วรงค์ ชี้มาตรา ๒๙๑/๖ ไม่เหมาะสม เกรงเอื้อประโยชน์พรรคพวก

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือประเด็นการแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๖ ในรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่าอำนาจในการกำหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจและสังคมให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนดนั้นไม่เหมาะสม เนื่องจากเกรงว่าจะเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกและสร้างความไม่เป็นกลางต่อฝ่ายค้าน

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ว่าสิ่งที่ผมนำเสนอมันยังอยู่ในสาระที่เกี่ยวข้องกับการแปรญัตติทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าให้เพื่อน สมาชิกอดทนนิดหนึ่งครับ ผมมีความรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญมาตรานี้เรียกร้องไปยังท่านประธาน สามารถ ท่านเข้ามาพอดี คือท่านต้องให้โอกาสผมในการค่อย ๆ เลียบค่ายก่อนจะเข้าตี สู่จุดศูนย์กลางของท่านสามารถครับ อยู่ ๆ พุ่งเข้าหาท่านเลยมันไม่เข้าเป้าท่านประธาน เพราะผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านฟังไปนาน ๆ เข้าแล้วท่านอาจจะมีความรู้สึกเปลี่ยนใจ แล้วปรึกษาหารือ เพราะอย่างน้อยคุณหมอเหวงอีกท่านหนึ่ง เพราะท่านคือตัวแทนของ พี่น้องประชาชนที่ท่านเรียกร้องอยู่เสมอว่าอำนาจที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินคืออำนาจประชาชน วันนี้ผมจะเอาคำพูดของท่านที่สอนพวกผมไว้เอามาเรียกร้องพวกท่านว่าท่านต้องอย่าลืมว่า อำนาจสูงสุดของแผ่นดินนี้ในระบอบประชาธิปไตย นั่นก็คืออำนาจของประชาชน แต่เหตุไฉน ท่านไม่เชื่อละ นี่คือสาระท่านประธาน ผมกำลังจะชี้ให้เห็นว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชุดนี้กำลังดูถูกประชาชนครับ เพราะท่านพูดอยู่เสมอว่าท่านไม่เชื่อว่าประชาชนจะมา ร่างรัฐธรรมนูญได้ ท่านจึงต้องขอแต่งตั้งไว้ ๒๒ คน และลำพังการแต่งตั้งถ้าด้วยสาระของ การแต่งตั้งที่เหมาะสม และอ่านด้วยวิจารญาณและคิดว่าได้รับความเป็นธรรมในการได้ ๒๒ คน มาทำหน้าที่อย่างดีน้ำหนักในการวิพากษ์วิจารณ์มันก็จะลดน้อยลง แต่วันนี้ท่านเขียนชัดเจน ท่านบอกว่าจะมีคนอยู่ ๓ กลุ่มที่สามารถนำเสนอได้ ผมย้ำให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ ทางบ้านฟังนะครับว่า มาตรา ๒๙๑/๖ กำลังพูดถึงที่มาของ ๒๒ คนนี้และกำลังแบ่งกลุ่มอยู่ ๓ กลุ่ม ในการนำเสนอคนขึ้นมา ซึ่งกลุ่มแรกคือกลุ่มสภาของสถาบันอุดมศึกษา กลุ่มนี้ ด้วยหลักการผมไม่ขัดแย้งครับ เพื่อน ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นเสียงข้างน้อยผมฟัง ไม่มี ส.ส. คนไหนแสดงความเห็นขัดแย้งที่ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษาในการนำเสนอ แต่อีก ๒ กลุ่ม ท่านประธานครับ มันเป็นปัญหา ๒ กลุ่มก็คือกลุ่มที่ว่าด้วยองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม ผมย้ำนะครับ ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คำว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ชื่อว่า องค์กรภาคประชาชน ปัญหาสำคัญคือรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ องค์กร ๒ องค์กรที่เรากังวลใจให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด ก็อย่างที่ ท่านนิพนธ์ได้กล่าวคือทุกอย่างอยู่ที่ท่านประธานรัฐสภา ถ้าบอกว่ากลุ่ม ๒ กลุ่มนี้ให้เป็น ไปตามที่ประธานวุฒิสภากำหนด พวกผมว่าคำวิพากษ์วิจารณ์พวกผมจะลดน้อยลงทันที เพราะว่าท่านประธานวุฒิสภาท่านนี้ผมเชื่อมั่นท่านครับ เชื่อมั่นในจิตวิญญาณของท่าน ในการทำหน้าที่ที่เป็นกลาง เชื่อมั่นว่าท่านต้องการให้ประเทศเราเดินไปข้างหน้า แต่บังเอิญ รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจประธานรัฐสภา ซึ่งประธานรัฐสภาก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยตำแหน่งมันทำให้พวกผมไม่เชื่อมั่นครับ เพราะอดีตที่ผ่านมาในการทำหน้าที่ ๗-๘ เดือน เรารับรู้อยู่แล้วว่าสภาปั่นป่วนเพราะใคร เพราะประธานสภาผู้แทนราษฎร และบังเอิญ ประธานสภาผู้แทนราษฎรไปทำหน้าที่ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง ตรรกมันง่าย ๆ แค่นี้ครับ ท่านประธาน ถ้าท่านประธานรัฐสภาในอดีตที่ผ่านมาสามารถทำหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม เป็นกลาง สภามันคงจะไม่ป่วนมาก หลายครั้งพวกผมต้องไปนั่งแถลงข่าววิพากษ์วิจารณ์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าท่านต้องมาสู่ตำแหน่งประธานรัฐสภา พวกผมไม่เชื่อว่า ประธานรัฐสภาท่านนี้ที่มาจากพรรคเพื่อไทยจะมาทำหน้าที่ในฐานะเป็นกลางจริง ๆ เพื่อประโยชน์ประเทศชาติจริง ๆ และประโยชน์ของประชาชนจริง ๆ พวกผมไม่เชื่อ เพราะว่า พฤติกรรมที่ผ่านมาของคนที่ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาท่านคงจะเห็นว่าคำวินิจฉัยหลาย ๆ ครั้ง เมื่อมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเวลาในส่วนรัฐบาลท่านก็มองเห็นไปอย่างหนึ่ง แต่เวลา ส่วนฝ่ายค้านท่านจะมองเห็นไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่าขณะนี้ท่านทำหน้าที่ในฐานะประธานท่านก็คงเคยเห็นความวุ่นวายในสภาผู้แทนราษฎร หลายครั้งการวอลค์ เอาท์ (Walkout) ของฝ่ายค้านออกจากสภาผู้แทนราษฎรเพราะท่านประธาน ทำหน้าที่ไม่เหมาะสม และวันนี้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๖ ท่านก็ได้ให้อำนาจประธานรัฐสภา อย่างเต็มที่ในการกำหนดเงื่อนไขเพื่อจะสร้างองค์กรต่าง ๆ ขึ้นมา เพราะวันนี้ท่านพูดถึง องค์กรภาคเศรษฐกิจตัวตนจริง ๆ ไม่มี ถ้าท่านบอกว่าให้เป็นสภาหอการค้า อันนี้มีตัวตนครับ สภาอุตสาหกรรมมีตัวตนครับ แต่เวลาท่านเขียนหลักการกว้าง ๆ ว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด ผมเชื่อว่าองค์กรที่เป็นมาตรฐาน จริงอยู่ท่านอาจจะ ใส่เข้ามาอยู่ในเกณฑ์ แต่ผมกังวลว่าท่านประธานรัฐสภาท่านนี้ก็จะเขียนกฎเกณฑ์ สร้างเงื่อนไขเพื่อให้กลุ่มพรรคพวกต่าง