รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

พีรพันธุ์ พาลุสุข อภิปรายเรื่องการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยชี้ให้เห็นว่าการเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ จะช่วยให้รัฐธรรมนูญที่แก้ไขมีความสมบูรณ์มากขึ้น

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ผมเองก็นั่งฟังการแสดงความคิดเห็นของ ท่านสมาชิก โดยเฉพาะท่านที่ได้ขอแปรญัตติแก้ไขมาตรานี้นะครับ ก็หลายเรื่องก็ต้องทนฟัง เพราะว่าท่านอภิปรายไปย้อนกลับไปบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้มาตรา ๒๙๑ เพื่อจะไป แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหลายท่านก็ยังใช้คำว่า ฉีก อยู่ ซึ่งผมก็คิดว่าเรายังย้อนกลับไปที่วาระหนึ่งอยู่นั่นล่ะ ทั้ง ๆ ที่มันผ่านมาถึงมาตรา (๖) แล้วพอมาถึง (๖) หลายท่านที่มีการแปรญัตติไปก็คือ สสร. ประเภทผู้เชี่ยวชาญที่มาจาก การคัดเลือกที่ฟังดูรวมทั้งที่ผมได้รับทราบมาจากการพูดคุยกันใน ๔ ฝ่าย ก็พูดทำนองว่า ขอให้มีเสียงข้างมากบ้าง ข้างน้อยบ้าง เพราะถ้าเลือกกันอย่างนี้ฝ่ายเสียงข้างมาก ฝ่ายรัฐบาล เอาไปหมด ท่านประธานครับ หลายท่านก็อาจจะบอกว่าอยากจะให้เหลือองค์กรเดียว คือสภาสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่เราพูดง่าย ๆ ว่าสภามหาวิทยาลัย หลายท่านอาจจะมี ประสบการณ์เหมือนผมเคยเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย เคยอยู่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้ การเลือกผู้บริหารในหลายสถาบันเคยใช้วิธีการสรรหา มันก็หนีไม่พ้นการเมืองหรอกครับ ในสถาบันแม้จะเป็นการศึกษาเพียงแต่ว่าจะมากจะน้อยเท่านั้นเอง ฉะนั้นที่ทุกท่านบอกว่า อยากให้ปลอดจากการเมืองจริง ๆ มันไม่มีหรอกครับ ที่ไหนจะปลอดจากการเมือง ย้อนกลับมา องค์กรที่มีการพูดถึงมากและท่านขอตัดออกก็คือองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชนนะครับ เจตนาก็เป็นอย่างที่ท่านประธานได้ชี้แจงไปแล้วว่าเราเคยมีประสบการณ์ ให้เฉพาะสถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญ โดยเราเข้าใจว่าผู้เชี่ยวชาญจะมีอยู่ เฉพาะในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้นมีอยู่เยอะและหลายแห่ง เพราะฉะนั้นเราต้องการเปิดกว้าง เมื่อเปิดกว้างก็ควรจะให้องค์กรอื่นในสังคมได้มีส่วนในการเสนอด้วย ถามว่าใครล่ะครับ ก็มี องค์กรภาคเอกชนที่เราเห็นบทบาทเขาอยู่มาก องค์กรภาคเศรษฐกิจและสังคม เพียงแต่ว่า ในการเขียนในมาตรานี้เราให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนด ท่านก็อภิปรายว่าเนื่องจาก ประธานรัฐสภาเป็นท่านเดียวกับพรรคที่มีเสียงข้างมากก็เลยไม่ไว้วางใจ หลายท่านจึงต่อว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วมีที่ไหนเขาเลือกประธานรัฐสภามาจากเสียงข้างน้อยล่ะ มันไม่มี มันกลายเป็นว่าท่านเอาความรู้สึกว่าท่านประธานที่นั่งทำหน้าที่ประธาน ท่านไว้วางใจก็เลย จะพลอยไม่ไว้ใจในการที่จะให้ประธานรัฐสภามาเป็นผู้กำหนดด้วย และที่ผ่านมาเราก็ทำกันมา อย่างนี้อยู่ตลอด ผมได้ถามว่าถ้าอย่างนั้นถ้าได้เขียนไว้อย่างนี้ที่จริงท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็ได้ตอบไปบ้างแล้วว่าในการคัดเลือกองค์กรภาคเศรษฐกิจ และสังคม