ธนา ชีรวินิจ อภิปรายข้อเสนอให้ตัดมาตรา ๒๙๑/๖ และเสนอให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๗๕ วัน โดยชี้ว่ากรอบเวลาและวิธีการคัดเลือกที่ระบุในร่างกฎหมายอาจขัดต่อเจตนารมณ์เดิมในการกีดกันนักการเมืองออกจากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากข้อกำหนดเรื่องระยะเวลาและตัวแทนจากสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรภาคเอกชนอาจทำให้เสียงข้างมากของรัฐบาลมีอิทธิพลเหนือกระบวนการเลือกตั้งโดยตรง ธนา ชีรวินิจ เสนอรายชื่อผู้เชี่ยวชาญสามกลุ่ม ได้แก่ สาขากฎหมายมหาชน รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ด้านต่างๆ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด พร้อมวิจารณ์การออกแบบมาตรา ๒๙๑/๖ ที่ให้อำนาจประธานรัฐสภาคัดเลือกตัวแทนจากองค์กรภาคเศรษฐกิจและสังคมแทนที่จะเป็นนักวิชาการโดยตรง โดยชี้ว่าวิธีนี้จะเปิดช่องให้มีการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่เหมาะสมและขัด
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ การพิจารณา ของรัฐสภาในวาระที่สอง ซึ่งวันนี้เราใช้เวลากันมาประมาณ ๘ วัน รวมวันนี้ สิ่งที่กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยก็ดี สิ่งที่พวกผมพรรคฝ่ายค้านก็ดีได้พยายามหยิบยกเหตุผลขึ้นมาที่จะชี้แจง ไปยังกรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภา ก็เพื่อให้เห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในฉบับนี้นั้นมีข้อผิดพลาดบกพร่อง และการนำเสนอของพวกเราทุกคนเสนออยู่บนข้อเท็จจริง เสนออยู่บนเจตนารมณ์ที่อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อมีการใช้บังคับแล้วสามารถเดินหน้าได้ และเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยส่วนรวม สิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้เสนอ ท่านประธาน ก็จะได้เห็นแล้วว่าท้ายที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ได้รับฟัง ซึ่งผมก็ดีใจครับว่านี่คือ สิ่งที่เป็นความสวยงาม เมื่อวานนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ได้เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อย่างพวกผมในการที่จะเปลี่ยนเอากฎหมายจากเดิมที่เป็นกฎหมายท้องถิ่นที่ท่านใส่เข้ามา กลับไปใช้ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. อย่างที่พวกเรา พยายามพูดกันมา ๗ วัน สิ่งหนึ่งที่ผมได้พูดในการอภิปรายก็คือท่านไม่ควรหยิบยกเอา ศาลอุทธรณ์เข้ามา และการหยิบยกนั้นท่านไม่ได้เขียนสาระสำคัญที่จะให้ศาลอุทธรณ์ในการที่จะ ได้มีอำนาจ ในการกำหนดกรอบกติกาในการพิจารณาและท้ายที่สุดก็จะเป็นปัญหาในกระบวนการ พิจารณาของการตัดสิทธิผู้ได้รับเลือกตั้ง ท้ายที่สุดต้องกราบขอบคุณครับ ที่ท่านได้เปลี่ยนแปลง ตามที่เสียงข้างน้อยได้เสนอ เปลี่ยนมาเป็นศาลฎีกา แล้วท่านก็ไม่ได้กำหนดระยะเวลากำกับศาล ไว้ว่าต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน ซึ่งเราไม่เคยทำกันมาก่อน ผมกราบขอบพระคุณครับ ถ้าเสียงข้างมากซึ่งเป็นเสียงชี้ขาดแต่รับฟังเสียงข้างน้อยด้วยเหตุด้วยผล ผมเชื่อว่ารัฐสภาแห่งนี้ ยังเป็นที่พึ่งที่หวังของพี่น้องประชาชนได้ สิ่งที่พวกเราได้พูดกันมามากมายในที่ประชุมรัฐสภา เรื่องของการไปตัด (๕) ในมาตรา ๒๙๑/๓ เรื่องของคุณสมบัติของผู้จะเป็น สสร. ว่าต้องพ้นโทษ เกินกว่า ๕ ปี คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็กรุณาใส่กลับมาให้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนว่าการทำหน้าที่ ๗ วันที่ผ่านมามีประโยชน์ มีสาระ แล้วคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ยืนหยัดที่จะทำหน้าที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการทำรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อมาถึงมาตรา ๒๙๑/๖ เนื่องจากมีการถ่ายทอดไปยังพี่น้องประชาชนและเพื่อให้ พี่น้องประชาชนได้สามารถติดตามการทำหน้าที่ในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็ มีความรู้ความเข้าใจไปด้วย ผมจำเป็นที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมขออนุญาต ที่จะอ่านมาตรา ๒๙๑/๖ เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนและสมาชิกรัฐสภาได้ทำความเข้าใจ ไปพร้อมกัน
มาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดสิบห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลบังคับ
มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ก็คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการคัดเลือก โดยที่ประชุมของรัฐสภาจำนวนยี่สิบสองคนดังต่อไปนี้
(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน
(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน
(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน
ในวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๖ ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กร ภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคล ซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกินสองคน โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภท พร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภากำหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่พ้นกำหนดวันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑)
วรรคสาม องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด
วรรคสี่ ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนสิบห้าคนตามหลักเกณฑ์ ที่ประธานรัฐสภากำหนด โดยหลักเกณฑ์นี้ให้รวมถึงการประชุม การลงมติ การดำเนินการของ คณะกรรมการ เงินและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของคณะกรรมการด้วยเพื่อดำเนินการ ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามวรรคสองให้แล้วเสร็จภายในยี่สิบวัน และส่งผลการตรวจสอบต่อประธานรัฐสภา โดยในการประชุมของคณะกรรมการให้นำบทบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิ์ตามมาตรา ๑๓๐ และความคุ้มกันตามมาตรา ๑๓๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้ประธานรัฐสภาจัดทำบัญชีรายชื่อของบุคคลที่คณะกรรมการส่งมา แยกเป็นประเภทแต่ละบัญชี โดยให้เรียงรายชื่อตามลำดับอักษร และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาภายในสิบห้าวัน นับแต่ได้รับผลการตรวจสอบดังกล่าว เพื่อให้รัฐสภาลงมติคัดเลือกผู้สมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ในการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้เลือกจากบัญชีรายชื่อที่ประธานรัฐสภาจัดทำตามวรรคห้า ตามจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) การลงคะแนนดังกล่าวให้กระทำ เป็นการลับ
แล้วก็มีอีกสามวรรคครับ ท่านประธาน ซึ่งจะมีการกำหนดให้ประธานรัฐสภา เป็นผู้ดำเนินการวินิจฉัยในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการสมัครคัดเลือก หรือการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ให้ประธานรัฐสภาประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือก ในราชกิจจานุเบกษา
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าเมื่อได้เห็นมาตรา ๒๙๑/๖ แล้ว ผมรู้สึกไม่สบายใจเพราะว่าท่านประธานก็คงจะ เห็นด้วยกับผมว่าในเวลาที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา สังคมไทยของเรา มีความรู้สึกหวาดระแวง มีความรู้สึกไม่มั่นใจ แล้วก็ไม่ไว้วางใจนักการเมืองและโดยเฉพาะ ในเวลาปัจจุบันการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภามีหลายเรื่องที่เกิดข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วก็ล่าสุดมีการกดบัตรแทนกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมศรัทธา ต่อนักการเมือง ต่อผู้ที่มาทำหน้าที่นิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นประเด็นของการที่นักการเมือง ที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงมีการพูดกันมากครับว่าไม่ต้องการให้ นักการเมือง หรือพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการการคัดเลือกหรือการได้มา ซึ่ง สสร. แทบจะทั้งสิ้น แล้วกระแสความรู้สึกอย่างนี้มันกระจายไปทั่วสังคมไทยในวันนี้ครับ
และท้ายที่สุด เมื่อวานนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากก็มีความเห็นสอดคล้อง ในทางเดียวกันก็คือการหยิบยกเรื่องของการเลือกตั้ง ส.ว. กฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. มาใช้ เจตนารมณ์อย่างหนึ่งก็คือเพื่อที่จะกันพรรคการเมือง นักการเมืองออกจากกระบวนการ ของการเลือกตั้ง สสร. แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ในการได้มาซึ่ง สสร. มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง วันนี้ค่อนข้างที่จะเห็นภาพชัดเจนว่าเราสามารถกันนักการเมือง พรรคการเมืองออกจากที่มาของ สสร. ได้ในระดับหนึ่ง แต่ทำไมละครับท่านประธาน ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของ รัฐสภาจำนวน ๒๒ คน ซึ่งวันนี้มีคนพูดกันมากครับว่า ๒๒ คนนี้ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร ตั้งขึ้นมาเพื่อ ๑. เพื่อเป็นการรับรองว่าเสียงข้างมากที่จะมีขึ้นในการเลือกตั้ง สสร. นั้น ถูกกำหนดไว้แล้ว ด้วยวิธีการ ถูกกำหนดไว้แล้วว่าคน ๒๒ คนที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภานั้น ท้ายที่สุดก็จะเป็นตัวแทนของเสียงข้างมาก ตัวแทนของรัฐบาล ซึ่งมีเสียงข้างมากในสภา ปฏิเสธไม่ได้ครับท่านประธาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเขาสามารถคิด เขาสามารถทำความเข้าใจได้ด้วยตัวเอง ผมถึงกราบเรียนว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ผมเสนอให้ ตัดทั้งหมด และสิ่งที่ผมเสนอให้ตัดทั้งหมดนั้น ผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานในลำดับ ที่จะถึงนี้ มาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดสิบห้าวัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ เราพูดกันเยอะครับว่าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ สิ่งที่จะเห็นในทุกมาตราก็คือกำหนดกรอบระยะเวลาที่จะจำกัดการทำหน้าที่ของ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งสิ้น เราได้เห็นมาแล้วครับว่าเจ็ดสิบห้าวัน หลังจากที่สภามีมติต้องได้ สสร. เราไปกำหนดด้วยครับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องรับสมัคร ภายในกี่วัน จะต้องดำเนินการเปิดเผย กกต. เมื่อได้รับการเลือกตั้ง สสร. แล้วต้องประกาศ รับรองภายในสิบห้าวัน ศาลฎีกาซึ่งเดิมท่านใช้ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ว่าต้องพิจารณา พิพากษาให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งเดือน แต่ท้ายที่สุดท่านก็แก้ไขเป็นว่าศาลฎีกาให้พิจารณาพิพากษาให้เสร็จโดยเร็ว แต่ถ้าเมื่อไรก็ตาม ระยะเวลาในการทำหน้าที่ของ สสร. น้อยหรือลดลงเหลือไม่เกิน ๙๐ วัน การทำหน้าที่ของ ศาลฎีกาให้เป็นอันยุติลง เพราะไม่มีประโยชน์ในการที่จะเพิกถอน และกระบวนการ ในการเลือกตั้ง สสร. ที่จะดำเนินการให้ได้มาซึ่ง สสร. จะทำให้ไม่มีเวลาในการเข้ามาเป็น สสร. ในการทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญต่อไป เห็นไหมครับท่านประธานว่าทุกมาตราท่านเขียนกำหนด กฎเกณฑ์กรอบเวลาไว้ทั้งหมด ซึ่งผมได้อภิปรายแล้วว่าการที่ท่านกำหนดกรอบเวลาไว้อย่างนี้ ท้ายที่สุดจะเป็นบ่วงมัดคอท่าน ท้ายที่สุดถ้าเกิดมันมีเหตุพิเศษเหตุอะไรที่ไม่สามารถก้าวล่วงได้ มันทำให้กระบวนการไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดมันก็จะทำให้กระบวนการ ทั้งหมดเสียไป ในมาตรา ๒๙๑/๖ เราก็จะได้เห็นอีกครั้งหนึ่งครับว่าท่านกำหนดกรอบเวลาไว้ เหมือนเดิมว่าให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน ๗๕ วัน เหมือนกับที่ท่านตั้งธงไว้ว่า สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งต้องได้ภายใน ๗๕ วัน นอกจากนั้น ประเด็นในวรรคสองครับ อันนี้สำคัญมากครับท่านประธาน ท่านเขียนไว้อย่างนี้ครับ ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่ง คัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) (ค) ประเภทละไม่เกินสองคน ประเด็นนี้ มีปัญหาครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานย้อนกลับไปดูในมาตรา ๒๙๑/๑ เขียนไว้ชัดเจนเลยว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วย สมาชิกดังต่อไปนี้ (๑) การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ผมจะไม่พูดถึง (๒) สมาชิกที่มาจาก การคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา เขียนไว้อย่างนี้นะครับ จำนวน ๒๒ คน ดังต่อไปนี้ เขาแยกประเภทครับท่านประธาน แยกประเภทว่า สสร. ที่มาจากการคัดเลือก ของที่ประชุมรัฐสภามีด้วยกัน ๓ สาขา
(๑) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน
(๒) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน
(๓) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน
ท่านเห็นไหมครับว่า ๓ สาขานี้เขาแบ่งกันชัดเจนว่าให้มาจากใครและจำนวน เท่าไร แต่ในมาตรา ๒๙๑/๖ ครับ ท่านประธานจะเห็นตามที่ผมได้หยิบยกขึ้นมาก็คือว่า ท่านเอาองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนซึ่งเขากำหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งอยู่ในประเภทผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด จำนวนสิบคน เขาเขียนนะครับว่าคนที่จะมาจากภาคเศรษฐกิจ สังคมและภาคเอกชนนั้นให้อยู่ใน (ค) ให้มี สัดส่วนที่จะมาเป็นตัวแทนจากการคัดเลือกได้ จำนวนสิบคน แต่วิธีการเขียนของท่านแยบยล พอท่านเขียนออกมาแล้วมันหมายความรวมว่าต่อไปนี้สถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชน ผมจะเน้นในเรื่องของ ๒ องค์กรข้างหลังก่อนนะครับ คือองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนที่ให้อำนาจประธานรัฐสภาไปกำหนด รายละเอียดการได้มาซึ่งตัวแทนของแต่ละองค์กร การพิจารณาหลักเกณฑ์ดำเนินการ จนกระทั่งนำเข้าสู่การคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภา ซึ่ง ๒ องค์กรนี้ท่านประธานจะเห็นได้ว่า อยู่ในมาตรา ๒๙๑/๑ (ค) เท่านั้น แต่ท่านกลับให้อำนาจองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กร ภาคเอกชน ซึ่งประธานรัฐสภาเข้าไปเกี่ยวข้องสามารถคัดเลือกบุคคลที่จะเป็นตัวแทนใน ๓ สาขา อาชีพเลยครับ ทำไมทำอย่างนั้นล่ะครับท่านประธาน ทำไมให้องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนเขาสามารถไปคัดเลือกตัวแทนที่จะนำส่งประธานรัฐสภาสาขาละ สองคน คือผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้ง ๒ ส่วนนี้ ๑๒ คน ผมเชื่อมั่นว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้เขาต้องการให้บุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพดังที่ปรากฏว่าก็คือผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน เขาก็ไป คัดเลือกกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน เพราะเขาทราบดีครับว่าในสังคมไทยวันนี้ ถ้าจะพูดถึงความเชี่ยวชาญของกฎหมายมหาชนมีใคร มีคนที่มีความรู้ความสามารถได้รับ การยอมรับของสังคม คนเหล่านี้จะเป็นตัวแทนของกฎหมายมหาชนเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญ เขาถึงให้คัดกันเอง เพราะคนที่เขาอยู่ในแวดวงเดียวกันเขารู้ว่าใครเป็นใคร คนที่อยู่ในสาขา รัฐประศาสนศาสตร์เขาก็รู้ว่าใครเหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่ แต่วันนี้ท่านไปเปิดช่องให้องค์กร ภาคเอกชนและภาคสังคมซึ่งไม่เคยมีอยู่ในกฎหมายใดมาก่อนแต่ให้ประธานรัฐสภา ไปกำหนดลักษณะขององค์กรลักษณะอย่างนี้สามารถมีสิทธิที่จะคัดเลือกตัวแทนของ ๓ สาขาวิชาการเข้ามา ผมมองได้อย่างเดียวครับว่าท่านไม่มั่นใจครับว่าตัวแทนที่ท่าน จะผลักดันให้มาเป็น สสร. นั้นจะไม่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของสถาบันการศึกษา ของสถาบันที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายมหาชน หรือมี ความเชี่ยวชาญเรื่องรัฐศาสตร์ เพราะองค์กรเหล่านี้เขาจะคัดเลือกในหมู่นักวิชาการ หรือมหาวิทยาลัย หรือในสถาบันอุดมศึกษา อย่างที่ท่านได้ให้คำจำกัดความไว้ในตอนต้นของ วรรคสอง เพราะท่านรู้ว่าถ้าไปแข่งขันในสถาบันอุดมศึกษาท่านจะไปกำหนดหรือไปครอบงำ สถาบันการศึกษาเหล่านั้นไม่ได้ ท่านจึงต้องมาเขียนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มีองค์กร ภาคเศรษฐกิจ สังคมและภาคเอกชนเข้ามา และให้ประธานรัฐสภาที่ผมได้พูดอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่เหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะวันนี้ประชาชนมีความไม่สบายใจและไม่ต้องการให้ นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการของการได้มาซึ่ง สสร. เพราะฉะนั้นท่านประธาน จะเห็นได้ว่าท้ายที่สุดองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและภาคเอกชน คอยดูสิครับจะมี การแต่งตั้งกันมากมายเลยครับ และภาคเศรษฐกิจ สังคมและภาคเอกชนเหล่านี้จะเสนอชื่อ ด้วยการคัดเลือกในองค์กรของตัวเอง แน่นอนครับ ต่อไปอาจจะมีองค์กรตึกแถว องค์กร วิชาชีพแปลก ๆ ซึ่งผมเชื่อว่ามีแน่นอนครับท่านประธานคอยดูเถอะครับ และท่านประธาน ก็จะไปออกระเบียบกติกาสอดรับให้องค์กรภาคเอกชนและภาคสังคมเหล่านี้สามารถคัดเลือก ตัวแทนมาเป็น สสร. ได้ และจำนวนเหล่านี้ก็จะไหลเข้ามาโดยสามารถส่งตัวแทนในทุกสาขา อาชีพ พอส่งมาถึงท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาก็มีอำนาจอีกครับ กำหนด คณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งให้มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติขององค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านกำหนดระยะเวลาไว้ ๒๐ วันครับ ๒๐ วันท่านจะตรวจสอบคุณสมบัติและผู้ต้องห้าม ได้รับการเสนอชื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไรครับ เพราะกระบวนการของการตรวจสอบ บุคคลที่ต้องห้าม หรือคุณสมบัติไม่เหมาะสมในสภาแห่งนี้เราเคยพิจารณากันหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะมาเป็นคณะกรรมการ ปปง. ก็ดี คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ดี ท่านประธานเห็นไหมครับว่าที่ประชุมต้องไปตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติและใช้เวลาในการตรวจสอบยาวนานมากครับ ทั้ง ๆ ที่รายชื่อ คณะกรรมการต่าง ๆ เหล่านั้นมีไม่กี่คน มี ๑๐ กว่า ไม่เกิน ๒๐ คน ใช้เวลาบางคณะ ๕ เดือน ๖ เดือน แต่ว่าบุคคลที่จะมาตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ ผมเชื่อว่า มีหลายร้อยคนและหลายร้อยคนพอชื่อมันมาคละ โดยคณะกรรมการของประธานรัฐสภา ท่านก็สามารถที่จะไปดู หรืออาจจะให้ตัวแทนที่ท่านต้องการไปผ่านการเสนอชื่อหรือการคัดเลือก ขององค์กรภาคเอกชนและภาคสังคมเข้ามา ผมตั้งข้อสังเกตกับท่านประธานวันนี้เลยครับ ก่อนที่รัฐสภาจะได้มีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านคอยดูสิครับ คนที่เป็นตัวแทนสาขาอาชีพ วิชาชีพทั้ง ๓ สาขา คือกฎหมายมหาชน สาขา รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการ แผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านไปดูสิครับ วันที่ได้ สสร. ๓ ประเภทนี้จะต้องมาจาก ตัวแทนของภาคเอกชนและภาคสังคมแทบทั้งสิ้น คอยดูท่านประธาน ผมตั้งข้อสังเกตนี้ไว้ เพื่อที่จะได้ชี้ให้เห็นว่าท้ายที่สุดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านตั้งธงเลยครับ ท่านตั้งธงเพื่อที่ ท่านจะได้เป็นเสียงข้างมากในสภาร่างรัฐธรรมนูญ และวิธีที่ง่ายที่สุด ควบคุมได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือวิธีที่ท่านจะใช้ในมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ล่ะครับ ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งโดยพี่น้องประชาชน ทั้ง ๆ ที่ภาคเอกชน ภาคประชาชนเขาขอท่านครับ เขาขอว่าอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชน ขอได้ไหมว่าตัวแทน สสร. ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญที่ภาคประชาชนเสนอมา ๓ ร่าง มีข้อความตรงกันหมด ครับว่า สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเท่านั้น ท่านไม่ยอมครับ ท่านไม่ยอม แสดงว่าท่านรู้ว่าถ้าทำไปตามสิ่งที่ภาคประชาชนเสนอ ท่านไม่มั่นใจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับว่า ท่านจะสามารถครอบงำหรือชี้นำการทำงานของ สสร. ได้ แต่ถ้าด้วยวิธีนี้ท่านมีแล้วครับ เกินกว่า ๑ ใน ๔ ทันทีเลย ๒๒ คนนี้จะทำงานให้กับพรรครัฐบาลและจะทำงานให้กับ เสียงข้างมาก ท่านไม่ต้องการอีกเยอะเลยครับ ท่านต้องการอีกประมาณ ๓๐ เสียงเท่านั้น จาก ๗๗ เสียง ท่านก็สามารถเป็นเสียงข้างมากในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ นี่คือที่มา ของมาตรา ๒๙๑/๖ ที่เขียนไว้อย่างแยบยล แต่ว่าความแยบยลของท่านมันออกอาการตรงที่ว่า ท่านไปใส่ไว้หมดเลยครับว่าทุกกระบวนการนั้นให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำกับเป็นผู้ดูแล เป็นผู้ออกกติกา แม้กระทั่งวินิจฉัยด้วยครับท่านประธาน ในกรณีที่มีคนจะร้องนะครับว่า สสร. ที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภาซึ่งอาจจะไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญ ท่านปิดช่องเลยครับ ท่านปิดช่องไม่ให้องค์กรใดทั้งสิ้นเข้ามาทำหน้าที่ วินิจฉัย พิพากษาหรือตีความ ท่านเอาแม้กระทั่งว่าในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับสมัคร รับคัดเลือกและการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการเพื่อวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว เห็นไหมครับ เอาเป็นว่าท้ายที่สุดท่านไปออกระเบียบ แน่ครับว่าเมื่อมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าคุณสมบัติของ สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ถ้ามี การหยิบยกขึ้นมา ให้ประธานรัฐสภามีอำนาจวินิจฉัยและคำวินิจฉัยของท่านประธานเป็นที่ สิ้นสุดเหมือนกับที่ท่านชอบพูดในที่ประชุมสภาอย่างไรครับว่าการวินิจฉัยของประธาน ถือเป็นที่สิ้นสุด พวกผมมีสิทธิที่จะตั้งข้อสงสัยครับ ถ้าท่านประธานรัฐสภามีแนวความคิด เดียวกันว่าวันนี้เราต้องการให้ประชาชนมีความสบายใจ ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของ ภาคประชาชนจริง ๆ ถ้าผมเป็นประธานรัฐสภานะครับท่านประธาน ผมจะส่งสัญญาณไปที่ คณะกรรมาธิการว่าการที่ให้ประธานรัฐสภาเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการของการได้มาซึ่ง สสร. (๒) เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับระยะเวลากับกาลเวลาและปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แสดงความสง่างามได้เลยครับท่านประธาน แล้วผมเห็นครับว่าคนที่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่ ตรงนี้ถ้าเราคิดว่าเราไม่อยากโยนภาระนี้ไปให้บุคคลใดหรือองค์กรใด ท่านประธานวุฒิสภานี้ ล่ะครับเหมาะสมที่สุด เพราะท่านประธานวุฒิสภาเราถือกันว่าเป็นสภาที่มีความเป็นกลาง เป็นสภาผู้ใหญ่ เป็นสภาตรวจสอบกลั่นกรองและไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝง ถ้าจะ เกิดความสง่างามของประธานรัฐสภา สามารถทำได้นี่ครับ ส่งสัญญาณไปทางคณะกรรมาธิการ อย่าเลยครับ อย่าเอาประธานรัฐสภาเข้าไปเกี่ยวข้องเลย ท้ายที่สุดคนก็จะติฉินนินทา คนก็จะหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในสภาแบบนี้ละครับว่าท้ายที่สุด ก็รู้กันระหว่างคนที่เป็นประธานรัฐสภา คนที่เป็นตัวแทนจากเสียงข้างมากเลือกขึ้นไปทำหน้าที่ ท้ายที่สุดคนก็ไม่เชื่อมั่นว่าท่านจะวินิจฉัย ท่านจะกำหนดกฎเกณฑ์ หลักเกณฑ์ขององค์กร ภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม เพื่อให้ได้คน ที่จะมาจาก สสร. นั้นเป็นไปโดยความต้องการ และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับการทำ หน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านพูดอย่างนี้ผมเชื่อว่าสังคมจะสรรเสริญ จะชื่นชม แล้วก็จะมี ความเชื่อมั่นว่ารัฐสภาแห่งนี้ตัวบุคคลทุกคน เมื่อถึงเวลาที่นึกถึงประเทศชาติก็สามารถสละ ภารกิจหรืออำนาจที่ตัวเองคิดว่าเมื่อได้รับแล้วจะไม่เป็นผลดีในกระบวนการของการจัดทำ รัฐธรรมนูญ แต่ผมก็ไม่ได้เห็นสัญญาณตรงนี้ ไม่ได้เห็นท่าทีของประธานรัฐสภาในการที่จะ เพิกเฉย หรือไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวในกระบวนการของการจัดทำ สสร. ผมไม่สบายใจครับ ท่านประธาน เพราะพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างทำให้ผมต้องตั้งข้อสงสัย วันนี้มีการพูดกันในสภา ก่อนเข้าวาระ มาตรา ๒๙๑/๖ เรื่องของการกดบัตรแทนกัน คนเป็นประธานรัฐสภาครับ ท่านประธาน เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้มีผู้ร้องขึ้นมามันต้องเป็นเดือดร้อน มันต้องไม่สบายใจอย่างยิ่งครับ ว่าองค์กรที่ตัวเองทำหน้าที่เป็นประมุขอยู่นี่มันสั่นคลอน มันเสื่อมความศรัทธา มันต้อง ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจน เพราะท่านประธานรัฐสภาเป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายคนหนึ่ง สมาชิกรัฐสภาทุกคนที่ทำหน้าที่อยู่ในตรงนี้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในส่วนหนึ่ง การลงคะแนน เป็นหน้าที่ตามที่บทบัญญัติกฎหมายได้บัญญัติไว้ การไปกดคะแนนแทนกันมีทั้งความผิด ทางอาญา มีทั้งความผิดในฐานะไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ว่าสมาชิก ๑ คน มี ๑ เสียงในการทำหน้าที่ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าถ้าท่านประธานได้มีคำสั่ง และเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ มันก็จะสามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีของรัฐสภานี้ได้ ผมจึงขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ผมไม่สบายใจจริง ๆ ครับ