สุกิจ อัถโถปกรณ์ หารือเรื่องมาตรา ๒๙๑/๖ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยชี้ให้เห็นว่ามาตรานี้ให้อำนาจประธานรัฐสภามากเกินไป และไม่ให้เกียรติพี่น้องประชาชนในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุกิจ อัถโถปกรณ์ ยังคลางแคลงใจในความเป็นกลางของประธานรัฐสภา และเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาประกาศกำหนดเกณฑ์ในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ผมก็เคารพ ท่านประธานและทราบดีครับว่าท่านประธานเป็นคนที่ยึดมั่นในข้อบังคับผมก็ยินดีเข้าครับ แต่ผมก็ลืมว่าผมพูดไปถึงไหนแล้ว เอาเป็นว่าเรื่องมาตรา ๒๙๑/๖ ผมเข้าเลยนะครับ เพื่อสนองสิ่งที่ท่านประธานขอนะครับ เป็นการให้รัฐสภาเลือก สสร. ที่มาจากการสรรหา ท่านใช้คำว่าคัดเลือก ซึ่งจริง ๆ แล้วมาตรานี้แทบจะตัดออกไปได้ทั้งมาตราเลย ถ้าท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้เชื่อพวกกระผม เชื่อในแง่ที่ว่า สสร. ที่มีการเลือกตั้งก็มีความสามารถ ไม่ขี้เหร่หรอกครับ แต่ละคนผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเขามีวิจารณญาณ เขาสามารถจะเลือก คนที่มีความสมบูรณ์พร้อมที่จะเข้ามาทำกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ท่านกำลังจะฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทิ้งแล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่คำนึงถึงว่ามันจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันนั้นก็ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บหรอกครับ ก็ทำกันต่อไป แต่นี่ก็คือท่านไม่ได้ให้เกียรติ พี่น้องประชาชน ทั้ง ๆ ที่หลายท่านก็บอกว่ามาจากพี่น้องประชาชน แต่ถึงเวลาแล้วท่านก็ ไม่ไว้ใจ ท่านต้องให้มีมาอีก ๒๒ คน ที่จะมาทำหน้าที่คล้าย ๆ กับว่าเป็นแกนหลัก ก็คือตั้งใจ ให้มาเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญเลยครับ เขาจะเรียกว่าเป็นอะไรก็ตามเป็นโครงสร้างขึ้นมา แล้วก็ ๗๗ คน ที่มาจากการเลือกตั้งก็คือเป็นไม้ประดับที่คอยมายกมือ จะแก้ก็แก้ได้นิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้น แต่โครงร่างใหญ่นะครับ ถ้าพูดไปก็หาว่าวิตกจริตเองหรือตกจริตอีก แต่ผม เชื่อแน่ละครับว่ามันมีอยู่ในหัวของใครบางคนแล้วว่าจะสั่งมาอย่างไรว่าจะให้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ท่านคิดจะร่างใหม่นี้มันออกมาอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วมาตรานี้นะครับ ถ้าเชื่อสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่แปรญัตตินี่ตัดทิ้งทั้งหมดก็ได้ไม่ต้องเลือกหรอกครับ สสร. ที่มาจากการสรรหา ไม่ต้องให้ท่านประธานสภาต้องมาโดนสมาชิกวันนี้ว่าเสีย ๆ หาย ๆ แล้วก็ไม่ต้องเหนื่อยแรงรัฐสภาในอนาคตด้วย จริง ๆ แล้วนะครับ มาตรานี้มีประเด็นหลักอยู่ ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก ก็คือการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการให้อำนาจประธานรัฐสภา มากเกินไปหรือเปล่า อันนี้หลายคนสงสัยครับ และจะมีข้อต่าง ๆ เป็นชั้น เป็นฉากนะครับ ซึ่งผมจะได้กราบเรียนต่อไป
ประเด็นที่ ๒ ก็คือความสงสัย คลางแคลงใจของสมาชิกรวมทั้งพี่น้องประชาชน ที่เขาเฝ้าดู เฝ้าติดตามการถ่ายทอดการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ด้วยว่าถ้าเลือกแบบที่ ท่านกรรมาธิการท่านยืนยันท่านเขียนมานี่ เป็นการล็อกสเปกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นท่านฟังดู ตั้งแต่ต้นก็มีการพูดอยู่ ๒-๓ ประเด็นนี่ละครับ ท่านจะใช้วิธีเสียงข้างมากลากไปหรือเปล่า อันนี้ ละครับก็คือสิ่งที่พูดกันมานะครับ มาตรานี้นะครับท่านบอกว่าจะต้องเลือก สสร. ที่มาจากการสรรหา ให้เสร็จภายในเวลา ๗๕ วัน ตรงนี้ผมไม่ได้แปรญัตติไว้ครับ นับตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา มีผลใช้บังคับ ก็สงสัยเหมือนกันละครับ อยากจะถามท่านประธานคณะกรรมาธิการเหมือนกันว่า ท่านเขียนไว้อย่างนี้เจตนาท่านอยากจะให้ได้ สสร. สรรหาก่อน หรือว่าอยากได้ สสร. เลือกตั้งก่อน อะไรจะมาก่อนกัน มันก็มีผลนะครับ ถ้า สสร. จากการสรรหามาก่อน เกิดว่า สสร. ของท่านออกมาดี ดูสวยงาม เชื่อแน่ครับว่ามันจะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน ที่เขาจะเลือกสรร สสร. จากการเลือกตั้งโดยใช้ความพินิจพิเคราะห์ ระมัดระวัง แต่ในทาง ตรงกันข้ามถ้าเกิดว่า สสร. สรรหาหรือว่าที่ท่านคัดเลือกนี่ออกมาก่อน แล้วดูขี้เหร่ อัปลักษณ์ ล็อกสเปกอย่างที่เขาพูดกัน ผมเชื่อแน่ว่าพี่น้องประชาชนคงมีความลำบากใจที่จะไปเลือก สสร. ที่เขาตั้งใจจะได้คนดี ๆ ไป ๆ มา ๆ พี่น้องประชาชนอาจจะมีความคิดว่าเลือกไป ก็เท่านั้นล่ะ เลือกไปเขาก็เอาไปปู้ยี้ปู้ยำอยู่ดี เพราะฉะนั้นเลือกใครก็ได้ อันนั้นละครับ จะส่งผลอันตรายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ อันนี้ก็ไม่เลวหรอกครับ ที่ท่านเขียนมานะครับ ให้มหาวิทยาลัยก็คือสถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้คัดเลือกให้องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนเป็นผู้คัดเลือก แต่ผมก็มีความสับสนอยู่มาก พยายามจะเปิดดู หลายที่ครับว่า ๒ อย่างนี่มีความแตกต่างหรือว่าปีนกัน หรือว่าทับกันอยู่อย่างไร ระหว่าง องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนนี่ ก็ต้องขอคำอธิบายจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการหรือกรรมาธิการท่านไหนก็ตามละครับว่ามันพวกเดียวกันหรือเปล่าครับ เป็นองค์กรภาคเอกชนด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่ายนั่นล่ะ แต่ท่านมาแยกเป็นองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ผมก็รู้ว่าในกลุ่มนี้มีมากมาย แต่ไม่รู้ว่าท่านจะจับเอาตรงไหน มาบ้างนะครับ ก็ให้พวกเหล่านี้นะครับ คัดเลือกออกมาเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน อันนี้ไม่มีข้อโต้แย้งครับ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายนี่ต้องมีความสำคัญอยู่แล้วในการที่จะมา มีส่วนในการร่างสิ่งที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ไม่มีปัญหาหรอกครับ ผู้เชี่ยวชาญ รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ๖ คน อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ มีความจำเป็นครับ แต่นี่ ต่อไปสิครับ (ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนด ผมก็ไม่ทราบ ประธานรัฐสภาท่านก็เป็นคนที่อยู่ในพรรคการเมือง ท่านสังกัดพรรคการเมือง ความรู้สึกหรือว่าสิ่งที่เรียกว่า ผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง ของท่านก็ไม่รู้ว่าหน้าตาออกมา เป็นอย่างไร หมายถึงใครครับ คนที่เคยเป็น ส.ส. คนที่เคยเป็น ส.ว. หรืออะไร หรือแกนนำ นปช. เป็นไปได้ไหม เป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองหรือเปล่า หรือแม้แต่การ์ด (Guard) นปช. การ์ดในการชุมนุม ใช่ไหม เป็นผู้ไปมีประสบการณ์ด้านการเมืองไหม หรือแม้แต่คนที่ถือ อาวุธบุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เหล่านี้ในทัศนะของประธานรัฐสภา เราก็ไม่รู้ว่าท่านถือว่า เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองหรือเปล่า ส่วนด้านอื่นเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่รู้ว่าใครบ้างที่ผ่านมา ไหนท่านตำหนิว่าร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วไม่ได้เรื่องอย่างไรครับ แล้วจะเอามาอีกหรือครับ อันนี้บอกว่าให้ประธานรัฐสภาประกาศกำหนดทั้งนั้น แล้วก็จะเลือกเอามาไม่เกิน ๒ คน ตามรายละเอียดที่ประธานกำหนดอีก อันนี้ครับ ที่เขามีความคลางแคลงสงสัยว่าทำไมอยู่ใน อำนาจของประธานรัฐสภาทั้งหมด นี่คือการให้อำนาจต่อประธานรัฐสภามากไปหรือเปล่า ที่สำคัญก็คือท่านประธานจะเลือกด้วยใจที่เป็นกลางหรือเปล่านะครับ เพราะว่าในการทำงาน