วรงค์ ชี้ร่างรธน.เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ กลายเป็นเผด็จการรัฐสภา

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

วรงค์ เดชกิจวิกรม วิจารณ์การกำหนดสัดส่วนผู้แทนในการร่างรัฐธรรมนูญโดยชี้ว่าเสียงข้างมากมีอำนาจเบ็ดเสร็จจนกลายเป็นเผด็จการรัฐสภา และเรียกร้องให้ลดสัดส่วนการแต่งตั้งลงเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกตัวแทนบางส่วน วรงค์ เดชกิจวิกรม แสดงความไม่เห็นด้วยกับกระบวนการคัดเลือก สสร. ๒๒ คนที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานรัฐสภา โดยชี้ว่ากฎเกณฑ์เปิดโอกาสให้ข้าราชการได้รับสิทธิประโยชน์สองเท่าและเสี่ยงต่อการถูกล็อบบี้ จึงเสนอให้เปลี่ยนอำนาจการคัดเลือกจากประธานรัฐสภาเป็นประธานวุฒิสภา และเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรานี้เพื่อคืนอำนาจสู่การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลกครับ ผมต้องขออนุญาตคุยกับ ท่านประธานสามารถกับกรรมาธิการเสียงข้างมากอีกครั้งหนึ่งนะครับ ทั้งคุณหมอเหวงครับ ตลอดจนหลาย ๆ ท่าน เพราะว่าอย่าลืมว่าเราต้องเคารพประชาชนนะครับ เราต้องเชื่อมั่น ประชาชน แล้วผมอยากจะให้เสียงข้างมาก ถ้ามีเวลาในการประชุมกันนอกรอบกับ ๔ ฝ่าย อีกครั้งหนึ่งในการกำหนด สสร. เพื่อทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประเทศจริง ๆ ท่านประธาน เพราะผมกล้านะครับ ท่านประธานครับ ด้วยตรรก ด้วยวิธีคิด ผมเชื่อว่า ถ้าพี่น้องประชาชนได้ฟังไปเรื่อย ๆ พี่น้องประชาชนก็หูตาสว่างมากขึ้นว่าระหว่าง ๗๗ คน กับ ๒๒ คน ๗๗ คนมาจากจังหวัดละ ๑ คน ๒๒ คนมอบอำนาจให้ประธานรัฐสภา เป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ทั้งสิ้น เมื่อท่านประธานรัฐสภากำหนดกฎเกณฑ์ลำพังเงื่อนไขในการนำเสนอก็สามารถสร้างเป็น เงื่อนไขให้พรรคพวกตัวเองไปรวมกลุ่มขึ้นมาได้ กลุ่มนี้ไปเป็นกลุ่มองค์กรเอกชน กลุ่มนี้ไปเป็นกลุ่มเศรษฐกิจ สังคม เพราะคำว่า เศรษฐกิจ สังคม มันก็กว้างมากอีก มีอีกแค่ กลุ่มเดียวที่ท่านแทรกแซงเขาไม่ได้ ก็คือสถาบันการศึกษาเพราะว่าให้สภาของสถาบันการศึกษา เป็นคนเสนอ ลำพังแค่นี้พวกนี้ท่านก็สามารถกินรวบได้หมด ท่านให้กลุ่มต่าง ๆ พรรคพวก ของท่านเยอะแยะเลย ท่านเป็นรัฐบาล ให้กลุ่มต่าง ๆ เสนอเข้ามา แล้วสุดท้ายเมื่อเสนอ เข้ามาอีกประธานรัฐสภาก็ยังมีอำนาจในการตั้งกรรมการในการตรวจสอบคุณสมบัติ ถ้าคนไหน คุณสมบัติก้ำ ๆ กึ่ง ๆ ถ้าเป็นพวกเดียวกันก็ได้หมด ถ้าพวกไหนก้ำ ๆ กึ่ง ๆ ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกัน ท่านก็อาจจะตัดสิทธิได้ เวลาเข้าสู่ในที่ประชุมมักจะเป็นพวกของท่านประธานรัฐสภา