รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

นิพนธ์ บุญญามณี แถลงว่าไม่เห็นด้วยในเรื่องการกำหนดผู้ทรงคุณวุฒิในการร่างรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าผู้ทรงคุณวุฒิ 22 คนถูกเลือกโดยไม่ชัดเจน และอาจนำไปสู่การฟ้องร้องศาลปกครอง นิพนธ์ยังอ้างว่าประเทศไทยกำลังเผด็จการในรูปแบบใหม่ โดยใช้ผู้ทรงคุณวุฒิในการยึดอำนาจการปกครอง

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ผมกำลังจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า ทำไมผมไม่เห็นด้วยที่จะเขียนไว้อย่างนี้อย่างไรครับ ที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะว่า ท่านดูสิครับ ให้คัดเลือกให้ประธานรัฐสภาไปวางข้อกำหนดที่จะคัดเลือกบุคคลซึ่งเรียกว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน ตาม (ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน (ค) ผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน เท่ากับรวมแล้ว ๒๒ คน ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่จะไปปรากฏข้อความในมาตรา ๒๙๑/๖ ว่าเขาเลือกอะไรกัน เขาเลือกคนกลุ่มนี้นะครับ ถ้าไม่อธิบายอย่างนี้พี่น้องประชาชนจะไม่รู้ว่าเขาเลือกอะไรกัน มาตรา ๒๙๑/๖ เขาเลือกใครล่ะ ผู้ทรงคุณวุฒินี่ เขาเลือกคน ๓ กลุ่มนี้ละครับ ทีนี้ เมื่อกำหนดคน ๓ กลุ่มนี้ว่าให้ใครเลือก ก็ท่านไปดูสิว่าใครมีสิทธิเสนอชื่อบ้างคน ๓ กลุ่มนี้ ในมาตรา ๒๙๑/๖ เขียนว่าให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) คือเมื่อสักครู่นี่ครับ (ก) (ข) (ค) ประเภทละไม่เกิน ๒ คน โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อ ก็คือ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งท่านประธานครับ สิ่งที่ผมต้องตัดออกทั้งมาตราโดยที่จริงแล้ว แท้จริง ผมยังเจตจำนงว่าผมอยากจะให้สภาสถาบันอุดมศึกษาแค่นี้ก็พอแล้วครับ แต่ในเมื่อกรรมาธิการ เสียงข้างมากท่านกลับไปบอกว่าให้องค์กรภาคเศรษฐกิจและสังคม องค์กรภาคเอกชน มันคือใคร ละครับองค์กรเหล่านี้ มาคัดเลือกคนที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ เขาเป็นใคร ท่านประธาน คงทราบครับว่าความยุ่งยากขณะนี้ที่สรรหาสมาชิกวุฒิสภานั้นยังฟ้องกันอยู่ที่ศาลไม่จบไม่สิ้น เลยครับว่าที่มาขององค์กรเหล่านี้ถูกต้อง มาจดทะเบียนกันถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร มันฟ้องกันวุ่นวายไปหมด แล้วท่านประธานครับ ถ้าเราให้องค์กรเหล่านี้ส่งตัวแทน มาเลือก สสร. ได้ คนที่เขาบอกว่าการจัดตั้งองค์กรไม่ถูกก็ดี อะไรไม่ถูกก็ดี มันนำไปสู่ การฟ้องศาลปกครองกันอีกหรือไม่ อย่างไร ความชัดเจนไม่มีเลยครับ นี่คือสิ่งที่ผมในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมอยากจะให้มีลำพัง เพียงเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือของเอกชน ซึ่งผมมองว่าปัจจุบัน มันมีอยู่เป็นร้อยแล้วในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นราชภัฏ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็ดี มีอยู่เยอะแล้วละครับ ท่านประธานครับ นั่นคือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมคิดว่าประเด็นสิ่งที่สังคมคลางแคลงใจก็คือว่ามาตรานี้ซึ่งเราบอกว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญก็ดี เชี่ยวชาญทางด้าน ภาษาไทยก็ดีที่จะมาร่างหลักภาษาศาสตร์ ที่จะนำมาร่างมาเขียนรัฐธรรมนูญก็ดี เท่ากับว่า คนกลุ่มนี้ถ้ามีที่มาที่มันไม่ไว้วางใจกันแล้ว เท่ากับว่าคนกลุ่มนี้ ๒๒ คน เราล็อกได้เลยครับ เรากำหนดได้เลยครับว่าเอาใครมาบ้าง ไม่เอาใครมาบ้าง แล้วเราให้เลือกทีเดียว ๒๒ คน เสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งนี้ก็รู้อยู่แล้วว่าถ้าให้คนในสภานี้เลือกกัน แล้วมาเรียง ๑-๒๒ กันเลย เสียงข้างมากจะเป็นใคร มาจากคนกลุ่มไหนรู้ตัวกันหมดแล้ววันนี้ นี่คือความหมายที่ผมว่า กินรวบอย่างไรท่านประธาน นี่คือความหมายจริง ๆ ว่าเขารู้กันอยู่แล้วว่าใน ๓ ประเภท ทั้ง (ก) (ข) (ค) ถ้าให้เลือกกันอย่างนี้จะมาจากที่ไหนไม่ต้องบอกก็รู้แล้ว และบอกว่าเอาคน เหล่านี้มาเขียนรัฐธรรมนูญ จะให้เขียนอย่างไรก็ได้ ก็เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนโดย คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น นี่คือที่มาที่ผมบอกว่าวันนี้ประเทศไทยเขาไม่ยึดกันด้วย อาวุธปืนแล้ว เขาไม่ยึดกันด้วยรถถังแล้ว เขายึดกันด้วยคน ๒๒ คนนี้ครับ นี่คือเผด็จการ รูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องยึดประเทศ ไม่ต้องใช้อาวุธ ใช้คน ๒๒ คนนี้ไปเขียนกติกาของประเทศ แล้วเอา ๗๗ คนนั้นมายกมือรับรองความถูกต้อง นี่คือความระแวงใจของสังคมว่าเรากำลัง จะก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจในการเขียนกติกาของประเทศ เราเอาคน ๒๒ คนนี้ ผมจึงเข้าใจว่า ทำไมกรรมาธิการเสียงข้างมาก ทำไมรัฐบาล หรือว่าพรรครัฐบาลจึงไม่ยอมที่จะถอย ในประเด็นหลักอย่างนี้ เพราะเข้าใจว่านี่คือหัวใจของการที่จะยึดอำนาจในประเทศนี้ ยึดอำนาจ ใน ๒๒ คนนี้ไว้ได้ เขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้ เมื่อเขียนรัฐธรรมนูญให้มีโครงสร้างอย่างไร ก็ได้ ก็เท่ากับยึดอำนาจการปกครองในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องใช้กระบอกปืนและรถถังครับ นี่คือความวิวัฒนาการใหม่ของการยึดอำนาจในประเทศไทย วันนี้ไม่ต้องยึดโดยกระบอกปืน ยึดโดยการเอาคนมาเขียนอะไรก็ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าผมไม่สามารถไว้วางใจให้ประธานรัฐสภา คนเดียวรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นประเทศไทยทั้งประเทศ ต้องเป็นคนแบกรับภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคตวันข้างหน้า ผมจึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากด้วยเหตุผลดังที่ได้ประทานกราบเรียนท่านประธานมาแล้วครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