เทพไท เสนพงศ์ หารือเรื่องการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้เปลี่ยนระยะเวลาการคัดเลือกจาก 75 วันเป็น 120 วัน เพื่อให้มีการคัดเลือกสมาชิกที่มีคุณภาพและยุติธรรม นอกจากนี้ยังแสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับวิธีการเลือกสมาชิกรัฐสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ และเสนอให้เลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสม นอกจากนี้ยังเตือนให้ประธานรัฐสภาไม่ล่วงละเมิดอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญ
ครับ ก็ทำความเข้าใจกับท่านประธาน เป็นเบื้องต้นก่อนนะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๖ ที่บอกว่าให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน ๗๐ วัน นับตั้งแต่วันที่มี พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลบังคับใช้ จำนวนเวลาที่ตามมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคแรก ได้กำหนดไว้ก็คือ ๗๕ วัน ซึ่งผมก็เสนอแปรญัตติเป็น ๑๒๐ วัน ต้องเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่าผมเห็นว่าเวลา ๗๕ วันเป็นเวลาที่ไม่เพียงพอสำหรับการที่จะ ดำเนินการคัดเลือก สสร. ให้แล้วเสร็จ และแม้ว่าจะใช้เวลา ๗๕ วันแล้วเสร็จได้ แต่ใน ความเห็นของผม ผมคิดว่าจะเป็นการรวบรัด ลุกลี้ลุกลน ทำให้การคัดเลือก สสร. ไม่ได้ สสร. ที่มีคุณภาพเท่าที่ควร เพราะกรอบระยะเวลาจะกำหนด จะเป็นการขีดกรอบให้ดำเนินการ แต่ละขั้นตอนค่อนข้างที่จะเร่งรีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ระยะเวลาเพียง ๗๕ วัน ผมก็อยาก จะเรียนกับท่านประธานให้เห็นในรายละเอียดนั้นก็คือ ๑๕ วันแรกที่มีพระราชกฤษฎีกา อีก ๒๐ วันเป็นวันรับสมัครผู้สมัคร สสร. และใช้เวลา ๔๐ วัน ในการแนะนำตัวหรือในการหาเสียงหรืออะไรก็แล้วแต่นะครับ รวมไปถึงเหลือเวลาหลังจาก การเลือกตั้งแล้ว ๑๕ วัน ให้ กกต. รับรองผล ถ้าดูระยะเวลาผมคิดว่าห้วงเวลาช่วงหาเสียง กับช่วงรับรองผลเป็นเวลาที่ไม่สามารถที่จะดำเนินการคัดเลือกหรือเลือกตั้ง สสร. ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ แต่ในวันสมัคร ๒๐ วันผมคิดว่าเป็นเวลาที่พอเหมาะ สามารถที่จะทำได้ครับ แต่ ๔๐ วันผมคิดว่ามันน้อยเกินไปครับ ท่านประธานครับ สำหรับการที่จะให้ผู้สมัคร สสร. เดินพบปะพี่น้องประชาชนหรือเดินแนะนำตัวหรือใช้วิธีการประชาสัมพันธ์ อย่างไรก็ตามครับ ในจังหวัดเล็ก ๆ ผมคิดว่าก็สามารถทำได้ครับท่านประธาน แต่ว่าในจังหวัดใหญ่ ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนครศรีธรรมราชของกระผม หรือแม้แต่ จังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัดขอนแก่นของท่านประธานนะครับ ๔๐ วันนี้ผมคิดว่าเวลาเดินไป พบปะอำเภอละวันยังไม่ทั่วถึงเลยท่านประธานครับ เมื่อคนไม่รู้จักผู้สมัคร สสร. เราก็จะได้ สสร.เฉพาะคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่โด่งดังแต่เราไม่สามารถที่จะได้คนดี คนที่ประชาชนได้สัมผัส หรือได้รับรู้ว่าเขามีเกียรติประวัติอย่างไรเข้ามาเป็น สสร. ก็จะทำให้คนส่วนหนึ่งที่มี ความตั้งใจที่อยากจะมาเป็น สสร. เสียโอกาส เสียเปรียบในการที่จะมาลงสมัครสมาชิก สสร. แต่ถ้าหากว่าเราให้เวลามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเวลาที่พอสมควร อย่างเช่น ๕๐ วัน หรือ ๖๐ วันก็เพียงพอสำหรับการรณรงค์หาเสียง ท่านประธานเองท่านประธานก็มี ประสบการณ์สำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้ง การลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิก สสร. ก็ไม่ต่าง อะไรหรอกครับกับการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. ผู้สมัครก็มีเจตจำนงที่จะต้องไปพบปะ ไปพูดคุย ไปขายความคิด ไปแสดงตัวต่อสาธารณชน ต่อแกนนำ ต่อเครือข่าย เป็นธรรมดาครับ เพราะฉะนั้นเวลาแค่ ๔๐ วันครับท่านประธาน มันน้อยมากครับ สำหรับการเตรียมการที่จะ ให้มีการคัดเลือก สสร. ที่มีคุณภาพ และส่วนสุดท้ายเมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วนะครับท่านประธาน กรอบเวลาแค่ ๑๕ วันให้ กกต. ประกาศผล ท่านประธานลองคิดดูสิครับว่าประสบการณ์ การเลือกตั้งที่มี กกต. มา ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ท่านประธานก็เห็นชัดนะครับว่า ๓๐ วัน กกต. ไม่สามารถที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กกต. ชุดแรกนะครับ ท่านประธานครับ ก็เป็น ที่ชื่นชมหน่อยก็คือให้ใบแดงใบเหลืองจำนวนมากครับ แต่ว่าถัด ๆ มาท่านประธานก็เห็น กกต. ชุดนี้ ๓๐ วันแทบจะไม่ให้ใบเหลือง ใบแดงใครเลย และ กกต. ชุดที่ถัดไปก่อนจากนี้ อันนั้นไปกันใหญ่ครับท่านประธาน ปฏิบัติหน้าที่จนต้องติดคุกด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น เวลา ๑๕ วันนี้ผมไม่มั่นใจหรอกท่านประธานครับว่าเราจะสามารถประกาศรายชื่อผู้สมัคร สสร. ที่ได้รับการเลือกตั้งและเราไม่แน่ใจว่าผู้ที่จะได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ที่ผ่านการเลือกตั้ง มาโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ครับก็อยากจะเรียนกับท่านประธานนะครับว่าทำไมเราไม่ขยาย เวลาให้มันมากกว่านี้ กระบวนการเลือกตั้ง สสร. จาก ๗๕ วันที่บอก ทำไมเราไม่ให้ ๑๒๐ วัน หรือ ๑๕๐ วัน ยิ่งให้มากผมคิดว่าก็ยิ่งดีครับ และเราก็ไม่มีความจำเป็นเร่งรัด เร่งรีบอะไร มากมายว่าจะต้องทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้สรรหา สสร. ให้เสร็จในห้วงเวลานี้ แล้วจะต้องทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จภายใน ๒๔๐ วัน เวลา ๑ ปี ๑ ปีครึ่ง ๒ ปี ผมคิดว่าถ้าเราได้ รัฐธรรมนูญที่ดี ได้ สสร. ที่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมนี่คุ้มค่าครับท่านประธาน ไม่นานเลยนะท่านประธาน กับเราปฏิบัติ หรือเราได้ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาแล้วตั้งแต่ ปี ๒๕๕๐ ถึงบัดนี้ ๓-๔ ปีแล้ว แล้วเราก็ยังไม่เห็นข้อบกพร่องอะไรมากมายที่จะต้องทำให้ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล หรือการทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นปัญหาครับ ถ้าเราจะใช้เวลาเพียง ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ และระหว่างนี้เราก็ใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไปพลาง ๆ ก่อน ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายสำหรับใคร คนทั้งประเทศ ไม่มีความเดือดร้อนกับการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เว้นแต่ใครบางคนครับ ที่ต้องการที่จะล้มล้าง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยเร็ว เพื่อจะเปิดช่องทางให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเพื่อตัวเองจะได้ ใช้เงื่อนไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ฟอกตัวเอง ช่วยตัวเองให้พ้นผิด แค่นั้นเองครับ ท่านประธานครับ ผมจึงขอแปรญัตติในวรรคแรกจากเวลา ๗๕ วัน ผมก็ขอแปรญัตติเป็น ๑๒๐ วันครับ ก็ถือว่า ไม่มากไม่มายครับท่านประธาน พอเหมาะพอควรจากกรอบเวลาที่ผมอยากจะเรียนกับ ท่านประธานก็คือ ๑๕ วันแรก มีพระราชกฤษฎีกาครับ ๒๐ วัน สมัครรับเลือกตั้งครับ และให้เวลาสำหรับการแนะนำตัวหาเสียง ๕๕ วันครับ อยู่ระหว่าง ๕๐ วันถึง ๖๐ วัน ผมเลือกเอา ๕๕ วัน และเมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วให้โอกาสกับ กกต. ได้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ ของการเลือกตั้ง ให้เวลา ๓๐ วันครับ ท่านประธานมาบวกดู ๑๕ วัน บวก ๒๐ วัน บวก ๕๕ วัน บวก ๓๐ วัน ก็เท่ากับ ๑๒๐ วัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเวลาที่พอเหมาะพอควร ผมจึงอยากจะให้ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณาให้ความสำคัญกับคำแปรญัตติของผม และเหตุผล ที่ผมจะให้กับท่านประธานครับ ส่วนในวรรคอื่น ๆ ครับท่านประธานครับ ผมได้ตัดออกไป หลายวรรคครับ แต่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า ผมจะขออภิปรายรวม ๆ นะครับ ท่านประธาน จะไม่ลงเจาะในวรรคที่ผมตัดออกไป เพราะอาจจะทำให้เสียเวลาที่ประชุมแห่งนี้ สิ่งที่ผมตัดก็คือเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภาในร่างฉบับนี้ ตั้งแต่เรื่องของการทำ บัญชีบุคคลที่จะให้รัฐสภาคัดเลือกมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน หรือบทบาทหน้าที่ของ ประธานรัฐสภาในการที่จะเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก การเลือกตั้งของสมาชิกรัฐสภา หรือมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ครับ ซึ่งผมได้ตัด ๓ ส่วนครับ ซึ่งขออนุญาตท่านประธานอภิปรายรวม ๆ ครับ เหตุผลที่ผมต้องตัดบทบาทหน้าที่ของ ประธานรัฐสภาตามร่างของ ครม. ผมมีเหตุผลอยู่๒ ประการ
ประการแรก ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการได้มา สสร. ที่มาจาก การสรรหาของสมาชิกรัฐสภา ซึ่ง สสร. ประเภทนี้ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่า ผมไม่สนับสนุนที่จะให้มีเพราะคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ ของผม ผมต้องการที่จะให้มี สมาชิกผู้เชี่ยวชาญ ๒๒ คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ โดยใช้ประเทศ เป็นเขตเลือกตั้งครับ และให้ประชาชนสามารถเลือก ๑ คน เลือกได้ ๑ บัตร ๑ เบอร์ เอาผู้ที่มี คะแนนสูงสุดจากลำดับที่ ๑ ถึงลำดับที่ ๒๒ เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็น สสร. ในประเภทที่ ๒ ตรงนี้เองครับ ท่านประธานครับ ผมก็เลยบอกว่าเบื้องต้นของร่าง ครม. ที่บอกให้ประธาน ได้กำหนดกรอบโน้น กรอบนี้ แล้วก็เอารายชื่อมาให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก ผมเห็นว่า ผมไม่สนับสนุนแนวทางการเลือกของสมาชิกรัฐสภา ผมก็เลยต้องตัดหมดเลยครับท่านประธาน ข้อความที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ นี่ผมก็ตัดครับ
ส่วนที่ ๒ ที่ผมตัดก็คือว่าการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ ให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ตัวประธานรัฐสภาเป็นผู้มีบทบาทสูงสุดในการสรรหาสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทนี้ครับ นั่นก็คือตั้งแต่ท่านประธานเป็นคนกำหนดองค์กร สถาบัน รายชื่อ คุณสมบัติเพื่อที่จะเอารายชื่อมาให้สมาชิกรัฐสภาเลือก สสร. ประเภทนี้ครับ ผมต้องเรียน กับท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาละครับว่าการร่างรัฐธรรมนูญสังคมนี่รังเกียจที่จะให้ บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่เป็นนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือพรรคการเมืองมามีส่วนได้เสีย เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ เราพยายามหลีกครับว่าคนที่อยู่เล่นตามกติกาไม่ควรที่จะเขียน กติกาเอง เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็น ส.ว. เราก็ไม่อยากจะเขียนกติกาที่ทำให้เรา ต้องมาใช้กฎหมายที่เราเขียนเองครับ เพราะโบราณเขาบอกว่าชนใดเขียนกฎหมายก็แน่ไซร้ เพื่อชนนั้น อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับเราก็พยายามที่จะผลักข้อกล่าวหาออกไปจากตัวเรา ให้มากที่สุด แต่ร่างของ ครม. ก็เขียนให้ประธานรัฐสภามีบทบาทในการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ เสมือนกับท่านเป็นคนกำหนดว่าสมาชิกรัฐสภาประเภทที่ ๒ ควรจะมีใครบ้างครับ เหมือนกับเป็นการล็อกสเปก (Lock spec) ขีดกรอบให้สมาชิกสภา ประเภทที่ ๒ เป็นใครก็ได้ตามที่ท่านประธานต้องการครับ จริงอยู่ครับท่านประธาน ท่านประธานคัดเลือกแล้วก็มาให้สมาชิกรัฐสภาเลือกอีกทีหนึ่งนี่ ขั้นตอนแรกท่านประธาน เลือกคนที่ท่านประธานพึงพอใจอยู่แล้วขีดกรอบให้รัฐสภาเลือกคนที่พึงพอใจอยู่แล้ว แล้วมาส่ง ให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณา ท่านประธานก็ลองคิดดูครับ สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ที่บอกว่ารัฐบาล มีแค่ ๓๐๐ เสียง ถ้าหากว่าจะให้เป็นเสียงข้างมากก็ไม่สามารถทำได้ ผมว่าไม่จริงท่านประธานครับ พูดแบบนี้ก็พูดได้นะครับ แต่ว่าในความเป็นจริงในทางปฏิบัติเสียงเกินครึ่งไม่ยากหรอกครับ ยิ่งสมาชิก ๑ คน สามารถเลือกได้ ๒๒ คน แน่นอนครับ การล็อกสเปก การบล็อกโหวต (Block vote) เกิดขึ้นได้ง่ายครับ และสุดท้ายเสียงข้างมาก ๓๐๐ เสียง บวกกับอีก ๒๕ เสียง ซึ่งผมเชื่อว่าหาได้ไม่ยากในสภาแห่งนี้ที่จะเข้าร่วมกับรัฐบาล กับเสียงข้างมากของรัฐบาล ซึ่งก็พร้อมที่จะอุทิศกาย อุทิศใจให้กับ ๓๐๐ เสียงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็จะได้สมาชิกสภา ประเภทที่ ๒ ๒๒ คน ตามที่เสียงข้างมากของรัฐบาลต้องการ เมื่อเป็นเช่นนี้ตัวเลขของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อได้ของตายอยู่แล้ว ๒๒ เสียง แล้วมาจากการเลือกตั้ง ๗๗ จังหวัด วันก่อนเพื่อนสมาชิกได้เอาตัวเลขมาให้ท่านประธานดูครับว่าใน ๗๗ จังหวัด ตั้งสมมุติฐานจากฐานคะแนนเสียงของพรรคการเมือง พรรคฝ่ายรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน เห็นได้ชัดครับว่ามีแนวโน้มจะได้ สสร. ที่มาจากพื้นที่หรือฐานเสียงของพรรคการเมือง ฝ่ายรัฐบาลถึง ๕๔ เสียงในจากจำนวน ๗๗ เสียง และท่านประธานรวมดูกับ ๒๒ เสียง ก็จะได้เสียง ที่ภายใต้การสนับสนุนของเสียงข้างมากเกือบ ๓ ใน ๔ ของสมาชิกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วถ้าเป็นแบบนี้ท่านประธาน เราก็สามารถทำนายได้เลยว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างกัน มันจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร และจะรับใช้ใคร และเป็นไปตามที่ใครต้องการ เห็นได้ชัดครับ ผมตัดบทบาทของประธานรัฐสภาออกหมด เพราะประธานรัฐสภาแม้ว่าท่านจะพูดว่า ท่านเป็นกลาง เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติครับ แต่ในความเป็นจริง ท่านเป็นนักการเมืองสังกัดพรรคการเมือง และยิ่งทราบอยู่ว่าพรรคท่าน มันมีผู้บงการอยู่แล้ว มีนายใหญ่ตัวจริงอยู่แล้ว เขาจะชี้ใครก็ได้ เขาจะต้องการอะไรก็ได้ครับ ยิ่งตัวท่านประธานผมพูดอย่างไม่เกรงใจท่านประธาน แบบตรงไปตรงมาเลยครับ ท่านประธานกว่าจะได้มาตำแหน่งนี้ท่านก็ไปรับงานมาอยู่แล้ว ท่านก็อาสามาอยู่แล้วว่า ท่านจะต้องมานั่งตรงนี้ ท่านจะทำอะไร เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลข้อกล่าวหาของ ท่านประธานที่มีมาโดยตลอดทำให้ผมไม่สบายใจและคลางแคลงใจในการดำรงตำแหน่ง ประธานรัฐสภาของท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านประธานมีอำนาจ ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเชื่อครับ เชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าท่านประธานจะต้องทำงาน รับใช้คนที่ให้โอกาสท่านประธานมาเป็นประธานรัฐสภา ท่านไม่มีอิสระในการทำงาน และท่าน ไม่สามารถให้ความเป็นกลาง ให้ความเป็นธรรมกับผู้สมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในประเภทที่ ๒ นี้ได้เลยครับ ท่านประธานครับ และยิ่งให้โอกาสท่านประธานกำหนดองค์กร เสนอชื่อมา ยิ่งไปกันใหญ่ครับท่านประธาน ถ้าให้เฉพาะแค่สถาบันการศึกษา อันนี้พอฟังได้ครับ ท่านประธานครับ เพราะสถาบันการศึกษาเขาก็เป็นตัวแทนที่จะเสนอตัวแทนเข้ามา ก็อาจจะ เข้าไปแทรกแซง ต้องยอมรับว่าในสถาบันวิชาการบางแห่งแทรกแซงได้ แต่บางแห่ง แทรกแซงยาก แต่ถ้าหากว่าเปิดโอกาสให้ท่านประธานได้กำหนดองค์กรสถาบันอื่น ๆ ได้ด้วย ส่งตัวแทนมา อันนี้แน่นอนครับ ท่านประธานครับ เชื่อขนมกินได้เลยครับว่าโอกาสคนที่ฝ่าย ท่านประธานต้องการจะมานั่งเป็นสมาชิกสภาประเภทที่ ๒ เป็นไปตามที่ท่านต้องการนะ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่ออกมาฟันธงได้เลยว่าเป็นไปตามที่เสียงข้างมากของรัฐสภาแห่งนี้ อย่างแน่นอนครับ และภายใต้การทำงานของเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ ท่านประธานก็รู้ อยู่แก่ใจว่ามีจอมบงการอยู่หลังเสียงข้างมากอยู่แล้วครับท่านประธาน ผมอยากจะเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่า ทั้งหมดในมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งเป็นอีกมาตราหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญ ของทิศทางของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะออกมาเป็นอย่างไรครับ ผมไม่สบายใจอย่างยิ่งครับ สำหรับรายละเอียดในมาตรา หัวใจสำคัญคือมาตรา ๒๙๑/๑ แล้วก็มามาตรา ๒๙๑/๖ และเมื่อวานมาตรา ๒๙๑/๕ แต่มาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๖ ไม่มีท่าทีที่จะเปลี่ยนแปลง หรือยอมรับความคิดเห็นที่เห็นต่างครับ ทุกอย่างท่านล็อกไว้หมดเลยครับ ผมเสนอกับ คณะกรรมการวิป (Whip) ๔ ฝ่าย บอกว่าขอไปคุย ขอทบทวน ขอเปิดโอกาสให้มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงในมาตรา ๒๙๑ ที่พิจารณาผ่านไปแล้วได้หรือไม่ครับ ต้องเรียนนะครับว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนกระต่ายขาเดียวครับ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย ในมาตรานี้เช่นเดียวกัน มาตรา ๒๙๑/๖ ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าถ้าหากว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากมีใจกว้าง ผมอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงครับ ผมไม่อยากที่จะให้ ประธานรัฐสภาซึ่งมาจากฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ผมอยากจะเห็นสถาบันการศึกษา เสนอชื่อมาแล้วก็เลือกกันเองในระหว่างสถาบันการศึกษาให้ได้มาแค่ ๒๒ คน ผมพอใจครับ แต่ผมไม่สนับสนุนที่ให้ประธานรัฐสภาเข้ามามีบทบาทหรือเป็นเจ้ากี้เจ้าการในการสรรหา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ ๒๒ คน ผมจึงตัดบทบาทและหน้าที่ของประธานรัฐสภา ตามมาตรา ๒๙๑/๖ ออกหมดครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนกับท่านประธานและผ่านไป ยังเพื่อนสมาชิกเพื่อขอเสียงสนับสนุนในมาตรานี้ด้วย ขอบคุณครับ