วิรัตน์ กัลยาศิริ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการยึดอำนาจของรัฐสภา และเรียกร้องให้ปรับแก้มาตรา 291/6 ของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจประธานรัฐสภาเพียงผู้เดียว ซึ่งถือว่าขัดต่อหลักนิติธรรม
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย โดยหลักการผมเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำได้ ไม่สามารถยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาได้ ได้เพียงแก้ไขนะครับ และผมเห็นว่าเมื่อได้ปรึกษากับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน ของท่านอาจารย์โคทม อารียา หรือแม้แต่คุณธิดา ภรรยาหมอเหวง หรือแม้แต่แนวของ พรรคเพื่อไทยเดิมนะครับ ซึ่งได้โจมตี ได้กล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่เป็น ประชาธิปไตย เพราะมี ส.ว. ลากตั้ง ๒-๓ เนื้อหาที่กระผมกราบเรียนนี้เมื่อได้มาดูในมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งท่านธนา ชีรวินิจ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ท่านวิรัช ร่มเย็น ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ท่านวรงค์ เดชกิจวิกรม ท่านเหวง โตจิราการ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร เสนอตัดออกหมด พูดอย่างนี้เหมือนกับว่าพวกผมไม่เอาด้วยกับร่างนี้ แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า ถ้าดูในมาตรา ๒๙๑/๖ จะได้ชัดเจนครับท่านประธาน ว่ามีการยึดอำนาจอยู่ ๓-๔ เรื่อง
เรื่องแรก ถ้าร่างกฎหมายนี้ผ่านออกไปจะมีการยึดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ อย่างชัดแจ้ง
เรื่องที่ ๒ ยึดอำนาจจากรัฐสภาไปเป็นของประธาน ประธานเป็นใครก็รู้กันนะครับ แล้วก็สำคัญคือมีการยึดอำนาจของพี่น้องประชาชน รายละเอียดเดี๋ยวผมจะลงลึก ถ้าผมจะใช้ คำว่า ในเนื้อหาเหล่านี้มีจุดอัปยศอยู่ ๕ ประเด็น
ประเด็นแรกนะครับ ประธานรัฐสภาเป็นคนกำหนดองค์กรภาคเอกชน องค์กรเศรษฐกิจ อันนี้คืออัปยศ ๑
อัปยศ ๒ ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คน ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ประธานกำหนด
อัปยศ ๓ ประธานรัฐสภาจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคล
อัปยศ ๔ กรณีเกิดปัญหาให้ประธานวินิจฉัย แปลว่าไม่ต้องไปศาลครับ ประธานชงเอง กินเอง ครบ
และอัปยศสุดท้าย ประธานเป็นคนประกาศรายชื่อ ไม่มีรายละเอียดตรงไหน เลยว่าถ้าประกาศผิด ยกเลิก เพิกถอนได้อย่างไร ไม่มีครับ
ผมจะลงรายละเอียดนะครับ เพราะว่าองค์กรภาคเอกชนจะเป็นใคร จะมี สมาชิก ๑ คน ๒ คน ๓ คน อยู่ที่ท่านประธานรัฐสภา ตรงนี้เองที่เป็นรายละเอียดที่พวกผม ฝ่ายค้านกังวลอย่างยิ่งก็คือว่าสามารถบล็อก (Block) ได้ตั้งแต่องค์กร แต่ถ้าเป็นเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐ อันนี้ก็พอฟังชื่นใจหน่อยนะครับ แต่ว่าพอเป็นเอกชน ตรงนี้เองที่รายละเอียดจะเป็นใครอย่างไร ก็อยู่ที่ท่านประธานรัฐสภา ตรงนี้เองผมถือว่า เป็นอัปยศจุดแรกที่กรรมาธิการจะต้องชี้แจง จุดที่ ๒ ในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คน กรรมการเป็นทุกภาคส่วน กรรมการมาจากที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา กรรมการมาจากไหน ไม่เขียนเลยครับ ท่านประธานครับ เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด พวกเราประชุมกันมา ๑-๒ ปีก็คงเห็นนะครับว่าประธานรัฐสภาอยู่กลาง อยู่ข้าง เวลาวินิจฉัยไปในทางทิศใดนะครับ อัปยศต่อครับ การจัดทำบัญชีรายชื่อ ถ้ามีการเสนอเข้ามาและประธานไม่ทำชื่อนี่ ผมถามว่า ในส่วนใดที่จะสามารถรื้อ สามารถยกเลิก สามารถเพิกถอน สามารถแก้ไขรายละเอียดของ ประธานรัฐสภาได้ และหนักที่สุดก็คือการให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัยว่ากรณีเกิดปัญหานี้ หลักเกณฑ์ วิธีการอยู่ที่ประธานคนเดียวเลยครับ สุดท้ายก็ประกาศรายชื่ออย่างที่ผมกราบเรียน ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าเรื่องนี้แม้กระทั่ง ส.