กันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ขอสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ โดยคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เร่งรีบและรวบรัดซึ่งละเลยปัญหาปากท้องของประชาชน และแสดงความกังวลต่ออำนาจประธานรัฐสภาในการกำหนดเงื่อนไขคัดเลือก สสร. สรรหา ซึ่งอาจนำไปสู่การแทรกแซงทางการเมือง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพังงา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขออนุญาตสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ ค่ะ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ดิฉันเองเป็นคนหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ วาระที่หนึ่ง เพราะดิฉันมีความคิดว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนี้เรายังไม่มีความจำเป็นที่เรา จะต้องมาเร่งแก้รัฐธรรมนูญทั้งที่เรายังมีปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน เรายังมีปัญหา ของพี่น้องประชาชนในด้านค่าครองชีพซึ่งสูงกว่ารายได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ๓๐๐ บาท หรือแม้กระทั่งเงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนยังมีปัญหาอีกเยอะ แต่ทางรัฐสภาของเราก็เร่งรีบ เร่งรัด รวบรัด ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดิฉันเองได้ลงพื้นที่ก็มีพี่น้องประชาชนสงสัยแล้วก็ถามดิฉัน ไม่ว่าจะเป็นงานบวชหรือว่างานแต่ง หลายคนก็ถามว่าทำไมครั้งนี้สภาถึงมีความตั้งใจ เหลือเกินในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ทำไมประธานรัฐสภาและสมาชิกจึงประชุมกันหลายวัน และไม่ได้สนใจปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน ดิฉันเองก็ย้อนไปถึงเมื่อสมัยที่ผลผลิต ยางพาราตกต่ำค่ะ สมัยนั้นท่านคุณหมอสุกิจได้เสนอญัตติยางพาราตกต่ำเข้าสู่สภา แต่สภา ของเราก็กลับไปเสนอญัตติปรองดอง วันนี้ดิฉันก็คิดว่าความกังวลที่พี่น้องประชาชนสงสัย มันจะเป็นจริงหรือเปล่า ท่านประธานคะ ดิฉันบอกแล้วว่าดิฉันเองไม่เห็นด้วยในการแก้ไข รัฐธรรมนูญตั้งแต่วาระที่หนึ่ง แต่เมื่อพวกท่านใช้เสียงข้างมากภายใต้ระบอบประชาธิปไตย จนทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ผ่านมาจนถึงวาระที่สอง และถ้าพี่น้องประชาชน และพวกเรา ได้ติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เราจะพบว่ามีปัญหาขลุกขลัก เร่งรัด รวบรัด มีความผิดพลาด ตั้งแต่เอกสารจนมาถึงวาระปัจจุบัน ดิฉันเองก็ได้ทำหน้าที่ค่ะ ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่ได้นำ วาระที่สองเข้าสู่ระบบรัฐสภา ดิฉันเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องเป็นปากเป็นเสียง ให้กับพี่น้องชาวพังงา ท่านประธานคะ วันนี้สิ่งที่พวกเรา ส.ส. และสมาชิกวุฒิสภาหลายคน ได้แปรญัตติไว้ ๑๗๒ คน ดิฉันจำได้ว่าท่านนิคม ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะคะ ท่านบอกว่า ไม่เคยเห็นกฎหมายฉบับใดที่มีผู้แปรญัตติมากขนาดนี้ ดิฉันต้องขอเรียนว่าเพราะเป็นการแก้ไข รัฐธรรมนูญอย่างไรคะ เพราะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รวบรัดและเร่งรีบมาก เพราะฉะนั้น ดิฉันในฐานะ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้าน และสมาชิก ส.ว. หลายคนเราจึงเป็นห่วงว่า รัฐธรรมนูญที่พวกท่านเร่งรีบมันจะมีปัญหาอะไรตามมาหรือเปล่า ดิฉันเองเป็น ส.ส. มาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔ รวมแล้ว ๔ สมัย ผ่านรัฐธรรมนูญมาทั้งหมด ๒ ฉบับ ฉบับแรกคือปี ๒๕๔๐ ฉบับที่ ๒ ก็คือปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างโดย คมช. วันนี้ดิฉันไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างโดย คมช. หรือรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยเผด็จการรัฐสภาอะไรจะน่ากลัวและน่ากังวลมากกว่าสำหรับ พี่น้องประชาชนชาวไทย ท่านประธานคะ ตัวดิฉันเองได้นั่งติดตามการประชุมตั้งแต่วันแรก จนถึงวันนี้ ได้เห็นท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ไม่ว่า ส.ว. หรือ ส.