รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๖ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ)
วันอังคารที่ ๒๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ มีสมาชิกรัฐสภามาลงชื่อประชุมจํานวน ๓๕๘ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดประชุม เพื่อดําเนินการตามระเบียบวาระนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องรับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งคณะกรรมาธิการ พิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมคราวที่แล้วนะครับ
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
จากการประชุมคราวที่แล้ว ที่ประชุมได้พิจารณาจนถึงมาตรา ๒๙๑/๕ เมื่อคณะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นอภิปราย ซักถามและกรรมาธิการตอบชี้แจงจนได้เวลาพอสมควรแล้ว ประธานของที่ประชุมได้สั่ง ให้เลื่อนการพิจารณามาดําเนินการต่อในวันนี้ ดังนั้นผมขอดําเนินการต่อนะครับ ก่อนที่จะ มีการอภิปรายต่อ ผมขอเรียนถามท่านผู้แทนทั้ง ๔ ฝ่ายที่ได้ไปประชุมกัน ไม่ทราบว่า ผลการพิจารณามาถึงขณะนี้มีอย่างไรบ้างครับ ขอเชิญท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากการที่เราได้มีโอกาสอภิปรายในส่วนต่าง ๆ ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาเสร็จเรียบร้อย ในวันเสาร์ได้มีการกําหนดนัดหมายให้ ๔ ฝ่ายได้ส่งตัวแทน ไปหารือกันในสิ่งที่จะประนีประนอมในการที่จะทําให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น สามารถที่จะกระชับเวลาได้ ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เป็นไปตามคําแนะนําของท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ผลการดําเนินการในเบื้องต้นทั้ง ๔ ฝ่ายได้มีการพูดคุยกัน แล้วก็ ได้รับข้อเสนอมา ในช่วงที่มีการหยุดพักไป ๒ วันนี้ ทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ มาตรา ๒๙๑/๕ คือ กกต. ทางคณะกรรมาธิการเองได้เรียนเชิญตัวแทนของ กกต. มาสอบถาม ในกรณีที่ กกต. จะต้องเป็นผู้ปฏิบัติในการที่จะไปเลือกตั้ง สสร. นะครับ ซึ่งผมทราบว่าขณะนี้ ตัวแทนของ กกต. กับตัวแทนของทั้ง ๔ ฝ่าย กําลังหารือกันอยู่ ในส่วนของคณะกรรมาธิการ ที่ผมทราบมาจากท่านประธานนะครับ ทางคณะกรรมาธิการเองก็ไม่ได้มีปัญหาใด ๆ กับการที่จะ เลือกใช้กฎหมายในส่วนที่จะเป็นกฎหมายของการเลือกตั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอมา ในขณะเดียวกันทางท่านสมาชิกบางส่วนก็เสนอให้ใช้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็คงต้องถามฝ่ายปฏิบัติคือ กกต. ซึ่งเท่าที่ ฟังดูคร่าว ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะสามารถใช้ได้ เพียงแต่คงจะต้องมีการแก้ไขในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนั้นบางส่วน ขณะนี้ทราบว่ากําลังเจรจากันอยู่ มันเป็นโอกาสพอดีกับที่เรากําลังพิจารณา ในสภาใหญ่แห่งนี้ ในเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๕ พอดี เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็ให้ท่านประธาน ได้ดําเนินการในการที่ให้สมาชิกที่ขอสงวนคําแปรญัตติไว้ ขอแปรญัตติไว้ แล้วก็มีความประสงค์ ที่จะอภิปรายดําเนินการไปก่อน หลังจากที่ได้ข้อสรุปแล้วในมาตรานี้ผมก็เชื่อว่าจะทําให้ ทั้งทางท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้กระทั่งทางวิปฝ่ายค้านก็คงจะ นําผลการเจรจาไปพูดคุยกับทางสมาชิกของตนเองได้นะครับ ในส่วนนี้ก็ขอให้ท่านประธาน ได้เดินหน้าในส่วนของการที่จะพิจารณาในมาตรา ๒๙๑/๕ ไปก่อน ส่วนประเด็นที่คณะตัวแทน จะเจรจากันได้อย่างไรก็จะนําผลสรุปมาแจ้งให้ที่ประชุมทราบต่อไปครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านขจิตรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรื่องด่วนที่สุดที่ผมอยากจะปรึกษาท่านประธาน ก็คือผมอยากให้ท่านประธานได้บริหารเวลา ผมไม่เคยเห็นครับ ตั้งแต่อยู่ในสภามานี่อภิปรายแล้วถ่ายทอดทีวีโดยไม่กําหนดเวลานี่ไม่เคยมี เพราะฉะนั้นเราใช้วิธีนี้มาแล้ว ก็มีการพูดกัน ๒ วัน ๑ มาตราก็มีนะครับ อย่างไรก็พูดได้ครับ เพราะว่าคนที่ลุกขึ้นพูดก็ไม่รับหลักการแล้วก็ไม่เห็นด้วยตั้งแต่หลักการที่จะแก้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้เวลาให้มากที่สุดเพื่อที่จะให้ออกช้าที่สุด อันนี้ตามหลัก ผมไม่ได้ว่าใคร นะครับ แต่สุดท้ายคนที่แปรญัตติมีความเห็นแตกต่างก็ตามนี่ก็จะลงมติไม่เห็นด้วยกับการ แก้รัฐธรรมนูญเหมือนเดิม เพราะหลายท่านก็ประกาศแล้ว แต่ด้วยความเคารพครับ ความเห็นที่แตกต่างนี่ผมเคารพผมอยากจะฟังครับ ถ้าหากท่านจะมีเหตุผลใหม่ แต่ก็เห็นใจ ท่านประธานว่าควบคุมไม่ให้ซ้ําประเด็นก็ไม่ได้ วิธีที่เราเคยใช้มาผมอยากจะเรียกร้อง ให้ท่านประธานใช้ครับ กลับไปใช้วิธีที่เคยใช้มาโดยการกําหนดเวลา ขณะนี้ช่อง ๑๑ กําลังจะ เสียหายหมดแล้ว ประชาชนไม่อยากดูแล้ว ก็จะทําความเสียหายให้กับสถานีโทรทัศน์อีกด้วย ขอเรียกร้องด้วยความจริงใจ แล้วก็เสนอว่าท่านประธานควรจะกําหนดเวลาให้แต่ละท่าน จริงอยู่ผู้แปรญัตติและผู้มีความเห็นในสภานี้ท่านเป็นผู้ทรงเกียรติ เป็นตัวแทนประชาชน ได้รับเลือกมามีศักดิ์เท่ากันหมดทุกเขตเลือกตั้ง ทั้งท่านสมาชิกวุฒิสภาด้วย แต่ว่าท่าน เป็นเอกสิทธิ์นี่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเอกสิทธิ์จะพูดเวลาเท่าไรก็ได้ ผมขอเรียกร้องมายังท่านว่า ต้องมีการกําหนดเวลาเบื้องต้นท่านละ ๑๐ นาที ถ้ายังไม่จบได้ มีประเด็นที่แตกต่าง ถ้าไม่ได้พูด จะเสียหาย ก็พูดต่ออีกสัก ๒ นาที ถึง ๕ นาที มันก็จะมองเห็นอนาคตว่าจะจบได้อย่างไร อันนี้ผมนั่งอยู่ก็ไม่รู้อนาคตเลย ชาวบ้านถามเมื่อไรจะจบก็ตอบไม่ได้ละครับ เพราะนี่เหลืออีก ๑๓ มาตรา มาตรา ๒๙๑/๕ เหลืออีก ๑๒ ที่มีทับอยู่ครับ แล้วก็มาตรา ๕ เป็นมาตราสุดท้าย เป็น ๑๓ มาตรา ถ้าเฉลี่ยบัญญัติไตรยางศ์จากที่พูดมาก็คงจะอีกสัก ๑๐ วัน ๑๐ คืน ถ้าดูตาม ๑ มาตรา ๒ วันก็มีนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอเรียกร้องยังประธานด้วยความจริงใจ แล้วก็เป็นครั้งที่ ๓ แล้ว อย่าทําเถอะครับแบบไม่มีอนาคต แบบไม่มีกําหนด ไม่มีการบริหาร เวลานี่อย่าทําต่อไปอีกเลยนะครับ ขอให้กําหนดเวลาเบื้องต้น ถ้าประเด็นท่านยังไม่ได้จบ ท่านประธานก็อาจจะอนุญาตให้เพิ่มได้นะครับ ขอกราบขอบคุณครับ