ที่ผ่านมาผมยังเสียดายครับ ที่ไม่มีเครื่องวัดอะไร ไม่ว่าจะเป็นเมตร เป็นมิลลิเมตร มิลลิกรัม หรืออะไรก็ตาม หรือหน่วยใดก็ตามนะครับ ที่จะวัดความเป็นกลางของท่านประธาน ผมว่าถ้าเอา มาวัดจริง ๆ แล้วอาจจะไม่เที่ยงตรงนะครับ อาจจะตก เรื่องของความเป็นกลางในการประชุม ในการควบคุมการประชุมที่ผ่านมา ความรู้สึกที่มีต่อฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ผมว่าท่านอาจจะ วัดแล้วไม่เที่ยงตรงในเรื่องของความเป็นกลาง เพราะฉะนั้นเมื่อมาทำหน้าที่อย่างนี้ ผมว่า สมาชิกฝ่ายนี้จำนวนมากมายเลยครับที่เรามีความกริ่งเกรงว่าท่านจะไม่ผ่านในเรื่องของ ความเป็นกลาง แต่อย่างไรก็ตามครับ บางเรื่องก็ต้องยอม ยอมให้กันได้บ้าง แต่ในส่วนหนึ่ง คือส่วนที่เป็นวรรคสามอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้ว และผมก็ได้แปรญัตติ ในวรรคนี้ด้วย ก็คือในส่วนที่ว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด หมายถึงว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชน ที่จะมาทำหน้าที่ในการส่งคนเข้ามาให้รัฐสภาคัดเลือก แล้วประธานรัฐสภา เป็นผู้กำหนด ผมเชื่อว่าถึงแม้ว่าท่านจะเป็นประธานของพวกเรานะครับ ท่านก็คงจะไม่รอบรู้ ไปทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องขององค์กรพวกนี้นะครับ ผมว่าเขาก็มีมาตรฐานของเขา อยู่แล้ว เขาก็มีการยอมรับกันอยู่แล้วในหมู่ของตนเองเหมือนกับการสรรหา ส.ว. ที่เขาก็มี องค์กรโดยเฉพาะที่ถูกรับรองด้วยสมาชิกของเขา มีความเป็นกลางในทางการเมืองอะไรอย่างนั้น เรียบร้อยอยู่แล้ว ทำไมต้องให้ท่านประธานรัฐสภาเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เข้าไปเป็นผู้กำหนดด้วย ในเมื่อผมว่าท่านเองท่านก็คงจะไม่มีความเชี่ยวชาญ จริง ๆ แล้วท่านลงไปแล้ว เพราะผมยังมี ความเชื่อมั่นว่าวันที่รัฐธรรมนูญที่ท่านจะเอาไปทำใหม่ระหว่างนี้ผ่านเข้ามาในสภา ก็คงจะเป็น ประธานรัฐสภาคนเดิม ที่จริงผมอยากจะตั้งคำถามท่านมากกว่าที่จะตั้งข้อสงสัยกับท่านด้วยซ้ำ ว่าท่านมีวิธีการทำงานอย่างไรกับภารกิจที่คณะกรรมาธิการได้มอบหมายให้แก่ท่าน กรรมาธิการ เคยถามท่านประธานรัฐสภาไหม ว่าท่านพร้อมหรือเปล่าที่จะมารับงานนี้ จริง ๆ แล้วนะครับ ท่านมีความพร้อมหรือเปล่า ท่านรู้แล้วตอนนี้ว่าท่านต้องรับหน้าที่นี้ถ้าท่านมานั่งตรงนี้ ผมอยากจะถามท่านว่าท่านมี วิธีการที่ทำงานอย่างไร ท่านมีวิธีการคัดเลือกอย่างไร ท่านมีทีมงานแบบไหน ถ้าท่านพูด ท่านตอบได้จะทำให้พวกเราหายความคลางแคลงใจไปเยอะ ดีไม่ดีผมอาจจะถอนอันนี้ ด้วยนะครับ เพราะตอนนี้ผมขอตัดเอาไว้แล้ว วรรคนี้ละครับว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด อันนี้ผมตัดออก ทั้งหมด เพราะผมไม่ไว้ใจว่าท่านประธานรัฐสภาของผมจะรับหน้าที่อันนี้ได้นะครับ ก็เลยต้อง กราบเรียนนะครับ คงไม่ใช้เวลาให้มากไปกว่านี้นะครับ แต่ผมก็ยังหวังนะครับว่าไหน ๆ มันก็ มาถึงขั้นนี้เรากลับถอยหลังไปไม่ได้แล้ว แต่ผมก็ยังติดใจแล้วก็ฝากประเด็นที่ผมพูดตั้งแต่ เปิดประชุมวันนี้ละครับว่าถ้าในการลงมติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีการกดแทนกันอย่างที่ เป็นข่าวจริง ๆ นี่ ผมอยากให้ท่านประธานท่านทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้เป็นที่กระจ่าง เพราะว่าตอนนี้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศทราบแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านจะให้อยู่ในความสงสัย คลางแคลงใจของพี่น้องประชาชนไม่ได้ครับ ผมจะจบแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมฝากอันนี้ เป็นข้อสุดท้ายว่าขอให้ทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง จริงจัง ไม่ใช่ตั้งกรรมการจบแล้วก็จบ ได้ผลออกมา ก็จบ อย่างนั้นไม่ได้ครับ เพราะรัฐธรรมนูญอันนี้จะได้รับการขนานนามว่ารัฐธรรมนูญฉบับกด แทนกัน ดังที่เพื่อนสมาชิกของผมได้พูดตั้งแต่เมื่อเช้าครับ ขอบคุณครับ