ฉัตรพันธ์ จี้รัฐสภา อย่าแก้รัฐธรรมนูญเอง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร อภิปรายความกังวลต่อการคัดเลือก สสร. 22 คนโดยประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์แทนประชาชน และวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของประธานรัฐสภาที่สร้างความเคลือบแคลงในความเป็นกลาง รวมถึงเรียกร้องให้พิจารณาสิทธิประโยชน์และโอกาสในการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างรอบคอบ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะ อภิปรายในประเด็นที่ผมได้สงวนความเห็นแก้ไขเพิ่มเติม โดยตัดข้อความในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสามออกทั้งวรรคนั้น ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าวันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกอึดอัด บอกไม่ถูกครับ เวลาผมประชุมรัฐสภาแล้วกลับไปลงพื้นที่พบพี่น้องประชาชน ผมไม่สามารถ ตอบคำถามกับพี่น้องประชาชนได้เลยครับ พี่น้องประชาชนถามว่าตัวแทนที่กำลังประชุม เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่นี้ ท่านผู้แทนครับ ท่านตอบผมได้ไหมครับว่าถ้าแก้แล้ววันพรุ่งนี้ ผมจะได้รับเงินชดเชยค่าน้ำท่วมได้ครบถ้วนไหม หรือเศรษฐกิจจะดีขึ้นทันตาเห็น มะนาว จะเหลือราคาใบละ ๓ บาท หรือไม่ หรือจะจำนำข้าวได้เกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาททันที มันสำปะหลังได้ตันละ ๒,๗๐๐ บาทในทันทีหรือเปล่า ผมตอบไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ และที่ผมอึดอัดมากยิ่งกว่าพวกเราทุกคน เราบอกว่าเราเป็นผู้แทนปวงชน พวกเราทุกคน พูดเสมือนหนึ่งว่าอำนาจที่พี่น้องประชาชนมอบหมายให้เรามา ณ สภาแห่งนี้ เราทำได้ทุกอย่าง บันดาลอะไรได้ทุกอย่าง ประชาชนบอกว่าไม่ใช่ครับ มอบหมายเพียงบางส่วนและไม่ได้ มอบหมายให้มาแก้รัฐธรรมนูญเลย นี่คือความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมขอสงวนคำแปรญัตติตัดวรรคสามออกทั้งหมด ผมมีความคิดเห็น เช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน การที่เราคัดเลือก สสร. จำนวน ๒๒ ท่าน โดยให้อำนาจ ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์นั้น ผมเรียนไปยังท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยัง กรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ขณะนี้กรรมาธิการทำอย่างกับว่าท่านตกอยู่ในสภาวะเป็น ผู้รับเหมาที่เขียนสเปก (Spec) เสียเอง ท่านเขียนสเปกให้ประธานรัฐสภามีหน้าที่เป็นผู้กำหนด กฎเกณฑ์ ซึ่งเมื่อเช้าผมได้ฟังจากท่านประธานรัฐสภา ท่านก็บอกว่าหน้าที่หรืออำนาจ ที่ท่านจะได้มานี้ ท่านก็ไม่ได้เต็มใจ ยังดีครับ ที่ท่านประธานรัฐสภาได้พูดคำนี้ออกมา เพราะสิ่งนี้ละครับ คือสิ่งที่ผมกังวลและกลัวมากที่สุด เพราะว่าผู้ที่ท่านจะมอบหมายอำนาจหน้าที่ ให้นั้นเป็นบุคคลที่ตลอดระยะเวลาที่ผมมีโอกาสเข้าร่วมการประชุม ตลอดระยะเวลาที่ได้ ติดตามการทำหน้าที่ของท่าน ผมไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินท่าน แต่สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ เป็นความรู้สึกจากใจ พูดแบบลูกผู้ชาย ตรงไปตรงมา ทุกครั้งที่ท่านปฏิบัติหน้าที่หลายครั้ง การปฏิบัติหน้าที่ของประธานรัฐสภาสร้างความเคลือบแคลงน่าสงสัยในความเป็นกลาง ผมต้องขอกราบประทานอภัยที่ต้องพูดตามตรงแต่พูดด้วยหลักเหตุผล เพราะความเชื่อมั่น ผมเริ่มจากแบบนี้ สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่ผมคนเดียวครับ พี่น้องประชาชนเขาเห็น และผม เชื่อเหลือเกินว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังผมอภิปรายอยู่ทางบ้าน ผมเชื่อว่าเป็นล้านเสียงที่มี ความคิดเห็นเช่นเดียวกันกับผม ท่านมอบหมายให้สภาแห่งนี้เป็นผู้คัดเลือก สสร. จำนวน ๒๒ คน โดยประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ให้คน ๖๔๕ คนคัดเลือกคน ๒๒ คน ในขณะเดียวกันผู้มีสิทธิออกเสียงของประเทศนี้ประมาณ ๔๕ ล้านคน มีโอกาสออกเสียง คัดเลือกแค่ ๗๗ คน สัดส่วนต่างกันมากมาย ท่านประธานครับ ก่อนหน้านี้ผมเห็น ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงบอกว่าอำนาจของประธานรัฐสภามีหน้าที่เป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์ พอท่านชี้แจงแบบนี้ทำให้ผมเห็นมิติเลยครับว่ากรรมาธิการพิจารณาเรื่องใด ๆ นั้น ไม่ได้ พิจารณาด้วยความรอบคอบ ถี่ถ้วน พอดีท่านไม่ได้นั่งอยู่ ท่านประธานครับ พอดีท่านลุก ออกไปแล้วผู้ที่ชี้แจง ผมจะถามท่านกรรมาธิการกลับอยู่เหมือนกันว่าถ้าบุรุษไปรษณีย์คนนั้น ได้รับจดหมายมา ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งจ่าหน้าซองถึงบ้านเลขที่ ๑๑๑ อีกฉบับหนึ่งจ่าหน้าซอง ถึงบ้านเลขที่ ๙ แล้วปรากฏว่าบุรุษไปรษณีย์ผู้นั้นส่งแต่จดหมายบ้านเลขที่ ๑๑๑ บ้านเลขที่ ๙ ไม่ส่งสักที หรือเวลาส่งให้บ้านเลขที่ ๙ ก็ส่งผิดบ้าน ถ้าเป็นเช่นนี้จะแก้ไขอย่างไรครับ ลองตอบผม หน่อยสิครับ ถ้าบุรุษไปรษณีย์ทำอย่างนี้ ท่านจะแก้ไขแบบไหนครับ เหมือนที่ผมกำลังกลัว กำลังเกิดความไม่มั่นใจอยู่นี่ละครับ เมื่อวานเราก็ได้มีการพิจารณาในเรื่องมาตรา ๒๙๑/๕ ผมก็ได้มีการเสนอแนะขอย้อนลงไปนิดหนึ่ง ย้อนให้เห็นว่าเรากำลังละเลยการมีส่วนร่วมของ พี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้กรรมาธิการกำลังทำในสิ่งที่เป็นการ ผมไม่อยากจะ พูดว่าขืนใจประชาชน คงเป็นคำที่สุภาพอยู่นะครับท่านประธาน เดี๋ยวจะหาว่าผมอภิปราย ไม่สุภาพ ผมมีคำอธิบายอย่างนี้ครับ เพราะคณะกรรมาธิการกำหนดไว้อย่างเดียวว่าให้ สสร. ๗๗ คน มาจากการเลือกตั้ง และให้ สสร. อีก ๒๒ คน มาจากการคัดเลือก และคณะกรรมาธิการได้ถามประชาชนเลยหรือครับว่า เขาต้องการจะเลือกหรือเปล่าครับ เหมือนวันนี้ท่านให้เงินประชาชนไป ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วท่านบอกว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ให้ไปเที่ยวประเทศกัมพูชา ไปเที่ยวประเทศดูไบ หรือไปเที่ยว ประเทศไทย ท่านไม่ได้บอกประชาชนว่า ๑๐,๐๐๐ บาท คุณเอาไปใช้หนี้ หรือคุณเอาไป ทานข้าว หรือไปจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่จำเป็นก่อน ผมเรียกว่า ขืนใจประชาชน เมื่อวานผมยังได้ เสนอแนะว่าเวลาให้คณะกรรมาธิการลองไปเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งดูสิว่า ในบัตรเลือกตั้งถ้ามันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วนี่ ในบัตรเลือกตั้งที่เขามีเบอร์ ๑ เบอร์ ๒ เบอร์ ๓ แล้วมีช่องว่าไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ผู้ใด ผมก็บอกว่าคืนอำนาจให้ประชาชนไป เพิ่มช่องว่า ไม่ประสงค์ที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ต้องทำประชามติด้วยครับ ประหยัดเงินเป็นร้อยล้านบาท ทำในคราวเดียวกัน ฟังเสียงประชาชนตั้งแต่เริ่มแรกยังคิดได้นะครับ และที่สำคัญเป็นการสร้าง ความเชื่อถือ สร้างความยอมรับในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เรากำลังจะเดินต่อไป ท่านประธานครับ วันนี้ผมบอกตรง ๆ ว่าเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน อยากจะบอกไปยังพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน พร้อมกับเสียงของสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน คงจะไม่อาจต้านทานเสียงส่วนใหญ่ได้ คงไม่มีปัญญาที่จะต้านคลื่นสึนามิที่จะหอบเอาทุกสิ่ง ทุกอย่างลงทะเลไป ผมต้านไม่ได้ครับ แล้ววันนี้อภิปรายก็ด้วยความช้ำใจ แต่ก็ต้องอภิปราย ด้วยเหตุผลที่ผมกล่าวมานี้ ด้วยเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ผมขอตัดวรรคสามออกไป ทั้งหมดครับ ขอบพระคุณมากครับ