รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

สามารถ แก้วมีชัย บัญญัติข้อเสนอเกี่ยวกับการสรรหา สสร. ประเภทนี้ โดยเปิดกว้างให้สถาบันอุดมศึกษาและองค์กรภาคเอกชนสามารถเสนอนักวิชาการเข้ามาเลือกได้ และกราบเรียนย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้มีเจตนาใดที่ซ่อนเร้น และหวังว่าทั้งหลายจะเข้าใจเจตนาและกราบเรียนขออนุญาตฟังความคิดเห็นของทั้งหลาย

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ด้วยความเคารพ ในเหตุผลและข้อเสนอแนะของท่านผู้สงวนความเห็นและสงวนคำแปรญัตติทุกท่านนะครับ ผมก็นั่งฟังอยู่ตลอดและด้วยความเข้าใจในบทบาทและจุดยืนของแต่ละท่าน คือผมในฐานะ กรรมาธิการก็อยากจะกราบเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ ที่กรรมาธิการ บัญญัติถ้อยคำโดยไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงร่างเดิมนี้นะครับ ก็ด้วยเหตุผลที่ผมเคยได้กราบเรียน ชี้แจง แต่จะขออนุญาตย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ คือการสรรหา สสร. ประเภทนี้นะครับ ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญ สมัยปี ๒๕๔๐ เราให้เฉพาะสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเป็นผู้นำเสนอ รายชื่อเข้ามา แต่คราวนี้เราเปิดกว้างนอกจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐแล้วก็เปิดให้ของ เอกชนด้วยนะครับ ท่านก็จะเห็นว่าเราใช้คำว่า สถาบันอุดมศึกษา เฉย ๆ นอกจากนั้นแล้ว เพื่อความหลากหลาย เพราะเราคิดว่าถ้าใช้นักวิชาการเฉพาะในสถาบันอุดมศึกษานี้ก็อาจจะได้ นักวิชาการประเภทเก่งทฤษฎีก็อยากจะได้พวกที่เก่งทฤษฎีด้วย ปฏิบัติด้วยนะครับ ก็เลยเอา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนเข้ามาด้วย ทีนี้ถามว่า ๒ องค์กรนี้ใครจะเป็นคนกำหนดว่าองค์กรไหนที่จะเป็นผู้เสนอ ก็เลยไปบัญญัติไว้ ในวรรคสามว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ให้ท่านประธานรัฐสภา เป็นผู้กำหนด ถามว่าเปิดอย่างนี้ประธานรัฐสภาไปคิดเอาเองได้ไหม กระผมก็ได้กราบเรียน และย้ำเป็นเจตนารมณ์ชัดเจนนะครับว่าก็จะต้องเป็นองค์กรที่เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ถูกต้องตามกฎหมาย ท่านประธานรัฐสภาก็มีหน้าที่ไปรวบรวมองค์กรที่เป็นนิติบุคคล จดทะเบียนแล้วก็เอามาทำประกาศว่ามีองค์กรไหนบ้างที่มีสิทธิที่จะสรรหาบุคลากรที่จะ นำมาให้รัฐสภาเราได้เลือก ฉะนั้นด้วยเจตนาไม่ได้มีอะไรเคลือบแคลงซ่อนเร้นอะไรทั้งนั้นนะครับ ก็เพียงแต่ว่าเป็นกระบวนการที่จะเปิดช่องให้เกิดความหลากหลาย และในที่สุดแล้วรายชื่อ ทั้งหมดที่ทั้งสถาบันอุดมศึกษา ทั้งองค์กรเสนอมานี่ซึ่งเราให้เสนอมาองค์กรละ ๖ ท่าน จำแนกเป็น ๓ กลุ่ม ประธานรัฐสภาตั้งกรรมการ ๑๕ ท่าน ๑๕ ท่านที่ประธานรัฐสภาตั้ง ก็ไม่ได้ไปมีอำนาจหน้าที่พิเศษนะครับ เพียงแต่ตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งคุณสมบัติ เราก็บัญญัติไว้ในร่างนี้เรียบร้อยว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ลักษณะต้องห้ามอย่างไร ตรวจสอบ แล้วประธานรัฐสภาก็ทำรายชื่อแบ่งแยกเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ กลุ่มผู้มีประสบการณ์ แล้วนำมาให้พวกเราในรัฐสภาเลือกนะครับ ทีนี้ประเด็นที่ท่านห่วงอีกว่ามันจะบล็อกโหวตไหม ก็กราบเรียนย้ำอีกทีนะครับว่า การลงคะแนนนี่ลงคะแนนลับ หลายท่านบอกลับนี่ล่ะก็ยังบล็อกได้ กราบเรียนต่อไปครับว่า วันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภา ผมไปนั่งจำแนกตัวเลขดูนะครับ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลนี่เดิมเรามี ๓๐๐ เสียง วันนี้เราเหลือ ๒๙๘ เสียง เพราะแพ้เลือกตั้งซ่อมไปที่หนึ่ง อีกที่กำลังรอเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงใหม่ ของฝ่ายค้านจาก ๒๐๐ เสียง เป็น ๒๐๑ เสียง บวกกับ ส.ว. อีก ๑๔๖ เสียง ส.ว. มี ๑๕๐ เสียง แต่วันนี้เหลือ ๑๔๖ เสียง ฉะนั้นผมเชื่อนะครับว่า ท่านวุฒิสมาชิกนี่ไม่มีใครไปบงการ ไม่มีใครไปครอบงำท่านได้ และผมเชื่อว่าเวลาเราเลือก สสร. ประเภทที่สรรหามานี่ทุกคนจะเป็นตัวของตัวเอง แล้วเราก็คงมีเป้าหมายเดียวกันว่า เราต้องการผู้ที่เหมาะสมมาเป็น สสร. ประเภทสรรหา เพื่อจะได้ไปร่วมทำงานกับ สสร. ประเภท เลือกตั้ง อันนี้เป็นความจริงใจของกรรมาธิการนะครับ ทีนี้ผมก็เข้าใจว่าท่านผู้แปรญัตติ ทั้งหลายนี่บางครั้งเราก็อาจจะสภาพสังคมปัจจุบันก็ต้องยอมรับนะครับ เราหมักหมม ความระแวงสงสัย ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน หลายท่านก็เลยไปจินตนาการว่าจะต้อง เป็นอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างนี้ ซึ่งผมก็นั่งฟังมาตลอด ฉะนั้นก็ด้วยความเคารพนะครับ ถ้าเผื่อท่านจะอภิปรายหรือท่านแสดงความคิดเห็นพวกผมก็จะรับฟัง และถามว่าพอจะมี วี่แววที่จะปรับเปลี่ยนอะไรได้หรือไม่นี่นะครับ ก็ขออนุญาตฟังเหตุฟังผลของท่านทั้งหลาย แล้วก็หวังว่าท่านทั้งหลายก็คงจะเข้าใจเจตนาดีของกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับว่าเราไม่มี วาระซ่อนเร้นใด ๆ ทั้งสิ้น และที่สำคัญตรงนี้ละครับจะเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าเราจะ เลือก สสร. สรรหา ซึ่งถูกสรรหามารอบหนึ่งแล้วจากสถาบันอุดมศึกษา จากองค์กรต่าง ๆ ซึ่งผมก็มั่นใจว่าสถาบันการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ เขาก็มีเกียรติมีศักดิ์ศรี มีความภาคภูมิใจ ที่เขาต้องเลือกเอาคนดีที่สุดมาให้เราเลือกอีกชั้นหนึ่งนะครับ ก็กราบเรียนเพื่อเป็นข้อมูลครับ ขอบคุณครับ