรจา ๔ ฝ่ายท่านพอรับฟัง เพราะว่าเนื่องจากอันนั้นมันคือกฎเกณฑ์ในการเลือกตั้งธรรมดา ซึ่งท่านพอรับฟังได้เราก็ไม่ว่ากัน มีการปรับปรุงแก้ไข แต่หัวใจมันคือจำนวน สสร. และที่มา ของ สสร. ครับ ผมถึงจะเรียกร้องท่านเป็นครั้งสุดท้ายครับ เพราะว่าถ้าผ่านมาตรานี้ไปแล้ว มันไม่มีเรื่องอะไรแล้วที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ สสร. ท่านต้องการรัฐธรรมนูญของประเทศไทย จริงหรือเปล่าครับ ผมอยากจะถามกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ท่านต้องการรัฐธรรมนูญที่ดี ของประเทศด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ครับ หรือท่านต้องการร่างรัฐธรรมนูญเพราะมีการบงการ เพราะผมดูแล้วเวลามีการเจรจาต่อรองพวกเราก็รับรู้นี่ เสียงข้างน้อยก็คุยกันอยู่เรื่อยว่า ฟัง ๆ ดูแล้วพวกนี้ไม่มีอำนาจเต็ม ผมขออนุญาตคำพูดนะครับ ถ้าพูดเป็นภาษาทางการ ก็คือฟัง ๆ ดูแล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากพวกท่านไม่มีอำนาจเต็ม จะตัดสินใจอะไรท่านไม่มี อิสระ ท่านต้องมีการโทรศัพท์ประสานงานเช็กกันตลอด เพราะฉะนั้นผมถึงจะเรียกร้องท่าน ในมาตรานี้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าท่านคิดว่าไหน ๆ อีก ๓ ปีเราจะเป็นเออีซี (AEC) ในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) เราต้องการให้ประเทศไทยเป็นผู้นำ แต่ตรงนี้จะเป็นกับดักนะครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานสามารถที่เคารพครับ ตรงนี้รัฐธรรมนูญจะเป็นกับดักของประเทศครับ ผมว่า ตรงไปตรงมามากเลยครับ ท่านไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมผมมีความรู้สึกว่าอยากจะต่อสู้ให้กับ พี่น้องประชาชนได้รับรู้ว่าพวกผมนะครับ ในนามของผู้แทนประชาชนเหมือนกัน เรากำลังจะ รู้ว่าผู้แทนเสียงข้างมากของพี่น้องประชาชนกำลังนำประเทศไปสู่จุดที่เรากังวลใจเป็นอย่างยิ่ง ผมถึงจำเป็นต้องใช้เวทีนี้ในการต่อสู้และฟ้องพี่น้องประชาชนและต้องขอขอบคุณพี่น้อง ประชาชนที่รักทุกท่านนะครับ ที่ท่านได้สะท้อนว่าท่านได้ลงโทษการตัดสินใจของเสียงข้างมาก ที่ไม่ได้ตอบสนองประชาชน ผมต้องกราบขอบพระคุณจริง ๆ เพราะอย่างน้อยอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้สะท้อนแล้วว่าเสียงพี่น้องประชาชนกำลังลงโทษเสียงข้างมาก เพราะผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ ณ ขณะนี้ พี่น้องประชาชนเริ่มรู้ครับ ผมเรียนท่านประธานนะครับ แต่ก่อนประชาชนไม่เข้าใจ ๒๒ คนเป็นอย่างไรนะ ๗๗ คนเป็นอย่างไรนะ และไม่เข้าใจว่า สสร. แต่งตั้ง สสร. ประชาชนไม่เข้าใจ หลังจากผ่านวันที่ ๓ วัน ๓ คืนไปแล้ว วันที่ ๔ ผมเริ่มได้รับโทรศัพท์มากขึ้น ประชาชนเริ่มมีความรู้สึกถูกกระตุกใจมากขึ้น ทำไมเสียงข้างน้อย รวมทั้งเพื่อน ส.ว. บางส่วนต้องต่อสู้ขนาดนี้ เวลาประชาชนฟังเข้า ๆ เมื่อฟังวันที่ ๕ ฟังวันที่ ๖ ฟังวันที่ ๗ ขณะนี้ประชาชนโทรศัพท์มาเชียร์พวกเรานะครับ บอกว่าต้องสู้เต็มที่นะ พรรคประชาธิปัตย์กับ ส.ว. บางส่วนต้องจับมือกันสู้เต็มที่นะครับ เพราะเขาเริ่มรู้แล้วว่า สสร. ๒๒ คนนี่จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เพราะ ๒๒ คนนี้ที่จะไปทำหน้าที่ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ อำนาจในการจัดสรรทั้งหมด กฎเกณฑ์ต่าง ๆ มาจากประธานรัฐสภา ประชาชนเริ่มรู้แล้วว่าประธานรัฐสภาแทบจะมีอำนาจเต็มในการวางกฎเกณฑ์ คนที่จะเป็น สสร. ๒๒ คน ขณะที่ประชาชนทั้งประเทศครับ ท่านประธานครับ เลือกได้เท่าไรครับ ๗๗ คน แต่เวลารัฐสภาแห่งนี้เสียงข้างมากเลือกได้ตั้ง ๒๒ คน ท่านกำลังดูถูกประชาชนอีกแล้ว ผมอยากจะวิงวอนนะครับ ท่านประธานสามารถที่เคารพครับ เพราะผมเชื่อว่ากว่าจะจบ มาตรา ๒๙๑/๑๗ ท่านคงจะช้ำมากครับ เพราะวันนี้แค่มาตรา ๒๙๑/๖ ท่านก็ช้ำพอสมควร เพราะว่าผมประชุมร่วมกับท่านมาตลอด เพราะผมเจอท่านทีไรผมยกมือไหว้ท่านตลอด ย้ำนะครับ แต่เวลาเราทำหน้าที่ผมต้องสู้กับท่านครับ ถ้าสู้ด้วยความอ่อนน้อมมากเกินไปท่านก็ ไม่ฟัง ต้องสู้ด้วยเสียงแข็ง ๆ ท่านถึงจะฟัง ผมย้ำนะครับว่าดีไม่ดีกว่าจะถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ ท่านอาจจะเหมือนกับท่านสุเมธ ท่านสุเมธที่อยู่จังหวัดปทุมธานี ถึงวันนั้นท่านอาจจะเกิด ถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เช่น การกดบัตรแทนกันเป็นโมฆะขึ้นมา ท่านเป็นท่านสุเมธแน่นอน เพราะฉะนั้นท่านลองตั้งสติดี ๆ นะครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ประท้วง เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ แต่ว่าด้วยกฎข้อบังคับและด้วยพฤติกรรมของผู้อภิปรายนี่มันไม่สามารถที่จะไม่ให้ประท้วง ไม่ได้ครับ ผมต้องขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ และขอประท้วงผู้อภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เกี่ยวอะไรกับท่านสุเมธละครับ คุณแปรญัตติ สงวนญัตติคำไหนไว้ คุณก็พูดเรื่องตรงนั้นแค่นั้นเอง หรือหลงตัวเองว่าในสภาตรงนี้คิดว่าฝ่ายค้านชนะฝ่ายรัฐบาลหรือ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมว่าเขาชักจะไป กันใหญ่แล้วครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

นิดเดียว ท่านประธาน

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ถ้าท่านประธานบอกให้ท่านพูดมาก ๆ อย่างนี้นะครับ ผมจะฟ้องพี่น้องชาวสุรินทร์ครับ ผมจะไปสุรินทร์ครับ บอกว่านายคนนี้ ไม่ยอมทำหน้าที่ดูแลพี่น้องชาวสุรินทร์เลย ข้าวก็มีปัญหา มันสำปะหลังก็มีปัญหา ร้องเรียน มาที่ผมเยอะแยะ พี่น้องชาวสุรินทร์จำได้นะครับ นายคนนี้ไม่ยอมทำหน้าที่ดูแลเกษตรกรเลย พี่น้องครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ คุณหมอครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานครับ นี่ละคือที่พี่น้องชาวสุรินทร์กำลังมอบหน้าที่ให้ผมมาทำหน้าที่แทนพี่น้อง ชาวสุรินทร์ในสภาอย่างไรครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

คนสุรินทร์ไม่ต้องการให้มาประท้วง ให้มาดูแลปัญหาเรื่องข้าว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ เข้าใจแล้วครับ ที่ท่านประสิทธิ์พูดผมเข้าใจแล้วนะครับ แล้วก็ผมกำลังฟังอยู่นะครับ ก็ขอคุณหมออย่า

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ต้องอยู่ ในประเด็นครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมออย่าออกนอกทางครับ เชิญเถอะครับ ถ้าซ้ำก็ไม่สมควรนะครับ หากซ้ำก็สรุปได้ครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมสังเกตดู ทุกท่านก็ฟังด้วยความรู้สึกที่ดีครับ ท่านประธานสามารถก็มองผมด้วยความรู้สึกที่ดี แต่บังเอิญเพื่อนผมท่านนี้เขาอาจจะไม่รู้รับอะไรมาหรือเปล่า ก็เลยลุกขึ้นมา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่ละครับ ท่านพอเถอะครับ เดี๋ยวก็พูดกันไปพูดกันมาคนละทีไม่จบ เชิญท่านอภิปรายต่อเถอะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมกำลังจะเข้า สาระต่อนะครับว่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

พอเถอะครับ ท่านประสิทธิ์ ท่านมีอะไรครับ เอาที่ท่านเสียหายนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปราย อภิปราย ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เสียดสี แล้วกล่าวหาว่าผมรับอะไรมา ผมนี่เป็น

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมต้องประท้วง ทันทีครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่ครับ เอาทีละท่านนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

มีมารยาท บ้างนะครับ ต้องฟังผมให้จบก่อนนะครับ ท่านประธานวินิจฉัยให้ผมพูด ไม่ใช่เสียมารยาท พูดแทรกมาอย่างนี้นะครับ บ้านผมจังหวัดสุรินทร์เขาไม่ทำกันนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประสิทธิ์ชี้แจงสั้น ๆ ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ครับ ผมเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวจังหวัดสุรินทร์ ประชาชนคนสุรินทร์เลือกให้ผมมาทำหน้าที่ ในสภาเป็นตัวแทนของเขา วันนี้ผมทำหน้าที่อย่างที่พี่น้องประชาชนได้มอบหมายมา ในเมื่อ ผู้อภิปรายทำผิดกฎข้อบังคับผมก็ต้องประท้วงตามหน้าที่ และผมก็ไม่เคยรับอะไรมาจากใคร อย่าหลงตัวเองนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ผมวินิจฉัย ไปแล้วนะครับ เมื่อกี้นะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านต้องห้ามผู้อภิปราย เพราะยังพูดซ้ำอยู่นะครับ ผมเสียหายครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรละครับ ผมขอให้ ท่านคุณหมอไม่โยนไปโยนมานะครับ เสียเวลาท่าน

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอต่อเถอะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก นิดเดียวครับท่านประธาน เพราะว่าเขากระแนะกระแหน ผมมากเหลือเกินครับ ผมอยากจะบอกว่าถ้าคนสุรินทร์รู้อย่างนี้เขาไม่เลือกละครับ จริง ๆ ครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่นิดละครับ เดี๋ยวก็ต่างคน ละนิดก็ไม่จบสักทีท่าน เชิญต่อเถอะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมขอสรุปแล้วท่านประธานครับ เดี๋ยวจะเร่งรีบสรุปแล้วครับท่านประธาน เพราะว่าขณะนี้ได้กำลังพูดถึง ๒๒ คนที่มาจาก

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ เสียเวลา ผมวินิจฉัยแล้วท่านคนละทีแล้วครับ พอเถอะครับ จบแล้วครับ ท่านลุกยืนเร็วไปนิดหนึ่ง เขาจบแล้วครับ เชิญคุณหมอครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลกครับ ผมต้องขออนุญาตคุยกับ ท่านประธานสามารถกับกรรมาธิการเสียงข้างมากอีกครั้งหนึ่งนะครับ ทั้งคุณหมอเหวงครับ ตลอดจนหลาย ๆ ท่าน เพราะว่าอย่าลืมว่าเราต้องเคารพประชาชนนะครับ เราต้องเชื่อมั่น ประชาชน แล้วผมอยากจะให้เสียงข้างมาก ถ้ามีเวลาในการประชุมกันนอกรอบกับ ๔ ฝ่าย อีกครั้งหนึ่งในการกำหนด สสร. เพื่อทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประเทศจริง ๆ ท่านประธาน เพราะผมกล้านะครับ ท่านประธานครับ ด้วยตรรก ด้วยวิธีคิด ผมเชื่อว่า ถ้าพี่น้องประชาชนได้ฟังไปเรื่อย ๆ พี่น้องประชาชนก็หูตาสว่างมากขึ้นว่าระหว่าง ๗๗ คน กับ ๒๒ คน ๗๗ คนมาจากจังหวัดละ ๑ คน ๒๒ คนมอบอำนาจให้ประธานรัฐสภา เป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ทั้งสิ้น เมื่อท่านประธานรัฐสภากำหนดกฎเกณฑ์ลำพังเงื่อนไขในการนำเสนอก็สามารถสร้างเป็น เงื่อนไขให้พรรคพวกตัวเองไปรวมกลุ่มขึ้นมาได้ กลุ่มนี้ไปเป็นกลุ่มองค์กรเอกชน กลุ่มนี้ไปเป็นกลุ่มเศรษฐกิจ สังคม เพราะคำว่า เศรษฐกิจ สังคม มันก็กว้างมากอีก มีอีกแค่ กลุ่มเดียวที่ท่านแทรกแซงเขาไม่ได้ ก็คือสถาบันการศึกษาเพราะว่าให้สภาของสถาบันการศึกษา เป็นคนเสนอ ลำพังแค่นี้พวกนี้ท่านก็สามารถกินรวบได้หมด ท่านให้กลุ่มต่าง ๆ พรรคพวก ของท่านเยอะแยะเลย ท่านเป็นรัฐบาล ให้กลุ่มต่าง ๆ เสนอเข้ามา แล้วสุดท้ายเมื่อเสนอ เข้ามาอีกประธานรัฐสภาก็ยังมีอำนาจในการตั้งกรรมการในการตรวจสอบคุณสมบัติ ถ้าคนไหน คุณสมบัติก้ำ ๆ กึ่ง ๆ ถ้าเป็นพวกเดียวกันก็ได้หมด ถ้าพวกไหนก้ำ ๆ กึ่ง ๆ ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกัน ท่านก็อาจจะตัดสิทธิได้ เวลาเข้าสู่ในที่ประชุมมักจะเป็นพวกของท่านประธานรัฐสภา ก็เป็นพวกของเสียงข้างมาก ผมถึงไม่เข้าใจท่านประธานครับ ถ้าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นการร่างเหมือนปี ๒๕๔๐ บนพื้นฐานที่กระแสสังคมต้องการให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ผมว่าน่าจะโอเคท่านประธาน ความรู้สึกของคนก็โอเค และผมฟังผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่าน ที่เป็นผู้อาวุโสได้เล่าให้พวกผมฟังว่าบรรยากาศตอนปี ๒๕๔๐ ตอนที่รัฐสภาเลือก สสร. วันนั้นไม่มีเสียงข้างมาก วันนั้นจะเป็นพรรคการเมืองพรรคเล็ก พรรคน้อยรวมกัน ไม่มี การบล็อกโหวต ไม่มีใด ๆ ทั้งสิ้นทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แต่สถานการณ์ปี ๒๕๔๐ กับวันนี้มันต่างกัน วันนี้มีเสียงข้างมากครับท่านประธาน มีเสียงข้างมาก เมื่อเสียงข้างมาก สามารถคุมทุกอย่างได้แล้วทุกอย่างก็เป็นเสียงข้างมากหมด ผมถึงอยากย้ำกับท่านประธานว่า มันถึงมีประโยคคำว่า เผด็จการรัฐสภา ล่องลอยมาอยู่เรื่อย ๆ อยากจะเรียกร้องผ่าน ท่านประธานสามารถครับ คือผมคิดว่าท่านลองทบทวนสักครั้งหนึ่งนะครับว่าเป็นไปได้ไหม ที่ท่านจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ เพื่ออย่างน้อยอย่าให้สัดส่วนในการแต่งตั้ง เพราะท่านเคย รังเกียจเรื่องแต่งตั้ง ๆ ให้สัดส่วนมันอย่ากินมากถึงขนาด ๑ ใน ๔ หรือ ๑ ใน ๕ เลย ถ้าท่านหาทางยกเว้นข้อบังคับ ขยับขยายที่มาของ สสร. มาจากการเลือกตั้งประชาชนสัก ๒๐๐ คน เหลือสัดส่วนสักประมาณ ๑ ใน ๑๐ ผมว่าสังคมยังพอรับได้ แต่นี่ท่านตั้งเอง ๑ ใน ๕ จะไม่ให้ผมวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างไรท่านประธานครับ และการตั้ง ๑ ใน ๕ ท่ามกลางกระแส สังคมที่ไม่เชื่อว่าท่านจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประชาชนแล้วเราก็รู้ครับ ผมก็พูด ไปแล้วว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มันจะเป็นตัวนำร่องในการเสนอ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เพราะว่าถ้าเสนอ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมวันนี้คนที่ได้รับการนิรโทษกรรมจะมีแค่ประชาชน นายใหญ่ของท่านไม่ได้รับการนิรโทษกรรม เพราะรัฐธรรมนูญฉบับเก่าคุ้มครองไว้อยู่ ดังนั้น ผมอยากจะเรียกร้องท่านนะครับ ว่าขณะนี้ประเทศกำลังเดินไปเรื่อย ๆ และผมเชื่อว่า มันกำลังไปสู่จุดที่ผมเชื่อว่าสังคมจะเป็นปัญหา แต่ตอนนี้มันก็คล้าย ๆ กับว่าจะอยู่บนทาง สองแพ่ง ถ้าท่านยอมเป็นตัวของตัวเองมีอะไรไม่ต้องโทรศัพท์มาก เพราะผมเห็น ผมคุยกับเพื่อนผมเวลาเจรจากันต้องมีการเจรจานอกรอบอยู่เรื่อย ถ้าท่านใช้สิทธิ ของความเป็นผู้แทนที่ประชาชนแต่ละท่านเลือกท่านมา ใช้สามัญสำนึกของความเป็นผู้แทน ประชาชนที่จะทำหน้าที่นี้เพื่อร่างกฎเกณฑ์ของสังคมจริง ๆ ตัดสินใจได้ทันทีผมท้าเลยว่า ท่านตัดสินใจได้ทันทีในการกำหนดกฎเกณฑ์ ๒๒ คนที่แล้วแต่จะเรียกว่าเป็น ๒๒ อรหันต์ หรือ ๒๒ พนักงานรับจ็อบ (Job)

และประเด็นสุดท้าย ผมยังคาใจมากครับ เพราะว่ากฎเกณฑ์เงื่อนไขคุณสมบัติ ท่านเขียนไว้ชัดเจนว่าคนกลุ่มนี้ไม่จำกัดของการเป็นข้าราชการ ท่านประธานก็เคยเป็น ข้าราชการครับ ก็เท่ากับว่าเหมือนท่านกำลังจะให้โบนัสกับคนกลุ่มนี้ครับ คนกลุ่มนี้เมื่อเป็น ข้าราชการถ้าไม่ได้บังคับให้เขาลาออกชั่วคราวด้วยนะ ก็ใช้ฐานะข้าราชการก็มีสิทธิประโยชน์ มีเงินเดือนของข้าราชการซึ่งผมเคยพูดไปแล้วครั้งหนึ่ง นอกจากรับเงินเดือนข้าราชการ แล้วก็จะมารับเงินเดือนในฐานะ สสร. อีกประมาณแสนบาทเศษ ๆ ก็คือผมเชื่อว่าเท่า ๆ กับ ส.ส. ครับ สิทธิประโยชน์ และผมก็เชื่อว่าคนกลุ่มนี้ยิ่งถ้าเป็นข้าราชการเงื่อนไขเยอะ ท่านประธานครับ ที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากเพราะว่าข้าราชการจะถูกล็อบบี้ (Lobby) จากนักการเมืองง่ายที่สุดครับ เสนอตำแหน่งหน้าที่ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นว่าหลังจาก เสร็จสิ้นนี้แล้วคุณไปร่าง จ็อบนี้ เรื่องนี้ร่างอย่างนี้ เรื่องนี้ร่างอย่างนี้ หลังจากกระบวนการ รัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นคุณจะมีตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้น ใหญ่โตขึ้น ผมถึงไม่เห็นด้วยท่านประธานครับ กับ ๒๒ คนที่มาจากการแต่งตั้งของที่ประชุมแห่งนี้ ดังนั้น ผมสรุปเลยนะครับ ท่านประธานครับว่าผมไม่เห็นด้วยในกระบวนการที่มาของ สสร.ที่มาจาก การแต่งตั้งโดยให้อำนาจของประธานรัฐสภาในการทำหน้าที่ อย่างน้อย ๆ ถ้าท่านใจกว้างขึ้นมา อีกสักหน่อยนะครับ ถ้าท่านไม่เอาแล้ว ไม่ให้พวกผมแล้ว ท่านจะแต่งตั้ง ท่านได้โปรด มอบอำนาจนี้ให้ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ คนที่จะมาทำหน้าที่ออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ตั้งคณะทำงานต่าง ๆ อะไรต่าง ๆ แทนที่จะเป็นประธานรัฐสภา ท่านให้อำนาจท่านประธาน วุฒิสภาทำหน้าที่ ผมเชื่อมั่นในความเป็นกลางของท่านประธานวุฒิสภา แล้วการคัดเลือก ก็แทนที่จะเป็นที่ประชุมรัฐสภาก็ให้เป็นที่ประชุมวุฒิสภา ยังดูสง่างามมากกว่า แต่สิ่งที่สง่างาม มากที่สุดก็ควรจะต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนทั้งหมด แล้วย้ำอีกครั้งหนึ่ง คนที่เคยบอกว่าประชาชนเป็นใหญ่อำนาจประชาชนสูงสุด ถึงเวลาแล้วลืมประชาชนพวกนี้ เรียกว่าทรยศประชาชนครับ ผมขอตัดมาตรานี้ทั้งหมดครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย โดยหลักการผมเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำได้ ไม่สามารถยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาได้ ได้เพียงแก้ไขนะครับ และผมเห็นว่าเมื่อได้ปรึกษากับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน ของท่านอาจารย์โคทม อารียา หรือแม้แต่คุณธิดา ภรรยาหมอเหวง หรือแม้แต่แนวของ พรรคเพื่อไทยเดิมนะครับ ซึ่งได้โจมตี ได้กล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่เป็น ประชาธิปไตย เพราะมี ส.ว. ลากตั้ง ๒-๓ เนื้อหาที่กระผมกราบเรียนนี้เมื่อได้มาดูในมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งท่านธนา ชีรวินิจ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ท่านวิรัช ร่มเย็น ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ท่านวรงค์ เดชกิจวิกรม ท่านเหวง โตจิราการ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร เสนอตัดออกหมด พูดอย่างนี้เหมือนกับว่าพวกผมไม่เอาด้วยกับร่างนี้ แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า ถ้าดูในมาตรา ๒๙๑/๖ จะได้ชัดเจนครับท่านประธาน ว่ามีการยึดอำนาจอยู่ ๓-๔ เรื่อง

เรื่องแรก ถ้าร่างกฎหมายนี้ผ่านออกไปจะมีการยึดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ อย่างชัดแจ้ง

เรื่องที่ ๒ ยึดอำนาจจากรัฐสภาไปเป็นของประธาน ประธานเป็นใครก็รู้กันนะครับ แล้วก็สำคัญคือมีการยึดอำนาจของพี่น้องประชาชน รายละเอียดเดี๋ยวผมจะลงลึก ถ้าผมจะใช้ คำว่า ในเนื้อหาเหล่านี้มีจุดอัปยศอยู่ ๕ ประเด็น

ประเด็นแรกนะครับ ประธานรัฐสภาเป็นคนกำหนดองค์กรภาคเอกชน องค์กรเศรษฐกิจ อันนี้คืออัปยศ ๑

อัปยศ ๒ ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คน ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ประธานกำหนด

อัปยศ ๓ ประธานรัฐสภาจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคล

อัปยศ ๔ กรณีเกิดปัญหาให้ประธานวินิจฉัย แปลว่าไม่ต้องไปศาลครับ ประธานชงเอง กินเอง ครบ

และอัปยศสุดท้าย ประธานเป็นคนประกาศรายชื่อ ไม่มีรายละเอียดตรงไหน เลยว่าถ้าประกาศผิด ยกเลิก เพิกถอนได้อย่างไร ไม่มีครับ

ผมจะลงรายละเอียดนะครับ เพราะว่าองค์กรภาคเอกชนจะเป็นใคร จะมี สมาชิก ๑ คน ๒ คน ๓ คน อยู่ที่ท่านประธานรัฐสภา ตรงนี้เองที่เป็นรายละเอียดที่พวกผม ฝ่ายค้านกังวลอย่างยิ่งก็คือว่าสามารถบล็อก (Block) ได้ตั้งแต่องค์กร แต่ถ้าเป็นเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐ อันนี้ก็พอฟังชื่นใจหน่อยนะครับ แต่ว่าพอเป็นเอกชน ตรงนี้เองที่รายละเอียดจะเป็นใครอย่างไร ก็อยู่ที่ท่านประธานรัฐสภา ตรงนี้เองผมถือว่า เป็นอัปยศจุดแรกที่กรรมาธิการจะต้องชี้แจง จุดที่ ๒ ในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คน กรรมการเป็นทุกภาคส่วน กรรมการมาจากที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา กรรมการมาจากไหน ไม่เขียนเลยครับ ท่านประธานครับ เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด พวกเราประชุมกันมา ๑-๒ ปีก็คงเห็นนะครับว่าประธานรัฐสภาอยู่กลาง อยู่ข้าง เวลาวินิจฉัยไปในทางทิศใดนะครับ อัปยศต่อครับ การจัดทำบัญชีรายชื่อ ถ้ามีการเสนอเข้ามาและประธานไม่ทำชื่อนี่ ผมถามว่า ในส่วนใดที่จะสามารถรื้อ สามารถยกเลิก สามารถเพิกถอน สามารถแก้ไขรายละเอียดของ ประธานรัฐสภาได้ และหนักที่สุดก็คือการให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัยว่ากรณีเกิดปัญหานี้ หลักเกณฑ์ วิธีการอยู่ที่ประธานคนเดียวเลยครับ สุดท้ายก็ประกาศรายชื่ออย่างที่ผมกราบเรียน ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าเรื่องนี้แม้กระทั่ง ส.ว. ลากตั้ง ขอประทานโทษที่เอ่ยตรง ๆ สั้น ๆ นะครับ ก็ยังมีคณะบุคคล มีหลัก มีเกณฑ์ มีวิธีการ กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจน แต่อันนี้ไม่ครับ ประธานรัฐสภาคนเดียวโดด ๆ ล้วน ๆ ไม่มี คนอื่นไปแทรกเลย เพราะฉะนั้นถ้าสภาผ่านอันนี้ไปนะครับ ผมถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะว่าในการวินิจฉัยชอบ ไม่ชอบ ความถูกต้องหรือไม่ควรจะเป็นองค์กรของศาล ซึ่งต้อง ขอบคุณท่านประธานสามารถว่าตรง ๆ เลยนะครับ ยอมให้องค์กรศาลเข้ามามีส่วนวินิจฉัย ชอบ ไม่ชอบ แม้ว่าตอนแรกเป็นศาลอุทธรณ์ และต่อมาเป็นศาลฎีกาก็ต้องขอบคุณ มีองค์กร ภายนอก แต่ตรงนี้ครับ อยู่ที่คนคนเดียวเลยครับ ผมไม่ต้องออกชื่อว่า นายใด นางใด นะครับ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าเป็นคนกำหนดทุกเรื่องทุกประเด็นก็เปลี่ยนเป็นรัฐธรรมนูญฉบับชื่อ ประธานรัฐสภาไปเลย จะได้จบนะครับ เพราะฉะนั้นการกระทำเช่นว่านี้ผมถือว่าเป็นการ ยึดอำนาจตามรัฐธรรมนูญครับ ยึดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นของตัว ยึดอำนาจ พี่น้องประชาชนมาเป็นของประธานสภา ยึดอำนาจของรัฐสภาเป็นของประธานสภาคนเดียว โดด ๆ นะครับ ซึ่งถามว่าขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ผมถือว่าขัดต่อมาตรา ๓ ต้องดำเนินการ โดยหลักนิติธรรม ขัดมาตรา ๑๒๒ การปฏิบัติหน้าที่ต้องซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ของปวงชนชาวไทยและปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตรงนี้ชัด ยิ่งมาตรา ๑๒๓ ครับ ทุกคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกรัฐสภาต้องสาบานว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนและจะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เปล่าเลย รื้อเลยครับ เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพ เมื่อดูเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนนะครับ ทุกคนทุกภาคส่วน อยากจะเห็นการเลือกตั้งตรง ๒๐๐ คน ไม่มีภาควิชาการ ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้ไปดูถูกดูแคลน นักวิชาการทั้งหลาย ดอกเตอร์ทั้งหลาย ไม่หรอกครับ แต่ว่านักวิชาการหรือดอกเตอร์ทั้งหลาย ที่จะเข้ามาสู่กระบวนการนี้ได้ท่านต้องกล้าขายตัว ถ้าท่านไม่กล้าขายตัว ขายชีวิต ขายวิญญาณ ยากที่ท่านจะผ่านเข้ามาใน ๒๒ คนนี้นะครับ เพราะฉะนั้นกระผมเห็นว่า ถ้าสามารถกลับไปได้ก็คือเลือกตั้งตรง ๒๐๐ คน โดยไม่มีการแต่งตั้งซึ่งว่ากันให้ดูดี ให้ดูสวยงามนะครับ แต่ความจริงแล้วอยู่ที่ประธานรัฐสภาคนเดียวเท่านั้น ท่านประธานที่นั่งอยู่ ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่ให้อำนาจท่านเลยนะครับ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วถ้าเกิดประธานซิกแซก ถ้าเกิดนะครับ ซึ่งความจริงถ้าพูดไปเดี๋ยวประท้วงกัน ถ้าเกิดประธานไม่สุจริตหรือท่านประธานรัฐสภาฟังคำสั่งใครผมก็ไม่รู้บ้านเมืองมันจะไปได้ หรือครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการที่ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๖ ที่เขียนไว้แต่ละวรรค แต่ละวรรคนี่นะครับ ให้อำนาจประธานรัฐสภาเพียงผู้เดียว ซึ่งผมกล่าวหาเลยครับว่าขัดต่อ รัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักนิติธรรม ขอให้ท่านประธานได้โปรดไปปรึกษาหารือปรับแก้ เสียเถอะครับ บ้านเมืองจะได้ไปได้ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขณะนี้มีคณะครูและผู้นำชุมชน อำเภอหนองวัวซอ และอำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี จำนวน ๕ ท่าน มาฟังการประชุมนะครับ เรากำลังประชุมกันถึงการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ต่อไปเชิญ นายแพทย์เหวง โตจิราการ ครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมจะกระชับนะครับ แล้วก็เข้าสู่เนื้อหาพยายามที่จะรักษา เวลาของที่ประชุมแห่งนี้ให้มากที่สุด แต่ก่อนอื่นท่านประธานต้องอนุญาตให้ผมพูด สักเล็กน้อยก่อน ผมเองนี่นั่งฟังมาตลอดเวลา ๗ วัน วันนี้ก็เป็นวันที่ ๘ เข้าแล้วนะครับ ก็มี สมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ไม่ได้มุ่งหมายเฉพาะเจาะจงผู้หนึ่งผู้ใด เป็นการเฉพาะ ดังนั้นขอได้โปรดกรุณาอย่าประท้วงผมนะครับ เพราะผมไม่ได้มุ่งหมาย ใครเลยไม่ได้เอ่ยชื่อใครด้วย แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ ความจริงก็คือว่า มีสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติให้เกียรติผมพาดพิงผมอยู่เนือง ๆ หลายท่าน อันนี้ผมขอบคุณครับ ที่ให้เกียรติผม และในบางครั้งก็ไปถึงขั้นที่เสียดสีหรือว่ากล่าวเท็จต่อผม หรือทำให้ผม เสียหายในเรื่องเกียรติยศ ถ้าในกรณีที่เสียดสีหรือกล่าวเท็จต่อผม หรือทำให้ผมเสียเกียรติยศ ผมก็มีความจำเป็นที่จะต้องขออนุญาตท่านประธานเพื่อชี้แจงให้พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ เข้าใจความเป็นจริงว่า ความเป็นจริงในมุมของผมเป็นอย่างไร แล้วก็ให้พี่น้องประชาชน เขาตัดสินเองครับว่ามุมไหนเป็นมุมที่ถูกต้อง ตรงนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน สักนิดหนึ่งนะครับว่าผมเองตั้งใจในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และให้ประชาชนร่างรัฐธรรมนูญใหม่มาตั้งนานแล้วนะครับ ขอประทานอนุญาตท่านประธาน สักนิดหนึ่งถ้าที่ประชุมแห่งนี้ยังจำกันได้ก็คือว่าผมเคยเป็นตัวแทนในการนำเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ คปพร. ซึ่งสื่อก็กรุณาเรียกว่า ฉบับหมอเหวง นั่นเป็นการแสดงออก แล้วนะว่าผมมีความตั้งใจที่อยากจะยกเลิกรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร มาจาก กระบอกปืนมาจากศาลเตี้ย โดยให้ประชาชนร่างกันใหม่ ดังนั้นความตั้งใจมีมานานแล้ว ผมได้มีโอกาสด้วยความกรุณาของพรรคเพื่อไทย ด้วยความกรุณาของคณะกรรมการบริหาร ชั้นต่าง ๆ ของพรรคเพื่อไทย ผมก็เลยได้รับมาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยแล้วก็ได้รับ การเลือกตั้งด้วยความกรุณาจากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ ผมสำนึกรู้ครับว่าขณะนี้ ผมอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภา ในระบบพรรคการเมือง ดังนั้นผมจะทำตัว ในระบบรัฐสภาจะทำตัวเกกมะเหรกเกเรหรือเหลวไหลไม่ได้ครับ ดังนั้นผมก็เลยนำพา เอาความคิดในการที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ แล้วก็ให้ประชาชนที่มีโอกาสในการที่จะ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยมือตัวเองเข้าสู่ระบบพรรคการเมืองครับ ผมก็ได้เข้าไปประชุม ปรึกษาหารือกับพี่น้องพรรคเพื่อไทยของผม และต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ความคิดของผมเป็นความคิดเสียงข้างน้อย ผมไม่สามารถที่จะโน้มน้าวจูงใจให้พี่น้อง พรรคเพื่อไทยทั้งหมดเห็นด้วยกับผมได้ ในระบบรัฐสภา ระบบพรรคการเมืองเสียงข้างน้อย ต้องขึ้นต่อและปฏิบัติต่อเสียงข้างมาก

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ เข้าประเด็น เถอะครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ 🔗

ต้องกราบเรียนนะครับ เพราะว่า มิฉะนั้นจะมีท่านผู้มีเกียรติพาดพิงถึงผมอีก ซึ่งผมก็ไม่มีปัญหาท่านอาจจะพาดพิงผมอีก แต่โปรดกรุณาเข้าใจด้วยนะครับว่าแม้ว่าผมจะมีความเห็นต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก แม้ว่าผมจะมีความเห็นต่างจากพรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาล แต่ผมโหวตให้กรรมาธิการเสียงข้างมาก และผมโหวตให้รัฐบาล เพราะฉะนั้นโปรดอย่ากังขาอีกต่อไปนะครับ ในเมื่อท่านประธาน เตือนผม ผมก็จะไม่พูดประเด็นนี้อีก ยกเว้นถ้าหากว่าพาดพิงถึงผมในลักษณะที่ผมเสียหายอีก ผมก็ต้องขออนุญาตท่านประธานนะครับว่าผมต้องสงวนสิทธิในการที่จะขึ้นมาชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายเป็น ๒ เนื้อหาใหญ่

เนื้อหาแรก ผมจะอภิปรายถึงเหตุผลของผมและเป็นการแสดงออกนะครับว่า ถึงแม้ความเห็นผมจะต่างกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากรวมทั้ง พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลอนุญาตให้ผมมาแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมแห่งนี้ได้ครับ

คือในเรื่องแรก ผมจะกราบเรียนก่อนนะครับว่าทำไมผมถึงตัดมาตรา ๒๙๑/๖ นี่นะครับ ทั้งมาตรา ท่านประธานครับ คือผมเข้าใจนะครับ คนที่เขาคิดในลักษณะที่ต้องมี ๒๒ คนนี่ เพราะเขากังวลว่าหากว่าเลือกตั้งจากประชาชนทั่วทั้งประเทศแล้วคนอาจจะขาด อาจจะขาดคนซึ่งมีความสามารถในการที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญจากสาขาต่าง ๆ ได้ เขาเริ่มต้น อย่างบริสุทธิ์ใจนะครับว่าเขาเกรงว่าจะขาด ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่อยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับว่านี่ทำให้ผมเห็นต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือต่างจากพรรคนะครับว่า ในวันนี้ประชาชนไปไกลมากแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลหรอกครับว่าเวลาประชาชน เลือกมาของผมนี่ตัวเลขของผมก็คือ ๑๐๐ คน และเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชน ทั่วทั้งประเทศ ผมยืนยันนะครับว่าถ้าให้ประชาชนเลือกและด้วยจำนวน ๑๐๐ คน โดยอัตราสัดส่วน ผมเชื่อว่าในบรรดา ๑๐๐ คนที่ประชาชนเลือกมา ประชาชนมีสายตา มีดุลยพินิจ และมี มันสมอง และมีจิตวิญญาณด้วย ประชาชนจะเลือกคนที่ถูกต้องเข้ามา และผมเชื่อว่าเลือกคน ที่ถูกต้องมาทั้ง ๑๐๐ คนนะครับ ดังนั้นที่กังวลว่าจะไม่มีคนซึ่งมีความสามารถ ๓ ประการ ดังกล่าวก็คือว่าผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน ผู้เชี่ยวชาญรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ หรือผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญ เป็นไปไม่ได้ครับ ดังนั้นผมจึงสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งโดยตรง นี่เป็น ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ใส่ร้ายป้ายสีว่าจำเป็นต้องมีการตั้ง ผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๓ แขนง ทั้งนี้เนื่องจากว่าต้องการที่จะเอาตัวแทนมาร่างแทน ผมคิดว่านี่เป็น ความคิดที่มองโลกในแง่ร้ายเกินไปและสุดขั้วจนเกินไปนะครับ จริง ๆ คนที่เขาคิดว่า ควรจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญ ๓ สาขาดังกล่าวนี่เขากังวลและเขาเกรงว่าเวลาเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชนทั้งหมดแล้วอาจจะขาดคน ซึ่งมีความสามารถดังกล่าวทั้ง ๓ สาขา เห็นไหม ท่านประธาน คือกระทั่งผมมีความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ผมยังมองความคิดเห็นอีกกลุ่มหนึ่ง นี่นะครับ ก็คือกลุ่มของกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยความบริสุทธิ์ใจเขากังวลอย่างนั้นจริงๆ เขาไม่ได้ซ่อนเร้นในการที่จะสร้างโอกาสเลือกคนที่ตัวเองสามารถบงการได้ ความคิดเช่นนี้ เหลวไหลโดยสิ้นเชิงนะครับ และมองโลกในแง่ร้าย และมองคนอื่นในลักษณะที่ร้ายเกินไป เกินกว่าความเป็นจริง เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าเหตุผลก็คือว่า ผมเชื่อมั่นประชาชนและผมเชื่อว่าใน ๑๐๐ คนที่ประชาชนเลือกมานี่จะมีคนที่มีความสามารถ ในการที่จะร่างทั้ง ๓ สาขาอย่างที่ท่านได้ระบุไว้ในกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ขณะเดียวกันหากว่าไม่มีหรือขาด เราก็สามารถที่จะให้ ๑๐๐ คนที่เลือกตั้งโดยตรงจาก ประชาชนตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาร่างได้ โดยคัดเลือกเอาคนที่มีความเชี่ยวชาญจริง ๆ ตามสาขาที่ขาดนี่มาเติมเต็มในส่วนที่ขาดไป ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ผมสนับสนุนให้มี การเลือกตั้งโดยตรงจำนวน ๑๐๐ คนนะครับ

และข้อต่อมากราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ในวันนี้ผมเคย กราบเรียนแล้วนะครับ ผมไม่มีความเชื่อมั่นต่อสถาบันการศึกษาในปัจจุบัน และไม่มี ความเชื่อมั่นต่อองค์กรต่าง ๆ ในปัจจุบันว่าถ้าตัวสถาบันและตัวองค์กรต่าง ๆ คัดเลือกคน เข้ามาคือผมได้กราบเรียนท่านประธานไปครั้งหนึ่งแล้วนะครับว่าทอดสายตาไปดูนี่สถาบัน ต่าง ๆ แทบจะทุกสถาบันถูกครอบงำด้วยระบบคิดแบบอนุรักษ์นิยม แล้วก็จารีตนิยม เพราะฉะนั้นการที่จะไปหาคนซึ่งมีแนวคิดเสรีนิยมหรือประชาธิปไตยนิยมยากมาก และการเปิด โอกาสให้มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั่วทั้งประเทศนี้เป็นการท้าทายประชาชน และท้าทายประเทศชาติมาก ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานตรงไปตรงมาว่า แว๊บหนึ่งมีความคิดในตอนต้น ๆ ผมเคยคิดว่าในความเห็นส่วนตัวของผมเราไม่ควรอนุญาต ให้คนซึ่งเคยรับใช้คณะรัฐประหารมีสิทธิมาร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ ในเมื่อท่าน ทั้งหลายเหล่านี้เคยรับใช้คณะรัฐประหารมาแล้วอย่างสุดจิตสุดใจ ไม่ว่าในตำแหน่งใดก็ตาม สสร. ปี ๒๕๕๐ สนช. หรือว่านักวิชาการที่ทำงานให้คณะรัฐประหารล้วนแล้วแต่เป็นการ บ่งบอกจิตวิญญาณและรูปการความคิดของเขาแล้วนะครับว่าเขาสนับสนุนการรัฐประหาร ดังนั้นบรรดาท่านทั้งหลายไม่ควรจะได้สิทธิในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่วูบหนึ่ง เท่านั้นเองนะครับท่านประธาน ผมก็เลยได้สำนึกคืนมานะครับว่าเราต้องเคารพความเป็น มนุษย์ของเขา เราต้องเคารพความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยด้วย เราต้องอนุญาต ให้ความคิดเห็นที่แตกต่างดำรงอยู่ เพราะฉะนั้นผมก็เลยถอนความคิดนี้ออกโดยสิ้นเชิงครับ นี่จึงเป็นที่มาว่าผมสนับสนุนให้คนที่เคยรับใช้คณะรัฐประหาร ผมสนับสนุนให้คนที่เคยเป็น สนช. เคยเป็น สสร. ปี ๒๕๕๐ หรือเคยไปรับใช้ใครต่อใคร ในคณะรัฐประหาร ไม่ว่าชุดไหนก็ตาม หรือสนับสนุนกฎหมายเผด็จการฉบับต่าง ๆ โปรดลงเลือกตั้งเลยครับ และให้ประชาชนพิสูจน์ว่าท่านผ่านการเลือกตั้งโดยตรงของ พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศหรือไม่ และนี่คือการพิสูจน์ คือหลายท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ควรจะต้องมีการประชามติเสียก่อน ท่านประธานครับ การที่ให้ประชาชนเลือก สสร. ครั้งใหม่โดยตรง นี่ยิ่งกว่าประชามติอีก เพราะผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ไปยังบรรดาผู้ที่มีความคิดเผด็จการนิยม อนุรักษ์นิยม จารีตนิยม โปรดลงสู่การเลือกตั้ง เลยครับ อันนี้ยิ่งกว่าประชามติอีกครับ เพราะว่าใน ๑ จังหวัดเขาจะเลือกขึ้นมา ๑ คน ดังนั้น จะประกวดประขันกันนะครับว่าใครมีความคิดเผด็จการนิยมกับใครมีความคิดประชาธิปไตยนิยม ประชาชนจะเลือกใครครับ และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะเป็นไปตามสิ่งที่ประชาชนเลือก และวิธีการอย่างนี้จะยุติความขัดแย้งทางการเมืองโดยสิ้นเชิง เพราะว่าบรรดาที่มีความคิด เผด็จการนิยม อนุรักษ์นิยม จารีตนิยม ไม่ต้องประท้วงครับ ท่านทั้งหลายอย่าไปคิดประท้วงเลย ท่านลงไปสู่การเลือกตั้งดีกว่า เช่นเดียวกับพวกประชาธิปไตยทั้งหลายก็ดาหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ดังนั้นประเทศนี้จะไม่มีการเผชิญหน้ากันอีกต่อไป ก็คือลงไปให้ประชาชนตัดสินนะครับ ดังนั้นใครก็ตามที่บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับยึดอำนาจก็ดีนะครับ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับยิ่งกว่ายึดอำนาจด้วยกระบอกปืน ผมต้องกราบเรียนนะครับ ผมนี่เรียน ท่านเลยนะครับ ผมสนับสนุนครับ การยึดอำนาจโดยประชาชนทั่วทั้งประเทศครับ เพราะฉะนั้นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ยึดอำนาจโดยประชาชนทั่วทั้ง ประเทศมาร่างครับ ผมอธิบายถ้าเป็นส่วนของผม มันเข้าใจง่าย ๆ เลย ก็คือมาโดยตรงจาก พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ อันนี้ชัดเจน กระทั่งของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมต้อง ให้เกียรตินะครับ ถึงแม้ว่าผมมีความคิดส่วนตัวของผม แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากคิดด้วย ความบริสุทธิ์ใจนะครับ คิดด้วยความซื่อสัตย์ เอาผลประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง มาเป็นตัวตั้ง ดังนั้นเขามีสิทธิคิดต่างจากผมครับ เขาคิดว่าถ้าประชาชนเลือกโดยตรง มีความเป็นไปได้ที่อาจจะขาดคนใน ๓ สาขา ซึ่งผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นยังจะต้องผ่านรัฐสภาครับ ผมถามท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรตินะครับว่า ท่านยอมรับไหมว่ารัฐสภาแห่งนี้เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ ท่านยอมรับ หรือไม่ครับ หากว่าท่านยอมรับนี่นะครับ ท่านต้องยอมรับการตัดสินใจของรัฐสภาด้วย เพราะที่ท่านบอกว่ายึดอำนาจอีกครั้งหนึ่งโดยไม่ใช้กระบอกปืน ยึดอำนาจด้วยวิธีการพิเศษ อะไรต่าง ๆ ขอได้โปรดครับพูดกันตรงไปตรงมาเลย คือเที่ยวนี้เราต้องการให้พี่น้องประชาชน ทั่วทั้งประเทศร่างรัฐธรรมนูญ นี่จึงเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของมาตรา ๒๙๑ ผมว่าท่านน่าจะ ไปอ่านอีกทีนะครับ และถ้าหากท่านอ่านอีกทีท่านจะเข้าใจจริง ๆ เลยว่า จริง ๆ แล้วมาตรา ๒๙๑ ก็คือรัฐสภาแห่งนี้มอบอำนาจสูงสุดทางการเมืองกลับไปให้ประชาชน ให้ประชาชนทั่วทั้ง ประเทศได้มีโอกาสร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองครับ อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วนะครับว่า ๖๗ ล้านคน มาร่างพร้อม ๆ กันไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีวิธีการเลือกตั้ง และวิธีการเลือกตั้ง ผมอาจจะต่างจากรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ผมต้องปกป้องเกียรติยศของกรรมาธิการ เสียงข้างมากนะครับ ในเมื่อท่านเห็นว่าเอาคนที่ดีที่สุดของจังหวัดก็พอ ก็ไม่เป็นไรครับ ผมเห็นต่างจากท่าน แต่ผมต้องปกป้องท่าน ต้องปกป้องครับ เพราะท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจ จริง ๆ ท่านบอกว่าจังหวัดหนึ่งมาคนหนึ่งก็พอแล้ว ท่านคิดอย่างนั้นนะครับ ซึ่งผมเห็นต่างนะครับ นอกจากนี้ท่านก็กังวลว่าถ้าเลือกมาอย่างนี้อาจจะขาดคน ๓ สาขา ซึ่งอาจจะพร่องไป ท่านก็เลย คิดว่าให้รัฐสภาแห่งนี้ซึ่งเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยมาคัดเลือก ผมสงสัยว่าใครจะมา บงการได้อย่างไรครับ กรุณาเลิกพูดถึงเรื่องการบงการ ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า วิธีการคัดเลือกในนี้บอกไว้ชัดเจนเลยนะครับว่าให้ใช้วิธีการลงคะแนนเสียงเป็นการลับนะครับ ท่านประธาน ขออนุญาตเปิดไปดูนะครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑ /๖ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) ทั้ง ๆ ที่ผมแปรญัตติตัดทั้งหมด แต่ผมจำเป็นต้องปกป้องเกียรติยศของกรรมาธิการ เพราะผมก็เป็นกรรมาธิการอยู่ด้วยครับ ผมฟังสมาชิกหลายท่านพูดและผมไม่สบายใจเลย ดูราวกับว่ากรรมาธิการชุดนี้เสียหายอย่างร้ายแรง มีภูมิปัญญาที่แย่มาก มีจิตวิญญาณ ที่เลวร้ายมาก ไม่จริงครับท่านประธาน และบอกว่าจะบงการได้โดยใครบางคน จะบงการได้ อย่างไรครับ ในนี้บอกนะครับว่าให้เลือกการลงคะแนนดังกล่าวให้กระทำเป็นการลับ เมื่อลับแล้ว ใครจะบงการได้ครับ โดยใครบางคนจะมาบงการได้อย่างไร คุณอาจจะสั่งผมบอกให้เลือก นาย ก นะ แต่เวลาเลือกจริง ๆ ผมอาจจะเลือกมิสเตอร์เอ ก็ได้ แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่า ผมเลือกมิสเตอร์เอ คุณมาบงการผมได้อย่างไร บงการไม่ได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธาน ยังไม่หมดนะครับ ยังอยู่ในเนื้อความนี้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอต้องบอกเหตุผล ที่ท่านสงวนนะครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ 🔗

อย่างที่ผมเรียนนะครับ ก็คือว่า ผมไม่เชื่อว่าสถาบันและองค์กรต่าง ๆ จะสามารถคัดสรรคนซึ่งมีความคิดเสรีประชาธิปไตย อย่างแท้จริงนะครับ แล้วก็มีความคิดประชาธิปไตยนิยมอย่างแท้จริงมาให้รัฐสภาแห่งนี้ คัดสรรได้นะครับ แล้วผมก็ต้องการที่ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างโดยประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงเป็นเหตุว่าทำไมผมจึงตัดมาตรานี้ทั้งมาตรานะครับ เหมือน ๆ กับส้มเน่าครับ ถ้าหากว่าสถาบันทุกแห่งคัดเลือกส้มเน่ามาทั้งหมดนี่นะครับ รัฐสภาแห่งนี้เลือกก็เลือกได้ แต่ส้มเน่า และนอกจากนี้ที่ผมคิดตั้งแต่ต้นเลยนะครับถ้าให้ประชาชนเลือกมาทั้งหมดจะได้ ลบล้างข้อครหาทั้งหลายทั้งปวงโดยสิ้นเชิงได้ เช่น ข้อครหาที่ว่านี่นะครับ เสียงข้างมากลากไป จบเลยครับ ข้อครหาที่ว่าเผด็จการรัฐสภาก็จบเหมือนกันนะครับ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อครหาที่ถูกตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกในรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ก็คือว่าเพื่อคนคนเดียว เพื่อนิรโทษกรรม หรือเพื่อยกเลิกองค์กรอิสระต่าง ๆ แทรกแซงศาลก็จบด้วยเช่นกัน นี่ท่านประธานเร่งเร้า ให้ผมพูดในประเด็นของผมนะครับ ทีนี้ผมขออนุญาตท่านประธาน ผมใช้สิทธิกรรมาธิการนะครับ ในฐานะที่ผมเป็นกรรมาธิการคนหนึ่งด้วย ผมอยากกราบเรียนท่านประธานลงไปในเนื้อนะครับ ในเมื่อผมใช้สิทธิกรรมาธิการแล้วนี่นะครับ ผมต้องอ่านเนื้อความของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ให้ท่านประธานได้รับทราบแล้วก็จะได้ชี้แจงกับความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ หลายท่านที่ได้อภิปรายผ่านไปหรือว่าที่อภิปรายมา ๗ วันแล้วนะครับ ก็วนเวียนอยู่ในเนื้อหาต่าง ๆ ที่ผมอยากจะกราบเรียนนะครับ คือท่านประธานครับ ข้อที่ ๑ ก็คือว่ามีการกล่าวหาว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งท่านจะใช้ศัพท์อะไรก็แล้วแต่ ผมจะไม่พูดศัพท์นั้นนะครับ เพื่อไม่เปิดโอกาสให้มีการพาดพิงนะครับ ความหมายก็คือว่า ให้อำนาจประธานรัฐสภาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนะครับ ที่จริงถ้าท่านประธานไปอ่าน ในตัวอักษรแล้วต้องกราบเรียนไปยังท่านผู้ชมทางบ้านทั่วทั้งประเทศนะครับว่าท่านผู้อภิปราย หลายท่านไม่ให้เกียรติ แล้วไม่ให้ความเป็นธรรมกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วไม่ให้ ความเป็นธรรมกับประธานรัฐสภาด้วยเช่นกันนะครับ คือในนี้นี่นะครับ ผมขออนุญาตอ่าน ให้ท่านประธานฟังนะครับ ในนี้ผมกำลังพูดถึงเนื้อหาของกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ในนี้เขียนไว้นะครับว่าให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนสิบห้าคนตามหลักเกณฑ์ ที่ประธานรัฐสภากำหนด อันนี้เป็นสิทธิของท่านเลยนะครับ ท่านเป็นประมุขนิติบัญญัตินะครับ ในประชาธิปไตยมี ๓ ประมุขครับ ประมุขนิติบัญญัติ ประมุขบริหารและประมุขตุลาการครับ ประมุขบริหารก็มีสิทธิในการที่จะดำเนินการในส่วนของการบริหารนะครับ ไฉนเลยประมุข นิติบัญญัติไม่สามารถดำเนินการในส่วนของนิติบัญญัติได้ เพราะฉะนั้นประมุขนิติบัญญัติ สามารถดำเนินการในส่วนของนิติบัญญัติได้ เพราะฉะนั้นการที่ท่านไปตั้งกรรมการ ๑๕ คน ทำไมท่านจะตั้งไม่ได้ครับ ทำไมไปกล่าวหาท่านว่าเป็นเผด็จการครับ รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ มันไม่ใช่ครับ ท่านโปรดให้เกียรติกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วโปรดให้เกียรติท่านประธานรัฐสภา ด้วยนะครับ แล้วท่านโปรดดูต่อนะครับ การตั้งกรรมการ ๑๕ คนไปทำอะไรครับ ไปยึด ประเทศหรือครับ ไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือครับ ไปเผด็จอำนาจหรือครับ ไปแสวงหา ประโยชน์ใส่ตัวเอง ไม่ใช่ครับ ท่านโปรดอ่านต่อนะครับ เพื่อดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสอง ให้แล้วเสร็จภายใน ๒๐ วันเท่านั้นเอง คือท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะชี้แจง รายละเอียดสักนิดหนึ่งก็คือว่าตามร่างกรรมาธิการเสียงข้างมากนี่นะครับ องค์กรต่าง ๆ เอาเฉพาะ องค์กรทางด้านการศึกษาก็มีกว่า ๑,๐๐๐ องค์กรแล้วนะครับ แล้วยังมีองค์กรทางธุรกิจ อีกนะครับ ซึ่งกระผมก็ไม่ทราบว่ามีเท่าไร ผมยังไม่ได้ไปสำรวจนะครับ ผมว่าก็ร่วม ๆ เกือบ ๑,๐๐๐ องค์กรเหมือนกัน ทั้งสิ้นน่าจะประมาณ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ องค์กร แล้วในนี้มี ๓ ประเภทนะครับ ประเภทหนึ่ง ๒ คน เพราะฉะนั้นแต่ละองค์กรเสนอชื่อมาได้ ๖ คน สมมุติว่าตัวเลข ๒,๐๐๐ องค์กรเป็นหลัก ดังนั้นคนที่ถูกเสนอชื่อมามี ๑๒,๐๐๐ คนครับ แล้วท่านจะตรวจคุณสมบัติได้อย่างไรครับว่าขัดแย้งกับคุณสมบัติมาตรา ๒๙๑/๓ (๑) (๒) หรือไม่ ขัดแย้งต่อมาตรา ๒๙๑/๔ (๑) (๓) หรือไม่ ในนี้เขียนคุณสมบัติไว้ว่า สสร. ประเภท ๒ ต้องเป็นไปตามมาตราที่บัญญัติไว้ เพราะฉะนั้นทางนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากเลยต้องการ ที่จะให้ท่านประธานรัฐสภาซึ่งเป็นที่พึ่งได้ของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศเป็นคนตัดสิน ในเรื่องนี้ก็เลยตั้งกรรมการขึ้นมาเพียงเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติว่าจำนวน ๑๒,๐๐๐ คน ที่ได้รับการเสนอชื่อมานี่นะครับ มีใครมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน หรือมีคุณสมบัติที่ขัดหรือแย้ง กับสิ่งที่ตราเอาไว้ ดังนั้นโปรดให้ความเป็นธรรมกับท่านประธาน และโปรดให้ความเป็นธรรม กับร่างนี้ด้วยนะครับ มิฉะนั้นประชาชนทั่วประเทศเกิดความเข้าใจไขว้เขวและสับสนว่าอันนี้ ยกอำนาจเผด็จการให้กับประธานรัฐสภาหรือเปล่า และทำให้ประธานรัฐสภากลายเป็นผู้เผด็จการไปหรือเปล่า ไม่ใช่ครับ ประธานเพียงตั้ง กรรมการขึ้นมาตรวจสอบคุณสมบัติของคน ๑๒,๐๐๐ คนว่าครบถ้วนถูกต้องตามที่กำหนดไว้ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมก็จะใช้เวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้เองครับ หลังจากที่ ตรวจสอบคุณสมบัติแล้วนะครับ ท่านประธานมาจัดทำบัญชีรายชื่อนะครับ อันนี้เมื่อตรวจ ครบแล้วไม่ทำบัญชีรายชื่อได้อย่างไรครับ จะปล่อยให้อีเหละเขะขะได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการตราไว้นี่ถูกต้องแล้วครับ คือหลังจากตรวจสอบเพื่อไม่ให้ผิด รัฐธรรมนูญก็ต้องทำบัญชีรายชื่อครับ หลังจากทำบัญชีรายชื่อและแยกกลุ่มให้เรียบร้อยนี่ จึงส่งให้รัฐสภาของเรานี่ละเป็นคนลงมติคัดเลือก และการลงคะแนนเสียงดังกล่าวเป็นการ กระทำอย่างลับ เมื่อเป็นการกระทำอย่างลับนี่นะครับ ใครครับจะบงการได้ครับ ใครครับ กรุณาอธิบายให้ผมชัด ๆ หน่อยสิว่าเวลาผมลงคะแนนเสียงลับใครจะมาบงการผมได้ สมมุติ คนจะมาบงการผมบอกให้ผมเลือกนาย ก อย่างที่ผมบอกสิ ผมจะเลือก เอ คุณจะรู้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นโปรดให้ความเป็นธรรม เพราะในส่วนที่รักษาเกียรติยศ เกียรติภูมิของ กรรมาธิการเสียงข้างมากและของประธานรัฐสภา ผมยืนยันนะครับว่าในส่วนนี้ผมรักษา เกียรติยศ เกียรติภูมิของกรรมาธิการเสียงข้างมากและประธานรัฐสภา สิ่งที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากร่างไว้แล้วก็มอบอำนาจให้รัฐสภานั้นไม่ได้นำไปสู่เผด็จการรัฐสภา ไม่ได้นำไปสู่ เผด็จการเบ็ดเสร็จรวบอำนาจโดยสิ้นเชิง ตรงกันข้ามครับ กลับพยายามที่จะทำให้ร่างฉบับนี้ สวยสดงดงามแล้วเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

กรรมาธิการอีก ๒ ท่านนะครับ ตามลำดับ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร แล้วก็ท่านสาธิต ปิตุเตชะ เชิญท่านอลงกรณ์ครับ ว่าอย่างไรนะครับ

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมกำลังรอ อภิปราย ไม่ทราบว่าผมจะได้อภิปรายในช่วงไหน ท่านประธานกรุณาอ่านชื่อสัก ๔ คนได้ไหมครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขณะนี้ชื่อที่มีอยู่ที่เจ้าหน้าที่ ก็จะมีเมื่อกี้นี้ ๒ ท่านนะครับ ท่านอลงกรณ์ ท่านสาธิต แล้วก็จะไปถึงผู้ขอแปรญัตติเลยครับ กรรมาธิการตรงนั้นหมดแล้วนะครับ ทีนี้ก็จะอยู่ตั้งแต่หน้า ๑๔๓ เป็นต้นไปตามรายงานครับ หลังจากท่านสาธิตก็จะเป็นท่านวิเชียร คันฉ่อง ส.ว. เดี๋ยวของท่านผมขอเช็กนิดหนึ่งนะครับ เชิญท่านสาธิตจะก่อนท่านอลงกรณ์ใช่ไหมครับ ท่านอลงกรณ์ ท่านสาธิต เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ 🔗

ผมเข้าใจว่าท่านอลงกรณ์คงมาต่อ ในช่วงท้าย ๆ ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดระยอง ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ผมจะอภิปราย ในเนื้อหาของมาตรา ๒๙๑/๖ ผมก็ต้องยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามที่ผมได้เคยอภิปรายในทุกมาตราในร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะผมเห็นว่า ปัญหาของพี่น้องประชาชนในเรื่องความเดือดร้อนมีมากกว่าการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมยืนยันกับท่านประธานว่ามาตรา ๒๙๑/๖ ผมได้แปรญัตติตัดทิ้งทั้งมาตรา แต่ว่าเอกสาร ของผมนั้นจะอยู่ในใบแทรกในชุดหลัง แล้วผมก็ได้ประสานทำความเข้าใจกับท่านประธาน คณะกรรมาธิการ เนื่องจากมีข้อผิดพลาดทางเทคนิคกับทางเจ้าหน้าที่ เพราะฉะนั้น ในเอกสารรายงานของสภาอาจจะไม่ตรงกับที่ผมอภิปราย แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมก็มีเอกสาร ใบแทรกตามที่ผมได้เรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการไว้แล้ว ที่ผมได้แปรญัตติตัด มาตรา ๒๙๑/๖ ทั้งมาตราก็เพราะว่ามันไปเชื่อมโยงกับมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) เพราะผมเห็นว่า ผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาเป็น สสร. ซึ่งเป็นคนที่จะมาจากภาคเอกชน มาจากสถาบันการศึกษา ผมเลือกวิธีการให้มาจากการเลือกตั้ง เมื่อมาจากการเลือกตั้ง ผมก็ขอตัดมาตรานี้ ซึ่งเป็นวิธีการที่จะคัดสรร แล้วก็เลือกบุคคลตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ออกไป ท่านประธาน ที่เคารพครับ ขณะนี้เรากำลังอภิปรายกฎหมายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเรียนว่าอยู่ใน สถานการณ์ที่ผมไม่แน่ใจว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกประกาศใช้ตามกฎหมายได้ หรือไม่ เพราะเราทราบดีครับว่ามันมีปัญหาการทำผิดกฎหมาย การทำผิดกฎหมายที่ว่านี้ ก็คือการกดบัตรแทนกันครับ ซึ่งผมเรียนกับท่านประธานว่าไม่ใช่เป็นเรื่องตัวบุคคล แต่เป็น เรื่องข้อกฎหมาย ข้อกฎหมายที่ว่านี้ก็หมายความว่าการใช้สิทธิแทนกันนั้นผิดเจตนารมณ์ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทยตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเข้าใจว่ามีตัวอย่างในกรณีของวุฒิสภา ซึ่งมีคำวินิจฉัยไปแล้ว อันนี้ก็อภิปรายไว้เพื่อติดไว้ ในที่ประชุมว่าในอนาคตหลังจากที่เราผ่านวาระที่สองไปสู่วาระที่สามเมื่อมีการตีความ ในเรื่องนี้ก็ต้องไปพิสูจน์กันว่าความชอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะได้นำมาใช้ ตามความต้องการของรัฐบาลหรือไม่ ผมขออนุญาตพูดถึงเนื้อหาของมาตรา ๒๙๑/๖ หลักของมัน ก็มีอยู่ว่าในมาตรานี้เป็นเรื่องของวิธีการที่จะนำบุคคล ๒๒ คน มาเป็น สสร. ในการร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๖ ก็ได้กำหนดวิธีการคัดสรรผู้ที่จะมาเป็น ๒๒ คน ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยการกำหนดการได้มาว่า ให้สถาบันอุดมศึกษา ให้องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม ให้องค์กร ภาคเอกชนไปเลือกบุคคลตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ประเภทละไม่เกิน ๒ คน รายละเอียดในการเลือกกำหนดให้ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนด แล้วก็ต้องส่งให้ ท่านประธานภายใน ๑๕ วัน วรรคสี่ก็ให้ประธานรัฐสภานั้นแต่งตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คน หลักเกณฑ์รายละเอียดก็เป็นไปตามประธานรัฐสภากำหนด อันนี้ก็หมายความอยู่เองว่า ๒๒ คนที่ว่านี้ทั้งกติกา ทั้งที่มาทั้งหมดก็มีรายละเอียด มีหลักเกณฑ์ตามที่ท่านประธานรัฐสภา เป็นผู้กำหนด ที่สำคัญ ๒๒ คน ที่ว่านี้ สุดท้ายก็เป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ก็คือว่า ให้ที่ประชุมของรัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้คัดเลือกจากที่มีการคัดสรรมาแล้วจำนวนหนึ่งให้เหลือ ๒๒ คน ทั้งหมดนี้ก็เป็นไปตามที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายครับว่าทำไมจำเป็นต้องมีการคัดสรร ทำไมต้องมีการลากตั้ง ทั้ง ๆ ที่พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ที่เสนอแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้พูดเสมอครับว่า เคารพแล้วก็ศรัทธากับการเลือกตั้ง ผมเข้าใจว่าบางครั้งพูดเลยไปด้วยว่า ถ้าอะไรก็ตามมาจากการเลือกตั้งและเป็นเสียงข้างมากสามารถทำได้ทุกอย่าง บางทีทำผิด กฎหมายก็ทำได้ พรรคการเมืองที่เสนอแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังพูดอีกครับว่า สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการลากตั้งไม่มีศักดิ์ศรี ผมก็เลยสงสัยในการประชุมคณะกรรมาธิการว่า มีคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยหลายท่านมีข้อเสนอ รวมทั้งท่านสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายจบไป แล้วว่าเขาศรัทธากับการเลือกตั้งจำนวนไม่ว่าจะเป็น ๙๙ คน จำนวน ๑๕๐ คน จำนวน ๑๒๕ คน จำนวน ๒๐๐ คน เน้นว่าทำอย่างไรจะได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ผมก็เห็นด้วย กับคณะกรรมาธิการเสียงส่วนน้อยหลายท่านครับว่าในข้อเสนอว่าเป็นไปได้ไหมครับว่า สสร. ที่จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วนจะเป็นจำนวนเท่าไร อย่างไรก็แล้วแต่คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยแต่ละท่านจะเสนอมา ท่านประธานที่เคารพ ผมเสนอในมาตรา ๒๙๑/๑ เป็นการเสนอให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สสร. ทั้งสิ้น ๑๕๐ คน และผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่าง ๆ อีก ๕๐ คน รวมแล้ว ๒๐๐ คน แต่ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น วิธีการเลือกตั้งก็ใช้เป็นระบบบัญชีรายชื่อให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งได้ประกาศกำหนด แล้วก็ให้ ๕๐ คนนี้ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็ใช้วิธีนี้ ในการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่ง สสร. ในประเภทที่ ๒ นี้ จำนวน ๕๐ คน ผมจึงตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งใช้วิธีการลากตั้งออกทั้งหมดนะครับ โดยให้สอดคล้องกับที่ผมแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ วรรคสองว่าให้ สสร. จากภาคเอกชน ภาคองค์กรธุรกิจมาจากเลือกตั้ง ผมขอเรียนกับ ท่านประธาน แล้วก็ฝากไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าถ้าเป็นไปได้ถ้าประธาน คณะกรรมาธิการ แล้วก็กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ยังคิดว่าความเป็นเหตุเป็นผลของสมาชิก ที่ได้อภิปราย แล้วก็เห็นความสำคัญของการเลือกตั้งว่าสำคัญมากกว่าจากวิธีการลากตั้ง ที่ท่านคิดว่าดี ก็ขอให้เปลี่ยนแปลงมาใช้ระบบการเลือกตั้งทั้งหมดนะครับ ขอกราบ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิเชียร คันฉ่อง เชิญท่านพิชิตครับ

