รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ หารือเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการของประธานสภาและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการของสภา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการสรรหา สสร. และการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ที่ได้ขออนุญาต แปรญัตติแล้วก็สงวนเอาไว้ในครั้งนี้ เนื่องจากว่าผมเรียนครับว่าผมพยายามจะอภิปรายให้อยู่ ในกรอบที่ท่านประธานคงได้เห็นว่าผมได้มีการตัดในบางวรรคออกไป ผมเรียนด้วยความเป็นห่วง ท่านประธานจริง ๆ ครับ เพราะเนื่องจากว่าผมได้อภิปรายมาในมาตรา ๒๙๑/๑ ผมก็ยังยืนยัน เหมือนเดิมว่าผมยังมีความแน่วแน่แล้วก็มั่นคงในหลักการว่าจริง ๆ แล้วถ้ากรรมาธิการ เสียงข้างมากได้รับฟังแล้วก็ยืนยันในเรื่องของจำนวน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งให้มากกว่า ๗๗ ท่าน ผมได้นำภาพในการที่นำเสนอไปแล้วว่าถ้าดำเนินการแบบนั้นใน ๗๗ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คนแล้วไม่ยอมเพิ่มจำนวนนั้น ฐานเสียงของรัฐบาลรวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลจะทำให้เห็นว่า มีผู้ที่จะได้เป็น สสร. ในระบบจังหวัดประมาณ ๕๔ ท่านโดยประมาณ แล้วผมก็ได้พูดต่อเนื่อง มาถึงในมาตรา ๒๙๑/๖ ในครั้งนี้ด้วยครับว่าถ้านำเอาคะแนนเสียงเลือกตั้งของการเลือกตั้ง ปี ๒๕๕๔ มาลองเขียนลงในแผนที่ประเทศไทยก็ ๕๔ จังหวัดโดยประมาณจาก ๗๗ จังหวัด แล้วในการคัดสรร สสร. ที่มาจากการคัดสรรในครั้งนี้อีก ๒๒ ท่าน รวมแล้วก็เป็น ๗๖ ท่าน จาก ๙๙ ท่าน ผมคิดว่าตัวเลขตัวนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องประชาชนที่ได้รับชมอยู่ ทางบ้านก็จะได้ตื่นตัวครับท่านประธานครับว่าการเลือกตั้ง สสร. ในอนาคตเมื่อทางรัฐบาล รวมถึงโดยเฉพาะในคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนเอาว่า ๗๗ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คนนั้น มันก็ต้องมาดูว่าเมื่อท่านไม่เพิ่มจำนวนก็ไม่เป็นอะไร แต่ผมก็ยังเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพว่าท่านประธาน และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหลาย ๆ ท่านที่ผมได้รู้จัก และติดตามท่านมาโดยตลอด ท่านก็มาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด เมื่อจำนวนท่านไม่ยอมเพิ่ม ๗๗ คนท่านจากการเลือกตั้งผมก็ยังเห็นด้วยนะครับ เพราะยังถือว่า การเลือกตั้ง สสร. นั้นยังมาจากพี่น้องประชาชนจริง ๆ แต่ประเด็นที่ผมได้แปรญัตติไว้ ในมาตรานี้ ก็เนื่องจากว่าผมไม่เห็นด้วยเลยท่านประธานที่จะมี สสร. ไม่ว่าในนี้จะเขียนไว้ว่า ให้ท่านประธานเป็นคนออกกรอบหรือมีการคัดสรรอีก ๒๒ ท่าน ผมก็ฝากเรียนท่านประธาน ไปถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากทุกท่าน ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็เป็นคนที่ได้ผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้งต่อหลายครั้ง เพราะเหตุผล อะไรที่ท่านถึงไม่ทำให้ผู้ที่จะมาร่างกติกาของประเทศในครั้งนี้มาจากพี่น้องประชาชน ท่านตอบได้ไหมครับว่าการที่ท่านได้นำการสรรหา สสร. มาแล้วไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ทราบว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมในครั้งนี้ตรงไหน ตอบไม่ได้ครับ มันก็จะกลายเป็นรอยด่าง อยู่ในความรู้สึกของเราว่าแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะแก้กันในครั้งนี้ อีก ๒๒ ท่านที่จะได้เข้ามา จะพูดได้อย่างไรว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชน ถึงแม้ท่านจะอ้างว่า อีก ๗๗ ท่านมาจากการเลือกตั้ง ก็ไหน ๆ ก็มาจากการเลือกตั้งแล้วทำไมไม่เลือกให้หมด จะเพิ่มจำนวนท่านก็ไม่เพิ่ม และผมได้ยินเมื่อเช้านี้มีท่านกรรมาธิการผมไม่แน่ใจว่าท่านประธาน ด้วยหรือไม่นะครับ ที่บอกว่า ๒๒ ท่านที่จะคัดสรรมาหน้าที่หลัก ๆ ที่อยากให้มีคืออยากให้ มาช่วยยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อ สสร. ก็จะได้เดินหน้าไปสู่การสรุปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อไปในอนาคต ผมเรียนว่ามันไม่ใช่เหตุผลที่เป็นสาระสำคัญเลย การที่จะหาผู้เชี่ยวชาญมา ยกร่างรัฐธรรมนูญผมก็ยังยืนยันตามคำที่ผมเคยอภิปรายไว้ในข้างต้นว่าท่านสามารถจะ เรียนเชิญผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เข้ามาเป็นคณะกรรมการในการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ แต่ถามว่า มันต่างจากการที่คัดสรรเป็น สสร. อย่างไร เมื่อเขายกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วเขาไม่ได้มาจาก พี่น้องประชาชนจริง ๆ หรือโดยตรงในการเลือกตั้ง ก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้ามาแก้หรือมีสิทธิที่จะ มาแนะนำในการที่จะปรับเปลี่ยนให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อท้ายที่สุดต้องออกมามีผลบังคับใช้ และผมก็ยังไม่เห็นความจำเป็นว่าการที่จะให้อำนาจตามมาตรานี้ให้ท่านประธานเป็นผู้คัดสรร หรือคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเลือกอีก ๒๒ ท่าน โดยใช้ อำนาจท่านประธานเป็นคนวางกรอบ ผมก็ยังมองไม่เห็นครับว่าเหตุผลที่ผมตัดออกไปนี่ เพราะผมไม่เห็นด้วยจริง ๆ ว่าทำไมไม่เลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชน และท่านก็ต้อง ตอบว่าแล้วถ้าการเลือก ๒๒ ท่านที่คัดสรรเข้ามานี้ ประชาชนจะมีส่วนร่วมกับท่านตรงไหน ผมก็ยังย้ำอีกทีว่า ถ้ายังยืนยันว่าจะเอามายกร่างรัฐธรรมนูญมันมีหลายกระบวนการมากครับ ตั้งเป็นคณะอนุกรรมการก็ได้ผมก็ได้ยินกรรมาธิการบางท่านก็ลุกขึ้นพูด ในส่วนอีกแนวหนึ่ง ก็คือว่าท่านไม่ต้องไปโยนภาระให้ท่านประธานรัฐสภาก็ได้ ท่านก็เชิญเขามาเป็นที่ปรึกษาก็ได้ ตั้งเป็นคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาแล้ว สสร. ที่ได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน ก็เป็นคนเข้ามาแก้มาปรับ เหตุผลที่ผมพูดอย่างนี้ ผมเชื่อว่าท่านประธานรัฐสภาและท่านประธาน คณะกรรมาธิการจะเข้าใจผมเป็นอย่างดี เพราะว่าอะไรครับ การที่ สสร. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้น ผมเรียนด้วยความเคารพนะครับ ไม่ได้มี อคติอะไรกับการสรรหา แต่ผมเรียนว่าความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนต้องยอมรับว่า มีน้อยกว่าตัวแทนที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชน หรือถ้าท่านประธาน คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านสามารถซึ่งผมเคารพนะครับ ท่านประธานรัฐสภาด้วย ท่านจะเห็นต่างจากผม ผมอยากให้ท่านลุกขึ้นพูดเลยครับ ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งโดยตรง ผ่านการเลือกตั้งกันมาหลายครั้ง บุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนมักจะมี ความรับผิดชอบว่าต้องคำนึงถึงว่ากลับไปบ้าน กลับไปถึงคนที่เขาเลือกท่านมาในแต่ละ จังหวัดเขาก็จะสอบถาม ท่านก็มีหน้าที่จะกลับไปพูดกับเขาว่าท่านทำด้วยความตั้งใจ แต่ถ้าใช้ กระบวนการคัดสรรนี่ ผมเชื่อครับความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน ความรับผิดชอบกับ ผู้ที่เลือกท่านมามันจะน้อยกว่าถ้าพูดง่าย ๆ คือผู้แทนที่เลือกมาจากพี่น้องประชาชน และผม เชื่อว่าสมาชิกในห้องนี้ทั้ง ส.ว. ทั้งสมาชิกรัฐสภาอีกหลาย ๆ ท่านส่วนใหญ่แล้วก็มาจาก การเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน และผมก็ยังยืนยันว่าถ้าเราจะต้องเดินทางไปสู่การแก้ไข รัฐธรรมนูญ ทำไมไม่เดินหน้าแล้วใช้กระบวนการของพี่น้องประชาชนโดยการมีส่วนร่วม โดยตรงก็คือการเลือกตั้ง แล้วก็ไม่ได้เสียเวลาอะไรเลย เพราะท่านก็ต้องเลือก สสร. ๗๗ ท่าน ในแต่ละจังหวัดอยู่แล้ว

อีกเรื่องหนึ่งครับ ที่ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ แล้วก็ฝากไปถึง ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็คือว่าเมื่อเช้านี้ท่านประธานขออนุญาตเอ่ยนามท่านประธาน สมศักดิ์นั่นละครับ ท่านนั่งอยู่บนบัลลังก์ผมฟังท่านเป็นประธานตอนที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้สอบถามในประเด็นก่อนที่จะเข้ามาตรา ๒๙๑/๖ ในครั้งนี้ ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้ถามกรอบและแนวทางของท่านประธานซึ่งท่านจะต้องมีความเกี่ยวพัน กับการกำหนดเกณฑ์ต่าง ๆ ในมาตรานี้และการเลือกสรร สสร. ที่มาจากการคัดสรรนี้โดยตรง ท่านก็ได้มีคำพูดออกมาสั้น ๆ อยู่ช่วงหนึ่งครับท่านประธาน ผมคิดว่าท่านประธานคงจะจำได้ เพราะท่านประธานพูดเองผมนั่งฟังอยู่ครับ ท่านบอกว่าโดยสาระเนื้อแท้ ๆ จริง ๆ ท่านก็ไม่ได้ อยากที่จะรับภาระตรงนี้หรือเข้าไปเกี่ยวข้องเลย ผมเข้าใจว่าท่านก็คงจะมีความลำบากใจ อยู่เหมือนกันในเรื่องของถ้าเกิดตั้งท่านเข้ามาเป็นผู้วางกรอบท่านก็คงเกรงในเรื่องของ คำครหานินทา และท่านก็ทราบว่าท่านก็เป็นบุคลากรและเป็นบุคคลที่มาจากการเลือกตั้ง ผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้งท่านก็ทราบ ผมเชื่อว่าในหัวใจของท่านก็ยังมีความเป็น ประชาธิปไตยและมีความรู้สึกรักในระบบของการเลือกตั้งอยู่ลึก ๆ แน่นอนท่านพูดมาผมก็ดีใจ ที่ได้ยินท่านประธานสมศักดิ์พูดอย่างนั้น ผมก็เลยอยากจะถามผ่านท่านประธานไปถึง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ไม่ทราบว่าเนื่องจากผู้ที่จะต้องรับหน้าที่นี้ในการปฏิบัตินี่ ท่านไม่ได้มีความประสงค์หรือมีความอยากที่จะปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องนี้อยู่แล้วครับ และท่าน จะไปยัดเยียดทำไม ท่านก็บอกอยู่แล้วว่าท่านก็ไม่ค่อยสบายใจเท่าไรที่จะเข้ามารับภาระ ในมาตรานี้ เพราะผมเข้าใจว่าท่านก็คงไม่ได้พูดต่อแล้ว แต่ผมเข้าใจเอาเองนะครับว่าท่านคงรู้ว่า คำครหานินทาต้องมีมากแน่นอน และทำอย่างไรก็ไม่มีคำชมหรอกครับ ไม่ว่าท่านจะเลือก ๒๒ ท่านมาด้วยความโปร่งใสอย่างไร เขาก็ต้องบอกว่าเป็นคนที่มีความเกี่ยวพันกับรัฐบาล ที่ท่านสังกัดอยู่ พรรคที่ท่านสังกัดอยู่ ผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ ท่านถึงพูดออกมาว่า จริง ๆ ท่านก็ไม่ได้อยากเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้และท่านก็ยังบอกว่าแต่ถ้าสภาแห่งนี้ มอบอำนาจให้ท่านมาท่านก็จะทำแล้วก็ทำตามหน้าที่ที่ให้ไว้ ผมก็ฝากถามไปถึง คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าท่านก็ได้ยินพร้อม ๆ ผมครับ ท่านก็ได้ยินที่ท่านประธานรับอยู่ แล้วว่าท่านไม่ค่อยพร้อม เพราะท่านก็มีความกังวลนะ และท่านจะไปดื้อดึง ยื้อที่จะมอบ อำนาจตรงนี้ให้กับท่านประธานไปเพื่ออะไร อันนี้คือสิ่งที่ผมฝากไปยังคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากนะครับว่าท่านอย่าดื้อต่อไปเลย ท่านก็เห็นอยู่แล้วว่าคนที่เขาจะต้องรับภาระตรงนี้ เขาก็กังวลอยู่ครับ

และผมเรียนอีกเรื่องหนึ่ง คือกรอบในการที่ท่านจะมอบให้ท่านประธานรัฐสภา ไปเป็นผู้ที่ให้อำนาจท่านไปดำเนินการนี่ ผมเรียนท่านประธานนะครับ ท่านเป็นประธานตอนนี้ พอดี ผมดีใจมากที่ท่านเป็นประธานอยู่ตอนนี้ ก็คือว่าผมก็แสดงความกังวลไปถึงตัวท่านประธาน ด้วยครับว่าถ้ากรอบที่ให้ไปกว้าง ๆ ขนาดนี้ ให้อำนาจท่านไปกว้าง ๆ ขนาดนี้ ความเสี่ยง ในการกำหนดกรอบเกณฑ์ต่าง ๆ ตามมาตรานี้ให้ท่านไปผมว่าเสี่ยงมาก เพราะมันพูดกว้าง เหลือเกินว่าให้อำนาจท่านไปตั้ง ๑๕ คน เป็นคณะกรรมการ ผมก็ไม่แน่ใจว่า ๑๕ คนนั้นท่านจะใช้กรอบอะไร ท่านจะเอาเกณฑ์อะไรที่ท่านจะไม่ถูกคน บอกว่าท่านไปเลือกฝั่งเลือกฝ่าย นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าท่านประธานแล้วก็ทาง กรรมาธิการต้องคิดถึงคนที่ต้องไปรับปฏิบัติหน้าที่นี้ด้วยครับ แล้วก็ต้องลดทิฐิสักเล็กน้อย และดูถึงว่าข้อปฏิบัติในความเป็นจริงแล้วมันทำได้มากน้อยแค่ไหน

อีกเรื่องหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับมาตรานี้แน่นอน ก็คือว่ามีการพูดถึงการให้อำนาจ ท่านประธานแล้วก็บอกว่าเป็นการเซ็นเช็คเปล่าให้ท่านประธานไป แล้วก็ให้อำนาจท่านจะไปทำ อะไรก็ได้ ผมเรียนว่าจริง ๆ การเซ็นเช็คเปล่าให้กัน มันไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ หรือการให้อำนาจ ท่านประธานไปมันไม่ใช่เรื่องผิด แต่โดยปกติการที่เราเซ็นเช็คเปล่าให้ใครไป

อย่างที่ ๑ คือมันต้องเป็นความยินยอมจากผู้ที่จะเป็นเจ้าของเงินและผู้ที่เป็น เจ้าของเช็คครับว่าให้เช็คเปล่าไป ให้อำนาจไป แล้วบอกว่าท่านจะกรอกตัวเลขเท่าไรก็ได้ ก็เป็นเรื่องของท่าน ก็เป็นอำนาจของคนที่เขาเป็นเจ้าของเงิน เจ้าของเช็คว่ายินยอมให้ท่าน โดยสมัครใจครับ แต่เรื่องนี้ผมเรียนท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการว่าไม่ใช่นะครับ เจ้าของเงิน เจ้าของเช็คที่จะยกเช็คเปล่าหรือว่าเซ็นไม่กรอกตัวเลขไปให้ท่าน ท่านยังไม่ได้ถามเขาเลย สักคำครับว่าเขาจะยินดีกับท่านหรือเปล่า ท่านก็ยืนยันว่าท่านไม่ทำประชามติ เพราะเจ้าของเช็ค เจ้าของเงิน เจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือพี่น้องประชาชน เมื่อท่านจะให้อำนาจใครไป ท่านจะเซ็นเช็คเปล่าให้ไป ท่านไม่ได้รับความยินยอมจากพี่น้องประชาชนเลย ท่านทราบได้ อย่างไรครับที่คิดว่าเขาจะให้อำนาจท่านเป็นคนคัดสรร ๒๒ คน แต่ถ้าในการเลือกตั้งอย่างที่ ผมเรียนไปตั้งแต่ต้น ผมก็ยินดี เพราะอย่างไรเขาต้องไปเลือกของเขาเองครับ เจ้าของประเทศ คือพี่น้องประชาชน แต่การที่ทุกอย่างมอบอำนาจให้ท่านประธานไปคัดสรรตีกรอบมา ๒๒ คน จะไปเรียกว่า เช็คเปล่า ผมว่าไม่ใช่หรอกครับ เพราะท่านไม่เคยแม้กระทั่งคิดจะถาม พี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศว่าเขาอยากจะให้อำนาจนั้นหรือให้เช็คเปล่าไปกรอก บัญชี กรอกตัวเลขกับท่านประธานหรือไม่ นี่คือสาระสำคัญที่ผมบอกว่าท่านทำไม่ได้ครับ อยู่ดี ๆ ท่านอยากจะนึกยกอำนาจให้ใครคนใดคนหนึ่งโดยที่ไม่ถามส่วนรวม ซึ่งเรื่องรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องกฎหมายที่ต้องใช้ทุกคน เป็นกฎหมายสูงสุด พี่น้องประชาชนคนไทยเป็นเจ้าของ ประเทศ ผมเรียนไปถึงท่านประธานสามารถ ผมเคารพท่านในฐานะที่ท่านเป็นผู้อาวุโสแล้ว ท่านก็ผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง ทำไมท่านไม่ใช้กระบวนการการเลือกตั้งทั้งหมด จะได้พูด ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากพี่น้องประชาชน ท่านไปขยักอยู่ที่ ๑๒ คน เพื่ออะไร ผมไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นผมก็เรียนท่าน

กับอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธานซึ่งก็เป็นเหตุและผลในการที่ผมได้สงวน เอาไว้ก็คือว่า ผมเกรงมากครับท่านประธานรัฐสภาว่าการที่เขามอบอำนาจให้ท่านประธาน ในการไปคัดสรรกรอบบุคลากรที่จะมาเป็น ๒๒ คน ผมคิดเอาเองนะครับท่านประธาน ถ้าผิด ท่านก็แย้งได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับท่าน ผมก็รู้สึกอึดอัดนิดหน่อยที่ต้องมาพูด ต่อหน้าท่านนะครับ แต่ว่าด้วยความเคารพ ผมเรียนอย่างนี้ครับ ท่านกับผมก็เป็นคนไทย คนหนึ่ง ท่านประธานสามารถและกรรมาธิการก็เป็นคนไทยเหมือนผมครับ ในการเลือกตั้ง สสร. ในอนาคตเรากำหนดว่า ๗๗ คน หมายถึงว่าจังหวัดละ ๑ คน ก็หมายถึงว่าผมและท่าน และกรรมาธิการทุกท่านสามารถเดินเข้าไปคูหาแล้วก็กลับไปที่จังหวัดของตัวเองแล้วก็ กาเลือกได้ ๑ คน นั่นคือสิ่งที่เราพูดกันอยู่วันนี้ในส่วนของ สสร. ที่จากการเลือกตั้ง แต่วันนี้ครับ ถ้าผมถามว่ากระบวนการนี้ออกไป ท่านประธานรัฐสภาท่านเป็นคนไทยเหมือนผม เหมือนสมาชิกในห้องนี้ทุกฝ่ายครับ ทุกคนครับ แต่ท่านดูเหมือนว่าท่านจะได้เลือก สสร. ครั้งนี้ ๒๓ คนครับ ดูเหมือนนะครับ ผมใช้คำนี้ เพราะท่านต้องกลับไปเลือกที่จังหวัดขอนแก่น ผมไม่ทราบต้องขอโทษถ้าผิดนะครับ ๑ คนเท่ากับผมที่ผมเลือกในกรุงเทพมหานคร แต่อีก ๒๒ คนที่ผมและประชาชนอีก ๖๐ กว่าล้านคนไม่มีสิทธิเลือก ท่านมีสิทธิเลือกอีก ๒๒ คนครับ ท่านสามารถจะตีกรอบให้ ๒๒ คนนั้นเป็นใครก็ได้ ทั้ง ๆ ที่อีก ๖๐ กว่าล้านคนนั่งมองตาปริบ ๆ ว่า แล้วทำไมเขาก็เป็นคนไทยเหมือนกันทำไมท่านมีสิทธิมากกว่าพี่น้องคนไทยคนอื่นละครับ เขาเลือกได้ ๑ คน ๑ จังหวัด เข้าไปกา ๑ ครั้ง ดูเหมือนว่าท่านจะกาได้ ๒๓ ครั้งอยู่คนเดียวครับ ถึงแม้ว่าท่านบอกว่าท่านแค่คัดเข้ามาแล้วเอามาท้ายที่สุด ๒๒ คนมาเลือกกันในสภาแห่งนี้ ผมก็เรียนท่านประธานด้วยความเคารพ แต่ว่าเมื่อกรอบและเกณฑ์มันคัดมามาหมดแล้ว ผมก็จะถามต่อเนื่องไปด้วยเลยว่าผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านประธานคัดเข้ามาให้ผมเลือกกี่คน หรือคัดเข้ามาในสภาแห่งนี้เลือกได้กี่คน ๑๐ คนเลือกเอา ๑ คน ๕ คนเลือกเอา ๑ คน หรือ ๒ คน เลือกเอา ๑ คน ผมก็ยังไม่ชัดเจนตรงนี้นะครับ แต่ผมเรียนว่าไม่ว่าจะเอากี่คนมาให้เลือกในแต่ละกี่แขนงหรือกี่องค์กรที่ได้กำหนดเอาไว้นะครับ อย่างไรมันก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะบอกว่าทำไมต้องให้คนเพียงไม่กี่คนมาตีกรอบในการที่จะ เลือก สสร. ๒๒ ท่าน แล้วผมก็เลยถามว่าแล้ว ๒๒ ท่านจะเดินหน้ากันไปแบบนี้มีอำนาจและสิทธิ ต่างกับ ๗๗ คนที่มาจากการเลือกตั้งอย่างไร ถ้าท่านบอกว่าเท่าเทียมกันผมรับไม่ได้จริง ๆ เพราะ ๗๗ คนนั้นเขามาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน แต่ ๒๒ คนนี้มาจากอีกระบบหนึ่ง แล้วมันจะเท่ากันได้อย่างไรละครับในเชิงของการที่จะไปแก้ไขให้ความเห็นและกระบวนการ ในการที่จะเดินสู่กระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันทำไม่ได้ครับ ฉะนั้นผมถึงเรียนว่า มาตรานี้ผมไม่ได้ติดใจส่วนตัวกับท่านประธานรัฐสภา แต่ผมเกรงว่าอำนาจที่ให้ไปมันจะเป็น คำครหาว่าแล้ว ๗๗ คนที่ได้มาจากการเลือกตั้งกับ ๒๒ คน จะมีอำนาจสิทธิขาดในการเข้าไป แก้ไขรัฐธรรมนูญเท่ากันไหม ถ้าบอกว่าเท่ากัน แล้วทำไมต้องไปเลือก ๗๗ คน ถ้าอย่างนั้น ท่านก็เลือกหมดเลยสิครับ ๙๙ คน ไม่ต้องไปเสียงบประมาณในการเลือกตั้งตั้งหลายพันล้านบาท ตามที่ กกต. ได้ประกาศออกมาในเบื้องต้น ที่ผมต้องอภิปรายอย่างนี้เพราะผมยังไม่ได้ยิน คำตอบว่าทำไมต้องแบ่งเป็น ๒ รูปแบบ ฉะนั้นท่านต้องตอบครับเรื่องนี้ แล้วยิ่งโยนภาระ ไปให้ท่านประธาน ผมเรียนเลยต้องมีคนพูดแน่ ๆ ว่าทำไมท่านได้เลือกตั้ง ๒๓ คน ทำไม คนอื่นเขาเลือกโดยตรงได้แค่คนเดียว นี่คือความเห็นของผมที่ผมคิดว่ามันก็จะทำให้ เป็นคำครหาต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้นะครับ

กับอีกหนึ่งที่ผมมันต่อเนื่องกันก็ฝากท่านประธานไปถึงท่านประธานสามารถว่า ท่านคงจำได้ว่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเรามีการอภิปรายกันในหลายมาตรา โดยเฉพาะในเรื่อง ของคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาสมัคร สสร. แบบเลือกตั้ง มีการถกเถียงกันถึงคุณสมบัติว่า จะต้องห้ามติดยาเสพติด ห้ามเป็นบุคคลที่ต้องคดีอาญาต่าง ๆ ก็ถกกันอยู่เรียกว่าข้ามวัน ข้ามคืน ผมก็ต้องถามกลับไปยังกรรมาธิการแล้วก็ฝากท่านประธานไปว่าแล้ว ๒๒ คนนี้ทำไม พวกผมไม่มีโอกาสได้กำหนดคุณสมบัติของเขาเลยละครับ ทำไมกลายเป็นว่ากรอบทั้งหมด ต้องโยนไปเป็นภาระของท่านประธานรัฐสภาไปกำหนดกรอบมาก่อนแล้วไปคัดเข้ามา ผมหมายถึงว่าในรายละเอียดนะครับ ไม่ได้หมายถึงว่าท่านบอกว่าก็มีกรอบกว้าง ๆ เหตุผลนี้ เพื่อจะมาสนับสนุนในสิ่งที่ผมแก้แล้วอภิปรายครับท่านประธานว่าทำไมถึงได้ให้อำนาจไว้กับ ท่านประธาน แล้วเลือก ๒๒ คน และเข้ามามีสิทธิเท่าเทียมกับคนที่ได้รับการเลือกตั้ง ๗๗ คน จาก ๗๗ จังหวัด กรอบในการคัดสรร กรอบในการที่ท่านบอกจะไปตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คน มาช่วยกรองแล้วนำเสนอขึ้นมา ทำไมทำกัน ๑๕ คนละครับ ทำไมมันต่างจากหลาย ๆ มาตรา ที่เราพูดกัน สมาชิกในสภาแห่งนี้ รัฐสภาแห่งนี้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ช่วยกันแนะนำเพื่อจะ ตีกรอบ เพราะเราต้องการให้ได้ สสร. ที่ดีที่สุดเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่หรือครับ แล้วทำไม พอท้ายที่สุด ๒๒ ท่านนี้เป็นกรณีพิเศษอยู่แค่ ๒๒ คน ที่ผมเรียนมันก็จะเป็นด่างดำอยู่ใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าไม่ได้มาจากพี่น้องประชาชนทุกกระเบียดนิ้วอย่างไรครับ นั่นคือเหตุผล ที่ผมเรียนว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ นี้มันมีสาระเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีความสำคัญมากซ้อนเร้นอยู่ ในมาตรานี้ แล้วถ้าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากยังจะดื้อดึงแล้วเดินต่อไปแบบนี้ท่านต้องตอบ ให้ได้ครับว่า ๒๒ ท่านนี้จะต่างจาก ๗๗ คนอย่างไร ในเชิงของการทำงาน แล้วเหตุผลอะไร ที่อีก ๗๗ คนที่เขามาจากการเลือกตั้งเขาต้องออกไปเข้ากระบวนการการเลือกตั้ง แต่ ๒๒ คนนี้ เข้ามาสู่กระบวนการในการคัดสรร ทั้ง ๆ ที่เขามีอำนาจสิทธิขาดเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญเท่ากัน ในฐานะที่เป็น สสร. ผมถึงเรียนครับว่าทั้งนี้ทั้งนั้นมันเป็นสิ่งที่เราต้องหาคำตอบ แล้วก็ต้อง ขอแสดงความเป็นห่วงเป็นใยไปถึงท่านประธานรัฐสภา ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ท่านต้องรับภาระ หนักมาก แล้วคำครหานินทาต้องเกิดขึ้นแน่ แล้วผมเรียนไว้อีกอันหนึ่งนี่ผมฝากไว้เลยนะครับ ท่านประธาน อันนี้เป็นสิ่งที่กังวลที่สุดว่ามีบุคคลบางท่านได้เริ่มออกไปพูดแล้วว่าเขาจะเป็น สสร. คัดสรร มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งได้มาติดต่อเขาเรียบร้อยแล้วว่าจะเสนอชื่อจะคัดเขา ผมกังวลมาก ถ้ามันไม่จริงไม่เป็นไรครับท่านประธาน แต่ถ้ามันเป็นจริงเกิดขึ้นมาผมกังวลมาก ว่าท่านประธานจะตอบผมอย่างไรว่าวันนี้เรายังร่างคุณสมบัติ ยังพูดถึงกรอบกติกากันอยู่เลย แต่มีคนบอกว่าได้รับการทาบทามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้ววันนั้นถ้าทุกอย่างมันเสร็จ เรียบร้อยแล้วท่านประธานคัดออกมาเสนอให้รัฐสภาแห่งนี้แล้วเลือกมา ๒๒ คน เขาไม่ครหา ท่านประธานมากกว่านี้หรือครับว่าท่านไปพูดกับเขาไว้ก่อนตั้งแต่วันที่ยังไม่ได้มีการตั้ง กฎเกณฑ์ อันนี้ต่างหากครับคือสิ่งที่ผมกังวล และผมเรียนเลยนะครับว่าสิ่งที่ผมพูดนี่เป็นความจริง