ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า การสรรหาผู้เชี่ยวชาญจากบุคคล 3 กลุ่มที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นไม่เหมาะสม และอาจทำให้เกิดการควบคุมที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังระบุว่า การสรรหาผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น 6 คนไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิดและประสบการณ์ และอาจทำให้เกิดการขาดความเป็นกลางในการร่างรัฐธรรมนูญ
ไม่ใช่เลี้ยว ท่านประธานครับ ผมมีความตั้งใจแล้วก็ผมแปรญัตติไว้ว่าผมให้ตัดข้อความในวรรคสาม ของมาตรา ๒๙๑/๖ ออก เพราะว่าโครงสร้างนี้มันไม่สอดรับกับเจตนารมณ์ในการตั้งใจที่จะ แก้รัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตต่อไปครับ ท่านประธานครับ เมื่อเราไม่เชื่อในเรื่องนี้เรามาใช้ วิธีการออกแบบให้มีการสรรหา ที่ผมจำเป็นต้องลุกขึ้นพูดตรงนี้ก่อนและผมจะอธิบาย ให้ท่านประธานเห็นครบทั้งชุดตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๖ ก็เพราะว่าในการทำ แบบนี้ ผมบังเอิญเป็นคนที่มีประสบการณ์โดยตรง ในการคัดสรรผู้สมัครในนามของบุคคล ที่เรียกว่ามาจากการคัดเลือกของที่ประชุมโดยรัฐสภาทั้งในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และครั้งหนึ่งเมื่อระหว่างปี ๒๕๓๗ ถึงปี ๒๕๕๐ ผมเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยรามคำแหงและได้มีโอกาสคัดเลือกบุคคลที่เรียกว่า เป็นนักกฎหมายมหาชน นักรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองเข้ามาสู่การทำหน้าที่ในการร่าง รัฐธรรมนูญ ที่ในมาตรา ๒๙๑/๖ ที่เขียนว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด เขียนเพิ่มมาทำไมครับ ผมเดาความคิดผู้ร่างออก เพราะอะไรครับ เพราะตัวเลือกตั้งที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จังหวัดละ ๑ คนก็ไม่จริง เลือกมาแล้วก็ไม่เชื่อว่าจะร่างเป็น มาอีกชุดที่ ๒ ก็คือมาจากผู้ที่เป็น นักกฎหมายมหาชน มาจากนักรัฐศาสตร์ นักรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ ในการบริหารราชการแผ่นดิน คนเหล่านี้เชื่อว่าร่างเป็น แต่กลัวว่าไม่ชอบธรรม ก็เลยต้องใช้ วิธีการไปสรรหามาเพราะว่าเขาร่างได้ แต่พอจะร่างอีก พอมาเขียนฉบับนี้เขินเล็กน้อยครับ ถ้าจะให้สภามหาวิทยาลัยเลือกอย่างเดิมเหมือนเมื่อก่อนที่ส่งเข้ามานี่รู้สึกว่ามันไม่หลากหลาย หรือถ้าไม่หลากหลายก็อาจจะคุมไม่ได้ เพราะมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็มีความเป็นอิสระ อาจจะสืบทอดเดินการต่อไม่ได้ก็ไปสมมุติให้มีองค์กรภาคเอกชน กับให้ภาคเศรษฐกิจเขาเป็น คนทำ ซึ่งใครไม่รู้ท่านประธานรัฐสภาก็ไปกำหนดให้เขาออกมาเพื่อที่จะดำเนินการอันนี้ ท่านประธานครับ ผมจึงบอกท่านประธานแล้วอย่างไรครับว่าชุดความคิดนี้ทั้งชุดนี่มันเดินไม่ได้ มันกำลังเดินถอยหลังไปสร้างประชาธิปไตย ท่านประธานครับ หยุดเถอะ แล้วผมยังคิดว่าเดินไปอีก ข้างหน้าก็จะมีทางตันอีกหลายข้อ หลายมาตราต้องถกเถียงกันอย่างนี้ครับ ผมต้องกล่าว ต่อไปอีกครับว่าในเมื่อเราไม่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้มันร่างรัฐธรรมนูญได้ เราก็ไปร่าง รัฐธรรมนูญ ไปแก้ไขเพื่อให้มันเกิดร่างรัฐธรรมนูญได้ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็ไม่เชื่อว่า คนที่มาจากเป็นสภานั้นจะร่างรัฐธรรมนูญเป็น ก็ไปหาคนสรรหา หาคนสรรหาแล้วก็กลัวเขา จะว่าอีกว่าถ้ามาจากมหาวิทยาลัยล้วน ๆ นี่ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิล้วน ๆ นี่ มาจากองค์กรที่มี ความเป็นกลางล้วน ๆ นี่จากองค์กรที่ไม่มีความหลากหลายไปใส่ความหลากหลายเข้าเพื่อให้เกิด การควบคุมได้ ตรงนี้ทั้งหมดท่านประธานครับเป็นปัจจัยที่สำคัญทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นความตั้งใจ ของผมจึงไม่ได้มุ่งหมายที่จะมาบอกตรงว่าท่านประธานใช้อำนาจเกินไป ท่านประธานใช้ไม่ได้ ท่านประธาน ส.ว. ไม่เอาไหน ท่านประธานร่างรัฐธรรมนูญไม่ฟังคนอื่น ผมไม่ได้คาดหวังอย่างนั้น แต่ผมบอกกับท่านประธานว่าในโครงสร้างนี้ถ้าต้องการผู้เชี่ยวชาญ วันนี้คนที่เขาจะคัดสรร ผู้เชี่ยวชาญจากบุคคล ๓ กลุ่มที่เราได้ออกแบบไว้ว่าเป็นนักกฎหมายมหาชน ๖ คน นักกฎหมายมหาชนไม่ได้มาจากภาคเอกชนตรงไหนละครับ นักกฎหมายมหาชน ๖ คนนี่ มันไม่ได้มาจากภาคเศรษฐกิจ มันไม่ได้มาจากภาคส่วนไหนเลยครับ อยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐ อยู่ในมหาวิทยาลัยของเอกชนแล้วทั้งสิ้น ๖ คนนั้น ถ้ามาจากมหาวิทยาลัยเป็นคนเสนอเข้ามา ทั้งหมด ผมแน่ใจว่าความเป็นมหาวิทยาลัยเขาจะส่งใครเขาอธิบายได้เขาอธิบายถึงคุณวุฒิ เขาอธิบายถึงคนทรงรู้ เขาอธิบายถึงความสามารถ เขาอธิบายถึงเรื่องภาพลักษณ์ในทาง สังคมก่อนส่งมา ผมเรียนกับท่านประธานเมื่อสักครู่นี้ว่าผมเคยเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย มา ๑๒ ปี เคยคัดเลือก วันหนึ่งวันที่ผมอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงนะครับ วันนั้นก็ส่ง ท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ในนามมหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่งท่านประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ มาสู่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงส่งมาทั้ง ๒ คนได้รับการเลือกตั้งทั้ง ๒ คน คนหนึ่งได้เป็นกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ คนหนึ่งได้เป็นสภา สสร. สภาร่างรัฐธรรมนูญในวันนั้นเสียด้วยซ้ำไป นี่เป็น ความชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยเขาทำได้ และผมคิดว่าตรงกับความต้องการและตรงกับ ความเป็นจริง เพราะฉะนั้นการที่ไปใส่เพิ่มเติมให้มีองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชนใส่ตามเข้ามานั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่สามารถที่จะไปแก้ไขอะไรได้เลย และแถมทำให้เรา หลงประเด็นทั้งสิ้น