ๆ มาสร้างองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมขึ้นมา ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่ท่านตั้งขึ้นมา แค่นั้นยังไม่พอนะครับ ท่านประธานครับ ก็คือองค์กร ภาคเอกชนมันกว้างมาก คำว่า องค์กรภาคเอกชน คนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐก็เป็นเอกชนหมด ประชาชนก็เป็นเอกชน กลุ่มมวลชนต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นเอกชนได้ ผมก็กังวลว่าในเมื่อ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด เราก็กังวลว่า ประธานรัฐสภาก็เขียนเงื่อนไขต่าง ๆ ให้กลุ่มของตัวเองไปรวมกลุ่มกันมา เมื่อกลุ่มของตัวเอง ไปรวมกลุ่มกันมาและสอดคล้องกับเงื่อนไขที่ตัวประธานรัฐสภากำหนด เพราะวันนี้ท่านเป็น คนของพรรคการเมือง ประธานรัฐสภาเป็นคนของพรรคการเมือง ในเมื่อประธานรัฐสภา เป็นคนของพรรคการเมืองแล้วพฤติกรรมในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้พวกเราไม่เชื่อมั่น ผมย้ำ หลายครั้งนะครับ เราไม่เชื่อมั่นว่ารัฐธรรมนูญครั้งนี้เมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขแล้วจะเป็น ประโยชน์กับสังคมจริง ๆ แต่ลึก ๆ แล้วเราเชื่อว่าท่านมีวัตถุประสงค์เพื่อจะ พูดภาษาชาวบ้าน ก็คือเพื่อจะมายึดครองประเทศไทยที่เป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นพฤติกรรมต่าง ๆ การให้ได้มา ซึ่ง สสร. เราถึงกังวลใจครับ ผมถึงย้ำกับท่านประธานนะครับว่า ๒๒ คน ที่มาจากกลุ่มต่าง ๆ ๓ กลุ่ม ท่านให้อำนาจประธานรัฐสภากำหนดกฎเกณฑ์เงื่อนไขทั้งสิ้น และพฤติกรรมของ ท่านประธานรัฐสภาซึ่งเวลาประชุมร่วมกับพวกผมท่านก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นหลายครั้งที่ท่านวินิจฉัย ท่านบอกถือว่าท่านวินิจฉัยแล้ว เพราะว่ารัฐธรรมนูญ กำหนดว่าให้วินิจฉัยให้เป็นกลาง แต่ท่านบอกท่านวินิจฉัยแล้ว หลายครั้งท่านก็ใช้อำนาจ ในทางไม่ชอบในการที่ให้ ส.ส. ออกจากห้องประชุม แม้แต่หลายครั้งเองที่ทำให้เกิด ความวุ่นวายของสภา ผมต้องย้ำนะครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านว่า เพราะเหตุใด พวกเราถึงไม่เชื่อมั่นว่าประธานรัฐสภาท่านนี้จะสามารถกำหนดกฎ กำหนดเกณฑ์ในการให้ องค์กรต่าง ๆ เสนอชื่อคนเพื่อไปทำหน้าที่ สสร. ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นแล้ว จุดที่พวกผมกังวลใจยังมีการพาดพิงถึงเรื่องการลงคะแนน เพราะอย่าลืมว่า ๒๒ คนนี้จะต้อง ใช้ที่ประชุมรัฐสภา ที่ประชุมรัฐสภาก็ประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว. ขณะนี้เสียงของ ฟากรัฐบาลอย่างน้อย ๆ ๓๐๐ เสียงขึ้นและอาจจะมีแนวร่วมจากเพื่อนสมาชิก ส.