ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงการนำองค์กรภาคเอกชนมาเป็นนิติบุคคล และสะท้อนถึงการพิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ชี้ให้เห็นว่ากรรมาธิการชุดนี้ไม่สามารถแสวงหา ความเห็นร่วมของคณะกรรมาธิการทั้ง ๒ ฝ่ายได้ และมีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอผู้เชี่ยวชาญ 16 คนเพื่อประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของประชาชน
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมโชคดีครับท่านประธาน ก่อนที่จะ อภิปรายก็ได้ฟังคำชี้แจงของประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการถึง ๒ ท่าน และได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนสมาชิก ขอประทานโทษ ท่านชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า ยิ่งประธานคณะกรรมาธิการชี้แจง และประธานรัฐสภาได้ถามว่าองค์กรภาคเอกชนดังกล่าวนั้น มีลักษณะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ ผมว่าคำแปรญัตติของผมในมาตรา ๒๙๑/๖ ถึงแม้จะเป็น จุดเล็ก ๆ จุดหนึ่ง แต่สะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เรากำลัง พิจารณาอยู่นี้ว่าทำไมถึงต้องใช้เวลาอย่างยาวนาน
ผมคิดว่าประการแรก ก็คือว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการเองถึงแม้จะ เคยเป็น สสร. ปี ๒๕๔๐ มาก่อนก็ตาม แต่ผมคิดว่าการที่ท่านมานั่งเป็นประธานในคราวนี้ ท่านอาจจะเข้าใจในกระบวนการของการที่จะพิจารณาในชั้นกรรมาธิการเป็นอย่างดี แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นสำคัญที่สุดก็คือว่า ผมคิดว่ากรรมาธิการชุดนี้ไม่สามารถแสวงหา ความเห็นร่วมของคณะกรรมาธิการทั้ง ๒ ฝ่ายได้เลย และแน่นอนที่สุดนั่นคือที่มาที่ต้องมีผู้แปรญัตติในการพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถึง ๑๗๒ คน แล้วก็เกือบทุกมาตราเป็นจำนวนหลาย ๑,๐๐๐ รายการ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมพูดจุดนี้ก็เพราะชี้ให้เห็นว่าการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีเหตุผลที่ทำให้ เกิดความไม่ไว้วางใจอย่างไรครับ ในชั้นคณะกรรมาธิการเองก็มีการถกเถียงกันในสภานี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการถกเถียงระหว่างคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยกับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก และแน่นอนที่สุดพวกผมซึ่งไม่ได้เป็นคณะกรรมาธิการด้วย เป็นสมาชิกในสภา แห่งนี้ก็นั่งฟังการถกเถียงดังกล่าว ก็พบความเป็นจริงว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้ ไม่ตอบโจทย์ในเหตุผลที่ท่านได้ชี้แจง ทั้งเหตุผลโดยภาพรวมคือไม่ปฏิรูปทางการเมือง เหตุผลโดยภาพรวม คือไม่เป็นไปตามหลักการของหลักรัฐธรรมนูญที่จะต้องมุ่งเน้นในเรื่อง โครงสร้างการบริหารรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นในเรื่องหลักสิทธิเสรีภาพ มุ่งเน้นในเรื่อง หลักการตรวจสอบอำนาจรัฐ และมุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนว่าถ้าหาก แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วพี่น้องประชาชนจะมีส่วนร่วมในทางการเมือง และมีการเมือง เป็นภาคพลเมืองได้อย่างไร นี่ละครับ จึงเป็นที่มาว่ามีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกัน และเมื่อ เป็นเช่นนี้เราก็พบความเป็นจริงครับว่าการเสนอร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้มีเพื่อนสมาชิกพูดถึงว่า ดูประหนึ่งว่ามีภาพที่ชัดเจนมากขึ้นตามลำดับว่าเหมือนท่านมีวาระแอบแฝงตั้งแต่ตอนเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญ ตอนพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ ทำไมผมถึงพูดเช่นนี้ครับ ท่านประธานครับ ก็ได้ฟังคำชี้แจงเมื่อกี้ก็เห็นได้อย่างชัดเจนนะครับว่าถ้าจะทบทวนไปตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ เพื่อนสมาชิกก็ถามเหตุผลว่าท่านอ้างว่าท่านต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญ ของประชาชน แต่ทำไมเมื่อเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายวุฒิสภาและฝ่ายค้านบอกว่าถ้าเป็นเช่นนั้น ขอให้ท่านมีการเลือกตั้งโดยตรงได้ไหม เลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คนเลย ก็จะหมดคำครหาว่า นี่คือรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ท่านก็ไม่ยอมชี้แจงแล้วก็ไม่ตอบรับ ในส่วนนี้ มีบางส่วนเห็นว่าควรที่จะพบกันตรงกลางหน่อยเอา ๑๒๕ คน และมาจากการสรรหา ๒๕ คน เพื่อให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่ใช่เป็นการกระทำที่จะนำไปสู่การที่จะบล็อกโหวต และเกิดความไม่ไว้วางใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องอ้างเหตุผลตรงนี้เพราะมันเป็น ที่มาที่ผมลุกขึ้นมาอภิปราย และแน่นอนที่สุดเมื่อเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าถ้าหากฟังท่านประธาน คณะกรรมาธิการท่านพูดถึงเมื่อสักครู่ว่าการที่ต่อไปนี้จะมีองค์กรภาคเอกชนที่ท่านเพิ่มขึ้น ที่ต้องการจะสร้างความหลากหลายในการที่จะให้มีผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการสรรหา ตามมาตรา ๒๙๑/๒ แต่ท่านลืมนึกไปว่ากระบวนการที่มีความซ่อนเร้นอย่างนี้ของท่านก็จะนำ ไปสู่ความแตกแยกในสังคมครับ อย่างน้อยที่สุดเราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตั้งแต่ท่านเสนอ ร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยรัฐบาลนี้เข้ามาท่านก็ไม่ยอมรับเอาร่างของภาคประชาชน เข้ามา และเมื่อมีการเสนอร่างกันมาแล้วท่านก็ยืนยันอย่างชัดเจนอยู่ตลอดเวลาว่าท่านจะยก อำนาจดังกล่าวนี้ให้กับ สสร. ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชน แต่ว่าเมื่อพวกกระผมได้ถามว่า ถ้าอย่างนั้นเราควรมีบทบัญญัติไว้เลยไหมเพื่อจะไม่สร้างความระแวง คือต้องมีบทบัญญัติ ที่ไม่สร้างความแตกแยกไว้ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นหมวดพระมหากษัตริย์ หมวดการใช้อำนาจของ องค์กรอิสระที่จะตรวจสอบอำนาจรัฐและเรื่องของการล้างผิดให้กับ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการสนองตอบนะครับ คณะกรรมาธิการก็ไม่ยอม มาถึง มาตรานี้พิจารณากันตั้งแต่ตอนเช้าครับท่านประธาน จริง ๆ ผมก็คิดว่าจะไม่อภิปราย แต่ผม กลับมองอีกมุมหนึ่งว่าจุดเล็ก ๆ อย่างนี้อาจจะกลายเป็นจุดใหญ่ที่ผมจำเป็นที่ต้องขึ้น อภิปรายและท้วงติงคณะกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งว่าทำไมท่านไม่รับฟังความคิดเห็นของ เพื่อนสมาชิกที่เป็นเสียงข้างน้อย และของวุฒิสภาในที่นี้ทำไมในบางเรื่องที่ท่านเห็นว่า เป็นเรื่องที่ท่านจะตั้งคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ในมาตรา ๒๙๑/๕ ท่านก็รับไปตั้งคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ทั้งที่โดยข้อบังคับในการแปรญัตติ ก็ไม่สามารถที่จะกระทำได้เช่นนั้น แต่ท่านประธานที่เคารพครับ มาในกรณีมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งเป็นที่มาของ สสร. ที่มาจากผู้เชี่ยวชาญ จริง ๆ โดยเจตนารมณ์เราก็รับทราบกันโดยทั่วไปครับ ว่าเราต้องการได้
(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน
(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน
(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน ด้านเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน
นี่ละครับจึงเป็นที่มาที่ผมเองได้ขอแปรญัตติตัดในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๖ ในส่วนที่เป็นองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ที่ให้ท่านประธาน รัฐสภากำหนด เมื่อกี้ท่านตอบว่าที่มาของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวนี้มาจากสถาบันอุดมศึกษา และมาจากองค์กรภาคเอกชนที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับ ท่านอาจจะตอบอีกมุมมองหนึ่งของท่านว่า ท่านสามารถเลือกมาจาก บุคคลที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลาย และในท้ายที่สุดก็จะให้รัฐสภาเป็นคนเลือก อีกครั้งหนึ่งนั้นเป็นวิธีการที่ท่านบอกว่าไม่สามารถที่จะบล็อกโหวตได้ แต่ในทางตรงกันข้าม กลับกันละครับท่านประธาน ถ้าบุคคลที่ท่านเลือกมาอย่างหลากหลายนั้นในท้ายที่สุด ถ้าท่านสามารถที่จะกำหนดเสียงในรัฐสภานี้ได้ ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าท่านจะกำหนด ตัวผู้ที่จะมาจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๒๒ คนนี้ได้ และแน่นอนที่สุดถ้าไปดูถึงองค์ประกอบที่ท่านให้ ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการเมือง ด้านการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ประธาน รัฐสภากำหนดถึงจำนวน ๑๐ คน ก็ย่อมที่จะมีผลอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นครับว่านั่นคือส่วนที่ ท่านเองต้องการที่จะได้ส่วนในการที่จะกำหนดจากความหลากหลายนั้นและสามารถที่จะ ล็อบบี้ เพื่อที่จะให้ได้ตัวบุคคลที่ได้มีความประสงค์กันมากยิ่งขึ้นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงการพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญในคืนนี้หรือในวันนี้ ในช่วงนี้ ผมคิดว่าเป็นวาระ ที่สำคัญนะครับ ท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานคณะกรรมาธิการควรที่จะหันลงมารับฟัง ความคิดเห็น ผมไม่คาดหวังที่จะไปเรียกร้องนะครับว่ารัฐบาลเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีจะให้ความสนใจ ก็ผมรู้แล้วครับ ๘ วันที่ผ่านมา ผมก็ไม่เห็นหน้าท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นผู้เสนอร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่า เป็นกฎหมายสูงสุด และผมก็ไม่เรียกร้องให้มา เพราะผมรู้ว่าหน้าที่ของท่านคงจะไม่ใช่หน้าที่ ในการที่จะเปลี่ยนรูปแบบของการปกครองรัฐไทยใหม่ แต่คงเป็นหน้าที่ของบุคคลอื่นมากกว่า แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับว่า ในกรณีที่เป็นเจตนารมณ์ที่ท่านต้องการให้มีองค์กร ภาคเอกชน และองค์กรภาคเศรษฐกิจเข้ามา ผมคิดว่าถ้าจะมองว่าท่านต้องการที่จะได้ ผู้เชี่ยวชาญคงตอบประเด็นนี้ไม่ได้แน่นอนนะครับ และแน่นอนที่สุดไม่ตรงกับประเด็นที่ท่าน ไปให้เหตุผลว่าท่านเลือก สสร. มาจากเขตจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน โดยเหตุผลทางรัฐศาสตร์ ไม่สามารถที่จะชี้แจงได้เลยครับว่าคนในเขตกรุงเทพมหานครทำไมต้องมี ๑ คน เขตในพื้นที่ จังหวัดนครศรีธรรมราชทำไมต้องมี ๑ คน เขตในพื้นที่จังหวัดระนองทำไมต้องมี ๑ คน ถ้าท่านต้องการให้รัฐธรรมนูญนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เหตุผลที่จะอธิบายได้ มีอย่างเดียวเท่านั้นก็คือว่าท่านต้องให้มาจากสัดส่วนของจำนวนประชากร นี่เป็นหลักสถิติธรรมดา ที่เราต้องการจะคัดเลือกตัวแทน ก็ควรจะเป็นระบบนี้ ไม่ใช่เป็นระบบที่ท่านกำหนดเอา พี่น้องประชาชนของผมเขาถามว่าถ้าเป็นเช่นนี้ และท่านกำลังสร้างความรู้สึกแบบนี้ คนในภาคใต้บ้านผมบอกว่ามีแค่ ๑๔ จังหวัด และเขาจะมีส่วนในการที่จะเป็นเสียงข้างมาก ได้อย่างไร ในขณะที่เขาต้องเสียภาษีมากกว่าหลายพื้นที่ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ กรรมาธิการควรที่จะพิจารณานะครับ
และเหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือที่ผมได้ตัดอนุมาตรานี้ไปก็คือว่า ผมคิดว่าไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการที่ท่านจะได้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ในคราวนี้เลย และแน่นอนผมคิดว่าดีไม่ดีผมคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าบุคคลที่ท่านประธานรัฐสภา คัดเลือก ๑๐ คนนั้น จะเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเราต้องการให้ตัวแทนหรือผู้เชี่ยวชาญ ถ้าหากมีความจำเป็นซึ่งผมไม่เห็นด้วยนะครับ ตั้งแต่ชั้นรับหลักการ ผมเรียนกับท่านประธานรัฐสภาไว้ก่อนว่าผมไม่เห็นด้วยกับการเสนอ ร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ตั้งแต่ชั้นรับหลักการ แต่ท่านเมื่อจุดเล็ก ๆ เพียงแค่นี้ ท่านยัง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของเสียงข้างน้อย ท่านจะน้อยใจไปทำไมครับ ที่ท่านออกมาชี้แจง ตลอดเวลาว่าทำไมไปกล่าวหาพวกท่านว่าเสียงข้างมากลากไป แล้วจะให้เขาพูดอย่างไรละครับ ถ้าไม่บอกว่าเสียงข้างมากลากไป วิธีการและกระบวนการที่ท่านทำและไม่รับฟังความคิดเห็น อย่างมีเหตุผล เขาก็คิดว่าท่านร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมอยากจะตั้งฉายาว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับคดในข้อ งอในกระดูกสิครับ ผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานครับว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะท่านไม่สามารถตอบโจทย์ที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่เบื้องต้นว่าการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญนี้นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองจริงหรือไม่ นำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้าง ของรัฐเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ นำไปสู่การปรับปรุงสิทธิ เสรีภาพของพี่น้องประชาชนหรือไม่ เมื่อท่านตอบไม่ได้ และกระบวนการในการที่ท่านยึดมั่น ในเสียงข้างมากอย่างไม่มีเหตุผลนี้ นี่ละครับ จึงเป็นเรื่องที่พวกผมจะต้องยืนยันในการ ที่จะต้องแสดงความคิดในการสงวนความเห็น เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่าในช่วง ๘ วัน ที่ผ่านมาไม่สูญเปล่าละครับ ท่านประธานครับ มีหลายคนขึ้นมาตำหนิที่นี่ว่าเราต้องใช้เวลา ในการถ่ายทอดโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ สูญเสียไป ผมเสียดายนะครับ ที่ตัวแทนประชาชนมีความคิด เช่นนี้ แต่ผมคิดว่านี่คือการเรียนรู้ของพี่น้องประชาชนว่ากระบวนการในการที่ใช้เสียงข้างมาก ในสภาที่หลายคนเรียกร้องว่าที่เขาออกมาเรียกร้อง ออกมาต่อสู้เพื่ออยากได้ประชาธิปไตย ที่แท้จริง ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ว่าเมื่อตัวเองมามีโอกาสเป็นคณะกรรมาธิการ ตัวเองกลับ ไม่ได้ตระหนักสำนึกในจุดนี้เลย นี่คือสิ่งที่พี่น้องประชาชนจะได้เท่าทันต่อไปครับว่า กระบวนการในการที่จะสรรหา สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ในท้ายที่สุดท่านไม่ยอมรับ แม้แต่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพื่อให้ตอบโจทย์ในสิ่งที่ท่านพูดว่าให้ สสร. มาจากประชาชน และให้รัฐธรรมนูญนี้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ผมจะจับตาต่อไปครับ และเชิญชวน พี่น้องประชาชนจับตาต่อไปครับว่า สสร. ที่ท่านยกร่างขึ้นมานี้โดยปราศจากเหตุผลในการที่จะ เกี่ยวโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง ในท้ายที่สุดจะนำไปสู่ความบิดเบี้ยวทางการเมือง ของเมืองไทย ในท้ายที่สุดนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญที่ยิ่งกว่าต้นไม่พิษครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