นายพิชิต ชื่นบาน กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม พิชิต ชื่นบาน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ต่อข้อกังวลในมาตรา ๒๙๑/๖ ในตัวท่านประธาน ก็อยากจะชี้แจงง่าย ๆ ให้เข้าใจง่าย ๆ นะครับ คือถ้าเราดูจากผู้กลั่นกรองตัวบุคคลที่จะมาเป็น สสร. นี่นะครับ สถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน จะเป็นเหมือนเครื่องกรอง ถ้าพูดภาษาให้เข้าใจง่าย ๆ จะเป็นตัวร่อน ตัวกรองตัวร่อน ตัวบุคคลที่จะเข้ามาสรรหานะครับ ตัวท่านประธานรัฐสภาเอง ถ้าเปรียบเทียบก็จะเหมือน บุรุษไปรษณีย์ บุรุษไปรษณีย์ท่านนี้ทำงานอะไรบ้าง ถ้าดูจากมาตรา ๒๙๑/๖ ก็จะเป็น ผู้ตรวจสอบคุณลักษณะนะครับ แล้วก็ลักษณะต้องห้าม บุรุษไปรษณีย์ท่านนี้ก็จะนำรายชื่อ มายังรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก เพราะฉะนั้นกระบวนการที่เป็นข้อกังวลว่า จะเป็นการบล็อกโหวตนี่ ก็ขอได้โปรดพิจารณาด้วยความเป็นธรรมตามที่ผมพยายาม ยกตัวอย่างว่า สถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ทั้ง ๓ องค์กรในบทบัญญัติ มาตรา ๒๙๑/๖ หน้าที่เขาเป็นผู้คัดเลือก เพราะฉะนั้นเขาจะเป็น เหมือนเครื่องกรอง ตัวบุคคลจะมาอย่างไร ก็จะมาจากเครื่องกรองอันนี้ครับ เสร็จแล้ว ท่านประธานรัฐสภาก็คงจะดู และการทำงานของท่านประธานรัฐสภาก็จะทำงานในรูป คณะบุคคลไม่ได้ใช้อำนาจโดยลำพัง ทำงานในรูปคณะบุคคล และคณะบุคคลจะเป็นใคร ผมก็เชื่อมั่นในประธานรัฐสภาว่าท่านจะต้องคัดสรรคณะบุคคลขึ้นมาพิจารณาอย่างดีพอ เมื่อท่านคัดสรรบุคคลมาทำงานแล้ว บุรุษไปรษณีย์ท่านนี้ท่านก็เอารายชื่อเข้ามาสู่ที่ประชุมของ รัฐสภา เพราะฉะนั้นแล้วบทบาทของท่านไม่ได้มากมายอะไรเกินกว่าข้อกังวล ผมขออนุญาต กราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกให้พิจารณาในสิ่งที่กระผมเปรียบเทียบจุดต่าง ๆ ที่จะทำงานตามมาตรา ๒๙๑/๖ เพื่อให้คลายกังวลลงครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉันผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ยินเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการในการที่มี ความเห็นในเรื่องเกี่ยวกับผู้เชี่ยวชาญที่แตกต่างหลากหลายกันอย่างมากนะคะ ดิฉันก็ได้รับฟัง แล้วก็ได้เห็นวิธีการทำงานของท่านก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ต้องขอเรียนอย่างนี้ค่ะ ท่านประธานคะ ประเทศหลาย ๆ ประเทศในโลกนี้มีประเทศที่เป็นประชาธิปไตย แล้วก็มี ความเคารพในคุณค่าของประชาชนอยู่หลายประเทศที่ใช้คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นเป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๖๐-๗๐ ปีที่แล้ว ซึ่งก็ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งเลย หรือรัฐสภาไทยก็มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่หลายครั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งต้นแบบของ สสร. ของทั้งโลกนี้ เกิดขึ้นเมื่อปี ๑๗๘๗ เมื่อ ๒๒๕ ปีที่แล้ว จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ๕๕ ท่าน ไม่ได้มาจากทุกอาณาเขต แต่ก็เป็นการส่งมาจาก ๑๒ มลรัฐ ดังเช่นประเทศฝรั่งเศส ก็เช่นกัน ซึ่งเป็นต้นแบบนำต้นแบบจากสภาร่างรัฐธรรมนูญของโลกนี้ ก็คือของประเทศ สหรัฐอเมริกามาใช้ ทีนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญหลาย ๆ ประเทศที่เกิดขึ้นใหม่ แล้วก็คิดว่ามีการแก้ไข รัฐธรรมนูญมาจนกระทั่งเป็นประเทศ เซาท์ แอฟริกา ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากความขัดแย้งทางการเมือง อย่างรุนแรงครั้งหนึ่งนั้น ก็มีพื้นที่ที่ทำให้ทั้งตัวแทนจากภาคประชาชน แล้วก็ผู้เชี่ยวชาญได้มีพื้นที่ ที่พบปะกัน ตรงนี้ส่วนหนึ่งดิฉันก็เห็นว่าหากเราศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ แล้วก็ความพัฒนา ทางการเมือง เราก็จะเห็นว่ามีหลายรูปแบบ ตั้งแต่รูปแบบที่เป็นคณะกรรมการยกร่างขึ้นมาเลย ในหลาย ๆ ครั้งของประเทศไทยก็ตาม หรือในประเทศไทยที่มีทั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก แต่ละจังหวัดนั้นก็เป็นแบบที่นำมาจากประสบการณ์ของคนทั้งโลก ดังนั้นดิฉันเห็นว่าการที่ หลาย ๆ ประเทศที่ใช้รัฐสภาเป็นสภายกร่างรัฐธรรมนูญก็มีเช่นกันหลาย ๆ ประเทศ ตรงนี้ก็คือ ให้เกียรติกับรัฐสภาในฐานะที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยที่จะทำหน้าที่ในการพิจารณา กฎหมายสูงสุดเช่นกัน ดังนั้นพื้นที่ที่ทำให้ทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งภาคประชาชน ทั้งผู้เชี่ยวชาญ แล้วก็ รัฐสภาโดยรวมมาพบปะได้พูดคุยกัน ก็เหมือนกับการที่ดิฉันได้มีโอกาสได้มาพบปะกับ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายในรัฐสภานี้เช่นกัน แล้วเราก็ได้แลกเปลี่ยนกันอย่างหลากหลาย บางท่านดิฉันก็คล้อยตาม บางท่านดิฉันก็เห็นต่าง บางท่านดิฉันก็รู้สึกไว้ใจ บางท่านดิฉันก็ รู้สึกไม่ไว้วางใจ จึงเป็นที่มาที่ทำให้ดิฉันก็เห็นด้วยค่ะว่าควรจะมีพื้นที่ที่ทำให้รัฐสภาเรานั้น มีส่วนร่วมในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน โดยผ่านการที่จะได้พบปะกับผู้เชี่ยวชาญ แล้วก็ให้ผู้เชี่ยวชาญได้พูดคุยกับตัวแทนที่ประชาชนเลือกมาโดยตรงจังหวัดละ ๑ คน ตรงนี้ ก็เป็นเหตุผลที่ดิฉันคิดว่าสนับสนุนกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้วก็อยากจะพูดคุยกับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย รวมทั้งเพื่อนสมาชิกด้วยว่าถ้าท่านได้ไปอ่านในหนังสือของ สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งได้รวบรวมเนื้อหาของ สสร. ที่มาของ สสร. ก็มีหลาย ๆ รูปแบบ แล้วดิฉัน ก็รู้สึกว่ารัฐสภานี้ก็เป็นที่น่าภูมิใจอย่างยิ่งที่เรามีพัฒนาการในการคัดสรร เลือก สสร. มาด้วย คัดสรรนั้นก็เป็นคำที่เรียกว่า ส.ส. ทุกคนก็ได้รับการคัดสรรละค่ะ เพียงแต่ว่าคัดสรรจากใคร เท่านั้นเอง ขอบคุณค่ะท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็นผู้สงวนคำแปรญัตติ เชิญท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ท่านสงวนคำแปรญัตติไว้ ๒ บรรทัดครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธาน รัฐสภา ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ นะครับ ท่านประธานครับ ในคำอภิปรายของผมในมาตรานี้ ซึ่งผมขออนุญาตย้ำนะครับว่าเป็นร่างที่ร่างโดยคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอนะครับ เพราะฉะนั้นคำอภิปรายนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้ท่านประธานรัฐสภา ไม่สบายใจนะครับ เพราะว่าเป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรีที่เสนอเช่นนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรานี้ที่เสนอนั้น ผมจะไม่ขออนุญาตอ่านในมาตราเพราะว่ามีหลายท่านได้อ่านไปแล้ว แต่ประเด็นที่สำคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของกลไกของการทำงานที่สะท้อนวิธีคิดของผู้ร่าง และสะท้อนความคิดของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ยืนอยู่จนถึงขณะนี้

ในประเด็นแรก ท่านประธานครับ หลักใหญ่ก็คือว่า สสร. ที่มาจากการคัดสรรนั้น องค์กรต่าง ๆ ที่จะมีสิทธิเสนอชื่อนั้นในมาตรานี้ได้ให้อำนาจกับประธานรัฐสภาเป็นผู้กระทำ ซึ่งในความเป็นจริงประธานรัฐสภาในฐานะประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติอันนั้นก็เป็นความจริง แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือประธานรัฐสภาก็เป็นสมาชิกรัฐสภาสังกัด พรรคการเมือง แล้วก็สังกัดพรรคที่เป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นบทบาทของประธานรัฐสภา ก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีคำถามว่าท่านได้ยืนอยู่ข้างรัฐบาลหรือยืนอยู่ตรงกลาง ตรงนี้เป็นเรื่อง ความถูกต้องที่จะมีคนตั้งคำถามในส่วนนั้น ทีนี้เมื่อท่านเป็นผู้คัดเลือกว่าองค์กรใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรในภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ถึงแม้ว่าจะมี กระบวนการของการขึ้นทะเบียนอะไรก็แล้วแต่ที่สามารถจะเป็นฐานได้บางส่วน แต่สุดท้าย ที่สำคัญก็คือประธานรัฐสภาคือผู้มีอำนาจที่จะบอกว่ามีองค์กรใดบ้างที่จะเป็นผู้เสนอรายชื่อ ให้สำหรับรัฐสภาที่จะทำการคัดสรรต่อไป อันนั้นคือกลไกข้อที่ ๑

และในส่วนนี้ ผมขออนุญาตเรียนด้วยความเป็นห่วงประธานรัฐสภา ในฐานะ ตำแหน่งประธานรัฐสภาและในฐานะตัวบุคคลซึ่งเป็นประธานรัฐสภา ท่านจะต้องรับภาระ รับคำวิพากษ์วิจารณ์อีกมากมาย ทั้ง ๆ ที่ผมเชื่อว่าในใจท่านถ้าเลือกได้ท่านคงไม่อยากจะทำ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญตรามาตราไว้อย่างนี้ก็เท่ากับว่าโยนภาระนี้ให้กับท่าน และผมเห็นใจท่าน ในฐานะตัวบุคคลที่จะต้องรับภาระในส่วนนี้ เพราะผมเชื่อว่าจะมีคนอีกเยอะมากในประเทศไทย ที่จะบอกว่าให้ถามใจของท่านประธานรัฐสภาดูสิว่าท่านคิดอย่างไรและรู้สึกอย่างไร ท่านจะตอบ อย่างไรคงไม่สำคัญ แต่ใจของท่านรู้ดีว่าท่านคิดอย่างไรและรู้สึกอย่างไร ตรงนั้นผมคิดว่า เป็นความไม่ยุติธรรมกับประธานรัฐสภาที่มีการร่างมาตราในลักษณะเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น

ในกลไกขั้นที่ ๒ ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอให้มาเป็น สสร.คัดสรร คุณสมบัติเหล่านี้ถึงแม้ว่าจะจัดตั้งโดยคณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นก็ตาม แต่ท่านประธานรัฐสภาก็เป็นผู้มีบทบาทในการคัดเลือกคณะกรรมการชุดนี้อยู่ดี และในความ เป็นจริงเราก็เห็นมาตลอดว่าคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยใคร ในทางปฏิบัติคณะกรรมการก็จะ มีความเกรงอกเกรงใจหรือมักจะรับฟังความคิดเห็นและคล้อยตามความคิดเห็นของ ผู้ที่แต่งตั้งคณะกรรมการนั้นมาเสมอ สิ่งที่ผมพูดนี้ไม่ใช่เป็นการกล่าวอ้างทางทฤษฎี แต่เป็น ความเป็นจริงที่ปรากฏในการเมืองไทยมาโดยตลอด และตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่มีความชอบธรรม ที่ประชาชนหรือคนทั่วไป และรวมถึงตัวผมเองด้วยที่จะมีคำถามว่าเราจะเชื่อได้อย่างไรว่า คณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยประธานรัฐสภานี้จะทำหน้าที่พิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับ คัดสรรอย่างตรงไปตรงมาเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ในกลไกขั้นที่ ๓ ที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือกลไกของการพิจารณาคัดเลือกสุดท้าย โดยสมาชิกรัฐสภา ถึงแม้ว่าจะเป็นการลงคะแนนลับอะไรก็ตาม มันไม่ใช่เหตุผลที่จะอธิบาย ได้ว่าจะเป็นการใช้สามัญสำนึกเลือกตั้งโดยยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ เป็นหลัก เพราะว่าที่ผ่านมาอภิปรายมา ๗ วันแล้วครับท่านประธาน ปรากฏว่าเสียงของ วุฒิสมาชิกจำนวนไม่น้อย เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฝ่ายค้าน จำนวนมากได้ให้เหตุผลที่ดี ๆ มากมาย ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมได้พบกับเพื่อน ๆ อาจารย์ ในมหาวิทยาลัยจำนวนมาก พบกับลูกศิษย์ลูกหาแล้วก็พบกับประชาชนจำนวนมาก เขาถามผม คำเดียวครับท่านประธานว่าทำไมกรรมาธิการเสียงข้างมากถึงไม่ฟังความคิดเห็นที่ดี ๆ ที่ปรากฏ ในสภาแห่งนี้สักเท่าไร และตอนสุดท้ายในแต่ละมาตราเมื่อมีการลงคะแนนเสียงก็เป็นไปตาม เสียงข้างมากที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้กำหนดไว้ ผมอยากจะถามตรง ๆ ว่ามีกี่ประเด็น กันครับที่กรรมาธิการเสียงข้างมากรับฟังและนำไปแก้ไข ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดก็คงมีประมาณ ๑-๒ ประเด็นเท่านั้นเอง ในขณะที่มีการพูดกันมากกว่า ๑๐ ประเด็นแล้วก็เป็นเรื่องที่สำคัญ มากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ขอให้มี สสร. ๒๐๐ คนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ได้หรือไม่ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ครับท่านประธาน เมื่อดูพิจารณากลไกทั้ง ๓ ส่วน นี้แล้ว ผมคิดว่าถ้าเรากลับไปดูหลักของประชาธิปไตย เราจะเห็นทันทีว่าประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครัฐบาล เป็นผู้คัดเลือกองค์กร เป็นผู้ตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบ คุณสมบัติและให้รัฐสภาซึ่งเสียงข้างมากคุมโดยเสียงของพรรครัฐบาลเป็นผู้ตัดสิน คำถาม ก็คือว่าแล้วหมายความว่าอย่างไรครับ ประเด็นที่ชัดเจนที่สุดก็คือว่าที่ผมอยากจะขออนุญาต พูดกับพี่น้องประชาชนแล้วก็ฟ้องพี่น้องประชาชนตรงนี้ คณะรัฐมนตรีที่ร่างในมาตรานี้ เป็นการร่างจากความคิดที่ไม่ยอมรับการตรวจสอบและถ่วงดุลแต่ประการใด ตรงกันข้าม เป็นการร่างที่เต็มไปด้วยความคิดเผด็จการเบ็ดเสร็จที่ต้องการจะได้ สสร. คัดสรร ๒๒ ท่าน ตามที่ตัวเองต้องการและกลไกก็ทำให้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ อย่างยิ่ง ท่านประธานครับ นักเรียนรัฐศาสตร์ทุกคนรู้ดีว่าหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย จะพูดว่าอำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน เมื่อประชาชนเลือกตั้งมาแล้ว ตัวแทนของประชาชน ก็สามารถจะทำอะไรได้ ตรงนั้นเป็นคำกล่าวอ้างที่ถูกเพียงส่วนเดียวเท่านั้น สมาชิกวุฒิสภา ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ที่น่าสนใจมากก็คือว่า อำนาจอธิปไตยของประชาชนจากการเลือกตั้ง ตรงนี้เป็นการมอบอำนาจให้กับผู้แทนที่จะมาทำหน้าที่ตามนโยบายที่ได้บอกกับประชาชนไว้ แต่ไม่ใช่เป็นการส่งมอบสัมปทานอธิปไตยให้กับผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งว่าท่านทำอะไรก็ได้ และในมาตรานี้มาตรา ๒๙๑/๖ ก็เป็นอีก ๑ ตัวอย่างที่จะบอกว่าความคิดของมาตรานี้ เป็นความคิดเผด็จการเบ็ดเสร็จที่ไม่ยอมรับและไม่เห็นคุณค่าของหลักการตรวจสอบ และถ่วงดุล ซึ่งประชาธิปไตยถือว่าหัวใจของการตรวจสอบและถ่วงดุลเป็นเครื่องที่จะค้ำจุน ให้ประชาธิปไตยเดินหน้าไปได้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่สำคัญมากที่พูดถึงเรื่องของ การตรวจสอบและถ่วงดุล ก็คือเป็นการเปิดโอกาสเหมือนกับที่ท่านประธานเปิดโอกาสให้ผม ลุกขึ้นมาพูดเช่นนี้ละครับ ที่จะแสดงเหตุและผลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ และถ้ากรรมาธิการ เสียงข้างมากเปิดใจกว้างรับฟังด้วยเหตุด้วยผล และยอมรับว่ามันมีบางส่วนเป็นข้อบกพร่อง จริง ๆ และตรงนั้นเองจึงทำให้เกิดการประนีประนอม การประนีประนอมไม่ใช่หมายความว่า เอามารวมกันแล้วหาร ๒ แต่การประนีประนอมหมายถึงการรับฟังเหตุและผล รับฟัง ข้อเท็จจริง เข้าใจข้อจำกัดของอีกฝ่ายหนึ่งและเมื่อเราเข้าใจอย่างนี้คิดแบบนี้เราก็จะ ประนีประนอมเพื่อที่จะให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไปได้และตรงนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ท่านประธาน มาตรา ๒๙๑/๖ ก็เป็นอีก ๑ ตัวอย่าง ซึ่งผมหวังว่ามโนธรรมและสามัญสำนึก ของประธานคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ซึ่งผมได้อภิปรายไปเมื่อคราวที่แล้วว่าได้ให้ความเชื่อถือกับท่านเป็นการส่วนตัว ผมเชื่อว่าท่านจะรับฟังสิ่งเหล่านี้ และถ้าเมื่อท่านรับฟังสิ่งเหล่านี้เราอยากเห็นความกล้าหาญ ทางจริยธรรมของท่านเพื่อจะประนีประนอมหลักการของประชาธิปไตยให้เดินหน้าไปได้ด้วย การแก้ไขเรื่องเหล่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อผมพูดมาถึงตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงคุณแม่ ผมครับ คุณแม่ผมเสียชีวิตไป ๒๐ กว่าปีแล้วครับ ผมจำคำสอนของแม่ได้ตอนเป็นเด็ก ผมกับน้อง แย่งขนมกันเพราะมีขนมเหลืออยู่ชิ้นเดียวครับ แล้วแม่ก็บอกผมกับน้องว่าให้หยุดทะเลาะกัน แม่บอกว่าให้เอาอย่างนี้ลูก ใครก็ได้คนหนึ่งเป็นคนแบ่ง แล้วให้อีกคนหนึ่งเป็นคนเลือก ผมกับน้อง ก็หยุดทะเลาะกันแล้วก็คิดอยู่ครู่ใหญ่ ๆ แล้วก็บอกใครก็ได้เป็นคนแบ่ง แต่อีกคนหนึ่งเป็นคนเลือก มาถึงวันนี้คำสอนของแม่ผมบอกว่า การตรวจสอบและถ่วงดุล คือคนหนึ่งเป็นคนแบ่งและให้ อีกคนหนึ่งเป็นคนเลือก นี่คือการตรวจสอบและถ่วงดุล เมื่อมีการตรวจสอบและถ่วงดุลที่ทุกฝ่าย ยอมรับความยุติธรรมก็เกิดขึ้น ความสงบสุข ผมกับน้องก็ไม่เคยทะเลากันอีกเลยในการแย่ง ขนมกัน หลังจากวันนั้นมา คำสอนของแม่ผมเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน ทำให้ผมกลับมา นึกถึงมาตรา ๒๙๑/๖ ครับ คนหนึ่งแบ่งแล้วคนหนึ่งเลือก ที่ร่างมาตรานี้มันเป็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ คนแบ่งเอง แล้วก็เลือกเอง จะยุติธรรมได้อย่างไรครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเสียงเล็ก ๆ ของผมเหล่านี้จะเข้าไปถึงหัวใจของ ท่านประธานสามารถครับ ท่านกรุณา และผมเชื่อว่าในใจลึก ๆ ของท่าน ท่านทราบดีนะครับ ว่ามาตรานี้ได้ละทิ้งหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย แต่มันแฝง ด้วยความคิดเผด็จการเบ็ดเสร็จอยู่ในนั้น เพราะจะต้องการทำให้ได้ตามเป้าหมายของตน ก็คือควบคุม ๒๒ ท่านที่เป็น สสร. จากการคัดสรร ท่านประธานครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คำอภิปรายของผมนี้จะมีโอกาสช่วยรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของประธานรัฐสภา เพราะผมรู้ว่าตำแหน่งนี้เราจะต้องช่วยกันรักษาไว้ แต่ถ้ามาตรานี้ผ่านไปในลักษณะเช่นนี้ กระผมขออนุญาตเรียนกับท่านประธานรัฐสภาไว้ล่วงหน้าเลยนะครับว่าท่านจะต้อง รับคำวิจารณ์อีกเยอะมาก แล้วก็เป็นคำวิจารณ์ที่อาจจะทำให้ท่านต้องเสียใจในวันข้างหน้า ขอขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ครับ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้สงวน คำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ โดยตัดข้อความในวรรคสามออกไปครับ ข้อความในวรรคสาม ถึงแม้จะเป็นข้อความที่สั้น ๆ นะครับ แต่มีความหมาย แล้วก็มีความสำคัญต่อกฎหมายฉบับนี้ เมื่อสักครู่ผมได้ฟังคำชี้แจงของท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ยิ่งทำให้ผมต้องกังวล เข้าไปใหญ่ว่าวรรคสามที่ผมจะตัดออกนี้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ให้ความสำคัญ หรือไม่ ข้อความนั้นคือการที่ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรเอกชน การกำหนดนี้เป็นขั้นตอนก่อนที่สถาบันการศึกษาองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนจะเป็นการกลั่นกรองรายชื่อ ท่านประธานจะเป็นคนกำหนดองค์กร ต่าง ๆ นะครับ ซึ่งจะเป็นผู้ที่มาคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในประเภทที่ ๒ หรือว่า สมาชิกแบบสรรหา การเขียนกฎหมายแบบนี้ผมคิดว่าไม่เหมาะสมนะครับ แล้วก็ยังเป็นภาระ ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติปฏิบัติยากนะครับ ซึ่งในกรณีนี้ก็เป็นท่านประธานรัฐสภา ผมเข้าใจครับ ท่านประธาน ในมาตรานี้ท่านประธานก็คงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่ ในวาระต่าง ๆ กันตามหลักเกณฑ์ที่ท่านประธานกำหนด แต่ก็มีข้อสงสัยครับว่าหลักเกณฑ์ ที่ท่านประธานจะกำหนดนั้นเหมาะสมหรือไม่ที่จะเป็นการกำหนดโดยประธานรัฐสภา ผมขอเน้นกลับมาในเรื่องของการกำหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นที่มาของผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๒๒ ท่าน กฎหมายฉบับนี้มอบให้ท่านประธาน เป็นผู้กำหนด มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกล่าวหาว่ามีการล็อกเสปกหรือไม่ ท่านประธานครับ พูดถึงการล็อกสเปกการเกี่ยวโยงกับการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญอาจจะนำไปถึงความเสื่อมเสีย ของรัฐสภาแห่งนี้ โดยเฉพาะถ้ามีการกล่าวหาและมาเกี่ยวโยงกับท่านประธานรัฐสภาซึ่งเป็น ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ความเสื่อมเสียตรงนี้จะไปกระทบต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะทำให้ พี่น้องประชาชนพูดถึงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเหมาะสมกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือไม่ ท่านประธานครับ ผลร้ายของการล็อกสเปกไม่ใช่ว่าแค่เสื่อมเสียรัฐสภาแห่งนี้เท่านั้น มีเหตุผล อีก ๒-๓ ข้อที่เราต้องคำนึงถึงแล้วก็มาพิจารณากัน

เรื่องที่ ๑ ถ้าหากมีการล็อกสเปกการแข่งขันอยู่ตรงไหนครับ หากท่านประธาน นำเสนอองค์กร องค์กรเอ ท่านจะมีคำตอบให้องค์กรบี องค์กรซีหรือองค์กรดีอย่างไร ท่านจะต้อง ชี้แจงสำหรับทุก ๆ องค์กรเลยหรือครับ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ลำบากใจสำหรับท่านประธาน

เรื่องที่ ๒ สำหรับการล็อกสเปก การมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่ตรงไหน การที่กำหนดให้ท่านประธานรัฐสภาวางมาตรฐานหรือว่าข้อกำหนดสำหรับองค์กร ภาคเศรษฐกิจ และสังคม ไม่ได้มีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนเลย ท่านประธานครับ ผมคิดว่า ขณะนี้องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและภาคเอกชนคิดเป็นสัดส่วน ๒ ใน ๓ ของประเทศ ถ้าหากท่านประธานจะมาเป็นตัวแทนที่คัดเลือกองค์กรซึ่งมีจำนวน ๒ ใน ๓ ของประเทศ ผมคิดว่าท่านประธานไม่ใช่ตัวแทนขององค์กรเหล่านั้นแน่ ๆ พวกเราที่อยู่ในสภาแห่งนี้ซึ่งมี ตัวแทนจากทุกภาคส่วน จากทุกจังหวัดก็ยังไม่เป็นตัวแทนของประเทศไทยเลย ท่านประธานครับ ท่านประธานเป็นตัวแทนของนักการเมืองผมคิดว่าถ้าเราพูดถึงองค์กรที่เป็นองค์กร ภาคเศรษฐกิจและสังคม ควรจะให้ผู้ที่เชี่ยวชาญหรือว่าผู้ที่มีความเหมาะสมมาทำหน้าที่ตรงนี้ มากกว่านะครับ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าภาระของท่านประธานที่จะต้องทำหน้าที่ตรงนี้ ก็คงจะต้องทำในระยะเวลาอันใกล้ เพราะว่าจากแนวทางการตอบรับของท่านกรรมาธิการ เกี่ยวกับเรื่องของการเสนอข้อเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ รู้สึกว่าจะเปลี่ยนแปลงลำบากนะครับ ผมคิดว่าท่านประมุขฝ่ายนิติบัญญัติก็คงต้องทำหน้าที่ที่หนักอันนี้ ผมกังวลครับเพราะว่า ผมไม่แน่ใจว่าท่านประมุขฝ่ายนิติบัญญัติจะมีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ สังคมหรือว่า ภาคเอกชน ท่านจะใช้เหตุผลใดในการพิจารณาครับ ถ้าหากว่าเป็นภาคเอกชนท่านจะเอา อะไรมาพิจารณา ท่านจะพิจารณาด้านมูลค่าทางการค้า อนาคตที่มูลค่าทางการค้านี้ จะเจริญเติบโตขึ้นหรือความคาดหวังของการเจริญเติบโตนั้น ๆ ภาคเศรษฐกิจล่ะครับ ท่านประธานจะเอาอะไรมาพิจารณา ท่านอาจจะใช้สัดส่วนของจีดีพี (GDP) ของภาคนั้น ๆ ต่อสัดส่วนจีดีพีของประเทศ แต่ท่านจะตัดสินใจได้อย่างไรครับ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ลำบากมาก ถ้าหากว่าท่านเลือกองค์กรจากภาคอุตสาหกรรมแล้วภาคบริการล่ะครับ ภาคขนส่ง ภาคท่องเที่ยว ภาคการเงินยังมีอีกเยอะแยะ ผมไม่อยากจะไม่เคารพท่านประธาน ผมอาจจะ เข้าใจผิด แต่ผมคิดว่าความเชี่ยวชาญของท่านประธานไม่ได้อยู่ตรงนี้ ท่านเป็นประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติ ฉะนั้นความเชี่ยวชาญของท่านน่าจะอยู่ในส่วนนั้น ท่านประธานครับ ถ้าหากว่า ท่านประธานมีความสามารถในการที่จะเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ แล้วก็เราพูดว่าไม่คิดอะไรมาก ท่านประธานอาจจะคัดเลือกองค์กรจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งปีที่ผ่านมาจีดีพีเป็นสัดส่วนถึง ๓๙ เปอร์เซ็นต์ของประเทศก็เหมาะสม แต่ถ้าเผื่อมาดูลึก ๆ ในส่วนของจีดีพีภาคอุตสาหกรรม ลดลงในไตรมาส ๔ ถึง ๒๑ เปอร์เซ็นต์ของไตรมาสที่ผ่านมาเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส ที่ผ่านมานะครับ ข้อมูลเหล่านี้ผมคิดว่าจะมาสร้างความกดดันให้ท่านประธานในการคัดเลือกตัวแทนที่จะมา จากองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านประธานครับ ผมมีความกังวลว่าถ้าหากมีสมาชิกรัฐสภา ท่านใดท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตหรือว่าข้อสงสัยกับท่านประธานว่าเหตุใดท่านประธานถึงเลือก องค์กรนี้แล้วไม่เลือกองค์กรนั้น ท่านประธานที่นั่งอยู่ตรงบัลลังก์นี้จะตอบเข้าข้างตัวเอง หรือว่าจะแสดงความเป็นกลาง ในขณะที่ท่านเป็นคนคัดเลือกองค์กรเหล่านั้นขึ้นมาเอง นี่คือ ข้อกังวลของกระผม ผมเองก็มีความกังวลว่าถ้าหากท่านมามองทางด้านองค์กรด้านเศรษฐกิจ แล้วบังเอิญท่านคัดเลือกองค์กรภาคเศรษฐกิจขึ้นมา แล้วถ้าเผื่อท่านเลือกองค์กรที่เกี่ยวกับ โทรคมนาคม จะให้พวกเราคาดเดาไหมครับว่าท่านจะเลือกตัวแทนจากองค์กรนี้อย่างไร หรือว่าใคร ถ้าไปอสังหาริมทรัพย์ละครับ ท่านจะเลือกใคร เราก็คงไม่อยากมาคาดเดาว่า จะเป็นใคร แต่คิดว่าพอจะรู้คำตอบกันอยู่นะครับ อาจจะเป็นการคัดเลือกกันเองหรือเปล่า หรือว่าดูจากพวกพ้องเดียวกัน นี่คือข้อกังวลครับ ที่ทางผมเองได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้นะครับ แล้วก็อยากจะตัดในส่วนของข้อความนี้ออกไป ท่านประธานครับ ถึงแม้ว่าผมจะกังวล แต่อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ครับในโลกนี้ สิ่งต่าง ๆ ที่เราไม่ได้คาดหมายไว้ก็เกิดขึ้น เสียงข้างมาก ณ ขณะนี้ยังฟังคนคนเดียวเลยครับท่านประธาน เมื่อสงกรานต์ก็ยังมีผู้คนไปมากมาย ข้ามประเทศไปนะครับ ไปให้คนคนหนึ่งเป่ากระหม่อม ถ้าหากว่าท่านประธานมีอำนาจตรงนี้ ผมคิดว่าคงมีคนอีกหลายคนที่จะมาให้ท่านประธานเป่ากระหม่อมเพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทน ขององค์กรเหล่านี้ ๒๒ ท่านนะครับ ผมก็ขอสงวนคำแปรญัตติไว้เท่านี้ ไม่อยากให้เป็นอำนาจ ของท่านประธานรัฐสภาในการกำหนดหลักเกณฑ์นี้ อยากจะให้ผู้เชี่ยวชาญหรือว่า ผู้ที่เหมาะสมทำหน้าที่ตรงนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านชุมพล จุลใส ครับ

นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุมพร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ขอแปรญัตติไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสาม ครับท่านประธาน ตัดออกหมดเลย ผมขออนุญาตอ่านในวรรคสาม องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและภาคเอกชนตามวรรคสองให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด ท่านประธานครับ ผมมีความเห็นแตกต่างจากเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นะครับ ผมมีความเห็นว่าในวรรคนี้ให้ตัดออกไปทั้งหมดแล้วก็ไม่ให้อำนาจท่านประธานรัฐสภา แต่ผม อยากให้อำนาจนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษา เหตุผลอะไร ท่านประธานครับ ผมมีความคิดเห็นที่แตกต่างไปว่าถ้าเราให้สถาบันการศึกษาเป็นผู้กำหนดนั้นจะได้บุคคลที่มี ความรู้ความสามารถ มีทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิที่เหมาะสมมีความรู้ความสามารถ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็ไม่ได้ดูถูกองค์กรอื่นนะครับ แล้วก็ผมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกับท่านหมอเหวงที่บอกว่า ไม่ต้องการให้พวกที่เป็นลักษณะอนุรักษ์นิยมได้เข้ามาร่วมหรือมาร่วมเป็นสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญในชุดนี้ ต้องการพวกเสรีนิยม อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจนะครับว่าอนุรักษ์นิยม เสรีนิยม ในความหมายของท่านหมอเหวงเป็นอย่างไรนะครับ อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจ เพราะว่าถ้าเอาตามที่ท่านหมอเหวงพูดนี้ผมว่าในความคิดของผมนะครับ ประชาธิปไตย อาจผิดเพี้ยนไปบ้างนะครับ อันนี้ก็เป็นมุมมองนะครับ ท่านประธานครับ ในส่วนของ สถาบันการศึกษาที่ผมขอนำเสนอนั้นผมว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากน่าจะต้องรับฟังและเพื่อ ประกอบการตัดสินใจ เหตุผลเพราะว่าเพื่อนผมเมื่อสักครู่ครับ ท่านณัฏฐพล ขอเอ่ยนาม ได้ยกตัวอย่างไปแล้ว ผมก็จะไม่ยกตัวอย่างซ้ำอีกนะครับ ท่านประธานครับ แต่ว่าสิ่งหนึ่ง ที่ผมเป็นกังวลใจว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ใช่ความถูกต้องเสมอไป รัฐธรรมนูญนั้นบังคับ ให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ผมไม่อยากให้พวกท่านที่มีเสียงข้างมากถูลู่ถูกังไป ไปเรื่อยครับ ผมต้องการให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมโดยเฉพาะภาคการศึกษาที่ผมว่านะครับ ผมมั่นใจครับว่า เราตัดวรรคนี้ออกไป ท่านประธานก็ไม่ได้สูญเสียอำนาจใด ๆ เลย ท่านคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ ตัดออกไปเถอะครับ วรรคนี้ครับ ผมว่ามันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งนะครับ ถ้าผมพูดง่าย ๆ ตามความคิดของผมก็เป็นเผด็จการรัฐสภา เพราะว่าท่านประธานรัฐสภานั้น ในส่วนตัวนั้นผมคิดว่าท่านก็มีความเป็นกลางครับ แต่ท่านมาจากพรรคการเมือง อย่างน้อย ท่านก็ต้องมีใจเอนเอียงแต่ท่านอ้างว่าไม่ใช่หน้าที่ของผม เพราะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากที่เขาทำมาอย่างนี้ ผมในฐานะที่เป็นประธานรัฐสภาไม่มีอำนาจใด ๆ เลย ผมว่า ไม่จริงหรอกครับ อันนี้ผมอยากให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านสามารถ ได้ทบทวนอีกสักนิดเถอะครับ อันนี้ผมไม่มีอคติใด ๆ ทั้งสิ้นครับ เพราะว่าสถาบันการศึกษานั้น ผมอยากให้มีหลากหลายแล้วก็ตัดไปวรรคนี้เถอะครับ ไม่เห็นด้วย และกระผมก็ไม่เห็นด้วย ตั้งแต่วาระขั้นรับหลักการนะครับว่าการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นผมไม่เห็นด้วย ก็ไม่เห็นด้วย อย่างไรครับ เพราะมันยังไม่ถึงเวลา แต่เมื่อพวกท่านบอกว่ามันถึงเวลาท่านได้ประกาศ ในนโยบายไว้ เอาละไม่เป็นอะไร แต่ท่านครับ ณ วันนี้นั้นพี่น้องประชาชนทั่วทุกภาคมีปัญหา เดือดร้อนเรื่องข้าวของแพงทุกเรื่องนะครับ และวันนี้พี่น้องประชาชนของเราใช้ไฟฟ้าสูงสุด ผมทราบว่าวันนี้ไฟฟ้าก็เพิ่มมาอีก ๓๐ สตางค์ต่อหน่วย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ เรื่องปากท้อง ท่านประธานครับ ท้ายที่สุดนี้นั้นผมก็ต้องขอฝากท่านประธานผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญท่านสามารถและคณะนะครับ ขอเถอะครับ วรรคสามตัดออกไปเถอะครับ แล้วเอาสถาบันการศึกษาใส่ลงไป และผมมั่นใจว่าเราจะเดินหน้ากันไปได้ด้วยดีนะครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ที่ได้ขออนุญาต แปรญัตติแล้วก็สงวนเอาไว้ในครั้งนี้ เนื่องจากว่าผมเรียนครับว่าผมพยายามจะอภิปรายให้อยู่ ในกรอบที่ท่านประธานคงได้เห็นว่าผมได้มีการตัดในบางวรรคออกไป ผมเรียนด้วยความเป็นห่วง ท่านประธานจริง ๆ ครับ เพราะเนื่องจากว่าผมได้อภิปรายมาในมาตรา ๒๙๑/๑ ผมก็ยังยืนยัน เหมือนเดิมว่าผมยังมีความแน่วแน่แล้วก็มั่นคงในหลักการว่าจริง ๆ แล้วถ้ากรรมาธิการ เสียงข้างมากได้รับฟังแล้วก็ยืนยันในเรื่องของจำนวน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งให้มากกว่า ๗๗ ท่าน ผมได้นำภาพในการที่นำเสนอไปแล้วว่าถ้าดำเนินการแบบนั้นใน ๗๗ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คนแล้วไม่ยอมเพิ่มจำนวนนั้น ฐานเสียงของรัฐบาลรวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลจะทำให้เห็นว่า มีผู้ที่จะได้เป็น สสร. ในระบบจังหวัดประมาณ ๕๔ ท่านโดยประมาณ แล้วผมก็ได้พูดต่อเนื่อง มาถึงในมาตรา ๒๙๑/๖ ในครั้งนี้ด้วยครับว่าถ้านำเอาคะแนนเสียงเลือกตั้งของการเลือกตั้ง ปี ๒๕๕๔ มาลองเขียนลงในแผนที่ประเทศไทยก็ ๕๔ จังหวัดโดยประมาณจาก ๗๗ จังหวัด แล้วในการคัดสรร สสร. ที่มาจากการคัดสรรในครั้งนี้อีก ๒๒ ท่าน รวมแล้วก็เป็น ๗๖ ท่าน จาก ๙๙ ท่าน ผมคิดว่าตัวเลขตัวนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องประชาชนที่ได้รับชมอยู่ ทางบ้านก็จะได้ตื่นตัวครับท่านประธานครับว่าการเลือกตั้ง สสร. ในอนาคตเมื่อทางรัฐบาล รวมถึงโดยเฉพาะในคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนเอาว่า ๗๗ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คนนั้น มันก็ต้องมาดูว่าเมื่อท่านไม่เพิ่มจำนวนก็ไม่เป็นอะไร แต่ผมก็ยังเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพว่าท่านประธาน และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหลาย ๆ ท่านที่ผมได้รู้จัก และติดตามท่านมาโดยตลอด ท่านก็มาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด เมื่อจำนวนท่านไม่ยอมเพิ่ม ๗๗ คนท่านจากการเลือกตั้งผมก็ยังเห็นด้วยนะครับ เพราะยังถือว่า การเลือกตั้ง สสร. นั้นยังมาจากพี่น้องประชาชนจริง ๆ แต่ประเด็นที่ผมได้แปรญัตติไว้ ในมาตรานี้ ก็เนื่องจากว่าผมไม่เห็นด้วยเลยท่านประธานที่จะมี สสร. ไม่ว่าในนี้จะเขียนไว้ว่า ให้ท่านประธานเป็นคนออกกรอบหรือมีการคัดสรรอีก ๒๒ ท่าน ผมก็ฝากเรียนท่านประธาน ไปถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากทุกท่าน ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็เป็นคนที่ได้ผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้งต่อหลายครั้ง เพราะเหตุผล อะไรที่ท่านถึงไม่ทำให้ผู้ที่จะมาร่างกติกาของประเทศในครั้งนี้มาจากพี่น้องประชาชน ท่านตอบได้ไหมครับว่าการที่ท่านได้นำการสรรหา สสร. มาแล้วไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ทราบว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมในครั้งนี้ตรงไหน ตอบไม่ได้ครับ มันก็จะกลายเป็นรอยด่าง อยู่ในความรู้สึกของเราว่าแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะแก้กันในครั้งนี้ อีก ๒๒ ท่านที่จะได้เข้ามา จะพูดได้อย่างไรว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชน ถึงแม้ท่านจะอ้างว่า อีก ๗๗ ท่านมาจากการเลือกตั้ง ก็ไหน ๆ ก็มาจากการเลือกตั้งแล้วทำไมไม่เลือกให้หมด จะเพิ่มจำนวนท่านก็ไม่เพิ่ม และผมได้ยินเมื่อเช้านี้มีท่านกรรมาธิการผมไม่แน่ใจว่าท่านประธาน ด้วยหรือไม่นะครับ ที่บอกว่า ๒๒ ท่านที่จะคัดสรรมาหน้าที่หลัก ๆ ที่อยากให้มีคืออยากให้ มาช่วยยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อ สสร. ก็จะได้เดินหน้าไปสู่การสรุปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อไปในอนาคต ผมเรียนว่ามันไม่ใช่เหตุผลที่เป็นสาระสำคัญเลย การที่จะหาผู้เชี่ยวชาญมา ยกร่างรัฐธรรมนูญผมก็ยังยืนยันตามคำที่ผมเคยอภิปรายไว้ในข้างต้นว่าท่านสามารถจะ เรียนเชิญผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เข้ามาเป็นคณะกรรมการในการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ แต่ถามว่า มันต่างจากการที่คัดสรรเป็น สสร. อย่างไร เมื่อเขายกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วเขาไม่ได้มาจาก พี่น้องประชาชนจริง ๆ หรือโดยตรงในการเลือกตั้ง ก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้ามาแก้หรือมีสิทธิที่จะ มาแนะนำในการที่จะปรับเปลี่ยนให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อท้ายที่สุดต้องออกมามีผลบังคับใช้ และผมก็ยังไม่เห็นความจำเป็นว่าการที่จะให้อำนาจตามมาตรานี้ให้ท่านประธานเป็นผู้คัดสรร หรือคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเลือกอีก ๒๒ ท่าน โดยใช้ อำนาจท่านประธานเป็นคนวางกรอบ ผมก็ยังมองไม่เห็นครับว่าเหตุผลที่ผมตัดออกไปนี่ เพราะผมไม่เห็นด้วยจริง ๆ ว่าทำไมไม่เลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชน และท่านก็ต้อง ตอบว่าแล้วถ้าการเลือก ๒๒ ท่านที่คัดสรรเข้ามานี้ ประชาชนจะมีส่วนร่วมกับท่านตรงไหน ผมก็ยังย้ำอีกทีว่า ถ้ายังยืนยันว่าจะเอามายกร่างรัฐธรรมนูญมันมีหลายกระบวนการมากครับ ตั้งเป็นคณะอนุกรรมการก็ได้ผมก็ได้ยินกรรมาธิการบางท่านก็ลุกขึ้นพูด ในส่วนอีกแนวหนึ่ง ก็คือว่าท่านไม่ต้องไปโยนภาระให้ท่านประธานรัฐสภาก็ได้ ท่านก็เชิญเขามาเป็นที่ปรึกษาก็ได้ ตั้งเป็นคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาแล้ว สสร. ที่ได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน ก็เป็นคนเข้ามาแก้มาปรับ เหตุผลที่ผมพูดอย่างนี้ ผมเชื่อว่าท่านประธานรัฐสภาและท่านประธาน คณะกรรมาธิการจะเข้าใจผมเป็นอย่างดี เพราะว่าอะไรครับ การที่ สสร. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้น ผมเรียนด้วยความเคารพนะครับ ไม่ได้มี อคติอะไรกับการสรรหา แต่ผมเรียนว่าความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนต้องยอมรับว่า มีน้อยกว่าตัวแทนที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชน หรือถ้าท่านประธาน คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านสามารถซึ่งผมเคารพนะครับ ท่านประธานรัฐสภาด้วย ท่านจะเห็นต่างจากผม ผมอยากให้ท่านลุกขึ้นพูดเลยครับ ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งโดยตรง ผ่านการเลือกตั้งกันมาหลายครั้ง บุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนมักจะมี ความรับผิดชอบว่าต้องคำนึงถึงว่ากลับไปบ้าน กลับไปถึงคนที่เขาเลือกท่านมาในแต่ละ จังหวัดเขาก็จะสอบถาม ท่านก็มีหน้าที่จะกลับไปพูดกับเขาว่าท่านทำด้วยความตั้งใจ แต่ถ้าใช้ กระบวนการคัดสรรนี่ ผมเชื่อครับความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน ความรับผิดชอบกับ ผู้ที่เลือกท่านมามันจะน้อยกว่าถ้าพูดง่าย ๆ คือผู้แทนที่เลือกมาจากพี่น้องประชาชน และผม เชื่อว่าสมาชิกในห้องนี้ทั้ง ส.ว. ทั้งสมาชิกรัฐสภาอีกหลาย ๆ ท่านส่วนใหญ่แล้วก็มาจาก การเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน และผมก็ยังยืนยันว่าถ้าเราจะต้องเดินทางไปสู่การแก้ไข รัฐธรรมนูญ ทำไมไม่เดินหน้าแล้วใช้กระบวนการของพี่น้องประชาชนโดยการมีส่วนร่วม โดยตรงก็คือการเลือกตั้ง แล้วก็ไม่ได้เสียเวลาอะไรเลย เพราะท่านก็ต้องเลือก สสร. ๗๗ ท่าน ในแต่ละจังหวัดอยู่แล้ว

อีกเรื่องหนึ่งครับ ที่ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ แล้วก็ฝากไปถึง ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็คือว่าเมื่อเช้านี้ท่านประธานขออนุญาตเอ่ยนามท่านประธาน สมศักดิ์นั่นละครับ ท่านนั่งอยู่บนบัลลังก์ผมฟังท่านเป็นประธานตอนที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้สอบถามในประเด็นก่อนที่จะเข้ามาตรา ๒๙๑/๖ ในครั้งนี้ ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้ถามกรอบและแนวทางของท่านประธานซึ่งท่านจะต้องมีความเกี่ยวพัน กับการกำหนดเกณฑ์ต่าง ๆ ในมาตรานี้และการเลือกสรร สสร. ที่มาจากการคัดสรรนี้โดยตรง ท่านก็ได้มีคำพูดออกมาสั้น ๆ อยู่ช่วงหนึ่งครับท่านประธาน ผมคิดว่าท่านประธานคงจะจำได้ เพราะท่านประธานพูดเองผมนั่งฟังอยู่ครับ ท่านบอกว่าโดยสาระเนื้อแท้ ๆ จริง ๆ ท่านก็ไม่ได้ อยากที่จะรับภาระตรงนี้หรือเข้าไปเกี่ยวข้องเลย ผมเข้าใจว่าท่านก็คงจะมีความลำบากใจ อยู่เหมือนกันในเรื่องของถ้าเกิดตั้งท่านเข้ามาเป็นผู้วางกรอบท่านก็คงเกรงในเรื่องของ คำครหานินทา และท่านก็ทราบว่าท่านก็เป็นบุคลากรและเป็นบุคคลที่มาจากการเลือกตั้ง ผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้งท่านก็ทราบ ผมเชื่อว่าในหัวใจของท่านก็ยังมีความเป็น ประชาธิปไตยและมีความรู้สึกรักในระบบของการเลือกตั้งอยู่ลึก ๆ แน่นอนท่านพูดมาผมก็ดีใจ ที่ได้ยินท่านประธานสมศักดิ์พูดอย่างนั้น ผมก็เลยอยากจะถามผ่านท่านประธานไปถึง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ไม่ทราบว่าเนื่องจากผู้ที่จะต้องรับหน้าที่นี้ในการปฏิบัตินี่ ท่านไม่ได้มีความประสงค์หรือมีความอยากที่จะปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องนี้อยู่แล้วครับ และท่าน จะไปยัดเยียดทำไม ท่านก็บอกอยู่แล้วว่าท่านก็ไม่ค่อยสบายใจเท่าไรที่จะเข้ามารับภาระ ในมาตรานี้ เพราะผมเข้าใจว่าท่านก็คงไม่ได้พูดต่อแล้ว แต่ผมเข้าใจเอาเองนะครับว่าท่านคงรู้ว่า คำครหานินทาต้องมีมากแน่นอน และทำอย่างไรก็ไม่มีคำชมหรอกครับ ไม่ว่าท่านจะเลือก ๒๒ ท่านมาด้วยความโปร่งใสอย่างไร เขาก็ต้องบอกว่าเป็นคนที่มีความเกี่ยวพันกับรัฐบาล ที่ท่านสังกัดอยู่ พรรคที่ท่านสังกัดอยู่ ผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ ท่านถึงพูดออกมาว่า จริง ๆ ท่านก็ไม่ได้อยากเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้และท่านก็ยังบอกว่าแต่ถ้าสภาแห่งนี้ มอบอำนาจให้ท่านมาท่านก็จะทำแล้วก็ทำตามหน้าที่ที่ให้ไว้ ผมก็ฝากถามไปถึง คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าท่านก็ได้ยินพร้อม ๆ ผมครับ ท่านก็ได้ยินที่ท่านประธานรับอยู่ แล้วว่าท่านไม่ค่อยพร้อม เพราะท่านก็มีความกังวลนะ และท่านจะไปดื้อดึง ยื้อที่จะมอบ อำนาจตรงนี้ให้กับท่านประธานไปเพื่ออะไร อันนี้คือสิ่งที่ผมฝากไปยังคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากนะครับว่าท่านอย่าดื้อต่อไปเลย ท่านก็เห็นอยู่แล้วว่าคนที่เขาจะต้องรับภาระตรงนี้ เขาก็กังวลอยู่ครับ

และผมเรียนอีกเรื่องหนึ่ง คือกรอบในการที่ท่านจะมอบให้ท่านประธานรัฐสภา ไปเป็นผู้ที่ให้อำนาจท่านไปดำเนินการนี่ ผมเรียนท่านประธานนะครับ ท่านเป็นประธานตอนนี้ พอดี ผมดีใจมากที่ท่านเป็นประธานอยู่ตอนนี้ ก็คือว่าผมก็แสดงความกังวลไปถึงตัวท่านประธาน ด้วยครับว่าถ้ากรอบที่ให้ไปกว้าง ๆ ขนาดนี้ ให้อำนาจท่านไปกว้าง ๆ ขนาดนี้ ความเสี่ยง ในการกำหนดกรอบเกณฑ์ต่าง ๆ ตามมาตรานี้ให้ท่านไปผมว่าเสี่ยงมาก เพราะมันพูดกว้าง เหลือเกินว่าให้อำนาจท่านไปตั้ง ๑๕ คน เป็นคณะกรรมการ ผมก็ไม่แน่ใจว่า ๑๕ คนนั้นท่านจะใช้กรอบอะไร ท่านจะเอาเกณฑ์อะไรที่ท่านจะไม่ถูกคน บอกว่าท่านไปเลือกฝั่งเลือกฝ่าย นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าท่านประธานแล้วก็ทาง กรรมาธิการต้องคิดถึงคนที่ต้องไปรับปฏิบัติหน้าที่นี้ด้วยครับ แล้วก็ต้องลดทิฐิสักเล็กน้อย และดูถึงว่าข้อปฏิบัติในความเป็นจริงแล้วมันทำได้มากน้อยแค่ไหน

อีกเรื่องหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับมาตรานี้แน่นอน ก็คือว่ามีการพูดถึงการให้อำนาจ ท่านประธานแล้วก็บอกว่าเป็นการเซ็นเช็คเปล่าให้ท่านประธานไป แล้วก็ให้อำนาจท่านจะไปทำ อะไรก็ได้ ผมเรียนว่าจริง ๆ การเซ็นเช็คเปล่าให้กัน มันไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ หรือการให้อำนาจ ท่านประธานไปมันไม่ใช่เรื่องผิด แต่โดยปกติการที่เราเซ็นเช็คเปล่าให้ใครไป

อย่างที่ ๑ คือมันต้องเป็นความยินยอมจากผู้ที่จะเป็นเจ้าของเงินและผู้ที่เป็น เจ้าของเช็คครับว่าให้เช็คเปล่าไป ให้อำนาจไป แล้วบอกว่าท่านจะกรอกตัวเลขเท่าไรก็ได้ ก็เป็นเรื่องของท่าน ก็เป็นอำนาจของคนที่เขาเป็นเจ้าของเงิน เจ้าของเช็คว่ายินยอมให้ท่าน โดยสมัครใจครับ แต่เรื่องนี้ผมเรียนท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการว่าไม่ใช่นะครับ เจ้าของเงิน เจ้าของเช็คที่จะยกเช็คเปล่าหรือว่าเซ็นไม่กรอกตัวเลขไปให้ท่าน ท่านยังไม่ได้ถามเขาเลย สักคำครับว่าเขาจะยินดีกับท่านหรือเปล่า ท่านก็ยืนยันว่าท่านไม่ทำประชามติ เพราะเจ้าของเช็ค เจ้าของเงิน เจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือพี่น้องประชาชน เมื่อท่านจะให้อำนาจใครไป ท่านจะเซ็นเช็คเปล่าให้ไป ท่านไม่ได้รับความยินยอมจากพี่น้องประชาชนเลย ท่านทราบได้ อย่างไรครับที่คิดว่าเขาจะให้อำนาจท่านเป็นคนคัดสรร ๒๒ คน แต่ถ้าในการเลือกตั้งอย่างที่ ผมเรียนไปตั้งแต่ต้น ผมก็ยินดี เพราะอย่างไรเขาต้องไปเลือกของเขาเองครับ เจ้าของประเทศ คือพี่น้องประชาชน แต่การที่ทุกอย่างมอบอำนาจให้ท่านประธานไปคัดสรรตีกรอบมา ๒๒ คน จะไปเรียกว่า เช็คเปล่า ผมว่าไม่ใช่หรอกครับ เพราะท่านไม่เคยแม้กระทั่งคิดจะถาม พี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศว่าเขาอยากจะให้อำนาจนั้นหรือให้เช็คเปล่าไปกรอก บัญชี กรอกตัวเลขกับท่านประธานหรือไม่ นี่คือสาระสำคัญที่ผมบอกว่าท่านทำไม่ได้ครับ อยู่ดี ๆ ท่านอยากจะนึกยกอำนาจให้ใครคนใดคนหนึ่งโดยที่ไม่ถามส่วนรวม ซึ่งเรื่องรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องกฎหมายที่ต้องใช้ทุกคน เป็นกฎหมายสูงสุด พี่น้องประชาชนคนไทยเป็นเจ้าของ ประเทศ ผมเรียนไปถึงท่านประธานสามารถ ผมเคารพท่านในฐานะที่ท่านเป็นผู้อาวุโสแล้ว ท่านก็ผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง ทำไมท่านไม่ใช้กระบวนการการเลือกตั้งทั้งหมด จะได้พูด ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากพี่น้องประชาชน ท่านไปขยักอยู่ที่ ๑๒ คน เพื่ออะไร ผมไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นผมก็เรียนท่าน

กับอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธานซึ่งก็เป็นเหตุและผลในการที่ผมได้สงวน เอาไว้ก็คือว่า ผมเกรงมากครับท่านประธานรัฐสภาว่าการที่เขามอบอำนาจให้ท่านประธาน ในการไปคัดสรรกรอบบุคลากรที่จะมาเป็น ๒๒ คน ผมคิดเอาเองนะครับท่านประธาน ถ้าผิด ท่านก็แย้งได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับท่าน ผมก็รู้สึกอึดอัดนิดหน่อยที่ต้องมาพูด ต่อหน้าท่านนะครับ แต่ว่าด้วยความเคารพ ผมเรียนอย่างนี้ครับ ท่านกับผมก็เป็นคนไทย คนหนึ่ง ท่านประธานสามารถและกรรมาธิการก็เป็นคนไทยเหมือนผมครับ ในการเลือกตั้ง สสร. ในอนาคตเรากำหนดว่า ๗๗ คน หมายถึงว่าจังหวัดละ ๑ คน ก็หมายถึงว่าผมและท่าน และกรรมาธิการทุกท่านสามารถเดินเข้าไปคูหาแล้วก็กลับไปที่จังหวัดของตัวเองแล้วก็ กาเลือกได้ ๑ คน นั่นคือสิ่งที่เราพูดกันอยู่วันนี้ในส่วนของ สสร. ที่จากการเลือกตั้ง แต่วันนี้ครับ ถ้าผมถามว่ากระบวนการนี้ออกไป ท่านประธานรัฐสภาท่านเป็นคนไทยเหมือนผม เหมือนสมาชิกในห้องนี้ทุกฝ่ายครับ ทุกคนครับ แต่ท่านดูเหมือนว่าท่านจะได้เลือก สสร. ครั้งนี้ ๒๓ คนครับ ดูเหมือนนะครับ ผมใช้คำนี้ เพราะท่านต้องกลับไปเลือกที่จังหวัดขอนแก่น ผมไม่ทราบต้องขอโทษถ้าผิดนะครับ ๑ คนเท่ากับผมที่ผมเลือกในกรุงเทพมหานคร แต่อีก ๒๒ คนที่ผมและประชาชนอีก ๖๐ กว่าล้านคนไม่มีสิทธิเลือก ท่านมีสิทธิเลือกอีก ๒๒ คนครับ ท่านสามารถจะตีกรอบให้ ๒๒ คนนั้นเป็นใครก็ได้ ทั้ง ๆ ที่อีก ๖๐ กว่าล้านคนนั่งมองตาปริบ ๆ ว่า แล้วทำไมเขาก็เป็นคนไทยเหมือนกันทำไมท่านมีสิทธิมากกว่าพี่น้องคนไทยคนอื่นละครับ เขาเลือกได้ ๑ คน ๑ จังหวัด เข้าไปกา ๑ ครั้ง ดูเหมือนว่าท่านจะกาได้ ๒๓ ครั้งอยู่คนเดียวครับ ถึงแม้ว่าท่านบอกว่าท่านแค่คัดเข้ามาแล้วเอามาท้ายที่สุด ๒๒ คนมาเลือกกันในสภาแห่งนี้ ผมก็เรียนท่านประธานด้วยความเคารพ แต่ว่าเมื่อกรอบและเกณฑ์มันคัดมามาหมดแล้ว ผมก็จะถามต่อเนื่องไปด้วยเลยว่าผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านประธานคัดเข้ามาให้ผมเลือกกี่คน หรือคัดเข้ามาในสภาแห่งนี้เลือกได้กี่คน ๑๐ คนเลือกเอา ๑ คน ๕ คนเลือกเอา ๑ คน หรือ ๒ คน เลือกเอา ๑ คน ผมก็ยังไม่ชัดเจนตรงนี้นะครับ แต่ผมเรียนว่าไม่ว่าจะเอากี่คนมาให้เลือกในแต่ละกี่แขนงหรือกี่องค์กรที่ได้กำหนดเอาไว้นะครับ อย่างไรมันก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะบอกว่าทำไมต้องให้คนเพียงไม่กี่คนมาตีกรอบในการที่จะ เลือก สสร. ๒๒ ท่าน แล้วผมก็เลยถามว่าแล้ว ๒๒ ท่านจะเดินหน้ากันไปแบบนี้มีอำนาจและสิทธิ ต่างกับ ๗๗ คนที่มาจากการเลือกตั้งอย่างไร ถ้าท่านบอกว่าเท่าเทียมกันผมรับไม่ได้จริง ๆ เพราะ ๗๗ คนนั้นเขามาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน แต่ ๒๒ คนนี้มาจากอีกระบบหนึ่ง แล้วมันจะเท่ากันได้อย่างไรละครับในเชิงของการที่จะไปแก้ไขให้ความเห็นและกระบวนการ ในการที่จะเดินสู่กระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันทำไม่ได้ครับ ฉะนั้นผมถึงเรียนว่า มาตรานี้ผมไม่ได้ติดใจส่วนตัวกับท่านประธานรัฐสภา แต่ผมเกรงว่าอำนาจที่ให้ไปมันจะเป็น คำครหาว่าแล้ว ๗๗ คนที่ได้มาจากการเลือกตั้งกับ ๒๒ คน จะมีอำนาจสิทธิขาดในการเข้าไป แก้ไขรัฐธรรมนูญเท่ากันไหม ถ้าบอกว่าเท่ากัน แล้วทำไมต้องไปเลือก ๗๗ คน ถ้าอย่างนั้น ท่านก็เลือกหมดเลยสิครับ ๙๙ คน ไม่ต้องไปเสียงบประมาณในการเลือกตั้งตั้งหลายพันล้านบาท ตามที่ กกต. ได้ประกาศออกมาในเบื้องต้น ที่ผมต้องอภิปรายอย่างนี้เพราะผมยังไม่ได้ยิน คำตอบว่าทำไมต้องแบ่งเป็น ๒ รูปแบบ ฉะนั้นท่านต้องตอบครับเรื่องนี้ แล้วยิ่งโยนภาระ ไปให้ท่านประธาน ผมเรียนเลยต้องมีคนพูดแน่ ๆ ว่าทำไมท่านได้เลือกตั้ง ๒๓ คน ทำไม คนอื่นเขาเลือกโดยตรงได้แค่คนเดียว นี่คือความเห็นของผมที่ผมคิดว่ามันก็จะทำให้ เป็นคำครหาต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้นะครับ

กับอีกหนึ่งที่ผมมันต่อเนื่องกันก็ฝากท่านประธานไปถึงท่านประธานสามารถว่า ท่านคงจำได้ว่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเรามีการอภิปรายกันในหลายมาตรา โดยเฉพาะในเรื่อง ของคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาสมัคร สสร. แบบเลือกตั้ง มีการถกเถียงกันถึงคุณสมบัติว่า จะต้องห้ามติดยาเสพติด ห้ามเป็นบุคคลที่ต้องคดีอาญาต่าง ๆ ก็ถกกันอยู่เรียกว่าข้ามวัน ข้ามคืน ผมก็ต้องถามกลับไปยังกรรมาธิการแล้วก็ฝากท่านประธานไปว่าแล้ว ๒๒ คนนี้ทำไม พวกผมไม่มีโอกาสได้กำหนดคุณสมบัติของเขาเลยละครับ ทำไมกลายเป็นว่ากรอบทั้งหมด ต้องโยนไปเป็นภาระของท่านประธานรัฐสภาไปกำหนดกรอบมาก่อนแล้วไปคัดเข้ามา ผมหมายถึงว่าในรายละเอียดนะครับ ไม่ได้หมายถึงว่าท่านบอกว่าก็มีกรอบกว้าง ๆ เหตุผลนี้ เพื่อจะมาสนับสนุนในสิ่งที่ผมแก้แล้วอภิปรายครับท่านประธานว่าทำไมถึงได้ให้อำนาจไว้กับ ท่านประธาน แล้วเลือก ๒๒ คน และเข้ามามีสิทธิเท่าเทียมกับคนที่ได้รับการเลือกตั้ง ๗๗ คน จาก ๗๗ จังหวัด กรอบในการคัดสรร กรอบในการที่ท่านบอกจะไปตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คน มาช่วยกรองแล้วนำเสนอขึ้นมา ทำไมทำกัน ๑๕ คนละครับ ทำไมมันต่างจากหลาย ๆ มาตรา ที่เราพูดกัน สมาชิกในสภาแห่งนี้ รัฐสภาแห่งนี้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ช่วยกันแนะนำเพื่อจะ ตีกรอบ เพราะเราต้องการให้ได้ สสร. ที่ดีที่สุดเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่หรือครับ แล้วทำไม พอท้ายที่สุด ๒๒ ท่านนี้เป็นกรณีพิเศษอยู่แค่ ๒๒ คน ที่ผมเรียนมันก็จะเป็นด่างดำอยู่ใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าไม่ได้มาจากพี่น้องประชาชนทุกกระเบียดนิ้วอย่างไรครับ นั่นคือเหตุผล ที่ผมเรียนว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ นี้มันมีสาระเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีความสำคัญมากซ้อนเร้นอยู่ ในมาตรานี้ แล้วถ้าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากยังจะดื้อดึงแล้วเดินต่อไปแบบนี้ท่านต้องตอบ ให้ได้ครับว่า ๒๒ ท่านนี้จะต่างจาก ๗๗ คนอย่างไร ในเชิงของการทำงาน แล้วเหตุผลอะไร ที่อีก ๗๗ คนที่เขามาจากการเลือกตั้งเขาต้องออกไปเข้ากระบวนการการเลือกตั้ง แต่ ๒๒ คนนี้ เข้ามาสู่กระบวนการในการคัดสรร ทั้ง ๆ ที่เขามีอำนาจสิทธิขาดเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญเท่ากัน ในฐานะที่เป็น สสร. ผมถึงเรียนครับว่าทั้งนี้ทั้งนั้นมันเป็นสิ่งที่เราต้องหาคำตอบ แล้วก็ต้อง ขอแสดงความเป็นห่วงเป็นใยไปถึงท่านประธานรัฐสภา ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ท่านต้องรับภาระ หนักมาก แล้วคำครหานินทาต้องเกิดขึ้นแน่ แล้วผมเรียนไว้อีกอันหนึ่งนี่ผมฝากไว้เลยนะครับ ท่านประธาน อันนี้เป็นสิ่งที่กังวลที่สุดว่ามีบุคคลบางท่านได้เริ่มออกไปพูดแล้วว่าเขาจะเป็น สสร. คัดสรร มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งได้มาติดต่อเขาเรียบร้อยแล้วว่าจะเสนอชื่อจะคัดเขา ผมกังวลมาก ถ้ามันไม่จริงไม่เป็นไรครับท่านประธาน แต่ถ้ามันเป็นจริงเกิดขึ้นมาผมกังวลมาก ว่าท่านประธานจะตอบผมอย่างไรว่าวันนี้เรายังร่างคุณสมบัติ ยังพูดถึงกรอบกติกากันอยู่เลย แต่มีคนบอกว่าได้รับการทาบทามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้ววันนั้นถ้าทุกอย่างมันเสร็จ เรียบร้อยแล้วท่านประธานคัดออกมาเสนอให้รัฐสภาแห่งนี้แล้วเลือกมา ๒๒ คน เขาไม่ครหา ท่านประธานมากกว่านี้หรือครับว่าท่านไปพูดกับเขาไว้ก่อนตั้งแต่วันที่ยังไม่ได้มีการตั้ง กฎเกณฑ์ อันนี้ต่างหากครับคือสิ่งที่ผมกังวล และผมเรียนเลยนะครับว่าสิ่งที่ผมพูดนี่เป็นความจริง คนที่พูดนั้นชื่อขึ้นต้นด้วย อ นามสกุล ขึ้นต้นด้วย ธ เป็นบุคลากรที่มีความสามารถและมีความเกี่ยวพันกับพรรคที่ท่านสังกัดอยู่ ถ้าไม่จริงก็ถือว่าเป็นความผิดและเป็นความระแวงของผมเอง แต่ถ้าเมื่อกระบวนการคัดสรร ทั้งหมดแล้วมีบุคคลที่เป็น สสร. ๒๒ ท่านมาจากการคัดสรรในสภาแห่งนี้ซึ่งถือเสียงข้างมาก มีคนที่ขึ้นต้นด้วย อ และนามสกุลขึ้นต้นด้วย ธ ท่านประธานต้องตอบผมว่าผมทักไว้ตั้งแต่ วันนี้ ถ้าวันสุดท้ายปลายทางมันมีจริง ๆ ผมรู้สึกเป็นห่วงแค่นั้นเองครับว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้จริง ก็แสดงให้เห็นว่ามันมีการล็อกกันไว้ตั้งแต่ต้น แต่ถ้ามันไม่เกิดก็ถือว่าผมกราบขอโทษ ท่านประธานไว้ ณ ตรงนี้ ผมก็แนะนำไว้ว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นจริงครับท่านประธาน นี่ขนาดท่านประธานยังนั่งอยู่บนบัลลังก์ ยังไม่มีการผ่านมาตรานี้เลยนะครับ มีการไปติดต่อ แนะนำพูดคุยกันเรียบร้อยว่าเขาจะได้เป็น สสร. แบบคัดสรร. ในนามรัฐบาลครับ คำนี้ ยิ่งเจ็บปวดไปใหญ่ เพราะว่าที่เราพูดกันนี้ผมยังไม่เห็นอันไหนที่เขียนถึงรัฐบาลเลย เป็นเรื่อง ของกระบวนการ คณะกรรมการ แต่เขาบอกว่าเขาเป็น สสร. ที่รัฐบาลได้มาติดต่อไว้แล้ว ก็ฝากไว้ครับเป็นข้อสังเกตว่าเรื่องแบบนี้อย่าให้เกิดขึ้น แล้วก็ขอความกรุณาไปยัง ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าท่านช่วยพิจารณาสิ่งที่ผมนำเรียนด้วยความเคารพครับว่า การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่เรายึดถือกันมาโดยตลอด ถ้าท่านจริงใจและท่านคิดว่าท่านบริสุทธิ์ใจ ท่านต้องมอบอำนาจนี้กลับไปสู่กระบวนการการเลือกตั้ง ท่านอย่ามาใช้ ๒๒ คนแล้วยักเอาไว้ แล้วก็ใช้อำนาจของประธาน แล้วบอกว่าให้สภาแห่งนี้เป็นคนเลือก ผมอภิปรายแบบนี้ ไม่ถูกต้อง เพราะท้ายที่สุดท่านประธานรัฐสภาไม่ได้เป็นคนเลือก สภาแห่งนี้เป็นคนเลือก เพราะฉะนั้นผมถามกลับว่าแล้วรัฐสภาแห่งนี้เสียงข้างมากอยู่กับใครครับ ก็อยู่กับฝั่งรัฐบาล อยู่กับฝั่งท่านทั้งนั้น แล้วที่เขาบอกว่าพวกมากลากไปมันก็มาแบบนี้อย่างไรครับ แต่ถ้าท่าน จริงใจและท่านบริสุทธิ์ใจก็ให้กระบวนการทั้งหมดกลับไปสู่พี่น้องประชาชนแล้วก็เลือกตั้งมา ทั้งระบบ แล้วจะแก้กันอย่างไรก็แล้วแต่กระบวนการ บุคลากรที่ได้มาจากการเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ทุกคนที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าเขาเคารพกระบวนการ เลือกตั้งครับ ไม่ว่าจะไปแข่งกันให้ดุเดือดอย่างไรในพื้นที่ แต่เมื่อกลับเข้ามาเราก็ต้องยอม เพราะถือว่าเขาได้มาโดยพี่น้องประชาชนเป็นคนเลือก เพราะฉะนั้นผมก็จะรอคอยนะครับ ฝากท่านประธานไปถึงท่านประธานสามารถด้วยว่าผมอยากจะฟังว่า ๒๒ ท่าน ถ้าจะเดินกันไป แบบนี้ไม่แก้ ๒๒ ท่านที่จะคัดสรรเข้ามาประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องตรงไหน

๒. ก็คือ ๒๒ ท่านนี้จะมีกระบวนการและมีกรอบอำนาจในการทำหน้าที่ สสร. เท่ากับ ๗๗ ท่านที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าเท่าท่านต้องตอบว่าทำไมถึงละอำนาจ และโอกาสที่พี่น้องประชาชนเขาเลือกเข้ามา เอาคนอื่นมาเทียบเท่าได้อย่างไร อันนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนก็สนใจฟังอยู่ แล้วมันเกี่ยวโดยตรงกับมาตรา ๒๙๑/๖ แล้วก็ดันไป ให้อำนาจท่านประธาน แล้วผมก็ย้ำอีกทีนะครับว่าเมื่อคนรับเขาก็อึดอัดใจ ท่านจะไป ยัดเยียดท่านประธานทำไมให้มีความด่างพร้อยและเสียหาย ท่านฟังคนที่ต้องปฏิบัติบ้างครับ เหมือนกันกับ กกต. ที่ท่านไปหารือกับเขามาเมื่อไม่กี่วันนี้ ตอนแรกเขียนเอาไว้ท่านก็ไม่ได้ หารือเขา พอท่านมีโอกาสได้ไปหารือฟังความเห็นเขาท่านก็เริ่มปรับมาบ้าง เพราะว่าผู้ปฏิบัติ ก็สำคัญ ถูกไหมครับ ถ้าผู้ปฏิบัติเขาทำไม่ได้หรือเขาคิดว่ามีปัญหา ท่านก็ต้องรับฟังเขา เพราะเขาเป็นผู้ปฏิบัติ ก็เช่นกันเมื่อท่านประธานรัฐสภาคิดว่ามันอาจจะมีความจำเป็นบ้าง ในมาตรานี้ ในเรื่องของภาระที่ท่านต้องรับไปจากการร่างรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ท่านต้องฟัง ท่านประธานบ้างครับว่าเมื่อเช้าที่ท่านพูดว่าท่านก็รู้สึกไม่ค่อยอยากเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าท่าน พูดจริงท่านประธานสามารถท่านต้องกลับไปปรับปรุงแล้วครับว่า ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไร ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก

และสุดท้ายครับท่านประธาน พอดีท่านไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่ก็ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอเหวงที่ได้พูดเมื่อสักครู่ในเรื่องของเปรียบการเลือกตั้งและการคัดสรรเหมือนส้มเน่า ผมไม่ได้กล่าวหาให้ท่านเสียหายนะครับ ท่านบอกว่าถ้ามีคนคัดสรรส้มเน่ามาให้สภาแห่งนี้ เลือก สสร. ที่เลือกก็ต้องเป็นส้มเน่าด้วย ก็ได้ สสร. เน่าด้วย ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ผมเสียใจ ที่ท่านประธานสมศักดิ์ไม่ได้นั่งเป็นประธาน ณ ขณะนั้น เพราะว่ามันก็ทำให้มีความรู้สึกเสียหาย แล้วถ้าสะท้อนมาถึงมาตรานี้มันยิ่งไปกันใหญ่เลย ผมก็ไม่ทราบเขาที่ว่านี้หมายถึงแนวทางที่ ท่านประธานจะต้องไปคัดสรร สสร. ๒๒ ท่านหรือเปล่า ถ้าหมายถึงนี่ก็ยิ่งไปกันใหญ่เลยนะครับ กลายเป็นว่า ๑. เขาดูถูกสภาแห่งนี้ ถ้าผมผิดผมต้องกราบขอโทษท่านผู้ทรงเกียรติที่พูดไว้ เมื่อตอนช่วงเช้านะครับ กับอีกอันหนึ่งถ้าผมไปเอาสิ่งที่ท่านอภิปรายมาเทียบเคียงก็คือว่าถ้าท่านประธานรัฐสภา ได้อำนาจนี้ไปแล้วท่านไปคัดสรรส้มเน่ามาให้เราเลือก ๑๐ ผล ให้สภาแห่งนี้เลือกอย่างไร ก็ต้องได้ส้มเน่า ถ้าเป็นแบบที่ท่านหมายความนะครับ ผมก็เลยสับสนครับว่าสรุปแล้วเรายัง ยืนยันจะเอาแบบนี้ใช่ไหม ถ้าไม่ใช่ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานสามารถ และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากครับว่าผมเชื่อว่าท่านรักประชาธิปไตยและกระบวนการ การเลือกตั้งไม่น้อยกว่าผมแน่นอน ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาหลายสมัย ท่านผ่าน การเลือกตั้งมาหลายครั้งมากกว่าผมแน่นอน ทำไมเราไม่ยกอำนาจนี้กลับไปให้ประชาชน แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และพูดได้เต็มปากว่า ประชาชนมีส่วนร่วมจริง ๆ ท่านอย่าดื้อเลยครับ ช่วยกลับไปทบทวนแล้วก็ปรับแก้ในบางเรื่อง เท่านั้นเองก็จะทำให้ภาระหน้าที่ที่เราเดินต่อไปได้สะดวก แล้วก็มีความรอบคอบและผมเชื่อว่า ไม่มีใครอยากให้มีรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒๐ ครับ เห็นท่านทำหน้าที่ผมก็เป็นห่วงทั้งท่านประธาน รัฐสภาและท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านเหนื่อยมากครับ แล้วถ้าลองคิดว่าถ้าเกิดมี ฉบับที่ ๒๐ ก็ต้องมีคนเหนื่อยแบบท่านอีกครับ ทำครั้งเดียวแล้วให้ดีไปเลยดีกว่า เพราะฉะนั้น ผมฝากนะครับ ผมก็ยังยืนยันในสิ่งที่ได้ผมได้สนับสนุน แล้วก็ได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ว่า ผมยังอยากให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และไม่เห็นด้วยกับการสรรหาไม่ว่าจะให้ อำนาจท่านประธานรัฐสภา หรือให้อำนาจคนกลุ่มใดไปคัดสรร ผมอยากให้ทั้งหมดกลับไปสู่ พี่น้องประชาชนแล้วก็มีการเลือกตั้งทั้งระบบ แล้วก็ใช้การแก้ไขอย่างเป็นธรรม แล้วก็บริสุทธิ์ โปร่งใสที่สุด ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภายินดีต้อนรับคณะครู และนักเรียนจากโรงเรียนมุสลิมศึกษา จังหวัดยะลา เชิญท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะ อภิปรายในประเด็นที่ผมได้สงวนความเห็นแก้ไขเพิ่มเติม โดยตัดข้อความในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสามออกทั้งวรรคนั้น ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าวันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกอึดอัด บอกไม่ถูกครับ เวลาผมประชุมรัฐสภาแล้วกลับไปลงพื้นที่พบพี่น้องประชาชน ผมไม่สามารถ ตอบคำถามกับพี่น้องประชาชนได้เลยครับ พี่น้องประชาชนถามว่าตัวแทนที่กำลังประชุม เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่นี้ ท่านผู้แทนครับ ท่านตอบผมได้ไหมครับว่าถ้าแก้แล้ววันพรุ่งนี้ ผมจะได้รับเงินชดเชยค่าน้ำท่วมได้ครบถ้วนไหม หรือเศรษฐกิจจะดีขึ้นทันตาเห็น มะนาว จะเหลือราคาใบละ ๓ บาท หรือไม่ หรือจะจำนำข้าวได้เกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาททันที มันสำปะหลังได้ตันละ ๒,๗๐๐ บาทในทันทีหรือเปล่า ผมตอบไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ และที่ผมอึดอัดมากยิ่งกว่าพวกเราทุกคน เราบอกว่าเราเป็นผู้แทนปวงชน พวกเราทุกคน พูดเสมือนหนึ่งว่าอำนาจที่พี่น้องประชาชนมอบหมายให้เรามา ณ สภาแห่งนี้ เราทำได้ทุกอย่าง บันดาลอะไรได้ทุกอย่าง ประชาชนบอกว่าไม่ใช่ครับ มอบหมายเพียงบางส่วนและไม่ได้ มอบหมายให้มาแก้รัฐธรรมนูญเลย นี่คือความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมขอสงวนคำแปรญัตติตัดวรรคสามออกทั้งหมด ผมมีความคิดเห็น เช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน การที่เราคัดเลือก สสร. จำนวน ๒๒ ท่าน โดยให้อำนาจ ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์นั้น ผมเรียนไปยังท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยัง กรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ขณะนี้กรรมาธิการทำอย่างกับว่าท่านตกอยู่ในสภาวะเป็น ผู้รับเหมาที่เขียนสเปก (Spec) เสียเอง ท่านเขียนสเปกให้ประธานรัฐสภามีหน้าที่เป็นผู้กำหนด กฎเกณฑ์ ซึ่งเมื่อเช้าผมได้ฟังจากท่านประธานรัฐสภา ท่านก็บอกว่าหน้าที่หรืออำนาจ ที่ท่านจะได้มานี้ ท่านก็ไม่ได้เต็มใจ ยังดีครับ ที่ท่านประธานรัฐสภาได้พูดคำนี้ออกมา เพราะสิ่งนี้ละครับ คือสิ่งที่ผมกังวลและกลัวมากที่สุด เพราะว่าผู้ที่ท่านจะมอบหมายอำนาจหน้าที่ ให้นั้นเป็นบุคคลที่ตลอดระยะเวลาที่ผมมีโอกาสเข้าร่วมการประชุม ตลอดระยะเวลาที่ได้ ติดตามการทำหน้าที่ของท่าน ผมไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินท่าน แต่สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ เป็นความรู้สึกจากใจ พูดแบบลูกผู้ชาย ตรงไปตรงมา ทุกครั้งที่ท่านปฏิบัติหน้าที่หลายครั้ง การปฏิบัติหน้าที่ของประธานรัฐสภาสร้างความเคลือบแคลงน่าสงสัยในความเป็นกลาง ผมต้องขอกราบประทานอภัยที่ต้องพูดตามตรงแต่พูดด้วยหลักเหตุผล เพราะความเชื่อมั่น ผมเริ่มจากแบบนี้ สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่ผมคนเดียวครับ พี่น้องประชาชนเขาเห็น และผม เชื่อเหลือเกินว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังผมอภิปรายอยู่ทางบ้าน ผมเชื่อว่าเป็นล้านเสียงที่มี ความคิดเห็นเช่นเดียวกันกับผม ท่านมอบหมายให้สภาแห่งนี้เป็นผู้คัดเลือก สสร. จำนวน ๒๒ คน โดยประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ให้คน ๖๔๕ คนคัดเลือกคน ๒๒ คน ในขณะเดียวกันผู้มีสิทธิออกเสียงของประเทศนี้ประมาณ ๔๕ ล้านคน มีโอกาสออกเสียง คัดเลือกแค่ ๗๗ คน สัดส่วนต่างกันมากมาย ท่านประธานครับ ก่อนหน้านี้ผมเห็น ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงบอกว่าอำนาจของประธานรัฐสภามีหน้าที่เป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์ พอท่านชี้แจงแบบนี้ทำให้ผมเห็นมิติเลยครับว่ากรรมาธิการพิจารณาเรื่องใด ๆ นั้น ไม่ได้ พิจารณาด้วยความรอบคอบ ถี่ถ้วน พอดีท่านไม่ได้นั่งอยู่ ท่านประธานครับ พอดีท่านลุก ออกไปแล้วผู้ที่ชี้แจง ผมจะถามท่านกรรมาธิการกลับอยู่เหมือนกันว่าถ้าบุรุษไปรษณีย์คนนั้น ได้รับจดหมายมา ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งจ่าหน้าซองถึงบ้านเลขที่ ๑๑๑ อีกฉบับหนึ่งจ่าหน้าซอง ถึงบ้านเลขที่ ๙ แล้วปรากฏว่าบุรุษไปรษณีย์ผู้นั้นส่งแต่จดหมายบ้านเลขที่ ๑๑๑ บ้านเลขที่ ๙ ไม่ส่งสักที หรือเวลาส่งให้บ้านเลขที่ ๙ ก็ส่งผิดบ้าน ถ้าเป็นเช่นนี้จะแก้ไขอย่างไรครับ ลองตอบผม หน่อยสิครับ ถ้าบุรุษไปรษณีย์ทำอย่างนี้ ท่านจะแก้ไขแบบไหนครับ เหมือนที่ผมกำลังกลัว กำลังเกิดความไม่มั่นใจอยู่นี่ละครับ เมื่อวานเราก็ได้มีการพิจารณาในเรื่องมาตรา ๒๙๑/๕ ผมก็ได้มีการเสนอแนะขอย้อนลงไปนิดหนึ่ง ย้อนให้เห็นว่าเรากำลังละเลยการมีส่วนร่วมของ พี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้กรรมาธิการกำลังทำในสิ่งที่เป็นการ ผมไม่อยากจะ พูดว่าขืนใจประชาชน คงเป็นคำที่สุภาพอยู่นะครับท่านประธาน เดี๋ยวจะหาว่าผมอภิปราย ไม่สุภาพ ผมมีคำอธิบายอย่างนี้ครับ เพราะคณะกรรมาธิการกำหนดไว้อย่างเดียวว่าให้ สสร. ๗๗ คน มาจากการเลือกตั้ง และให้ สสร. อีก ๒๒ คน มาจากการคัดเลือก และคณะกรรมาธิการได้ถามประชาชนเลยหรือครับว่า เขาต้องการจะเลือกหรือเปล่าครับ เหมือนวันนี้ท่านให้เงินประชาชนไป ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วท่านบอกว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ให้ไปเที่ยวประเทศกัมพูชา ไปเที่ยวประเทศดูไบ หรือไปเที่ยว ประเทศไทย ท่านไม่ได้บอกประชาชนว่า ๑๐,๐๐๐ บาท คุณเอาไปใช้หนี้ หรือคุณเอาไป ทานข้าว หรือไปจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่จำเป็นก่อน ผมเรียกว่า ขืนใจประชาชน เมื่อวานผมยังได้ เสนอแนะว่าเวลาให้คณะกรรมาธิการลองไปเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งดูสิว่า ในบัตรเลือกตั้งถ้ามันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วนี่ ในบัตรเลือกตั้งที่เขามีเบอร์ ๑ เบอร์ ๒ เบอร์ ๓ แล้วมีช่องว่าไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ผู้ใด ผมก็บอกว่าคืนอำนาจให้ประชาชนไป เพิ่มช่องว่า ไม่ประสงค์ที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ต้องทำประชามติด้วยครับ ประหยัดเงินเป็นร้อยล้านบาท ทำในคราวเดียวกัน ฟังเสียงประชาชนตั้งแต่เริ่มแรกยังคิดได้นะครับ และที่สำคัญเป็นการสร้าง ความเชื่อถือ สร้างความยอมรับในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เรากำลังจะเดินต่อไป ท่านประธานครับ วันนี้ผมบอกตรง ๆ ว่าเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน อยากจะบอกไปยังพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน พร้อมกับเสียงของสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน คงจะไม่อาจต้านทานเสียงส่วนใหญ่ได้ คงไม่มีปัญญาที่จะต้านคลื่นสึนามิที่จะหอบเอาทุกสิ่ง ทุกอย่างลงทะเลไป ผมต้านไม่ได้ครับ แล้ววันนี้อภิปรายก็ด้วยความช้ำใจ แต่ก็ต้องอภิปราย ด้วยเหตุผลที่ผมกล่าวมานี้ ด้วยเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ผมขอตัดวรรคสามออกไป ทั้งหมดครับ ขอบพระคุณมากครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ ครับ

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีความตั้งใจแล้วก็รอคอย ที่จะอภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๖ ที่ผมกราบเรียนว่าผมตั้งใจและรอคอยที่จะพูดเรื่องนี้ ก็เพราะว่ามาตรานี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนในทางการเมืองแห่งการอภิปรายของเราอีกสักครั้งหนึ่ง เพราะว่ากระบวนการที่เราได้พิจารณากันมาอย่างยืดยาวนั้น เพราะว่าเราออกแบบมาตรา ๒๙๑ ในลักษณะที่มีความเห็นขัดแย้ง และแตกต่างกันอย่างรุนแรง แล้วก็เชื่อว่าด้วยวิธีคิด ด้วยการออกแบบมาตรา ๒๙๑ ต่อมาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๔ มาตรา ๒๙๑/๕ และมาถึงมาตรา ๒๙๑/๖ เพื่อให้เกิดแบบมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมต้องอภิปราย และลากมาอย่างนี้เพื่อกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าเราเริ่มต้นด้วยการอภิปรายกันมา ตั้งแต่ช่วงแรก ก็คือว่าเราตัดสินใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจ ที่ถูกต้องหรือไม่ และสามารถที่จะเดินหน้าได้หรือไม่ เราสามารถที่จะมีบทสรุปสำหรับการไปก่อ ไปตั้ง ไปสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างที่เราคาดหวังได้หรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่ท้าทาย ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมเคารพในความเป็นประธานของทุกคน เคารพในความเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร เคารพท่านประธานวุฒิสภา และเคารพต่อท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมตั้งใจจะพูดกับท่านเป็นการเฉพาะและผมจะชี้ให้ท่าน เห็นว่าการออกแบบมาตรา ๒๙๑/๖ ในลักษณะเช่นนี้คือ องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสองให้เป็นไปตามแบบที่ประธานรัฐสภากำหนด การเขียนอย่างนี้ ออกแบบอย่างนี้เพื่อไปสนับสนุนการได้มาซึ่งสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของ รัฐสภา จำนวน ๒๒ คน ผมกำลังบอกท่านประธานว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ออกแบบอย่างนี้ ผิดครับ และไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าออกแบบอย่างนี้เพื่ออะไร ที่ผมต้องกราบเรียน กับท่านประธานอย่างนี้ก็เพราะว่าเราเชื่อกันมาตั้งแต่ต้นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มันเป็นเรื่องของความเชื่อ แต่ไม่ใช่ความจริง มันไม่ใช่ สิ่งที่มีอยู่จริง และมันไม่ใช่ข้อเท็จจริงด้วย คำว่า ประชาธิปไตยและเผด็จการ มาจากตรงไหนครับ มันมาจากกระบวนการอะไรครับ มันได้คำตอบมาจากสิ่งไหนครับ จึงเรียกสิ่งนั้นว่าเป็น หรือไม่เป็น ท่านประธานครับ ในเมื่อมันเป็นความเชื่อแล้วมันไม่ใช่ความจริง เอาละครับ ท่านก็มีสิทธิจะเชื่อของท่านอย่างนั้น แต่ผมบอกกับท่านประธานว่าเราไม่เชื่อเหมือนกันมา ตั้งแต่แรกว่าเราจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่อนุญาตให้เรา ร่างใหม่ เราจึงมาแก้มาตรา ๒๙๑ เพื่อไปร่างใหม่โดยที่ยังไม่รู้ว่าร่างได้จริงหรือไม่ ผมจึงต้อง กราบเรียนประธานว่าถ้าเราคิดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เป็นประชาธิปไตยเรากำลังเดินสู่ ความเป็นประชาธิปไตยซึ่งมันไม่จริง ด้วยความไม่จริงนี้เราจึงพูดได้ว่าเป็นการเดินถอยหลัง ไปสู่ประชาธิปไตย ท่านประธานครับ การเดินถอยหลังไปสู่ประชาธิปไตยมันจะถึง ประชาธิปไตยไหมครับ เรากำลังเดินถอยหลังไปสู่อนาคตไทยเราจะพบกับอนาคตที่เรา คาดหวังไหมครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าที่มันยืดเยื้อยาวนาน ถกเถียงกันอย่าง กว้างขวางรุนแรงนั้นไม่ได้เป็นความตั้งใจ แต่ว่ามันเป็นข้อเท็จจริงที่ว่าเราไม่อาจจะเดิน ด้วยวิธีอย่างนี้ได้ เราถกเถียงกันมากในมาตรา ๒๙๑/๑ ว่าจำนวนของสมาชิกที่มาจาก การเลือกตั้งแบบนี้ ออกแบบแบบนี้เป็นออกแบบที่เราไม่เชื่อในอะไรเลย เราไม่เชื่อทั้งประชาชน เราไม่เชื่อทั้งผู้เชี่ยวชาญ และเรายังไม่เชื่อในวิถีทางของประชาธิปไตย และเราไม่เชื่ออนาคต ประชาธิปไตยที่เรากำลังเดินไปสู่มันด้วย นี่คือสิ่งที่ถกเถียงกันและผมพร้อมที่จะโต้แย้ง ถกเถียงกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนับแต่นี้เป็นต้นไป ท่านประธานครับ เราถกเถียง กันไปในวันแรกแล้วว่า ๗๗ คนที่ออกแบบมาจังหวัดละ ๑ คนนี่มันผิด คุณกำลังบอกให้ ๗๗ คนนี่มันเป็นตัวแทนใคร ถ้าบอกว่าเป็นตัวแทนประชาชน ประเทศไทยไม่มีความเป็น จังหวัดที่เป็นตัวแทนหรือ ประเทศไทยไม่ใช่สมาพันธรัฐ ยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ประเทศไทยไม่ใช่ สาธารณรัฐ จังหวัดในประเทศไทยเป็นเพียงเขตการปกครองแทนราชการส่วนกลางซึ่งเป็น รัฐเดียวของประเทศไทย ถ้าเราต้องการให้ ๗๗ คน เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ประเทศไทย ได้ถูกออกแบบการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง เราต้องใช้สัดส่วนของประชากรมาเป็น ตัวกำหนดความเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย เราเลือกใช้จังหวัดมาจังหวัดละ ๑ คน ผิด ไม่อาจเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยในความหมายของการเชื่อมั่นว่าคนที่มาจาก การเลือกตั้งไปร่างรัฐธรรมนูญได้ ๗๗ คน ถูกออกแบบมาเพื่อคลอเคลียกับจังหวัดเท่านั้นเอง

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เราพูดถึงจำนวนอย่างนี้ไม่ได้ เพราะว่าเราเชื่อ อีกเหมือนกันว่าเราอยากเป็นประชาธิปไตย อยากได้ตัวแทน แต่ท่านประธานครับ ผู้เสนอร่างนี้เขาไม่เชื่อว่าตัวแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งร่างเป็น เขาจึงไปออกแบบ ข้อ ๒ มาอย่างไรครับ ไปออกแบบข้อ ๒ มาบอกให้มีสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกของ ที่ประชุมรัฐสภา ต้องการเอาใครมาทำครับ ต้องการให้มีผู้เชี่ยวชาญที่เขาร่างรัฐธรรมนูญ เป็น ๒๒ คน เพราะระบบนี้เคยใช้มาแล้วครับ เราเคยทำมาแล้วเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมก็เคยคัดสรรคนเหล่านี้มาแล้ว ผมเคยร่วมกระบวนในการอภิปรายมาแล้ว ร่วมส่วนในการ ออกความเห็นมาแล้ว และร่วมส่วนในการอนุมัติขั้นสุดท้ายกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาแล้ว เช่นเดียวกัน ผมกำลังบอกท่านประธานนะครับว่าเราออกแบบมาโดยที่เราไม่เชื่อใครเลย เราไม่เชื่อในประชาธิปไตยด้วย ถ้าจะบอกว่าประชาชนมาจากการเลือกตั้ง ถามว่าทำไม ไปเลือกไปแทนใครล่ะครับ ๗๗ คน และถามว่าทำไมเราไม่เอา ๒๐๐ คนเพื่อให้มันเกิดสัดส่วน ของประชากรที่แน่นอน ทุกจังหวัดมีผู้แทนราษฎรแน่นอนแล้วก็ทุกจังหวัดที่มีความแตกต่างกัน ก็ทำได้แน่นอนและเราไม่เชื่อด้วยว่าเขาร่างเป็น ท่านประธานครับ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ความคิดที่เชื่อว่าประชาชนร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นนี่ ควรเป็นความคิดเมื่อปี ๒๕๐๐ ควรเป็น ความคิดเมื่อสมัยสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมัยจอมพล สฤษดิ์ จอมพล สฤษดิ์ ตายคารัฐธรรมนูญ จนกระทั่ง จอมพล ถนอม มาประกาศใช้ ความเชื่ออย่างนี้ไม่ใช่ปี ๒๕๕๕ แน่นอน วิถี แห่งความเป็นประชาธิปไตย วิถีแห่งความรู้ของสังคมไทยออกแบบมาทำได้แน่นอน

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานที่ไม่ปฏิบัติ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ นะครับ ปล่อยให้ผู้อภิปรายไม่อภิปรายอยู่ในประเด็นนะครับท่านประธาน ตั้งแต่อภิปรายมายังไม่ได้เข้าวาระที่จะต้องแปรญัตติ สงวนคำแปรญัตติไว้เลยนะครับ ไปอยู่ ในวาระที่หนึ่งนะครับท่านประธาน ดังนั้นให้ท่านประธานกำชับตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็ฟังท่านอยู่นะครับ ท่านกำลัง กล่าวนำนะครับ ขอเชิญท่านต่อครับ

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือนิดเดียวครับ ท่านประสิทธิ์ ไม่ได้นั่นครับ ผมดูแล้วท่านเลี้ยวเข้ามาอยู่ ๒๒ คนแล้ว เชิญครับ (๒) แล้วครับ

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ไม่ใช่เลี้ยว ท่านประธานครับ ผมมีความตั้งใจแล้วก็ผมแปรญัตติไว้ว่าผมให้ตัดข้อความในวรรคสาม ของมาตรา ๒๙๑/๖ ออก เพราะว่าโครงสร้างนี้มันไม่สอดรับกับเจตนารมณ์ในการตั้งใจที่จะ แก้รัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตต่อไปครับ ท่านประธานครับ เมื่อเราไม่เชื่อในเรื่องนี้เรามาใช้ วิธีการออกแบบให้มีการสรรหา ที่ผมจำเป็นต้องลุกขึ้นพูดตรงนี้ก่อนและผมจะอธิบาย ให้ท่านประธานเห็นครบทั้งชุดตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๖ ก็เพราะว่าในการทำ แบบนี้ ผมบังเอิญเป็นคนที่มีประสบการณ์โดยตรง ในการคัดสรรผู้สมัครในนามของบุคคล ที่เรียกว่ามาจากการคัดเลือกของที่ประชุมโดยรัฐสภาทั้งในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และครั้งหนึ่งเมื่อระหว่างปี ๒๕๓๗ ถึงปี ๒๕๕๐ ผมเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยรามคำแหงและได้มีโอกาสคัดเลือกบุคคลที่เรียกว่า เป็นนักกฎหมายมหาชน นักรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองเข้ามาสู่การทำหน้าที่ในการร่าง รัฐธรรมนูญ ที่ในมาตรา ๒๙๑/๖ ที่เขียนว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด เขียนเพิ่มมาทำไมครับ ผมเดาความคิดผู้ร่างออก เพราะอะไรครับ เพราะตัวเลือกตั้งที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จังหวัดละ ๑ คนก็ไม่จริง เลือกมาแล้วก็ไม่เชื่อว่าจะร่างเป็น มาอีกชุดที่ ๒ ก็คือมาจากผู้ที่เป็น นักกฎหมายมหาชน มาจากนักรัฐศาสตร์ นักรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ ในการบริหารราชการแผ่นดิน คนเหล่านี้เชื่อว่าร่างเป็น แต่กลัวว่าไม่ชอบธรรม ก็เลยต้องใช้ วิธีการไปสรรหามาเพราะว่าเขาร่างได้ แต่พอจะร่างอีก พอมาเขียนฉบับนี้เขินเล็กน้อยครับ ถ้าจะให้สภามหาวิทยาลัยเลือกอย่างเดิมเหมือนเมื่อก่อนที่ส่งเข้ามานี่รู้สึกว่ามันไม่หลากหลาย หรือถ้าไม่หลากหลายก็อาจจะคุมไม่ได้ เพราะมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็มีความเป็นอิสระ อาจจะสืบทอดเดินการต่อไม่ได้ก็ไปสมมุติให้มีองค์กรภาคเอกชน กับให้ภาคเศรษฐกิจเขาเป็น คนทำ ซึ่งใครไม่รู้ท่านประธานรัฐสภาก็ไปกำหนดให้เขาออกมาเพื่อที่จะดำเนินการอันนี้ ท่านประธานครับ ผมจึงบอกท่านประธานแล้วอย่างไรครับว่าชุดความคิดนี้ทั้งชุดนี่มันเดินไม่ได้ มันกำลังเดินถอยหลังไปสร้างประชาธิปไตย ท่านประธานครับ หยุดเถอะ แล้วผมยังคิดว่าเดินไปอีก ข้างหน้าก็จะมีทางตันอีกหลายข้อ หลายมาตราต้องถกเถียงกันอย่างนี้ครับ ผมต้องกล่าว ต่อไปอีกครับว่าในเมื่อเราไม่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้มันร่างรัฐธรรมนูญได้ เราก็ไปร่าง รัฐธรรมนูญ ไปแก้ไขเพื่อให้มันเกิดร่างรัฐธรรมนูญได้ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็ไม่เชื่อว่า คนที่มาจากเป็นสภานั้นจะร่างรัฐธรรมนูญเป็น ก็ไปหาคนสรรหา หาคนสรรหาแล้วก็กลัวเขา จะว่าอีกว่าถ้ามาจากมหาวิทยาลัยล้วน ๆ นี่ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิล้วน ๆ นี่ มาจากองค์กรที่มี ความเป็นกลางล้วน ๆ นี่จากองค์กรที่ไม่มีความหลากหลายไปใส่ความหลากหลายเข้าเพื่อให้เกิด การควบคุมได้ ตรงนี้ทั้งหมดท่านประธานครับเป็นปัจจัยที่สำคัญทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นความตั้งใจ ของผมจึงไม่ได้มุ่งหมายที่จะมาบอกตรงว่าท่านประธานใช้อำนาจเกินไป ท่านประธานใช้ไม่ได้ ท่านประธาน ส.ว. ไม่เอาไหน ท่านประธานร่างรัฐธรรมนูญไม่ฟังคนอื่น ผมไม่ได้คาดหวังอย่างนั้น แต่ผมบอกกับท่านประธานว่าในโครงสร้างนี้ถ้าต้องการผู้เชี่ยวชาญ วันนี้คนที่เขาจะคัดสรร ผู้เชี่ยวชาญจากบุคคล ๓ กลุ่มที่เราได้ออกแบบไว้ว่าเป็นนักกฎหมายมหาชน ๖ คน นักกฎหมายมหาชนไม่ได้มาจากภาคเอกชนตรงไหนละครับ นักกฎหมายมหาชน ๖ คนนี่ มันไม่ได้มาจากภาคเศรษฐกิจ มันไม่ได้มาจากภาคส่วนไหนเลยครับ อยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐ อยู่ในมหาวิทยาลัยของเอกชนแล้วทั้งสิ้น ๖ คนนั้น ถ้ามาจากมหาวิทยาลัยเป็นคนเสนอเข้ามา ทั้งหมด ผมแน่ใจว่าความเป็นมหาวิทยาลัยเขาจะส่งใครเขาอธิบายได้เขาอธิบายถึงคุณวุฒิ เขาอธิบายถึงคนทรงรู้ เขาอธิบายถึงความสามารถ เขาอธิบายถึงเรื่องภาพลักษณ์ในทาง สังคมก่อนส่งมา ผมเรียนกับท่านประธานเมื่อสักครู่นี้ว่าผมเคยเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย มา ๑๒ ปี เคยคัดเลือก วันหนึ่งวันที่ผมอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงนะครับ วันนั้นก็ส่ง ท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ในนามมหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่งท่านประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ มาสู่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงส่งมาทั้ง ๒ คนได้รับการเลือกตั้งทั้ง ๒ คน คนหนึ่งได้เป็นกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ คนหนึ่งได้เป็นสภา สสร. สภาร่างรัฐธรรมนูญในวันนั้นเสียด้วยซ้ำไป นี่เป็น ความชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยเขาทำได้ และผมคิดว่าตรงกับความต้องการและตรงกับ ความเป็นจริง เพราะฉะนั้นการที่ไปใส่เพิ่มเติมให้มีองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชนใส่ตามเข้ามานั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่สามารถที่จะไปแก้ไขอะไรได้เลย และแถมทำให้เรา หลงประเด็นทั้งสิ้น

อีกประการหนึ่ง ที่ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราไม่เชื่อในระบอบประชาธิปไตย เราไม่เชื่อในเรื่องของระบบการเมืองไทย และเราไม่เชื่อ ในประชาชนไทย ถ้าเราเริ่มต้นอย่างนี้แล้วเราแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปเป็นอย่างนี้แล้วเราไปทำ ผมไม่คิดว่ามันจะมีผลอะไร เมื่อวานนี้ที่เราได้ตกลงกันในมาตรา ๒๙๑/๕ ด้วยวิธีการนั่งพูดจา ท่านประธานครับ มีเพื่อนสมาชิกบ่นและผมเห็นใจมาก เขาใช้คำคำหนึ่งครับ เขารู้สึก เจ็บปวดมาก เมื่อมีคนเขาพูดว่าเสียงข้างมากลากไป ใครเป็นเสียงข้างมากก็เจ็บปวดครับ เสียงนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ เสียงข้างมากลากไปก็คือว่ารู้แล้วว่ามันผิดยังดันทุรังที่จะเดิน ไปข้างหน้าอีกอย่างนี้ครับ มันถึงเป็นเรื่องของเสียงข้างมากลากไป ผมเรียนกับท่านประธาน คณะกรรมาธิการโดยเฉพาะ ท่านประธานจะเห็นด้วยกับผมไหมครับว่าข้อความสองวรรค สุดท้ายที่เติมเข้ามาไปค้นหาความหลากหลายว่านอกจากสถาบันการศึกษาส่งมาแล้ว ให้องค์กรทางภาคเศรษฐกิจเขาส่งมาด้วย ให้องค์กรทางภาคเอกชนเขาออกมาด้วย ด้วยความคาดหวังว่ามันคือหลากหลาย แต่ท่านประธานครับ ๒ สิ่งที่ใส่เข้ามานี้รุงรัง รกที่ ไม่ได้มีส่วนช่วยในการที่จะไปแก้ไขปัญหาความคิดเรื่องเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยเลย แม้แต่น้อย และไม่ช่วยให้ได้มาซึ่งผู้เชี่ยวชาญในการมาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ได้จริงอย่างที่เราคิด แบบเคยมีแล้วครับ เคยทำมาแล้วครับ เมื่อปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ ตัด ๒ ส่วนนี้ออกไปเถอะครับ ปัจจุบันสถาบันมหาวิทยาลัยของรัฐ สถาบันมหาวิทยาลัยของ เอกชนที่มีระดับมหาวิทยาลัยมีมากมายพอแล้วก็มีวุฒิภาวะสูงพอและมีวิชาการมากพอที่จะ เชื่อถือได้ว่าในการคัดส่งคนมาเพื่อให้สภาของเรานี้เป็นผู้เลือกจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ว่า ถ้าเรายังคิดว่านี่ล่ะ เรากำหนดไว้อย่างนี้แล้วค่อยว่าไป แล้วค่อยใส่ใครเข้ามาก็ได้ในการที่จะ มาจากหลายทิศหลายทาง ผมคิดว่านอกจากมันไม่ได้ช่วยให้เกิดเสียง ให้ได้บุคคลที่เหมาะสม มาทำหน้าที่นี้แล้วมันก็ไม่อาจจะเดินไปในสิ่งที่เรากำหนดเองได้ทั้งหมด นี่ผมกราบเรียนกับ ท่านประธานเพื่อที่จะพูดจากับท่านประธานคณะกรรมาธิการโดยตรงว่าเราจะหาทางออก ในเรื่องนี้กันหรือไม่ และสิ่งที่ผมได้กราบเรียนกับท่านประธานแล้วนั้นเป็นเรื่องที่เราเดินมา ด้วยประสบการณ์ที่เรามีอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ควรจะทำสิ่งนี้ไว้ให้เป็นปัญหา ให้เป็นอุปสรรค ใช้อำนาจของท่านประธานจริงครับ ใช้อำนาจเรื่องเดียวโดยมหาวิทยาลัยมันเป็นแบบหนึ่ง ใช้อำนาจของท่านประธานให้กรมเศรษฐกิจทำก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง เพิ่มเติมให้องค์กรเอกชน ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งในการตัดสินใจของบุคคลที่จะเข้ามาสู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ด้วยอย่างแน่นอน ผมเสนอเรื่องนี้เพื่อพูดจากับท่านประธาน เป็นการเฉพาะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ครับ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม หมอสุกิจ จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือผมขอ อย่างนี้ครับ พวกเพื่อน ๆ ที่นั่งอยู่นี้ครับ หลายคนกำลังรอคิวที่จะอภิปรายแต่ไม่รู้ว่าตัวเอง อยู่ตรงจุดไหน อยากให้ท่านประธานเรียกอาจจะอ่านชื่อไปทีละ ๔-๕ คน อย่างนั้นจะดีไหมครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ ขณะนี้เรากำลังอยู่ ในหน้า ๑๔๔ นะครับ แล้วก็รายชื่อที่ผมได้รับที่อยู่ตรงนี้ต่อจากท่านกันตวรรณก็จะเป็น ท่านสุกิจ แล้วก็ท่านเจะอามิงครับ ขณะนี้มีชื่อเท่านี้ครับ แล้วก็ของท่านชินวรณ์กับท่านเจือ ก็มีชื่ออยู่แล้วใช่ไหมครับ เป็นชื่อต่อไปนะครับ ต่อจากท่านเจะอามิงก็จะเป็นท่านชินวรณ์ ท่านเจือครับ เชิญท่านกันตวรรณครับ

นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พังงา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพังงา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขออนุญาตสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ ค่ะ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ดิฉันเองเป็นคนหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ วาระที่หนึ่ง เพราะดิฉันมีความคิดว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนี้เรายังไม่มีความจำเป็นที่เรา จะต้องมาเร่งแก้รัฐธรรมนูญทั้งที่เรายังมีปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน เรายังมีปัญหา ของพี่น้องประชาชนในด้านค่าครองชีพซึ่งสูงกว่ารายได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ๓๐๐ บาท หรือแม้กระทั่งเงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนยังมีปัญหาอีกเยอะ แต่ทางรัฐสภาของเราก็เร่งรีบ เร่งรัด รวบรัด ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดิฉันเองได้ลงพื้นที่ก็มีพี่น้องประชาชนสงสัยแล้วก็ถามดิฉัน ไม่ว่าจะเป็นงานบวชหรือว่างานแต่ง หลายคนก็ถามว่าทำไมครั้งนี้สภาถึงมีความตั้งใจ เหลือเกินในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ทำไมประธานรัฐสภาและสมาชิกจึงประชุมกันหลายวัน และไม่ได้สนใจปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน ดิฉันเองก็ย้อนไปถึงเมื่อสมัยที่ผลผลิต ยางพาราตกต่ำค่ะ สมัยนั้นท่านคุณหมอสุกิจได้เสนอญัตติยางพาราตกต่ำเข้าสู่สภา แต่สภา ของเราก็กลับไปเสนอญัตติปรองดอง วันนี้ดิฉันก็คิดว่าความกังวลที่พี่น้องประชาชนสงสัย มันจะเป็นจริงหรือเปล่า ท่านประธานคะ ดิฉันบอกแล้วว่าดิฉันเองไม่เห็นด้วยในการแก้ไข รัฐธรรมนูญตั้งแต่วาระที่หนึ่ง แต่เมื่อพวกท่านใช้เสียงข้างมากภายใต้ระบอบประชาธิปไตย จนทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ผ่านมาจนถึงวาระที่สอง และถ้าพี่น้องประชาชน และพวกเรา ได้ติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เราจะพบว่ามีปัญหาขลุกขลัก เร่งรัด รวบรัด มีความผิดพลาด ตั้งแต่เอกสารจนมาถึงวาระปัจจุบัน ดิฉันเองก็ได้ทำหน้าที่ค่ะ ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่ได้นำ วาระที่สองเข้าสู่ระบบรัฐสภา ดิฉันเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องเป็นปากเป็นเสียง ให้กับพี่น้องชาวพังงา ท่านประธานคะ วันนี้สิ่งที่พวกเรา ส.ส. และสมาชิกวุฒิสภาหลายคน ได้แปรญัตติไว้ ๑๗๒ คน ดิฉันจำได้ว่าท่านนิคม ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะคะ ท่านบอกว่า ไม่เคยเห็นกฎหมายฉบับใดที่มีผู้แปรญัตติมากขนาดนี้ ดิฉันต้องขอเรียนว่าเพราะเป็นการแก้ไข รัฐธรรมนูญอย่างไรคะ เพราะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รวบรัดและเร่งรีบมาก เพราะฉะนั้น ดิฉันในฐานะ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้าน และสมาชิก ส.ว. หลายคนเราจึงเป็นห่วงว่า รัฐธรรมนูญที่พวกท่านเร่งรีบมันจะมีปัญหาอะไรตามมาหรือเปล่า ดิฉันเองเป็น ส.ส. มาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔ รวมแล้ว ๔ สมัย ผ่านรัฐธรรมนูญมาทั้งหมด ๒ ฉบับ ฉบับแรกคือปี ๒๕๔๐ ฉบับที่ ๒ ก็คือปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างโดย คมช. วันนี้ดิฉันไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างโดย คมช. หรือรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยเผด็จการรัฐสภาอะไรจะน่ากลัวและน่ากังวลมากกว่าสำหรับ พี่น้องประชาชนชาวไทย ท่านประธานคะ ตัวดิฉันเองได้นั่งติดตามการประชุมตั้งแต่วันแรก จนถึงวันนี้ ได้เห็นท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ไม่ว่า ส.ว. หรือ ส.ส. ได้ทักท้วงมาตราต่าง ๆ ผ่านมา มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๒๙๑/๑ จนถึงมาตรา ๒๙๑/๖ ปัจจุบัน ก็ได้เห็นว่าหลายมาตราพี่น้อง ส.ว. ส.ส. ได้แปรญัตติซึ่งมีเหตุผลมาก แต่ทางกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็ยังยืนยันนะคะ ก็เป็นสิ่งที่ดิฉันกังวลเป็นอย่างมาก ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ค่ะท่านประธาน ที่พวกเรากังวลก็คือที่มาของ สสร.ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ๗๗ จังหวัด และมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ที่มาของ สสร. จากการสรรหา ๒๒ คน ดิฉันจำได้ว่าสมาชิกหลายท่าน กังวลว่าจะมีการแทรกแซงทางการเมืองไหมว่าการสรรหาจะเป็นธรรมหรือไม่ ดิฉันก็เฝ้า ติดตามค่ะ แต่เมื่อดิฉันมาดูมาตรา ๒๙๑/๖ ดิฉันก็คิดว่าสิ่งที่พี่น้องประชาชน สิ่งที่สมาชิก ส.ว. และ ส.ส. กังวลตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) จะเป็นจริงหรือเปล่า และดิฉันก็เห็นว่า ในมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งเราพูดกันถึงที่มาของ ส.ว. สรรหา กลับกำหนดให้ประธานรัฐสภา มีอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขในการคัดเลือก ประธานรัฐสภาก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็คือประธานที่มา จากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งก็คือพรรครัฐบาล เพราะฉะนั้นดิฉันไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ กำหนดให้ประธานรัฐสภาเป็นคนกำหนดเงื่อนไขในการคัดสรร ส.ว. สรรหานี้ สสร. สรรหานี้ มันจะเป็นปัญหาหรือเปล่า โดยเฉพาะดิฉันได้มาดูในมาตรา ๒๙๑/๖ นะคะ ในมาตรา ๒๙๑/๖ เราได้บอกไว้ว่าให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็น สสร. แต่ที่ดิฉันกังวลคือทำไมถึงมี การกำหนดให้องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ ประธานรัฐสภากำหนด ท่านล็อกอีกชั้นหนึ่งค่ะ ล็อกตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) แล้วมาล็อก มาตรา ๒๙๑/๖ อีก สิ่งที่ดิฉันเห็นก็คือว่าความกังวลที่สังคมกังวล ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นผู้สื่อข่าว ไม่ว่าจะเป็นสมาชิก ส.ว. และเพื่อน ส.ส. กำลังจะเป็นจริง เบื้องต้นของ การประชุมดิฉันได้ยินท่านประธานรัฐสภาบอกว่าท่านเองก็ไม่อยากจะเข้ามายุ่งมาก เพราะฉะนั้นถ้าทางที่ประชุมเสียงข้างมากจะแก้วรรคนี้ออกไปนะคะ คือลดอำนาจของ ประธานรัฐสภา ดิฉันคิดว่าความกังวล ความคลางแคลงใจของสังคมก็คงจะแก้ได้ วันนี้ค่ะ เรากำลังแก้ไขรัฐธรรมนูญบนพื้นฐานความระแวง ความหวาดระแวงของสังคม ความหวาดระแวงของสังคมกำลังจะบอกว่าเราใช้เสียงของรัฐสภาเพื่อจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราอยากจะให้ประวัติศาสตร์จารึกการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่าอย่างไร ดิฉันขอนำเรียน ท่านประธานว่าดิฉันโชคดีค่ะได้อ่านบทความของคุณเจริญ กนกรัตน์ ซึ่งท่านได้ติดตาม ท่านรัฐบุรุษอาวุโส คุณปรีดี พนมยงค์ ที่กว่างโจวนะคะ แล้วก็ได้มีบันทึกเอาไว้ว่าคำว่า ประชาธิปไตย นั้น มักจะเข้าใจความหมายกันผิด ๆ ประชาธิปไตยแปลว่าประชาชนเป็นใหญ่ ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบบที่ปกครองโดยประชาชนและเพื่อประชาชน ประชาธิปไตย ที่เราเห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่ก็โดยประชาชนแต่ขาดหลักการเพื่อประชาชนเพราะพวกชนะเลือกตั้ง มักละทิ้งหลักการเพื่อประชาชนไปเสีย กลายเป็นเพื่อตนเองและพวกพ้อง วันนี้ดิฉันไม่อยากให้ ประวัติศาสตร์จารึกว่าในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พวกเราจะใช้เสียงข้างมากลากไป เพื่อพวกพ้อง เพราะฉะนั้นดิฉันจึงกังวลว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ให้ตัดอำนาจของประธานรัฐสภา ในการคัดสรร สสร. เพื่อความชัดเจน ความเป็นกลาง อย่าให้ประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่า พวกเราทำไปเพื่อเสียงข้างมาก เพื่อใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุกิจ อัถโถปกรณ์ ครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมแล้วก็พรรคพวกจำนวนมากเลยครับ ได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ เอาไว้ มาตรานี้เท่าที่ทราบก็คือจะไม่มีการตกลงกันระหว่าง ๔ ฝ่าย อย่างเช่นเมื่อวานที่เกิดขึ้น กับมาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งการตกลงเมื่อวานนี้มันส่งผลดีมากเลยครับ ท่านประธานจะเห็นว่า พอหลังจากข้อตกลงออกมาเรียบร้อย ผู้อภิปรายลดน้อยลงไปจนเหลือไม่กี่คนเองครับ แต่วันนี้เมื่อไม่มีการตกลงก็แปลว่าท่านไม่ถอย แปลว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการยังยืนยันที่จะไม่ถอยแม้ว่าท่านประธานวิปฝ่ายค้านของผมได้เสนอทางออก ให้ท่าน ทำให้ที่สมาชิกทั้งหลายได้อภิปรายกันมาหลาย ๆ ท่านนะครับว่าเกรงกริ่งว่าจะมี การล็อกสเปก อะไรต่าง ๆ นี้มันจะลดน้อยถอยลงไปด้วยข้อเสนอของท่านประธานวิปว่า แทนที่จะเลือกกันทั้งพวงนี่ให้ออกเสียงกันคนละเสียง ๒ เสียง ๓ เสียง เมื่อท่านไม่เจรจา ก็หมายความว่าท่านไม่รับข้อเสนออันนี้ แล้ววันนี้ผมก็นั่งรออยู่เหมือนกันว่าทำไมวิปของ รัฐบาลนี่ไม่มา ขอให้ไปหารือเรื่องเวลาการประชุม ก็แปลว่าวันนี้เราจะปล่อยกันตามธรรมชาติ เมื่อปล่อยตามธรรมชาติก็ธรรมดาเรื่องมาตรานี้ อย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่ามีผู้แปรญัตติมากมายเหลือเกินครับ เป็นร้อย ๆ คน เพราะฉะนั้นสมาชิกทั้งหมดนี้ผมเชื่อว่าเกือบจะหมดก็ต้องมาใช้สิทธิ ในการอภิปรายก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า แต่ที่ฟังมาเสียงทักท้วงต่าง ๆ ก็ยังไม่เห็น ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร แล้วก็มักจะมากล่าวหากันว่าพวกผมคิดไปก่อน วิตกไปก่อน วิตกจริตเรื่องมันยังไม่เกิด สสร. เป็นใครก็ไม่รู้ ท่านครับ เรื่องนี้เมื่อสัก ๓-๔ สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อเรื่องปรองดองที่ท่านกันตวรรณได้พูดถึงเมื่อกี้ครับ เข้าสภามาพวกผมก็ถูกกล่าวหา อย่างนี้ครับ แล้ววันนี้เป็นอย่างไรครับ แย่งกัน แย่งกันออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแล้วครับ แล้วทำให้คนบางคนกล้าประกาศว่าจะกลับเมืองไทยใน ๓-๔ เดือนข้างหน้า นี่ละครับ คือสิ่งที่ ท่านกล่าวหาว่าพวกผมวิตกจริต เรื่องนี้ก็เหมือนกันครับท่านประธาน ผมจะโยงเข้าเรื่องว่า พวกท่านก็บอกว่าพวกผมวิตกจริต แต่จริง ๆ แล้วจากประสบการณ์ของเรามันได้สอนให้เรารู้ว่า ถ้ามันเป็นอย่างนี้แล้วเดี๋ยวมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะลักษณะของพวกมากลากไป แต่ตอนนี้มันไม่ใช่พวกมากลากเฉย ๆ พวกมากกดแทนกันด้วย ก็ยิ่งลากใหญ่สิครับ เพราะฉะนั้นมติก็

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ด้วยความเคารพ ท่านกรุณาเข้าเรื่องเถอะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

ผมก็เคารพ ท่านประธานและทราบดีครับว่าท่านประธานเป็นคนที่ยึดมั่นในข้อบังคับผมก็ยินดีเข้าครับ แต่ผมก็ลืมว่าผมพูดไปถึงไหนแล้ว เอาเป็นว่าเรื่องมาตรา ๒๙๑/๖ ผมเข้าเลยนะครับ เพื่อสนองสิ่งที่ท่านประธานขอนะครับ เป็นการให้รัฐสภาเลือก สสร. ที่มาจากการสรรหา ท่านใช้คำว่าคัดเลือก ซึ่งจริง ๆ แล้วมาตรานี้แทบจะตัดออกไปได้ทั้งมาตราเลย ถ้าท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้เชื่อพวกกระผม เชื่อในแง่ที่ว่า สสร. ที่มีการเลือกตั้งก็มีความสามารถ ไม่ขี้เหร่หรอกครับ แต่ละคนผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเขามีวิจารณญาณ เขาสามารถจะเลือก คนที่มีความสมบูรณ์พร้อมที่จะเข้ามาทำกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ท่านกำลังจะฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทิ้งแล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่คำนึงถึงว่ามันจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันนั้นก็ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บหรอกครับ ก็ทำกันต่อไป แต่นี่ก็คือท่านไม่ได้ให้เกียรติ พี่น้องประชาชน ทั้ง ๆ ที่หลายท่านก็บอกว่ามาจากพี่น้องประชาชน แต่ถึงเวลาแล้วท่านก็ ไม่ไว้ใจ ท่านต้องให้มีมาอีก ๒๒ คน ที่จะมาทำหน้าที่คล้าย ๆ กับว่าเป็นแกนหลัก ก็คือตั้งใจ ให้มาเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญเลยครับ เขาจะเรียกว่าเป็นอะไรก็ตามเป็นโครงสร้างขึ้นมา แล้วก็ ๗๗ คน ที่มาจากการเลือกตั้งก็คือเป็นไม้ประดับที่คอยมายกมือ จะแก้ก็แก้ได้นิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้น แต่โครงร่างใหญ่นะครับ ถ้าพูดไปก็หาว่าวิตกจริตเองหรือตกจริตอีก แต่ผม เชื่อแน่ละครับว่ามันมีอยู่ในหัวของใครบางคนแล้วว่าจะสั่งมาอย่างไรว่าจะให้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ท่านคิดจะร่างใหม่นี้มันออกมาอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วมาตรานี้นะครับ ถ้าเชื่อสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่แปรญัตตินี่ตัดทิ้งทั้งหมดก็ได้ไม่ต้องเลือกหรอกครับ สสร. ที่มาจากการสรรหา ไม่ต้องให้ท่านประธานสภาต้องมาโดนสมาชิกวันนี้ว่าเสีย ๆ หาย ๆ แล้วก็ไม่ต้องเหนื่อยแรงรัฐสภาในอนาคตด้วย จริง ๆ แล้วนะครับ มาตรานี้มีประเด็นหลักอยู่ ๒ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก ก็คือการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการให้อำนาจประธานรัฐสภา มากเกินไปหรือเปล่า อันนี้หลายคนสงสัยครับ และจะมีข้อต่าง ๆ เป็นชั้น เป็นฉากนะครับ ซึ่งผมจะได้กราบเรียนต่อไป

ประเด็นที่ ๒ ก็คือความสงสัย คลางแคลงใจของสมาชิกรวมทั้งพี่น้องประชาชน ที่เขาเฝ้าดู เฝ้าติดตามการถ่ายทอดการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ด้วยว่าถ้าเลือกแบบที่ ท่านกรรมาธิการท่านยืนยันท่านเขียนมานี่ เป็นการล็อกสเปกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นท่านฟังดู ตั้งแต่ต้นก็มีการพูดอยู่ ๒-๓ ประเด็นนี่ละครับ ท่านจะใช้วิธีเสียงข้างมากลากไปหรือเปล่า อันนี้ ละครับก็คือสิ่งที่พูดกันมานะครับ มาตรานี้นะครับท่านบอกว่าจะต้องเลือก สสร. ที่มาจากการสรรหา ให้เสร็จภายในเวลา ๗๕ วัน ตรงนี้ผมไม่ได้แปรญัตติไว้ครับ นับตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา มีผลใช้บังคับ ก็สงสัยเหมือนกันละครับ อยากจะถามท่านประธานคณะกรรมาธิการเหมือนกันว่า ท่านเขียนไว้อย่างนี้เจตนาท่านอยากจะให้ได้ สสร. สรรหาก่อน หรือว่าอยากได้ สสร. เลือกตั้งก่อน อะไรจะมาก่อนกัน มันก็มีผลนะครับ ถ้า สสร. จากการสรรหามาก่อน เกิดว่า สสร. ของท่านออกมาดี ดูสวยงาม เชื่อแน่ครับว่ามันจะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน ที่เขาจะเลือกสรร สสร. จากการเลือกตั้งโดยใช้ความพินิจพิเคราะห์ ระมัดระวัง แต่ในทาง ตรงกันข้ามถ้าเกิดว่า สสร. สรรหาหรือว่าที่ท่านคัดเลือกนี่ออกมาก่อน แล้วดูขี้เหร่ อัปลักษณ์ ล็อกสเปกอย่างที่เขาพูดกัน ผมเชื่อแน่ว่าพี่น้องประชาชนคงมีความลำบากใจที่จะไปเลือก สสร. ที่เขาตั้งใจจะได้คนดี ๆ ไป ๆ มา ๆ พี่น้องประชาชนอาจจะมีความคิดว่าเลือกไป ก็เท่านั้นล่ะ เลือกไปเขาก็เอาไปปู้ยี้ปู้ยำอยู่ดี เพราะฉะนั้นเลือกใครก็ได้ อันนั้นละครับ จะส่งผลอันตรายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ อันนี้ก็ไม่เลวหรอกครับ ที่ท่านเขียนมานะครับ ให้มหาวิทยาลัยก็คือสถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้คัดเลือกให้องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนเป็นผู้คัดเลือก แต่ผมก็มีความสับสนอยู่มาก พยายามจะเปิดดู หลายที่ครับว่า ๒ อย่างนี่มีความแตกต่างหรือว่าปีนกัน หรือว่าทับกันอยู่อย่างไร ระหว่าง องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนนี่ ก็ต้องขอคำอธิบายจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการหรือกรรมาธิการท่านไหนก็ตามละครับว่ามันพวกเดียวกันหรือเปล่าครับ เป็นองค์กรภาคเอกชนด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่ายนั่นล่ะ แต่ท่านมาแยกเป็นองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ผมก็รู้ว่าในกลุ่มนี้มีมากมาย แต่ไม่รู้ว่าท่านจะจับเอาตรงไหน มาบ้างนะครับ ก็ให้พวกเหล่านี้นะครับ คัดเลือกออกมาเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน อันนี้ไม่มีข้อโต้แย้งครับ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายนี่ต้องมีความสำคัญอยู่แล้วในการที่จะมา มีส่วนในการร่างสิ่งที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ไม่มีปัญหาหรอกครับ ผู้เชี่ยวชาญ รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ๖ คน อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ มีความจำเป็นครับ แต่นี่ ต่อไปสิครับ (ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนด ผมก็ไม่ทราบ ประธานรัฐสภาท่านก็เป็นคนที่อยู่ในพรรคการเมือง ท่านสังกัดพรรคการเมือง ความรู้สึกหรือว่าสิ่งที่เรียกว่า ผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง ของท่านก็ไม่รู้ว่าหน้าตาออกมา เป็นอย่างไร หมายถึงใครครับ คนที่เคยเป็น ส.ส. คนที่เคยเป็น ส.ว. หรืออะไร หรือแกนนำ นปช. เป็นไปได้ไหม เป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองหรือเปล่า หรือแม้แต่การ์ด (Guard) นปช. การ์ดในการชุมนุม ใช่ไหม เป็นผู้ไปมีประสบการณ์ด้านการเมืองไหม หรือแม้แต่คนที่ถือ อาวุธบุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เหล่านี้ในทัศนะของประธานรัฐสภา เราก็ไม่รู้ว่าท่านถือว่า เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองหรือเปล่า ส่วนด้านอื่นเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่รู้ว่าใครบ้างที่ผ่านมา ไหนท่านตำหนิว่าร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วไม่ได้เรื่องอย่างไรครับ แล้วจะเอามาอีกหรือครับ อันนี้บอกว่าให้ประธานรัฐสภาประกาศกำหนดทั้งนั้น แล้วก็จะเลือกเอามาไม่เกิน ๒ คน ตามรายละเอียดที่ประธานกำหนดอีก อันนี้ครับ ที่เขามีความคลางแคลงสงสัยว่าทำไมอยู่ใน อำนาจของประธานรัฐสภาทั้งหมด นี่คือการให้อำนาจต่อประธานรัฐสภามากไปหรือเปล่า ที่สำคัญก็คือท่านประธานจะเลือกด้วยใจที่เป็นกลางหรือเปล่านะครับ เพราะว่าในการทำงาน ที่ผ่านมาผมยังเสียดายครับ ที่ไม่มีเครื่องวัดอะไร ไม่ว่าจะเป็นเมตร เป็นมิลลิเมตร มิลลิกรัม หรืออะไรก็ตาม หรือหน่วยใดก็ตามนะครับ ที่จะวัดความเป็นกลางของท่านประธาน ผมว่าถ้าเอา มาวัดจริง ๆ แล้วอาจจะไม่เที่ยงตรงนะครับ อาจจะตก เรื่องของความเป็นกลางในการประชุม ในการควบคุมการประชุมที่ผ่านมา ความรู้สึกที่มีต่อฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ผมว่าท่านอาจจะ วัดแล้วไม่เที่ยงตรงในเรื่องของความเป็นกลาง เพราะฉะนั้นเมื่อมาทำหน้าที่อย่างนี้ ผมว่า สมาชิกฝ่ายนี้จำนวนมากมายเลยครับที่เรามีความกริ่งเกรงว่าท่านจะไม่ผ่านในเรื่องของ ความเป็นกลาง แต่อย่างไรก็ตามครับ บางเรื่องก็ต้องยอม ยอมให้กันได้บ้าง แต่ในส่วนหนึ่ง คือส่วนที่เป็นวรรคสามอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้ว และผมก็ได้แปรญัตติ ในวรรคนี้ด้วย ก็คือในส่วนที่ว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด หมายถึงว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชน ที่จะมาทำหน้าที่ในการส่งคนเข้ามาให้รัฐสภาคัดเลือก แล้วประธานรัฐสภา เป็นผู้กำหนด ผมเชื่อว่าถึงแม้ว่าท่านจะเป็นประธานของพวกเรานะครับ ท่านก็คงจะไม่รอบรู้ ไปทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องขององค์กรพวกนี้นะครับ ผมว่าเขาก็มีมาตรฐานของเขา อยู่แล้ว เขาก็มีการยอมรับกันอยู่แล้วในหมู่ของตนเองเหมือนกับการสรรหา ส.ว. ที่เขาก็มี องค์กรโดยเฉพาะที่ถูกรับรองด้วยสมาชิกของเขา มีความเป็นกลางในทางการเมืองอะไรอย่างนั้น เรียบร้อยอยู่แล้ว ทำไมต้องให้ท่านประธานรัฐสภาเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เข้าไปเป็นผู้กำหนดด้วย ในเมื่อผมว่าท่านเองท่านก็คงจะไม่มีความเชี่ยวชาญ จริง ๆ แล้วท่านลงไปแล้ว เพราะผมยังมี ความเชื่อมั่นว่าวันที่รัฐธรรมนูญที่ท่านจะเอาไปทำใหม่ระหว่างนี้ผ่านเข้ามาในสภา ก็คงจะเป็น ประธานรัฐสภาคนเดิม ที่จริงผมอยากจะตั้งคำถามท่านมากกว่าที่จะตั้งข้อสงสัยกับท่านด้วยซ้ำ ว่าท่านมีวิธีการทำงานอย่างไรกับภารกิจที่คณะกรรมาธิการได้มอบหมายให้แก่ท่าน กรรมาธิการ เคยถามท่านประธานรัฐสภาไหม ว่าท่านพร้อมหรือเปล่าที่จะมารับงานนี้ จริง ๆ แล้วนะครับ ท่านมีความพร้อมหรือเปล่า ท่านรู้แล้วตอนนี้ว่าท่านต้องรับหน้าที่นี้ถ้าท่านมานั่งตรงนี้ ผมอยากจะถามท่านว่าท่านมี วิธีการที่ทำงานอย่างไร ท่านมีวิธีการคัดเลือกอย่างไร ท่านมีทีมงานแบบไหน ถ้าท่านพูด ท่านตอบได้จะทำให้พวกเราหายความคลางแคลงใจไปเยอะ ดีไม่ดีผมอาจจะถอนอันนี้ ด้วยนะครับ เพราะตอนนี้ผมขอตัดเอาไว้แล้ว วรรคนี้ละครับว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด อันนี้ผมตัดออก ทั้งหมด เพราะผมไม่ไว้ใจว่าท่านประธานรัฐสภาของผมจะรับหน้าที่อันนี้ได้นะครับ ก็เลยต้อง กราบเรียนนะครับ คงไม่ใช้เวลาให้มากไปกว่านี้นะครับ แต่ผมก็ยังหวังนะครับว่าไหน ๆ มันก็ มาถึงขั้นนี้เรากลับถอยหลังไปไม่ได้แล้ว แต่ผมก็ยังติดใจแล้วก็ฝากประเด็นที่ผมพูดตั้งแต่ เปิดประชุมวันนี้ละครับว่าถ้าในการลงมติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีการกดแทนกันอย่างที่ เป็นข่าวจริง ๆ นี่ ผมอยากให้ท่านประธานท่านทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้เป็นที่กระจ่าง เพราะว่าตอนนี้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศทราบแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านจะให้อยู่ในความสงสัย คลางแคลงใจของพี่น้องประชาชนไม่ได้ครับ ผมจะจบแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมฝากอันนี้ เป็นข้อสุดท้ายว่าขอให้ทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง จริงจัง ไม่ใช่ตั้งกรรมการจบแล้วก็จบ ได้ผลออกมา ก็จบ อย่างนั้นไม่ได้ครับ เพราะรัฐธรรมนูญอันนี้จะได้รับการขนานนามว่ารัฐธรรมนูญฉบับกด แทนกัน ดังที่เพื่อนสมาชิกของผมได้พูดตั้งแต่เมื่อเช้าครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านจะขออภิปรายหรือครับ สักครู่นะครับท่าน นิดเดียว โดยบังเอิญ ท่านครับ โดยบังเอิญท่านศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ ท่านจะขออภิปรายครับ เชิญท่านศรีสมรก่อนนะครับ แล้วก็ถึงท่านเจะอามิงครับ

นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๖ แล้วก็ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยตัดข้อความในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสาม ทั้งวรรคนะคะ ดิฉันก็ได้ฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้นะคะ รวมแล้วก็ ๘ วัน ซึ่งมีสมาชิกหลากหลายที่อภิปรายตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ วันนี้ก็มาถึง มาตรา ๒๙๑/๖ แล้วนะคะ ดิฉันก็มีการลงมติทุกมาตรา แล้วก็สมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมาก ก็ได้ลงมติชนะทุกมาตรา วันนี้ที่ดิฉันได้แปรญัตติถึงแม้ว่าจะเป็นเสียงข้างน้อยก็คงจะต้องลงมติ ในมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ก็คงจะแพ้อีกเช่นกันนะคะ ดิฉันก็เลยได้สงวนคำแปรญัตติไว้ แล้วก็ขอใช้สิทธิ สิทธิพูดตามมาตรานี้นะคะ ดิฉันให้เหตุผลที่ดิฉันได้ขอตัดข้อความในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสาม ออกทั้งวรรคนั้น เพราะดิฉันไม่แน่ใจนะคะว่าในความเป็นกลางของท่านประธานรัฐสภาที่จะเป็น คนกำหนดคุณสมบัติที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนะคะ แล้วก็ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการ ได้มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแบบคัดเลือก วิธีการคัดเลือกแบบนี้ เพราะท่านประธานมาจากฝ่ายการเมือง แล้วก็สังกัดพรรคการเมืองนะคะ ดิฉันจะแน่ใจ ได้อย่างไรคะว่าการคัดเลือกตัวแทนแต่ละด้าน แต่ละสถาบันที่จะถูกกำหนดไว้แล้ว หรือที่เขา เรียกกันว่า ล็อกสเปก กันนะคะ เพื่อมาคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติจะมาเป็น สสร. ที่จะมี ความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และจะได้ สสร. มาแล้วพวกเขาเหล่านั้นจะมีความเป็นอิสระ มีเสรีภาพ และเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด เพราะขณะนี้ใคร ๆ ก็ทราบนะคะว่า ผู้กำหนดการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญบงการอยู่เบื้องหลัง ดิฉันเลยเชื่อว่า วิธีการได้มาซึ่ง สสร. ทั้ง ๒ แบบ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน รวมแล้ว ๗๗ คน แล้วก็คัดเลือกอีก ๒๒ คน จะเสร็จสิ้นในเร็ว ๆ นี้นะคะ ท่านประธานคะ ดิฉันในฐานะ ประชาชนคนหนึ่งแล้วก็เป็นตัวแทนประชาชนของชาวจังหวัดกาญจนบุรี แล้วก็เป็นตัวแทน ของปวงชนชาวไทย หวังเป็นอย่างยิ่งนะคะว่า สสร. ทั้ง ๙๙ ท่านนี้ ที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นี้จะเป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด แล้วก็จะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนทุกชนชั้น ทุกกลุ่ม เท่าเทียมกัน แล้วก็เสมอภาคนะคะ มิใช่เกิดประโยชน์เพียงคนคนเดียว หรือเพียงกลุ่มคน กลุ่มเดียว ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านเจะอามิง โตะตาหยง ครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้ แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ ไว้ โดยให้ตัดข้อความองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด ท่านประธานครับ กระผม มีเหตุผลบนพื้นฐานที่กระผมเองต้องแปรญัตติ สิ่งที่กระผมได้นำเรียนต่อท่านประธาน เมื่อสักครู่ออกไป ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงในการพิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในขณะที่พวกผมนั่งอภิปรายอยู่ในขณะนี้ ผมเรียนท่านประธานว่ามันเป็นการร่างกฎหมาย ที่พวกผมเองอึดอัดใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในการร่างรัฐธรรมนูญบนความอึดอัดที่คนบ้านผม ต้องสูญเสียชีวิต ถูกฆ่าตายเฉพาะเดือนมีนาคม ๕๖ รายท่านประธาน บาดเจ็บถึง ๕๔๗ ราย ในขณะที่พี่น้องประชาชนคนจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความเดือดร้อนสูญเสียชีวิตถึงระดับนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญถามว่ามีความเร่งด่วนอะไรที่รัฐบาลจำเป็นต้องมานั่งแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากความสูญเสียความเป็นความตายของ พี่น้องประชาชนที่รัฐบาลไม่ดูแลแล้ว รัฐบาลก็ยังมีปัญหาถึงความล้มเหลวในการบริหาร ประเทศ ของแพงทั้งแผ่นดิน ยางพาราตกต่ำ นี่การร่างรัฐธรรมนูญของรัฐบาลก็เพียงเพื่อ กลบเกลื่อนการที่ตัวเองล้มเหลวในการบริหารประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเจะอามิงครับ มีผู้ประท้วงครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานต้องควบคุมการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับ แล้วก็ขอ ประท้วงท่านผู้อภิปรายทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็นนะครับ ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนี้มันจบยาก ไม่ใช่ว่าไม่รู้หรือแกล้งโง่นะครับ อย่างนี้เขาเรียกว่า เจตนาโง่ นะครับ ท่านประธานต้องคุมการอภิปรายให้อยู่ในประเด็นด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านเจะอามิงครับ ท่านสงวนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสามนะครับ ขอความกรุณาท่านอยู่ในประเด็นนะครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่กระผมจะได้อภิปรายต่อไปกระผมขออนุญาตท่านประธาน ประท้วงท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ที่ได้พูดถึงว่า แกล้งโง่ หรือ โง่ นี่นะครับ ท่านได้กระทำผิด ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ขอประธานได้กรุณาวินิจฉัยให้สมาชิกเมื่อสักครู่ได้ถอน คำพูดเมื่อสักครู่ออกก่อนครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ เมื่อกี้ ท่านพูดอย่างนั้นนะครับ ท่านกรุณาถอนคำพูดด้วยครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมพูดเมื่อกี้นี้ผมพูดจากใจนะครับ และเขาก็เป็นนักการเมือง การอภิปรายประเด็นที่ตัวเองได้สงวนไว้ต้องรู้ว่าประเด็นไหน ผมถอนก็ได้ครับ เพื่อการอภิปรายเป็นไปด้วยความราบรื่นครับ ถอนครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านต่อครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมจำเป็นที่จะต้องโยงถึงว่า ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในฉบับที่เรากำลังพิจารณาวันนี้บนพื้นฐานของความเป็นจริง ของความหดหู่ ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศบอกว่าสิ่งที่ต้องแก้ไขอีกหลายเรื่องที่เป็นเรื่อง เร่งด่วนทำไมไม่แก้ไข ทำไมต้องรีบเรื่องรัฐธรรมนูญ นี่เป็นประเด็นที่ผมกำลังจะเข้าเนื้อหา มาตรา ๒๙๑ ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งในการบริหารประเทศ ในการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาเพื่อให้เข้ามาบริหารประเทศไม่ใช่ปกครองประเทศนะครับ ท่านประธาน การบริหารประเทศก็คือ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ อย่างนี้นะครับ ด้วยความเคารพนะครับท่าน ท่านออกไปอย่าไกลนัก กล่าวนำ อารัมภบท ผมก็ยอมให้นะครับ เสร็จแล้วท่านกรุณาช่วยเข้าวรรคสามด้วยนะครับ เชิญครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ต้องยอมรับนะครับว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ ที่รัฐบาลได้มีการแก้ไขในขณะนี้ก็ต้องยอมรับว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในระบบรัฐสภา รัฐบาลถือเป็นวาระเร่งด่วนขึ้นมา ไม่ทราบไปกินยาผิดอะไร จับพลัดจับผลูก็มาแก้ร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่พวกกระผมเป็นห่วงที่จะมอบหมายให้ ประธานรัฐสภามีอำนาจในการเลือกสรร สสร. ๒๒ ท่าน ไม่ได้เพราะอะไรครับท่านประธาน เราก็ต้องยอมรับละครับว่าในรัฐบาลนี้และคนที่แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในขณะนี้ก็คือ ฝ่ายบริหารหมายถึงรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติก็หมายถึงประธานรัฐสภา ณ ที่นี้ก็คือประธาน สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานจะแลเห็นได้ไหมครับว่ากลุ่ม ๒ กลุ่มนี้เป็นพวกเดียวกัน นี่อย่างไรครับที่ทำให้ผมไม่เห็นด้วย ไว้วางใจให้ประธานรัฐสภา มอบอำนาจให้ประธานรัฐสภา ไปพิจารณา ๒๒ ท่านไม่ได้ เพราะคนที่ไปบริหารประเทศมาจากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ มีเสียงข้างมากไปเป็นรัฐบาล ไปเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร ในขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติก็มาจากเสียงข้างมาก ก็มาเป็นประธานรัฐสภา สิ่งที่ผมกำลังจะฟ้อง ไปถึงพี่น้องประชาชนว่าในลักษณะ ๒ ส่วนนี้ครับ ถือว่าเป็นการประสานกัน เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อมุ่งหมายไปถึงใครครับ เพื่อมุ่งหมายไปถึงคนที่อยู่ต่างประเทศต่างหาก สอดคล้องกับ คำประกาศของคนที่อยู่ต่างประเทศบอกว่าอยากจะกลับเมืองไทย แต่ต้องกลับอย่างเท่ การกลับอย่างเท่ในความหมายของผม ก็สามารถจะตีความหมายได้ว่าการกลับอย่างเท่ ก็คือการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วออกกฎหมายนิรโทษกรรมบวกด้วยปรองดอง เห็นไหมครับท่านประธานนี่ต่างหากที่พวกผมไม่สามารถที่จะมอบหมายความไว้วางใจให้กับ ประธานรัฐสภา ไปมีอำนาจในการคัดสรร ๒๒ ท่าน ก็หมายถึงในความหมายวันนี้จะสามารถ ได้แลเห็นว่าในการบริหาร ในการจัดการทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารร่วมมือกัน ในการใช้ อำนาจเสียงข้างมากในระบบรัฐสภาก็ไม่แตกต่างกับการปฏิวัติเงียบในสภาผู้แทนราษฎร โดยการปฏิวัติฉีกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญที่พวกพ้องของตัวเองได้อ้างกันนักกันหนาว่า ไม่เป็นธรรม ไม่ให้ความเป็นธรรมกับพวกพ้องของตัวเอง ท่านประธานที่เคารพครับ นี่ต่างหากซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีนัยและมีความหมาย ที่สำคัญต่อประเทศชาติและบ้านเมือง ที่พวกผมเป็นห่วงมากที่สุดที่ไม่ยอมมอบอำนาจให้กับ ประธานรัฐสภาไปในการคัดสรร ๒๒ ท่านนี้เพราะอะไรครับ เพราะผมมองว่าผมยังมีข้อข้องใจว่า ผมมีความเป็นห่วงในการที่จะไปแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้าเราได้ สสร. ซึ่งได้จากอำนาจ ของกลุ่มคนคนเดียวและกลุ่มคนเดียวกันนี้นะครับ ถ้าเกิดท่านไปแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามอำนาจของคนที่อยู่ต่างประเทศบงการแล้ว ไปแตะเอาหมวด ๑ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไปแตะหมวด ๑ อย่างมาตรา ๒ บอกว่าประเทศนี้ ประเทศต้องปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันนี้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และถ้าไปแตะในหมวดที่ ๒ ในหมวด พระมหากษัตริย์อีก ใครจะสามารถที่จะไปควบคุม สสร. เหล่านั้นได้ครับท่านประธาน นี่อย่างไรครับเป็นที่มาของเพื่อนสมาชิกได้แลเห็น ได้แสดงข้อคิดเห็นในสภาผู้แทนราษฎรว่า จะมอบหมายอำนาจให้ประธานรัฐสภาไม่ได้ ถ้าหากว่าประธานรัฐสภามีความเป็นธรรม จะเป็นธรรมอย่างไรก็แล้วแต่การใช้กรอบความคิดของคนคนเดียว อำนาจของประธานสภา คนเดียว มันอาจจะทำให้ผิดพลาดได้ท่านประธาน และข้อครหาตรงนี้ครับท่านประธาน มันจะเป็นชนักติดหลังให้กับรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องยอมรับนะครับว่า การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในขณะนี้มันเหมือนกับมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ทำเป็น กระบวนการทั้งกฎหมายปรองดองและการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนำไปสู่ในการออก กฎหมายนิรโทษกรรม ลักษณะอย่างนี้ครับท่านประธาน มันไม่มีอะไรแตกต่างไปกับว่า แผนเหล่านี้คือแผนกินรวบประเทศไทย เป็นไปตามขั้นตอนที่มีกลุ่มคนได้มีการวางเป้าหมาย ไว้อย่างชัดเจน วันนี้ประเทศไทยทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในกำมือของกลุ่มขบวนการกินรวบ ประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาด อย่างนี้ถือว่าการปฏิวัติไหมครับท่านประธาน การฉีก รัฐธรรมนูญไหมครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่พวกผมเป็นห่วงไม่ยอมมอบ อำนาจให้ประธานรัฐสภาคัดสรร ๒๒ ท่าน เพราะอย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราต้องยอมรับนะครับว่าคนทั้งประเทศมีความเป็นห่วงว่าจุดหมายสุดท้ายของการร่าง รัฐธรรมนูญแล้วนำไปสู่เหตุการณ์ความวุ่นวายในประเทศนี้อีก น่าจะเป็นไปได้ครับท่านประธาน เหตุผลอย่างไรครับ เหตุผลเพราะว่ามีการคัดค้านจากบุคคล อีกหลายกลุ่ม ซึ่งเป็นเสียงส่วนมากของประเทศได้มีการคัดค้าน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราก็มองว่าอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะรัฐบาลเป็นผู้ที่นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเอง ท่านประธานครับ ผมถึงว่าวันนี้กระบวนการในการทำงาน ในการร่างรัฐธรรมนูญวันนี้เหมือนกับ ฝ่ายความมั่นคงเขาบอกว่ามีการวางยุทธการกินรวบประเทศไทย ใช้นารีหน้าขาวเป็นหน้าฉากครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเจะอามิง ด้วยความเคารพ จริง ๆ เลยครับ ผมอยากจะขอให้ท่านกรุณาแสดงเหตุผลวรรคสามว่าท่านแปรญัตติวรรคสาม ท่านไม่เห็นด้วยอย่างไร มีเหตุผลอย่างไรนะครับ ถ้าเผื่อท่านออกไปไกลมากผมเกรงว่าจะมี ปัญหาครับ ขอความกรุณาอีกสักครั้งเถอะครับ สุดท้ายนะครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าผมไม่ยอมให้อำนาจประธานรัฐสภาไป เพราะผมมีเหตุผลเหล่านี้ครับ ผมมีเหตุผลเพราะว่าในกลุ่มคนเหล่านี้ผมมองว่าแม้กระทั่ง ประธานรัฐสภา เราก็ต้องยอมรับว่ากรอบเป็นกรอบเดียวกันอย่างไร กรอบความคิดเดียวกัน กับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ผมถึงบอกว่าวันนี้เขาใช้ยุทธการกินรวบประเทศไทย มันไม่ได้ไปไกล นะครับท่านประธาน มันอยู่ตรงนี้เพื่อผมจะได้ชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน จะได้ชี้แจงต่อสังคม ได้แลเห็นว่าทำไมกระผมถึงไม่ยอมมอบอำนาจให้ จะมอบได้อย่างไรครับ เพราะมียุทธการ อย่างนี้อยู่ แล้วมันเป็นห่วงต่อบ้านเมืองอย่างไรครับ แล้วท่านประธานก็ต้องยอมรับครับว่า วันนี้มีการใช้นารีหน้าขาวเป็นฉากหน้า บิดบังการขับเคลื่อนเดินหน้าในสภาผู้แทนราษฎร ยึดกุมอำนาจเพื่อประโยชน์ของกระบวนการโดยใช้เล่ห์เหลี่ยมในสภาผู้แทนราษฎรนี้ละครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือกระบวนการที่เขาทำ แล้วจะให้ผมมอบอำนาจให้

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมเคารพสมาชิกรัฐสภานะครับท่านประธาน ผมก็ไม่อยากจะ ประท้วง แต่อยากจะให้ท่านประธาน เมื่อท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วผู้อภิปรายต้องอยู่ ในประเด็น ท่านจะไปกลัวอะไรนักหนาครับ ท่านก็เคยร่างรัฐธรรมนูญ ท่านความจำเสื่อม หรือเปล่า คราวที่แล้วพวกผมก็เป็นฝ่ายค้าน พวกท่านก็ร่างรัฐธรรมนูญ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

โอเคครับ ท่านประท้วงนะครับ ผมเรียนท่านเจะอามิงแล้วนะครับ ผมต้องขอชื่นชมท่านศรีสมรเมื่อสักครู่ ท่านอภิปราย ได้ถูกใจประธานเหลือเกิน ขอความกรุณาท่านเจะอามิงอีกสักครั้งเถอะครับ ขอความกรุณา ท่านเถอะครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาต ท่านประธานว่าเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงในการร่างรัฐธรรมนูญของในสมัยที่พวกผม เป็นรัฐบาล กระผมขออนุญาตว่ามันเป็นความแตกต่างกันนะครับท่านประธาน นี่มาตรา ๒๙๑ พยายามแก้ทั้งฉบับนะครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้ยกตัวอย่างนี้เพื่อให้เห็นเพื่อสังคมได้เข้าใจง่ายขึ้นว่า เหตุผลที่ผมไม่ยอมมอบอำนาจให้กับประธานรัฐสภาเพราะว่าผมเป็นห่วงบ้านเมือง ที่สำคัญ ก็คือเป็นห่วงว่าจะไปแก้มาตรา ๑ ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ เหล่านี้ต่างหากละครับ ท่านประธานที่เคารพครับ และมีการทำลักษณะอย่างนี้เป็นยุทธการจริง ๆ และมีเป้าหมาย ในการสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อกินรวบประเทศนี้อย่างแน่นอนท่านประธานครับ ผมถึงได้ ขออนุญาตท่านประธานได้ตัดข้อความมาตรา ๒๙๑/๖ ในวรรคสามนั้นออกทั้งหมดครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ประท้วงครับ เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเกรงใจท่านประธานจริง ๆ ครับ แต่มีความจำเป็นจะต้องประท้วงท่านประธาน ท่านประธานต้องยึดข้อบังคับ ข้อ ๕ ให้เคร่งครัด ถ้าคิดว่าผู้อภิปรายท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วว่ากล่าวตักเตือนหลายครั้งแล้วไม่ฟัง ท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ให้เด็ดขาดไปเลยนะครับ เพราะว่าอย่างที่ผมพูดที่ผมว่า ให้ผมถอนเมื่อกี้นี้เหมือนโง่แล้วจำไม่ได้ คือเจตนาโง่จริง ๆ นะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านครับ คืออย่างนี้ ท่านเจะอามิงครับ เราก็ผู้ใหญ่ด้วยกันแล้วนะครับ สิ่งที่ท่านอภิปรายผมว่าน่าจะตัดออก ทั้งข้อเลยนะครับ เหมือนอย่างที่ตอนต้น ๆ เราอภิปรายกัน แต่วันนี้ขณะนี้ท่านแปรญัตติ เฉพาะวรรคสาม ถ้าหากว่าท่านพูดเลยจากนี้ไปผมคงไม่อนุญาตแล้วนะครับ ท่านวัชระครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานเป็นลำดับแรก คือประท้วงตามข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภา ข้อ ๕ ท่านประธานก็คงทราบแล้วทำไม ผมถึงประท้วงท่านประธาน เพราะท่านประธานไม่ได้ตักเตือนจ่าสิบตำรวจ ประสาท ไชยศรีษะ ประทานโทษ ประสิทธิ์ ท่านประธานครับ ท่านผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง ถ้าไม่เชื่อ ท่านประธานอ่านดูครับ เสียดสี บอกว่าแสดงความโง่ บอกว่าเจตนาโง่ บอกว่าเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านจาก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เจตนาโง่ ตรงนี้เสียดสีอย่างชัดเจนครับ ท่านประธาน และเป็นการหมิ่นประมาทด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าท่านประธานต้องให้ จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ซึ่งถูกไชยศีรษะแล้วถอนคำพูด

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ คือเรื่องนี้ มันเกิดขึ้นหนหนึ่งแล้วท่านได้ถอนแล้วนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ตอนนี้ต้องถอน ใหม่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เมื่อกี้ก็ไม่ถึงกับไม่เป็นไรนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

มิได้ครับ ท่านให้ ส.ส. รัฐบาลมาด่าฝ่ายค้านว่าเจตนาโง่อย่างนี้ไม่ได้ครับ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง ผมในฐานะนิติศาสตร์บัณฑิตรามคำแหงขอยืนยันครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นเมื่อกี้

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประสิทธิ์ ถอนเถอะเพื่อน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ ช่วยเหลือ หน่อยเถอะนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงแล้วผมเป็นคนตรงไปตรงมา ผมต้องขอชื่นชมคุณศรีสมรที่ประธานได้ชื่นชมผมนั่งชื่นชม

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน นอกประเด็นครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

คนที่อภิปรายอยู่ในประเด็นอย่างนี้พรรคประชาธิปัตย์ผมต้องชื่นชมแล้วก็ผมเชื่อว่าชาวบ้าน ที่ฟังอยู่ก็ต้องชื่นชมเขา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

โอเคนะครับ ท่านอภิปราย

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ส่วนคุณวัชระนี่จริง ๆ แล้วเขาไม่มีส่วนได้เสียเลยครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ ท่านอธิบาย แล้วนะครับ ถอนเถอะครับ คำว่า โง่ อะไรนั้นไม่เอานะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานให้ผมถอนตรงไหนล่ะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านพูดใช่ไหมล่ะครับ เมื่อกี้

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

คุณวัชระ ไม่ได้เป็นผู้เสียหายเลย ผมไม่ได้ว่าเขา ผมว่าคนโน้น ต้องให้คนโน้นพูด ไม่ใช่คนนี้ คุณวัชระ ว่าผมจ่าประสาทนี่จะต้องถอนไหมเนี่ย

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมพูดผิด จำผิด ขออภัยครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

คนสุรินทร์เขาไม่โง่หรอกครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ท่านประสิทธิ์ ไม่พูดคำว่า โง่ นะครับ ถอนเถอะครับ แล้วเมื่อกี้ท่านวัชระพูดอะไรนะครับ เดี๋ยวว่าของท่านก่อน ถอนเถอะครับ เราไม่พูดคำว่า โง่ กันนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

คุณวัชระนี่

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ ช่วยถอนเมื่อกี้ก่อน โง่ ไม่เอานะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ก่อนจะให้ผมถอน ต้องให้ผมพูดก่อนสิครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มิได้ เอาเลยล่ะครับ ถอนเลยครับ เมื่อกี้พูดแล้วชี้แจงแล้วนะครับ ถอนเถอะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

อยู่ ๆ ท่านประธานจะให้อ้ายหน้าคางคกมาว่าผมจ่าประสาทได้หรือครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ แล้วเดี๋ยว ค่อยว่ากันต่อ ท่านประสิทธิ์ช่วยถอนคำว่า โง่ ออกสักหน่อย

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมถอนได้คำว่า โง่ ผมถอนได้ ไม่มีปัญหา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เพราะว่าท่านประธานอย่าให้คนหน้าคางคกอย่างนี้ลุกขึ้นมาว่าผมนะครับ แถวบ้านผม เขาเรียกว่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านประสิทธิ์ แล้วทีนี้ท่านประสิทธิ์จะว่าอะไรก็ว่ากัน เมื่อกี้ถอนแล้วนะ โอเค

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์มีอะไรตอนนี้ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงผู้อภิปรายและประท้วง ท่านประธาน ผมประท้วงตามข้อบังคับ เสร็จแล้วอยู่ ๆ มีสมาชิกคนหนึ่งชื่อ วัชระ หน้าคางคกนี่ ที่บอกว่าเกลียดทักษิณนักหนา แต่ว่าในรถมีแต่รูปทักษิณทั้งนั้น เกลียดอย่างไร มีแต่ท่านทักษิณจะเป็นจะตายแล้ว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไปยาวแล้วท่าน พอเถอะ ท่านวัชระมีอะไรครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง กล่าวหากระผมว่าหน้าคางคก จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ หน้าคางคกเป็นฉายา ของคุณจตุพร พรหมพันธุ์ คุณจตุพรเสียหาย แล้วเมื่อคุณจตุพรเสียหาย ผม วัชระเป็นเพื่อนเก่า คุณจตุพรก็ต้องลุกขึ้นมาประท้วง ท่านประธานครับ กรุณาถอนครับ ผมว่าหน้าคางคกพาดพิง คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถอนครับ ท่านประธานต้องให้ถอนครับ เพราะคุณจตุพร เสียหายครับ คุณจตุพรเสียหายครับ หน้าคางคกนี่ คุณจตุพรจริง ๆ เลยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ท่านไม่อยู่ในห้องนี้ เอาเฉพาะที่ท่านวัชระเสียหาย จะให้ถอนอะไรครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คือท่าน ก็รู้อยู่แล้วว่าควรจะถอนอะไร เพราะไม่อย่างนั้น จตุพร พรหมพันธุ์ เสียหายครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เอา คนนอกเราไม่พูดถึง ท่านไม่อยู่ตรงนี้ครับ ตกลง

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

คุณจตุพร พรหมพันธุ์ เสียหายตรงไหน คุณจตุพรอยู่ข้างนอกไม่รู้เรื่องเลยนี่ ท่านประธาน จะเชื่อผู้อภิปรายบ้า ๆ อย่างนี้หรือครับท่านประธาน

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมไม่น่าเชื่อว่าประชาชนจังหวัดสุรินทร์เลือกมา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านประสิทธิ์ เดี๋ยวครับ ทีละท่านครับ ประท้วงพร้อมกันผมวินิจฉัยไม่ถูก

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

มันไม่เกี่ยวอะไรเลยกับคุณจตุพร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ หน้าคางคก ถอนเถอะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เขาต้องถอนคำว่า จ่าประสาทก่อนสิ ผมจะได้ถอนคำว่า หน้าคางคก ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวสิครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เพราะเขาว่าผมจ่าประสาทครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาที่เขาประท้วงท่านก่อน

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เขาประท้วงผมแล้วลุกขึ้นมาหาว่าผมเป็นจ่าประสาท

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาเรื่องนี้ก่อนนะครับ เอาหน้าคางคกก่อน ท่านถอนก่อนครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เขาพูดจ่าประสาทก่อนท่านประธานที่เคารพ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านประสิทธิ์ ถอนก่อนนะครับ หน้าคางคก แล้วเดี๋ยวท่านประท้วงอันนี้ใหม่ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัย

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้ประท้วงที่ชื่อวัชระได้ลุกขึ้นมา กล่าวหาว่าผมเป็นจ่าประสาท

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมกำลังวินิจฉัยอยู่นะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

แล้วผมก็ว่าเขาอ้ายหน้าคางคก เขาผิดก่อน เขาถอนก่อน แล้วผมจะถอนทีหลัง ไม่มีปัญหา อะไรนี่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ตกลงใครพูดก่อน ท่านวัชระ รับไหม ท่านพูดก่อนหรือเปล่าครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้ขออภัย ท่านจ่าประสิทธิ์ไปแล้วนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ขออภัยไม่ได้ ต้องถอน ไม่เกี่ยวกับขออภัย

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ พี่น้องประชาชนบอกว่าเป็นจ่าประสาท บอกว่าให้ผมมาบอกจ่าประสาทให้เลิก ประท้วงในสภาผู้แทนราษฎร

(นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือท่านธนิตพลรอเดี๋ยวนะครับ ผมทางนี้ยังไม่จบเลยครับท่าน ท่านจะช่วยผมตัดสินหรือ เชิญเลย

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ผมไม่บังอาจนะครับ ท่านประธานจะบอกว่าผมช่วยท่านตัดสินนี่คงเป็นไปไม่ได้เพราะท่านเป็นประมุขอยู่ขณะนี้ แต่ว่าถ้าท่านประธานจะเห็นนะครับ การประชุมขณะนี้มันเดินไปได้ค่อนข้างลำบากครับ เหตุผลของการเดินไปได้ค่อนข้างลำบากนี้ท่านประธานคงทราบว่าความต้องการของฝ่ายค้านเอง กับวุฒิสภาครับ ก็คือเรื่องที่ต้องการให้มีการประชุม ๔ ฝ่าย ซึ่งทางรัฐบาลก็ไม่ยอม แต่ว่า ผมเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน เหตุการณ์อย่างนี้มันไม่จบง่ายหรอกครับ แล้วมันจะทำให้ ภาพของสภาเป็นภาพลบ ผมอยากจะให้ท่านประธานได้พักการประชุมครับ แล้วก็เสนอให้มี การประชุม ๔ ฝ่าย ขอความกรุณาท่านประธานเถอะครับ ถ้าอย่างนั้นนี่ภาพของสภาจะแย่ ไปกว่านี้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ พักการประชุม ครึ่งชั่วโมงครับ

พักประชุมเวลา ๑๖.๔๖ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๗.๑๗ นาฬิกา

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกขออนุญาต ดำเนินการต่อเลยนะครับ ท่านวัชระ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานท่านที่แล้ว คือท่านประธานวุฒิสภาท่านได้ทำหน้าที่เป็นประธาน และได้พักการประชุมเป็นเวลาไม่นาน ท่านประธานรัฐสภาซึ่งท่านเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ผมขอกราบเรียน ท่านประธานว่าการประชุมที่ค้างอยู่นั้น เนื่องจากจ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ยังไม่ได้ ถอนคำพูดที่พูดผิดข้อบังคับตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง ซึ่งได้กล่าวหาท่านเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมุสลิมจาก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าแสดงเจตนาโง่ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่เสียดสีผิดข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ข้อ ๔๓ วรรคสอง อย่างชัดเจน จึงขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยให้ท่านประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้โปรดให้เกียรติ ต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้โดยการถอนคำพูดดังกล่าว ซึ่งเป็นถ้อยคำที่เสียดสี ขอให้ท่านประธาน ได้โปรดวินิจฉัยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ อยู่หรือเปล่าครับ ผมขออนุญาตวินิจฉัยควบไปพร้อมกันเลยนะครับ

วินิจฉัยแรก คือที่จ่าประสิทธิ์ไปบอกว่า แกล้งโง่ นะครับ ตรงนั้นผมวินิจฉัยว่า ให้ถอนนะครับ แล้วก็จ่าประสิทธิ์รู้สึกท่านวัชระไปกล่าวว่าจ่าประสิทธิ์ว่า

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

จ่าประสาท

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จ่าประสาทครับ ผมขอ วินิจฉัยครับ แล้วก็จ่าประสิทธิ์ก็เลยกล่าวว่าคุณวัชระว่าหน้าคางคก สรุปแล้วทั้ง ๓ อัน ผมให้ถอนทั้งหมดครับ ขอจ่าประสิทธิ์ถอนคำว่า แกล้งโง่ ก่อนครับ จะได้ดำเนินการต่อจะได้ เรียบร้อยครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ ผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ในฐานะสมาชิกรัฐสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอา แกล้งโง่ ก่อนครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมตรงไปตรงมาเพื่อความเรียบร้อยของสภาแห่งนี้ ผมยินดีถอนคำว่า แกล้งโง่ ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ทีนี้ท่านถอนคำว่า จ่าประสาท ท่านวัชระเชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ คือท่านถอนไม่ตรงกับที่ ท่านพูด ท่านบอกว่า แสดงเจตนาโง่ ไม่ใช่ แกล้งโง่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ คำว่า แกล้งเจตนาโง่ ท่านถอนนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ถอนครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

และผม ก็ยินดีถอนครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถอน จ่าประสาท นะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถอนคำว่า จ่าประสาท ถอนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจ่าประสิทธิ์ถอนคำว่า

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ได้ยินไหมครับ ผมถอนแล้วครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมก็ถอนคำว่า อ้ายหน้าคางคก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สมควรแล้วครับ จบแล้วครับ เชิญท่านเจะอามิงต่อเลยครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ตามที่กระผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ ด้วยเหตุผลที่ผมได้ให้ไว้ต่อสมาชิกรัฐสภาว่าที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะว่าการที่มอบอำนาจให้กับ ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจนี่ผมไม่เห็นด้วย สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตมีอะไรครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดระยองครับ ด้วยความเคารพ ท่านเจะอามิง แต่ผมนิดเดียวเพื่อภาพรวมของสภา คือที่สมาชิกได้ถอนก็ถือว่าเป็นเรื่องดีแล้วครับ แต่ว่าผมอยากให้ประธานได้กำชับนิดหนึ่งว่าคือสภาไม่ใช่เรื่องเล่น การออกน้ำเสียงประชด ประชันพวกนี้ ผมคิดว่าให้กำชับอย่าให้เกิดขึ้นเพราะว่าภาพรวมมันดูไม่ดีครับ แค่นี้ล่ะครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ที่จริง มันหงอยเหงาก็ทำให้มันดูครึกครื้นขึ้นมาหน่อยก็เป็นการสลับฉากบ้างก็ดีเหมือนกันนะครับ อย่าไปถือสากันเลยครับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านนิพนธ์เชิญครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ ครับ ถ้าสภานี้มันเงียบเหงาไปก็ขอให้มีบรรยากาศอบอุ่น อย่างอื่นเถอะครับ อย่าเอาเรื่องอย่างนี้มาทำให้บรรยากาศอบอุ่นขึ้นมาเลยครับท่านประธาน ด้วยความเคารพท่านประธานท่านอย่าได้พูดอย่างนั้นเลยมันเสียหายจริง ๆ ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็อยากให้เป็นอย่างที่ท่านว่า ก็จะดีครับ ท่านมีอะไรอีก จบแล้วครับ พอเถอะครับ ผมว่าพอแล้วหรือว่าจะยก ๒ เอาล่ะครับ สมควรแล้วครับ ท่านต่อเถอะครับ ท่านเจะอามิง ท่านวัชระเชิญมีอะไร

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานที่อนุญาตให้ผมพูด ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระอย่ามียก ๒ นะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่มีครับ คือผมไม่มีเจตนาที่จะไปว่าสมาชิกพรรครัฐบาล แต่ว่าผมปกป้องเพื่อนสมาชิกซึ่งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรชาวมุสลิม ท่านประธานครับ ผมอยากจะถามว่าผมในฐานะผู้แปรญัตติ ในมาตรานี้ด้วยเช่นกัน ผมจะถามท่านประธานว่าลำดับการพูดต่อจากท่านเจะอามิง โตะตาหยง แล้วเป็นท่านผู้ใด แล้วผมอยู่ในลำดับใดต่อจากท่านใด เพื่อที่จะได้เตรียมการพูด ให้กับพี่น้องประชาชนได้ฟัง ขอความกรุณาท่านประธานได้โปรดบอกลำดับการพูด ของสมาชิกในสภาแห่งนี้ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่างนี้ ตอนนี้อยู่ที่ หน้า ๑๔๔ ท่านอยู่ที่หน้า ๑๕๖ ตอนนี้ที่เสนอชื่อขึ้นมาแล้ว ๖ ท่านครับ เชิญท่านเจะอามิง ต่อเลยครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ตามที่กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ กระผมมีเหตุผลอย่างที่กระผม ได้นำเรียนต่อท่านประธานรัฐสภาว่าสิ่งที่กระผมพูดในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อที่จะได้แสดง ข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในสภาว่าในส่วนของกระผมได้ไปคิดไว้อย่างที่กระผมได้นำเรียน ต่อการประชุมในครั้งนี้แล้ว ที่สำคัญที่สุดท่านประธานครับ ผมเป็นห่วงก็คือว่าการที่จะให้ ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจในการคัดสรร สสร. ๒๒ ท่าน ผมเป็นห่วงตรงที่ว่าท่านเอง ท่านประธานรัฐสภาเองในขณะนี้ท่านก็มาจากพรรคการเมืองพรรคเดียวกับรัฐบาล แล้วทุกอย่าง กระบวนการมันก็จะเป็นไปตามทิศทางกรอบที่สังคมเขาได้วางไว้ ได้แลเห็นว่าเป็นการทำงาน เพื่อคนคนเดียวและมุ่งหมายอย่างชัดเจน สังคมเขาแลเห็นอย่างนั้นครับ แต่ที่ผมเป็นห่วง มากกว่านั้นก็คือว่าในเมื่อเราได้ สสร. ซึ่งมาจากกระบวนการที่สมาชิกได้พูดก่อนหน้ามาตรานี้แล้ว ก็เหมือนกันครับ ที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดก็คือว่า สสร. ต้องพึงระมัดระวังว่าต้องไม่ไปแตะหมวด ๑ บททั่วไป ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อย่าไปคิดที่จะมีการเปลี่ยนแปลงให้เป็น ระบอบอื่น ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบอื่นก็จะทำให้มีปัญหาในสังคมและประเทศนี้ อย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่ผมเป็นห่วงประเด็นที่ ๒ ก็คือในหมวด ๒ ในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ ประเด็นเหล่านี้ สสร. จะต้องไม่แตะ ถ้ากระบวนการในการทำงานของ สสร. ไปแตะกระบวนการนี้แล้วมันจะมีปัญหาก็คือว่าลองย้อนกลับไปดูในมาตรา ๒๘ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘ ขออนุญาตอ่านครับท่านประธาน บุคคลจะใช้สิทธิ และเสรีภาพตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยมิได้ เป็นไปตามวิธีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ ที่พวกผมเป็นห่วง และผมที่ไม่ยอมให้อำนาจกับท่านประธานไปคัดสรร สสร. ๒๒ ท่านที่จะ มาต่อหน้านี้นะครับ ก็เพราะเหตุผลอย่างนี้ครับ เพราะว่าถ้าการร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตาม กระบวนการ ทำเป็นกระบวนการ แล้วมันจะนำไปสู่ในระบบที่มีความหมายและมีนัยในการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้และจะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตท่านประธานว่ากระผมถึงต้องขออนุญาต ตัดข้อความที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ตามที่ผมได้แปรญัตติก็คือตัด องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสองให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด อันนี้ ต้องตัดออกหมดเลยครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ได้ฟังท่านสมาชิก มาหลายชั่วโมงนะครับ ได้เก็บประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านห่วงใยในมาตรา ๒๙๑/๖ กระผม อยากกราบเรียนนะครับ ในมาตรานี้จะพูดถึงเรื่องของการคัดเลือก สสร. ที่มาจากการสรรหา ก็กราบเรียนว่าในมาตรา ๒๙๑/๑ เราก็ได้เห็นชอบ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าให้มี สสร. มาจาก ๒ ทางนะครับ

ทางแรก ก็คือจากการเลือกตั้งของประชาชนจังหวัดละ ๑ ท่าน

และอีกทางหนึ่ง ก็ให้มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ๒๒ ท่าน โดยจำแนก ออกเป็นองค์ประกอบอยู่ ๓ ส่วนนะครับ

ส่วนที่ ๑ ก็คือมาจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกฎหมายมหาชน จำนวนหกคน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน แล้วก็ผู้ที่มี ประสบการณ์ด้านการเขียนรัฐธรรมนูญ ด้านของการบริหารราชการ ตลอดจนผู้มีความเชี่ยวชาญ ด้านเศรษฐกิจอีก จำนวนสิบคน ซึ่งในส่วนนี้ในมาตรา ๒๙๑/๖ ก็พูดถึงกระบวนการในการคัดเลือก ของรัฐสภา ก็อยากกราบเรียนว่าข้อห่วงใยของท่านสมาชิกเท่าที่ฟังอยู่นี้ก็มี ๑. เรื่องของอำนาจ ประธานรัฐสภาซึ่งหลายท่านก็ได้แปรญัตติเป็นห่วงกรณีที่ประธานรัฐสภาท่านจะเป็นคน ประกาศกำหนดองค์กรเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ผมกราบเรียนว่าถ้าเรามาดู อำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภาในมาตรา ๒๙๑/๖ เราจะเห็นว่าประธานรัฐสภาจะมีอำนาจ ดังนี้นะครับ

๑. ท่านจะเป็นผู้ประกาศกำหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชน

๒. ท่านจะเป็นคนที่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับ การสรรหา ซึ่งตรงนี้กรรมการทั้ง ๑๕ คนที่ตั้งนี้ก็มีอำนาจเพียงตรวจสอบคุณสมบัติว่าสอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญซึ่งเราก็ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๒ และมาตรา ๒๙๑/๓ ทั้งคุณสมบัติ ทั้งลักษณะต้องห้ามนะครับ ก็ชัดเจน ใครที่ไม่ได้ผ่านคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ ก็ไม่สามารถที่จะผ่านเข้ามาเป็นผู้ที่จะถูกสรรหาหรือคัดเลือก ได้นะครับ

นอกจากนั้นแล้ว ประธานรัฐสภาก็มีอำนาจจัดทำบัญชีรายชื่อหลังจากได้ ตรวจสอบคุณสมบัติเสร็จก็เรียงลำดับอักษรผู้ที่จะเข้ามาให้รัฐสภาสรรหา

แล้วก็ต่อไปก็อำนาจที่จะเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาลงมติ

อำนาจต่อไปก็กรณีที่มีเสียงเท่ากันลงคะแนน ๒ รอบก็ยังเท่ากันอยู่นะครับ ประธานรัฐสภาก็เป็นผู้มีอำนาจที่จะเป็นผู้จับสลากว่าผู้ใดจะเป็นผู้ได้รับคัดเลือก

อันที่ ๖ ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับการสมัครก็ดี การเลือกตั้งก็ดี ถ้าเกิดมีปัญหา อะไรขึ้นนี้นะครับ ประธานรัฐสภาก็จะเป็นผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยแก้ปัญหาดังกล่าว และอำนาจสุดท้าย

ข้อ ๗ หลังจากได้รายชื่อ สสร. ที่ผ่านการคัดเลือกจากรัฐสภา ประธานรัฐสภา ก็นำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉะนั้นหลายท่านอภิปรายผมก็เกรงว่าผู้ฟังนั้นจะเข้าใจผิดว่า ประธานรัฐสภาจะเป็นคนเลือกทั้ง ๒๒ คน ไม่ใช่นะครับ กระบวนการต่าง ๆ ที่ประธานรัฐสภา จะมีอำนาจอยู่ก็ดังที่ผมกราบเรียน ทีนี้ที่ท่านเป็นห่วงนี้ในอำนาจทั้ง ๗-๘ ประการนี้ ที่ท่านห่วงมากที่สุดก็คืออำนาจในการกำหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชน ว่าท่านประธานรัฐสภาจะไปกำหนดมาจากไหนจะกำหนดตามใจท่านหรือเปล่า ก็กราบเรียนอย่างนี้นะครับ ในเจตนารมณ์ของบทบัญญัติตรงนี้เราก็ให้ประธานรัฐสภา เป็นเพียงผู้ประกาศว่าองค์กรต่าง ๆ ที่เขาได้ขึ้นทะเบียนถูกต้องไว้ตามกฎหมายแล้วนี้นะครับ มีตรงไหนบ้าง มีชื่ออะไรบ้าง ไม่ใช่ให้ประธานท่านไปนั่งคิดเอาเองนะครับ จะมีที่ไป จดทะเบียนไว้ ผมยกตัวอย่าง เช่น ขณะนี้มีองค์กรที่จดทะเบียนเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคม กับสำนักงานสภาพัฒนาการเมืองของสถาบันพระปกเกล้านะครับ ก็มีทั้งหมด ๙๘ องค์กร อันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างให้ท่านเห็นว่าประธานรัฐสภาก็เพียงแต่ประกาศรายชื่อองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ว่ามีสิทธิที่จะเสนอ สสร. ประเภทที่จะสรรหานะครับ อันนี้ไม่รวมถึงสถาบันการศึกษา โดยสภามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่จะเป็นผู้นำเสนออีกส่วนหนึ่งด้วยนะครับ ซึ่งวันนี้ถ้าเราดู ตัวเลขก็จะมีทั้งสถาบันการศึกษาของรัฐอยู่ ๗๘ แห่ง และที่อยู่ในกำกับของรัฐ ๑๔ แห่ง และเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ๖๙ แห่ง และมีวิทยาลัยชุมชนอีก ๑๙ แห่ง รวมแล้ว ๑๘๐ แห่ง ที่มีตัวเลขอยู่ ฉะนั้นสถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ และองค์กรที่ผมกราบเรียนมานะครับ ก็จะเป็นผู้ที่เสนอรายชื่อ ของผู้ผ่านการสรรหามา สถาบันและองค์กรละ ๖ รายชื่อ ประธานได้รับมาแล้วก็มีกรรมการ ตรวจสอบคุณสมบัติ คุณสมบัติครบถ้วนก็จำแนกออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มเชี่ยวชาญ ด้านกฎหมาย กฎหมายมหาชนกลุ่มหนึ่ง กลุ่มเชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์กลุ่มหนึ่ง กลุ่มผู้มี ประสบการณ์อีกกลุ่มหนึ่ง แล้วก็เอามาให้รัฐสภาเลือก ทีนี้ท่านห่วงต่อไปว่ารัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ เป็นของรัฐบาล ท่านก็เกรงปัญหาการบล็อกโหวต กระผมอยากกราบเรียนนะครับว่า วันนี้ ใน ๕๐๐ ท่าน ที่เป็น ส.ส. ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลเดิมมี ๓๐๐ ท่าน วันนี้ ก็จะเหลืออยู่ ๒๙๘ ท่าน ฝ่ายค้านมีอยู่ ๒๐๑ ท่าน รวมแล้วขณะนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรามี ๔๙๙ ท่าน รอที่จะเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดเชียงใหม่อีก ๑ ท่านนะครับ ส่วนสมาชิกวุฒิสภา ๑๕๐ ท่าน วันนี้ก็เหลืออยู่ ๑๔๖ ท่าน ถามว่าฝ่ายค้านขณะนี้มี ๒๐๑ ท่าน ฝ่ายรัฐบาลมี ๒๙๘ ท่าน ท่านวุฒิสมาชิกท่านจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยเรากลั่นกรอง สมมุติเราคิดว่า ๒ ข้างนี้จะต้องเลือกไม่เหมือนกัน ผมยังมั่นใจนะครับว่าการคัดเลือกในรัฐสภาท่านวุฒิสมาชิก ท่านก็มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความเป็นตัวของตัวเองท่านก็คงจะเลือกคนที่เหมาะสมที่สุด และกราบเรียนเพื่อนสมาชิกครับว่าก่อนที่จะมาเลือกกันในรัฐสภาแห่งนี้สถาบันการศึกษาก็ดี องค์กรทั้งหลายทั้งปวงก็ดี ที่เขามีสิทธิเสนอชื่อ เขาก็ได้สรรหามาชั้นหนึ่งแล้ว ผมยกตัวอย่าง อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขายังต้องเสนอมา ๖ ชื่อ ผมก็คิดว่าเขาคงจะเลือกเอาที่ สุดยอดของเขา ๖ ท่านมาให้เรา มหาวิทยาลัยอื่น สถาบันอื่นก็เช่นเดียวกันนะครับ ฉะนั้น เราเองมาหยิบในถาดที่เขาจัดมาให้แล้ว จะเอานอกไม่ได้ ฉะนั้นผมก็คิดว่าไม่ว่าเราจะหยิบ อย่างไรก็ตาม และองค์ประกอบของ ส.ส. ส.ว. ที่มีอยู่ ผมยังมั่นใจนะครับว่าการจะไป บล็อกโหวตมันเป็นเรื่องลำบาก และที่สำคัญการลงคะแนนเป็นการลงคะแนนลับ ไม่มีใคร ทราบละครับว่าใครจะเลือกใคร ฉะนั้นก็อยากกราบเรียนว่าที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก เห็นว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหา ประธานรัฐสภาเองท่านก็ไม่ใช่ว่าไปนั่งคิดที่จะไปกำหนด ชื่อองค์กรของท่านเองได้นะครับ ทีนี้มีประเด็นหนึ่งท่านถามว่าสมัยเราหา สสร. ปี ๒๕๔๐ เราใช้เฉพาะสถาบันการศึกษาเป็นผู้เสนอ ออกแบบเหมือนกันละครับ เสนอผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย กฎหมายมหาชน เสนอผู้เชี่ยวชาญรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ปี ๒๕๔๐ จะไม่มีเรื่ององค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ทำไมคราวนี้มี เจตนาที่ให้มีนี่นะครับ อยากกราบเรียนว่า เราต้องการความหลากหลายของประสบการณ์ ถ้าเราเอาแต่นักวิชาการในมหาวิทยาลัย ก็อาจจะเก่งเฉพาะภาคทฤษฎี แต่ถ้าเราเปิดโอกาสให้นักวิชาการที่ไปอยู่ภาคเอกชน หรือไปอยู่ ในองค์กรต่าง ๆ ที่เขามีประสบการณ์ด้านการปฏิบัติด้วย นอกเหนือจากทฤษฎีนะครับ มันก็จะมาช่วยเสริม และเช่นเดียวกันหลายท่านก็บอกว่า สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งเขาจะ ร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นหรือ ผมอยากกราบเรียนนะครับ เราไม่ได้ไปดูถูกว่าเขาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เป็น แต่จริง ๆ แล้วเราออกแบบภาระหน้าที่ของ สสร. ฝ่ายที่มาจากจังหวัดเขาก็มีหน้าที่ ต้องไปตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ สมัยผมเป็น สสร. ปี ๒๕๔๐ เราตั้ง เขาเรียกชื่อว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญประชาสัมพันธ์ประจำจังหวัด มีหน้าที่ไปปลุกระดมให้ประชาชน ในแต่ละจังหวัดตื่นตัวในการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญ เปิดเวทีรับฟัง ความคิดเห็น ฟังประเด็นต่าง ๆ จากพี่น้องประชาชนทั้งจังหวัด แล้วก็นำเอาประเด็นทั้งหลายที่ได้ ข้อมูลทั้งหลายที่มีเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนเข้ามา นั่งคุยกันในห้องประชุม ฝ่ายวิชาการก็เอาทฤษฎีรัฐธรรมนูญ ดูรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทุกฉบับ ตรงไหนดี ตรงไหนไม่ดีอย่างไรก็เอา ๒ อย่างมาผสมผสาน ทั้งนั้นทั้งนี้นะครับ ประชาบวก วิชาการมันก็จะทำให้เราได้สิ่งที่ดีที่สุดที่จะไปเป็นกติกาของบ้านเมือง ก็กราบเรียนเพื่อนสมาชิก รัฐสภานะครับผ่านท่านประธานว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ออกแบบไว้ ที่เราได้บัญญัติไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๖ กระผมมั่นใจว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่เหมาะสมที่จะนำไปใช้และเป็น รัฐธรรมนูญที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศจะมีส่วนร่วมในการจัดทำอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวก่อนท่านจะซักถาม ท่านชำนิใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมขอให้ท่านอาจารย์พีรพันธุ์นิดหนึ่ง แล้วจะให้ท่านซักถาม แล้วผมก็ขอถือโอกาสถามด้วยเลยนะครับ องค์กรโน่นนี่ที่ว่านี่ต้องเป็นนิติบุคคลหรือเปล่า ขอความชัดเจนตรงนี้นิดหนึ่ง

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ เมื่อกี้นี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงไปเกี่ยวกับเรื่องวิธีการเลือก สสร. ทั้ง ๒๒ คน ซึ่งตามร่างนี้นะครับก็ได้บัญญัติไว้ว่า เมื่อจะมีการเลือกจากบัญชีรายชื่อที่ประธานรัฐสภาจัดทำนั้นก็ให้เลือกตามจำนวนสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามจำนวนที่กำหนดไว้นะครับ ซึ่งการลงคะแนนนี้ก็จะเป็นการลงคะแนน แบบลับ เมื่อกี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้พูดไปแล้วผมก็อยากจะเรียนเสริมที่อธิบาย ให้ชัดเจนขึ้นไปอีก ในการคัดเลือกผมได้ยินสมาชิกหลายท่านจะมีการขอแปรญัตติ เช่น ก็บอกว่า สมาชิกรัฐสภาท่านหนึ่งอาจจะกาได้ ๑ คะแนน หรือ ๒ คะแนน หรือ ๓ คะแนนนะครับ การเลือกตั้งแบบนี้ ท่านประธานครับ บังเอิญในรัฐสภาสารฉบับล่าสุด ผมเพิ่งอ่านบทความ ก็มีตัวอย่างของการเลือก สสร. ที่จะมาจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีการประชุมสมัชชาแห่งชาติ จำนวนที่มาประชุมกันนั้นเกือบ ๒,๐๐๐ คน แล้วก็ไปเลือกประชุมกันเข้าใจว่าที่เมืองทอง ที่ศูนย์อิมแพ็ก ในการลงคะแนนเขาอธิบายไว้ว่าใน ๒,๐๐๐ คน ที่เป็นสมาชิกสมัชชานั้น ที่จะเลือก สสร. ให้เหลือ ๒๐๐ คนนี่ คนหนึ่งกาได้ ๓ คะแนน ๓ คน ถ้าท่านไปดูรายละเอียด ของการเลือกแบบนี้เห็นไหมครับ ๒,๐๐๐ คน คนหนึ่งกาได้ ๓ คะแนนนะครับ ผมก็เดาออก ได้แล้วว่าถ้าจะต้องการเป็น ๑ ใน ๒๐๐ จะต้องมีกี่คะแนน คำนวณไม่อยากเลยครับ สุดท้าย ก็ไปวิ่งล็อบบี้กัน แล้วผลก็ออกมามันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ท่านประธานครับ นี่คือตัวอย่าง ของการเลือก เพราะว่าการเลือกจะเป็นเท่าไร ๆ มันมีสูตรของการคำนวณอยู่ ยิ่งถ้าหลายท่าน บอกว่าคนหนึ่งให้กาได้ ๑ คะแนน ระบบเลือกตั้งแบบนี้ถ้าไปดูในตำราที่เขาเขียนไว้ว่าวิธีการ เลือกตั้งมีอยู่ประมาณ ๑๘ ประเทศครับ ในเกือบ ๑๐๐ กว่าประเทศที่ใช้วิธีการนี้ มีน้อยมาก เพราะคะแนนมันจะกระจายกันไปหมด และคะแนนที่ได้ก็ไม่ได้สะท้อนความเป็นตัวแทนเลย ที่กำหนดไว้อย่างนี้ถ้าเราคิดว่าบรรดา สสร. ที่จะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ถ้าพวกเราคิดว่าให้รัฐสภา เป็นผู้เลือก แล้วเราคิดเสียว่ารัฐสภานี่คือเขตเลือกตั้ง มองว่าเป็นเขตเลือกตั้งหนึ่ง สมาชิกคนหนึ่ง จะเลือกได้เท่าไร ก็คือเลือกได้ตามจำนวนที่จะพึงมี พอเลือกได้ตามจำนวนที่พึงมีเราก็ไม่ ตัดสิทธิใคร ก็เหมือนกับแต่ก่อนเราเคยเลือก ส.ส. เขตหนึ่งมี ๓ คน เราก็ให้พี่น้องคนหนึ่ง กาได้ ๓ เบอร์ตามจำนวนที่มี เราไม่ได้ให้คนหนึ่งกาได้ ๑ เบอร์ครับ เพราะฉะนั้นคะแนน จะต่างกันไม่มาก เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดว่า สสร. ที่จะมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้รัฐสภาเลือก เขตเลือกตั้งก็คือรัฐสภานี่ล่ะ สมาชิกมีกี่คนคนหนึ่งเลือกได้เท่าไรก็เลือกได้ตามจำนวนที่พึงมี ของแต่ละประเภท ถ้าประเภทกฎหมายมหาชนมี ๖ คน ก็กาได้ไม่เกิน ๖ คน บางท่านอาจจะกา ๕ ๔ ๓ ก็แล้วแต่ ฉะนั้นคนที่ได้คะแนนมาก็เป็นอย่างนั้น คะแนนมันก็จะลดหลั่นลงมาตามลำดับ คนที่ได้ คะแนนก็จะสะท้อนความเป็นตัวแทนของการเป็นสมาชิกรัฐสภา เพราะว่าจำนวนที่ส่งชื่อ เข้ามาผมยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะมีเท่าไร เนื่องจากองค์กรที่เสนอจะมีมาก เพราะฉะนั้น ความหลากหลายของคนที่จะมาเป็นตัวแทนก็จะมีหลากหลาย แล้วก็จะเปิดโอกาสให้สมาชิก ได้คัดเลือกตามความรู้ความสามารถ ความเข้าใจของแต่ละประเภท เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่า วิธีการเลือกตั้งแบบนี้ใช้กันเป็นเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือเป็นส่วนใหญ่ของโลกที่มีระบบ เลือกตั้ง เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าระบบที่เลือกตั้งไว้อย่างนี้ถูกต้องแล้วครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อกี้ผมถามทิ้งประเด็นไว้ ช่วยตอบ ท่านชำนิ เชิญครับ

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ ที่กรุณาได้ตอบคำถามแล้วก็เสนอขึ้นมาเป็นประเด็น ที่ผมจะต้องยืนยันกับท่านประธาน ก็เพราะว่าบังเอิญเป็นประเด็นที่ผมได้อภิปรายเป็นส่วนใหญ่ ที่ท่านกรุณาได้ซักถาม ประเด็น ที่ผมแปรญัตติและประเด็นที่เรากำลังติดใจอยู่ขณะนี้

๑. ไม่ใช่กรณีของท่านประธาน สำหรับผมนะครับ ๑. ไม่ใช่กรณีของท่านประธาน เป็นคนที่จะเป็นกลาง ไม่กลาง วินิจฉัย ไม่วินิจฉัย อย่างไร

๒. ผมไม่ได้ติดใจตรงสมาชิกร่วมในรัฐสภานี้ เขาจะโหวตอย่างไรในขั้นสุดท้าย ที่จะคัดเลือกผู้สมัคร

ปัญหาของผมก็คือว่าโครงสร้างนี้มันถูกกำหนด ๒ แบบ

แบบที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่ออะไรครับ เพื่อสร้างความชอบธรรม ในการเป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมยังยืนยันว่ากรอบวิธีคิดอย่างนี้ เชื่อว่าตัวคนมาจากการเลือกตั้งร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็น หรือไม่เชี่ยวชาญพอจะร่างรัฐธรรมนูญ ได้ จึงไปหาคนอีกกลุ่มหนึ่งมาทำหน้าที่ร่าง และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนี้มาจากบุคคล ชุดที่ ๒ ที่เรากำลังเถียงกันนี่ละครับ คือผู้เชี่ยวชาญ ปัญหาว่าเราจะได้ผู้เชี่ยวชาญมาจากไหน เดิมทีท่านประธานก็เข้าใจตรงกัน และเราเคยทำมาร่วมกันแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ น่าจะเป็นตัวแบบที่ใกล้เคียงที่สุดกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ร่างออกมา องค์การเขาให้ สถาบันอุดมศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นคนส่งมา ส่งใครมาครับ เขาไม่ได้ส่ง ตัวแทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ได้ส่งตัวแทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ได้ส่งตัวแทน มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่เขาส่งตัวแทนที่ (๑) เป็นนักกฎหมายมหาชน (๒) เป็นนักรัฐศาสตร์ นักรัฐประศาสนศาสตร์ (๓) ส่งผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงไม่ใช่เรื่อง ตัวแทนขององค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม หรือเป็นตัวแทนขององค์กรภาคเอกชน แต่พอ ท่านประธานใส่เข้าไปอย่างนี้ มันกลายเป็นตัวแทนของสถาบันอุดมศึกษา กลายเป็นตัวแทน ของสถาบันองค์กรภาคเศรษฐกิจ กลายเป็นตัวแทนขององค์กรภาคเอกชน ซึ่งองค์กรเศรษฐกิจ และสังคมนั้นกว้างขวางมาก ถ้าท่านประธานไปเขียนออกระเบียบมา อย่างนี้ได้ อย่างนี้ไม่ได้ เป็นปัญหาแน่นอน องค์กรมีหลายประเภทมาก โดยเฉพาะองค์กรเอกชน มีตั้งแต่อาคารชุด จนกระทั่งไปถึงนิติบุคคลอื่น ๆ ตั้งแต่เป็นมูลนิธิอีกมากมาย ถ้ามันคลุมไปไม่ถึง ท่านประธาน เสียหายแน่นอน เนื่องจากว่าขยายวงได้ไม่กว้างขวางพอ และมันไม่จริง เพราะผมบอกท่าน แล้วว่านี่ไม่ใช่วุฒิสรรหา ที่จะมาจากองค์กรอะไรก็ได้ที่มีความหลากหลาย แต่นี่มันกำลังหา ผู้เชี่ยวชาญ ถามว่าใครจะเสนอตัวแบบผู้เชี่ยวชาญได้ดีที่สุด คำตอบของเราก็คือว่า มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยในประเทศปัจจุบันมีหลายแบบมีทั้งรัฐและเอกชน เราก็เลย เพื่อที่จะให้มันแคบเข้า ถามว่ามหาวิทยาลัยนั้นทำไมได้ มหาวิทยาลัยนี้ไม่ได้ ก็กำหนดให้เป็น มหาวิทยาลัยของรัฐ เพราะรัฐควบคุมอยู่และมีคุณภาพของมันที่ชัดเจน ถ้าท่านอธิบายอย่างนี้ท่านประธานครับ คนที่เราเสนอเข้ามาจึงไม่ใช่ตัวแทนของสถาบันอุดมศึกษา ตัวแทนของภาคเอกชน ตัวแทน เศรษฐกิจ แต่เป็นตัวแทนเป็นใครครับ เป็นผู้เชี่ยวชาญ ตัวแบบนี้ที่ผมบอกว่าผมเคยทำครับ ท่านครับ ผมเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้รับการโปรดเกล้าฯ ๑๒ ปี เป็นมา ตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ จนกระทั่งปี ๒๕๕๐ วันนั้นมหาวิทยาลัยรามคำแหงส่งใครครับ ไม่ได้ส่งคน ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเลยครับ วันนั้นส่งท่านอุทัย พิมพ์ใจชน อุทัย พิมพ์ใจชน เป็นอดีตประธานรัฐสภา ช่วงนั้นท่านไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งก็จะไปเป็นครูที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นคนมีประสบการณ์ในระบบรัฐสภาแน่นอน เรื่องรัฐธรรมนูญท่านต้องรู้กฎเกณฑ์นี้ที่แน่นอน ฟ้อง จอมพล ถนอม จนตัวเองไปติดคุกเรื่องรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำไป ตรงนี้เขาเลือก ท่านอุทัยครับ ผู้มีประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดินในอดีตก็มีอธิบดี มีปลัดกระทรวง มีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีคณะกรรมการกฤษฎีกา มีคนเหล่านี้ครับ ท่านครับ มหาวิทยาลัยรามคำแหงวันนั้นเลือกใครครับ ผู้มีประสบการณ์ทางการบริหารราชการแผ่นดิน เลือกท่านประสงค์ สุ่นศิริ อันนี้ไม่ใช่เรื่องชอบ ไม่ชอบ แต่ผมบอกตัวแบบให้ท่านเห็นว่า มหาวิทยาลัยเขาเป็นคนเลือกผู้เชี่ยวชาญเข้ามา ถ้าเราได้อย่างนี้ท่านครับ เรากำหนดเสียชัดเจนว่า สถาบันอุดมศึกษาเขาเป็นคนมีความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญ เขาส่งมาให้เรา คัดเลือกอีกชั้นหนึ่ง ดีกว่าที่จะใส่เพิ่มเติมตรงนี้ เพราะฉะนั้นคำแปรญัตติของผมจึงบอกว่าเราตัด ภาคเศรษฐกิจ ภาคเอกชนไปเถิด เพราะนี่ไม่ใช่ตัวแทนภาคเศรษฐกิจหรือเอกชน มันเป็นตัวแทน ผู้เชี่ยวชาญที่ถูกเสนอ และถ้าองค์กร ก ได้เสนอองค์กร ข ไม่ติดในข่ายที่ท่านประธานประกาศ ท่านประธานเสียหายแน่ องค์กรภาคเอกชนก็เหมือนกันมันมีมโหฬารมันมีมาก เอาเฉพาะบัญชี ที่เราทำกรรมาธิการมันไม่ได้หรอกครับ เพราะเรื่องนี้เป็นการเปิดกว้างเพื่อทำประชาธิปไตย จุดนี้ท่านครับ ที่ผมถึงบอกว่าเราต้องตัดองค์กรตรงนี้ออกไป เหลือสถาบันอุดมศึกษาจะมี เฉพาะอุดมศึกษาของรัฐของเอกชนด้วยหรือไม่เราพูดจากัน เพราะเราให้ส่วนนี้เสนอเข้ามา และเราเป็นคนเลือก เรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งไม่ได้ติดใจที่ตัวประธาน ไม่ติดใจตัวสมาชิกเลือก แต่ว่าโครงสร้างนี้ตัวแบบนี้มันน่าจะใกล้เคียงกับปี ๒๕๔๐ ได้ดีที่สุดครับท่านประธานครับ ขอแลกเปลี่ยนกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญประธานคณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกนะครับ ถ้าเราจะดู มาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสอง จะบัญญัติไว้บอกว่า ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กร ภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อมาให้รัฐสภาได้เลือกนะครับ ทีนี้สภาของสถาบันอุดมศึกษาเราก็ เปิดกว้างกว่าการคัดเลือกสมัย สสร. ปี ๒๕๔๐ คือไม่ได้จำกัดเฉพาะสถาบันการศึกษาของรัฐ ดังนั้นของเอกชนก็มีโอกาสที่จะนำเสนอได้อย่างที่ผมยกตัวอย่างเมื่อกี้ ตัวเลขที่ผมมีอยู่ขณะนี้ ๑๘๐ แห่ง ทั้งรัฐ ทั้งเอกชน สมมุติเสนอมาองค์กรละ ๖ ท่านก็ ๑,๐๘๐ ท่าน ทีนี้เราก็ขยาย วงกว้างออกไปอีกว่านอกจากสถาบันอุดมศึกษาแล้วทั้งของรัฐ ของเอกชน ก็อยากจะให้มี องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมอย่างที่ผมเรียนให้ทราบนะครับว่าเรามีวิชาการทางทฤษฎีแล้วนี่ เราก็อยากมีวิชาการทางปฏิบัติเข้ามาด้วย ก็เลยเติมให้มีองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชน ซึ่งองค์กรทั้ง ๒ แห่งนี้ที่ท่านประธานรัฐสภาท่านกรุณาสอบถามว่าแล้วจะเป็น นิติบุคคลไหม ก็จะเป็นองค์กรที่เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนไว้อย่างถูกต้องตามกฎหมายนะครับ ซึ่งก็เทียบเคียงกับองค์กรทั้งหลายที่เราให้เสนอ ส.ว. หรือวุฒิสมาชิก กรณีจะสรรหา เมื่อสักครู่ท่านก็ยังเอ่ยชื่อแม้กระทั่งนิติบุคคลอาคารชุดอย่างนี้นะครับ ก็มีสิทธิเสนอเข้ามา ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันนะครับ ฉะนั้นท่านประธานรัฐสภาท่านก็มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปดู เทียบเคียงกับของวุฒิสมาชิกหรือจะขยายเพิ่มเติม ก็เป็นอำนาจของท่านประธานรัฐสภา แต่กราบเรียนว่าท่านประธานรัฐสภาต้องเสนอโดยมีกรอบว่าต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียน ถูกต้องนะครับ ท่านจะไปคิดของท่านเองไม่ได้ ทีนี้ถามว่าแต่ละแห่งเสนอเฉพาะคนที่อยู่ ในองค์กรของตัวหรือสามารถจะหาคนอื่นได้ ก็เหมือนปี ๒๕๔๐ นะครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจจะเอาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอง หรืออาจจะเอานักวิชาการอื่น หรือผู้มีประสบการณ์ ด้านการร่างรัฐธรรมนูญ ด้านการบริหารราชการอื่น ก็สามารถที่จะนำเสนอได้เหมือนกัน ในฐานะตัวแทนของสถาบันของเขานะครับ ฉะนั้นเจตนาที่เราบัญญัติเราต้องการความหลากหลาย กว้างขวางขึ้น เพื่อให้ตัวเลือกของสมาชิกรัฐสภามีมากขึ้น แล้วผมก็มั่นใจว่าเมื่อแต่ละองค์กร ได้สรรหามารอบหนึ่งแล้ว และนำมามอบให้เราได้เลือกกันอีกรอบหนึ่ง ก็เป็นการเลือก ๒ ชั้น ฉะนั้นถ้าแต่ละสถาบันแต่ละองค์กรเขาก็คิดว่าเขาได้สรรหาสุดยอดของเขามาแล้ว เราหยิบ คนไหนผมว่าก็สุดยอดนะครับ แล้วที่ท่านเป็นห่วงเรื่องจะบล็อกโหวตก็อย่างที่ผมกราบเรียน เรามีทั้ง ส.ส. มีทั้ง ส.ว. และผมมั่นใจว่าในการลงคะแนนลับทุกท่านมีความเป็นตัวของตัวเอง รัฐธรรมนูญเองก็บัญญัติชัดเจนในการเลือกเพื่อแต่งตั้งใครต่อใคร เราไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติ ของพรรคของใครที่จะบงการเรา ผมก็อยากจะขอความกรุณานะครับว่าเจตนาของ กรรมาธิการที่จะคงร่างนี้มีแบบนี้จริง ๆ ไม่ได้คิดที่จะไปบล็อกโหวตหรือได้เปรียบเสียเปรียบ กันนะครับ เราก็ปรารถนาที่จะขอ ๒๒ ท่านที่มาจากหลากหลายทั้งวิชาการทฤษฎี ทั้งวิชาการปฏิบัติมาช่วยทำงานให้กับ ไม่ใช่ให้กับ สสร. จังหวัดบางท่านก็มีความรู้ ความสามารถ ท่านก็มีความรู้ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกัน แต่ สสร. จังหวัดจะเน้นหนัก เรื่องการไปใกล้ชิดประชาชน ไปปลุกระดมประชาชนให้ตื่นตัวในการเข้ามามีส่วนร่วมในการ จัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อประชาชนเขามีส่วนร่วมมากขึ้น เราก็เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นมาก มันก็จะช่วยเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้มีใครคนใดคนหนึ่งมาบงการการร่างรัฐธรรมนูญที่เราเป็นห่วงกัน ในที่สุดเราก็จะได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมจริง ๆ ฉบับที่ตรงกับเจตนารมณ์ของ ประชาชนจริง ๆ เพราะในที่สุดแล้วร่างรัฐธรรมนูญเสร็จก็ต้องเอากลับไปถามประชาชนว่า ลงประชามติท่านจะเอาไม่เอา ฉะนั้นกระบวนการทั้งหลายที่เราออกแบบมาผมก็ว่ามันน่าจะ ทำให้พวกเราสบายใจนะครับว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญที่น่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีกว่าปี ๒๕๔๐ ครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมโชคดีครับท่านประธาน ก่อนที่จะ อภิปรายก็ได้ฟังคำชี้แจงของประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการถึง ๒ ท่าน และได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนสมาชิก ขอประทานโทษ ท่านชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า ยิ่งประธานคณะกรรมาธิการชี้แจง และประธานรัฐสภาได้ถามว่าองค์กรภาคเอกชนดังกล่าวนั้น มีลักษณะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ ผมว่าคำแปรญัตติของผมในมาตรา ๒๙๑/๖ ถึงแม้จะเป็น จุดเล็ก ๆ จุดหนึ่ง แต่สะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เรากำลัง พิจารณาอยู่นี้ว่าทำไมถึงต้องใช้เวลาอย่างยาวนาน

ผมคิดว่าประการแรก ก็คือว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการเองถึงแม้จะ เคยเป็น สสร. ปี ๒๕๔๐ มาก่อนก็ตาม แต่ผมคิดว่าการที่ท่านมานั่งเป็นประธานในคราวนี้ ท่านอาจจะเข้าใจในกระบวนการของการที่จะพิจารณาในชั้นกรรมาธิการเป็นอย่างดี แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นสำคัญที่สุดก็คือว่า ผมคิดว่ากรรมาธิการชุดนี้ไม่สามารถแสวงหา ความเห็นร่วมของคณะกรรมาธิการทั้ง ๒ ฝ่ายได้เลย และแน่นอนที่สุดนั่นคือที่มาที่ต้องมีผู้แปรญัตติในการพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถึง ๑๗๒ คน แล้วก็เกือบทุกมาตราเป็นจำนวนหลาย ๑,๐๐๐ รายการ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมพูดจุดนี้ก็เพราะชี้ให้เห็นว่าการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีเหตุผลที่ทำให้ เกิดความไม่ไว้วางใจอย่างไรครับ ในชั้นคณะกรรมาธิการเองก็มีการถกเถียงกันในสภานี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการถกเถียงระหว่างคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยกับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก และแน่นอนที่สุดพวกผมซึ่งไม่ได้เป็นคณะกรรมาธิการด้วย เป็นสมาชิกในสภา แห่งนี้ก็นั่งฟังการถกเถียงดังกล่าว ก็พบความเป็นจริงว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้ ไม่ตอบโจทย์ในเหตุผลที่ท่านได้ชี้แจง ทั้งเหตุผลโดยภาพรวมคือไม่ปฏิรูปทางการเมือง เหตุผลโดยภาพรวม คือไม่เป็นไปตามหลักการของหลักรัฐธรรมนูญที่จะต้องมุ่งเน้นในเรื่อง โครงสร้างการบริหารรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นในเรื่องหลักสิทธิเสรีภาพ มุ่งเน้นในเรื่อง หลักการตรวจสอบอำนาจรัฐ และมุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนว่าถ้าหาก แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วพี่น้องประชาชนจะมีส่วนร่วมในทางการเมือง และมีการเมือง เป็นภาคพลเมืองได้อย่างไร นี่ละครับ จึงเป็นที่มาว่ามีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกัน และเมื่อ เป็นเช่นนี้เราก็พบความเป็นจริงครับว่าการเสนอร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้มีเพื่อนสมาชิกพูดถึงว่า ดูประหนึ่งว่ามีภาพที่ชัดเจนมากขึ้นตามลำดับว่าเหมือนท่านมีวาระแอบแฝงตั้งแต่ตอนเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญ ตอนพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ ทำไมผมถึงพูดเช่นนี้ครับ ท่านประธานครับ ก็ได้ฟังคำชี้แจงเมื่อกี้ก็เห็นได้อย่างชัดเจนนะครับว่าถ้าจะทบทวนไปตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ เพื่อนสมาชิกก็ถามเหตุผลว่าท่านอ้างว่าท่านต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญ ของประชาชน แต่ทำไมเมื่อเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายวุฒิสภาและฝ่ายค้านบอกว่าถ้าเป็นเช่นนั้น ขอให้ท่านมีการเลือกตั้งโดยตรงได้ไหม เลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คนเลย ก็จะหมดคำครหาว่า นี่คือรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ท่านก็ไม่ยอมชี้แจงแล้วก็ไม่ตอบรับ ในส่วนนี้ มีบางส่วนเห็นว่าควรที่จะพบกันตรงกลางหน่อยเอา ๑๒๕ คน และมาจากการสรรหา ๒๕ คน เพื่อให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่ใช่เป็นการกระทำที่จะนำไปสู่การที่จะบล็อกโหวต และเกิดความไม่ไว้วางใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องอ้างเหตุผลตรงนี้เพราะมันเป็น ที่มาที่ผมลุกขึ้นมาอภิปราย และแน่นอนที่สุดเมื่อเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าถ้าหากฟังท่านประธาน คณะกรรมาธิการท่านพูดถึงเมื่อสักครู่ว่าการที่ต่อไปนี้จะมีองค์กรภาคเอกชนที่ท่านเพิ่มขึ้น ที่ต้องการจะสร้างความหลากหลายในการที่จะให้มีผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการสรรหา ตามมาตรา ๒๙๑/๒ แต่ท่านลืมนึกไปว่ากระบวนการที่มีความซ่อนเร้นอย่างนี้ของท่านก็จะนำ ไปสู่ความแตกแยกในสังคมครับ อย่างน้อยที่สุดเราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตั้งแต่ท่านเสนอ ร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยรัฐบาลนี้เข้ามาท่านก็ไม่ยอมรับเอาร่างของภาคประชาชน เข้ามา และเมื่อมีการเสนอร่างกันมาแล้วท่านก็ยืนยันอย่างชัดเจนอยู่ตลอดเวลาว่าท่านจะยก อำนาจดังกล่าวนี้ให้กับ สสร. ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชน แต่ว่าเมื่อพวกกระผมได้ถามว่า ถ้าอย่างนั้นเราควรมีบทบัญญัติไว้เลยไหมเพื่อจะไม่สร้างความระแวง คือต้องมีบทบัญญัติ ที่ไม่สร้างความแตกแยกไว้ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นหมวดพระมหากษัตริย์ หมวดการใช้อำนาจของ องค์กรอิสระที่จะตรวจสอบอำนาจรัฐและเรื่องของการล้างผิดให้กับ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการสนองตอบนะครับ คณะกรรมาธิการก็ไม่ยอม มาถึง มาตรานี้พิจารณากันตั้งแต่ตอนเช้าครับท่านประธาน จริง ๆ ผมก็คิดว่าจะไม่อภิปราย แต่ผม กลับมองอีกมุมหนึ่งว่าจุดเล็ก ๆ อย่างนี้อาจจะกลายเป็นจุดใหญ่ที่ผมจำเป็นที่ต้องขึ้น อภิปรายและท้วงติงคณะกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งว่าทำไมท่านไม่รับฟังความคิดเห็นของ เพื่อนสมาชิกที่เป็นเสียงข้างน้อย และของวุฒิสภาในที่นี้ทำไมในบางเรื่องที่ท่านเห็นว่า เป็นเรื่องที่ท่านจะตั้งคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ในมาตรา ๒๙๑/๕ ท่านก็รับไปตั้งคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ทั้งที่โดยข้อบังคับในการแปรญัตติ ก็ไม่สามารถที่จะกระทำได้เช่นนั้น แต่ท่านประธานที่เคารพครับ มาในกรณีมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งเป็นที่มาของ สสร. ที่มาจากผู้เชี่ยวชาญ จริง ๆ โดยเจตนารมณ์เราก็รับทราบกันโดยทั่วไปครับ ว่าเราต้องการได้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน ด้านเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน

นี่ละครับจึงเป็นที่มาที่ผมเองได้ขอแปรญัตติตัดในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๖ ในส่วนที่เป็นองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ที่ให้ท่านประธาน รัฐสภากำหนด เมื่อกี้ท่านตอบว่าที่มาของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวนี้มาจากสถาบันอุดมศึกษา และมาจากองค์กรภาคเอกชนที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับ ท่านอาจจะตอบอีกมุมมองหนึ่งของท่านว่า ท่านสามารถเลือกมาจาก บุคคลที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลาย และในท้ายที่สุดก็จะให้รัฐสภาเป็นคนเลือก อีกครั้งหนึ่งนั้นเป็นวิธีการที่ท่านบอกว่าไม่สามารถที่จะบล็อกโหวตได้ แต่ในทางตรงกันข้าม กลับกันละครับท่านประธาน ถ้าบุคคลที่ท่านเลือกมาอย่างหลากหลายนั้นในท้ายที่สุด ถ้าท่านสามารถที่จะกำหนดเสียงในรัฐสภานี้ได้ ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าท่านจะกำหนด ตัวผู้ที่จะมาจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๒๒ คนนี้ได้ และแน่นอนที่สุดถ้าไปดูถึงองค์ประกอบที่ท่านให้ ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการเมือง ด้านการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ประธาน รัฐสภากำหนดถึงจำนวน ๑๐ คน ก็ย่อมที่จะมีผลอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นครับว่านั่นคือส่วนที่ ท่านเองต้องการที่จะได้ส่วนในการที่จะกำหนดจากความหลากหลายนั้นและสามารถที่จะ ล็อบบี้ เพื่อที่จะให้ได้ตัวบุคคลที่ได้มีความประสงค์กันมากยิ่งขึ้นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงการพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญในคืนนี้หรือในวันนี้ ในช่วงนี้ ผมคิดว่าเป็นวาระ ที่สำคัญนะครับ ท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานคณะกรรมาธิการควรที่จะหันลงมารับฟัง ความคิดเห็น ผมไม่คาดหวังที่จะไปเรียกร้องนะครับว่ารัฐบาลเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีจะให้ความสนใจ ก็ผมรู้แล้วครับ ๘ วันที่ผ่านมา ผมก็ไม่เห็นหน้าท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นผู้เสนอร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่า เป็นกฎหมายสูงสุด และผมก็ไม่เรียกร้องให้มา เพราะผมรู้ว่าหน้าที่ของท่านคงจะไม่ใช่หน้าที่ ในการที่จะเปลี่ยนรูปแบบของการปกครองรัฐไทยใหม่ แต่คงเป็นหน้าที่ของบุคคลอื่นมากกว่า แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับว่า ในกรณีที่เป็นเจตนารมณ์ที่ท่านต้องการให้มีองค์กร ภาคเอกชน และองค์กรภาคเศรษฐกิจเข้ามา ผมคิดว่าถ้าจะมองว่าท่านต้องการที่จะได้ ผู้เชี่ยวชาญคงตอบประเด็นนี้ไม่ได้แน่นอนนะครับ และแน่นอนที่สุดไม่ตรงกับประเด็นที่ท่าน ไปให้เหตุผลว่าท่านเลือก สสร. มาจากเขตจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน โดยเหตุผลทางรัฐศาสตร์ ไม่สามารถที่จะชี้แจงได้เลยครับว่าคนในเขตกรุงเทพมหานครทำไมต้องมี ๑ คน เขตในพื้นที่ จังหวัดนครศรีธรรมราชทำไมต้องมี ๑ คน เขตในพื้นที่จังหวัดระนองทำไมต้องมี ๑ คน ถ้าท่านต้องการให้รัฐธรรมนูญนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เหตุผลที่จะอธิบายได้ มีอย่างเดียวเท่านั้นก็คือว่าท่านต้องให้มาจากสัดส่วนของจำนวนประชากร นี่เป็นหลักสถิติธรรมดา ที่เราต้องการจะคัดเลือกตัวแทน ก็ควรจะเป็นระบบนี้ ไม่ใช่เป็นระบบที่ท่านกำหนดเอา พี่น้องประชาชนของผมเขาถามว่าถ้าเป็นเช่นนี้ และท่านกำลังสร้างความรู้สึกแบบนี้ คนในภาคใต้บ้านผมบอกว่ามีแค่ ๑๔ จังหวัด และเขาจะมีส่วนในการที่จะเป็นเสียงข้างมาก ได้อย่างไร ในขณะที่เขาต้องเสียภาษีมากกว่าหลายพื้นที่ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ กรรมาธิการควรที่จะพิจารณานะครับ

และเหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือที่ผมได้ตัดอนุมาตรานี้ไปก็คือว่า ผมคิดว่าไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการที่ท่านจะได้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ในคราวนี้เลย และแน่นอนผมคิดว่าดีไม่ดีผมคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าบุคคลที่ท่านประธานรัฐสภา คัดเลือก ๑๐ คนนั้น จะเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเราต้องการให้ตัวแทนหรือผู้เชี่ยวชาญ ถ้าหากมีความจำเป็นซึ่งผมไม่เห็นด้วยนะครับ ตั้งแต่ชั้นรับหลักการ ผมเรียนกับท่านประธานรัฐสภาไว้ก่อนว่าผมไม่เห็นด้วยกับการเสนอ ร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ตั้งแต่ชั้นรับหลักการ แต่ท่านเมื่อจุดเล็ก ๆ เพียงแค่นี้ ท่านยัง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของเสียงข้างน้อย ท่านจะน้อยใจไปทำไมครับ ที่ท่านออกมาชี้แจง ตลอดเวลาว่าทำไมไปกล่าวหาพวกท่านว่าเสียงข้างมากลากไป แล้วจะให้เขาพูดอย่างไรละครับ ถ้าไม่บอกว่าเสียงข้างมากลากไป วิธีการและกระบวนการที่ท่านทำและไม่รับฟังความคิดเห็น อย่างมีเหตุผล เขาก็คิดว่าท่านร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมอยากจะตั้งฉายาว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับคดในข้อ งอในกระดูกสิครับ ผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานครับว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะท่านไม่สามารถตอบโจทย์ที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่เบื้องต้นว่าการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญนี้นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองจริงหรือไม่ นำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้าง ของรัฐเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ นำไปสู่การปรับปรุงสิทธิ เสรีภาพของพี่น้องประชาชนหรือไม่ เมื่อท่านตอบไม่ได้ และกระบวนการในการที่ท่านยึดมั่น ในเสียงข้างมากอย่างไม่มีเหตุผลนี้ นี่ละครับ จึงเป็นเรื่องที่พวกผมจะต้องยืนยันในการ ที่จะต้องแสดงความคิดในการสงวนความเห็น เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่าในช่วง ๘ วัน ที่ผ่านมาไม่สูญเปล่าละครับ ท่านประธานครับ มีหลายคนขึ้นมาตำหนิที่นี่ว่าเราต้องใช้เวลา ในการถ่ายทอดโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ สูญเสียไป ผมเสียดายนะครับ ที่ตัวแทนประชาชนมีความคิด เช่นนี้ แต่ผมคิดว่านี่คือการเรียนรู้ของพี่น้องประชาชนว่ากระบวนการในการที่ใช้เสียงข้างมาก ในสภาที่หลายคนเรียกร้องว่าที่เขาออกมาเรียกร้อง ออกมาต่อสู้เพื่ออยากได้ประชาธิปไตย ที่แท้จริง ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ว่าเมื่อตัวเองมามีโอกาสเป็นคณะกรรมาธิการ ตัวเองกลับ ไม่ได้ตระหนักสำนึกในจุดนี้เลย นี่คือสิ่งที่พี่น้องประชาชนจะได้เท่าทันต่อไปครับว่า กระบวนการในการที่จะสรรหา สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ในท้ายที่สุดท่านไม่ยอมรับ แม้แต่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพื่อให้ตอบโจทย์ในสิ่งที่ท่านพูดว่าให้ สสร. มาจากประชาชน และให้รัฐธรรมนูญนี้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ผมจะจับตาต่อไปครับ และเชิญชวน พี่น้องประชาชนจับตาต่อไปครับว่า สสร. ที่ท่านยกร่างขึ้นมานี้โดยปราศจากเหตุผลในการที่จะ เกี่ยวโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง ในท้ายที่สุดจะนำไปสู่ความบิดเบี้ยวทางการเมือง ของเมืองไทย ในท้ายที่สุดนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญที่ยิ่งกว่าต้นไม่พิษครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เราอยู่ในหน้า ๑๔๔ นะครับ ต่อไปจะเป็นหน้า ๑๔๕ นะครับ แต่ว่าหน้า ๑๔๔ มีท่านเจือ ราชสีห์ แล้วต่อไปจะเป็น หน้า ๑๔๕ นะครับ เชิญท่านเจือครับ

นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้แปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๖ เอาไว้ แต่ผมขออนุญาตเรียนกับท่านประธานรัฐสภาเสียก่อนครับว่าผมเอง ไม่เห็นด้วยในการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้ และกระผมก็ไม่ได้รับหลักการในขั้นรับหลักการ เหตุผลที่ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งในรายละเอียดผมต้องขออนุญาตบอกกับ ท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าอาจจะเป็นรายละเอียดที่ท่านผู้มีเกียรติหลายท่านได้บอก มาแล้วนะครับ แต่ว่าผมขออนุญาตเพื่อที่จะให้ท่านผู้ฟังทางบ้านได้รับทราบกันไปด้วย ผมได้แปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๖ (๓) เอาไว้ ผมตัดออกทั้งหมดนะครับ ในส่วนองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด ผมไม่เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการ ที่สภามอบหมายไป และไม่ได้ตัดวรรคสามออก เหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วย ผมมีข้อสนับสนุนประกอบเหตุผล อยู่หลายหัวข้อนะครับ

เหตุผลประการแรก ก็คือว่าผมเองไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกนะครับ สสร. ที่มาจาก การสรรหา ๒๒ คนนั้น ผมมีความเชื่อว่าถ้า สสร. มาจากการเลือกตั้งน่าจะเป็นหลักการ น่าจะเป็นประชาธิปไตยมากกว่า ผมยิ่งไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเมื่อเป็นเงื่อนไขที่ตัวร่างของ รัฐบาลนั้นได้เขียนว่าองค์กรนี้ประธานรัฐสภากำหนด เป็นอันตรายอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ เรากำลังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจน แนวทางระบอบประชาธิปไตยอันใดเลย สมาชิกในฝ่ายรัฐบาล ได้พูดมาตลอดนะครับว่าตัวแบบกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ชัดเจนที่สุด ดีที่สุด ก็คือกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดูเหมือนว่าทางสมาชิกของฝ่ายรัฐบาลจะเอาตัวแบบของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาเป็นตัวแบบ แต่จริง ๆ ไม่ใช่ครับ พูดเหมือนว่าตัวเองจะทำ ประชาธิปไตยคราวนี้ให้เกิดขึ้นภายในประเทศจริง ๆ พูดอย่างเดียว แต่ไม่ทำครับ เมื่อสักครู่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้เรียนกับที่ประชุมแห่งนี้ค่อนข้างจะชัดเจน แต่ผมเอง จะต้องแย้งท่านประธานคณะกรรมาธิการอยู่ ๒-๓ ประเด็นครับ ที่ผมพูดว่าสมาชิกในส่วนของ รัฐบาลนั้นพูดนักพูดหนา กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นประชาธิปไตยต้องเอาทั้งฉบับ มาใช้ แต่ว่าขณะนี้พอไปร่างแนวทางไม่เหมือนครับ ไปล็อกสเปก ไปกำหนดให้เหมือน ตัวแบบอย่างเหมือนว่าจะเป็นประชาธิปไตย ที่เห็นได้ชัดเจนที่ไม่เหมือนก็คือว่า จำนวน ๒๒ คน ในการสรรหาคราวนี้ ปี ๒๕๔๐ มี ๒๓ คน จากการสรรหา แต่ว่าปี ๒๕๔๐ เขียนไว้ชัดครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวน ๘ คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ จำนวน ๘ คน ผู้มีประสบการณ์ทางด้านการเมือง จำนวน ๗ คน อันนี้คือไม่เหมือนครับ อันนี้คือสิ่งที่ไม่เหมือน แต่ว่าตัวร่างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปกำหนด ให้องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ไปตามประธานรัฐสภากำหนด ซึ่งเรา มั่นใจไม่ได้ดุลยพินิจอย่างนี้ ผมเองต้องบอกกับท่านประธานเสียก่อนว่าผมไม่มั่นใจหรอกครับ ว่าสิ่งที่ท่านประธานรัฐสภาจะกำหนดจะเป็นกลางได้ เพราะที่ผ่านมาท่านเองไม่ได้วางตัว เป็นกลางจริง ๆ นั่นคือเหตุผลส่วนที่ ๑ ที่ผมไม่เชื่อ

เหตุผลประการที่ ๒ เมื่อกี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการพูดเหมือนกับว่า อันนี้ขึ้นตามทะเบียน มีทะเบียนอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นท่านแน่จริงนะครับ ท่านเอาตัว ร่างรัฐธรรมนูญออกมาเลยได้ไหมครับว่ามีอะไรบ้าง ท่านเอามาแจกให้พวกผมได้ไหมครับ แล้วไม่จำเป็นที่ให้ท่านประธานรัฐสภา ให้มหาวิทยาลัยไหนก็ได้ถ้าเป็นอย่างนั้นนะครับ นี่คือดุลยพินิจ ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาผมไม่มั่นใจครับว่าท่านประธานรัฐสภาจะเป็นกลาง ท่านเขียนออกมาเลยได้ไหมครับ เวลาเราไปร่างกฎหมาย เราเป็นกรรมาธิการไปร่างกฎหมาย เวลาบอกว่าทั้งนี้แล้วแต่ประกาศของกระทรวง กรรมาธิการผู้ร่างบอกว่าไหนท่านรัฐมนตรี ท่านปลัดกระทรวง ท่านอธิบดี เอาตัวร่างที่จะร่างประกาศเอามาดูก่อนได้ไหม อันนี้ผมเอง ผมแปรญัตติตรงนี้เอาไว้ผมอาจจะเชื่อท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้ ถ้าเอามาให้ผมดู อย่าไปพูดอย่างเดียวครับ เพราะที่ผ่านมาท่านไม่ฟังอะไรเลย ที่ผ่านมาท่านใช้เสียงข้างมาก ลากไปอย่างเดียว แล้วท่านจะมาบอกได้อย่างไรว่าวันหน้าเวลาส่งรายชื่อเข้าในสภา แล้วเสียงข้างมากท่านไม่เชื่อว่าบล็อกโหวตได้ ท่านพูดไม่จริงหรอกครับ ๗-๘ วันที่ผ่านมา ท่านใช้เสียงข้างมากลากไป ใช่ อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เมื่อสักครู่ท่านตอบในสภาท่านบอกว่า พรรคการเมืองไม่เกี่ยว ไม่จริงหรอกครับ ท่านตอบกับท่าน ส.ว. รสนา ต้องขอประทานโทษ ที่เอ่ยนามท่านแต่ไม่เสียหายครับ ท่านบอกเมื่อเช้าบอกว่าที่เวลากดโหวตกันไปนี้นะครับ ตามมติพรรค ไม่จริงหรอกครับ ท่านตอบไปขัดแย้งกันไปแต่ละครั้งแต่ละคราว แต่ว่าผมจำได้ครับ ท่านประธานว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่อันตรายมาก ๆ ปากท่านบอกว่า ปี ๒๕๔๐ ดี ดีแต่ชื่อ แต่ว่าท่านทำไม่เหมือนปี ๒๕๔๐ ท่านไปล็อกสเปกเอาไว้นะครับท่านประธาน แล้วแต่ ท่านประธานจะกำหนดไม่จริงครับ ผมไม่เชื่อ ปี ๒๕๓๙ นี้ครับ ท่านครับ ปี ๒๕๔๐ ประธาน รัฐสภาไม่สังกัดพรรคการเมืองท่านอาจจะดี ท่านอาจจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ปี ๒๕๓๙ เงื่อนไขแค่นั้นล่ะครับ กำหนดคุณสมบัติเงื่อนไขของ สสร. เท่านั้นล่ะไม่ได้มาก้าวล่วงถึงขนาดนี้ แล้วประธานรัฐสภาในขณะนั้นไม่สังกัดพรรคการเมือง นั่นคือความไม่สง่างามที่กำลัง ที่จะกลายเป็นการพูดกันไปว่าขณะนี้กำลังจะร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อคนใดคนหนึ่ง อันนี้กำลังจะตอบโจทย์กันไปตลอดเวลา ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ล่ะครับเป็นสิ่งที่ผม มีความกังวลมาก ๆ ว่าท่านกรรมาธิการกำลังจะบอกกับสภาเราเหมือนง่ายนะครับ แต่ว่าจริง ๆ ท่านกำลังหมกเม็ด ท่านกำลังสมรู้ร่วมคิดกับใครคนใดคนหนึ่ง ท่านประธานรัฐสภาถาม เมื่อสักครู่ว่าเป็นองค์กรนิติบุคคลไหม เมื่อเช้าท่านพูดเหมือนว่าท่านไม่ค่อยอยากเป็น ผมเองอยากจะย้ำเหมือนกับท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านพุทธิพงษ์พูดเมื่อสักครู่ว่าทำไมท่านประธาน คณะกรรมาธิการไม่ทำหนังสือไปถามเหมือนกับไปถาม กกต. ล่ะว่าท่านประธานรัฐสภา เห็นด้วยไหม ท่านอยากจะมาเป็นไหม ขณะนี้ท่านสังกัดพรรคการเมือง มีครหามากมายว่า กำลังที่จะออกกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อนายใหญ่ของท่าน ตรงนี้ล่ะครับเป็นการตอบโจทย์ เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าตรงนี้มันผิดหลักประชาธิปไตย อันนี้พวกผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง อันที่ ๒ ประเด็นหลายประเด็นนี้ท่านประธานรัฐสภามีโอกาสมากที่สุดครับ ไปเลือก สสร. ได้ ๒๒ คน ท่านมีสิทธิ จริง ๆ ก็มีแค่คนเดียวนะครับ เลือกวันแมนวันโหวต (One man one vote) นั่นคือหลักประชาธิปไตย ชาวกรุงเทพมหานคร ๖,๐๐๐,๐๐๐ คนนะครับ เลือกได้คนเดียว เท่านั้นล่ะ ท่านเขียนกฎหมายเอาไว้ แต่ว่าในขณะเดียวกันท่านขีดเลือกเอาได้ ๒๒ คน พี่น้องของผมจังหวัดสงขลา ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน เลือกได้คนเดียวเท่านั้นครับ มันไม่ใช่นะครับ ผมคิดว่าแนวทางอันนี้เรากำลังทำในสิ่งที่ผิด แต่ว่าสิ่งที่ท่านอ้างมาตลอดเวลาก็คือว่า ท่านบอกว่าเราต้องเป็นประชาธิปไตย ผมคิดว่าเราต้องยอมรับเถอะครับว่าเสียงข้างมากลากไป เสียงข้างมากทำตามคำสั่งคนใด คนหนึ่งนี่ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง ผมเองผมไม่เห็นด้วยนะครับ ในการที่ให้มีวรรคสาม เอาไว้ ผมมีความจำเป็นจะต้องตัดวรรคสามนะครับ ยกเว้นท่านประธานคณะกรรมาธิการ เอารายละเอียดมาให้ผมดูว่าประธานสภาจะกำหนดอย่างไร ผมอาจจะได้ดูเหตุได้ดูผล อีกครั้งหนึ่งนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่นะครับ ผมเองไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้ ผมมั่นใจเหลือเกินว่าท่านเองกำลังทำตามใบสั่งอยู่นะครับ ผมขอขอบคุณมากท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ความจริง ในรายชื่อยังมีคุณธานี เทือกสุบรรณ อีกท่านหนึ่งนะคะ แต่ว่าคุณธานีจะพูดไหมคะ เพราะว่า ตามรายชื่อเท่าที่ดิฉันทราบนะคะ ท่านประธานคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ คุณหญิงครับ ไม่ได้แสดงความจำนงไว้ที่เจ้าหน้าที่ครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

แสดงค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

แสดงแล้วหรือครับ เจ้าหน้าที่ ตกหล่นที่ไหน

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็ดิฉัน ยกให้คุณธานีพูดก่อนค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ ชื่อท่านอยู่ ในหน้าเท่าไรครับ

นายธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ บังเอิญกรรมาธิการมีใบแทรก หลายใบ เมื่อกี้ก่อนที่ท่านประธานจะได้พักการประชุมนี่ ผมได้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ไว้ก่อนหน้านี้ แล้วนะครับ บังเอิญเจ้าหน้าที่เปลี่ยนคนครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ คุณหญิงท่านไม่ติดใจ เชิญเลยครับ

นายธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ยื่นขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ เอาไว้นะครับ ท่านประธาน ด้วยเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือว่าการยกเลิก เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่มาแก้ในมาตรา ๒๙๑ แต่ท่านประธานครับ ผมก็ได้ยื่น แปรญัตติไว้หลายข้อนะครับ แล้วก็ตอนแรกก็เห็นว่าเพื่อนสมาชิกก็แปรญัตติกันมาเยอะนะครับ ผมก็เลี่ยงออกมาให้มาแปรญัตติอยู่วรรคนี้ และจะขออนุญาตท่านประธานที่จะพูดถึงเหตุผล ที่ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ สั้น ๆ ครับ ท่านประธานครับ เหตุผลที่ไม่เห็นด้วย

ประการที่ ๑ ผมก็ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ ๒ แล้วก็ได้ปฏิญาณตนว่า จะคงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ว่ารัฐบาลก็ได้เข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจริง ๆ แล้วด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้แล้วนั้นเราสามารถ แก้ไขได้อยู่แล้วท่านประธานครับ จากรัฐสภา ถ้ารัฐธรรมนูญมีปัญหามาตราใดเราก็สามารถ แก้ไขได้อยู่แล้วตามที่ได้ผ่านมาในวาระที่หนึ่งนะครับ แต่ว่ารัฐบาลได้เลือกที่จะแก้ในมาตรา ๒๙๑ เพื่อที่จะได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งท่านประธานครับ เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยเพราะว่าเราได้เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนเข้ามาเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เป็นวุฒิสภา เป็นรัฐสภา ประชาชนได้มอบหมายให้เรามาทำกฎหมาย เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมีปัญหาเราก็ต้องแก้ไข แต่รัฐบาลเลือกกลับไปที่จะโยนภาระ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ให้กลับไปเป็นภาระของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าอย่างไร ครับท่านประธาน ตามที่ผมเข้าใจ คือรัฐบาลกลัวว่าเมื่อแก้มาแล้วมีความผิดพลาดรัฐบาล ก็เลยโยนความผิดพลาดนี้ไปให้ประชาชน ก็อ้างว่าให้ สสร. เป็นคนแก้ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศชาติของเราประสบปัญหามากมายหลายประการ ประเทศชาติตั้งแต่ภาวะเมื่อน้ำท่วม ปัจจุบันก็มีภัยแล้ง มีภาวะแผ่นดินไหวต่าง ๆ ซึ่งประเทศชาติของเราต้องประสบปัญหา ทางเศรษฐกิจ ต้องใช้เงิน ต้องกู้เงินมาปรับปรุงประเทศ พัฒนาประเทศ รัฐบาลได้แถลงนโยบาย ไว้ว่าจะดำเนินบริหารประเทศโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่รัฐบาลนี้ไม่ใช่ครับ ใช้เงินเป็นตัวตั้งในการบริหารประเทศทั้งนั้น ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะผมสังเกตแล้วว่าไม่ว่า ปัญหาใดรัฐบาลก็จะแก้ด้วยเงิน อันนี้ก็เหมือนกันครับ ท่านประธานครับ แก้ไขรัฐธรรมนูญ เราสามารถแก้ได้โดยรัฐสภาอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปเสียเงินเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้เพื่อ สสร. ต้องเสียเงินเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านประธาน เราอย่าคิดว่าน้อยนะครับ ไหนจะเลือกตั้ง สสร. เลือกตั้งแล้วไหนจะมีค่าใช้จ่ายที่ สสร. มาทำงานอยู่ เราเอาเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ไปสร้างรัฐสภาใหม่ก็พอแล้วครับท่านประธาน แต่รัฐบาลไม่คิด คิดแต่จะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย นี่คือปัญหาของลูกเศรษฐีมาเป็นรัฐบาลครับท่านประธาน ท่านประธานครับ สาเหตุที่ ๒ ที่ไม่เห็นด้วยนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านธานีครับ

นายธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ผมพูดสั้น ท่านประธาน นิดเดียวไม่นาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

กรุณากล่าวนำสั้น ๆ เลยนะครับ แล้วก็เอาเข้าวรรคสามของท่านนะครับ

นายธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ไม่ยาวครับ ท่านประธาน แต่ว่าเดี๋ยวพอเอาเทปไปเปิดแล้วจะต่อไม่ได้ถ้าพูดสั้นเกินท่านประธานครับ ผมไม่นานครับ ขอโทษด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเป็นห่วงเกรงว่าเดี๋ยวจะมี ผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

คงไม่ ประท้วงหรอกครับ ผมพูดสั้นครับ ไม่พาดพิงใคร ท่านประธานครับ เลือก สสร. ๗๗ คน แล้วก็มาเลือกจากการคัดสรรอีก ๒๒ คน ซึ่งผมยังมองว่ารัฐบาลมาเลือก สสร. ที่ไม่เห็นด้วย กับประการที่ ๒ ก็คือทำไมไม่เลือก สสร. ไปให้หมดเลย ถ้าอยากได้ ๙๐ คน ๙๐ คนก็เลือก สสร. ไปเลย หาประชากรมาเป็นตัวหารแล้วก็เลือกไปเลย อยากได้กี่คนก็เลือกเท่านั้น แต่วันนี้ ไม่ใช่ครับ สสร. รัฐบาลต้องการจะไปเลือกด้วยตัวเอง ให้ประชาชนเลือกเสียงข้างมากในสภา ใครเขาก็ไม่เชื่อกันว่ารัฐบาลจะไม่เข้าไปก้าวก่าย ก็พูดว่าพรรคการเมืองจะไม่เข้าไปก้าวก่าย กันเรื่อง สสร. ผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนฟังเรื่องนี้แล้วก็ยืนหยัด พี่น้องประชาชน ช่วยสั่งสอนรัฐบาลด้วย ถ้ารัฐบาลไปเชียร์หรือพรรคการเมืองไปเชียร์ให้เลือกใครก็อย่า ไปเลือก เลือกให้ตรงกันข้าม ผมเชื่อว่าประชาชนก็ตัดสินใจได้ ประชาชนคนไทยเขาตัดสินใจ ถูกว่าจะเอาใครมาทำหน้าที่อะไรท่านประธาน ถ้าเราเลือก สสร. เราบอกว่าจะเอา จากอาจารย์ จากนักวิชาการ จากมหาวิทยาลัย นักธุรกิจ จากภาคเอกชนหลาย ๆ ส่วน ประชาชนเขารู้ว่าจะเลือกคนอย่างไรมาทำหน้าที่อะไร ประชาชนรู้ว่าเราถ้าจะให้เลือก สสร. โดยใช้กฎหมายที่เราตอนแรกจะใช้การเลือกตั้งท้องถิ่นแต่โชคดีที่ว่าวิปทั้ง ๔ ฝ่ายได้ไปตกลง กันแล้วนะครับก็ผ่านไป ประชาชนเขารู้ว่าถ้าจะเลือกคนมาบริหารประเทศต้องเลือกคนแบบไหน ถ้าเลือกคนมาพัฒนา ประเทศต้องเลือกคนแบบไหน เลือกคนร่างกฎหมายต้องเลือกแบบไหน เราเพียงแต่แจ้งให้ ประชาชนทราบแล้วให้เขาเลือกเองท่านประธาน ประชาชนเขาดูรู้ท่านประธานดูตัวอย่าง สั้น ๆ นะครับท่านประธาน ใกล้เคียงที่สุด ที่จังหวัดปทุมธานีครับท่านประธาน ประชาชนเขารู้ เห็นไหมว่าจะเลือกผู้พัฒนาท้องถิ่นเขาก็ต้องเลือกคนที่จะไปเป็นนายก อบจ. เขาไม่เลือก นักการเมือง เพราะนักการเมืองต้องเอามาไว้แก้ไขกฎหมาย เห็นไหม ประชาชนเขาสอนไป เรื่องหนึ่งแล้ว อันนี้เป็นตัวอย่างว่ารัฐบาลน่าจะเอามาคิดให้ดี ก็ขอฝากท่านประธานว่า ในการที่จะเลือก สสร. จำนวน ๒๒ คน ในการคัดสรรครั้งนี้ ขอให้เลือกคนที่จะมามีความรู้ จริง ๆ อย่าเอาระบบอุปถัมภ์มาใช้เพื่อประเทศชาตินี้ เพราะว่าถ้าเราเอาระบบอุปถัมภ์มา เกรงอกเกรงใจกันมา เราก็จะไม่สามารถเลือกคนที่มาร่างกฎหมายได้ จะมาได้คือทำตาม คำสั่งเท่านั้น ท่านประธานครับ หลังจากเลือกแล้วท่านประธานครับ ให้ สสร. ที่คัดสรรเลือก ตามที่ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนด ผมก็อยากจะให้ตัดคำว่า ประธาน ให้เป็นคำว่า รัฐสภา เป็นผู้กำหนด ในระเบียบ ในการเลือกคัดสรร แล้วก็เมื่อเลือกแล้วเสร็จก็ให้รัฐสภาดำเนินการ คัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๖ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน เพราะว่าเราจะไปกำหนดให้เร็วเกินไปก็เกรงว่าพวกที่จะเป็น สสร. ยังไม่สามารถที่จะให้ ประชาชนรู้จักนะครับ ผมก็อยากจะฝากท่านประธานว่าที่ผมยังมีแปรญัตติอีกหลายมาตรา ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน ถ้าวันนี้ท่านประธานอยากจะรีบนะครับ ผมก็ขอสรุปว่า การเลือก สสร. นี้อย่าให้เอาเยี่ยงอย่างจังหวัดปทุมธานีนะครับ เป็น ส.ส. อยู่ดี ๆ ลาออกไป สมัครเป็นนายก อบจ. เขาต้องเลือกผู้บริหารท้องถิ่นมาพัฒนาท้องถิ่นอันนี้ก็เหมือนกัน ท่านประธานก็คัดสรรให้ดี เลือกที่จะมาเป็นคนร่างกฎหมาย ไม่ใช่เลือกคนมาทำงานนะครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ดิฉันยืนขึ้น เพื่อที่จะอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ในวันนี้ ดิฉันก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าดิฉันก็คงจะต้องขอถือโอกาสนี้พูดกับ ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ที่ดิฉันพูดไปแล้วว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ไม่ได้อนุญาต ไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีสิทธิที่จะ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ดิฉันจึงเปรียบเทียบว่าการร่างรัฐธรรมนูญหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ในวันนี้ ซึ่งมาถึงมาตรา ๒๙๑/๖ ดิฉันถือว่าเป็นกระบวนการสร้างลูกทรพีค่ะ อีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าเมื่อลูก รัฐธรรมนูญเกิดใหม่ก็จะฆ่าแม่และพ่อให้ตาย ซึ่งดิฉัน ก็เปรียบเทียบว่าเป็นการปฏิวัติหรือรัฐประหารโดยล้มล้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ค่ะ ดิฉันก็กราบเรียนว่าดิฉันไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก ก็ประกาศให้ผู้ชม ผู้ฟังทางบ้าน ดิฉันทราบว่า ขณะนี้ไม่มีถ่ายทอด มีถ่ายทอดวิทยุหรือเปล่าไม่ทราบค่ะท่านประธานคะ ไม่ได้ออกโทรทัศน์ ไม่เป็นอะไรค่ะ แต่ว่าไม่ทราบว่าผู้ชมทางบ้าน ผู้ฟังทางบ้านจะได้ยินเสียงดิฉันหรือไม่ว่าดิฉัน ยังยืนยันว่าเป็นการกระทำที่น่าอดสูมาก เป็นลูกทรพี ฆ่าพ่อฆ่าแม่ค่ะ เพราะฉะนั้นกระบวนการ ขณะนี้อยู่ที่กระบวนการสร้างลูกทรพี มาตรา ๒๙๑/๖ ค่ะ ก่อนที่ดิฉันจะเข้าสู่การอภิปราย มาตรา ๒๙๑/๖ ดิฉันอยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการร่างแก้ไขครั้งนี้ของมาตรา ๒๙๑/๖ โดยในหลักการแล้วดิฉันไม่เห็นด้วย ดิฉันต้องแก้ไขเกือบจะทั้งมาตรา แต่ว่าดิฉันจะเรียนว่า ดิฉันเชื่อในหลักการที่ไม่ตรงกับหลักการของ ครม. และกรรมาธิการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ นั่นเป็นเบื้องต้น ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่ดิฉันไม่เข้าใจ แล้วจริง ๆ เพื่อนหลายคนที่เป็นกรรมาธิการ ดิฉันก็เสียดายความรู้ความสามารถของเขาจริง ๆ ค่ะ เพราะเขาเป็นคนที่เป็นอาจารย์ เป็นคนที่อยู่สภามานาน แม่นกฎหมายทุก ๆ อย่าง แต่ว่า ท่านประธานคะ ท่านประธานสังเกตไหมคะว่าในมาตราเดียวมาตรานี้นะคะ มีคำว่า ประธานรัฐภา ถึง ๑๐ จุดค่ะ แม้กระทั่งใน ๑ บรรทัดของมาตรานี้นะคะ มีประธานรัฐสภาถึง ๒ ครั้ง ในบรรทัดเดียวกัน ดิฉันนับดูแล้วมีทั้งหมด ๑๐ แห่งค่ะท่านประธาน ดิฉันจึงอยากจะถาม ผู้ร่างนะคะ ทั้ง ครม. ทั้งกรรมาธิการว่าท่านไปเอาอำนาจมาจากไหนหรือท่านคิดอย่างไร จึงให้อำนาจกับประธานรัฐสภามากถึงขณะนี้ ดิฉันเชื่อว่าโดยน้ำใสใจจริงธาตุแท้ของพวกท่าน ที่มีความรู้ ท่านไม่น่าจะต้องพลาดหรือไม่น่าจะทำอย่างนี้เลย ขอประทานโทษที่จะต้อง กล่าวถึงประธานรัฐสภาบ่อยครั้ง แต่ว่าดิฉันว่า ๑๐ ครั้งนี้มันมากเกินไป มันไม่แนบเนียน มันประเจิดประเจ้อนะคะ อันนั้นก็เป็นส่วนที่ดิฉันอยากตั้งข้อสังเกตไว้ว่าเพราะเหตุใดดิฉัน จึงไม่เห็นด้วยกับมาตรานี้เกือบจะทั้งมาตรา เพราะฉะนั้นดิฉันก็จะขออธิบายไปเรื่อย ๆ ว่า ที่ดิฉันไม่เห็นด้วยก็ได้กล่าวไปแล้ว ทุก ๆ อย่างประธานรัฐสภากำหนด ทุกอย่างประธานรัฐสภา วินิจฉัยนะคะ ทีนี้มาพูดถึงว่าดิฉันแก้เป็นอะไรในหลักการแล้ว ดิฉันแก้อะไรคือหลักการ ที่แตกต่างกัน ดิฉันกับ ครม. ที่ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาและคณะกรรมาธิการที่ส่งร่างฉบับนี้ มานี่นะคะ ท่านให้ประธานรัฐสภาดำเนินการคัดเลือก ดิฉันขอใช้คำย่อก็แล้วกันเพื่อความสะดวก ในการที่จะพูดถึงสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ซึ่งประชาชนจะฟังไม่รู้เรื่องเลย ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วนะคะ ดิฉันไม่เห็นด้วยแต่ว่าเมื่อเดินทางมาถึงตรงนี้แล้วเราก็จะไปคัดค้าน หรือจะไปแก้ไขจำนวน สสร. ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอใช้คำว่า สสร. แทน แล้วก็ใช้คำว่า สสร. ๑ คือประเภทที่ ๑ ที่มาจากประชาชน สสร. ๒ เป็นประเภทที่คัดเลือกเพื่อความง่าย และเข้าใจสำหรับผู้ฟังทางบ้านดิฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ดิฉันจึงเปลี่ยน ดิฉันจะขออ่าน เล็กน้อยนะคะว่าท่านเขียนไว้ว่าให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ซึ่งดิฉันขณะนี้เรียกว่า สสร. ๒ ไปแล้ว ให้ทำเสร็จภายใน ๗๕ วัน ดิฉันขอเปลี่ยนเป็น ให้สมาชิกหรือที่ประชุมของ สสร. ๑ เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือก สสร. ๒ เพราะเรากำลังให้ ความสำคัญกับประชาชน แล้วคณะกรรมาธิการก็บอกว่าการคัดเลือก ๗๗ คนนี้ยอดเยี่ยม ดีที่สุดแล้ว เราหาคนที่ยอดที่สุดของแต่ละจังหวัดมาแล้วตามมาตรา ๒๙๑/๑ ไปแล้วนะคะ เมื่อท่านเห็นว่า สสร. ๑ มีความดี เด่น ดัง ของจังหวัดแล้ว แล้วท่านทำไมไม่ให้ความสำคัญ กับพวกเขา ดิฉันจึงกำหนดให้ สสร. ๑ เป็นผู้คัดเลือก สสร. ๒ ค่ะ เป็นการให้มีการมีส่วนร่วม ของประชาชนทั้งประเทศจากผู้ที่มีคุณสมบัติที่ท่านบอกว่าดี เด่น ดังแล้ว เป็นผู้ที่จะคัดเลือก สสร. ๒ ทั้งนี้และทั้งนั้นให้เริ่มตั้งแต่การตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของ สสร. ๒ ด้วยนะคะ นั่นเป็นเบื้องต้นที่ดิฉันขอแก้ไขในวรรคแรกค่ะ

สำหรับวรรคสอง ที่ว่าให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่เป็น สสร. ๒ ได้ ตาม ๓ ประเภทที่ได้เสนอไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) มี ๓ ประเภทค่ะ แต่ว่าเมื่อดิฉันอภิปราย มาตรา ๒๙๑/๑ ดิฉันเพิ่มขึ้นอีกประเภทหนึ่ง ท่านประธานคงจะพอจำได้นะคะวันที่ ๑๑ ดิฉันให้เพิ่มผู้เชี่ยวชาญ คือ สสร. ๒ มีทั้งนักกฎหมาย นักเศรษฐกิจ นักอะไรแล้ว ดิฉันขอ ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และสุขอนามัย ดิฉันอธิบายเป็นคุ้งเป็นแคว จนมีหลายท่านก็แซวดิฉันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับป่าต้นน้ำ แต่ท่านประธานคงจำได้นะคะว่า ดิฉันพูดยังไม่ทันขาดคำว่าถ้าเราไม่ดูแลสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อนของประเทศ หรือของโลก ก็ตาม ภัยพิบัติมันจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและถี่ขึ้น บ่อยขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดิฉันพูดผ่านไปเพียงชั่วโมงเดียวค่ะท่าน จะว่าปากดิฉันศักดิ์สิทธิ์ก็คงไม่ผิดนัก เพราะว่าสึนามิ มาแล้วค่ะ ทำให้ท่านต้องสะดุด ทำให้ท่านต้องหยุดการประชุม เพราะดิฉันบอกว่าภัยพิบัติ มันเกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่า อย่าลืม เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องร้อน เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในโลก ถ้าเราไม่ดูแลทรัพยากร ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และสุขอนามัยของประชาชน ซึ่งเราทุกคนที่อยู่ในสภานี้เราต่างยืนยัน ยืนหยัดว่าเราทำเพื่อประชาชน และถ้าเราไม่ดูแลสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ของประชาชน แล้วท่านจะดูแลอะไรคะ รัฐธรรมนูญถ้าไม่พูดถึงสิ่งนี้เลยมันไม่ทันสมัยนะคะ ไม่ทันสมัยจริง ๆ ค่ะ ดิฉันยังอยากขอร้อง วิงวอนให้คณะกรรมาธิการกลับไปทบทวนได้ไหมคะ เพิ่มจาก ๒๒ คน เป็น ๒๕ คน จาก ๖๖ คนของท่าน และ ๑๐ คนดิฉันเพิ่ม ๖๖ คน ๓ คน และ ๑๐ คน ไม่ได้เสียหายอะไรเลยนะคะ ดิฉันฝากจริง ๆ เพราะว่าประเทศเราไม่พูดถึง สิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญมันเชยมาก อัล กอร์เขาพูดมากี่ปีแล้วคะเรื่องภัยธรรมชาติที่จะ เกิดขึ้นมาทำลายมวลมนุษย์ ดิฉันพูดจริง ๆ นะคะ ถ้าให้ดิฉันบรรยายเรื่องนี้ดิฉันพูดได้อีกยาว แต่ว่าดิฉันอยากจะเตือนและขอวิงวอนจริง ๆ ค่ะว่าช่วยโปรดพิจารณาเพิ่มอีกสัก ๓ คน ได้ไหมคะ เพื่อความครบถ้วน แล้วต่างชาติเขาก็จะได้ชื่นชมว่าเราไม่ได้ลืมโลก ไม่ได้ลืมคนไทย ไม่ได้ลืมสุขภาพของคนไทยเลยในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ดิฉันก็ยังยืนยันเหมือนเดิมนะคะว่าดิฉันขอเพิ่มผู้เชี่ยวชาญทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย ดิฉันขีดเส้นใต้ ๓ เส้น ถ้าประชากรของประเทศไทยไม่มีสุขภาพ ไม่ได้รับการดูแลสุขภาพอย่างดีและรักษาทรัพยากรไว้ และลูกหลานของเราต่อไปในอนาคต เขาจะอยู่ในประเทศไทยได้อย่างไร เมื่อคราวที่แล้วดิฉันยกพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เรื่องป่าต้นน้ำ แม้วันนี้จะยังไม่เห็นผล แต่ดิฉันวิงวอนอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ ๓ ขอให้กรรมาธิการเห็นแก่ประเทศชาติ ลูกหลานของท่านช่วยเพิ่มเข้าไป มันไม่เสียหาย ไม่เสียหน้า ยังดีเสียอีกว่าเราคิดได้แล้วเราก็เพิ่มให้ ไม่ได้เสียหลักการอะไรของท่านเลยนะคะ ขอเพิ่มขึ้นอีก ๓ คนเป็น ๒๕ คนนั่นก็เป็นวรรคสองที่ดิฉันคิดว่าดิฉันไม่ให้ประธานหรอกค่ะ เป็นคนกำหนด หลักเกณฑ์หลักการอะไรในการที่ใครจะเสนอมาก็ตาม

ถัดไปวรรคสาม วรรคสี่ แล้วนะคะ ประธานรัฐสภาแต่งตั้งกรรมการจำนวน ๑๕ คน ดิฉันคิดว่าหาเรื่องไหมคะ ไปตั้งทำไมคะกับคนข้างนอก ใครคะ คุณจะไปเอามาจากไหน ไปหยิบมาจากต้นไม้หรืออย่างไร ๑๕ คนนี้ มันหยิบไม่ได้ ประธานจะไปเลือกได้อย่างไร ประธานมีสิทธิอะไรคะที่จะเลือกกรรมการ ๑๕ คน มาคัดเลือก สสร. ๒ ดิฉันให้ สสร. ๑ ค่ะ เป็นผู้ที่จะคัดเลือก ตรงนั้นไม่เพียงเท่านั้นนะคะ ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตว่าท่านเลือกมา ๑๕ คน ซึ่งเป็นเพื่อนท่าน เป็นญาติพี่น้องของท่านหรือใครก็ตามไปเลือกมา ให้เขาประชุมเพื่อจะเลือก สสร. ๒ แล้วอย่างไรคะท่านยังอุตส่าห์กำหนดให้นำบทบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิ์ ตามมาตรา ๑๓๐ และมาตรา ๑๓๑ มาให้กับกรรมการชุดนี้ เขาจะด่าใคร เขาจะว่าใคร เขาจะทำอะไรก็ได้ มีสิทธิเท่าเทียมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็สมาชิกวุฒิสภาใช่หรือไม่ ท่านคิดได้อย่างไรละคะ ดิฉันอยากทราบจริง ๆ แล้วจะให้ในขอบเขตมากแค่ไหนคะ เพียงแค่จะมาคัดเลือก สสร. โดยที่ท่านไปหยิบมาจากไหนก็ไม่ทราบ ๑๕ คน แล้วก็ให้เอกสิทธิ์กับเขาเฉกเช่น ส.ส. และ ส.ว. ด้วย ซึ่งดิฉันไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ถามเป็นข้อสังเกตว่าท่านให้สิทธิเขา เพื่ออะไร แล้วก็มากน้อยแค่ไหน ช่วยอธิบายได้ไหมคะ เขาจะว่าคนข้างนอก เขาจะว่าใคร ต่อใครได้เหมือน ส.ส. ใช่ไหมคะ ที่ไม่ต้องถูกฟ้อง แล้วก็ดิฉันได้กำหนดว่าการที่จะเลือก สสร. ๒ แทนที่จะเลือกมาประเภทละ ๒ คนแล้วก็ให้เลือก ดิฉันเสนอจาก ๒ คนเป็น ๖ คนค่ะ เพื่อให้มี หลากหลายที่ท่านสามารถที่จะเลือกได้มากยิ่งขึ้น แล้วก็อำนาจที่ให้กับประธานรัฐสภาเป็นคน รวบรวมรายชื่อจาก ๓ องค์กร สถาบันการศึกษา เศรษฐกิจ สังคมและเอกชนนั้น ดิฉันให้ส่ง รายชื่อให้ กกต. เป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์และวินิจฉัยค่ะ แล้วก็เปลี่ยนจาก ๑๕ วันเป็น ๓๐ วัน หลังจากที่ สสร. ๑ ได้รับการรับรองทั่วทุกจังหวัดทั่วประเทศแล้ว ดิฉันกล่าวไปแล้วนะคะว่า ดิฉันให้ สสร. ๑ เพราะดิฉันให้ความสำคัญกับที่ท่านให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน ๗๗ คน ที่ท่านว่าดีมากแล้ว ไม่ยอมแก้ไข ไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้น ดิฉันก็ยอมรับ เพราะว่ามันก็ผ่านไปแล้ว แต่ขอพูดซ้ำว่าดิฉันส่งเสริม สสร. ๑ ของท่าน ๗๗ คน ได้ทำหน้าที่ที่จะประชุมแล้วก็เลือก สสร. ๒ ดูคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ขอประทานโทษค่ะท่านประธาน ดิฉันเปิดข้ามไป ๑ หน้าค่ะ ไปวรรคถัดไปเลยนะคะ ดิฉัน ก็ตัดท่านประธานรัฐสภาออกเกือบทั้งหมด ขอประทานโทษนะคะ ที่ดิฉันไม่ให้อำนาจท่าน และดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าคณะรัฐมนตรีและกรรมาธิการให้อำนาจท่านได้มากอย่างนี้ได้อย่างไร เหลือสักครึ่งหนึ่งได้ไหมคะ แทนที่จะเป็น ๑๐ ครั้ง ๑๐ แห่ง ชงเอง กินเอง เลือกเอง ตั้งคณะกรรมการเองอย่างนี้เป็นต้น สำเร็จรูปใช่ไหมคะ รวบรัดตัดตอน ในการคัดเลือก กกต. ก็ทำระบบคล้าย ๆ กัน คือแยกเป็นประเภทเรียงลำดับอักษรแล้วก็ส่งให้ที่ประชุม สสร. ๑ ลงคะแนน แต่ว่าก่อนอื่นดิฉันก็ยังขอย้ำอีกครั้งหนึ่งได้ช่วยโปรดพิจารณาเรื่องผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยเถอะ เพราะอันนี้ไม่ใช่ทำเพื่อเรา รุ่นเรา แต่ทำเพื่อลูกหลานของเราที่จะคลานตามกันมาในอนาคต ท่านอีกไม่นาน ดิฉันอีกไม่นาน ก็คงจากโลกนี้ไป แต่ว่าเราจะไม่สร้างสมบัติแทนคุณแผ่นดินให้ลูกหลานเราได้มีชีวิตอยู่ อย่างสงบสุข อย่างมีความสุข อย่างคำที่ว่า เมืองไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แผ่นดินของเรานี้แสนอุดมสมบูรณ์ เราทำได้ เพราะว่าทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เป็นทรัพยากรธรรมชาติอย่างเดียวในโลกที่คนรุ่นเราสามารถที่จะสร้างให้กับคนรุ่นหลังได้ แล้วก็ดิฉันอยากจะเชิญชวนพวกเราทุกคนแม้ท่านจะไม่เห็นด้วยกับดิฉัน แต่ดิฉันก็ยังอยาก เชิญชวนท่านให้ร่วมกันสร้างสมบัติที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มันเสียหายไปเยอะแทนคุณ แผ่นดินค่ะ ที่พวกเราได้ร่วมกันปู้ยี่ปู้ยำใช้ทรัพยากรอย่างไม่บันยะบันยัง จนกระทั่งเกิดภัยพิบัติ เกิดภาวะโลกร้อนในทุกวันนี้ แล้วเราก็ไม่ต้องมาบ่นกันว่าตอนเราอยู่ในสภา ตอนเราเป็นผู้ใหญ่ เราไม่ได้ทำ ไม่ได้สร้างความอุดมสมบูรณ์ทรัพย์สมบัติที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สร้างได้ ในชั่วชีวิตคน เกลือ แร่ธาตุ น้ำมันอย่างอื่นใช้แล้วหมดค่ะ มีอย่างเดียวค่ะทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเราสามารถสร้างได้ ขอความกรุณาท่าน เพื่อท่านมี โอกาสช่วยสร้างทรัพย์สมบัติสิ่งนี้แทนคุณแผ่นดิน เพราะฉะนั้นขอให้เพิ่มอีก ๓ ท่านนะคะ เข้าไปในคณะ สสร. ๒ ด้วย ก็จะเป็นพระคุณสำหรับลูกหลานที่จะคลานตามกันมาในอนาคต ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอรอนงค์ คล้ายนก ครับ