คนที่พูดนั้นชื่อขึ้นต้นด้วย อ นามสกุล ขึ้นต้นด้วย ธ เป็นบุคลากรที่มีความสามารถและมีความเกี่ยวพันกับพรรคที่ท่านสังกัดอยู่ ถ้าไม่จริงก็ถือว่าเป็นความผิดและเป็นความระแวงของผมเอง แต่ถ้าเมื่อกระบวนการคัดสรร ทั้งหมดแล้วมีบุคคลที่เป็น สสร. ๒๒ ท่านมาจากการคัดสรรในสภาแห่งนี้ซึ่งถือเสียงข้างมาก มีคนที่ขึ้นต้นด้วย อ และนามสกุลขึ้นต้นด้วย ธ ท่านประธานต้องตอบผมว่าผมทักไว้ตั้งแต่ วันนี้ ถ้าวันสุดท้ายปลายทางมันมีจริง ๆ ผมรู้สึกเป็นห่วงแค่นั้นเองครับว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้จริง ก็แสดงให้เห็นว่ามันมีการล็อกกันไว้ตั้งแต่ต้น แต่ถ้ามันไม่เกิดก็ถือว่าผมกราบขอโทษ ท่านประธานไว้ ณ ตรงนี้ ผมก็แนะนำไว้ว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นจริงครับท่านประธาน นี่ขนาดท่านประธานยังนั่งอยู่บนบัลลังก์ ยังไม่มีการผ่านมาตรานี้เลยนะครับ มีการไปติดต่อ แนะนำพูดคุยกันเรียบร้อยว่าเขาจะได้เป็น สสร. แบบคัดสรร. ในนามรัฐบาลครับ คำนี้ ยิ่งเจ็บปวดไปใหญ่ เพราะว่าที่เราพูดกันนี้ผมยังไม่เห็นอันไหนที่เขียนถึงรัฐบาลเลย เป็นเรื่อง ของกระบวนการ คณะกรรมการ แต่เขาบอกว่าเขาเป็น สสร. ที่รัฐบาลได้มาติดต่อไว้แล้ว ก็ฝากไว้ครับเป็นข้อสังเกตว่าเรื่องแบบนี้อย่าให้เกิดขึ้น แล้วก็ขอความกรุณาไปยัง ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าท่านช่วยพิจารณาสิ่งที่ผมนำเรียนด้วยความเคารพครับว่า การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่เรายึดถือกันมาโดยตลอด ถ้าท่านจริงใจและท่านคิดว่าท่านบริสุทธิ์ใจ ท่านต้องมอบอำนาจนี้กลับไปสู่กระบวนการการเลือกตั้ง ท่านอย่ามาใช้ ๒๒ คนแล้วยักเอาไว้ แล้วก็ใช้อำนาจของประธาน แล้วบอกว่าให้สภาแห่งนี้เป็นคนเลือก ผมอภิปรายแบบนี้ ไม่ถูกต้อง เพราะท้ายที่สุดท่านประธานรัฐสภาไม่ได้เป็นคนเลือก สภาแห่งนี้เป็นคนเลือก เพราะฉะนั้นผมถามกลับว่าแล้วรัฐสภาแห่งนี้เสียงข้างมากอยู่กับใครครับ ก็อยู่กับฝั่งรัฐบาล อยู่กับฝั่งท่านทั้งนั้น แล้วที่เขาบอกว่าพวกมากลากไปมันก็มาแบบนี้อย่างไรครับ แต่ถ้าท่าน จริงใจและท่านบริสุทธิ์ใจก็ให้กระบวนการทั้งหมดกลับไปสู่พี่น้องประชาชนแล้วก็เลือกตั้งมา ทั้งระบบ แล้วจะแก้กันอย่างไรก็แล้วแต่กระบวนการ บุคลากรที่ได้มาจากการเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ทุกคนที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าเขาเคารพกระบวนการ เลือกตั้งครับ ไม่ว่าจะไปแข่งกันให้ดุเดือดอย่างไรในพื้นที่ แต่เมื่อกลับเข้ามาเราก็ต้องยอม เพราะถือว่าเขาได้มาโดยพี่น้องประชาชนเป็นคนเลือก เพราะฉะนั้นผมก็จะรอคอยนะครับ ฝากท่านประธานไปถึงท่านประธานสามารถด้วยว่าผมอยากจะฟังว่า ๒๒ ท่าน ถ้าจะเดินกันไป แบบนี้ไม่แก้ ๒๒ ท่านที่จะคัดสรรเข้ามาประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องตรงไหน

๒. ก็คือ ๒๒ ท่านนี้จะมีกระบวนการและมีกรอบอำนาจในการทำหน้าที่ สสร. เท่ากับ ๗๗ ท่านที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าเท่าท่านต้องตอบว่าทำไมถึงละอำนาจ และโอกาสที่พี่น้องประชาชนเขาเลือกเข้ามา เอาคนอื่นมาเทียบเท่าได้อย่างไร อันนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนก็สนใจฟังอยู่ แล้วมันเกี่ยวโดยตรงกับมาตรา ๒๙๑/๖ แล้วก็ดันไป ให้อำนาจท่านประธาน แล้วผมก็ย้ำอีกทีนะครับว่าเมื่อคนรับเขาก็อึดอัดใจ ท่านจะไป ยัดเยียดท่านประธานทำไมให้มีความด่างพร้อยและเสียหาย ท่านฟังคนที่ต้องปฏิบัติบ้างครับ เหมือนกันกับ กกต. ที่ท่านไปหารือกับเขามาเมื่อไม่กี่วันนี้ ตอนแรกเขียนเอาไว้ท่านก็ไม่ได้ หารือเขา พอท่านมีโอกาสได้ไปหารือฟังความเห็นเขาท่านก็เริ่มปรับมาบ้าง