ว. ลากตั้ง ขอประทานโทษที่เอ่ยตรง ๆ สั้น ๆ นะครับ ก็ยังมีคณะบุคคล มีหลัก มีเกณฑ์ มีวิธีการ กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจน แต่อันนี้ไม่ครับ ประธานรัฐสภาคนเดียวโดด ๆ ล้วน ๆ ไม่มี คนอื่นไปแทรกเลย เพราะฉะนั้นถ้าสภาผ่านอันนี้ไปนะครับ ผมถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะว่าในการวินิจฉัยชอบ ไม่ชอบ ความถูกต้องหรือไม่ควรจะเป็นองค์กรของศาล ซึ่งต้อง ขอบคุณท่านประธานสามารถว่าตรง ๆ เลยนะครับ ยอมให้องค์กรศาลเข้ามามีส่วนวินิจฉัย ชอบ ไม่ชอบ แม้ว่าตอนแรกเป็นศาลอุทธรณ์ และต่อมาเป็นศาลฎีกาก็ต้องขอบคุณ มีองค์กร ภายนอก แต่ตรงนี้ครับ อยู่ที่คนคนเดียวเลยครับ ผมไม่ต้องออกชื่อว่า นายใด นางใด นะครับ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าเป็นคนกำหนดทุกเรื่องทุกประเด็นก็เปลี่ยนเป็นรัฐธรรมนูญฉบับชื่อ ประธานรัฐสภาไปเลย จะได้จบนะครับ เพราะฉะนั้นการกระทำเช่นว่านี้ผมถือว่าเป็นการ ยึดอำนาจตามรัฐธรรมนูญครับ ยึดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นของตัว ยึดอำนาจ พี่น้องประชาชนมาเป็นของประธานสภา ยึดอำนาจของรัฐสภาเป็นของประธานสภาคนเดียว โดด ๆ นะครับ ซึ่งถามว่าขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ผมถือว่าขัดต่อมาตรา ๓ ต้องดำเนินการ โดยหลักนิติธรรม ขัดมาตรา ๑๒๒ การปฏิบัติหน้าที่ต้องซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ของปวงชนชาวไทยและปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตรงนี้ชัด ยิ่งมาตรา ๑๒๓ ครับ ทุกคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกรัฐสภาต้องสาบานว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนและจะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เปล่าเลย รื้อเลยครับ เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพ เมื่อดูเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนนะครับ ทุกคนทุกภาคส่วน อยากจะเห็นการเลือกตั้งตรง ๒๐๐ คน ไม่มีภาควิชาการ ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้ไปดูถูกดูแคลน นักวิชาการทั้งหลาย ดอกเตอร์ทั้งหลาย ไม่หรอกครับ แต่ว่านักวิชาการหรือดอกเตอร์ทั้งหลาย ที่จะเข้ามาสู่กระบวนการนี้ได้ท่านต้องกล้าขายตัว ถ้าท่านไม่กล้าขายตัว ขายชีวิต ขายวิญญาณ ยากที่ท่านจะผ่านเข้ามาใน ๒๒ คนนี้นะครับ เพราะฉะนั้นกระผมเห็นว่า ถ้าสามารถกลับไปได้ก็คือเลือกตั้งตรง ๒๐๐ คน โดยไม่มีการแต่งตั้งซึ่งว่ากันให้ดูดี ให้ดูสวยงามนะครับ แต่ความจริงแล้วอยู่ที่ประธานรัฐสภาคนเดียวเท่านั้น ท่านประธานที่นั่งอยู่ ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่ให้อำนาจท่านเลยนะครับ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วถ้าเกิดประธานซิกแซก ถ้าเกิดนะครับ ซึ่งความจริงถ้าพูดไปเดี๋ยวประท้วงกัน ถ้าเกิดประธานไม่สุจริตหรือท่านประธานรัฐสภาฟังคำสั่งใครผมก็ไม่รู้บ้านเมืองมันจะไปได้ หรือครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการที่ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๖ ที่เขียนไว้แต่ละวรรค แต่ละวรรคนี่นะครับ ให้อำนาจประธานรัฐสภาเพียงผู้เดียว ซึ่งผมกล่าวหาเลยครับว่าขัดต่อ รัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักนิติธรรม ขอให้ท่านประธานได้โปรดไปปรึกษาหารือปรับแก้ เสียเถอะครับ บ้านเมืองจะได้ไปได้ ขอบคุณครับ