นางอรอนงค์ คล้ายนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน อรอนงค์ คล้ายนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่จะให้เหตุผลในการสงวนคำแปรญัตติ ของดิฉันนะคะ ดิฉันได้รับการสอบถามจากประชาชนในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่ เขตบางแคของดิฉันว่ารัฐสภามีการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับด้วยเหตุผลอะไร ทำไมถึงไม่ทำประชามติเพื่อสอบถามประชาชนก่อนคะว่าจะให้ แก้ไขหรือไม่ และเขาได้ประโยชน์อะไร เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น มาจากประชามติ ของพี่น้องประชาชนนะคะ อันนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของทางท่านกรรมาธิการที่จะต้องตอบ ให้พี่น้องประชาชนได้ทราบนะคะ ซึ่งดิฉันเองก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรานี้และไม่รับ หลักการในวาระแรกนะคะ แต่เมื่อกระบวนการมาถึงวาระที่สองนี้ ดิฉันก็ได้สงวนความคิดเห็นไว้ หลายมาตรารวมถึงมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ด้วย เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็รู้สึกแปลกใจที่ท่านต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของพี่น้องประชาชนเป็นฉบับ ประชาชนและให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่การแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๖ นี้กลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนอย่างแท้จริง คือให้ ความสำคัญแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ซึ่งจะเห็นได้จากในมาตรา ๒๙๑/๑ ที่กำหนดว่าให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนแต่ในวันที่ ๑๙ เมษายนก็มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภา หลายท่านได้ให้ความคิดเห็นไว้ที่เป็นประโยชน์และมีเหตุผลที่จะให้เพิ่มจำนวน สสร. ให้เป็นไปตามสัดส่วนของประชากรของทั้งประเทศนะคะ แต่ท่านก็ได้ลงมติด้วยเสียงข้างมาก และยืนยันว่าจะเป็น ๗๗ คนเหมือนเดิมตามร่างของท่านที่ท่านร่างมานะคะ ซึ่งท่านสามารถ ที่จะทบทวนได้นะคะว่าความเห็นดังกล่าวของสมาชิกรัฐสภานั้นมีประโยชน์อย่างไรนะคะ แต่ท่านก็ไม่ทบทวนนะคะ นอกจากที่จะให้อำนาจประชาชนไม่เต็มที่แล้วเพราะให้ประชาชน เลือกเพียง ๗๗ คนทั้งประเทศ ยังให้สภานี้คัดเลือก สสร. อีก ๒๒ คน อีก ดิฉันจึงไม่เห็นด้วย ตรงนี้ถือว่าเป็นการให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชนแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ดิฉันจึงขอเสนอให้ สสร. ที่มาจากการคัดเลือก ๒๒ คนนี้ให้ สสร. จำนวน ๗๗ คนที่มาจากการเลือกตั้งของ พี่น้องประชาชนเป็นผู้คัดเลือกนะคะ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ยังมาจากพี่น้องประชาชน ควรให้เขาได้ใช้อำนาจอย่างเต็มที่และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ทาง กกต. กำหนดด้วย เพราะดิฉันคิดว่าไม่ควรให้อำนาจกับประธานรัฐสภามากเกินไป เพราะอย่างน้อย กกต. ก็เป็น องค์กรอิสระจากภายนอกซึ่งมีหน้าที่และมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเลือกตั้งอยู่แล้วแทนที่จะ เป็นประธานรัฐสภาซึ่งหลาย ๆ ท่านรวมถึงสมาชิกที่อยู่ในที่นี้ด้วยก็มีความหวาดระแวงว่า ท่านคือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงที่มาจากพรรคการเมืองและที่สำคัญประธานรัฐสภาเองเมื่อเช้านี้ ท่านก็ได้บอกเองนะคะว่าถ้าเป็นไปได้ท่านก็ไม่อยากที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณา ในครั้งนี้นะคะ ซึ่งดิฉันก็คิดว่าทางประธานคณะกรรมาธิการก็ควรที่จะทบทวนด้วยนะคะ ขนาดท่านเป็นพรรคเดียวกันท่านไม่สอบถามกันเลยหรือคะ ขนาดพรรคเดียวกันยังใช้วิธีการ เผด็จการเลยแล้วจะนับประสาอะไรกับรัฐธรรมนูญที่ท่านคิดว่าอยากให้เป็นของพี่น้องประชาชน ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรานี้ค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ครับ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้หนึ่ง ที่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ แต่ก่อนอื่นผมก็ต้องขอเรียนกับท่านประธานรัฐสภา ก่อนครับว่าผมได้เคยพูดไว้แล้วในที่ประชุมแห่งนี้ แล้วก็ขอพูดอีกครั้งหนึ่งครับว่าผมไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะผมไม่คิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เป็นการตอบโจทย์พี่น้องประชาชนที่กำลังเฝ้ามองรัฐบาลว่าจะแก้ไขปัญหาปากท้อง หรือจะ แก้ไขปัญหาอุทกภัยในปีนี้ได้หรือไม่ แต่ท่านประธานครับ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา มีความเห็น แล้วก็ต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมก็ไม่เห็นด้วยอีกครับว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะต้องเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ ทั้งฉบับ แล้วก็มอบหมาย ให้กับ สสร. ในสภาร่างรัฐธรรมนูญมีอำนาจเกือบที่จะว่าเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่ง สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมก็ได้อภิปรายไปแล้วครับว่าผมไม่เห็นด้วย สสร. ๒ ส่วน ในส่วนของเลือกตั้ง ๗๗ คน ในส่วนของ สสร. ที่มาจากการคัดเลือกอีก ๒๒ คน ผมก็ได้ อภิปรายไปแล้วครับว่าในส่วน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๗ คนนั้น ผมไม่คิดว่าจะเข้ามา เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เพราะถ้าเกิดเข้ามาเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงทำไมไม่กำหนดจำนวนไว้ให้เป็นไปตามประชากรของแต่ละ จังหวัดล่ะครับ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานครับ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ต้องการให้เป็นแบบนั้น เมื่อท่านกรรมาธิการได้ยืนยันว่าจะให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๗ คน แล้วก็จะให้มี สสร. ที่จะมาจากการคัดเลือก ๒๒ คน แต่สิ่งที่ผมเห็นว่าร้ายแรงที่สุดนี่ครับ ก็คือมาตรานี้ครับ มาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งในมาตรานี้ท่านก็ได้กำหนดวิธีการที่จะได้มาซึ่ง สสร. ที่จะมาจากการคัดเลือก ๒๒ คน แล้วผมก็เห็นครับว่าในเนื้อหาของมาตรานี้ที่ท่านกรรมาธิการได้ให้ความเห็นชอบ ก็มีความพยายามครับ ที่จะออกแบบให้ สสร. ที่จะมาจากการคัดเลือกนี่ครับ เป็นตัวแทน ของพวกท่าน ของพรรคเพื่อไทย ท่านครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาต่อสภาแห่งนี้ผมไม่ขออ่าน เนื้อหาใจความของมาตรา ๒๙๑/๖ ผมจะสรุปสั้น ๆ ครับ ในมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านก็ได้ไปกำหนด วิธีการที่จะได้มา ซึ่ง สสร. คัดเลือก ๒๒ คน ซึ่งง่าย ๆ เลยมีอยู่ ๓ ขั้นตอนครับ

ขั้นตอนที่ ๑ ท่านก็ได้ไปกำหนดว่าจะให้สถาบันต่าง ๆ สภาสถาบันอุดมศึกษา สภาองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนนะครับ ส่งตัวแทนที่คิดว่ามีคุณสมบัติ เป็นผู้เชี่ยวชาญใน ๓ ประเภทที่ได้กำหนดไว้ พอเสร็จแล้วท่านก็ให้ประธานรัฐสภานี่นะครับ แต่งตั้งคณะกรรมการทั้งหมดขึ้นมา ๑๕ คน เพื่อจะตรวจสอบคุณสมบัติ แล้วในที่สุด ท่านก็จะให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก สสร. ขึ้นมาอีก ๒๒ คน ในส่วนของ สสร. คัดเลือก แต่ประเด็นที่ผมเห็นที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาท่านประธานครับ ก่อนอื่นเลยมีสมาชิกหลายท่าน ได้ท้วงติงแล้วผมก็ไม่เห็นด้วยครับ คือผมเห็นว่า สสร. ที่จะมาจากการคัดเลือกนี่ละครับ ซึ่งท่านก็ได้พูดไว้ชัดเจนว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นนี่ครับ ถ้าเกิดท่านอยากจะให้มาเป็น ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ ผมก็คิดว่าองค์กรทางสภาสถาบันอุดมศึกษาก็น่าจะนำเสนอชื่อ สสร. ที่มีคุณสมบัติเป็นผู้เชี่ยวชาญได้เพียงพอแล้วครับ แต่ผมก็แปลกใจครับว่าด้วยเหตุผลอะไร ที่ท่านต้องไปเพิ่มเติมนะครับ ท่านก็ได้ไปเพิ่มเติมในส่วนขององค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าหมายความว่าอะไร เพราะว่าท่านก็ไม่ได้ระบุไว้ ชัดเจน นอกจากท่านจะไปเพิ่มเติมมาอีก ๒ องค์กรนี้แล้วนะครับ โดยที่ท่านอ้างว่า ๒ องค์กรนี้ ก็จะนำเสนอผู้เชี่ยวชาญมาอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยครับ เพราะว่าหน้าที่ของ สสร. คัดเลือกนี่ครับ จะมาเป็นผู้เชี่ยวชาญครับ ไม่ได้ให้มาเป็นตัวแทนขององค์กรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ในส่วนของสภาสถาบันอุดมศึกษาผมคิดว่าน่าจะเพียงพอแล้ว แต่มากไปกว่านั้นอีกครับ เมื่อท่านได้เพิ่มเติมองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ท่านก็ไปกำหนดเพิ่มเติม อีกครับว่าในส่วนของ ๒ องค์กรนี่ท่านก็จะให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด ผมก็แปลกใจครับ แล้วก็คงสรุปได้ว่าตกลง ๒ องค์กรที่ท่านเพิ่มขึ้นมาแล้วก็ให้ประธานรัฐสภาซึ่งก็ทราบดี อยู่แล้วว่าประธานรัฐสภาสังกัดพรรคการเมืองใดเป็นผู้กำหนดขึ้นมา แล้วตัวแทนที่ท่าน จะเสนอขึ้นมาจะเป็นตัวแทนของพรรคอะไรละครับ ท่านประธานครับ ผมได้พูดไปแล้ว ในข้อสงสัย ๒ ประเด็นว่าทำไมนอกจากจะให้สภาองค์กร จะให้สภาสถาบันอุดมศึกษา ได้เสนอรายชื่อแล้ว ยังไปเพิ่มเติมองค์กรมาอีก ๒ องค์กร ซึ่ง ๒ องค์กรนี้ในข้อสงสัยของผม ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าทำไมให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนด

ในข้อสงสัยของผมประเด็นที่ ๓ คือเมื่อส่งตัวแทนมาแล้วท่านก็ไปกำหนด อีกครับว่าจะให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ซึ่งผมก็แปลกใจครับ เพราะว่ามันครึ่ง ๆ กลาง ๆ ครับ แล้วก็แปลกใจขึ้นไปอีกครับ เมื่อมีกรรมาธิการได้ขึ้นมาให้คำชี้แจงว่าที่ท่านคิดว่าจะให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก เพราะท่าน มั่นใจครับว่าสมาชิกรัฐสภาจะมีความเป็นกลาง มีความเป็นเอกภาพ และท่านก็บอกว่าจะลงมติ เป็นการลับนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะเลือกตัวแทน จะเลือกผู้เชี่ยวชาญมาอย่างเหมาะสม และผมก็แปลกใจว่าถ้าเกิดท่านเชื่อมั่นในสมาชิกรัฐสภา ท่านเชื่อมั่นในรัฐสภาขนาดนี้ ทำไมท่านไม่ให้รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญละครับ ทำไมท่านต้องฉีกทั้งฉบับ และท่านก็บอกว่า ในการฉีกทั้งฉบับท่านจะตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็จะมี สสร. ส่วนหนึ่งที่จะมาจาก การเลือกตั้ง มาทำหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ก็แล้วถ้าเกิด ท่านให้เหตุผลแบบนั้นว่าท่านต้องการจะให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน ก็ทำไม ท่านไม่ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นคนคัดเลือก สสร. ในส่วนที่จะมาจากการคัดเลือกล่ะครับ มันเหมือน ๒ มาตรฐานครับ มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ ถ้าเกิดท่านมีความเชื่อมั่นในรัฐสภาท่านก็ให้ รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญไปเลยสิครับ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเกิดท่านเชื่อว่าท่านต้องการที่จะให้ สสร. มาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในส่วนหนึ่งเมื่อมาจากการเลือกตั้งแล้วท่านก็ให้ ส่วนนั้นเลือก สสร. คัดเลือกในส่วนที่เหลือสิครับ แต่ว่าในทางกลับกันท่านกลับเอาหลักการ ทั้ง ๒ อย่างมาผสมแล้วก็ใช้ด้วยกันเหมือนว่าเป็นข้ออ้างครับ ใน ๗๗ คนท่านก็บอกว่าจะเป็น สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน แต่อีก ๒๒ คนที่เป็น สสร. ที่มา จากการคัดเลือกก็เห็นชัดเจนครับว่ามีความพยายามที่จะออกแบบให้ สสร. ในส่วนนี้ เป็นตัวแทนของพวกเสียงข้างมาก ก็คือพวกท่านละครับ ผมก็แปลกใจครับ ผมไม่ทราบว่า การให้เหตุผลของท่านในชั้นกรรมาธิการเป็นข้ออ้างหรือเปล่า ถ้าเกิดท่านบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ทำไมท่านไม่ใช้มาตรฐานเดียวกันใน ๒ เรื่อง ใน ๒ ส่วนละครับ ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ ผมก็ต้องขอขอบคุณที่ทางกรรมาธิการได้ให้ความกรุณาแก้ไขเนื้อหาสาระในมาตรา ๒๙๑/๕ ให้มาใช้กฎหมายเลือกตั้งที่มาจากกฎหมายเลือกตั้งของ ส.ว. และผมก็เห็นว่าเมื่อท่าน ให้เหตุผลว่าท่านไม่อยากให้ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งสังกัดพรรคการเมือง ผมก็เห็น เหมือนกับท่านครับ แล้วก็ควรจะใช้หลักการเดียวกันนี่ละครับว่า สสร. ที่มาจากการคัดเลือก อีก ๒๒ คน ก็ไม่ควรจะสังกัดพรรคการเมือง แต่ว่าก็ลองคิดดูสิครับ ในเมื่อท่านไประบุไว้ ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนดองค์กรในส่วนขององค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชนที่จะส่งตัวแทนขึ้นมา พูดง่าย ๆ ก็คือประธานรัฐสภาเกือบเสมือนว่าจะเป็นผู้ส่ง ตัวแทนที่จะเข้ามาได้รับการคัดเลือกนี่ละครับ แล้วประธานรัฐสภาสังกัดพรรคใดล่ะครับ ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยหรือครับ เมื่อท่านได้ส่งตัวแทนเข้ามาแล้วและท่านก็บอกว่าจะให้รัฐสภา เป็นผู้คัดเลือก ก็แล้วรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ เสียงส่วนมากมาจากพรรคใดละครับ ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยหรือครับ และถ้าเป็นแบบนี้ในส่วนของ สสร. ที่มาจากการคัดเลือกเมื่อได้รับ การคัดเลือกมาแล้วจะสังกัดพรรคใดละครับ เมื่อคนที่ส่งตัวแทนก็มาจากสังกัดพรรคเพื่อไทย คนที่คัดเลือกก็มาจากพรรคเพื่อไทย พูดง่าย ๆ เหมือนส่งประกวดครับ ถ้าเกิดคนส่งประกวด เป็นพรรคเพื่อไทย คนให้คะแนนก็เป็นพรรคเพื่อไทย สสร. คัดเลือก ๒๒ คนจะเป็นสังกัด พรรคใดละครับ มันจะเป็นของประชาชนหรือมันจะเป็นของพรรคอื่นไปได้อย่างไรครับ มันก็ต้องเป็นของ พรรคเพื่อไทยครับ ฉะนั้นท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมเห็นว่าในขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่ มาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๕ มาตรา ๒๙๑/๖ ทุกมาตราครับ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้มีความพยายามที่จะออกแบบมาให้ สสร. ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการแก้ไข ในการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้มาจากตัวแทนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นเองแล้วผมก็คิดว่าถ้าเราอยากจะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เรากำลังร่างขึ้นใหม่ ฉบับนี้มาจากพี่น้องประชาชน เป็นของพี่น้องประชาชน และที่สำคัญที่สุด เป็นของ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงครับ ผมก็คิดว่าอยากจะให้ทางกรรมาธิการได้พิจารณา คำแปรญัตติของผมแล้วก็เพื่อนสมาชิกอีกหลายคนครับ อย่างน้อยที่สุดในมาตรา ๒๙๑/๖ ถ้าท่านอยากจะได้คนกลางมากำหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ก็ขอให้เป็นคนกลางอย่างแท้จริงครับ อย่าให้สังกัดพรรคการเมืองใดครับ ถ้าเกิดไม่แน่ว่าไม่ใช่ ท่านประธานรัฐสภา ผมไม่แน่ใจท่านรองประธานรัฐสภาเอง ประธานวุฒิสภาก็น่าจะกลาง มากกว่า หรือไม่อย่างนั้นท่านอาจจะระบุเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ครับ นอกจากที่ว่า ท่านจะให้คนกลางมากำหนดองค์กรทั้ง ๒ องค์กร ที่จะส่งตัวแทนมารับการคัดเลือกให้เป็น สสร. ครับ สสร. ในส่วนของการคัดเลือกก็ควรจะได้รับการคัดเลือกและตรวจคุณสมบัติ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดย สสร. อีก ๗๗ คนที่ท่านได้เลือกตั้ง เพราะว่า สสร. เหล่านั้น ได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนมาเป็นตัวแทนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ผมคิดว่าถ้าท่านกรรมาธิการยอมรับฟังความคิดเห็นจากตัวผมแล้วก็ เพื่อนสมาชิกหลายคนในคำแปรญัตติครั้งนี้ ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็จะแสดงเจตนารมณ์ แสดงความบริสุทธิ์ใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริงครับ แล้วท่านประธานครับ ผมก็หวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เราจะนำมาใช้กัน จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้าย จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชน แล้วก็หวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะได้ใช้อย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศเราครับ ผมขอสงวนคำแปรญัตติของผมไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ สวัสดีครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เรายังอยู่ในหน้า ๑๔๖ นะครับ มี ๒ ท่านนะครับ ท่านแรกคือท่านยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา แทนท่านสุชีนนะครับ แล้วก็ ท่านธนิตพล ไชยนันทน์ เชิญท่านยุคลเชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าที่ส่งรายชื่อไปครับ ท่านยุคลจะแทนท่านสุชีน เอ่งฉ้วน และหลังจากนั้นก็จะเป็น ท่านภิรพล ลาภาโรจน์กิจ แล้วจึงเป็นผม ธนิตพล ไชยนันทน์ ขอโทษครับ ท่านประธานครับ ท่านภิรพลก่อนแล้วก็คุณยุคล แล้วก็จึงมาเป็นผมครับ ท่านธนิตพล ไชยนันทน์ ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับ ที่ผมมีชื่อนี้ ไม่มีท่านภิรพล เชิญครับ

นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธานครับ ภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้แปรญัตติไว้นะครับในมาตรานี้ ในหน้า ๑๔๖ ชื่อผมก็เขียนไว้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ แต่ว่าท่านไม่ได้ มาแจ้งตรงนี้ใช่ไหมครับ

นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

แจ้งไปแล้วครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ

นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

แล้วก็ไม่เป็น อะไรครับ ผมใช้เวลาไม่นานครับ เพราะว่าอย่างไรก็ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิก

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ เชิญครับ

นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธานครับ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่รับหลักการ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระมีอะไรครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขออภัยนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานสมศักดิ์ท่านที่แล้วบอกว่ารายชื่อผมอยู่ในลำดับที่ ๖ ที่จะพูดในเย็นวันนี้ ผมก็ได้นั่งรอแล้วได้นั่งนับเพื่อนสมาชิกที่จะอภิปราย ผมอยากถามท่านประธานว่าตกลง ผมจะอยู่ลำดับที่เท่าไร ผมก็ไม่เกี่ยงครับ แต่ว่าขอให้ชัดเจนว่าผมจะได้พูดเวลาไหน เพราะการอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของประเทศ เพราะเราต้องการ ร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นของพ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ อย่างนี้ครับ ท่านเห็นชื่อ ท่านอยู่ในหน้าไหนไหมครับ ผมเห็นชื่อท่านอยู่ในหน้า ๑๕๖ นะครับท่าน

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ใช่ครับ ชื่อผม อยู่หน้าเดียวกับท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขณะนี้ผมถึงหน้า ๑๔๖ ครับท่าน ก็เป็นไปตามนี้ล่ะครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านภิรพลครับ

นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธานครับ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยและไม่รับหลักการกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี ถึงแม้ว่าได้ผ่านความเห็นชอบ ของรัฐสภาแห่งนี้ในวาระที่หนึ่งไปแล้วก็ตาม ดังนั้นผมได้ขอแปรญัตติไว้ตามที่นำเสนอ ต่อคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ก็เพราะว่าผมยังไม่เห็นข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ว่า ไม่เป็นประโยชน์และไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ แต่อย่างใด แต่ประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ เนื่องจากว่าช่วงเวลานี้ไม่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่ายังมีเรื่องเร่งรีบ เร่งด่วน เร่งรัดที่ทางรัฐบาลควรจะรีบดำเนินการแก้ไข นั่นก็คือ การแก้ไขปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน ค่าครองชีพสูง ข้าวของแพง น้ำมันแพง มะนาว แพง แพง แพง ของทุกอย่างแพงไปหมดแล้วครับท่านประธาน แล้วยังมีอีกหลาย ๆ เรื่อง ที่ทางรัฐบาลควรจะเร่งรีบดำเนินการตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ ดังเช่นค่าแรง ๓๐๐ บาท ระดับปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นต้น ไม่เพียงแค่นี้นะครับท่านประธาน ปัญหา ๕ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ปัญหาคาร์บอมบ์ (Car Bomb) ที่อำเภอหาดใหญ่ บ้านผมที่ผ่านมา รัฐบาล ควรจะเร่งรัด เร่งรีบแก้ไขปัญหา หาทางช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ ดังกล่าว ท่านประธานครับ ไม่ต้องประท้วงครับ ผมกำลังเข้าประเด็นครับ เพราะว่าผมรู้ว่า ที่จังหวัดสุรินทร์นะครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประสิทธิ์ประท้วง เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธาน ท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ให้เคร่งครัด เพราะว่าผู้อภิปรายอภิปรายนอกประเด็น มันไม่เกี่ยวกับข้าวของแพงเลย ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย อันนี้เป็นเรื่องของสภา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตรงนั้นรัฐบาลเขาดำเนินการอยู่แล้วนะครับ เขาไม่ได้ละทิ้ง พี่น้องประชาชน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขอบคุณครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ขอบคุณครับ ท่านครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมกำลังฟังอยู่เหมือนกัน

นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ผมกำลังเข้า ประเด็นครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ของท่านแปรญัตติอยู่ใน วรรคสามนะครับ เชิญครับ

นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ขอบคุณครับ ท่านประธานผมก็ต้องขออภัยนะครับ เสียใจแทนพี่น้องชาวจังหวัดสุรินทร์

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านกรุณาอย่าออกไปไกล ไม่เอาละครับ เชิญอภิปรายต่อครับ

นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ผมเข้าแล้วครับ แต่ว่าที่จังหวัดสุรินทร์ข้าวของไม่แพง ผมเพิ่งทราบนะครับ ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน ผมต้องขอเข้าประเด็นเลยนะครับ ท่านประธานครับ ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ผมได้ขอ แปรญัตติไว้ โดยผมได้ตัดมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสาม ออกทั้งวรรค และให้ใช้ความตามที่ กระผมได้ขอแปรญัตติไว้ กล่าวคือมาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน นับตั้งแต่ พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลบังคับใช้ ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมได้ขอ แก้ไขก็เพราะว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ หากจะขอแก้ไขทั้งฉบับควรจะต้อง ถามประชามติของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ก่อน รัฐสภาถึงจะมีอำนาจคัดเลือกสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญ หรือ สสร. เหตุผลก็เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้น เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่ทุกขั้นตอนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นระยะเวลาเพียง ๗๕ วัน น่าจะเป็น เวลาที่เร่งรัด เร่งรีบจนเกินไป ควรจะต้องอาศัยระยะเวลานานพอสมควรเพื่อทำความเข้าใจ ในประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญให้กับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ด้วย และที่สำคัญเนื่องจากรัฐบาล มีเสียงข้างมาก หากคัดเลือกโดยรัฐสภา โดยไม่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่แล้ว อาจจะทำให้พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่คิดว่า สสร. ที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุม ของรัฐสภาแห่งนี้ จำนวน ๒๒ คน หนีไม่พ้นจะเป็นตรายางของรัฐบาล และไม่น่าจะเป็น สสร. ที่เป็นกลางจริง ๆ ท่านประธานครับ เพื่อให้เป็นไปตามเจตจำนง เจตนารมณ์ของการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ นั่นคือแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ หากจะทำการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ผมเห็นว่าควรให้ พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสเสนอชื่อของนักวิชาการตาม (ก) (ข) และ (ค) ด้วย เพื่อให้ พี่น้องประชาชนหาคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นทางตรง หรือทางอ้อม และอาจจะได้บุคคลที่พี่น้องประชาชนเห็นว่ามีความซื่อสัตย์สุจริต และที่สำคัญ ที่สุดนะครับ เป็นบุคคลที่ยึดมั่นในระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มานำเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้เพื่อให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาแห่งนี้ลงมติ อีกทีหนึ่งว่าจะเลือกนักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ จำนวน ๒๒ คน บุคคลใด เพื่อให้ได้ บุคคลที่เป็นกลาง ซื่อสัตย์สุจริต และที่สำคัญพี่น้องประชาชนน่าจะยอมรับได้ เพราะได้มีส่วนร่วม จากเหตุผลข้างต้นที่ผมกล่าวมา ผมจึงได้ขอแปรญัตติไว้เป็นจำนวน ๑๒๐ วัน

สุดท้ายนะครับท่านประธาน ผมก็ขอเรียนเน้นต่อท่านประธานผ่านไปยัง รัฐบาลว่าให้ช่วยเร่งรัด เร่งรีบแก้ไขปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ปัญหาจาก ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาของแพงทั้งแผ่นดิน เหมือนดังเช่นที่รัฐบาลเร่งรัด เร่งรีบ แก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เพื่อช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา แทนท่านสุชีนนะครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

สักครู่ครับ เชิญครับท่าน

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สมาชิกวุฒิสภา อุทัยธานี

ท่านประธานครับ ผม สมาชิก จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ขอกราบเรียนปรึกษาหารือท่านประธาน แล้วก็ ขอประทานโทษท่านที่กำลังจะแปรญัตติปัจจุบันนะครับ ขณะนี้เรากำลังพิจารณากันเรื่อง รัฐธรรมนูญ อภิปรายกันมาแล้ว ๘ วัน ใช้เวลา ๓ อาทิตย์ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายสำคัญไม่มีปัญหาครับ ขอให้ท่านได้อภิปรายนำเสนอความรู้ต่อประชาชน ยินดีครับ แต่ขณะนี้ครับ ผมเรียนปรึกษาหารือท่านประธานว่าขณะนี้เราไม่รู้ว่าเราจะไปจบเมื่อไร เวลาใด แน่นอนที่สุดครับ สมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกวุฒิสภาเราทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ แน่นอนที่สุดครับ รัฐสภาแห่งนี้จะต้องให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านแสดงความคิดเห็นในกรณี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมต้องการทราบว่าจะกี่วัน เมื่อไร ถ้าจะบอกเดือนหนึ่ง ทุกวันก็ว่าไปเลย ขอให้ชัดเจนครับ เรามีหมายกำหนดการ สมาชิกวุฒิสภาครับ มีหมายกำหนดการกรรมาธิการ ไปต่างจังหวัด ไปต่างประเทศ ใครจะบอกไปเที่ยวไปอะไรเรามาคุยกัน แต่วันนี้ผมต้องการ ความชัดเจน ผมอยากจะทราบว่าท่านประธานจะให้ใครมาขอความชัดเจนในประเด็น ดังกล่าวได้หรือไม่

(นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสิงห์ชัยครับ แป๊บหนึ่ง เชิญท่านประท้วง อะไรเอ่ยเชิญครับ ท่านไหนจะพูดก่อนครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ ผมไม่ทันแล้วครับ ประท้วงท่านประธานนะครับ เพราะท่านประธาน ปล่อยให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายไปจนกระทั่งเสร็จสิ้นกระบวนความโดยที่เขาใช้สิทธิ ประท้วงท่านประธาน แต่ท่านประธานไม่ได้ถามท่านเพื่อนสมาชิกว่าประท้วงข้อไหนครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมขอชี้แจงนะครับ คือท่าน ส.ว. สิงห์ชัยท่านได้มีหนังสือถึงผมว่าเดี๋ยวจะขอหารือนะครับ และผมอนุญาตให้ท่านหารือครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คราวนี้ประเด็นที่ท่านหารือ ผมขอมอบให้กับวิปทั้ง ๓ ช่วยไปปรึกษาหารือแล้วผมขอทราบผลด้วยนะครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ เชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ถ้ามีหนังสือขอหารือนี่นะครับ ผมก็กราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องเกี่ยวกับการประชุมนี่ หารือเพียงแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคงไม่ได้ และผมเองก็ต้องชี้แจงแทนฝ่ายค้านครับว่ากรณีของ การที่พวกเราที่เป็นฝ่ายค้านได้ขอเสนอแปรญัตติไว้มากมายขนาดนี้ครับ ผมเรียนยืนยัน ท่านประธานว่าเหตุผลมาจากจุดเริ่มต้นของการที่รัฐบาล โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการ ได้รีบนำเอาร่างรัฐธรรมนูญนี้เข้าสภาครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ เข้าใจแล้วครับ ตรงนั้นไม่เป็นไรครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ไม่ได้ครับ พวกผม เสียหายสิครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เมื่อกี้ผมได้พูด ไปแล้วว่าสิ่งที่ท่านหารือผมขอมอบให้วิปไปคุยกันแล้วผมขอทราบผล เชิญต่อเถอะครับ เชิญท่านนั่งเถอะครับ ท่านต่อได้เลยครับ

(นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญท่านประท้วงต่อครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ขอประท้วงครับ

(นายอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมขอความกรุณาท่านทีละท่าน ได้ไหมครับ ท่านอยู่ด้วยกันนะครับ ท่านตกลงกันเองแล้วกันคนไหนประท้วงก่อน เชิญครับ

นายอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม อิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กรณีที่ท่านวุฒิสมาชิกท่านได้เรียนถามประธานว่าจะยุติเมื่อไร ผมก็อยากจะกราบเรียนว่า คงต้องไปถามท่านประธานรัฐสภานะครับ เพราะท่านเป็นคนขยายเวลาการประชุมโดยไม่มี กำหนดเอง เมื่อเป็นดังนี้ก็เป็นสิทธิของสมาชิก เป็นเอกสิทธิ์ซึ่งจะต้องใช้เวลาซึ่งได้มีการขยาย การประชุมนั้นอภิปราย นั่นส่วนหนึ่งครับ

ในประเด็นที่ ๒ ผมเกรงว่าสภานี้จะบันทึกการประชุมผิดไป กรณีที่ท่านวุฒิสมาชิก ท่านบอกว่า มีหมายกำหนดการไปต่างจังหวัด หรือไปต่างประเทศ ผมขอทำความเข้าใจอย่างนี้ครับ คำว่า หมายกำหนดการ นั้นใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้นนะครับ หรือเดี๋ยวนี้เป็นเจ้ากันไป หมดแล้วเวลานี้ เพราะฉะนั้นเพื่อความถูกต้องและไม่มีการบันทึกที่ผิดพลาดไปอย่าใช้คำว่า หมายกำหนดการ นะครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าเมื่อสักครู่ที่ท่าน ส.ว. ได้ลุกขึ้นมาถามท่านประธานนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของเวลาการประชุม ผมต้องเรียนเลยครับว่าพวกผมจริง ๆ ถ้ามีการเจรจา ๔ ฝ่ายแล้วประสบความสำเร็จ พวกผมไม่อภิปรายกันมากหรอกครับ แต่วันนี้การเจรจา เกิดขึ้นที่มาตราที่แล้วคือ มาตรา ๒๙๑/๕ แล้วก็มาตรา ๒๙๑/๖ ที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ ก็ไม่ยอมที่จะมีการเจรจา พวกผมก็ต้องอภิปรายครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องมีส่วนร่วมกันทุกฝ่าย เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าเพื่อน ส.ว. อยากจะให้มีการประชุมจบเร็ว ๆ ก็ทำให้การเจรจา ๔ ฝ่ายเกิดขึ้นสิครับ ต้องบอกรัฐบาลครับ ไม่ใช่บอกพวกผมครับ กราบเรียนท่านประธานเพื่อทราบครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่าน ผู้ประท้วงต่อไป เชิญครับ มีไหมครับ ไม่มี เชิญท่านสิงห์ชัยครับ

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สมาชิกวุฒิสภา อุทัยธานี

กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับ ผมไม่ได้กำหนดว่าให้เร็วนะครับ เพียงแต่ว่า ผมต้องการให้มีกำหนดวันเวลาที่ชัดเจนครับ ท่านจะอภิปรายไปเป็นเดือนไม่มีปัญหาครับ ผมย้ำนะครับว่าไม่ได้มีปัญหาเลย เพียงแต่ว่าอยากต้องการรู้ว่า เช่น วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี หรือจะอาทิตย์หน้าวันไหนอย่างไรให้ชัดเจนครับ เพราะที่ผ่านมาบางที มีจดหมายไปแค่วัน ๒ วัน มันก็มีปัญหา ผมกังวลอยู่ครับ เท่านั้นเอง ไม่ได้ปิดกั้นพวกท่านนะครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจกันนะครับ ตกลงเชิญ ท่านวิป ส.ว. ครับ

รองศาสตราจารย์ทัศนา บุญทอง สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ทัศนา บุญทอง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วิป ๓ ฝ่าย ได้หารือร่วมกันเมื่อเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกาในวันนี้นี่นะคะ ประเด็นที่ได้หารือก็คือว่ามาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งกำลังอภิปรายอยู่นี้เราจะยุติได้สักกี่โมงในวันนี้นะคะ ซึ่งการหารือไม่ง่ายเลยค่ะ เพราะว่า แต่ละฝ่ายก็มีเหตุผลที่น่ารับฟังทั้งนั้นเลย รัฐบาลเสนอให้เลิกตีสองค่ะ เพื่อแม้ว่าจะไม่สามารถ จะจบได้ในคืนนี้ แต่ว่าอยากจะให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นั่นก็คือ เหตุผลของรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านเสนอให้เลิก ๑ ทุ่มค่ะ บอกว่าทุกฝ่ายเหนื่อยล้าติดต่อมา หลายวันแล้ว เพราะฉะนั้นอย่างไรเสียก็ไม่สามารถจะเสร็จได้ในคืนนี้ ก็น่าจะเลิกให้เร็วขึ้น เพื่อที่จะไปเตรียมตัวทำภารกิจพรุ่งนี้นะคะ ซึ่งจะมีการประชุมของผู้แทนราษฎร ส่วนวุฒิสภา ฝ่ายของ ส.ว. เราก็มีความเห็นว่าบางท่านก็บอกว่าอย่างมากก็สองยาม แต่ว่ามีบางท่าน ก็บอกว่าน่าจะสัก ๓ ทุ่มก็น่าจะพอ เพราะถ้าเผื่อว่าพิจารณาจากเหตุผลที่ว่ามีสมาชิกเหลือ ที่จะอภิปรายในมาตรานี้อยู่ถึง ๑๐๐ กว่าคนนี่นะคะ เพราะฉะนั้นอย่างไรเสียก็ไม่สามารถ จะจบได้ในคืนนี้ ทำไมเราไม่ออมแรงไว้เลิกให้เร็วหน่อย เพื่อที่ว่าเตรียมตัวที่จะทำภารกิจ ในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นจึงได้เสนอว่า ๓ ทุ่มก็น่าจะพอ ทีนี้จากการปรึกษาหารือกันไปกันมาแล้วนะคะ ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านก็ขยับกันได้คนละหน่อย คือฝ่ายค้านก็โอนอ่อนว่าถ้าเผื่ออย่างนั้น ๓ ทุ่ม ก็พอจะรับได้ ส่วนรัฐบาลก็บอกว่าเอาสองยาม ในที่สุดก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ระหว่าง ๓ ทุ่มถึงสองยามก็แล้วกันนะคะ อาจจะเป็น ๔ ทุ่ม ๔ ทุ่มครึ่ง หรือ ๓ ทุ่ม ขอให้อยู่ในดุลยพินิจ ของท่านประธานค่ะ ส่วนวันพรุ่งนี้จะไม่มีการประชุมนะคะ เราจะประชุมร่วมกันอีก ในวันอังคารและวันพุธค่ะ ส่วนวันพฤหัสบดีนั้นก็จะพิจารณาหารือร่วมกันอีกทีหนึ่งค่ะ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือความเห็นที่เราได้ร่วมกันในวันนี้ค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านยุคลครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดจันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอ แปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... ในวันนี้ก็เป็นครั้งที่ ๔ แล้วนะครับ ครั้งที่ ๑ ตั้งแต่มาตรา ๓ ให้เพิ่มเติมความในมาตรา ๓ (๑๗) แล้วก็มาตรา ๔ เพิ่มเติมความใน มาตรา ๒๙๑/๑ และมาตรา ๓ ครั้งที่ ๓ ในมาตรามา ๒๙๑/๓ แล้วครั้งนี้ก็ขอแปรญัตติ เพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๖ ก็ต้องการใช้เวลารวบรัดตัดยอดให้เร็วที่สุดนะครับ ท่านประธานครับ และท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญตลอดไปถึง ท่านคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ผมได้ขอแปรญัตติว่าให้รัฐสภา ดำเนินการคัดเลือก สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) คือให้แล้วเสร็จ ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ ถามว่าทำไม ที่ต้อง ๙๐ วัน อยากจะเรียนบอกกับท่านทั้งหลาย ท่านประธาน ผ่านไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านคณะกรรมาธิการว่าความจริง ๙๐ วันมันยังน้อยไปนะครับ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการบริหารประเทศ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ต้อง ดูแลคนทั้งชาติ ความจริงผมอยากจะขอแปรญัตติถึง ๖ เดือน นี่คือความรู้สึกจริง ๆ แต่ ๙๐ วัน เห็นว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมเช่นเดียวกันนะครับ ที่ผมเรียนให้ทราบว่าถามว่า ทำไมเพราะเราจะต้องทำความเข้าใจประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องคนทั้งชาติได้รับทราบข้อมูล ที่แท้จริงว่าการได้มา สสร. ได้มาอย่างไร เราประชาสัมพันธ์อย่างไร เราใช้สื่ออย่างไร นี่เป็นตัว ที่สำคัญยิ่งที่รัฐบาลร่างรัฐธรรมนูญมา ๗๕ วัน ถามว่าเห็นด้วยไหม บอกกันตรง ๆ ว่าไม่เห็นด้วย เพราะไม่เพียงพอ ถ้า ๙๐ วันที่เรียนให้ทราบว่าการหาเสียงของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ดี การใช้สื่อต่าง ๆ ก็ดี ๙๐ วันเวลาที่เหมาะสม เพราะเราต้องการได้บุคคลที่เป็นกลางจริง ๆ หลังจากนั้นเมื่อเราทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนคนทั้งชาติแล้วนะครับ เราก็ให้ทางสภา ของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ หรือองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม ตลอดไปถึงองค์กรภาคเอกชน นะครับได้คัดเลือกตัวบุคคลที่เข้าใจของ สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ตามประเภทต่าง ๆ ที่ทางรัฐบาลกำหนดว่าไม่เกิน ๒ คน รวมแล้วทุกสาขาอาชีพคือ ๒๒ ท่าน หลังจากนั้น ให้ท่านประธานรัฐสภากำหนดวันและเวลาต่อไปนะครับ หลังจากนั้นทางประธานรัฐสภา ก็มีอำนาจที่แต่งตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คน ถามว่าคณะกรรมการที่แต่งตั้ง ๑๕ คนนี้ ท่านประธานรัฐสภาใช้หลักเกณฑ์อะไรบ้าง เราค้นหากรรมการ ค้นหาผู้ที่รอบรู้อย่างไรนะครับ นี่คือหลักเกณฑ์ที่จะต้องคัดสรรตัวบุคคลที่มาเป็นกรรมการสำคัญมากครับ เพราะกรรมการ เหล่านี้จะต้องไปตรวจสอบ จะต้องไปคัดเลือกคุณสมบัติผู้ที่มาเป็น สสร. ตามมาตรา ๒๙๑ (๒) นี่คือสำคัญยิ่งนะครับ ก็อยากจะเรียนถามว่าถ้าคณะกรรมการที่ประธานรัฐสภาคัดสรรแล้ว ถ้าบุคคลที่เป็นกรรมการไม่มีความรอบรู้จริง ๆ หรือมีประสบการณ์น้อย นี่คือจะสร้างปัญหา ให้กับการคัดสรรสมาชิก สสร. ว่าจะต้องนำเอาบุคคลที่มีความรอบรู้อย่างไร เลยวันนี้ผมต้องฝากกับท่านประธานรัฐสภา ฝากไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการด้วยว่าเราจะต้องคัดคณะกรรมการเป็นบุคคล อย่างไร มีความรอบรู้อย่างไร หลังจากนั้นเมื่อเราได้คัดสรรตรวจสอบคุณสมบัติของ สสร. แล้วนะครับ ประธานรัฐสภาจะเรียกประชุมรัฐสภาภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับผล การตรวจสอบเพื่อลงมติคัดเลือกผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น สสร. ต่อไป นี่คือที่มาที่ไป การคัดเลือก สสร. ที่มาจากสาขาอาชีพหรือผู้เชี่ยวชาญสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่เรียนให้ทราบ ตั้งแต่เบื้องต้นนะครับ ท่านประธานครับ ด้วยความห่วงใยจริง ๆ ดังที่เรียนให้ทราบว่าห่วงใย คือการคัดเลือกคณะกรรมการ กรรมการที่ได้มาถ้าไม่เป็นบุคคลที่รอบรู้ บุคคลที่ไม่มี องค์ความรู้ หรือไม่มีประสบการณ์จริง และไปตรวจสอบ หรือคุณสมบัติผู้สมัครเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. นั้นลำบาก บอกกันตรง ๆ เลยว่าถ้าเราได้คณะกรรมการ ไม่เป็นกลางจริง ๆ แล้วก็ยิ่งลำบาก แล้วก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันต่อว่าจะได้คณะกรรมการ มีปัญหาเละตุ้มเป๊ะ ก็มีหลายท่านที่พูดยกตัวอย่างเยอะไปหมดว่ากลัวจะได้รัฐธรรมนูญถุงดำบ้าง กลัวจะมีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เรียนให้ทราบว่านี่คือความห่วงใยของสมาชิกรัฐสภาในวันนี้ ผมก็ห่วงใยในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาและเป็นคนไทยคนหนึ่งกลัวว่าจะได้คณะกรรมการ ที่ไม่เป็นกลาง กลัวจะมีปัญหา กลัวพี่น้องคนไทยทั้งชาติจะตราหน้าว่ารัฐธรรมนูญที่ออกมา มันจะไม่สวยหรู มันจะไม่มีคุณภาพเท่านั้นเองนะครับ เลยอยากจะเรียนบอกกับท่านประธานรัฐสภา ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง แล้วก็คณะกรรมาธิการด้วยนะครับ ท่านประธานครับ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งใครเป็นคณะกรรมการจำนวน ๑๕ คน เพื่อคัดเลือกคุณสมบัติมาเป็น สสร. ที่ผมเรียนให้ทราบว่าต้องเป็นกลาง ต้องเป็นกลางจริง ๆ ถ้าประธานรัฐสภาเป็นกลาง คณะกรรมการเป็นกลาง และ สสร. ที่เราได้รับเป็นกลางด้วย ผมเรียนบอกว่ารัฐธรรมนูญ ที่ได้มานี้จะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีคุณภาพจริง ๆ และผมอยากจะย้ำอีกครั้งหนึ่ง กรรมการที่ต้อง คัดเลือก สสร. ให้เป็นกลางนั้นต้องมีประสบการณ์ มากด้วยประสบการณ์ เท่านั้นยังไม่พอครับ ต้องรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีวิถีไทย สำคัญนะครับ รู้ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีวิถีไทยแล้ว ยังรู้จักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ด้วย และเข้าใจถึงเรื่องประวัติศาสตร์ ผมห่วงใยนะครับ และเท่านั้นยังไม่พอนะครับ เข้าใจถึงเผ่าพันธุ์ ชาตินี่สำคัญนะครับ แล้วเท่านั้นยังไม่พออีกนะครับ สสร. ที่เราได้รับการคัดเลือกมา ไม่ว่า๗๗ ท่าน ไม่ว่า ๒๒ ท่าน รวมแล้ว ๙๙ ท่าน จะต้อง เรียนรู้ปัญหาจุดอ่อน จุดแข็งปัญหาอุปสรรคของรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๘ ฉบับที่ผ่านมาด้วย ต้องรู้นะครับ แล้วเอาสิ่งที่ดี ๆ มาประกอบกับการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ ๑๙ ด้วย วันนี้ ต้องบอกกับท่านประธานรัฐสภาว่าคนเหล่านี้นะครับ ประธานรัฐสภาจะต้องมีประสบการณ์ มีประสบการณ์อยู่แล้วยิ่งมีประสบการณ์มากเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น คณะกรรมการที่ได้รับ การคัดเลือกจะต้องประกอบกับเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ มากด้วยประสบการณ์ที่เรียนให้ทราบตั้งแต่ เบื้องต้น สสร. ที่ได้จากทุกจังหวัด ๗๗ ท่าน จะต้องเช่นเดียวกัน และ ๒๒ ท่านทุกสาขาอาชีพ จะต้องเก่งเช่นเดียวกัน เลยวันนี้ต้องเรียนบอกกับท่านประธานรัฐสภาว่าความในมาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ที่ผมขอสงวนคำแปรญัตติว่าผมเป็นห่วงจริง ๆ เป็นห่วงมากครับ เป็นห่วงดังที่เรียนให้ทราบ ตั้งแต่เบื้องต้นนะครับ ท่านประธานครับ ผมเชื่อมั่นว่าถ้าเราได้บุคคลที่เก่ง ดี มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ ที่เรียนให้ทราบแล้ว คนทั้งชาติจะยอมรับรัฐธรรมนูญของเราแน่นอน แต่ถ้าเราไม่ได้คนที่มี คุณภาพเราจะได้รัฐธรรมนูญไม่มีคุณภาพ วันนี้ต้องเรียนบอกกับท่านประธานรัฐสภาผ่านไป ยังท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า เราจะทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญที่ได้ ฉบับที่ ๑๙ นี้ ให้พี่น้องคนไทยอยู่ดี กินดี มีสุข ก็เหมือนกับผมเคยเรียนให้ทราบตั้งแต่เบื้องต้นว่ารัฐธรรมนูญกินได้ แต่ถ้าเราได้รัฐธรรมนูญ ที่ไม่ดี พี่น้องอยู่ไม่ดี ไม่มีความสุข มีความแตกแยก มีการทะเลาะ มีโจรมากในบ้านในเมือง แน่นอนที่สุดเราได้รัฐธรรมนูญที่ไม่มีคุณภาพและรัฐธรรมนูญนี้กินไม่ได้ แล้วก็อยากจะเรียน บอกว่าเมื่อรัฐธรรมนูญกินไม่ได้แล้วที่เรียนให้ทราบ ที่ท่านสมาชิกได้พูดว่าผลไม้บ้านผมราคา ก็ตกต่ำขายไม่ได้ ข้าวของก็ขายไม่ได้ ผลผลิตการเกษตรก็ตกต่ำขายไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเรา ร่างไปแล้วไม่มีคุณภาพ น้ำมัน ข้าวของแพง นี่คืออยากจะเรียนสมมุติให้ฟัง ให้ทุกคนได้รู้ว่า ถ้าเราได้บุคคลที่ไม่มีคุณภาพมาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญจะออกไปลักษณะอย่างนี้จริง ๆ ไม่มีคุณภาพจริง ๆ เลยเรียนให้ทราบนะครับ พี่น้องชาวจังหวัดจันทบุรีได้บอกผมตลอดเวลาว่า ยุคลต้องไปพูดในสภาว่าต้องเอาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ที่มีคุณภาพ ราคาผลไม้ จะได้ราคาดีขึ้นนะครับ เลยอยากจะเรียนให้ทราบอย่างนี้จริง ๆ นะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ และหลังจากนั้นผมอยากจะเห็นรัฐธรรมนูญให้มีการระบุนะครับ ระบุในตัว รัฐธรรมนูญเลย มีสมาชิกที่ผมนั่งฟังมา ๗-๘ วันที่ผ่านมาหลายท่านเลยนะครับ ได้พูดแนวคิดว่า รัฐธรรมนูญนั้นน่าจะเขียนระบุว่าปลอดการปฏิวัติรัฐประหาร เขียนได้ไหมครับ ถ้าเขียนได้ หลายท่านบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ดี การปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมา เห็นไหมครับท่านประธานรัฐสภา มันไม่สะเด็ดน้ำ มันไม่ดี มันมีปัญหาเศรษฐกิจแย่ อยากจะเรียน ผมในฐานะคนหนึ่งที่โดน ปฏิวัติรัฐประหารมาตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เพื่อนของผมเสียหายไปหมด ตกงาน อย่าร้าง ครอบครัวแตกกระจุยกระจายไปหมด ไม่มีใครเหลียวมอง ไม่มีใครเหลียวแล ทั้ง ๆ ที่ มีผลกระทบทางด้านการเมืองที่โดนปฏิวัติรัฐประหาร ผมเลยเปรียบเทียบให้ฟังว่านี่คือปัญหาครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านยุคลครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ พูดอยู่หลายครั้งว่าไม่อยากประท้วง ให้เสียบรรยากาศ ตอนแรกก็ฟังดูว่าชื่นชมท่านผู้อภิปราย แต่ครั้งหลัง ๆ ไปถึงจังหวัดจันทบุรี แล้วครับ ไปถึงราคาพืชผลทางการเกษตรแล้วครับ ท่านประธานอยู่นี่ แก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่นี่ ท่านเห็นอย่างไรก็ว่ากันตามอย่างนั้น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ แล้วก็ประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ให้อยู่ ในประเด็น ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านยุคล ช่วยอยู่ในกรอบใกล้จบแล้วก็อย่างไรช่วยสรุป

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ใกล้จบ แล้วครับ จะสรุปแล้วครับ ผมอยู่ในประเด็นครับท่านประธาน ผมบอกว่าจังหวัดจันทบุรี ถ้าได้รัฐธรรมนูญไม่ดีเท่านั้นเองครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่าน ท่านอย่าออกไปไกลนักก็แล้วกันครับ เชิญครับผมฟังอยู่ครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน ถ้าได้รัฐธรรมนูญไม่ดี ผลไม้ก็ราคาตกต่ำนะครับ ถ้าได้ รัฐธรรมนูญดี พี่น้องชาวสวนผมจะได้มีความสุขด้วยแค่นี้เองครับ ก็อยากจะเรียนบอกกับท่าน ที่อยู่จังหวัดสุรินทร์จริง ๆ ว่าเราต้องการมาช่วยกันคิด ช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญ แล้ว สสร. ที่ได้มา แต่ละจังหวัด ต้องหาคนดี คนเก่ง มีความรู้ มีความสามารถรอบรู้และสำคัญที่สุดต้องรู้เหล่าพันธุ์ ต้องเป็นคนดี หลาย ๆ ท่านบอกว่าไม่เป็นโรคประสาทก็ใช่ เพราะอยู่ในสิ่งต้องห้ามนะครับ ก็อยากจะเรียนบอกกับท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง รัฐธรรมนูญว่าเราต้องค้นหาคนเหล่านี้ มีประสบการณ์เหล่านี้ให้มาให้ได้ เท่านั้นยังไม่พอครับ ๗๗ คน ต้องเป็นคนดี คนเก่ง ๒๒ คน ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ มีประสบการณ์จริง ๆ ๑๘ ฉบับ ที่ผ่านมาที่ฉีกไป เอาจุดแข็งตรงนั้นเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญด้วยครับ

สุดท้ายจริง ๆ พี่น้องประชาชนไม่อยากจะเห็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาหรือกินไม่ได้ และพี่น้องไม่อยากจะเห็นประเทศเรามีการประวัติรัฐประหารบ่อยครั้งมันน่าเบื่อนะครับ คนทั้งชาติบอกว่าเขาอยากจะได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ทั้ง ๙๙ คนนี้ มีประวัติที่ดี ไม่ด่างพร้อย สำคัญที่สุดต้องปลอดการเมือง และสำคัญมากกว่านั้นรู้วิถี ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยจริง ๆ รู้ภูมิปัญญาไทยจริง ๆ สำคัญมากกว่านั้นรู้รัก สามัคคี และรู้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเราจะคัดค้านทุกรูปแบบ เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติม หรือรัฐธรรมนูญที่ไปแตะหมวดพระมหากษัตริย์ทุกรูปแบบครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านธนิตพล ไชยนันทน์

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรานี้ด้วยนะครับ ในเหตุผล ที่ผมได้แปรญัตติไว้นี้ ขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายตั้งแต่ต้นก่อนนะครับว่าการขอแก้ไข รัฐธรรมนูญที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอมานี้นะครับ พวกผมที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่เห็นด้วยเลยครับว่าช่วงเวลานี้มันเป็นช่วงเวลาที่พวกเราจะต้องมานั่งคุยกันเรื่องของ รัฐธรรมนูญ แล้วผมเองก็ยังเชื่อครับว่าหากทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก จะใจเย็นสักหน่อย เหตุการณ์การอภิปราย ๘ วัน ๘ คืนที่เกิดขึ้นในวันนี้มันจะไม่เกิดครับ และในทางตรงกันข้าม ก็คือว่าจริงไหมครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะร่างกันอยู่นี้ครับ ที่พวกเราขอแก้ไขเพื่อจะ หาตัว สสร. มาร่างนี้ครับ วัตถุประสงค์หนึ่งก็เพื่อที่ว่าเราต้องการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญ ไร้มลทินจริง ๆ และที่สำคัญก็คือการสร้างความปรองดองให้กับคนในชาติ ต่อไปนี้จะได้ไม่มี คนกังขาว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ นี่คือวัตถุประสงค์ของพวกเรา ทุกคนนะครับ พวกผมจึงได้ร่วมพิจารณาในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ด้วย แต่ว่า สิ่งที่พวกผมไม่เห็นด้วยก็คือว่าท่านประธานคงจำได้ว่าการประชุมรัฐสภาครั้งหนึ่งเมื่อไม่ กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา เราพูดถึงเรื่องของการปรองดองกัน ในวันนั้นครับ เพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์พูดถึง เรื่องของราคาพืชผลการเกษตรที่ถูก เรื่องของของแพง เรื่องของน้ำมัน แล้วก็มีเพื่อนสมาชิก ออกมาบอกว่ารัฐบาลไม่ต้องห่วง รัฐบาลนี้เก่งครับ สามารถทำปัญหาต่าง ๆ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้หลายเรื่อง รวมถึงเรื่องการปรองดองและแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ผมยังจำคำนั้นได้ครับ ปัญหาก็คือว่าวันนี้การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากปัญหาของประเทศของพี่น้องประชาชน ในเรื่องปากท้องยังไม่สำเร็จ การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเร่งรีบ ลุกลี้ลุกลนอีก มันก็เลยทำให้ พวกผมรู้สึกว่าการที่พวกเราพรรคประชาธิปัตย์ส่งคณะกรรมาธิการเข้าไปเพื่อจะพิจารณา รัฐธรรมนูญในชั้นคณะกรรมาธิการนี้ พวกผมเห็นว่าพวกเราไม่ได้รับความเป็นธรรม และพวกผม เห็นว่าเป็นการรวบรัดตัดตอนจนเกินไป ถ้ามันเป็นปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์พวกผมไม่ว่า เลยครับ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้มันเป็นปัญหาของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศด้วย ผมย้อนกลับมาเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผมบอกว่าเพื่อต้องการ ที่จะสร้างความปรองดองให้กับคนในชาติ ซึ่งหลังจากรัฐธรรมนูญเดี๋ยวเรื่องปรองดองก็เข้าต่อครับ นี่คือวัตถุประสงค์นะครับ ผมถามคำครับ ในเมื่อต้องการสร้างความปรองดองในชาติ ควรไหมครับ ไม่ใช่การรับฟังฝ่ายค้านอย่างเดียวแล้วก็บอกว่าเสียงข้างมากว่าอย่างไร ทุกอย่างต้องเป็นอย่างเสียงข้างมากว่า ถ้านั่นเป็นเรื่องที่พออะลุ่มอล่วยกันได้ครับ พวกผมยินดีครับ ที่จะบอกว่าเสียงข้างมากว่าอย่างไร พวกผมขอฟังเสียงข้างมากว่ากัน แต่ว่านี่คือรัฐธรรมนูญที่พวกเราต้องใช้ร่วมกัน นี่คือสิ่งที่จะเป็นการสร้างความปรองดอง ให้กับพี่น้องในประเทศไทยครับ มันจะมาเอาเสียงข้างมากว่าไม่ได้ครับ แต่จะต้องฟังทุก ๆ คน ฟังทุก ๆ เสียง และหาจุดร่วมที่ร่วมกันให้ได้ เพื่อจะแก้ไขปัญหาความปรองดอง เพราะถ้าไม่ใช่ อย่างนั้นการแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน แต่ก็จะเป็นอย่างที่ข่าวเขาบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เพื่อให้คุณทักษิณกลับเข้า ประเทศไทยได้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับท่าน กล่าวนำ ผมก็พอยอมได้นะครับ แต่ว่าถ้าเผื่อท่านอภิปรายยาวขนาดนี้แล้วไม่เข้าประเด็น ผมคิดว่า ไม่สมควรนะครับท่าน เชิญนะครับ ขอให้เข้าสู่ประเด็นที่ท่านสงวนคำแปรญัตติไว้ครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

พอดีมีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ แล้วก็ประท้วงผู้อภิปรายในข้อ ๔๓ และข้อ ๙๙ ท่านประธานครับ ในข้อ ๕ ท่านประธาน ต้องควบคุมการอภิปรายของผู้อภิปรายให้อยู่ในประเด็น ข้อ ๔๓ ผู้อภิปรายไม่ได้อยู่ ในประเด็น พูดวกวน ซ้ำซากกับผู้อื่นครับ ไม่ได้อยู่ในประเด็น เช่น พ.ร.บ. ปรองดอง แล้วก็กำลังจะให้ร้ายผู้อื่นซึ่งไม่ได้อยู่ในที่ประชุม ข้อ ๙๙ ท่านประธานครับ การอภิปราย แก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการ ต้องอภิปรายในข้อที่เสนอแก้ไขเท่านั้นนะครับ ท่านประธาน ได้โปรดวินิจฉัยด้วยนะครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เมื่อกี้ผมบังเอิญวินิจฉัย ก่อนท่านประท้วงไปแล้ว ขอให้ท่านธนิตพลอยู่ในคำวินิจฉัยที่ผมวินิจฉัยสักครู่นะครับ ทีนี้ ท่านประท้วงต่อหรือครับ เชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ตามข้อบังคับครับ ต้องนั่งก่อนแล้วลุกขึ้นยกมือ ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านผู้ที่ประท้วงผมครับ ท่านกล่าวหาผมว่าผมพูดไม่อยู่ในประเด็น ท่านช่วยบอกได้ไหมครับว่าผมกำลังอภิปรายที่ผม แปรญัตติไว้หน้าไหนครับ ผมแปรญัตติไว้หน้าไหน ตรงไหน ท่านช่วยบอกได้ไหมครับ แล้วประเด็นที่ผมแปรญัตติไว้คืออะไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญต่อเถอะครับ ท่านธนิตพล

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

นี่ครับ ท่านประธานครับ คือถ้าท่านประธานปล่อยให้คนประท้วง ประท้วงผู้อภิปรายผมก็เสียสมาธิครับ แล้วพอถึงเวลาประท้วงแบบไม่รู้ครับว่าผู้อภิปรายเขาแปรญัตติเรื่องอะไร แปรญัตติอยู่หน้าไหน พอถึงเวลาพอพวกผมเสียสมาธิกัน พวกผมก็ต้องนั่งไล่กันใหม่ตั้งแต่ต้น ขอความกรุณา ท่านประธานนะครับว่าเวลาที่มีผู้ประท้วงขอให้ช่วยดูด้วยครับว่าผู้อภิปรายนี่ อภิปรายอยู่ใน ประเด็นไหนครับ ผมอภิปรายต่อเลยนะครับท่านประธาน ขอความกรุณาครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับขอบคุณ เชิญต่อครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

ผมเรียนว่า ท่านประธานครับ ที่พูดเมื่อสักครู่นี้ไม่ได้กล่าวอ้างเพื่อที่จะว่าใครเลยครับ แต่เหตุผล ก็เพราะว่าผมต้องการให้ทางคณะกรรมาธิการซึ่งพวกเราในรัฐสภามอบหมายให้ไปทำงาน ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ ตั้งแต่เริ่ม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการเริ่มพิจารณากัน ผมเรียนท่านประธานว่ามีคนต่อว่า ทางคณะกรรมาธิการ มีคนต่อว่าทางพรรคฝ่ายรัฐบาล มีคนต่อว่าพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ สิ่งที่ผมต้องการก็คือว่าทำอย่างไรหากจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้ทุกฝ่ายได้มีจุดร่วมร่วมกัน ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ผมเห็นด้วยครับ ผมเข้าประเด็นตรงที่ว่า รัฐธรรมนูญที่ผมได้ขอแก้ไขไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ ในส่วนที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่ามีอยู่ ๒ ส่วนด้วยกันที่ผมขอแก้ไข คือส่วนของ วันเวลาที่ทางคณะกรรมาธิการได้กำหนดไว้ว่าจะต้องคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วัน ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานประเด็นนี้ก่อนนะครับ การขอแก้ไข รัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วันนั้น ได้ถูกกล่าวอ้างตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ซึ่งมาตรานี้ ได้เขียนไว้ครับว่าให้สภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไป (๑) ผมข้ามนะครับ ผมไปถึง (๒) ก็คือ สมาชิกซึ่งมาจาก การคัดเลือกโดยตรง โดยที่ประชุมรัฐสภา จำนวนยี่สิบสองคน ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เรามีสมาชิก สสร. ทั้งหมดจากการเลือกตั้ง ๗๗ คน จากการคัดเลือกอีก ๒๒ คน ปัญหาก็คือว่า แล้ววัตถุประสงค์ของคน ๒๒ คนที่เราจะเลือกเข้ามานี่ครับ ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการ รวมถึงคณะกรรมาธิการคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ๒๒ คนของคณะกรรมาธิการนี้เป็น ๒๒ คน ที่จะเป็นหัวเรือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะได้กำหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ว่าผู้ที่คัดเลือกนี้จะต้องเป็น (ก) ครับ ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านกฎหมายมหาชน อันนี้ผมเห็นด้วยครับ เพราะถ้าเราเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาจากแต่ละจังหวัดและในแต่ละจังหวัดนั้นหากเราไม่ได้คนที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับ กฎหมายมหาชน เวลาที่พิจารณากันนี้ครับ เราอาจจะหลงลืมในประเด็นข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนได้ ดังนั้นกลุ่มคนกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญ อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ (ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชารัฐศาสตร์ เวลาจะร่างรัฐธรรมนูญนี้ครับ มีนักกฎหมาย มีผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับนักรัฐศาสตร์ เห็นด้วยครับ และสุดท้ายครับ ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน ผมได้แปรญัตติไว้ในมาตราก่อนนี้ครับ ในส่วนนี้มีส่วนที่ผมเห็น ไม่ตรงกันอย่างหนึ่งก็คือว่าคนที่จะมาเป็นหัวเรือเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญควรจะมีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน คนต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ส่วนหนึ่งมีข้าราชการด้วยครับ มีศาลด้วยครับ ถ้าเราสามารถที่จะเอาคนกลุ่มนี้เข้ามาได้ ผมคิดว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เราจะได้กลุ่มหัวเรือที่มีความรู้ความสามารถจริง ๆ ทีนี้การคัดสรรนี้ครับ ผมเรียนว่าช่วงเวลาที่ทางคณะกรรมาธิการได้กำหนด ๗๕ วัน ผมอ่านดู รายละเอียดในช่วงที่ ๑ ให้องค์กรต่าง ๆ ให้สถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชน ในแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลาทั้งหมดในการที่คัดเลือกกลุ่มบุคคลต่าง ๆ เหล่านี้ ๑๕ วันส่งให้ ประธานรัฐสภา หลังจากนั้นครับ ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน ๑๕ คนครับ แล้วก็คัดเลือกสรุปกันจนกระทั่งเสร็จสรรพ ใช้เวลาอีก ๒๐ วัน ๗๕ วันลบออก ๑๕ วัน ลบออก ๒๐ วันเหลือ ๔๐ วัน ใช้เวลาอีก ๔๐ วันในการตรวจสอบและลงมติ ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ ในส่วนที่ ๓-๔ ก็คือกระบวนการตรวจสอบของสมาชิกรัฐสภากับกระบวนการ การลงมติ ผมไม่ติดใจล่ะครับ เวลา ๓๐ วันผมรับได้ครับ แต่กระบวนการที่ ๑ กับกระบวนการ ที่ ๒ นี้ครับ ประเด็นนี้ผมไม่เห็นด้วยแน่นอนตัดกระบวนการที่ ๒ ออก เพราะผมไม่เห็นด้วย กับการที่จะให้ประธานรัฐสภาเป็นคนดูในเรื่องของการแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน ๑๕ คน อยู่แล้ว ผมจึงตัดในส่วนนี้ออก แต่ว่าในส่วนของการที่จะให้ทางสถาบันอุดมศึกษารวมไปถึง องค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน มาเป็นผู้คัดสรร แล้วให้เวลาเขาเพียง ๑๕ วัน ท่านประธานครับ ผมฟังดูแล้วผมมีความรู้สึกว่าการกำหนด เงื่อนเวลาตรงนี้มันรวดเร็วรวบรัดจนเกินไป ผมสมมุติให้ท่านประธานฟังครับ ผมสมมุติว่า หากผมเป็นผู้มีบารมีคนหนึ่งมีเงินทองมากมายมหาศาล สามารถกำหนดชี้เป็นชี้ตายหน่วยงาน ต่าง ๆ ได้ มีบริวารเยอะแยะมากมาย ผมแอบเอาคนไปซุกไว้ในองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ที่เขาจะเลือกไว้ก่อน แล้วเสร็จแล้วผมก็ให้เวลาในการคัดสรรน้อยครับ แอบไปบอกพรรคพวก กันไว้ก่อนว่าเอาอย่างนี้ ๆ นะ แล้วเสร็จปุ๊บพอถึงเวลา ๑๕ วันติดนั่นบ้างตัดนี่บ้าง ประชุมได้ครั้ง ๒ ครั้งครับ เสร็จแล้วเสนอชื่อเลย พอเสนอชื่อเสร็จแล้วกลับกลายเป็นว่าเรามีเวลาเพียงแค่ ๑๕ วันในการที่จะเฟ้นหาตัวบุคคล ที่ดีที่สุดนะครับ ไม่พอครับ ผมจึงต้องขอความกรุณาทางท่านประธานคณะกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการทุกท่านครับ เปิดช่องให้กับองค์กรต่าง ๆ เขาได้คัดสรรเถอะครับ ให้เวลาเขามากกว่านี้ ผมจึงได้แปรญัตติตรงนี้ไว้นี่จาก ๗๕ วัน ผมแปรญัตติไว้ ๑๒๐ วัน ของในส่วนนี้ครับ ผมกราบเรียนท่านประธานต่อครับ ประเด็นต่อมาก็คือว่าในส่วนที่ผมได้ขอ แปรญัตติออกเพิ่มเติมอีกเป็นวรรคสองครับ หลังจากที่ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษาองค์กร ภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ในแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติที่จะเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกิน ๒ คน โดยจัดทำบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภท พร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภากำหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายใน กำหนดเวลา ๑๕ วันนับแต่วันพ้นวันรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ผมตัดข้อความต่อไปครับ องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามประธานรัฐสภากำหนด ท่านประธานครับ ท่านประธานลองนึกดูครับ เมื่อสักครู่ผมสมมุติตัวว่าถ้าผมมีบารมี มีบริวารที่สามารถทำได้ แล้วการเขียนรัฐธรรมนูญ โดยให้ประธานรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์ กำหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชน ถ้าท่านประธานเป็นพวกผมนะครับ ท่านประธานจะไม่สงสัยบ้างหรือครับว่า การขอตั้ง สสร. ในครั้งนี้มันคล้าย ๆ กับว่าเป็นการทำที่ไม่โปร่งใส ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ ท่านประธานคงทราบดีนะครับ ตามบทบัญญัตินะครับ ท่านประธานรัฐสภา ท่านเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติของพวกเรา แต่ที่มาของท่านละครับ ท่านไม่เหมือนกับ ท่านประธานวุฒิสภานะครับ ที่มาของประธานรัฐสภาคือเป็นนักการเมืองสังกัดพรรค การเมืองครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานลองนึกดูครับว่าท่านประธานสภาก่อนที่จะ ได้เป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องผ่านการเลือกตั้งจากเสียงข้างมาก ของสภาผู้แทนราษฎร ย้อนกลับไปดูสิครับว่าท่านประธานรัฐสภานี่ ท่านเป็น ส.ส. อยู่จังหวัดไหน พรรคไหน วันนี้ถ้าท่านเป็น ส.ส. อยู่พรรครัฐบาลมีเสียง ๓๐๐ เสียง แล้วท่านบอกว่าเราจะเอา ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลตัวแทนของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลก็คือตัวแทนเสียงข้างมากเอามากำหนดองค์กร ภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน อย่างนี้ครับที่เขาเรียกกันว่าล็อกสเปกครับ และพวกผม ทำใจไม่ได้ครับ เพราะว่าตั้งต้นเลยทีเดียวที่ท่านประธานตักเตือนผมบอกว่าอย่านอกประเด็น อย่าเกริ่นนานนะครับ เหตุผลก็คือว่าผมพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลเสนอมาตั้งแต่ต้น วัตถุประสงค์มาจากไหนครับ มาจากการขอแก้ไขเพราะต้องการสร้างความปรองดอง ด่ารัฐธรรมนูญเก่าว่าเป็นฉบับเผด็จการ ด่าว่าเป็นผลไม้เน่า แต่วันนี้กำลังที่จะฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับเผด็จการอยู่ แต่ก็จะเอารัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการรัฐสภามาใช้แทน พวกผมยอมได้ อย่างไรครับ และตัวท่านประธานเองในฐานะประธานวุฒิสภาท่านยอมได้อย่างไรครับ ที่จะปล่อย ให้มีการเกิดเผด็จการรัฐสภาโดยเริ่มจากการที่จะร่างรัฐธรรมนูญโดยใช้เสียงข้างมากของ สภาผู้แทนราษฎรผมไม่เห็นด้วยเลย และสมมุตินะครับท่านประธาน ผมสมมุติว่าเหตุการณ์ ที่พวกผมสงสัยว่าเกิดมีการสั่งขึ้นมาบอกว่าให้ไปซุกคนไว้ตามองค์กรต่าง ๆ อย่างนี้ครับ พอซุกคนไว้ในองค์กรต่าง ๆ เสร็จแล้ว