ก็เป็นพวกของเสียงข้างมาก ผมถึงไม่เข้าใจท่านประธานครับ ถ้าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นการร่างเหมือนปี ๒๕๔๐ บนพื้นฐานที่กระแสสังคมต้องการให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ผมว่าน่าจะโอเคท่านประธาน ความรู้สึกของคนก็โอเค และผมฟังผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่าน ที่เป็นผู้อาวุโสได้เล่าให้พวกผมฟังว่าบรรยากาศตอนปี ๒๕๔๐ ตอนที่รัฐสภาเลือก สสร. วันนั้นไม่มีเสียงข้างมาก วันนั้นจะเป็นพรรคการเมืองพรรคเล็ก พรรคน้อยรวมกัน ไม่มี การบล็อกโหวต ไม่มีใด ๆ ทั้งสิ้นทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แต่สถานการณ์ปี ๒๕๔๐ กับวันนี้มันต่างกัน วันนี้มีเสียงข้างมากครับท่านประธาน มีเสียงข้างมาก เมื่อเสียงข้างมาก สามารถคุมทุกอย่างได้แล้วทุกอย่างก็เป็นเสียงข้างมากหมด ผมถึงอยากย้ำกับท่านประธานว่า มันถึงมีประโยคคำว่า เผด็จการรัฐสภา ล่องลอยมาอยู่เรื่อย ๆ อยากจะเรียกร้องผ่าน ท่านประธานสามารถครับ คือผมคิดว่าท่านลองทบทวนสักครั้งหนึ่งนะครับว่าเป็นไปได้ไหม ที่ท่านจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ เพื่ออย่างน้อยอย่าให้สัดส่วนในการแต่งตั้ง เพราะท่านเคย รังเกียจเรื่องแต่งตั้ง ๆ ให้สัดส่วนมันอย่ากินมากถึงขนาด ๑ ใน ๔ หรือ ๑ ใน ๕ เลย ถ้าท่านหาทางยกเว้นข้อบังคับ ขยับขยายที่มาของ สสร. มาจากการเลือกตั้งประชาชนสัก ๒๐๐ คน เหลือสัดส่วนสักประมาณ ๑ ใน ๑๐ ผมว่าสังคมยังพอรับได้ แต่นี่ท่านตั้งเอง ๑ ใน ๕ จะไม่ให้ผมวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างไรท่านประธานครับ และการตั้ง ๑ ใน ๕ ท่ามกลางกระแส สังคมที่ไม่เชื่อว่าท่านจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประชาชนแล้วเราก็รู้ครับ ผมก็พูด ไปแล้วว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มันจะเป็นตัวนำร่องในการเสนอ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เพราะว่าถ้าเสนอ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมวันนี้คนที่ได้รับการนิรโทษกรรมจะมีแค่ประชาชน นายใหญ่ของท่านไม่ได้รับการนิรโทษกรรม เพราะรัฐธรรมนูญฉบับเก่าคุ้มครองไว้อยู่ ดังนั้น ผมอยากจะเรียกร้องท่านนะครับ ว่าขณะนี้ประเทศกำลังเดินไปเรื่อย ๆ และผมเชื่อว่า มันกำลังไปสู่จุดที่ผมเชื่อว่าสังคมจะเป็นปัญหา แต่ตอนนี้มันก็คล้าย ๆ กับว่าจะอยู่บนทาง สองแพ่ง ถ้าท่านยอมเป็นตัวของตัวเองมีอะไรไม่ต้องโทรศัพท์มาก เพราะผมเห็น ผมคุยกับเพื่อนผมเวลาเจรจากันต้องมีการเจรจานอกรอบอยู่เรื่อย ถ้าท่านใช้สิทธิ ของความเป็นผู้แทนที่ประชาชนแต่ละท่านเลือกท่านมา ใช้สามัญสำนึกของความเป็นผู้แทน ประชาชนที่จะทำหน้าที่นี้เพื่อร่างกฎเกณฑ์ของสังคมจริง ๆ ตัดสินใจได้ทันทีผมท้าเลยว่า ท่านตัดสินใจได้ทันทีในการกำหนดกฎเกณฑ์ ๒๒ คนที่แล้วแต่จะเรียกว่าเป็น ๒๒ อรหันต์ หรือ ๒๒ พนักงานรับจ็อบ (Job)