ว. บางส่วน ซึ่งท่านคงปฏิเสธไม่ได้ ผมถึงย้ำว่าสุดท้ายแล้ว ๒๒ คนนี้เป็นคนของเสียงข้างมากคือคนของ ทางรัฐบาล แล้วในเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านตั้งเป้าไว้ชัดเจนว่าจะต้องการให้คนกลุ่มนี้ ไปทำหน้าที่ในการยกร่าง ผมบอกว่าอย่าเลย ทำไมจะต้องให้คนกลุ่มนี้ไปทำหน้าที่ในการยกร่าง ถ้าท่านได้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ถ้ายังขาดกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไปทำหน้าที่ ในการยกร่างเรามีช่องว่างในการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้เป็นคณะกรรมาธิการยกร่างได้ อย่าไปให้สิทธิแต่งตั้งคนกลุ่มนี้มีสิทธิเท่ากับ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเลย แต่สุดท้ายท่านก็ไม่ฟังครับ ผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่าลึก ๆ แล้วคนที่บงการในการแก้ไข ครั้งนี้กังวลว่าจะไม่เบ็ดเสร็จหรือเปล่าท่านประธาน เพราะผมถึงย้ำนะครับว่าสูตร ๒๒ คน บวก ๗๗ คน ๒๒ คนอยู่ในมือแล้วครับ ๒๒ คนอยู่ในมือประมาณ ๑ ใน ๔ เกือบ ๑ ใน ๕ แล้วครับ และจากการเลือกตั้งอย่างน้อย ๆ ครึ่งหนึ่งท่านต้องได้อยู่แล้วเสียงข้างมาก เท่ากับว่า เบ็ดเสร็จ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ในที่ประชุมของ สสร. ท่านได้หมดครับ เมื่อท่านได้หมดทุกอย่างที่ท่านต้องการ ท่านก็สามารถทำตามที่ท่านต้องการได้ มันก็คือ การปฏิวัติในรูปแบบใหม่ท่านประธานครับ มันเป็นการปฏิวัติในรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องใช้รถถัง ไม่ต้องใช้อาวุธปืนครับ แต่ใช้ทุนครับ ใช้เงิน แล้วคำถามถามว่าประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ผมย้ำเตือนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ผมคิดว่าที่ผ่านมาหลายครั้งมีการเจรจา ๔ ฝ่าย อย่างเมื่อวานนี้มีการเจรจา ๔ ฝ่ายท่านพอรับฟัง เพราะว่าเนื่องจากอันนั้นมันคือกฎเกณฑ์ในการเลือกตั้งธรรมดา ซึ่งท่านพอรับฟังได้เราก็ไม่ว่ากัน มีการปรับปรุงแก้ไข แต่หัวใจมันคือจำนวน สสร. และที่มา ของ สสร. ครับ ผมถึงจะเรียกร้องท่านเป็นครั้งสุดท้ายครับ เพราะว่าถ้าผ่านมาตรานี้ไปแล้ว มันไม่มีเรื่องอะไรแล้วที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ สสร. ท่านต้องการรัฐธรรมนูญของประเทศไทย จริงหรือเปล่าครับ ผมอยากจะถามกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ท่านต้องการรัฐธรรมนูญที่ดี ของประเทศด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ครับ หรือท่านต้องการร่างรัฐธรรมนูญเพราะมีการบงการ เพราะผมดูแล้วเวลามีการเจรจาต่อรองพวกเราก็รับรู้นี่ เสียงข้างน้อยก็คุยกันอยู่เรื่อยว่า ฟัง ๆ ดูแล้วพวกนี้ไม่มีอำนาจเต็ม ผมขออนุญาตคำพูดนะครับ ถ้าพูดเป็นภาษาทางการ ก็คือฟัง ๆ ดูแล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากพวกท่านไม่มีอำนาจเต็ม จะตัดสินใจอะไรท่านไม่มี อิสระ ท่านต้องมีการโทรศัพท์ประสานงานเช็กกันตลอด เพราะฉะนั้นผมถึงจะเรียกร้องท่าน ในมาตรานี้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าท่านคิดว่าไหน ๆ อีก ๓ ปีเราจะเป็นเออีซี (AEC) ในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) เราต้องการให้ประเทศไทยเป็นผู้นำ แต่ตรงนี้จะเป็นกับดักนะครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานสามารถที่เคารพครับ ตรงนี้รัฐธรรมนูญจะเป็นกับดักของประเทศครับ ผมว่า ตรงไปตรงมามากเลยครับ ท่านไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมผมมีความรู้สึกว่าอยากจะต่อสู้ให้กับ พี่น้องประชาชนได้รับรู้ว่าพวกผมนะครับ ในนามของผู้แทนประชาชนเหมือนกัน เรากำลังจะ รู้ว่าผู้แทนเสียงข้างมากของพี่น้องประชาชนกำลังนำประเทศไปสู่จุดที่เรากังวลใจเป็นอย่างยิ่ง ผมถึงจำเป็นต้องใช้เวทีนี้ในการต่อสู้และฟ้องพี่น้องประชาชนและต้องขอขอบคุณพี่น้อง ประชาชนที่รักทุกท่านนะครับ ที่ท่านได้สะท้อนว่าท่านได้ลงโทษการตัดสินใจของเสียงข้างมาก ที่ไม่ได้ตอบสนองประชาชน ผมต้องกราบขอบพระคุณจริง ๆ เพราะอย่างน้อยอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้สะท้อนแล้วว่าเสียงพี่น้องประชาชนกำลังลงโทษเสียงข้างมาก เพราะผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ ณ ขณะนี้ พี่น้องประชาชนเริ่มรู้ครับ ผมเรียนท่านประธานนะครับ แต่ก่อนประชาชนไม่เข้าใจ ๒๒ คนเป็นอย่างไรนะ ๗๗ คนเป็นอย่างไรนะ และไม่เข้าใจว่า สสร. แต่งตั้ง สสร. ประชาชนไม่เข้าใจ หลังจากผ่านวันที่ ๓ วัน ๓ คืนไปแล้ว วันที่ ๔ ผมเริ่มได้รับโทรศัพท์มากขึ้น ประชาชนเริ่มมีความรู้สึกถูกกระตุกใจมากขึ้น ทำไมเสียงข้างน้อย รวมทั้งเพื่อน ส.ว. บางส่วนต้องต่อสู้ขนาดนี้ เวลาประชาชนฟังเข้า ๆ เมื่อฟังวันที่ ๕ ฟังวันที่ ๖ ฟังวันที่ ๗ ขณะนี้ประชาชนโทรศัพท์มาเชียร์พวกเรานะครับ บอกว่าต้องสู้เต็มที่นะ พรรคประชาธิปัตย์กับ ส.ว. บางส่วนต้องจับมือกันสู้เต็มที่นะครับ เพราะเขาเริ่มรู้แล้วว่า สสร. ๒๒ คนนี่จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เพราะ ๒๒ คนนี้ที่จะไปทำหน้าที่ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ อำนาจในการจัดสรรทั้งหมด กฎเกณฑ์ต่าง ๆ มาจากประธานรัฐสภา ประชาชนเริ่มรู้แล้วว่าประธานรัฐสภาแทบจะมีอำนาจเต็มในการวางกฎเกณฑ์ คนที่จะเป็น สสร. ๒๒ คน ขณะที่ประชาชนทั้งประเทศครับ ท่านประธานครับ เลือกได้เท่าไรครับ ๗๗ คน แต่เวลารัฐสภาแห่งนี้เสียงข้างมากเลือกได้ตั้ง ๒๒ คน ท่านกำลังดูถูกประชาชนอีกแล้ว ผมอยากจะวิงวอนนะครับ ท่านประธานสามารถที่เคารพครับ เพราะผมเชื่อว่ากว่าจะจบ มาตรา ๒๙๑/๑๗ ท่านคงจะช้ำมากครับ เพราะวันนี้แค่มาตรา ๒๙๑/๖ ท่านก็ช้ำพอสมควร เพราะว่าผมประชุมร่วมกับท่านมาตลอด เพราะผมเจอท่านทีไรผมยกมือไหว้ท่านตลอด ย้ำนะครับ แต่เวลาเราทำหน้าที่ผมต้องสู้กับท่านครับ ถ้าสู้ด้วยความอ่อนน้อมมากเกินไปท่านก็ ไม่ฟัง ต้องสู้ด้วยเสียงแข็ง ๆ ท่านถึงจะฟัง ผมย้ำนะครับว่าดีไม่ดีกว่าจะถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ ท่านอาจจะเหมือนกับท่านสุเมธ ท่านสุเมธที่อยู่จังหวัดปทุมธานี ถึงวันนั้นท่านอาจจะเกิด ถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เช่น การกดบัตรแทนกันเป็นโมฆะขึ้นมา ท่านเป็นท่านสุเมธแน่นอน เพราะฉะนั้นท่านลองตั้งสติดี ๆ นะครับ