เพราะว่าผู้ปฏิบัติ ก็สำคัญ ถูกไหมครับ ถ้าผู้ปฏิบัติเขาทำไม่ได้หรือเขาคิดว่ามีปัญหา ท่านก็ต้องรับฟังเขา เพราะเขาเป็นผู้ปฏิบัติ ก็เช่นกันเมื่อท่านประธานรัฐสภาคิดว่ามันอาจจะมีความจำเป็นบ้าง ในมาตรานี้ ในเรื่องของภาระที่ท่านต้องรับไปจากการร่างรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ท่านต้องฟัง ท่านประธานบ้างครับว่าเมื่อเช้าที่ท่านพูดว่าท่านก็รู้สึกไม่ค่อยอยากเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าท่าน พูดจริงท่านประธานสามารถท่านต้องกลับไปปรับปรุงแล้วครับว่า ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไร ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก

และสุดท้ายครับท่านประธาน พอดีท่านไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่ก็ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอเหวงที่ได้พูดเมื่อสักครู่ในเรื่องของเปรียบการเลือกตั้งและการคัดสรรเหมือนส้มเน่า ผมไม่ได้กล่าวหาให้ท่านเสียหายนะครับ ท่านบอกว่าถ้ามีคนคัดสรรส้มเน่ามาให้สภาแห่งนี้ เลือก สสร. ที่เลือกก็ต้องเป็นส้มเน่าด้วย ก็ได้ สสร. เน่าด้วย ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ผมเสียใจ ที่ท่านประธานสมศักดิ์ไม่ได้นั่งเป็นประธาน ณ ขณะนั้น เพราะว่ามันก็ทำให้มีความรู้สึกเสียหาย แล้วถ้าสะท้อนมาถึงมาตรานี้มันยิ่งไปกันใหญ่เลย ผมก็ไม่ทราบเขาที่ว่านี้หมายถึงแนวทางที่ ท่านประธานจะต้องไปคัดสรร สสร. ๒๒ ท่านหรือเปล่า ถ้าหมายถึงนี่ก็ยิ่งไปกันใหญ่เลยนะครับ กลายเป็นว่า ๑. เขาดูถูกสภาแห่งนี้ ถ้าผมผิดผมต้องกราบขอโทษท่านผู้ทรงเกียรติที่พูดไว้ เมื่อตอนช่วงเช้านะครับ กับอีกอันหนึ่งถ้าผมไปเอาสิ่งที่ท่านอภิปรายมาเทียบเคียงก็คือว่าถ้าท่านประธานรัฐสภา ได้อำนาจนี้ไปแล้วท่านไปคัดสรรส้มเน่ามาให้เราเลือก ๑๐ ผล ให้สภาแห่งนี้เลือกอย่างไร ก็ต้องได้ส้มเน่า ถ้าเป็นแบบที่ท่านหมายความนะครับ ผมก็เลยสับสนครับว่าสรุปแล้วเรายัง ยืนยันจะเอาแบบนี้ใช่ไหม ถ้าไม่ใช่ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานสามารถ และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากครับว่าผมเชื่อว่าท่านรักประชาธิปไตยและกระบวนการ การเลือกตั้งไม่น้อยกว่าผมแน่นอน ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาหลายสมัย ท่านผ่าน การเลือกตั้งมาหลายครั้งมากกว่าผมแน่นอน ทำไมเราไม่ยกอำนาจนี้กลับไปให้ประชาชน แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และพูดได้เต็มปากว่า ประชาชนมีส่วนร่วมจริง ๆ ท่านอย่าดื้อเลยครับ ช่วยกลับไปทบทวนแล้วก็ปรับแก้ในบางเรื่อง เท่านั้นเองก็จะทำให้ภาระหน้าที่ที่เราเดินต่อไปได้สะดวก แล้วก็มีความรอบคอบและผมเชื่อว่า ไม่มีใครอยากให้มีรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒๐ ครับ เห็นท่านทำหน้าที่ผมก็เป็นห่วงทั้งท่านประธาน รัฐสภาและท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านเหนื่อยมากครับ แล้วถ้าลองคิดว่าถ้าเกิดมี ฉบับที่ ๒๐ ก็ต้องมีคนเหนื่อยแบบท่านอีกครับ ทำครั้งเดียวแล้วให้ดีไปเลยดีกว่า เพราะฉะนั้น ผมฝากนะครับ ผมก็ยังยืนยันในสิ่งที่ได้ผมได้สนับสนุน แล้วก็ได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ว่า ผมยังอยากให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และไม่เห็นด้วยกับการสรรหาไม่ว่าจะให้ อำนาจท่านประธานรัฐสภา หรือให้อำนาจคนกลุ่มใดไปคัดสรร ผมอยากให้ทั้งหมดกลับไปสู่ พี่น้องประชาชนแล้วก็มีการเลือกตั้งทั้งระบบ แล้วก็ใช้การแก้ไขอย่างเป็นธรรม แล้วก็บริสุทธิ์ โปร่งใสที่สุด ขอบคุณท่านประธานครับ