รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ยืนยันการแปรญัตติของตนเอง และขอความชัดเจนเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่าผู้เชี่ยวชาญที่ร่างรัฐธรรมนูญควรเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติและประสบการณ์จริง ไม่ใช่ตัวแทนขององค์กรภาคเอกชนหรือภาคเศรษฐกิจ

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ ที่กรุณาได้ตอบคำถามแล้วก็เสนอขึ้นมาเป็นประเด็น ที่ผมจะต้องยืนยันกับท่านประธาน ก็เพราะว่าบังเอิญเป็นประเด็นที่ผมได้อภิปรายเป็นส่วนใหญ่ ที่ท่านกรุณาได้ซักถาม ประเด็น ที่ผมแปรญัตติและประเด็นที่เรากำลังติดใจอยู่ขณะนี้

๑. ไม่ใช่กรณีของท่านประธาน สำหรับผมนะครับ ๑. ไม่ใช่กรณีของท่านประธาน เป็นคนที่จะเป็นกลาง ไม่กลาง วินิจฉัย ไม่วินิจฉัย อย่างไร

๒. ผมไม่ได้ติดใจตรงสมาชิกร่วมในรัฐสภานี้ เขาจะโหวตอย่างไรในขั้นสุดท้าย ที่จะคัดเลือกผู้สมัคร