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับมีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่อยากประท้วงเลย ด้วยความเคารพท่านประธานครับ เพราะว่า ผู้อภิปรายได้พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกซ้ำซากแล้วออกนอกประเด็นทั้งหมด วกวนตามข้อ ๔๓ ครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าวันนี้เรามาถึงวาระสองครับ ไม่ได้บอกว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไรครับ เพื่อคนคนเดียวพูดหลายรอบแล้วครับท่านประธาน เรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ท่านประธานครับ วันนี้เราแก้รัฐธรรมนูญด้วยอำนาจประชาชนครับ ตอนยึดอำนาจไม่มีใครสักคนหนึ่งปากดี ออกมาพูดอย่างนี้เลยครับ ท่านประธานครับ เวลารถถังออกฉีกรัฐธรรมนูญเห็นเงียบหมดครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ คือผมก็ฟังอยู่ ท่านผู้อภิปรายก็อยู่ในประเด็นแต่ว่ากรุณาหลีกเลี่ยงซ้ำซาก กรุณาหลีกเลี่ยงอย่าไปให้ผู้อื่น เสียหายนะครับ เชิญต่อครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตถามครับ เพราะว่าอย่างนี้ผมเสียหาย ผมทำงานสภามา ๑๐ ปี เป็นผู้แทนราษฎร มา ๔ สมัย เวลาผมอภิปรายผมอยากรู้ ถ้าท่านประธานบอกว่าผมซ้ำซากประเด็นไหนครับ แล้วที่เพื่อน ส.ส. ที่บอกผมว่าผมพูดเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญเรื่องของคนข้างนอก อะไรต่าง ๆ ผมไม่ได้พูดเลยครับ ชวเลขเอารายละเอียดมาดูได้ไหมครับ อย่างนี้ผมก็เสียหาย สิครับ เพราะว่าคือแค่ผมพูดยาวนิดเดียวนะครับท่านประธาน เพราะผมต้องการชี้ให้เห็นว่า มันมีปัญหาอย่างไร แล้วเพื่อน ส.ส. ประท้วงผมแล้วก็บอกว่าผมพูดซ้ำซากวกเวียน เรียนท่านประธานช่วยบอกด้วยครับประเด็นไหน ผมเขียนของผมอยู่นี่ครับ แล้วผมยืนยันว่า รายละเอียดของผมไม่ซ้ำประเด็นครับ แล้วถ้าซ้ำช่วยบอกด้วยซ้ำกับใครครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านต่อเถอะครับ จะได้ ไม่เสียเวลาครับ ขอบคุณครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ไม่เสียเวลาครับ ท่านประธาน ผมเสียสมาธิครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญเถอะครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

พอพูดผิดก็เด้ง ขึ้นมา พูดผิดก็เด้งขึ้นมา นี่ครับเด้งขึ้นมาอีกคนหนึ่งแล้วครับ ประท้วงกันให้เสร็จเลย ท่านประธานครับ

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านขจิตรเชิญครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

บุคคลไม่ใช่เป็น ประธานอย่ามาสั่ง ไม่ได้กระเด้ง ฟังมานานแล้ว ท่านประธานครับ กระผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประชุมภายใต้ รัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้ ขอประท้วงผู้กำลังอภิปรายอยู่ในข้อ ๔๓ ใส่ร้ายประธานรัฐสภา การตรากฎหมายมาตรานี้ให้อำนาจประธานรัฐสภา เราไม่ได้พูดเรื่องตัวบุคคล การอภิปราย มาหลายตอน ผมฟังมา ใช้คำว่า ไม่เชื่อใจ ไม่ให้เครดิต แล้วกำลังพูดถึงว่าเผื่อประธานรัฐสภา เอาอะไรไปซ่อนอยู่ นี่การใส่ร้ายแน่นอน ต้องถอนคำพูดเหล่านี้

ประเด็นที่ ๒ พูดไม่ตรงกับความจริง ไม่ตรงกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ กำลังอภิปรายว่าถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยเสียงข้างมากจะไม่ถูกต้อง อธิบายมาสิ รัฐธรรมนูญมาตราไหนบอกว่าแก้รัฐธรรมนูญด้วยเสียงข้างน้อย อธิบายมาสิ ที่อภิปรายกัน หลาย ๆ คนวันนี้ ใช้รัฐธรรมนูญฉบับไหน ที่เขาไม่ใช้เสียงข้างมากตัดสิน อธิบายมา ถ้าอธิบายไม่ได้ถอนคำพูดแล้วหยุดอภิปรายได้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ตกลงท่านขจิตรจะประท้วง

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ประท้วง ๑. ใส่ร้าย ประธานรัฐสภาที่เขียนตามนี้ ตั้งสมมุติฐาน จินตนาการแล้วใส่ร้าย เสียหายมาก ประชาชน ฟังอยู่ทั่วประเทศ กล่าวหาว่าคนจะเป็นประธานรัฐสภาต้องเอาคนไปซุกนี่อย่างไร กำลังพูดอยู่ ท่านประธานได้ยินไหมครับ ใส่ร้ายแน่นอน

อันที่ ๒ อภิปรายไม่ตรงกับความจริง ประชาชนจะเข้าใจผิด บอกอย่างไรครับ เมื่อกี้บอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เราเอาเสียงข้างมากมาตัดสิน รัฐธรรมนูญมาตราไหน ที่บอกไม่ให้ใช้เสียงข้างมากในการตัดสินปัญหา อธิบายมา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ ผมยังฟังว่า ผู้อภิปรายยังอภิปรายอยู่ในประเด็นนะครับ แล้วก็ท่านแสดงเหตุผลว่าด้วยเหตุใดท่านถึงได้ แปรญัตติอย่างนี้ไว้นะครับ ก็ยังอยู่ในประเด็นครับ เพียงแต่ผมขอร้องให้ผู้อภิปรายได้กรุณา รวบรัดนะครับ ให้กระชับหน่อย

(นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ข้างหลังท่านมีอะไรครับ เชิญครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ นะครับ ท่านจะต้องควบคุมบุคคลที่คิด สักแต่จะลุกขึ้นมาอภิปราย มาประท้วงแต่ว่ามีการอภิปรายขึ้นมา ท่านจะถามว่าเหตุผล เพราะอะไรเท่านั้น การกระทำอย่างนี้เป็นการกระทำ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณครับ คือผมก็ให้ โอกาสชี้แจงนิดหนึ่งเพราะว่าท่านประท้วงนะครับ เชิญท่านธนิตพลต่อเถอะครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธาน อภิปรายต่อนะครับ แต่ว่าต้องขออนุญาต ตอบคำถามเพื่อนสมาชิกนิดเดียวครับ เพราะเขาบอกว่าให้ตอบมา

ประการแรกครับ ท่านประธานครับ ผมพูดตั้งแต่ต้นครับ ผมว่าท่านเข้าใจ ภาษา ผมนี่อาจจะเข้าใจไม่มากครับ เพราะว่าผมบอกว่าการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ หมายความว่าไม่ใช่จะเอาแต่เสียงข้างมาก แต่ผมบอกว่าพวกเรา ทั้งฝ่ายค้าน ทั้งฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว. พวกเราควรจะหาจุดร่วมที่ร่วมกัน ผมไม่ได้บอกเลยครับว่าให้ฟังเสียงข้างน้อย อันนี้ประเด็นหนึ่งนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ คือได้อธิบายแล้ว ผมว่าทุกคนเข้าใจแล้วนะครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ทุกคนเข้าใจ แต่ผมกลัวท่านไม่เข้าใจ เพราะผมพูดไป ๒-๓ รอบ ท่านไม่ค่อยเข้าใจครับท่าน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรแล้วครับท่าน ท่านพยายามคิดว่ามีผู้เข้าใจแล้วกันนะครับ เชิญท่านต่อเถอะครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ประเด็นที่ ๒ ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ เชิญเถอะครับ ท่านขจิตร เชิญครับ ประท้วงหรือครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ไม่ใช่ครับ ใช้สิทธิ พาดพิงครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

พาดพิง ท่านเสียหาย ตรงไหนว่ามา

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๔ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อกี้ มีการตอบคำถามผมทำนองว่าผมฟังไม่เข้าใจที่ท่านพูด ผมเข้าใจครับ ท่านกำลังกล่าวหา ประธานรัฐสภา ท่านกำลังพูดว่าการใช้เสียงข้างมากอย่างนี้ลากไปบ้าง ไม่ถูกบ้าง แล้วผม ก็ถามคุณไปอย่างไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผมนี้ฟังท่าน เข้าใจ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วล่ะครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

แต่ผมไม่เข้าใจ อย่างเดียวว่าทำไมพูดกันซ้ำซากถ้าไม่ตรงใจเตะถ่วงหน่วงเหนี่ยว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ทุกอย่างก็เป็นไปตาม ข้อบังคับล่ะครับ เชิญต่อเถอะครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ผมขอความกรุณาท่านประธานได้ช่วยให้ทางเพื่อนสมาชิกท่านถอนคำพูดนิดหนึ่งครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไร ผมว่าพอดีกันครับ เชิญต่อเถอะครับ ขอความกรุณานะครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมยังไม่ได้ว่า อะไรท่านเลยนะครับ ๑. ก็คือผมยังไม่ได้ต่อว่าท่าน ๒. ก็คือท่านกล่าวหาพวกเราที่เป็น พรรคประชาธิปัตย์ว่าเตะถ่วง ผมเรียนท่านประธานครับ ถ้าประธานคณะกรรมาธิการ ท่านยอมที่จะพูดคุยกัน ๔ ฝ่าย ทางฝ่ายรัฐบาลยอมพูดคุย ๔ ฝ่าย เรื่องอย่างนี้มันจบไปนานแล้ว แต่ทีนี้พอไม่ยอมพวกผมก็ต้องอภิปรายครับ เอาจนกระทั่งยอมครับ แล้วมาบอกพวกเตะถ่วง ผมเสียหายครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ท่าน ผมได้อนุญาต ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายได้พูดแล้วนะครับ ได้ระบายแล้ว ผมเชื่อว่าผู้ฟังเข้าใจนะครับ เชิญท่านต่อเถอะ จะได้เดินได้นะครับ เชิญเถอะครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธาน ผมยอมให้ครั้งเดียวนะครับที่มากล่าวหาฝ่ายค้านว่าเตะถ่วงนี้ครับ เพราะว่าผมอภิปรายอยู่นี้ ยังยืนยันว่าอยู่ในประเด็น แล้วผมก็ไม่ได้บอกว่าท่านประธานรัฐสภาท่านไปซุกใครไว้ตรงไหน ผมยังไม่ได้พูดครับ ถ้าผมพูดสิครับจะยุ่ง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ประเด็นนี้ผมแก้ตัวให้ท่านแล้ว ไม่ได้แก้ตัวนะครับ ผมได้อธิบายให้ฟังแล้วว่าผมเข้าใจว่าท่านกำลังได้ชี้แจงเหตุผลนะครับว่า ทำไมท่านถึงแปรญัตติ สงวนคำแปรไว้ ผมได้ชี้แจงแล้วนะครับ ที่ประชุมได้ยินเหมือนกันนะครับ เชิญต่อเถอะครับท่าน

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมต่ออย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ผมบอกว่าหากมีใครที่มีพรรคพวก มีบารมีเยอะ ๆ เขาไปซุกคน ของเขาไว้ตามองค์กรต่าง ๆ ท่านประธานครับ วันนี้สิ่งที่พวกเรากลัวคือเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญในอนาคตมันจะเป็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง แต่จริงไม่จริงผมไม่รู้ครับ แต่ปัญหาคือว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการ เองก็ดี พวกเราในสภาแห่งนี้ก็ดีต้องช่วยกันทำให้มันโปร่งใสโดยการที่ปิดช่องโหว่ต่าง ๆ อย่างเช่น ผมบอกว่าประธานรัฐสภานี้ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับการเลือกตั้ง จาก ส.ส. พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นเสียงข้างมากในสภาครับ วันนี้ถึงท่านจะออกมาบอกว่า ท่านไม่เข้าประชุมพรรค แต่ผมก็ยังยืนยันครับว่าความเป็นลูกพรรคการเมืองมันส่งผลให้เกิด ช่องว่างในการที่จะมานั่งกำหนดองค์กรต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันเป็น ช่องว่างที่ทำให้คนอื่นเขาสามารถตำหนิได้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านก็แก้เสียสิครับ ผมก็บอกเพียงเท่านั้นครับ ผมไม่ได้บอกเลยครับว่าท่านประธานท่านจะไปโกงอะไรตรงไหน ทำอะไรตรงไหน ผมบอกเพียงว่าหากเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ผมเรียนว่าทำไมต้องเป็นประธาน รัฐสภา ในเมื่อประธานรัฐสภาคือสมาชิกพรรคการเมือง แล้วสมมุติว่ามันมีใบสั่งมาบอกว่าให้เอา คนนั้นเอาคนนี้เกิดเป็นเจ้าของพรรคการเมือง เกิดเป็นกลุ่มก๊วนของคนในพรรคการเมือง แล้วเกิดมีบทบาทที่จะสามารถควบคุมหรือมีอำนาจในการช่วยท่านประธานรัฐสภา

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคารพท่านประธานแล้วก็เคารพสมาชิกผู้กำลังอภิปราย แต่ว่า ไม่ได้อยู่ในประเด็นในข้อ ๔๓ ครับชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ส.ส. ต้องสังกัดพรรคครับ ท่านประธาน ถ้าไม่สังกัดพรรครัฐธรรมนูญไม่ให้เป็น ส.ส. แล้วก็ลงสมัคร ส.ส. ไม่ได้ อันนี้ เขาคิดชัดเจนไหมครับท่านประธาน แล้วก็คนที่จะเป็นประธานสภาต้องเป็น ส.ส. ครับ ท่านประธาน หรือกฎหมายไหนเขียนว่าคนที่จะมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ต้องเป็น ส.ส. ท่านประธานครับ ช่วยอธิบายให้ผมฟังสักนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

(นายธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านไม่ได้ประท้วงอะไรนะครับ ท่านธานีประท้วงอะไรครับ สักครู่นะครับท่านธานี

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ประท้วง ข้อ ๔๓ ใส่ร้ายพรรคเพื่อไทย ใส่ร้ายประธานสภาผู้แทนราษฎร ใส่ร้ายประธาน คณะกรรมาธิการ หาว่าทำไมประธานรัฐสภาต้องเป็น ส.ส. เห็นไหมละครับท่านประธาน ผมจึงได้ชี้แจงว่า ถ้าไม่เป็น ส.ส. กฎหมายเขียนไว้ไม่ได้เป็นประธานครับ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค เพราะฉะนั้นท่านจงหยุดกล่าวร้ายผู้อื่นโดยไม่จำเป็น ขออนุญาตอ่านนะครับท่านประธาน ข้อ ๔๓ ท่านต้องหยุดใส่ร้ายในการอภิปรายต้องอยู่ในประเด็น อันนี้ไม่ได้อยู่ในประเด็นแน่นอน ใช้อคติวกเวียนซ้ำซาก ผมไม่ทราบว่าพูดกันได้อย่างไร ๗ วัน ๘ วัน เอาอยู่อย่างเดียวว่า ใส่ร้าย ประธานอยู่อย่างเดียวว่าทำไมต้องเป็น ส.ส. พรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นใส่ร้ายแน่นอน ต้องถอนคำนี้นะครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือเอาอย่างนี้ก่อน ผมขอ วินิจฉัยนะ เรื่องใส่ร้ายนี่นะครับมันอยู่ในนี่ละครับ ในร่างที่เขียนมานี้เขียนว่าประธานรัฐสภา เพราะฉะนั้นท่านผู้อภิปรายท่านก็พูดถึงประธานรัฐสภาคงไม่เป็นอะไรนะครับอันนี้ แต่ว่าด้วยความเคารพท่านผู้อาวุโสกว่าผมนะครับ ท่านธนิตพลท่านอาวุโสกว่าผมในเชิง การเมืองก็ขออนุญาตเรียนอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าเหตุผลต่าง ๆ ที่ท่านอภิปรายก็โปรดไล่ไป ตามลำดับเลยอย่ากลับไปกลับมาก็แล้วกันนะครับ ส่วนท่านธานีไม่ทราบมีอะไรเมื่อกี้

นายธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานครับ ผม ธานี เทือกสุบรรณ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อกี้ผมประท้วงผู้ที่กำลังประท้วงท่านประธานครับ เพราะว่า ท่านธนิตพลนี่ท่านได้ถามกับประธานนะครับ ประธานคณะกรรมาธิการจะต้องตอบไม่ใช่ว่า สมาชิกมาตอบแทนครับท่านประธาน

อีกเรื่องหนึ่ง ท่านประธานครับ พวกผมกังวลใจท่านประธานครับ ลงไป สโมสรแล้วมีรถบัสจอด ๒ คัน พวกผมไม่แน่ใจว่าเป็นรถของกองกำลังอะไรหรือเปล่าครับ ขอให้ท่านประธานชี้แจงให้สมาชิกทราบด้วยครับ เดี๋ยวเราอภิปรายกันดึกดื่นอาจจะมี อันตรายกับสมาชิกนะครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

โอเคครับ ก็คงจะรวม ๆ ไว้ ท่านทั้งหลายที่อภิปรายมาเดี๋ยวอีกสักครู่ผมจะเปิดโอกาสให้กรรมาธิการท่านได้ตอบแทน ท่านทั้งหลายนะครับ เชิญท่านธนิตพลต่อนะครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผมยืนยันนะครับว่าในรัฐสภาผมเคารพท่านประธานเป็นประมุขในฝ่าย นิติบัญญัติของพวกเรารัฐสภาที่สุดคนหนึ่ง สิ่งที่ผมได้อภิปรายนะครับ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่ผมพยายามที่จะสรุปรวบรัด แต่ปัญหาก็คือว่าการยกตัวอย่างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นี่ครับ มันเป็นเรื่องที่ผมจำเป็นจริง ๆ ที่ต้องยกตัวอย่างอย่างนี้ เพราะว่าพวกเราก็มีข้อสงสัย แล้วผม ก็บอกยังยืนยันกับเพื่อนสมาชิกพรรครัฐบาลนะครับว่าผมเพียงแค่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการ ทำให้รัฐธรรมนูญที่กำลังจัดทำใหม่ในครั้งหน้านี่มีความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของทุก ๆ ฝ่าย มากที่สุด นี่คือวัตถุประสงค์ของพวกเราพรรคประชาธิปัตย์ แล้วผมก็กำลังจะช่วยรัฐบาล กับท่านประธานคณะกรรมาธิการในการที่จะอุดช่องโหว่ต่าง ๆ ที่เป็นข้อสงสัยที่จะเป็น ข้อขัดแย้งในอนาคตเหมือนกับรัฐธรรมนูญของที่เราใช้กันอยู่นี่ครับ ปี ๒๕๔๐ ที่มีช่องโหว่ เยอะแยะครับ ที่ใครจะหยิบขึ้นมาแล้วก็มาชุมนุมกัน แล้วก็มาประท้วงกัน แล้วก็บอกว่า นี่เพราะรัฐธรรมนูญไม่ดี ผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นอีกครับ ผมจึงต้องอภิปราย และผมเรียนท่านประธานว่าในส่วนนี้ผมก็บอกแล้วครับว่าถ้าสมมุติว่าทางท่านมีผู้มีบารมี สักคนหนึ่งที่เขาสามารถกำหนดชี้เป็นชี้ตายได้แล้วก็ไปฝากไปซุกคนไว้ในองค์กรต่าง ๆ นี่ครับ แล้วเกิดบุคคลบุคคลนั้นสมมุตินะครับ ผมไม่กล่าวอ้างว่าเป็นพรรคไหน สมมุติว่าเป็นเจ้าของ พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง แล้วสมมุติอีกว่าหรือว่าเป็นบุคคลที่มีอำนาจสามารถที่จะสั่ง สามารถที่จะมีผลในการตัดสินใจของบุคคลที่ถูกเลือกเป็นประธานรัฐสภาได้นี่ครับ ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านจะแก้ไขอย่างไรครับ สุดท้ายผมคิดว่าขณะที่เรากำลังร่างรัฐธรรมนูญจาก สสร. อยู่นั้น

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธาน จริงจังนะครับ ผู้อภิปรายใช้เวลาร่วม ๕๐ นาที ท่านประธานทราบไหม ขืนปล่อยอย่างนี้กี่เดือนครับจะเสร็จ ท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ อย่างเด็ดขาด ผมทนฟังมาหลายวันแล้ว ผมให้ความเคารพ ท่านประธานนะครับ ต้องให้เขาอยู่ในกรอบ ข้อ ๔๓ นอกประเด็นทั้งนั้น ท่านยังทนฟังได้ ท่านประธานต้องเปิด ข้อ ๙๙ ด้วย อภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำ หรือข้อความที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือมีผู้สงวนเท่านั้น ไม่ใช่มีฉบับเดียว พระราชบัญญัติมีหลายฉบับที่เราแก้ไขในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ ท่านต้องควบคุม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมผิดข้อบังคับข้อไหนนะครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ข้อที่ ๕ ท่านละเลย ละเลยต่อหน้าที่ของท่าน อย่าให้ผมขึ้นมาอีกรอบนะท่านประธาน ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับ ท่านพิเชษฐ์ครับ ผมพยายามควบคุมอยู่นะครับ แล้วก็ได้ทำหน้าที่อยู่ แล้วผมคิดว่าผมได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ที่ผมคิดว่าผมทำถูกต้องแล้ว แล้วก็ส่วนการอภิปรายผมก็ได้ให้โอกาสแล้วก็ให้สิทธิท่านเต็มที่ เพราะวันนี้เราคุยกันเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ทุกคนมีสิทธินะครับที่จะใช้สิทธิ แต่ถ้าเผื่อท่าน ไม่ใช้สิทธิก็ไม่เป็นไร ท่านผู้ที่ต้องการใช้สิทธิก็เชิญใช้สิทธิ แต่ว่าเรื่องเวลานี่ถ้าเผื่อท่านเห็นใจ เพื่อนสมาชิกด้วยกันก็พิจารณานะครับ เป็นดุลยพินิจของท่านที่ท่านจะไม่ก้าวล่วงเวลา เพื่อนสมาชิกคนอื่น เพราะว่ายังมีอีกหลายท่านรออภิปรายอยู่นะครับ วินิจฉัยแล้วนะครับ เชิญท่านสมชายครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ กระผม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอให้ท่านประธาน ดำเนินการในข้อ ๕ ในการใช้อำนาจหน้าที่ในการควบคุมการประชุม กระผมขอประท้วง ท่านผู้ประท้วงท่านประธานเมื่อสักครู่ครับ ต้องเรียนครับว่าสมาชิกวุฒิสภาให้เกียรติท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมร่วม เช่นกัน การใช้กิริยาวาจาน้ำเสียงข่มขู่ท่านประธานวุฒิสภาในฐานะประธานในที่ประชุมวันนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ผู้ที่กระทำการดังกล่าวกระทำด้วยความโมหะจริตอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ ต้องขอโทษท่านประธานครับ ถ้าผมคิดว่าอยากจะให้การดำเนินการประชุมดำเนินการต่อไป ผมคิดว่าเรื่องนี้เราก็จะยอมให้อภัยกัน แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ท่านต้องขอโทษท่านประธาน ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับ ท่านสมชายครับ ท่านพิเชษฐ์ครับ ผมคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้มีการถ่ายทอดทั้งเสียงและภาพ เพราะฉะนั้น ผู้ดูเป็นผู้ตัดสินนะครับ ผู้ฟังเป็นผู้ตัดสิน สำหรับกรณีที่ท่านสมชายพูด ผมไม่ติดใจครับ เชิญท่านพิเชษฐ์ก่อนท่านสุนัยใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ถ้าการพูดของผมมันล่วงเกินท่านประธานหรือว่ารุนแรงเกินไป ผมต้องกราบขอโทษ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับท่าน ขอบคุณครับ เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ในนามสมาชิกรัฐสภา ผมไม่แน่ใจ เหมือนกันว่าเมื่อกี้นี้จริง ๆ ถ้าท่านประธานชี้ให้ผมพูดก่อน ผมอยากจะขอโทษท่านประธานสภา แทนเพื่อน แต่เพื่อนสมาชิกท่านพิเชษฐ์ได้ขอโทษท่านแล้วก็สบายใจ แต่ถ้าผมขอโทษเอง ท่านอาจจะโกรธผมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมอยากเห็นบรรยากาศอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ก่อนที่จะให้อภิปรายต่อไป ผมว่าอะไรเป็นอะไรทุกคนรู้หมด และวันนี้หลายคนรู้ถึง กลเม็ดเด็ดพรายวิธีการทำอะไรต่าง ๆ ความอดทนเท่านั้นครับที่จะชนะ ท่านประธานครับ ผมขอถ้าจะประท้วงท่านประธานก็ไม่เหมาะ แต่ขออนุญาตเถอะครับ ท่านประธานครับ ผมรู้ดีว่าท่านประธานอดทนที่สุดครับ ต่อสถานการณ์เช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้า ๑๔๑

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือท่านสุนัยกำลังประท้วง อยู่นะครับ แล้วผมกำลังฟังอยู่นะครับ ผมให้ท่านสุนัยชี้แจงให้จบก่อนนะครับ แป๊บเดียว เดี๋ยวต่อด้วยท่าน

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ประธานก็มี ๒ ท่านเท่านั้นที่ผลัดกัน ขึ้นมาคนละหลายชั่วโมง เพื่อนสมาชิกก็นั่งฟังบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งรู้ทั้งรู้ครับว่าใครทำอะไร อย่างไร เป็นไปได้อย่างไรครับ คนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑๐ ปี ๒๐ ปี ไม่รู้กลเม็ด เด็ดพรายพวกนี้ได้อย่างไร แต่เราต้องอดทนครับ ท่านประธานครับ แต่เพื่อน ส.ส. บางคน เขาอดทนไม่ไหว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยเอาเฉพาะส่วน ที่ท่านจะประท้วงก็แล้วกันเมื่อกี้

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ผมจะประท้วงตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ แต่ต้องขอประทานโทษท่านจริง ๆ นะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๖ โดยเฉพะท่านผู้อภิปราย ที่ชื่อนายธนิตพล ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ท่านประธานครับ ในหน้า ๑๔๖ หน้า ๑๔๗ ท่านแปรญัตติมีอยู่วรรคเดียวเท่านั้นครับ การที่ท่านประธานต้องให้เขาอภิปรายนั้นผมว่า ถูกต้อง การที่เขาจะโจมตีประธานรัฐสภาผมก็ไม่ว่าครับ แต่ว่ามีแค่วรรคเดียว ท่านได้ใช้ ศิลปะการอภิปรายที่จะใช้อ้อมโลกทั้งหมด พอท่านประธานทักท้วงก็บอก ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าผมเสียสมาธินะครับ ผมต้องเริ่มต้นใหม่นะครับ อย่างนี้ใครก็รู้ครับ ทำไมผู้ใหญ่ ในคนที่ท่านเคารพอยู่ไม่ได้ห้ามได้ปรามกันเลยใช่ไหมครับ หรือจงใจเช่นนั้น ดังนั้น ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานนิดเดียวครับ มาตรา ๒๙๑/๖ นี้ ถ้าจะให้ การประชุมดำเนินการไปโดยเรียบร้อยขอน้ำใจกันเถอะครับ เอากันพอเหมาะพอควรไม่ได้ หรือครับ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ให้ประชาชนได้เห็นว่าเราตั้งใจจริงจะอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไข ไม่ใช่ตั้งใจเพื่อที่จะยืดกันอย่างนี้ ก็มีอยู่วรรคเดียวเท่านั้นละครับ อภิปรายกันได้ อย่างไรครับ ท่านประธานครับ ดูหน้า ๑๔๗ สิครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านขอใช่ไหมครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ขอให้ท่านประธานได้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ และเราก็ยืนยันตรงกันครับว่าขอประทานโทษเถอะครับ ท่านประธานวิปรัฐบาลก็นั่ง ข้างหลังนั่นละครับ ยิ้มได้เรื่อย ๆ เพราะท่านอารมณ์เย็นแล้วท่านกับผมนี่ใจตรงกันนะครับ เพราะท่านประธานวิปฝ่ายค้านกับผมก็เคยยืนยันแล้วว่าเรานับถือท่านประธาน และให้สิทธิ ท่านประธานในการที่จะดำเนินการควบคุมการประชุม ดังนั้นท่านประธานครับ ผมจึงขอโทษ ทุกสิ่งทุกอย่างและขอให้ท่านประธานได้ใช้มาตรการในการควบคุมของท่านเถอะครับ เพื่อให้ผมเกรงใจท่าน ส.ว. มากครับว่าการอภิปรายอย่างนี้มันยืดยาดเต็มกำลังครับ ท่านประธานครับ

(นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับท่าน ผมได้เตือน ท่านธนิตพลไปแล้ว แล้วได้ขอร้องท่านแล้วด้วยว่าเดี๋ยวขอให้ท่านอยู่ในประเด็นนะครับ แล้วก็กรุณาอย่ายกตัวอย่างหรือเอ่ยถึงอะไรที่ผู้ฟังแปลแล้วเข้าใจไปในทางที่เสียหายกับผู้อื่น ผมขอตรงนั้นด้วย เชิญท่านครับ

นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุมพร

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดชุมพร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้ที่กำลังประท้วงท่านประธานเมื่อสักครู่นะครับ ขออนุญาต เอ่ยนามครับ ท่านสุนัย ท่านใช้พฤติการณ์อย่างนี้ตลอดนะครับ แล้วก็ขึ้นไม่รู้ประท้วงหรือจะ อภิปรายครับ ผมก็ให้ท่านประธานได้วินิจฉัยและช่วยกรุณาตักเตือนด้วยนะครับ เพราะว่า หลายครั้งหลายหนแล้วครับอยู่อย่างนี้มาตลอดทำเป็น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับท่าน ขอบคุณครับ

นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุมพร

ผมขอให้ท่านประธาน ได้ตักเตือนด้วยนะครับ ท่านประธานครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับท่าน ที่จริงผมก็ ไม่อยากจะไปจี้ไชกันว่าประท้วงเรื่องอะไร ผิดข้อบังคับตรงไหน แต่ว่าผมเปิดโอกาสให้ได้ อธิบายเนื้อหาบ้างนะครับ ทั้ง ๒ ฝ่าย ทุกฝ่ายเสมอกันผมไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่ากัน ก็เชิญท่านธนิตพลต่อนะครับ ท่านประสิทธิ์มีประท้วง เชิญ ท่านธนิตพลจะประท้วงก่อนหรือครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์รอเดี๋ยวครับ เชิญท่านธนิตพล

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมไม่ได้ประท้วงครับ แล้วก็ผมเรียนท่านประธาน ผมก็เห็นด้วยว่าท่านประธานไม่ควรจะไปจ้ำจี้จ้ำไชมากนะครับ ที่ผมรออภิปรายอยู่ประมาณเกือบ ๑๐ นาทีแล้วครับ มีแต่คนประท้วงนะครับ แล้วนี่ก็ ท่านประธานบอกไม่อยากจี้ไชมาก ท่าน จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ จะไชขึ้นมาอีก แล้วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับท่าน

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

แล้วผมจะได้พูด เมื่อไรครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประสิทธิ์ประท้วง เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ นี่ท่านผู้อภิปรายพูดผิด ที่ผมจะ ลุกขึ้นมาวันนี้จริง ๆ อยากจะประท้วงท่าน แต่ด้วยความเห็นใจเพราะท่านเป็นสุภาพบุรุษ ชายชาติทหาร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ประท้วง

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมไม่ได้ประท้วง ผมลุกขึ้นมาให้กำลังใจท่านครับ ท่านเป็นสุภาพบุรุษชายชาติทหาร จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์รักท่าน แล้วคนเห็นท่านทั้งนั้นนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ ขอบคุณครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ให้ท่าน ทำหน้าที่ต่อไปครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านประสิทธิ์ครับ เชิญท่านธนิตพลครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ

(นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพิฏฐ์ประท้วงหรือครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ จริง ๆ ผมไม่อยากประท้วงท่านประธานนะครับ เราพิจารณารัฐธรรมนูญกันมาหลายวัน ผมไม่เคยประท้วงเลย ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ในหน้าที่ของท่านประธาน เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ประท้วงท่านประธานว่าผู้ที่อภิปรายนะครับ ได้กล่าว อภิปรายพาดพิงท่านประธาน แล้วก็ทำให้ท่านประธานเสียหาย ผมคิดว่าเราต้องทำความเข้าใจ ตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ ที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายถึงท่านประธานรัฐสภานั้นนะครับ ไม่ได้ อภิปรายถึง ท่าน พลเอก ธีรเดช มีเพียร หรือไม่ได้พาดพิงถึงท่านประธานสมศักดิ์นะครับ แต่ว่าในรัฐธรรมนูญที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่นี้ครับ เขาอภิปรายถึงการทำหน้าที่ของ ประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะฉะนั้นท่านประธาน ต้องเข้าใจแยกระหว่างตำแหน่งนะครับ กับหน้าที่ ระหว่างตัวบุคคลกับตำแหน่งประธานรัฐสภา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ท่านนิพิฏฐ์ครับ ด้วยความเคารพเลย เมื่อกี้ผมอธิบายไปแล้วนะ บังเอิญท่านอาจจะไม่ทันได้ฟัง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ผมเข้าใจครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมอธิบายแล้วว่าที่ท่าน ประท้วงนั้น ผมเชื่อว่าผู้อภิปรายนี้ได้อภิปรายตามร่างรัฐธรรมนูญ แล้วมันก็เป็นเรื่องทฤษฎี คงไม่ได้หมายถึงท่านสมศักดิ์หรือผมนะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ก็ดีครับ ถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็ดี

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ท่านนิพิฏฐ์

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ยังไม่จบครับ ใจเย็นครับ ผมไม่เคย ประท้วง ๗-๘ วันนี่ ความจริงผมจอมประท้วงมากกว่าท่านสมาชิกหลายท่านในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจตรงกันแล้วนะครับ ผมหวังว่าหลังจากนี้จะไม่มีท่านผู้ใดยืนขึ้นประท้วง แล้วบอกว่าสมาชิกกล่าวหาท่านประธานรัฐสภาอีก เรื่องนี้ขอให้จบนะครับ และผมสนับสนุน ให้กล่าวหาด้วยครับ เพราะเขากล่าวหาในตำแหน่งของประธานรัฐสภาว่าไม่ควรทำหน้าที่ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นเข้าใจตรงกันนะครับ และผมว่าคงไม่มีใครลุกขึ้นประท้วงอีก

อีกเรื่องหนึ่งครับ มีสมาชิกหลายท่านบอกว่าสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน หรือวุฒิสมาชิกใช้กลเม็ดเด็ดพรายถ่วงเวลาการอภิปราย ถ่วงการพิจารณา ผมคิดว่าไม่ใช่ครับ ทั้งหมดนี่ความผิดปกติมันเริ่มจากการขยายระยะเวลาสมัยประชุมนี้ออกไปครับ มันไม่ได้เริ่ม จากฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านทำหน้าที่ ผมจำได้ว่าประธานรัฐสภาท่านหนึ่งบอกว่าการอภิปราย เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน แต่ว่าเวลาลงมติเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เพราะรัฐบาลเขาจะทำหน้าที่ เห็นไหมครับ รถบัส (Bus) ๒ คันที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าเข้ามาอยู่ในสภาครับ ไม่ได้มีกองกำลัง อะไรหรอกครับ เขาเอาไว้นอนของรัฐบาลเท่านั้นเองครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านครับ ท่านได้ อธิบายแล้ว

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

เพราะฉะนั้นฝ่ายค้านไม่ได้ไป ถ่วงเวลา หรือมีกลเม็ดเด็ดพรายครับ แต่เป็นการทำหน้าที่เท่านั้นเองครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจได้แล้วครับ ท่านธนิตพล เชิญเถอะครับ ผมต้องขอโทษทีท่านเสียเวลา แต่ว่าเหมือนกับเท่าได้พักในตัว เชิญเลยครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ผมเรียนท่านประธานว่าผมจำเป็นต้องอภิปราย ก็ด้วยเหตุผลนะครับ ผมจะไม่อภิปรายก็ได้นะครับ ผมจะนั่งเลย แต่ผมจะถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการนะครับ มาตรานี้ประชุม ๔ ฝ่าย ท่านจะประชุมเมื่อไร ตอบได้ไหมครับ เพราะถ้าท่านตอบไม่ได้นั่นหมายถึงท่านไม่พยายามที่จะหาจุดยืนร่วมกันระหว่างฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และวุฒิสภา ในเมื่อท่านไม่คุยผมก็ต้องอภิปราย ผมก็ต้องชี้แจงเรื่องนี้ให้กับ พี่น้องประชาชนทราบครับ แล้วผมได้แปรญัตติไว้ในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับประธานรัฐสภา ผมยืนยันเพื่อนสมาชิกที่ลุกขึ้นประท้วงผมทั้ง ๔-๕ คน ผมยังไม่เคยพูดถึงท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นการส่วนตัวครับ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ผมกำลังพูดถึงตัวประธานรัฐสภา โดยตำแหน่ง พูดถึงตำแหน่งของประธานรัฐสภานะครับ และมันผิดตรงไหนละครับ บางคน ลุกขึ้นมาประท้วงผมอย่างนี้ ผมกราบเรียนว่าทำให้ ๑. ผมเสียสมาธิ ๒. พี่น้องประชาชน ที่ติดตามข้อมูลข่าวสารการประชุมรัฐสภาเขาฟังข้อมูลที่ผมต้องการมอบให้เขาอย่างไม่ต่อเนื่อง ผมจึงต้องอภิปรายตั้งแต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องครับ แล้วถ้าเพื่อนสมาชิกพรรครัฐบาลอยากจะ ประท้วง ผมก็ยินดีครับและผมก็จะเริ่มอย่างนี้ครับ เชิญเลยครับ และผมจะกราบเรียน ท่านประธานว่า เพราะผมเป็นห่วงว่าเมื่อไม่คุยกัน ๔ ฝ่าย ผมก็ต้องชี้แจงผ่านทีวี (TV) รัฐสภาว่าเหตุผลที่ผมแปรญัตติไว้ผมไม่เห็นด้วย เพราะว่าผมไม่มีจุดยืนร่วมกับทาง กรรมาธิการอย่างไรบ้าง เหตุผลของผมก็คือการแปรญัตตินะครับ ผมเรียนท่านประธานว่า ผมกลัวจริงๆ เพราะว่าหากให้ประธานรัฐสภาซึ่งตำแหน่งของท่านคือตำแหน่ง จริงครับ คือประมุขที่สูงสุดของรัฐสภาครับ แต่ตัวประธานรัฐสภาสังกัดพรรคการเมือง จะประธานรัฐสภา สมัยนี้ สมัยไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วประธานรัฐสภาสังกัดพรรคการเมือง เป็นคนของ พรรคการเมืองครับ และเมื่อเป็นคนของพรรคการเมือง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ผมเรียนท่านว่าท่านก็ไม่น่าที่จะเอาคนที่สังกัดพรรคการเมืองมามีอำนาจในการคัดสรรบุคคล ๒๒ คนที่จะไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ เพราะมันจะทำให้มีข้อกังขาแล้วเดี๋ยวมันจะมี ปัญหาเหมือนกับคราวที่แล้วครับ ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ พวกท่านไม่พอใจท่านออกมาชุมนุมประท้วงกัน ประท้วงกันไปประท้วงกันมา เผลอไป เผาบ้าน เผลอไปเผาเมืองเขาอย่างนี้ครับ ผมก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นในฝ่ายตรงข้ามท่าน ผมจึงต้องบอกท่านว่าทำไมท่านไม่อุดช่องโหว่ตรงนี้ละ ถ้าท่านอุดช่องโหว่ตรงนี้ได้ปัญหา ต่าง ๆ มันก็ไม่เกิดขึ้น พวกผมก็ไม่สงสัยว่าตรงนี้มีใบสั่งจากตรงนั้นมาจากตรงนี้ ผมก็ไม่สงสัย ว่าท่านประธานรัฐสภาท่านจะดูใบสั่งหรือเปล่า ผมกลัวเท่านี้ครับ แล้วผมเรียนนะครับ ท่านประธานครับ ผมยังยืนยันว่าการที่เราร่างรัฐธรรมนูญมา ที่พวกผมต้องการอภิปราย ในประเด็นนี้ยังมีเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านครับ ที่ลงชื่อขออภิปรายไว้และผมก็กราบเรียนว่า พวกผมก็เกรงใจทางท่าน ส.ว. ที่ต้องการอภิปรายเช่นเดียวกัน แต่ต้องกราบขอโทษนะครับ การที่ใช้เวลาในการอภิปรายนานแล้วทำให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านตัดสินใจที่จะ ประชุม ๔ ฝ่าย เพื่อหาจุดยืนร่วมกัน ดีกว่าที่จะปล่อยให้พวกผมอภิปรายกันเสร็จแล้วสุดท้าย ยกมือเสียงข้างมาก แล้วก็โหวตเอาตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากต้องการ เพราะนั่นคือ ไม่สามารถหาจุดยืนร่วมกันได้ ผมเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ในฐานะท่านเป็น ประธานคณะกรรมาธิการ ผมก็ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการเช่นเดียวกันครับ สามัญของสภาผู้แทนราษฎร ผมเรียนท่านว่าทุกครั้งที่ผมประชุมมีเพื่อน ส.ส. อยู่พรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้านร่วมกันอยู่ผมไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการประชุมนะครับ ด้วยเหตุผลว่า ทุกครั้งถึงผมจะเป็นเสียงข้างน้อย แต่ผมก็พยายามหาจุดยืนร่วมกับคนอื่น ผมก็พยายามหา จุดยืนร่วมกับเพื่อน ส.ส. ที่อยู่พรรคเพื่อไทยครับ แล้วท่านก็ตรวจสอบได้ครับ คณะกรรมาธิการ ติดตามการบริหารงบประมาณของผมไม่ค่อยมีปัญหาหรอกครับ นี่คือเหตุผลที่ผมจะบอก ท่านครับว่าถ้าท่านยังยืนยันว่าวันนี้ท่านจะปล่อยให้พวกผมได้อภิปรายกันเสร็จแล้ว แล้วเดี๋ยวท่านจะโหวตลงมติกัน แล้วท่านก็จะใช้เสียงข้างมากของท่านบอกว่านี่คือสิ่งที่ ถูกต้อง ผมก็บอกว่านั่นท่านกำลังจะล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการจริงครับ แต่ท่านกำลัง จะสร้างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการรัฐสภาขึ้นมาครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านกรรมาธิการครับ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการและเป็นผู้หนึ่งที่เป็นตัวแทน ๔ ฝ่าย ที่ได้ไปพูดคุยปรึกษาหารือกันเมื่อวานนี้ กรณีที่ท่านสมาชิกได้กรุณาเสนอให้มีคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ไปประชุมปรึกษาหารือกันนอกรอบ เพื่อพิจารณามาตรา ๒๙๑/๖ เพื่อให้งานของรัฐสภาเดินไปโดยราบรื่นนั้น กระผมในฐานะ ที่เป็นตัวแทนตามที่กราบเรียนเมื่อสักครู่ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกว่าในการปรึกษาหารือกันเมื่อวานนี้ทางกรรมาธิการซีกฝ่ายค้านได้เสนอข้อปรึกษา หารือ ๔ ประเด็น ในที่ประชุมปรึกษาหารือ ๔ ฝ่าย เห็นสอดคล้องกัน ๑ ประเด็น ใน ๑ ประเด็นที่เห็นสอดคล้องกันคือมาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ไปเมื่อคืนนี้ เหตุผลที่เห็นสอดคล้องกันก็เพราะการแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๕ ไม่กระทบกับ หลักการที่ได้รับไว้ในวาระแรก นอกจากนั้นที่ประชุมยังเห็นสอดคล้องต้องกันว่าการที่ไม่ให้พรรคการเมืองไปเกี่ยวข้อง กับการเลือกตั้งนั้นเป็นสิ่งที่เห็นสอดคล้องต้องกันทุกฝ่าย ส่วนอีก ๓ ประเด็นอาจจะ ดำเนินการตามข้อเสนอก็จะกระทบกับหลักการที่ได้รับไว้ในวาระแรก โดยเฉพาะในเรื่อง องค์ประกอบของ สสร. และการสรรหา สสร. ดังนั้นการพิจารณาตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๖ เป็นต้นไปก็จะเป็นไปตามกระบวนการของรัฐสภาในการพิจารณาร่างกฎหมาย ซึ่งในวาระที่สอง ก็เป็นสิทธิของสมาชิกที่ได้แปรญัตติหรือสงวนความเห็นไว้ จึงขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาเพื่อให้ที่ประชุมได้กรุณารับทราบครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ตอนนี้เรากำลังอยู่ในหน้า ๑๔๗ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้แจงนิดหนึ่งครับ สมาชิกรัฐสภา คือข้องใจ ประเด็นที่ท่านกรรมาธิการชี้แจงเมื่อสักครู่นะครับ เพราะว่าประเด็นที่มีการนำเสนอ ให้คณะกรรมการ ๔ ฝ่ายพิจารณา ผมก็มีส่วนในการช่วยคิดแล้วก็นำเสนออยู่ด้วย อยากให้พูด ให้ชัดครับว่าข้อเสนอที่มีการพูดคุยกันหารือกันในมาตราที่พิจารณาอยู่นี้ครับ มันขัดหลักการ ข้อไหน ข้อความตรงไหนครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการครับ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมาธิการ

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการ

กรณีที่กระทบกับหลักการที่รับไว้ในวาระแรก ก็คือมาตรา ๒๙๑/๑ นั่นเป็น ประเด็นที่ ๑

ในประเด็นที่ ๒ ก็คือมาตรา ๒๙๑/๖ นี่เป็นประเด็นที่ ๒ ครับ

ท่านถามว่ากระทบอย่างไรใช่ไหมในส่วนมาตรา ๒๙๑/๖ คือในมาตรา ๒๙๑/๖ พูดถึงเรื่องการสรรหา สสร. อันนี้ที่รับหลักการไว้ รับไว้ในส่วนของทั้งเลือกตั้งโดยตรง ๗๗ คน และการสรรหา ๒๒ คน กรณีที่จะขอในส่วนหากจะมีสมาชิกบางท่านได้กรุณากล่าว เปรียบเปรยในที่ประชุมว่าไม่อยากให้เป็นสลากกินรวบ อยากให้เป็นสลากกินแบ่งนะครับ ผมอธิบายง่าย ๆ อย่างนี้ กรณีอย่างนี้ที่ทางฝ่ายกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่าหากจะมี การปรับอะไรตรงนี้ ก็เกรงว่าจะกระทบกับหลักการที่รับไว้ในวาระแรกครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิสิทธิ์ครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอย้ำอีกครั้งนะครับ คือในกรณีซึ่งมีบางฝ่ายเห็นว่า ไม่ควรมี สสร. ที่มาจากผู้เชี่ยวชาญ ที่มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา อันนี้จะไปขัดกับ หลักการที่รับมาใน (๑) ที่พูดถึงว่าให้รัฐสภามีอำนาจในการคัดเลือก สสร. แต่ประเด็นที่ผม เข้าใจว่ามีการหยิบยกไปหารือมันอีก ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก ก็คือที่มาของรายชื่อที่จะให้ทางสภาคัดเลือกนี่ มีสมาชิก ทางพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็อาจจะมีสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนเห็นว่าควรจะเป็นการเสนอขึ้นมา โดยองค์กรที่มีกฎหมายรองรับชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเสนอชื่อขึ้นมาจาก องค์กร ซึ่งอาจจะตั้งขึ้นมาเพื่อการนี้เป็นการเฉพาะ หรือมีการไปทำกระบวนการทางการเมือง ขึ้นมาอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งการจะตัดตรงนี้ออกไป ผมมองไม่เห็นเลยว่ากระทบกับหลักการ ข้อไหนที่รับ

ประการที่ ๒ ที่ท่านใช้คำว่า สลากกินแบ่ง สลากกินรวบ ผมเข้าใจเอาว่า หมายถึงหลักเกณฑ์วิธีการในการให้สมาชิกรัฐสภาเลือก สสร. ผมก็มองไม่เห็นว่าหลักเกณฑ์ ที่จะมีการกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงไปว่าจะเลือกกันอย่างไรกระทบกับหลักการข้อไหน ที่รับมาครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านชี้แจงตามความเป็นจริงนะครับ ท่านไม่เห็นด้วย ท่านไม่ยอมรับ ท่านไม่อยากประนีประนอมก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ว่ามันไม่ได้ขัดกับหลักการครับ ถ้าพูดสรุปขัดกับหลักการอย่างนี้ ผมจึงจำเป็นต้องลุกขึ้นมาเพื่อสอบถาม และผมคิดว่า ทางสมาชิกวุฒิสภาก็คงมีความรู้สึกเช่นเดียวกันนะครับว่ามันไม่ได้ขัดกับหลักการครับ แต่ว่าท่านเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เป็นสิทธิของท่านนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญชี้แจงครับ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมาธิการ

ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมในส่วนของ การสรรหา สสร. นะครับ ทางท่านประธานสามารถได้ชี้แจงไปแล้วหลายครั้งนะครับ ถ้าในส่วนขององค์กรทางด้านเศรษฐกิจและสังคมนั้นต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลนะครับ ในส่วนที่ว่าจะขัดกับหลักการหรือไม่ อาจจะตีความแตกต่างกันได้นะครับ อาจจะตีความ แตกต่างกันได้เมื่อกรรมาธิการในซีกฝ่ายเสียงข้างมากเห็นว่าน่าจะกระทบกับหลักการ การเจรจาในตรงนี้เราจึงรับได้เพียงประเด็นเดียวครับ ในมาตรา ๒๙๑/๕ ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านคำนูณ สิทธิสมาน ครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตลุกขึ้น พูดในฐานะที่เผอิญไปเป็นหนึ่งในตัวแทน ๔ ฝ่ายนะครับ ที่เมื่อวานได้หารือกันบรรยากาศ เป็นไปด้วยดีในประเด็นมาตรา ๒๙๑/๕ แต่เมื่อวานนี้ก็ได้พูดกันมากครับ ในประเด็น มาตรา ๒๙๑/๖ ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าในเรื่องขัดหลักการนั้น สำหรับสมาชิก ที่สงวนคำแปรญัตติไว้เช่นผม แน่นอนครับ ขัด เพราะพวกกระผมก็แพ้ไปแล้วในมาตรา๒๙๑/๑ ที่ให้มีสมาชิก ๒ ประเภท กระผมเป็นหนึ่งในกลุ่มที่แปรญัตติให้ตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ทั้งหมด ก็เพื่อให้สอดรับกับที่แปรญัตติไว้ตอนต้น อันนี้กระผมไม่ติดใจ และเมื่อถึงเวลาที่จะใช้สิทธิ อภิปรายกระผมก็จะอภิปรายสั้น ๆ ตามข้อบังคับครับ แต่ว่าก็มีสมาชิกอีกจำนวนมากที่ขอ แก้ไขบางส่วนนะครับ ประเด็นสำคัญก็คือสมาชิกส่วนหนึ่งมีความเห็นว่าองค์กรที่จะส่งเข้ามา นั้นควรจะเป็นสภามหาวิทยาลัยแต่เพียงประเภทเดียว การกำหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนนั้นจะมีปัญหามาก กระผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา มีประสบการณ์ในเรื่ององค์กรต่าง ๆ เกี่ยวกับการคัดเลือก กสทช. ค่อนข้างมาก ก็ได้เล่า ประสบการณ์นี้ให้ตัวแทน ๔ ฝ่ายรับฟัง นี่ก็เป็นประเด็นที่ ๑

อีกประเด็นหนึ่ง ที่เป็นประเด็นที่ตัวแทน ๔ ฝ่ายได้คุยกัน ก็คือว่าเราพูด เปิดอกกันครับว่าเมื่อวานนี้มาตรา ๒๙๑/๕ ทุกคนยอมรับกันในหลักการว่าการนำกฎหมาย เลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. มาใช้ ในส่วนของการเลือกตั้ง ส.ว. นั้น หลักการสำคัญที่เรานำมาแถลง ก็คือว่าเพื่อให้ปลอดจากการเมืองมากที่สุด เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง มากที่สุด แม้ว่าเราจะรู้ว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนจะมีเจตนาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ก็ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ว่าให้การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้ เป็นรัฐธรรมนูญของ ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่กระทำโดยพรรคการเมือง ซึ่งถ้าจะกระทำเช่นนั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องแก้มาตรา ๒๙๑ ชนิดเขียนหมวดใหม่ เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยองค์กรอื่นเช่นนี้ แก้ในรัฐสภาแห่งนี้เลยก็ได้นะครับ เป็นที่รับกันในหลักการนั้น กระผมก็เห็นว่าเฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๖ ดูเหมือนว่าอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองนัก แต่แท้ที่จริงแล้วก็เป็นเรื่องสืบเนื่องหรือต่อเนื่องมาจากมาตรา ๒๙๑/๕ ก็คือเราจะทำอย่างไร ที่จะให้ได้ตัวแทน ๒๒ คน ที่ให้มีลักษณะปลอดจากการเมืองมากที่สุด หรือให้มีลักษณะ ที่สามารถจะเป็นตัวแทนทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยได้มากที่สุด ไม่ใช่เป็นตัวแทนของ เสียงข้างมาก ๓๔๐ กว่าเสียงบวกลบเท่านั้น ก็ได้มีการพูดคุยกันเนื่องจากว่าในประเด็นนี้ ไม่ได้มีผู้ใดที่แปรญัตติเข้ามาชัดเจน แต่ก็ได้มีข้อเสนอ ผมเข้าใจว่าตั้งแต่คืนวันศุกร์ของทาง ฝ่ายสมาชิกวุฒิสภาบางท่านที่บอกว่าจะเป็นไปได้ไหมที่ในการเลือกผู้เชี่ยวชาญ ๒๒ คนนี้ เราใช้นวัตกรรมการเลือกตั้งแบบก้าวหน้า ก็คือให้สมาชิกรัฐสภา ๑ คน แทนที่จะลงคะแนน เลือกได้ ๒๒ คนครบจำนวน ก็ให้ลงคะแนนเลือกได้ ๑ คน หรือ ๒ คน หรือ ๓ คน สุดแท้แต่ จะพิจารณาก็เพื่อ ๑. ป้องกันการบล็อกโหวต ๒. เป็นหลักประกันที่จะทำให้ได้ ๒๒ คน เป็นตัวแทนทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย สรุปแล้วก็คือคล้าย ๆ กับระบบการเลือกตั้ง แบบ ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนได้ ๑ คน ไม่ว่า ส.ว. ในเขตจังหวัดนั้นจะมีกี่คน ซึ่งก็จะทำให้ได้ทั้งตัวแทนของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย มีความหลากหลายนะครับ เราก็ได้หารือกันในประเด็นนี้ด้วยมิตรจิตมิตรใจนะครับว่าในเรื่องนี้ ก็จะเป็นบรรยากาศที่ดีเยี่ยมต่อเนื่องจากบรรยากาศของมาตรา ๒๙๑/๕ เพราะว่าในกรณีนี้ จะไม่ใช่เป็นกรณีอย่างเช่นเมื่อวานนี้ที่จะไปยึดตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านใดท่านหนึ่ง แต่จะเป็นกรณีที่กรรมาธิการเสียงข้างมากจะได้กรุณาไปหานวัตกรรมใด ๆ ที่จะเข้ามาเขียน ให้ระบบการเลือกผู้เชี่ยวชาญ ๒๒ คน ปลอดจากการเมืองมากที่สุด แล้วก็มีความหลากหลาย เป็นตัวแทนทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ก็คือเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการจะต้องแก้ไขเอง แต่ว่าเป็นที่น่าเสียดายว่าการพูดคุยของ ๔ ฝ่ายนั้นคงจะจบลงไปแล้วยังไม่มีสัญญาณใหม่ ในวันนี้ กระผมก็คิดว่าเนื่องจากระยะเวลาที่เราพูดคุยกันมานี่นะครับ ถ้าเผื่อเราหยุดพัก ในวันนี้ไม่ว่าจะกี่โมงก็ตามแต่ เราไปเริ่มต้นใหม่ในวันอังคาร อย่างไรวันนี้ก็ไม่มีโอกาสที่จะจบ ลงมติในมาตรา ๒๙๑/๖ ถ้าคณะกรรมาธิการจะให้ความกรุณาแก่สมาชิกเสียงข้างน้อย ในที่ประชุมแห่งนี้อีกสักครั้งหนึ่ง ท่านใช้เวลาที่เหลืออยู่ก่อนจะถึงวันอังคารนำไปพิจารณารับฟัง ความคิดเห็นข้อเสนอของทั้งผู้สงวนคำแปรญัตติแล้วก็ทั้งสมาชิกเสียงข้างน้อย ไม่ว่าจะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภา เราไม่ได้ขออะไรมากไปกว่าขอให้การเลือก ตัวแทน ๒๒ คนในรัฐสภานั้น มีระบบการเลือกที่ทำให้ได้ผู้แทนที่หลากหลายแล้วก็มีลักษณะ เป็นตัวแทนทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ถ้ามีข้อเสนอเป็นตุ๊กตามาก็สามารถที่จะหารือ กับคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย หรือท่านจะนำมาหารือมาเสนอในที่ประชุมแห่งนี้ กระผมก็เชื่อว่า จะทำให้บรรยากาศดีขึ้นครับ เพราะว่าในขณะนี้ในประเด็นอื่น ๆ ก็ล้วนแต่ผ่านไปหมดแล้ว มาตรา ๒๙๑/๑ องค์ประกอบ ๗๗ คน บวก ๒๒ คน แน่นอน ไม่มีการทบทวน ไม่มี การเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นมันก็เหลืออยู่ทางเดียวก็คือ ๒๒ คน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในทางปฏิบัติก็จะเป็นผู้ที่มาให้ความรู้ในการเขียนรัฐธรรมนูญ จะทำอย่างไรให้เขามีลักษณะ เป็นตัวแทนของประชาชนที่ปลอดจากการเมืองมากที่สุด ท่านประธานเป็นประธานวุฒิสภา ขออนุญาตเอ่ย กว่าที่จะได้กฎหมาย กสทช. มานี่นะครับ ระยะเวลาจากมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กว่าจะเป็นกฎหมายตัวนี้ออกมา ผ่านความระหกระเหินและอุปสรรค มายาวนานนะครับ ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเลือกก็เกรงว่าจะไม่เป็นอิสระ ให้ กสทช. เลือกเองก็เกรงว่าจะไม่เป็น อิสระ สุดท้ายในชั้นสภาผู้แทนราษฎรนี้เองครับ ก็ออกแบบให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่การคัดสรร การจดทะเบียนองค์กรต่าง ๆ ซึ่งมีขั้นตอนมากมายครับ แต่ว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ นี้ด้วยความเคารพครับ ไม่ได้พูดเป็นตัวบุคคล เราทิ้งภาระให้ผู้ดำรง ตำแหน่งประธานรัฐสภามากเหลือเกินครับ จะต้องออกกฎเกณฑ์ไม่ต่ำกว่า ๔-๕ ประการ ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น กระผมจะไม่อภิปรายในที่นี้เพราะว่าที่ลุกขึ้นมานี้ไม่ใช่คิวที่จะ อภิปราย แต่อยากจะกราบขอความกรุณาว่าสัญญาณการประชุม ๔ ฝ่ายในวันนี้ยังไม่มี ไม่เป็นอะไรครับ แต่ท่านใช้เวลาที่พักจากวันนี้กว่าจะเริ่มต้นประชุมใหม่วันอังคารนี่ ท่านลองไปคิดเป็นการบ้านอย่าเพิ่งตัดรอนเพื่อนสมาชิกที่มีความเห็นต่างออกไปนี้นะครับ แล้วสัญญาณการหารือ ๔ ฝ่ายอาจจะมีอีกครั้งหนึ่งในเช้าวันอังคารก็น่าจะเป็นประโยชน์แก่ ทุกฝ่ายครับท่านประธาน เพราะว่าเมื่อวานนี้แม้ว่าในห้องเราจะคุยกันเรื่องมาตรา ๒๙๑/๕ แต่เวลากว่าครึ่งกว่าค่อนเราพูดถึงมาตรา ๒๙๑/๖ ด้วย แล้วก็พูดกันอย่างเปิดอกว่า เราไม่ต้องการจะมาแก้หลักการ ไม่ได้ต้องการจะมาล้ม ๒๒ คน แต่จะทำอย่างไรให้ ๒๒ คน เป็นตัวแทนของเสียงข้างน้อยด้วยแทนที่จะเป็นตัวแทนของเสียงข้างมากอย่างเดียว กระผม ก็ขออนุญาตชี้แจงในส่วนของที่มีโอกาสเข้าไปพูดคุยและผมหวังว่าทางคณะกรรมาธิการ ถ้าจะกรุณามันก็ดึกแล้วครับ ถ้าท่านจะกรุณาชี้แจงตอบรับให้สมาชิกที่ยังมีความหวัง เหลืออยู่ริบหรี่ ๆ นี่นะครับ ได้เห็นแสงสว่างอยู่ลิ่ว ๆ โลด ๆ ที่จะถึงในวันอังคารนี้นะครับ ก็จะเป็นประโยชน์ แล้วก็จะทำให้บรรยากาศการประชุมที่จะเริ่มต้นในวันอังคารเป็นไปด้วยดี ถ้าท่านสามารถพูดคุยกันก่อนได้นี้นะครับ วันจันทร์เราอาจจะคุย ๔ ฝ่ายกันอีกได้ว่าถ้าท่านมี ตุ๊กตามาว่าเราจะทำอย่างไร แล้วเรามาหารือกันนะครับ ผมเชื่อว่าการเดินหน้าไปในส่วนของ วันอังคารจะเร็วได้ดีกว่านี้ ก็กราบขอท่านประธานที่ได้ใช้เวลาไปพอสมควร แต่ก็อยากจะฟัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าจะให้ความหวังเพื่อนสมาชิกที่เขายังต้องการที่จะให้ มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่จากตัวแทน ๒๒ คนที่จะเข้ามาบวกกับ ๗๗ คน ได้มีโอกาสเป็นตัวแทนที่หลากหลายได้อย่างไรบ้างครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ด้วยความเคารพ ในเหตุผลและข้อเสนอแนะของท่านผู้สงวนความเห็นและสงวนคำแปรญัตติทุกท่านนะครับ ผมก็นั่งฟังอยู่ตลอดและด้วยความเข้าใจในบทบาทและจุดยืนของแต่ละท่าน คือผมในฐานะ กรรมาธิการก็อยากจะกราบเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ ที่กรรมาธิการ บัญญัติถ้อยคำโดยไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงร่างเดิมนี้นะครับ ก็ด้วยเหตุผลที่ผมเคยได้กราบเรียน ชี้แจง แต่จะขออนุญาตย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ คือการสรรหา สสร. ประเภทนี้นะครับ ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญ สมัยปี ๒๕๔๐ เราให้เฉพาะสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเป็นผู้นำเสนอ รายชื่อเข้ามา แต่คราวนี้เราเปิดกว้างนอกจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐแล้วก็เปิดให้ของ เอกชนด้วยนะครับ ท่านก็จะเห็นว่าเราใช้คำว่า สถาบันอุดมศึกษา เฉย ๆ นอกจากนั้นแล้ว เพื่อความหลากหลาย เพราะเราคิดว่าถ้าใช้นักวิชาการเฉพาะในสถาบันอุดมศึกษานี้ก็อาจจะได้ นักวิชาการประเภทเก่งทฤษฎีก็อยากจะได้พวกที่เก่งทฤษฎีด้วย ปฏิบัติด้วยนะครับ ก็เลยเอา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนเข้ามาด้วย ทีนี้ถามว่า ๒ องค์กรนี้ใครจะเป็นคนกำหนดว่าองค์กรไหนที่จะเป็นผู้เสนอ ก็เลยไปบัญญัติไว้ ในวรรคสามว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ให้ท่านประธานรัฐสภา เป็นผู้กำหนด ถามว่าเปิดอย่างนี้ประธานรัฐสภาไปคิดเอาเองได้ไหม กระผมก็ได้กราบเรียน และย้ำเป็นเจตนารมณ์ชัดเจนนะครับว่าก็จะต้องเป็นองค์กรที่เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ถูกต้องตามกฎหมาย ท่านประธานรัฐสภาก็มีหน้าที่ไปรวบรวมองค์กรที่เป็นนิติบุคคล จดทะเบียนแล้วก็เอามาทำประกาศว่ามีองค์กรไหนบ้างที่มีสิทธิที่จะสรรหาบุคลากรที่จะ นำมาให้รัฐสภาเราได้เลือก ฉะนั้นด้วยเจตนาไม่ได้มีอะไรเคลือบแคลงซ่อนเร้นอะไรทั้งนั้นนะครับ ก็เพียงแต่ว่าเป็นกระบวนการที่จะเปิดช่องให้เกิดความหลากหลาย และในที่สุดแล้วรายชื่อ ทั้งหมดที่ทั้งสถาบันอุดมศึกษา ทั้งองค์กรเสนอมานี่ซึ่งเราให้เสนอมาองค์กรละ ๖ ท่าน จำแนกเป็น ๓ กลุ่ม ประธานรัฐสภาตั้งกรรมการ ๑๕ ท่าน ๑๕ ท่านที่ประธานรัฐสภาตั้ง ก็ไม่ได้ไปมีอำนาจหน้าที่พิเศษนะครับ เพียงแต่ตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งคุณสมบัติ เราก็บัญญัติไว้ในร่างนี้เรียบร้อยว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ลักษณะต้องห้ามอย่างไร ตรวจสอบ แล้วประธานรัฐสภาก็ทำรายชื่อแบ่งแยกเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ กลุ่มผู้มีประสบการณ์ แล้วนำมาให้พวกเราในรัฐสภาเลือกนะครับ ทีนี้ประเด็นที่ท่านห่วงอีกว่ามันจะบล็อกโหวตไหม ก็กราบเรียนย้ำอีกทีนะครับว่า การลงคะแนนนี่ลงคะแนนลับ หลายท่านบอกลับนี่ล่ะก็ยังบล็อกได้ กราบเรียนต่อไปครับว่า วันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภา ผมไปนั่งจำแนกตัวเลขดูนะครับ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลนี่เดิมเรามี ๓๐๐ เสียง วันนี้เราเหลือ ๒๙๘ เสียง เพราะแพ้เลือกตั้งซ่อมไปที่หนึ่ง อีกที่กำลังรอเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงใหม่ ของฝ่ายค้านจาก ๒๐๐ เสียง เป็น ๒๐๑ เสียง บวกกับ ส.ว. อีก ๑๔๖ เสียง ส.ว. มี ๑๕๐ เสียง แต่วันนี้เหลือ ๑๔๖ เสียง ฉะนั้นผมเชื่อนะครับว่า ท่านวุฒิสมาชิกนี่ไม่มีใครไปบงการ ไม่มีใครไปครอบงำท่านได้ และผมเชื่อว่าเวลาเราเลือก สสร. ประเภทที่สรรหามานี่ทุกคนจะเป็นตัวของตัวเอง แล้วเราก็คงมีเป้าหมายเดียวกันว่า เราต้องการผู้ที่เหมาะสมมาเป็น สสร. ประเภทสรรหา เพื่อจะได้ไปร่วมทำงานกับ สสร. ประเภท เลือกตั้ง อันนี้เป็นความจริงใจของกรรมาธิการนะครับ ทีนี้ผมก็เข้าใจว่าท่านผู้แปรญัตติ ทั้งหลายนี่บางครั้งเราก็อาจจะสภาพสังคมปัจจุบันก็ต้องยอมรับนะครับ เราหมักหมม ความระแวงสงสัย ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน หลายท่านก็เลยไปจินตนาการว่าจะต้อง เป็นอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างนี้ ซึ่งผมก็นั่งฟังมาตลอด ฉะนั้นก็ด้วยความเคารพนะครับ ถ้าเผื่อท่านจะอภิปรายหรือท่านแสดงความคิดเห็นพวกผมก็จะรับฟัง และถามว่าพอจะมี วี่แววที่จะปรับเปลี่ยนอะไรได้หรือไม่นี่นะครับ ก็ขออนุญาตฟังเหตุฟังผลของท่านทั้งหลาย แล้วก็หวังว่าท่านทั้งหลายก็คงจะเข้าใจเจตนาดีของกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับว่าเราไม่มี วาระซ่อนเร้นใด ๆ ทั้งสิ้น และที่สำคัญตรงนี้ละครับจะเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าเราจะ เลือก สสร. สรรหา ซึ่งถูกสรรหามารอบหนึ่งแล้วจากสถาบันอุดมศึกษา จากองค์กรต่าง ๆ ซึ่งผมก็มั่นใจว่าสถาบันการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ เขาก็มีเกียรติมีศักดิ์ศรี มีความภาคภูมิใจ ที่เขาต้องเลือกเอาคนดีที่สุดมาให้เราเลือกอีกชั้นหนึ่งนะครับ ก็กราบเรียนเพื่อเป็นข้อมูลครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านพีรพันธุ์ครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ผมเองก็นั่งฟังการแสดงความคิดเห็นของ ท่านสมาชิก โดยเฉพาะท่านที่ได้ขอแปรญัตติแก้ไขมาตรานี้นะครับ ก็หลายเรื่องก็ต้องทนฟัง เพราะว่าท่านอภิปรายไปย้อนกลับไปบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้มาตรา ๒๙๑ เพื่อจะไป แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหลายท่านก็ยังใช้คำว่า ฉีก อยู่ ซึ่งผมก็คิดว่าเรายังย้อนกลับไปที่วาระหนึ่งอยู่นั่นล่ะ ทั้ง ๆ ที่มันผ่านมาถึงมาตรา (๖) แล้วพอมาถึง (๖) หลายท่านที่มีการแปรญัตติไปก็คือ สสร. ประเภทผู้เชี่ยวชาญที่มาจาก การคัดเลือกที่ฟังดูรวมทั้งที่ผมได้รับทราบมาจากการพูดคุยกันใน ๔ ฝ่าย ก็พูดทำนองว่า ขอให้มีเสียงข้างมากบ้าง ข้างน้อยบ้าง เพราะถ้าเลือกกันอย่างนี้ฝ่ายเสียงข้างมาก ฝ่ายรัฐบาล เอาไปหมด ท่านประธานครับ หลายท่านก็อาจจะบอกว่าอยากจะให้เหลือองค์กรเดียว คือสภาสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่เราพูดง่าย ๆ ว่าสภามหาวิทยาลัย หลายท่านอาจจะมี ประสบการณ์เหมือนผมเคยเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย เคยอยู่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้ การเลือกผู้บริหารในหลายสถาบันเคยใช้วิธีการสรรหา มันก็หนีไม่พ้นการเมืองหรอกครับ ในสถาบันแม้จะเป็นการศึกษาเพียงแต่ว่าจะมากจะน้อยเท่านั้นเอง ฉะนั้นที่ทุกท่านบอกว่า อยากให้ปลอดจากการเมืองจริง ๆ มันไม่มีหรอกครับ ที่ไหนจะปลอดจากการเมือง ย้อนกลับมา องค์กรที่มีการพูดถึงมากและท่านขอตัดออกก็คือองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชนนะครับ เจตนาก็เป็นอย่างที่ท่านประธานได้ชี้แจงไปแล้วว่าเราเคยมีประสบการณ์ ให้เฉพาะสถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญ โดยเราเข้าใจว่าผู้เชี่ยวชาญจะมีอยู่ เฉพาะในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้นมีอยู่เยอะและหลายแห่ง เพราะฉะนั้นเราต้องการเปิดกว้าง เมื่อเปิดกว้างก็ควรจะให้องค์กรอื่นในสังคมได้มีส่วนในการเสนอด้วย ถามว่าใครล่ะครับ ก็มี องค์กรภาคเอกชนที่เราเห็นบทบาทเขาอยู่มาก องค์กรภาคเศรษฐกิจและสังคม เพียงแต่ว่า ในการเขียนในมาตรานี้เราให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนด ท่านก็อภิปรายว่าเนื่องจาก ประธานรัฐสภาเป็นท่านเดียวกับพรรคที่มีเสียงข้างมากก็เลยไม่ไว้วางใจ หลายท่านจึงต่อว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วมีที่ไหนเขาเลือกประธานรัฐสภามาจากเสียงข้างน้อยล่ะ มันไม่มี มันกลายเป็นว่าท่านเอาความรู้สึกว่าท่านประธานที่นั่งทำหน้าที่ประธาน ท่านไว้วางใจก็เลย จะพลอยไม่ไว้ใจในการที่จะให้ประธานรัฐสภามาเป็นผู้กำหนดด้วย และที่ผ่านมาเราก็ทำกันมา อย่างนี้อยู่ตลอด ผมได้ถามว่าถ้าอย่างนั้นถ้าได้เขียนไว้อย่างนี้ที่จริงท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็ได้ตอบไปบ้างแล้วว่าในการคัดเลือกองค์กรภาคเศรษฐกิจ และสังคม โดยให้ประธานรัฐสภาจะกำหนดจะกำหนดอย่างไร ผมก็ย้อนกลับไปดูนะครับ องค์กรที่มี การจัดสรรหาอย่างนี้ที่เป็นกฎหมายเขียนไว้อย่างชัดเจนนะครับ เช่นจากกฎหมายในการ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เฉพาะประเภทสมาชิกวุฒิสภาที่จะมาจากการสรรหากฎหมายเลือกตั้งมาตรา ๑๒๗ เขาเขียน ไว้ว่าองค์กรที่มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลเข้ารับราชการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นองค์กร ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพก็กว้างครับ และภาคอื่นที่เป็นประโยชน์ ในการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภา โดยต้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย หรือเป็น นิติบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมายตั้งขึ้นในราชอาณาจักร อันนี้ก็เป็นแนวคิดที่ดี อยู่ตลอดนะครับ ถ้าไปดูกฎหมายอื่นบางฉบับเช่น พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ในการสรรหาคณะกรรมการของสภานี้เขาก็เขียนว่ากรรมการสรรหา มาจากผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่ดำเนินการโดยไม่ใช่องค์กรที่หากำไร มาจากผู้แทนสื่อมวลชนในกิจการด้านหนังสือพิมพ์ ด้านวิทยุกระจายเสียงและด้านวิทยุ โทรทัศน์ซึ่งเลือกกันเอง ก็ต่อไปบอกว่าเอาละ เขียนไว้มาจากอันนี้ มาจากอันนี้ ทั้งนี้องค์กร เหล่านี้ต้องเป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและได้ขึ้นทะเบียนไว้ นี่คือหลักที่ใช้กันมา อยู่ตลอด ที่เป็นกฎหมายชัดเจนนะครับ เอาละ ถึงแม้ไม่เขียนไว้เป็นกฎหมาย ต้องระบุว่า ต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนนะ ไปดูตัวอย่างจากไหนอีกละครับ ท่านลองดูนะครับ ในลิ้นชักที่ท่านนั่งอยู่นะครับ ผมก็พลิกดูกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ ที่บอกว่า ในการพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการหรือผู้ทุพพลภาพเหล่านี้นะครับ ก็ให้ตั้งผู้แทนองค์กรเอกชนจากองค์กรเหล่านี้มาร่วมด้วย ก็ไม่ได้บอกว่าต้องเป็นหรือไม่เป็น นิติบุคคล แล้วทำอย่างไรละครับ ประธานก็ไปออกระเบียบเล่มนี้ละครับ ที่หลายท่านเปิดดู ในลิ้นชักท่านจะมีนะครับ ในระเบียบนี้องค์กรเอกชน ประธานรัฐสภาก็เป็นคนออกระเบียบ บอกว่าองค์กรเอกชนที่มีสิทธิเสนอชื่อต้องเป็นองค์กรเอกชนที่จดทะเบียนโดยถูกต้อง ตามกฎหมาย มีฐานะเป็นนิติบุคคล นั่นคือแนวปฏิบัติที่เขียนไว้อย่างนี้ เพียงแต่ว่าถ้าเขียนไว้ อย่างนี้ เหตุผลทั้งหลายที่ท่านมาท่านก็พูดเพียงแต่ว่าเพราะท่านไม่ไว้ใจผู้ทำหน้าที่ ประธานรัฐสภาจึงอยากตัดออกใช่ไหมครับ เหตุผลก็ฟังอยู่แค่นี้ แต่ว่าถ้ามันมีเหตุผลอย่างอื่น มากไปกว่านี้ ผมก็เชื่อว่าก็คงจะเป็นเหตุผลที่เราจะรับฟังได้ แต่ผมก็เชื่อว่าถ้าสมมุติว่า ที่ประชุมเห็นด้วย คงไว้ตามนี้นะครับ ท่านประธานรัฐสภาจะไปกำหนดองค์กรนี้อย่างไร ผมก็เชื่อว่าท่านก็คงยึดแนวนี้ละ ไม่ใช่นึกว่าท่านจะไปซุกคนไว้ ตั้งองค์กรนั้นขึ้นมา องค์กรนี้ แล้วซุกคนไว้ แล้วก็ตั้งขึ้นมา มันคงไม่ได้หรอกครับ ประธานรัฐสภาท่านก็ต้องรักษาเกียรติ ของท่านไว้ ไม่อย่างนั้นหลายคนก็คงจะไม่ไว้ใจ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นไปในทำนองนี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงผมยังไม่ได้อยากจะ มาโต้กันในเชิงความคิดความเห็นนะครับ ผมท้วงขึ้นมาเป็นเรื่องข้อเท็จจริงสิ่งที่ปรากฏในสิ่ง ที่ท่านเขียนเพื่อหวังจะประหยัดเวลา แล้วก็ท่านสมาชิกวุฒิสภาก็ได้อธิบายชัดเจนว่า ถ้าอยากจะหาจุดร่วมมันน่าจะทำได้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านกรรมาธิการ โดยเฉพาะ ท่านกรรมาธิการพีรพันธุ์ชี้แจงไปเมื่อสักครู่ เดี๋ยวตอนผมสงวนคำแปรญัตติผมก็จะอภิปราย ให้เห็นนะครับว่ามันไม่เป็นอย่างนั้นเพราะอะไร แต่ที่ผมถามข้อเท็จจริงคืออย่างนี้ครับ