เดี๋ยวขอฟังความเห็นของ ๔ ฝ่าย ที่ไปคุยกันมานะครับ เชิญผู้แทนฝ่ายค้านครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าขณะนี้ ๔ ฝ่ายกําลังประชุมหารือกันอยู่ครับ แต่ว่า ประเด็นสําคัญอยู่ที่ประเด็นในการเจรจา ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่า มีอยู่ ๕-๖ ประเด็นที่คิดว่าเป็นประเด็นที่จะต้องหาข้อยุติร่วมกัน ประเด็นที่พวกกระผมเห็นว่า มีความสําคัญที่สุดแล้วก็ควรที่จะได้มีการปรับปรุงแก้ไขก็คือในประเด็นของที่มาของ สสร. โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาของ สสร. วิชาการ ๒๒ คน ซึ่งถ้าเป็นไปตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้มีข้อสรุปมา กระผมก็เป็นห่วงว่าในที่สุดก็จะเกิดการบล็อกโหวต (Block vote) ที่เป็นห่วงว่า จะเกิดการบล็อกโหวตก็เพราะเหตุว่าสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือก สสร. วิชาการ ๒๒ คน ถ้า ๑ คน สามารถลงคะแนนได้ ๒๒ เสียง นั่นก็แปลว่าใครกุมเสียงข้างมากได้ลงคนละ ๒๒ เสียง ผลการเลือก สสร. ก็จะเป็นไปตามที่เสียงข้างมากชี้ว่าจะให้ใครเป็น เพราะฉะนั้นในที่สุด เราก็จะได้ สสร. ล็อกสเปก (Lock spec) หรือ สสร. ร่างทรงของเสียงข้างมากเป็นไป ตามความประสงค์ที่รัฐบาลหรือเสียงข้างมากต้องการ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่ นําไปสู่การเจรจาที่พวกกระผมเห็นว่าควรจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข และถือว่าเป็นประเด็น ที่มีความสําคัญสูงสุดของประเด็นทุกประเด็น การแก้ไขอาจจะทําได้ เช่นในการเลือก สสร. วิชาการ ๒๒ คน อาจจะเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาลงคะแนนได้แค่คนละ ๑ คะแนน ถ้าเป็นเช่นนั้นการรวมหัวกันบล็อกโหวต ชี้ให้ใครเป็น ไม่เป็น ก็อาจจะทําได้ยากขึ้น ก็จะช่วยให้ สสร. เป็นของประชาชนหรือเป็นของทุกฝ่ายมากขึ้นกว่าการที่เป็นของเสียงข้างมาก แต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะฉะนั้นประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า ในโต๊ะเจรจาหารือถือว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญเป็นลําดับหนึ่ง ถ้าประเด็นนี้ไม่สามารถ เจรจาตกลงได้ก็เป็นประเด็นที่ผมเป็นห่วง กังวลว่าที่สุดแล้วอาจจะทําให้ประเด็นอื่น ๆ พลอยมีปัญหาไปด้วย เพราะถือว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นสําคัญ อย่างไรก็ตามก็ยังมีประเด็นอื่น ที่ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาจํานวนหนึ่งมีความเห็นว่าสมควรที่จะมีการปรับปรุงแก้ไข ด้วยเช่นเดียวกัน เช่น
ประเด็นที่ ๑ ประเด็นของกฎหมายที่จะนํามาใช้ในการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งเบื้องต้นเราเห็นว่าควรจะมีพระราชบัญญัติเลือกตั้ง สสร. เฉพาะ แต่เมื่อเสียงข้างมาก เห็นว่าไม่สมควรก็ถอยออกมาว่าถ้าอย่างนั้นก็ขอให้ใช้กฎหมายเลือกตั้งวุฒิสมาชิกแทน ซึ่งขณะนี้ก็กําลังเจรจากันอยู่ แล้วก็เชิญ กกต. มารับทราบ หรือเชิญ กกต. มาร่วมกัน ให้ความเห็นอยู่