ส. ได้ทักท้วงมาตราต่าง ๆ ผ่านมา มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๒๙๑/๑ จนถึงมาตรา ๒๙๑/๖ ปัจจุบัน ก็ได้เห็นว่าหลายมาตราพี่น้อง ส.ว. ส.ส. ได้แปรญัตติซึ่งมีเหตุผลมาก แต่ทางกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็ยังยืนยันนะคะ ก็เป็นสิ่งที่ดิฉันกังวลเป็นอย่างมาก ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ค่ะท่านประธาน ที่พวกเรากังวลก็คือที่มาของ สสร.ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ๗๗ จังหวัด และมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ที่มาของ สสร. จากการสรรหา ๒๒ คน ดิฉันจำได้ว่าสมาชิกหลายท่าน กังวลว่าจะมีการแทรกแซงทางการเมืองไหมว่าการสรรหาจะเป็นธรรมหรือไม่ ดิฉันก็เฝ้า ติดตามค่ะ แต่เมื่อดิฉันมาดูมาตรา ๒๙๑/๖ ดิฉันก็คิดว่าสิ่งที่พี่น้องประชาชน สิ่งที่สมาชิก ส.ว. และ ส.ส. กังวลตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) จะเป็นจริงหรือเปล่า และดิฉันก็เห็นว่า ในมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งเราพูดกันถึงที่มาของ ส.ว. สรรหา กลับกำหนดให้ประธานรัฐสภา มีอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขในการคัดเลือก ประธานรัฐสภาก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็คือประธานที่มา จากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งก็คือพรรครัฐบาล เพราะฉะนั้นดิฉันไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ กำหนดให้ประธานรัฐสภาเป็นคนกำหนดเงื่อนไขในการคัดสรร ส.ว. สรรหานี้ สสร. สรรหานี้ มันจะเป็นปัญหาหรือเปล่า โดยเฉพาะดิฉันได้มาดูในมาตรา ๒๙๑/๖ นะคะ ในมาตรา ๒๙๑/๖ เราได้บอกไว้ว่าให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็น สสร. แต่ที่ดิฉันกังวลคือทำไมถึงมี การกำหนดให้องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ ประธานรัฐสภากำหนด ท่านล็อกอีกชั้นหนึ่งค่ะ ล็อกตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) แล้วมาล็อก มาตรา ๒๙๑/๖ อีก สิ่งที่ดิฉันเห็นก็คือว่าความกังวลที่สังคมกังวล ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นผู้สื่อข่าว ไม่ว่าจะเป็นสมาชิก ส.ว. และเพื่อน ส.ส. กำลังจะเป็นจริง เบื้องต้นของ การประชุมดิฉันได้ยินท่านประธานรัฐสภาบอกว่าท่านเองก็ไม่อยากจะเข้ามายุ่งมาก เพราะฉะนั้นถ้าทางที่ประชุมเสียงข้างมากจะแก้วรรคนี้ออกไปนะคะ คือลดอำนาจของ ประธานรัฐสภา ดิฉันคิดว่าความกังวล ความคลางแคลงใจของสังคมก็คงจะแก้ได้ วันนี้ค่ะ เรากำลังแก้ไขรัฐธรรมนูญบนพื้นฐานความระแวง ความหวาดระแวงของสังคม ความหวาดระแวงของสังคมกำลังจะบอกว่าเราใช้เสียงของรัฐสภาเพื่อจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราอยากจะให้ประวัติศาสตร์จารึกการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่าอย่างไร ดิฉันขอนำเรียน ท่านประธานว่าดิฉันโชคดีค่ะได้อ่านบทความของคุณเจริญ กนกรัตน์ ซึ่งท่านได้ติดตาม ท่านรัฐบุรุษอาวุโส คุณปรีดี พนมยงค์ ที่กว่างโจวนะคะ แล้วก็ได้มีบันทึกเอาไว้ว่าคำว่า ประชาธิปไตย นั้น มักจะเข้าใจความหมายกันผิด ๆ ประชาธิปไตยแปลว่าประชาชนเป็นใหญ่ ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบบที่ปกครองโดยประชาชนและเพื่อประชาชน ประชาธิปไตย ที่เราเห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่ก็โดยประชาชนแต่ขาดหลักการเพื่อประชาชนเพราะพวกชนะเลือกตั้ง มักละทิ้งหลักการเพื่อประชาชนไปเสีย กลายเป็นเพื่อตนเองและพวกพ้อง วันนี้ดิฉันไม่อยากให้ ประวัติศาสตร์จารึกว่าในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พวกเราจะใช้เสียงข้างมากลากไป เพื่อพวกพ้อง เพราะฉะนั้นดิฉันจึงกังวลว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ให้ตัดอำนาจของประธานรัฐสภา ในการคัดสรร สสร. เพื่อความชัดเจน ความเป็นกลาง อย่าให้ประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่า พวกเราทำไปเพื่อเสียงข้างมาก เพื่อใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งค่ะ ขอบพระคุณค่ะ