อีกประการหนึ่ง ที่ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราไม่เชื่อในระบอบประชาธิปไตย เราไม่เชื่อในเรื่องของระบบการเมืองไทย และเราไม่เชื่อ ในประชาชนไทย ถ้าเราเริ่มต้นอย่างนี้แล้วเราแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปเป็นอย่างนี้แล้วเราไปทำ ผมไม่คิดว่ามันจะมีผลอะไร เมื่อวานนี้ที่เราได้ตกลงกันในมาตรา ๒๙๑/๕ ด้วยวิธีการนั่งพูดจา ท่านประธานครับ มีเพื่อนสมาชิกบ่นและผมเห็นใจมาก เขาใช้คำคำหนึ่งครับ เขารู้สึก เจ็บปวดมาก เมื่อมีคนเขาพูดว่าเสียงข้างมากลากไป ใครเป็นเสียงข้างมากก็เจ็บปวดครับ เสียงนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ เสียงข้างมากลากไปก็คือว่ารู้แล้วว่ามันผิดยังดันทุรังที่จะเดิน ไปข้างหน้าอีกอย่างนี้ครับ มันถึงเป็นเรื่องของเสียงข้างมากลากไป ผมเรียนกับท่านประธาน คณะกรรมาธิการโดยเฉพาะ ท่านประธานจะเห็นด้วยกับผมไหมครับว่าข้อความสองวรรค สุดท้ายที่เติมเข้ามาไปค้นหาความหลากหลายว่านอกจากสถาบันการศึกษาส่งมาแล้ว ให้องค์กรทางภาคเศรษฐกิจเขาส่งมาด้วย ให้องค์กรทางภาคเอกชนเขาออกมาด้วย ด้วยความคาดหวังว่ามันคือหลากหลาย แต่ท่านประธานครับ ๒ สิ่งที่ใส่เข้ามานี้รุงรัง รกที่ ไม่ได้มีส่วนช่วยในการที่จะไปแก้ไขปัญหาความคิดเรื่องเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยเลย แม้แต่น้อย และไม่ช่วยให้ได้มาซึ่งผู้เชี่ยวชาญในการมาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ได้จริงอย่างที่เราคิด แบบเคยมีแล้วครับ เคยทำมาแล้วครับ เมื่อปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ ตัด ๒ ส่วนนี้ออกไปเถอะครับ ปัจจุบันสถาบันมหาวิทยาลัยของรัฐ สถาบันมหาวิทยาลัยของ เอกชนที่มีระดับมหาวิทยาลัยมีมากมายพอแล้วก็มีวุฒิภาวะสูงพอและมีวิชาการมากพอที่จะ เชื่อถือได้ว่าในการคัดส่งคนมาเพื่อให้สภาของเรานี้เป็นผู้เลือกจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ว่า ถ้าเรายังคิดว่านี่ล่ะ เรากำหนดไว้อย่างนี้แล้วค่อยว่าไป แล้วค่อยใส่ใครเข้ามาก็ได้ในการที่จะ มาจากหลายทิศหลายทาง ผมคิดว่านอกจากมันไม่ได้ช่วยให้เกิดเสียง ให้ได้บุคคลที่เหมาะสม มาทำหน้าที่นี้แล้วมันก็ไม่อาจจะเดินไปในสิ่งที่เรากำหนดเองได้ทั้งหมด นี่ผมกราบเรียนกับ ท่านประธานเพื่อที่จะพูดจากับท่านประธานคณะกรรมาธิการโดยตรงว่าเราจะหาทางออก ในเรื่องนี้กันหรือไม่ และสิ่งที่ผมได้กราบเรียนกับท่านประธานแล้วนั้นเป็นเรื่องที่เราเดินมา ด้วยประสบการณ์ที่เรามีอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ควรจะทำสิ่งนี้ไว้ให้เป็นปัญหา ให้เป็นอุปสรรค ใช้อำนาจของท่านประธานจริงครับ ใช้อำนาจเรื่องเดียวโดยมหาวิทยาลัยมันเป็นแบบหนึ่ง ใช้อำนาจของท่านประธานให้กรมเศรษฐกิจทำก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง เพิ่มเติมให้องค์กรเอกชน ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งในการตัดสินใจของบุคคลที่จะเข้ามาสู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ด้วยอย่างแน่นอน ผมเสนอเรื่องนี้เพื่อพูดจากับท่านประธาน เป็นการเฉพาะครับ