ประเด็นที่ ๒ ก็คือสําหรับองค์กรที่จะเสนอชื่อ สสร. ๒๒ คน ซึ่งในร่างเดิม ของคณะกรรมาธิการกําหนดให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เป็นผู้มีสิทธิเสนอชื่อ แต่ก็ได้กําหนดองค์กร ที่ประธานรัฐสภาสามารถกําหนดให้ร่วมเสนอชื่อได้ด้วย ซึ่งตรงนี้ที่พวกเราเป็นห่วงว่าในที่สุด จะไปกําหนดองค์กรใดเสนอชื่อเข้ามาเป็นองค์กรที่เชื่อถือได้หรือเชื่อถือไม่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นมีความประสงค์ให้ตัดกลไกหรือองค์กรนี้ทิ้งไป ให้เหลือแต่กลไกของมหาวิทยาลัย เป็นต้น
ประเด็นที่ ๓ การเลือกตั้ง สสร. ควรมีใบเหลือง ใบแดง เพื่อป้องกันการโกงเลือกตั้ง ถ้าเราไม่มีใบเหลือง ใบแดง ไม่มีการจัดการกับคนโกงเลือกตั้ง ที่สุดถ้าเราได้ สสร. โกงการเลือกตั้ง แล้วมาร่างรัฐธรรมนูญ กติกาของประเทศจะเป็นอย่างไร ท่านประธานคงจะพอนึกภาพออก
ประเด็นที่ ๔ ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างเสร็จแล้วจะส่งไปทําประชามติ พวกเรามีความเห็นว่าควรจะได้นํากลับมาสู่ที่ประชุมรัฐสภาอีกครั้ง และ
ประเด็นที่ ๕ สุดท้ายครับ ในเรื่องของการที่จะตีความว่าร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สสร. ยกร่างมานั้นขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เช่นมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือไม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ควรให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ไม่ใช่หน้าที่ของ ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งหมดนี้คือประเด็นที่พวกกระผมได้นําเข้าไปสู่การเจรจาหารือ แล้วกําลังดําเนินการอยู่ในขณะนี้ แล้วถ้ามีความคืบหน้าอย่างไร พวกกระผมจะกราบเรียน ให้ท่านประธานได้รับทราบต่อไป
เรื่องที่ ๒ ที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานที่เพื่อนสมาชิกได้หยิบยก ขึ้นมาหารือเมื่อสักครู่ในประเด็นที่จะจํากัดเวลาในการอภิปราย ขออนุญาตกราบเรียนว่า ขอให้ท่านประธานได้ดําเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ไม่ใช่ความพอใจหรือความประสงค์ของใคร คนใดคนหนึ่งที่ต้องการเร่งรัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับ ก็คือผมคิดว่า ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาที่เขาสงวนคําแปรญัตติไว้ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นในประเด็น ที่เขาสงวนคําแปรญัตติไว้ ถ้าเมื่อไรที่เขาผิดข้อบังคับ เช่นอภิปรายวนเวียนซ้ําซาก ถ้าเป็นอย่างนั้น ท่านประธานสามารถตักเตือนและให้เขายุติการอภิปรายได้ ถ้าเป็นไปตามนี้ ผมคิดว่าการประชุม ก็จะราบรื่น ก็ขอให้เป็นไปอย่างนี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอฟังเสียงท่านสมาชิกวุฒิสภา จากที่ประชุม ๔ ฝ่าย มีไหมครับ ท่าน ส.ว. มีไหมครับ ท่าน ส.