และประเด็นสุดท้าย ผมยังคาใจมากครับ เพราะว่ากฎเกณฑ์เงื่อนไขคุณสมบัติ ท่านเขียนไว้ชัดเจนว่าคนกลุ่มนี้ไม่จำกัดของการเป็นข้าราชการ ท่านประธานก็เคยเป็น ข้าราชการครับ ก็เท่ากับว่าเหมือนท่านกำลังจะให้โบนัสกับคนกลุ่มนี้ครับ คนกลุ่มนี้เมื่อเป็น ข้าราชการถ้าไม่ได้บังคับให้เขาลาออกชั่วคราวด้วยนะ ก็ใช้ฐานะข้าราชการก็มีสิทธิประโยชน์ มีเงินเดือนของข้าราชการซึ่งผมเคยพูดไปแล้วครั้งหนึ่ง นอกจากรับเงินเดือนข้าราชการ แล้วก็จะมารับเงินเดือนในฐานะ สสร. อีกประมาณแสนบาทเศษ ๆ ก็คือผมเชื่อว่าเท่า ๆ กับ ส.ส. ครับ สิทธิประโยชน์ และผมก็เชื่อว่าคนกลุ่มนี้ยิ่งถ้าเป็นข้าราชการเงื่อนไขเยอะ ท่านประธานครับ ที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากเพราะว่าข้าราชการจะถูกล็อบบี้ (Lobby) จากนักการเมืองง่ายที่สุดครับ เสนอตำแหน่งหน้าที่ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นว่าหลังจาก เสร็จสิ้นนี้แล้วคุณไปร่าง จ็อบนี้ เรื่องนี้ร่างอย่างนี้ เรื่องนี้ร่างอย่างนี้ หลังจากกระบวนการ รัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นคุณจะมีตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้น ใหญ่โตขึ้น ผมถึงไม่เห็นด้วยท่านประธานครับ กับ ๒๒ คนที่มาจากการแต่งตั้งของที่ประชุมแห่งนี้ ดังนั้น ผมสรุปเลยนะครับ ท่านประธานครับว่าผมไม่เห็นด้วยในกระบวนการที่มาของ สสร.ที่มาจาก การแต่งตั้งโดยให้อำนาจของประธานรัฐสภาในการทำหน้าที่ อย่างน้อย ๆ ถ้าท่านใจกว้างขึ้นมา อีกสักหน่อยนะครับ ถ้าท่านไม่เอาแล้ว ไม่ให้พวกผมแล้ว ท่านจะแต่งตั้ง ท่านได้โปรด มอบอำนาจนี้ให้ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ คนที่จะมาทำหน้าที่ออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ตั้งคณะทำงานต่าง ๆ อะไรต่าง ๆ แทนที่จะเป็นประธานรัฐสภา ท่านให้อำนาจท่านประธาน วุฒิสภาทำหน้าที่ ผมเชื่อมั่นในความเป็นกลางของท่านประธานวุฒิสภา แล้วการคัดเลือก ก็แทนที่จะเป็นที่ประชุมรัฐสภาก็ให้เป็นที่ประชุมวุฒิสภา ยังดูสง่างามมากกว่า แต่สิ่งที่สง่างาม มากที่สุดก็ควรจะต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนทั้งหมด แล้วย้ำอีกครั้งหนึ่ง คนที่เคยบอกว่าประชาชนเป็นใหญ่อำนาจประชาชนสูงสุด ถึงเวลาแล้วลืมประชาชนพวกนี้ เรียกว่าทรยศประชาชนครับ ผมขอตัดมาตรานี้ทั้งหมดครับ ขอบคุณครับ