ข้อแรก เมื่อสักครู่มีการชี้แจงว่าการที่คณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ไม่สามารถที่จะ มาตกลงเรื่องนี้ได้เพราะไปกระทบกับหลักการ ผมเพียงชี้ให้เห็นว่าข้อเสนอที่มีการนำเสนอ ไปสู่กรรมการ ๔ ฝ่ายที่ท่าน ส.ว. คำนูณ ประทานโทษเอ่ยนามท่าน ได้อธิบายไปอย่างชัดแจ้ง ไม่มีตรงไหนเลยที่กระทบกับหลักการที่รัฐสภารับ นี่คือข้อเท็จจริงนะครับ ไม่ใช่ความเห็น ไม่ต้องตีความด้วยครับ ถ้าบอกว่าขัดหลักการกรุณาบอกเลยครับว่าถ้อยคำตรงไหน ในหลักการที่ขัด นี่ประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ครับ เมื่อสักครู่ทั้งท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการ พีรพันธุ์บอกสมาชิกพรรคฝ่ายค้านที่อภิปรายไม่เห็นด้วยหรือสมาชิกวุฒิสภาอภิปรายไม่เห็นด้วย อยู่บนความเชื่อ อยู่บนความหวาดระแวง แล้วก็ชี้แจงนะครับว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชน จะต้องเป็นนิติบุคคล จะต้องเป็นอะไร ผมก็ถามท่านว่าเขียนไว้ ตรงไหนครับ ตรงไหนในร่างนี้ครับ เขียนไว้ตรงไหน ตอบมาสิครับ หรือเป็นจินตนาการ ของท่าน แล้วก็ที่ถามว่าถ้าฝ่ายค้านเชื่อ ระแวง ผมก็ถามว่าแล้วมันต่างอะไรจากความเชื่อ ของกรรมาธิการพีรพันธุ์ว่าท่านประธานจะไปออกระเบียบเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วถ้าบอกว่า กฎหมายแนวปฏิบัติมีเยอะแยะ ผมก็ดีใจนะครับ วันนี้ท่านสารภาพว่าท่านรู้ว่ามีกฎหมาย มีข้อบังคับ ระเบียบเขียนไว้เยอะแยะให้มันรัดกุม แต่ปรากฏว่าท่านไม่เอาข้อความเหล่านั้นมาบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มันก็ทำให้คนคิดว่า แบบอย่างที่เขามีอยู่แล้วที่เป็นระบบมันมี แต่ท่านตัดสินใจไม่เขียนอย่างไร แล้วท่านก็บอก ท่านเชื่อท่านประธานว่าท่านประธานจะไปออกหลักเกณฑ์ว่าเป็นอย่างนั้น มันก็เป็นความเชื่อ ของท่าน สมาชิกที่เขาไม่เชื่อว่าท่านประธานจะไปเขียนอย่างนั้นก็เป็นความเชื่อเช่นเดียวกัน อยากหาข้อยุติก็เขียนลงไปสิครับ ทำไมไม่เขียนล่ะครับ แบบอย่างก็มีเยอะแยะ อุตส่าห์ค้นคว้า มาอ้างกับสภาสารพัด แต่ตัดสินใจไม่เขียน ผมก็ถามง่าย ๆ ๒ คำถามล่ะครับ เท่านั้นเองว่า

๑. ที่บอกขัดหลักการ ถ้อยคำตรงไหนในหลักการที่ขัด

๒. ที่บอกว่าต้องเป็นนิติบุคคล มีกฎหมายรองรับเขียนตรงไหนหรือเป็น จินตนาการความเชื่อของท่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จะชี้แจงเพิ่มเติมหรือเปล่าครับ เชิญครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมก็ได้ชี้แจงไปแล้ว ในประเด็น ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข ครับ ได้ชี้แจงไปแล้วว่าที่เขียนไว้อย่างนี้มันมีแนวปฏิบัติอยู่ ที่ชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นประธานรัฐสภาก็คงอยู่ดี ๆ ไม่ใช่ว่าจะไปตั้งเอาองค์กรที่ไหนมา ก็ได้นะครับ อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่อยากจะเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่ง

มีอีกประเด็นหนึ่ง ที่ท่านวุฒิสมาชิกบางท่านได้พูดถึงว่า ๒๒ คนอยากจะให้มี ผู้แทนจากเสียงข้างมากบ้าง จากเสียงข้างน้อยบ้าง พูดง่าย ๆ ว่าคือวิธีการเลือกตั้งควรจะ เลือกอย่างไร มีการเสนอว่าสมาชิกรัฐสภาที่จะเลือก ๒๒ ท่าน ที่จะแบ่งเป็น ๓ ประเภท อาจจะเป็น ๖ ต่อ ๖๐ คนหนึ่งให้กาได้ ๑ เสียง วันแมนวันโหวต วันเปอร์เซ็นต์วันโหวต (One percent one vote) เอาง่าย ๆ อย่างนี้นะครับ ผมก็ลองไปศึกษาดู ดูจากตัวอย่าง บังเอิญเมื่อช่วงบ่ายนี้ผมได้พูดไปบ้างแล้ว บังเอิญไปหยิบเล่มนี้ขึ้นมาจากตู้มาอ่านดู เขาพูดถึง การเลือกสมัชชาที่จะมาเป็น สสร. เมื่อปี ๒๕๕๐ คัดกันมา ๒,๐๐๐ คน ไปประชุมที่เมืองทองธานี แล้วก็มีการเลือกประมาณ ๒,๐๐๐ คนให้เหลือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๐๐ คน โดยกำหนดว่า คนหนึ่งให้กาได้ ๓ คน ในหนังสือนี้เขาบอกว่าคนที่ได้เป็น ๑ ใน ๒๐๐ ได้เพียง ๘ คะแนนครับ ก็เพราะอะไร เพราะเกือบ ๒,๐๐๐ คน คนหนึ่งกาได้ ๓ คน ผมก็คิดคำนวณแล้วโดยทาง คณิตศาสตร์จะต้องได้ประมาณกี่คะแนนจึงจะได้เป็นติด ๑ ใน ๒๐๐ ได้ ๘ คะแนนนี้ได้เป็น สสร. นะครับ แล้วมันเป็นตัวแทนของคน ๒,๐๐๐ คนได้อย่างไร ก็เพราะระบบเลือกตั้ง มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็น ๑ กาได้ ๒ กาได้ ๓ อันนี้ท่านที่เก่งวิชาคณิตศาสตร์คำนวณได้ ยากมากที่คนคนหนึ่งจะได้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง เพราะระบบเลือกตั้ง มันเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็น ระบบอย่างนี้เปิดดูในตำราของการเลือกตั้งทั่วโลกในเกือบ ๑๐๐ เกือบ ๒๐๐ ประเทศมีใช้อยู่ ไม่ถึง ๓๐ ประเทศครับ นอกนั้นเขาใช้ระบบอะไร ถ้าเป็นระบบเลือกตั้งที่เลือกได้หลายคน เขาก็เลือกให้ได้เท่าจำนวนที่มีอยู่เหมือนกับเลือกตั้งของประเทศไทยที่ครั้งหนึ่ง มีแต่การแบ่งเขตเลือกตั้ง มี ส.ส. ได้ตำแหน่งถึง ๓ คน เขตไหนมี ๒ คนก็เลือกไป ๒ คน เขตไหนมี ๓ คนก็เลือกไป ๓ คน ถ้าเรากลับไปเลือกมาว่ามีหลายคน แต่ให้เลือกได้คนเดียว ท่านจำได้ไหมครับตอนเลือกตั้ง ส.ว. ก็ย้อนไปเมื่อปี ๒๕๔๐ ผมก็จำตัวเลขไม่ได้นะครับ แต่ว่าดูจำได้ว่าท่านแรก ๆ ได้เกือบ ๖๐๐,๐๐๐ คะแนนครับ แต่ท่านสุดท้ายน่าจะเป็นคนที่ ๑๘ ได้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ คะแนนแล้วมาแสดงบทบาททางการเมืองอย่างไร ๖๐๐,๐๐๐ คะแนน กับ ๒๐,๐๐๐ คะแนนนี้เป็น ส.ว. เหมือนกันก็เพราะระบบเลือกตั้งอย่างนี้ ถ้าอย่างนั้นควรเป็น อย่างไรล่ะ ส่วนใหญ่เกือบทั้งโลกเขาก็บอกว่าก็ให้เลือกได้เท่าจำนวนที่สามารถจะเลือกได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราแบ่ง สรร. สรรหาที่จะเลือกตั้งเป็น ๓ กลุ่ม เอาตามร่างนี้นะครับ ที่ผ่านมาแล้ว จำนวน ๖ ๖ แล้วก็ ๑๐ คน ๖ คน แต่ละท่านพวกเราที่ยังอยู่ที่นี่ ผมก็เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็ถือว่า ที่นี่คือเขตเลือกตั้ง แต่ละคนจะเลือกได้เท่าไร ก็เลือกได้เท่าที่จำนวนที่มันจะมีเพราะฉะนั้น คะแนนที่จะออกมาก็จะได้คะแนนมาก มากเสร็จแล้วได้รับความเห็นชอบจากพวกเรามาก คนไหนที่จะได้เป็นก็เรียงลำดับขึ้นมาเป็นอย่างนี้ ก็จะเป็นตัวแทนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มาจาก การคัดเลือกของรัฐสภา ระบบมันก็เป็นอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าทำไมเราจะ ไม่แก้เป็นระบบคนหนึ่งกาได้ ๒ คน ๓ คน ๔ คนนะก็ผมเรียนแล้วผลมันจะต่างกันอย่างนี้ ฉะนั้นสิ่งที่เข้าทำกันอยู่ทั่วโลกเข้าก็เลือกกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าที่เขียนไว้ในมาตรานี้ บอกว่าก็ให้เลือกได้เท่าจำนวนที่มีอยู่ ผมคิดว่าเป็นระบบที่ถูกต้องแล้ว ขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิสิทธิ์ครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผมไม่รบกวนเวลามากนะครับ ผมพยายามจะให้มันกระชับถามข้อเท็จจริง แต่ว่าท่านกรรมาธิการ ผมไม่ทราบท่านจะถ่วงเวลาหรืออะไรไปชี้แจงเรื่องที่ผมไม่ได้ถามนะครับ โดยสรุปนะครับ ๒ ข้อเท็จจริงที่ผมคิดว่ากรรมาธิการไม่ตอบผมนะครับ สรุปได้แล้วว่า

ข้อที่ ๑ ข้อเสนอที่เสนอไปสู่คณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ไม่ได้ขัดกับหลักการ ในส่วนไหนเลยที่ปรากฏอยู่ในหลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ข้อที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าองค์กรเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนจะมี แนวปฏิบัติอะไรต่าง ๆ คือท่านไม่ได้เขียน แล้วก็เป็นเพียงความเชื่อของท่านว่ามันจะเป็น อย่างนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกอีก ๑๐๐ กว่าคนที่เขามีอีก ๑๐๐ ความเชื่อ ที่ไม่ตรงกับท่านจะต้องแสดงความคิดเห็นกันต่อไปก็เสียเวลาแทนที่จะมาตกลงกันนะครับ ในรอบนี้ผมก็จะพูดเท่านี้นะครับ

สุดท้ายนิดเดียวเท่านั้นเองครับ ความจริงเดี๋ยวท่านฟังนะครับว่าเรื่องการเสนอ ให้มีนวัตกรรมในการลงคะแนนและมีการกระจายอธิบายการเมืองอย่างไร เดี๋ยวตอนผม อภิปรายผมจะอธิบายให้ท่านฟัง แต่ถ้าท่านจะอ้างว่าระบบนี้เลือกตั้งแบบนี้ใช้กันเพียงไม่กี่ ๑๐ ประเทศ ผมก็ท้าท่านนะครับ มีกี่ประเทศบ้างเขาแก้รัฐธรรมนูญวิธีที่ท่านทำขณะนี้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุริยา ปันจอร์ ครับ

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม สุริยา ปันจอร์ จริง ๆ แล้วสิ่งซึ่งผมจะหารือแล้วก็จะเรียนถามคณะกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานนั้น ขอประทานโทษที่เอ่ยชื่อท่าน คือ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า พรรคฝ่ายค้าน ท่านได้ย้ำถึง ๒-๓ ครั้ง ตรงกับประเด็นที่ผมตั้งใจที่อยากจะเรียนถามนะครับ แต่เอาเถอะผมมีอยู่ ๒ ประเด็น ผมไม่ได้ประท้วงแล้วก็ตั้งแต่เริ่มต้นมาไม่เคยประท้วง แล้วก็ ไม่ได้หารือกันในที่ประชุมนั่งฟังโดยยึดหลักของคำว่า อดทนและอดทน อย่างเดียว ผมฟังได้ แม้จะเครียดในบางโอกาสครับ คืออย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ขอโทษ ที่ต้องเอ่ยชื่อของท่าน ท่านได้นำเสนอและสุดท้ายท่านบอกว่าขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณที่ดีว่า จะได้พบปะพูดคุยกันทั้ง ๔ ฝ่าย ยังไม่มีสัญญาณจากคณะกรรมาธิการ ผมฟังดูท่านคำนูณ ได้นำเสนอนั้นเป็นเหตุผลที่น่าจะยอมรับ ที่น่าจะให้สัญญาณ เพราะว่าที่ผ่านมามาตรา ๒๙๑/๕ ผ่านมาแม้จะขรุขระ แม้จะลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่ก็ผ่านมาด้วยความสดชื่นทั้งสภาเรียบร้อย ด้วยความยินดี เพราะฉะนั้นในโอกาสต่อไปผมคิดว่าถ้าคณะกรรมาธิการจะยอมรับในส่วนนี้ จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่ด้วยความตั้งใจดี ปรารถนาดีเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ก็น่าที่จะ ยอมรับในการพบปะทั้ง ๔ ฝ่าย ประเด็นที่ ๑ ครับ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือ ขอโทษที่ต้องเอ่ยชื่อท่านอีกครั้งหนึ่งก็คือ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ท่านถามว่าขัดหลักการตรงไหน เพราะเหตุว่า ท่านคณะกรรมาธิการได้ยืนยันว่าที่ไม่สามารถปรับและแก้ไขได้ อันเนื่องมาจากขัดด้วยหลักการ ถาม ๒-๓ ครั้ง ปรากฏว่าทางคณะกรรมาธิการยังไม่มีคำตอบ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านต้องเอ่ยชื่อท่านอีกครั้งหนึ่ง ท่านเลยสรุปว่า ไม่ขัดด้วยหลักการ แต่ผมยังไม่พอใจ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าเพื่อสมาชิกที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ได้รับทราบขอความกรุณาผ่านท่านประธานไปถึงท่านคณะกรรมาธิการได้กรุณาตอบว่าขัดข้อไหน ขัดข้อ ๑ หรือข้อ ๒ หรือข้อ ๓ เพราะหลักการมี ๓ ข้อ พร้อมทั้งอธิบายให้ชัดเจนแล้วทุกคน น่าจะพอใจ เพราะฉะนั้นผมขอเรียนอย่างนี้ครับ ไม่ใช่ว่าท่านจะสรุป โดยสั้น ๆ โดยไม่อธิบาย รายละเอียดนี้คงจะไม่เป็นที่พอใจ ขอบคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการ ต้องหาข้อสรุปชัดเจนเพื่อแจ้งกับเพื่อนสมาชิกนะครับ เพราะว่าข้อชี้แจงของท่านประธาน กรรมาธิการกับข้อชี้แจงของท่านกรรมาธิการพีรพันธุ์ ผมเข้าใจว่าเป็นข้อชี้แจงที่แสดงถึง ความตั้งใจ แต่ที่เรากำลังพิจารณาเราพิจารณากฎหมายครับ ท่านตั้งใจไว้

เรื่องที่ ๑ ท่านตั้งใจว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ที่เขียนไว้ในกฎหมาย ท่านตั้งใจให้เป็นองค์กรที่เป็นนิติบุคคล ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ก็พูดว่าควรจะเป็นนิติบุคคล ท่านพีรพันธุ์ก็ตีความว่าถ้าไปค้นเรื่องอื่น ๆ ในตู้เอกสารมันก็จะ เป็นนิติบุคคล แต่ข้อถามครับ เมื่อท่านอยากให้เป็นนิติบุคคลทำไมท่านไม่เขียนให้เป็น นิติบุคคลไปเสียล่ะ เพราะในข้อกฎหมายที่เขียนมาทั้งหมด มาตรานี้ทั้งมาตราครับ ทุกวรรค ไม่เคยกำหนดเลยครับว่าองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรนิติบุคคล ส่วนวิธีคิดในเรื่องการลงคะแนน เลือกซึ่งท่านพีรพันธุ์ได้นำเสนอ ผมคิดว่าวิธีคิดเรามีบทเรียนครับ แล้วคนที่รู้บทเรียน เรื่อง สสร. มากที่สุดผมเข้าใจว่าอยู่ในคณะกรรมาธิการท่านครับ ท่านเป็นผู้ใหญ่เป็นผู้ให้ กำเนิด สสร. ๑ ขึ้นมาครับ ผมก็อยากฟังความคิดเห็นของกรรมาธิการ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ฯพณฯ ชุมพลครับ ซึ่งท่านเป็นคนเริ่มต้นกระบวนการอย่างนี้ วิธีการเลือกวุฒิสมาชิกคราวที่แล้ว กรุงเทพมหานครมี ๑๘ คน เลือกได้คนละ ๑ คนที่ ๑ ได้ ๖๐๐,๐๐๐ คะแนนจริงครับ คนสุดท้ายได้ ๒๐,๐๐๐ คะแนนกว่าจริงครับ มันก็มีหลักวิธีคิดของความเป็นมาครับ ฉะนั้น ผมเข้าใจว่ากรรมาธิการตั้งใจอย่างครับ แต่เขียนกฎหมายมาอีกอย่างก็อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ ในกรรมาธิการครับ ฯพณฯ ชุมพลช่วยชี้แจงต่อสภาหน่อยครับว่าแนวทางที่เพื่อนวุฒิสมาชิก ท่านคำนูณเสนอแนะท่านเป็นผู้ใหญ่ เชิญกรรมาธิการทั้งหมดไปหารืออีกสักรอบได้ไหมครับ ผมคิดว่าในโอกาสที่ท่านมานั่งประชุมตรงนี้นะครับ ก็ขอเสนอให้ ฯพณฯ ชุมพลในฐานะคนที่เคย มีประสบการณ์ทำเรื่องอย่างนี้มาปี ๒๕๔๐ แล้วเป็นรัฐธรรมนูญที่ผมเข้าใจว่าฝ่ายรัฐบาลทุกคน ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญดีที่สุด ดีกว่าปี ๒๕๕๐ ท่านเป็นเจ้าตำรับปี ๒๕๔๐ ท่านช่วยหาทางออก ให้หน่อยสิครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าเราเสียเวลาในช่วงนี้ไปประมาณเกือบ ๑ ชั่วโมงแล้วนะครับ ผมนั่งฟังคำชี้แจงจากท่านกรรมาธิการอย่างน้อย ๒ ท่าน ท่านประธานและท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าสิ่งที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ชี้แจงนั้น แสดงว่าท่านยังไม่เข้าใจประเด็นที่ที่ประชุมแห่งนี้ได้ช่วยกันหารือเพื่อที่จะหา ทางออกให้การพิจารณาในมาตรา ๒๙๑/๖ ว่าจะเป็นไปได้ด้วยความรวดเร็วมากขึ้นได้อย่างไร เรากำลังจะพูดถึงประเด็นว่าควรจะให้มีการประชุม ๔ ฝ่าย เหมือนกับที่เราทำสำเร็จมาแล้ว ในมาตรา ๒๙๑/๕ แต่ท่านขึ้นมาชี้แจงท่านก็ชี้แจงแต่ข้อดีของร่างของท่านตลอดเวลา มันไม่ใช่นะครับ ผมกราบเรียนครับว่าการประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออกนั้น มันต้องอาศัยหลักการ ประนีประนอมกัน หมายความว่าท่านต้องฟังข้อเสนอจากที่ประชุม ผมเรียนท่านครับว่า วิธีการเลือกตั้งอย่างที่ท่านมาเสนอนั้นถ้าจะพูดกันแล้วมันมีมากกว่าวิธีการที่ท่านเสนอ ด้วยซ้ำไป ถามว่ามันทำไมต้องมีระบบบัญชีปาร์ตี้ ลิสท์ (Party list) เกิดขึ้น ทำไมต้องมี การเลือกตั้งแบบระบบสัดส่วนเกิดขึ้น ถ้าเลือกตั้งทางตรงโดยใช้วิธีการจัดเขตเลือกตั้ง อย่างเดียวเป็นวิธีการเลือกตั้งที่ดีที่สุดในโลกนี้นะครับ กระบวนการประชาธิปไตยที่เขามี การเลือกตั้งคงไม่พัฒนาไปมีการเลือกตั้งแบบสัดส่วน การเลือกตั้งแบบระบบบัญชีรายชื่อ เกิดขึ้นล่ะครับ เพราะฉะนั้น ณ เวลานี้อย่ามาพูดกันเลยครับว่ามีกี่ประเทศใช้วิธีเลือกตั้งแบบไหน แต่ ณ เวลานี้คือเวลาที่เรากำลังเสนอว่าทำอย่างไรเราจะช่วยประหยัดเวลาของสภาแห่งนี้ ในการขอหาข้อยุติของมาตรา ๒๙๑/๖ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านจะต้องรับฟังก็คือว่าสิ่งที่ เพื่อนสมาชิกเสียงข้างน้อยได้พยายามนำเสนอนั้น มันมีอะไรที่เป็นเหตุขัดข้องที่จะทำให้เรา ได้มาซึ่ง สสร. ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นซึ่งเป็นข้อห่วงใย แล้วก็เป็นสิ่งที่เพื่อนสมาชิก ยังไม่ไว้วางใจ รวมถึงภาคสังคมด้วย สังคมบางส่วนเขายังไม่ไว้วางใจว่าด้วยระบบเสียงข้างมากนั้น มันจะทำให้เกิดการบล็อกโหวตได้หรือไม่ เอาเถอะครับแม้เราจะฟังว่าไม่อาจก่อให้เกิดระบบ บล็อกโหวตได้ แต่ทางเลือกอื่นซึ่งมีผู้เสนอ ถ้ามันเป็นการเพิ่มเติมความโปร่งและเป็นการ เพิ่มเติมความเชื่อมั่นให้กับสังคมไทยว่าจากนี้ไปการคัดเลือก สสร. ไม่ว่าจะระบบเลือกตั้ง หรือระบบแต่งตั้งโดยรัฐสภาจะเป็นไปโดยความโปร่งใส เพราะเป็นการระดมความคิดเห็น ทั้งฝ่ายที่มีเสียงข้างมาก และฝ่ายที่มีเสียงข้างน้อย ผมถามว่ามันไม่เป็นวิธีการที่ดีกว่าหรือครับ ไม่เป็นวิธีการที่ดีกว่าการที่ท่านยึดติดอยู่บนจุดยืนของท่าน และท่านพยายามมาอธิบาย ให้พวกเราฟังว่า นั่นละคือวิธีการที่ดีที่สุด แต่ท่านไม่ได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมว่าทำอย่างไร จะให้ทุกภาคส่วนเขามีโอกาสมีส่วนร่วมในการเข้าไปทำหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ คือประเด็นต่างหากท่านประธาน ที่เราอุตส่าห์มานั่งคุยกันว่าจะทำอย่างไรที่จะให้เป็นช่องทาง ในการที่เกิดการประชุม ๔ ฝ่ายร่วมกันเหมือนเมื่อวาน แต่ฟังท่านพูดแล้วท่านปิดประตู ไม่คุยกับเขาเลยนี่ครับ ท่านไม่คุยกับเขาเลย บรรยากาศมันก็ต้องเป็นอย่างนี้ เดินหน้าต่อไป ทุกคนก็ต้องใช้สิทธิอภิปรายตามสิ่งที่เขาสงวนคำแปรญัตติไว้ แล้วเดี๋ยวท่านก็มาบ่นอีกว่า ใช้เวลาของสภาแห่งนี้เยอะ มันก็สวนทางกันตลอดเวลา เวลาสภาแห่งนี้พยายามจะหาทางออก กรรมาธิการกลับเป็นฝ่ายที่ยึดอยู่บนจุดยืนของตัวเอง ไม่เปิดช่องให้มีการประชุมปรึกษาหารือ ร่วมกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้คือประเด็นที่ผมอยากจะให้ท่านประธานได้ช่วยชี้แนะไปยัง กรรมาธิการด้วยว่า กรรมาธิการประสงค์จะได้อะไรกันแน่ บางเวลาท่านก็บอกท่านอยากได้ ความรวดเร็ว ที่ประชุมแห่งนี้ใช้เวลาเยอะ แต่พอที่ประชุมเสนอทางออกให้ท่าน ท่านก็ยืนยันว่า สิ่งที่ท่านนำเสนอนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ประสงค์ที่จะมีการเจรจาร่วมกัน ผมและเพื่อน สมาชิกนั่งฟังเราก็แปลกใจนะครับ ไม่รวมไปถึงประเด็นที่ท่านพยายามจะชี้แจงว่าสิ่งที่ท่าน ปฏิเสธข้อเสนอของเสียงข้างน้อย เพราะสิ่งที่เสียงข้างน้อยเสนอนั้นเป็นการขัดหลักการ ผมก็ ต้องกราบเรียนยืนยันครับว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ท่านเป็นคนตัดสินชี้ขาด และจะเป็นสิ่ง ที่ถูกต้องนะครับ ผมก็อภิปรายมาตั้งแต่ ๒ วันที่แล้วแล้วว่าการแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑ หรือมาตรา ๒๙๑/๕ จะกระทั่งมาถึงมาตรา ๒๙๑/๖ มันไม่ได้ขัดหลักการตรงไหนเลยครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านยืนยันมันก็เป็นเพียงความเห็นของท่าน การที่เพื่อนสมาชิกเห็นต่างว่า ไม่ขัดหลักการก็เป็นความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่มีสิทธิที่จะเห็นต่างกับท่าน ท่านก็อย่าเอา ตรงนั้นเป็นบทสรุปได้ไหมครับว่าขัดหลักการ เพราะฉะนั้นประชุมร่วมกันไม่ได้ กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขณะนี้ผมมีรายชื่อขึ้นบนนี้ ประมาณ ๘ ท่าน เราหารือกันนะครับ ท่านดูนาฬิกาด้วยนะครับ ผมอยากจะขอความกรุณา เรากำลังอยู่ในห้วงการหารือ ผมอยากจะขอความกรุณาท่านให้กระชับนะครับ เพราะว่า มีทั้งหมดขึ้นอยู่นี่ประมาณ ๗-๘ ท่านนะครับ ๓ ท่านต่อไปเลยนะครับ ท่านไพจิต ท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ท่านสมชาย แสวงการ เชิญท่านไพจิตครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าในขณะที่ท่านประธานทำหน้าที่เป็นประธาน การประชุมวาระที่สอง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่ท่านประธานครับ สมาชิกที่ขอสงวน ความเห็นที่ขอแปรญัตติแล้วไม่ได้เป็นไปตามที่ต้องการจากคณะกรรมาธิการก็ชอบที่จะ อภิปรายอยู่ในข้อบังคับนี้เท่านั้นนะครับท่านประธาน แล้วคณะกรรมาธิการก็ชอบที่จะชี้แจง ผมอยากให้วาระแบบนี้พิจารณาไป แต่ว่าถ้าเยิ่นเย้อ วกวน ซ้ำ ซ้ำคนอื่นนี่ก็ขอความกรุณา ท่านประธานได้ควบคุมการประชุม ถ้าจบผู้อภิปรายถ้ามันซ้ำพอที่จะอนุมานได้โดยใช้ ข้อบังคับที่เห็นว่าได้อภิปรายพอควรแล้วก็ขอกรุณาจากท่านสมาชิกว่าจะเอาตามกรรมาธิการ หรือจะเอาตามที่ท่านสมาชิกที่ใช้เหตุใช้ผลอภิปรายตรงนี้ผมว่าเคารพกันตามนี้เถอะครับ แล้วก็กลับไปกลับมาอยู่ ผมก็ไม่ได้มีข้อบังคับข้ออะไรที่บอกว่าจะต้องตั้งกรรมการ ๔ ฝ่าย ๕ ฝ่าย แล้วก็ถกไปถกมาอยู่นี่ ผมเรียกร้องครับ ท่านประธานครับ ก็เราทำตามข้อบังคับ ที่เขียนไว้แล้วก็เดินไปสู่จุดหมายปลายทางที่ควรจะเป็นท่านประธานครับ ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า จะต้องใช้เหตุใช้ผล ก็ขอความกรุณานะครับด้วยความเคารพซึ่งกันและกันครับ ก็มองตากันรู้ ใจกันครับว่าจะเป็นประการใด กระผมมีความเห็นว่าความจริงใจที่จะทำให้ภารกิจที่มีต่อ ประชาชนเท่านั้นครับ ท่านประธานครับ ขอให้ใช้ข้อบังคับดำเนินการประชุมตามที่ได้มี กำหนดเป็นสากลแล้วครับในข้อบังคับ ผมเคารพท่านประธาน ผมทราบว่าท่านประธาน เป็นคนโอนอ่อนผ่อนปรนการเจรจาใด ๆ มันมีข้อยุติครับ ท่านประธานครับ ระบอบประชาธิปไตย เสียงที่มากบางทีก็ต้องเคารพ การเป็นเสียงข้างน้อยก็ฟังกันมาพอควรก็ต้องทำใจนะครับ ผมก็เคยเป็นเสียงข้างน้อย ผมก็เจ็บปวด เวลาทางฝ่ายเสียงข้างมากแก้รัฐธรรมนูญ ผมเจ็บปวดมากนะครับ ก็อดทนเอาล่ะครับ ท่านประธานครับ ประชาชนเขาดูกันอยู่ว่าใครทำ อย่างไร ผมก็อยากจะขอใช้ข้อบังคับโดยเคร่งครัดต่อไปนะครับ ขอความกรุณาอย่าได้กลับไป กลับมาอีก แล้วข้อยุติก็คือถ้าหากไม่เป็นไปตามข้อบังคับท่านประธานกรุณาได้บอกท่าน ที่สงวนความเห็นขอแปรญัตติแล้วก็อธิบายจบแล้วท่านกรรมาธิการจะชี้แจงหรือไม่ชี้แจง ก็สุดแท้แต่ พวกผมมีดุลยพินิจในการที่จะวินิจฉัยในการจะให้ความเห็นชอบตามกรรมาธิการ หรือตามท่านสมาชิกที่สงวนความเห็น ขอบพระคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความจริงนี่เราต้องมาพูด ความจริงกันในสภาแห่งนี้นะครับว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดนี่ความจริงมันคืออะไร ผมต้องเรียนครับว่า ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงไปว่าจากการที่สมาชิกได้อภิปรายถึงมาตรา ๒๙๑/๖ มันเป็นการบล็อกโหวต สามารถที่จะบล็อกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ๒๒ คน ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ชี้แจงว่าเสียงของสภา พรรคเพื่อไทยก็ลดลงไป จำนวนฝ่ายค้านก็มีเพิ่มขึ้น สมาชิกวุฒิสภาก็ไม่สามารถจะชี้นำหรือทำ อะไรได้ แล้วก็ผมอยากจะเรียนตรงนี้ครับบังเอิญนี่ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งครั้ง แรกของประเทศไทย ในปี ๒๕๔๓ เป็นชุดแรก ๒๐๐ คน ตอนนั้นการเลือกตั้งถือเกณฑ์ ประชาชนนี่เป็นสำคัญ ๑ คนแล้วเราถือเกณฑ์จำนวนประชากรจากกรุงเทพมหานครเลือกได้ ๑๘ คนครับ ถ้าคนเดียวอาจารย์ชุมพลไม่ได้เป็นหรอกครับ ส.ว. สมัยนั้น ต้องเรียนตรงนี้ และจาก ๑๘ คน เราได้คนดีเข้ามาจากกรุงเทพมหานครเป็นจำนวนมากเลยที่มาทำหน้าที่ในวุฒิสภา นั่นเป็น ประเด็นหนึ่งนะครับ แต่ทีนี้ทำไมผมถึงบอกว่าประธานไม่ได้พูดความจริง ผมเชื่อว่าประธาน คณะกรรมาธิการรู้อยู่ว่าถ้าร่างออกไปลักษณะนี้บล็อกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่บล็อกธรรมดานะครับ ไม่ดับเบิ้ลบล็อก (Double block) ซุปเปอร์บล็อก (Super block) ด้วยซ้ำไป คือในวุฒิสภา สมัยผม ผมขมขื่นใจนะครับ ตอนนั้นเป็นมา ๖ ปีครึ่งเขาเรียกสภาทาส ข่าวสื่อออก ตลอดเวลาเลยครับ สภาทาส ผมอยู่ตรงนั้น ผมจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ คืออย่างนี้ครับ เรายังมีจังหวะที่จะอภิปรายกันอีกแยะเลยนะครับ ในเรื่องที่เราหารือกันนี่ ที่พวกเราหารือกัน เราประสงค์ที่จะขอให้ทางกรรมาธิการได้พิจารณาความเห็นของสมาชิกแล้วเราก็จะประชุมกัน ใช่ไหมครับ ผมให้เหตุผลตรงนั้นดีกว่านะครับท่าน และสิ่งที่ท่านได้กรุณาเล่ามานี่ เราก็คุยกัน บ้างแล้ว และเรายังมีโอกาสอีกนะครับท่าน

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ผมขอใช้สิทธิอย่างนี้เลยนะครับ ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ ผมอภิปรายตรงนี้อาจจะไม่ใช้สิทธิตอนสงวนเลยครับ ทีเดียวเลย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มิได้ครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เพราะว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจง และกรรมาธิการได้ชี้แจง จะได้ตอบโต้กัน ทันครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ คือขณะนี้ยังเหลือ อีกหลายท่านที่อยากจะให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เรื่องคุยกัน ๔ ฝ่าย

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่เป็นอะไรครับ ผมเคารพประธานครับ ผมยินดีครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมชาย เชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมก็เรียนว่า ๘ วัน ๘ คืนแล้ว สำหรับการอภิปรายในสภา แล้วก็ต้องเรียนว่า ๖ วันแรก ผมเองต้องเรียนว่ากรรมาธิการ ท่านแข็งจริง ๆ ครับ สมาชิกบางท่านเรียกว่ากรรมาธิการต้นไม้ ผมก็จะไม่เรียกนะครับ เมื่อวานเป็นบรรยากาศที่ดีครับ ถึงแม้จะใช้เวลายาวนานที่คณะกรรมการ ๔ ฝ่ายไปประชุมกัน ตั้งแต่เช้าแล้วได้ข้อสรุป ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า หลังจากนั้นสมาชิกทั้งฝ่ายค้านและวุฒิสภา ก็ให้ความร่วมมือนะครับ หลังจากที่มีข้อสรุปในมาตรา ๒๙๑/๕ แล้ว เราซักถามแค่ประเด็น ที่ค้างคาใจนิดหน่อยหลังจากนั้นก็ลงมติกัน ผมอยากเห็นบรรยากาศอย่างนี้เดินหน้าต่อไปครับ ข้อเสนอที่ผมเรียนว่าทางประธานวิปฝ่ายค้านและทางสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนเสนอนั้น เป็นข้อเสนอด้วยความปรารถนาดีครับ แล้วก็เป็นข้อเสนอที่ผมคิดว่ามันจะทำให้การแก้ไข รัฐธรรมนูญขณะนี้ ซึ่งใครจะว่าอย่างไรก็ตาม มาด้วยการบังคับเอามาด้วยเสียงข้างมาก อย่างไรก็ตามอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอม มันจะต้องมาพบกันด้วยการประนีประนอมและทำให้ กฎหมายฉบับนี้ดีที่สุด ผมเรียนย้ำนิดเดียวครับว่ามันมีเรื่องที่ค้างอยู่ ก็คือ

๑. จำนวน สสร. บางส่วนเราไม่เห็นว่าควรจะมีการสรรหาและมาเลือก อันนั้นก็ว่าไป แต่ตอนนี้มาสู่กระบวนการที่เหลือ ๒๒ คน ผมเองเป็นผู้เสนอกับท่านสมาชิก และฝากท่านคำนูณไป ฝากอาจารย์พีรพันธุ์ไป ผมคิดว่าวิธีการแก้บล็อกโหวต หรือซุปเปอร์ บล็อกโหวต ผมเรียนว่ามันต้องใช้วิธีการที่วันแมน (One man) วันโหวต (One vote) หรือท่าน อาจจะเลือกจากแต่ละกลุ่ม กลุ่มละ ๑ คนก็ได้ครับ ให้ ส.ว. ส.ส. ในรัฐสภาเลือกกลุ่มที่ ๑ ๑ คน กลุ่มที่ ๒ ๑ คน กลุ่มที่ ๓ ๑ คน อย่างนี้ก็ยังพอคลายบล็อกโหวตได้ ผมเรียนว่าสิ่งที่ จะบล็อกโหวตทำได้อย่างแน่นอนครับในสภานี้ ต้องเรียนท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชมไปด้วย ๓๐๐ คน จากพรรครัฐบาล ๒๐๐ คนจากพรรคฝ่ายค้าน เอา ส.ว. มาหารครึ่งเลยครับ ฝ่ายละ ๗๓ คน

๒. รัฐบาลก็มี ๓๗๓ คน ฝ่ายค้านก็มี ๒๗๓ คน นับอย่างไรครับ โหวต ๒๒ คน เรียงนาย ก ถึงลำดับที่ ๑-๒๒ ก็ได้เป็นฝั่งรัฐบาลหมด นี่คือการที่บล็อกโหวตได้แน่นอน และมันทำโผได้ อันนี้ต้องยอมรับข้อเท็จจริงครับ เพราะฉะนั้นวิธีที่ผมเสนอเป็นวิธี ประนีประนอมที่ผมคิดว่า ๒๒ คนจะมาจากการเลือกในรัฐสภาเราจำเป็นที่จะต้องมีส่วน ให้คนมีส่วนข้างมากก็ได้ ส่วนข้างน้อยก็ได้ เราก็จะได้ทำงานต่อไปได้ใน สสร. ๒๒ คนนี้ ในส่วนหลักเกณฑ์ของท่านประธานรัฐสภา ผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องมีการให้สมาชิกรัฐสภา มีส่วนร่วมในการกำหนดกติการ่วมกันนะครับ ในส่วนที่เหลือที่ยังค้างและผมคิดว่าต้องเจรจาด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเมื่อร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วต้องนำเข้าสู่สภา หรือเรื่องการวินิจฉัยซึ่งเป็นอำนาจของประธานรัฐสภาต้องไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ผมคิดว่าจำเป็นต้องทำให้เรื่องนี้ประนีประนอมและเดินไป ถ้าอย่างนี้ครับ ผมคิดว่าไปได้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยืดเยื้อมายาวนาน ๘ วันแล้วมันก็จะไม่ยาว แล้วเราก็ สามารถตกลงกันได้ ผมอยากให้คณะกรรมการ ๔ ฝ่าย มีการประชุมกันอีก ไปทีละข้อ ไปทีละตอน มิฉะนั้นถ้านับแล้วเหลือผู้อภิปรายอีก ๘๐๐ คน ก็ต้องใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ทุกมาตราผมก็ต้องอภิปราย มันเป็นความที่ผมต้องปกป้องกฎหมาย ที่จะแก้ไขให้ดีที่สุด ก็เรียนครับว่าอยากเรียนวิงวอน ขอให้คณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ซึ่งเจรจาไป มาตรา ๒๙๑/๕ ได้เรียบร้อยแล้วอย่าชิงวิ่งไปอย่างเดียว ที่เหลือทิ้งอันนี้ไปไม่ได้เราต้องใช้ เวลาอาจจะต้องทุกวันอังคาร วันพุธไปอีก ๔ อาทิตย์หรือ ๕ อาทิตย์มันถึงจะจบ ซึ่งอันนี้ผมก็ ไม่ค่อยเห็นด้วย แล้วที่สำคัญผมเป็นห่วงท่านประธานครับ ท่านประธานยังไม่ได้ทานข้าวเย็น เลยนะครับ และท่านประธานไม่ได้พักเข้าห้องน้ำเลยก็ขอความเห็นใจท่านประธาน ถ้าจะดึง เวลากันไปถึงตี ๒ ท่านประธานผมจะแย่ ท่านประธานอาจจะใช้เวลาพักการประชุมบ้าง เพื่อรับประทานอาหารบ้างก็ได้นะครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านกรรมาธิการชี้แจงนะครับ เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ ชี้แจงประเด็นข้อเสนอแนะท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ๒ ประเด็นหลักนะครับ

ประเด็นที่ ๑ เป็นข้อเสนอแนะเพื่อหาทางออกของท่านสมาชิกวุฒิสภา อย่างน้อย ๒ ท่าน ที่จะประสงค์ให้ ๔ ฝ่าย หมายถึงตัวแทนฝ่ายคณะกรรมาธิการ ตัวแทน ของฝ่ายค้าน ตัวแทนของฝ่ายรัฐบาล และวุฒิสภา มาประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออก ในมาตรา ๒๙๑/๖ ต้องกราบขอบพระคุณในความปรารถนาดีของทุกท่านที่พยายามที่จะ หาทางออกและเพื่อให้การประชุมมันมีประสิทธิภาพ ใช้เวลาสั้น กระชับ และเข้าสู่ จุดมุ่งหมายและสิ่งที่ได้เป็นไปตามที่ท่านอยากจะได้และคาดหวัง ผมต้องกราบเรียนประเด็นนี้ว่า ในการประชุม ๔ ฝ่าย เราได้มีการประชุมกัน แล้วได้นำข้อเสนอทั้งหมดมานั่งปรึกษาหารือกัน แน่นอนครับ ในข้อปรึกษาหารือผมก็ต้องขออนุญาตว่ามันเป็นข้อเสนอที่ไม่ได้มีประเด็นเดียวครับ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องการทบทวนจำนวน สสร. ผมกราบเรียนท่านประธานไปยัง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติด้วยความเคารพครับ ประเด็นนี้เราบอกเรารับไม่ได้ก็ปิดการหารือไป อีก ๔ ประเด็นครับ

ประเด็นมาตรา ๒๙๑/๕ เรื่องการที่จะนำกฎหมายมาใช้ในการเลือกตั้ง สสร. และวิธี และกระบวนการในการเลือกตั้ง สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๕ เราบอกว่าอย่างนี้เรารับได้ คุยกันได้ นั่นคือเป็นที่มาของการคุยเมื่อวานก็ได้ข้อตกลงไป ข้อเสนอในมาตรา ๒๙๑/๖ มี ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องขององค์กรที่จะส่งรายชื่อให้กับรัฐสภาเพื่อทำการคัดเลือก ที่เขียนไว้ในตัวบท ๓ ส่วน สภาสถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน องค์กรด้านเศรษฐกิจ และสังคม เขาเขียนไว้ ๓ ส่วน ทางผู้เสนอขอต่อรองว่าไม่เอา ๒ องค์กรหลังได้หรือไม่ หมายถึงองค์กรภาคเอกชน แล้วก็องค์กรทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้วยเหตุผลว่ามันมี ความหลากหลายไม่สามารถที่จะเข้าไปดูได้ ไม่มีกฎหมายรองรับอะไรต่าง ๆ ในประเด็นนั้น ประเด็นนี้เบื้องต้นเรารับว่าเราจะพยายามพูดคุย

อีกเรื่องหนึ่งครับ วิธีการคัดเลือก หรือวิธีการเลือกของสมาชิกรัฐสภาในการที่ จะเลือก สสร. ที่มาจากการส่งรายชื่อ ๒๒ ท่าน หรือ ๓ สาขาหลัก ตรงนี้เองก็เป็นข้อเสนอว่า ให้มีการเสนอโดยวิธีการเลือกที่ป้องกันการ ต้องขออนุญาตท่านประธานในการใช้ ภาษาอังกฤษ ผมไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ที่ทุกท่านใช้คำว่า บล็อกโหวต เลือกเป็นกลุ่ม ๆ ไป เพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงของตัวเอง แปลภาษาไทยนะครับ มีข้อเสนอสำหรับมาตรา ๒๙๑/๖ ประเด็น

และสุดท้าย ข้อเสนออีกเรื่องหนึ่งคือ มาตรา ๒๙๑/๓ เรื่องของการที่จะ ไม่ให้อำนาจท่านประธานรัฐสภาวินิจฉัยเบื้องต้นว่ารัฐธรรมนูญที่ยกร่างขึ้นมาจาก สสร. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ หรือไม่ ที่ไปเปลี่ยนแปลงหรือไปละเมิดข้อห้ามที่เรา เขียนไว้ในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของรัฐ การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ๓ เรื่องนี้ เป็นอำนาจของประธานรัฐสภาเบื้องต้นที่จะวินิจฉัย ถ้าเห็นว่าขัดแย้งก็ส่งให้รัฐสภา วินิจฉัย ถ้ารัฐสภาวินิจฉัยว่าเป็นไปอย่างนั้นจริงก็ตกไป ท่านบอกว่าส่งให้รัฐสภาวินิจฉัยเลย ไม่ต้องผ่านท่านประธานรัฐสภา ๔ ประเด็นนี้กราบเรียนด้วยความเคารพครับ เราก็พยายาม หาทางออกและเจรจาสุดท้ายครับ ข้อตกลงที่เราพูดกันเมื่อวานนี้เราตกลงว่ามาตรา ๒๙๑/๕ ว่าด้วยเรื่องของกฎหมายที่จะนำมาใช้ และกระบวนการวิธีในการที่จะทำในมาตรา ๒๙๑/๕ เราเห็นพ้องและมีข้อตกลง

ส่วนประเด็นอื่น ๆ สุดท้ายเราต่อไปเลยครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน ผ่านเพื่อนสมาชิกและบันทึกได้นี่นะครับ เราตอบไปแล้วว่าประเด็นอื่นเรารับไม่ได้ บอกกับ ผู้ที่มาเจรจา ท่านคำนูณก็อยู่นะครับ ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่าน เพราะท่านเป็นผู้แทนของ การเจรจา เป็นผู้แทนของสมาชิกวุฒิสภา เป็นวิปนะครับ บอกว่าประเด็นอื่นที่เหลือเราไม่สามารถ ตกลงได้ เรารับไม่ได้ก็แจ้งท่านไป ก็ด้วยความเคารพว่านั่นคือการทำหน้าที่ของตัวแทน ๔ ฝ่ายที่ได้เข้ามา ก็กราบเรียนทุกท่านในความปรารถนาดีว่าจะใช้ ๔ ฝ่ายเป็นคณะทำงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุปในมาตราที่เหลือ พวกเราก็ตอบไปแล้วนะครับว่าเราเองไม่สามารถที่จะ ทำความตกลงได้เพราะข้อเสนอเหล่านั้นสิ่งที่เป็นข้อเสนอเราไม่สามารถที่จะตอบสนองท่านได้ โดยเฉพาะประเด็นมาตรา ๒๙๑/๖ ถ้าท่านดูร่างที่ส่งมาทั้งหมดนี่ ไม่มีท่านสมาชิกท่านใด ที่ไปแปรญัตติเรื่องกระบวนการวิธีการเลือกเลย ยังคงร่างเดิมมาตลอด คือร่างรัฐธรรมนูญ ที่เรารับมาจากรัฐสภาในวาระที่หนึ่ง ให้เลือกตามจำนวนสมาชิก สสร. ตามมาตรา ๒๙๑ (๒) ก็คือที่มาจากการสรรหาจากสาขาผู้ทรงคุณวุฒิจากนักวิชาการ มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ในการเสนอคำแปรญัตติครับ มีครับ คือตัดออกไป คือตัดออกไปนี่ก็เป็นสิทธิของท่านนะครับ คือตัดออกไปทั้งมาตรา หรือเปลี่ยนให้สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้จาก (๑) ก็คือจากการเลือกตั้ง ของจังหวัดทั้ง ๗๗ คนมาเป็นผู้เลือก นั่นคือการแก้ไขหรือการเสนอคำแปรญัตติของ เพื่อนสมาชิกเท่าที่ผมตรวจสอบในเอกสาร ไม่มีการแก้ไขถึงวิธีการว่าในการที่จะเลือกตาม วรรคหกของมาตรา ๒๙๑/๖ ที่ว่าด้วยการเลือกของสมาชิกให้เลือกตามจำนวน ท่านไม่ได้แก้ ตรงนี้จะเป็นเลือกใน ๒ ใน ๓ เลือก ๑ : ๑ หรือเลือก ๑ : ๓ อะไรไม่มีครับ ประเด็นนี้ก็เป็น ข้อเสนอที่เข้ามา เราก็ยอมรับฟังแต่ตอบสุดท้ายว่าเราไม่สามารถที่จะทำตามข้อเสนอของท่านได้ ก็ตัดไปอย่างนี้ด้วยความเคารพ มิได้ปฏิเสธในความหวังดีของทุกท่านนะครับ แต่ว่าเวลาที่เราใช้ เราก็ยอมรับว่าเป็นสิทธิของสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่จะได้ใช้ความคิดความเห็นของท่านในการที่จะ อภิปรายในสิ่งที่ท่านสงวนความเห็นเอาไว้ ในสิ่งที่ท่านได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ เราไม่ได้ว่า ท่านนะครับ เพราะเป็นสิทธิของท่าน เราก็ยอมครับ อดทนที่จะฟังท่าน ส่วนประเด็นว่าจะมี การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ผมกราบเรียนในนามกรรมาธิการครับ กรรมาธิการนำร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการมานำเสนอต่อท่านประธานผ่านไปยังรัฐสภา เรียกร้อง วิงวอนให้เห็นชอบกับร่าง กรรมาธิการและเป็นสิทธิของกรรมาธิการเสียงข้างมาก กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผู้แปรญัตติ ก็วิงวอนเรียกร้องต่อท่านประธานให้สมาชิกได้เห็นตาม พูดกันสรุปก็คือ จริงครับ นั่นคือ กระบวนการ พูดโดยสรุปถ้าสมมุติว่าจะให้กรรมาธิการแก้ไขเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ยกเว้นว่า สภาแห่งนี้จะโหวตเอาตามเสียงข้างน้อยที่ท่านเสนอมา อันนั้นก็ชอบด้วยข้อบังคับและวิธีการ กระบวนการในการที่จะใช้รัฐสภาของเราเป็นผู้วินิจฉัยนะครับ

ประเด็นที่ ๒ สั้น ๆ ประเด็นนี้ ก็คือข้อคำถามของท่านประธาน ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรต้องขออนุญาตพูดถึงท่านถาม ๒ เรื่อง ก็คือข้อเสนอในมาตรา ๒๙๑/๖ ๒ เรื่อง คือ

เรื่องว่าขัดกับหลักการไหมเกี่ยวกับเรื่องการเสนอข้อตกลง ๒ เรื่องนั้น ต้องกราบเรียนประเด็นที่ท่านกรรมาธิการตอบว่าขัดหลักการ คือการตัดไปทั้งมาตรา นั่นคือ ขัดหลักการ เพียงแต่เรื่องของการไปเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เหลือเพียงส่วนเดียว ไม่ขัดครับ ไม่ขัดครับ กรรมาธิการก็เห็นว่าไม่ขัดในประเด็นนี้ เพราะว่าอยู่ในถ้อยความสามารถเขียน เป็นหลักการเป็นที่มาจากผู้ที่จะส่งรายชื่อเท่านั้น ก็ต้องยอมรับว่าตรงนี้ไม่ได้ขัด เพียงแต่ ถ้าตัดไปทั้งมาตรานี้ ขัด หรือเปลี่ยนจากรัฐสภาเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้เลือก อันนี้ ก็ขัดนะครับ อันนี้ผมก็ต้องยอมรับอย่างนั้น สำหรับถ้อยคำที่ท่านพยายามบอกว่ามีมาตราใด และทำไม คณะกรรมาธิการไม่เขียนไว้ว่าองค์กรตามวรรคสามที่ให้ท่านประธานไปกำหนด ในรายละเอียดนั้น องค์กรเหล่านี้เป็นนิติบุคคลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทำไมไม่เขียน ประเด็นนี้ก็ต้องยอมรับครับว่าคณะกรรมาธิการไม่ได้เขียนจริง ๆ ร่างนี้คือร่างที่รับมาตั้งแต่ วาระที่หนึ่ง ทุกคนเห็นพ้องต้องกันหมดครับ ในชั้นคณะกรรมาธิการก็ไม่มีคณะกรรมาธิการ แปรญัตติที่จะเพิ่มเติมตรงนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นความเห็นพ้องต้องกันของคณะกรรมาธิการ ไม่มีการแก้ไขบนพื้นฐานที่เราดูตัวรัฐธรรมนูญก็ดี กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องก็ดี การเขียน อย่างนี้ไม่ใช่คิดฝันนะครับ ก็อนุมานว่าวิธีปฏิบัติที่รองรับอยู่ ก็เป็นการดำเนินการ ให้สอดคล้อง เพราะท่านประธานต้องไปกำหนดรายละเอียดว่าองค์กรเหล่านี้ถ้าจะเข้าสู่ กระบวนการไปส่งชื่อคนคุณจะมีความชอบอย่างไร ความชอบด้วยกฎหมายก็บันทึกเอาไว้ เขียนไว้เป็นข้อกำหนดในหลักการนั้น คุณสมบัติ ความเป็นตัวแทนต่าง ๆ ก็ต้องเขียนไว้ วิธีการต่าง ๆ ต้องเขียนไว้อย่างนั้น เราก็อนุมานได้อย่างนั้นนะครับ คณะกรรมาธิการก็เลย ไม่มีการไปเพิ่มเติมในประเด็นว่าต้องเป็นองค์กรนิติบุคคลที่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้อง กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ที่ให้ข้อเสนอแนะ ผมตอบด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีประโยชน์แอบแฝงใด ๆ ขอตอบสั้น ๆ เพื่อให้คลายความกังวล ส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นไปก็คืออนาคตครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราได้ ประชุมกันมามากกว่า ๑๒ ชั่วโมงแล้วนะครับ ผมขอปิดประชุม และขอนัดประชุมครั้งต่อไป ในวันอังคารที่ ๑ พฤษภาคม เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา นะครับ ขอบคุณครับ

เลิกประชุมเวลา ๒๒.๒๒ นาฬิกา