ปัญหาของผมก็คือว่าโครงสร้างนี้มันถูกกำหนด ๒ แบบ

แบบที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่ออะไรครับ เพื่อสร้างความชอบธรรม ในการเป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมยังยืนยันว่ากรอบวิธีคิดอย่างนี้ เชื่อว่าตัวคนมาจากการเลือกตั้งร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็น หรือไม่เชี่ยวชาญพอจะร่างรัฐธรรมนูญ ได้ จึงไปหาคนอีกกลุ่มหนึ่งมาทำหน้าที่ร่าง และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนี้มาจากบุคคล ชุดที่ ๒ ที่เรากำลังเถียงกันนี่ละครับ คือผู้เชี่ยวชาญ ปัญหาว่าเราจะได้ผู้เชี่ยวชาญมาจากไหน เดิมทีท่านประธานก็เข้าใจตรงกัน และเราเคยทำมาร่วมกันแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ น่าจะเป็นตัวแบบที่ใกล้เคียงที่สุดกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ร่างออกมา องค์การเขาให้ สถาบันอุดมศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นคนส่งมา ส่งใครมาครับ เขาไม่ได้ส่ง ตัวแทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ได้ส่งตัวแทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ได้ส่งตัวแทน มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่เขาส่งตัวแทนที่ (๑) เป็นนักกฎหมายมหาชน (๒) เป็นนักรัฐศาสตร์ นักรัฐประศาสนศาสตร์ (๓) ส่งผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงไม่ใช่เรื่อง ตัวแทนขององค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม หรือเป็นตัวแทนขององค์กรภาคเอกชน แต่พอ ท่านประธานใส่เข้าไปอย่างนี้ มันกลายเป็นตัวแทนของสถาบันอุดมศึกษา กลายเป็นตัวแทน ของสถาบันองค์กรภาคเศรษฐกิจ กลายเป็นตัวแทนขององค์กรภาคเอกชน ซึ่งองค์กรเศรษฐกิจ และสังคมนั้นกว้างขวางมาก ถ้าท่านประธานไปเขียนออกระเบียบมา อย่างนี้ได้ อย่างนี้ไม่ได้ เป็นปัญหาแน่นอน องค์กรมีหลายประเภทมาก โดยเฉพาะองค์กรเอกชน มีตั้งแต่อาคารชุด จนกระทั่งไปถึงนิติบุคคลอื่น ๆ ตั้งแต่เป็นมูลนิธิอีกมากมาย ถ้ามันคลุมไปไม่ถึง ท่านประธาน เสียหายแน่นอน เนื่องจากว่าขยายวงได้ไม่กว้างขวางพอ และมันไม่จริง เพราะผมบอกท่าน แล้วว่านี่ไม่ใช่วุฒิสรรหา ที่จะมาจากองค์กรอะไรก็ได้ที่มีความหลากหลาย แต่นี่มันกำลังหา ผู้เชี่ยวชาญ ถามว่าใครจะเสนอตัวแบบผู้เชี่ยวชาญได้ดีที่สุด คำตอบของเราก็คือว่า มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยในประเทศปัจจุบันมีหลายแบบมีทั้งรัฐและเอกชน เราก็เลย เพื่อที่จะให้มันแคบเข้า ถามว่ามหาวิทยาลัยนั้นทำไมได้ มหาวิทยาลัยนี้ไม่ได้ ก็กำหนดให้เป็น มหาวิทยาลัยของรัฐ เพราะรัฐควบคุมอยู่และมีคุณภาพของมันที่ชัดเจน ถ้าท่านอธิบายอย่างนี้ท่านประธานครับ คนที่เราเสนอเข้ามาจึงไม่ใช่ตัวแทนของสถาบันอุดมศึกษา ตัวแทนของภาคเอกชน ตัวแทน เศรษฐกิจ แต่เป็นตัวแทนเป็นใครครับ เป็นผู้เชี่ยวชาญ ตัวแบบนี้ที่ผมบอกว่าผมเคยทำครับ ท่านครับ ผมเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้รับการโปรดเกล้าฯ ๑๒ ปี เป็นมา ตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ จนกระทั่งปี ๒๕๕๐ วันนั้นมหาวิทยาลัยรามคำแหงส่งใครครับ ไม่ได้ส่งคน ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเลยครับ วันนั้นส่งท่านอุทัย พิมพ์ใจชน อุทัย พิมพ์ใจชน เป็นอดีตประธานรัฐสภา ช่วงนั้นท่านไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งก็จะไปเป็นครูที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นคนมีประสบการณ์ในระบบรัฐสภาแน่นอน เรื่องรัฐธรรมนูญท่านต้องรู้กฎเกณฑ์นี้ที่แน่นอน ฟ้อง จอมพล ถนอม จนตัวเองไปติดคุกเรื่องรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำไป ตรงนี้เขาเลือก ท่านอุทัยครับ ผู้มีประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดินในอดีตก็มีอธิบดี มีปลัดกระทรวง มีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีคณะกรรมการกฤษฎีกา มีคนเหล่านี้ครับ ท่านครับ มหาวิทยาลัยรามคำแหงวันนั้นเลือกใครครับ ผู้มีประสบการณ์ทางการบริหารราชการแผ่นดิน เลือกท่านประสงค์ สุ่นศิริ อันนี้ไม่ใช่เรื่องชอบ ไม่ชอบ แต่ผมบอกตัวแบบให้ท่านเห็นว่า มหาวิทยาลัยเขาเป็นคนเลือกผู้เชี่ยวชาญเข้ามา ถ้าเราได้อย่างนี้ท่านครับ เรากำหนดเสียชัดเจนว่า สถาบันอุดมศึกษาเขาเป็นคนมีความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญ เขาส่งมาให้เรา คัดเลือกอีกชั้นหนึ่ง ดีกว่าที่จะใส่เพิ่มเติมตรงนี้ เพราะฉะนั้นคำแปรญัตติของผมจึงบอกว่าเราตัด ภาคเศรษฐกิจ ภาคเอกชนไปเถิด เพราะนี่ไม่ใช่ตัวแทนภาคเศรษฐกิจหรือเอกชน มันเป็นตัวแทน ผู้เชี่ยวชาญที่ถูกเสนอ และถ้าองค์กร ก ได้เสนอองค์กร ข ไม่ติดในข่ายที่ท่านประธานประกาศ ท่านประธานเสียหายแน่ องค์กรภาคเอกชนก็เหมือนกันมันมีมโหฬารมันมีมาก เอาเฉพาะบัญชี ที่เราทำกรรมาธิการมันไม่ได้หรอกครับ เพราะเรื่องนี้เป็นการเปิดกว้างเพื่อทำประชาธิปไตย จุดนี้ท่านครับ ที่ผมถึงบอกว่าเราต้องตัดองค์กรตรงนี้ออกไป เหลือสถาบันอุดมศึกษาจะมี เฉพาะอุดมศึกษาของรัฐของเอกชนด้วยหรือไม่เราพูดจากัน เพราะเราให้ส่วนนี้เสนอเข้ามา และเราเป็นคนเลือก เรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งไม่ได้ติดใจที่ตัวประธาน ไม่ติดใจตัวสมาชิกเลือก แต่ว่าโครงสร้างนี้ตัวแบบนี้มันน่าจะใกล้เคียงกับปี ๒๕๔๐ ได้ดีที่สุดครับท่านประธานครับ ขอแลกเปลี่ยนกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับ