ธนิตพล ไชยนันทน์ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีใจความสำคัญ 2 ส่วน คือ การแก้ไขมาตรา 291/6 ในส่วนที่เกี่ยวกับ วันเวลาที่ทางคณะกรรมาธิการกำหนดให้คัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 75 วัน และการแก้ไขส่วนที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ผมเรียนว่า ท่านประธานครับ ที่พูดเมื่อสักครู่นี้ไม่ได้กล่าวอ้างเพื่อที่จะว่าใครเลยครับ แต่เหตุผล ก็เพราะว่าผมต้องการให้ทางคณะกรรมาธิการซึ่งพวกเราในรัฐสภามอบหมายให้ไปทำงาน ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ ตั้งแต่เริ่ม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการเริ่มพิจารณากัน ผมเรียนท่านประธานว่ามีคนต่อว่า ทางคณะกรรมาธิการ มีคนต่อว่าทางพรรคฝ่ายรัฐบาล มีคนต่อว่าพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ สิ่งที่ผมต้องการก็คือว่าทำอย่างไรหากจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้ทุกฝ่ายได้มีจุดร่วมร่วมกัน ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ผมเห็นด้วยครับ ผมเข้าประเด็นตรงที่ว่า รัฐธรรมนูญที่ผมได้ขอแก้ไขไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ ในส่วนที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่ามีอยู่ ๒ ส่วนด้วยกันที่ผมขอแก้ไข คือส่วนของ วันเวลาที่ทางคณะกรรมาธิการได้กำหนดไว้ว่าจะต้องคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วัน ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานประเด็นนี้ก่อนนะครับ การขอแก้ไข รัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วันนั้น ได้ถูกกล่าวอ้างตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ซึ่งมาตรานี้ ได้เขียนไว้ครับว่าให้สภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไป (๑) ผมข้ามนะครับ ผมไปถึง (๒) ก็คือ สมาชิกซึ่งมาจาก การคัดเลือกโดยตรง โดยที่ประชุมรัฐสภา จำนวนยี่สิบสองคน ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เรามีสมาชิก สสร. ทั้งหมดจากการเลือกตั้ง ๗๗ คน จากการคัดเลือกอีก ๒๒ คน ปัญหาก็คือว่า แล้ววัตถุประสงค์ของคน ๒๒ คนที่เราจะเลือกเข้ามานี่ครับ ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการ รวมถึงคณะกรรมาธิการคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ๒๒ คนของคณะกรรมาธิการนี้เป็น ๒๒ คน ที่จะเป็นหัวเรือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะได้กำหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ว่าผู้ที่คัดเลือกนี้จะต้องเป็น (ก) ครับ ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านกฎหมายมหาชน อันนี้ผมเห็นด้วยครับ เพราะถ้าเราเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาจากแต่ละจังหวัดและในแต่ละจังหวัดนั้นหากเราไม่ได้คนที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับ กฎหมายมหาชน เวลาที่พิจารณากันนี้ครับ เราอาจจะหลงลืมในประเด็นข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนได้ ดังนั้นกลุ่มคนกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญ อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ (ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชารัฐศาสตร์ เวลาจะร่างรัฐธรรมนูญนี้ครับ มีนักกฎหมาย มีผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับนักรัฐศาสตร์ เห็นด้วยครับ และสุดท้ายครับ ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน ผมได้แปรญัตติไว้ในมาตราก่อนนี้ครับ ในส่วนนี้มีส่วนที่ผมเห็น ไม่ตรงกันอย่างหนึ่งก็คือว่าคนที่จะมาเป็นหัวเรือเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญควรจะมีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน คนต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ส่วนหนึ่งมีข้าราชการด้วยครับ มีศาลด้วยครับ ถ้าเราสามารถที่จะเอาคนกลุ่มนี้เข้ามาได้ ผมคิดว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เราจะได้กลุ่มหัวเรือที่มีความรู้ความสามารถจริง ๆ ทีนี้การคัดสรรนี้ครับ ผมเรียนว่าช่วงเวลาที่ทางคณะกรรมาธิการได้กำหนด ๗๕ วัน ผมอ่านดู รายละเอียดในช่วงที่ ๑ ให้องค์กรต่าง ๆ ให้สถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชน ในแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลาทั้งหมดในการที่คัดเลือกกลุ่มบุคคลต่าง ๆ เหล่านี้ ๑๕ วันส่งให้ ประธานรัฐสภา หลังจากนั้นครับ ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน ๑๕ คนครับ แล้วก็คัดเลือกสรุปกันจนกระทั่งเสร็จสรรพ ใช้เวลาอีก ๒๐ วัน ๗๕ วันลบออก ๑๕ วัน ลบออก ๒๐ วันเหลือ ๔๐ วัน ใช้เวลาอีก ๔๐ วันในการตรวจสอบและลงมติ ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ ในส่วนที่ ๓-๔ ก็คือกระบวนการตรวจสอบของสมาชิกรัฐสภากับกระบวนการ การลงมติ ผมไม่ติดใจล่ะครับ เวลา ๓๐ วันผมรับได้ครับ แต่กระบวนการที่ ๑ กับกระบวนการ ที่ ๒ นี้ครับ ประเด็นนี้ผมไม่เห็นด้วยแน่นอนตัดกระบวนการที่ ๒ ออก เพราะผมไม่เห็นด้วย กับการที่จะให้ประธานรัฐสภาเป็นคนดูในเรื่องของการแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน ๑๕ คน อยู่แล้ว ผมจึงตัดในส่วนนี้ออก แต่ว่าในส่วนของการที่จะให้ทางสถาบันอุดมศึกษารวมไปถึง องค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน มาเป็นผู้คัดสรร แล้วให้เวลาเขาเพียง ๑๕ วัน ท่านประธานครับ ผมฟังดูแล้วผมมีความรู้สึกว่าการกำหนด เงื่อนเวลาตรงนี้มันรวดเร็วรวบรัดจนเกินไป ผมสมมุติให้ท่านประธานฟังครับ ผมสมมุติว่า หากผมเป็นผู้มีบารมีคนหนึ่งมีเงินทองมากมายมหาศาล สามารถกำหนดชี้เป็นชี้ตายหน่วยงาน ต่าง ๆ ได้ มีบริวารเยอะแยะมากมาย ผมแอบเอาคนไปซุกไว้ในองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ที่เขาจะเลือกไว้ก่อน แล้วเสร็จแล้วผมก็ให้เวลาในการคัดสรรน้อยครับ แอบไปบอกพรรคพวก กันไว้ก่อนว่าเอาอย่างนี้ ๆ นะ แล้วเสร็จปุ๊บพอถึงเวลา ๑๕ วันติดนั่นบ้างตัดนี่บ้าง ประชุมได้ครั้ง ๒ ครั้งครับ เสร็จแล้วเสนอชื่อเลย พอเสนอชื่อเสร็จแล้วกลับกลายเป็นว่าเรามีเวลาเพียงแค่ ๑๕ วันในการที่จะเฟ้นหาตัวบุคคล ที่ดีที่สุดนะครับ ไม่พอครับ ผมจึงต้องขอความกรุณาทางท่านประธานคณะกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการทุกท่านครับ เปิดช่องให้กับองค์กรต่าง ๆ เขาได้คัดสรรเถอะครับ ให้เวลาเขามากกว่านี้ ผมจึงได้แปรญัตติตรงนี้ไว้นี่จาก ๗๕ วัน ผมแปรญัตติไว้ ๑๒๐ วัน ของในส่วนนี้ครับ ผมกราบเรียนท่านประธานต่อครับ ประเด็นต่อมาก็คือว่าในส่วนที่ผมได้ขอ แปรญัตติออกเพิ่มเติมอีกเป็นวรรคสองครับ หลังจากที่ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษาองค์กร ภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ในแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติที่จะเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกิน ๒ คน โดยจัดทำบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภท พร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภากำหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายใน กำหนดเวลา ๑๕ วันนับแต่วันพ้นวันรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ผมตัดข้อความต่อไปครับ องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามประธานรัฐสภากำหนด ท่านประธานครับ ท่านประธานลองนึกดูครับ เมื่อสักครู่ผมสมมุติตัวว่าถ้าผมมีบารมี มีบริวารที่สามารถทำได้ แล้วการเขียนรัฐธรรมนูญ โดยให้ประธานรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์ กำหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชน ถ้าท่านประธานเป็นพวกผมนะครับ ท่านประธานจะไม่สงสัยบ้างหรือครับว่า การขอตั้ง สสร. ในครั้งนี้มันคล้าย ๆ กับว่าเป็นการทำที่ไม่โปร่งใส ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ ท่านประธานคงทราบดีนะครับ ตามบทบัญญัตินะครับ ท่านประธานรัฐสภา ท่านเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติของพวกเรา แต่ที่มาของท่านละครับ ท่านไม่เหมือนกับ ท่านประธานวุฒิสภานะครับ ที่มาของประธานรัฐสภาคือเป็นนักการเมืองสังกัดพรรค การเมืองครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานลองนึกดูครับว่าท่านประธานสภาก่อนที่จะ ได้เป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องผ่านการเลือกตั้งจากเสียงข้างมาก ของสภาผู้แทนราษฎร ย้อนกลับไปดูสิครับว่าท่านประธานรัฐสภานี่ ท่านเป็น ส.ส. อยู่จังหวัดไหน พรรคไหน วันนี้ถ้าท่านเป็น ส.ส. อยู่พรรครัฐบาลมีเสียง ๓๐๐ เสียง แล้วท่านบอกว่าเราจะเอา ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลตัวแทนของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลก็คือตัวแทนเสียงข้างมากเอามากำหนดองค์กร ภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน อย่างนี้ครับที่เขาเรียกกันว่าล็อกสเปกครับ และพวกผม ทำใจไม่ได้ครับ เพราะว่าตั้งต้นเลยทีเดียวที่ท่านประธานตักเตือนผมบอกว่าอย่านอกประเด็น อย่าเกริ่นนานนะครับ เหตุผลก็คือว่าผมพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลเสนอมาตั้งแต่ต้น วัตถุประสงค์มาจากไหนครับ มาจากการขอแก้ไขเพราะต้องการสร้างความปรองดอง ด่ารัฐธรรมนูญเก่าว่าเป็นฉบับเผด็จการ ด่าว่าเป็นผลไม้เน่า แต่วันนี้กำลังที่จะฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับเผด็จการอยู่ แต่ก็จะเอารัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการรัฐสภามาใช้แทน พวกผมยอมได้ อย่างไรครับ และตัวท่านประธานเองในฐานะประธานวุฒิสภาท่านยอมได้อย่างไรครับ ที่จะปล่อย ให้มีการเกิดเผด็จการรัฐสภาโดยเริ่มจากการที่จะร่างรัฐธรรมนูญโดยใช้เสียงข้างมากของ สภาผู้แทนราษฎรผมไม่เห็นด้วยเลย และสมมุตินะครับท่านประธาน ผมสมมุติว่าเหตุการณ์ ที่พวกผมสงสัยว่าเกิดมีการสั่งขึ้นมาบอกว่าให้ไปซุกคนไว้ตามองค์กรต่าง ๆ อย่างนี้ครับ พอซุกคนไว้ในองค์กรต่าง ๆ เสร็จแล้ว