โดยให้ประธานรัฐสภาจะกำหนดจะกำหนดอย่างไร ผมก็ย้อนกลับไปดูนะครับ องค์กรที่มี การจัดสรรหาอย่างนี้ที่เป็นกฎหมายเขียนไว้อย่างชัดเจนนะครับ เช่นจากกฎหมายในการ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เฉพาะประเภทสมาชิกวุฒิสภาที่จะมาจากการสรรหากฎหมายเลือกตั้งมาตรา ๑๒๗ เขาเขียน ไว้ว่าองค์กรที่มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลเข้ารับราชการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นองค์กร ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพก็กว้างครับ และภาคอื่นที่เป็นประโยชน์ ในการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภา โดยต้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย หรือเป็น นิติบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมายตั้งขึ้นในราชอาณาจักร อันนี้ก็เป็นแนวคิดที่ดี อยู่ตลอดนะครับ ถ้าไปดูกฎหมายอื่นบางฉบับเช่น พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ในการสรรหาคณะกรรมการของสภานี้เขาก็เขียนว่ากรรมการสรรหา มาจากผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่ดำเนินการโดยไม่ใช่องค์กรที่หากำไร มาจากผู้แทนสื่อมวลชนในกิจการด้านหนังสือพิมพ์ ด้านวิทยุกระจายเสียงและด้านวิทยุ โทรทัศน์ซึ่งเลือกกันเอง ก็ต่อไปบอกว่าเอาละ เขียนไว้มาจากอันนี้ มาจากอันนี้ ทั้งนี้องค์กร เหล่านี้ต้องเป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและได้ขึ้นทะเบียนไว้ นี่คือหลักที่ใช้กันมา อยู่ตลอด ที่เป็นกฎหมายชัดเจนนะครับ เอาละ ถึงแม้ไม่เขียนไว้เป็นกฎหมาย ต้องระบุว่า ต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนนะ ไปดูตัวอย่างจากไหนอีกละครับ ท่านลองดูนะครับ ในลิ้นชักที่ท่านนั่งอยู่นะครับ ผมก็พลิกดูกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ ที่บอกว่า ในการพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการหรือผู้ทุพพลภาพเหล่านี้นะครับ ก็ให้ตั้งผู้แทนองค์กรเอกชนจากองค์กรเหล่านี้มาร่วมด้วย ก็ไม่ได้บอกว่าต้องเป็นหรือไม่เป็น นิติบุคคล แล้วทำอย่างไรละครับ ประธานก็ไปออกระเบียบเล่มนี้ละครับ ที่หลายท่านเปิดดู ในลิ้นชักท่านจะมีนะครับ ในระเบียบนี้องค์กรเอกชน ประธานรัฐสภาก็เป็นคนออกระเบียบ บอกว่าองค์กรเอกชนที่มีสิทธิเสนอชื่อต้องเป็นองค์กรเอกชนที่จดทะเบียนโดยถูกต้อง ตามกฎหมาย มีฐานะเป็นนิติบุคคล นั่นคือแนวปฏิบัติที่เขียนไว้อย่างนี้ เพียงแต่ว่าถ้าเขียนไว้ อย่างนี้ เหตุผลทั้งหลายที่ท่านมาท่านก็พูดเพียงแต่ว่าเพราะท่านไม่ไว้ใจผู้ทำหน้าที่ ประธานรัฐสภาจึงอยากตัดออกใช่ไหมครับ เหตุผลก็ฟังอยู่แค่นี้ แต่ว่าถ้ามันมีเหตุผลอย่างอื่น มากไปกว่านี้ ผมก็เชื่อว่าก็คงจะเป็นเหตุผลที่เราจะรับฟังได้ แต่ผมก็เชื่อว่าถ้าสมมุติว่า ที่ประชุมเห็นด้วย คงไว้ตามนี้นะครับ ท่านประธานรัฐสภาจะไปกำหนดองค์กรนี้อย่างไร ผมก็เชื่อว่าท่านก็คงยึดแนวนี้ละ ไม่ใช่นึกว่าท่านจะไปซุกคนไว้ ตั้งองค์กรนั้นขึ้นมา องค์กรนี้ แล้วซุกคนไว้ แล้วก็ตั้งขึ้นมา มันคงไม่ได้หรอกครับ ประธานรัฐสภาท่านก็ต้องรักษาเกียรติ ของท่านไว้ ไม่อย่างนั้นหลายคนก็คงจะไม่ไว้ใจ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นไปในทำนองนี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