ว. ยังประชุมอยู่ ท่านกรรมาธิการ มีความเห็นอะไรเพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ จากสัปดาห์ที่แล้ว ที่ประชุมรัฐสภาได้เห็นชอบให้มีตัวแทนของ ๔ ฝ่าย คือวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน วิปวุฒิสภา แล้วก็ตัวแทนของกรรมาธิการไปร่วมปรึกษาหารือ จริง ๆ แล้วสัปดาห์ที่แล้วเราก็พูดกัน เรื่องปรึกษาหารือเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งก็ได้ทํางานกันมาอย่างหนัก ได้ประสานงาน กับผู้ที่เกี่ยวข้องในทางปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต. ด้วย ซึ่งขณะที่ผมพูดอยู่นี้ทั้ง ๔ ฝ่าย รวมทั้งเลขาธิการ กกต. ก็กําลังปรึกษาหารือกันอยู่ที่ห้องกรรมาธิการหมายเลข ๔ ฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าเราจะให้ความสําคัญในเรื่องที่เรากําลังพิจารณากันอยู่นี้ก็คือมาตรา ๒๙๑/๕ เรื่องว่าจะนําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. หรือการได้มา ซึ่ง ส.ว. หรือจะใช้พระราชบัญญัติการเลือกตั้งท้องถิ่นตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้นําเสนอมาเพื่อจะเอาไปบริหารจัดการในการเลือกตั้งก็น่าจะให้เรื่องนี้ได้ข้อสรุปนะครับ เพราะว่าประเด็นอื่น ๆ ที่วิปฝ่ายค้านท่านได้ยกมาอีก ๕-๖ ประเด็นนี้ ผมคิดว่าตรงนั้น เราก็ค่อยพูดจาปรึกษาหารือกันไป เอาเรื่องเฉพาะหน้าตรงนี้เสียก่อนเพราะผมเชื่อ ผมมั่นใจ ทุกฝ่ายก็อยากจะให้การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปด้วยความราบรื่นและรอบคอบ รัดกุมที่สุด ดีที่สุดครับ ก็เข้าใจในเจตนาดีของทุกฝ่าย ฉะนั้นกระผมคิดว่าขณะนี้เราพิจารณา มาตรา ๒๙๑/๕ ก็น่าที่จะหาข้อสรุปในเรื่องนี้ไปก่อน ส่วนท่านใดที่แปรญัตติสงวนไว้ ทั้งกรรมาธิการสงวนความเห็น ผู้ที่สงวนคําแปรญัตติ หรือท่านสมาชิกท่านอื่นในช่วงนี้ ขณะที่รอข้อสรุปของ ๔ ฝ่าย ก็อาจจะได้แสดงความคิดเห็นไปก่อนก็ไม่เป็นอะไรครับ ก็จะเป็นประโยชน์ในการนํามาประกอบการพิจารณาในขั้นสุดท้ายครับว่าเราจะบัญญัติ มาตรา ๒๙๑/๕ เป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ
ก็ได้ฟังครบทั้ง ๔ ฝ่ายครับ ทีนี้ก็เชิญท่านที่ยกมือขอหารือตามลําดับ ท่านวิเชียร ขาวขํา ท่านสุนัย จุลพงศธร ครับ เชิญท่านวิเชียรครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิเชียร ขาวขํา สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องกราบเรียน ท่านประธานว่ารัฐสภาแห่งนี้เราต้องยึดหลักให้ถูกต้องเสียก่อน ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้กราบเรียนท่านประธานนั้นก็มีส่วนที่คล้ายคลึงว่าจะในอยู่กติกา ของรัฐสภาอยู่เหมือนกัน แต่ท้ายที่สุดฟังไปก็คล้าย ๆ กับว่าถ้าไม่เอาตามข้อเรียกร้อง ของฝ่ายค้าน แล้วฝ่ายค้านก็จะพยายามให้การประชุมไม่ราบรื่นประหนึ่งก็พูดไปอย่างนั้น แต่อยากกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐสภาแห่งนี้เป็นที่ประกอบขึ้นมาจากเสียงของพี่น้องประชาชน ทั้งส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในสัดส่วนของการเลือกตั้ง จากทุกจังหวัด แล้วก็สัดส่วนจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญก็ตาม เพราะฉะนั้นการออกกฎหมาย ที่จะผ่านรัฐสภานั้นจะต้องเป็นเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับการที่ออกกฎหมายจะต้อง เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายค้าน ในอดีตไม่ว่ายุคใดสมัยใดก็เป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น การออกกฎหมายครั้งนี้ต้องใช้เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาเป็นเครื่องตัดสิน
อีกประการหนึ่งก็คือการอภิปราย ท่านประธานครับ สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ ๕ แล้ว ที่พวกเราได้อภิปรายกัน หลักของมันก็คือว่ารัฐธรรมนูญและข้อบังคับได้กําหนดให้ ผู้สงวนคําแปรญัตติและผู้สงวนความเห็นนั้นได้อภิปรายทุกคน จริงอยู่ แต่ท่านประธาน ควรใช้ดุลยพินิจในการชี้ให้เห็นว่าแต่ละท่านนั้นอภิปรายซ้ํากับประเด็นของบุคคลอื่นหรือไม่ อภิปรายวกวนในประเด็นเก่า ๆ นั้นหรือไม่ ถ้าฝ่ายรัฐบาลจะขอให้กําหนดเวลา ๑๐ นาที ๕ นาที ผมก็เชื่อว่าฝ่ายค้านคงไม่ยอม แต่ว่าผมเห็นตรงกันกับท่านประธานวิปฝ่ายค้านว่าควรเป็น ดุลยพินิจของท่านประธาน แต่ท่านประธานใช้ดุลยพินิจไปแล้ว บางท่านก็ไม่ยอมรับฟัง แม้กระทั่งให้เจ้าหน้าที่ตํารวจรัฐสภามาเชิญออกก็ยังไม่ยอมออก เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์เหล่านี้ เราจะทําอย่างไร มาตรการในการเดินไปข้างหน้าของการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เราจะทําอย่างไร ท่านประธานครับ ถ้าจะปล่อยอย่างนี้เราก็จะไม่มีที่จบ เขาก็บอกว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่ฝ่ายค้านจะต้องยับยั้งการออกกฎหมาย นั่นไม่เถียง แต่เป็นวิธีที่ถูกต้อง แต่ท่านประธาน ทั้ง ๒ ท่านจะต้องใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาว่าให้บุคคลนั้นอภิปรายได้กี่นาที ได้มากน้อย แค่ไหน ด้วยความเกรงใจบุคคลใดก็ตาม ท่านประธานควรตัดสิ่งเหล่านี้ออกไป อยากกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุนัย จุลพงศธร ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตที่จะหารือแล้วก็แสดงความยินดีในคํากล่าวของท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคํากล่าวสุดท้าย ที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้มอบอํานาจเด็ดขาดให้แก่ท่านประธานสภาว่าหากใครพูด ออกนอกข้อบังคับ ไม่เป็นไปตามข้อบังคับในวาระที่สองของการอภิปรายนั้นก็ขอให้ท่านตัดได้ทันที อันนี้ผมถือว่าเป็นคํามั่นสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในสภาแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เมื่อ ๒ วัน ๓ วันก่อนนั้นท่านผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งคือท่านสุทัศน์ก็เคยบอกแล้วว่าขอมอบอํานาจให้แก่ ท่านประธาน แต่เพื่อทําความเข้าใจร่วมกัน กระผมเองไม่อยากจะตําหนิหรือไม่คิดที่จะตําหนิ เพื่อนสมาชิกท่านผู้ใดเกี่ยวกับเรื่องการให้ข้อคิดเห็นในการอภิปรายนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในนามของวิปรัฐบาล เราได้เห็นความเป็นจริงว่านี่คือการให้บทเรียนประชาชนที่ดีที่สุดว่า รัฐธรรมนูญของประชาชนนั้นจะเกิดขึ้นสักฉบับหนึ่งนั้นมันยากแสนเข็ญ มันแตกต่างกับ รัฐธรรมนูญเผด็จการโดยสิ้นเชิง ดังนั้นความที่ต้องใช้เวลาถึง ๗ วันเข้าวันนี้แล้วเพียงแค่ ๕ มาตรา เริ่มต้นยังไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญครับ เพียงแต่ขอแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ๕ มาตราเท่านั้น เราใช้ถึง ๗ วันแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องขอทําความเข้าใจเพื่อให้ประชาชนได้เกิดความเข้าใจว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นมีความงดงามอย่างยิ่งครับ คือเราสามารถจะบอกความจริงกันได้ว่าสิ่งที่เพื่อนฝ่ายค้านเกิดความวิตกกังวลต่าง ๆ นานา และกล่าวในที่ประชุมแห่งนี้จนทําให้ประชาชนอาจจะเข้าใจว่าพรรครัฐบาลนั้นใช้พวกมาก ลากไปก็ดี ใช้บล็อกโหวตก็ดี จํานวน สสร. น้อยไปก็ดี สิ่งเหล่านี้ท่านประธานครับ ขอเวลานี้ สักนิดเดียวเท่านั้นเอง บอกประชาชนได้ว่าโครงสร้างเหล่านี้เป็นโครงสร้างที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกแต่ละจังหวัดมาก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการเลือก จากมหาวิทยาลัยก็ดี จํานวน ๙๙ คนนี้ก็เป็นเลขมงคลที่เรายึดถือกันมายาวนานไม่ใช่ยึดถือ เฉพาะสภาแห่งนี้แต่ยึดถือในหมู่ประชาชนด้วยครับ ดังนั้นที่ท่านวิตกกังวลว่าบล็อกโหวต ฝ่ายข้างมากจะเลือกไปมันก็เกิดมาแล้ว แล้วเราก็ชื่นชมกับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาแล้ว และเพื่อให้ความวิตกกังวลนี้สลายไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวใจประชาชนนั่นก็คือ ในระหว่าง ๗ วันนี้เรามีการปรึกษาหารือกันเป็นระยะ ๆ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะเอาแต่ฝ่ายเดียว หลายประเด็นรัฐบาลก็โอนอ่อนผ่อนตามให้ในฝ่ายค้านที่เห็นเหมาะเห็นควร แต่แน่นอนครับ ท่านประธานครับ การที่จะพูดบอกว่าพวกมากลากไปนั้นเป็นสํานวนชาวบ้าน แต่ในระบบ การปกครองแบบพาร์เลียเมนทารี ซิสเท็ม (Parliamentary systems) หรือระบบรัฐสภานี้ เขาใช้เสียงข้างมากในการตัดสินแต่ไม่ได้ละเลยเสียงข้างน้อย ใครก็ตามที่กล่าวเรื่องนี้ กระทําประหนึ่งว่าเกิดมาไม่เคยเป็นรัฐบาล เกิดมาไม่เคยมีเสียงข้างมากในสภากระนั้นหรือ ดังนั้นท่านประธานครับ ขอให้พี่น้องประชาชนนั้นเกิดความเชื่อมั่นเถอะครับว่าระบบรัฐสภา แห่งนี้จะนําพี่น้องไปสู่ความถูกต้องในการร่างรัฐธรรมนูญ
อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องขอกราบขอบพระคุณและขอสะท้อนเสียงแทนเจ้าหน้าที่ ช่อง ๑๑ ด้วย สิทธิเสรีภาพของเพื่อนสมาชิกนั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงความเห็น แต่ความสมดุลจําเป็นต้องมีครับ ช่อง ๑๑ ไม่ได้ทํามาหากินเลยครับ ออกอะไรก็ไม่ได้จากการ ที่ถ่ายทอดยาวนานถึง ๗ วันใน ๕ มาตรานี้ และยังไม่มีอนาคตว่าจะจบสิ้นเมื่อไร ดังนั้น เราควรจะจัดความสมดุลระหว่าง ๒ ด้าน ระหว่างเสรีภาพในสภาและสิทธิของผู้ทํางาน ด้านการสื่อสารด้วย ซึ่งท่านประธานจะเป็นบุคคลสําคัญที่สุดที่จะเป็นตัวสร้างความสมดุลนี้ นั่นก็คือขอให้ท่านประธานได้เชื่อตามที่ท่านประธานวิปบอกก็แล้วกันว่าให้อํานาจท่านแล้ว ให้ท่านตักเตือน และสุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสมาชิกวุฒิสภา ที่ท่านได้เป็นกําลังสมดุลที่ทําให้สภาเดินไปได้โดยตลอด กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่าน ส.ว. สมชาย แสวงการ ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองก็เป็นวิป ของ ส.ว. ด้วยแต่ว่าไม่ได้เข้าร่วมประชุมในฐานะตัวแทนที่เข้าไปร่วมประชุม ๔ ฝ่าย เพราะฉะนั้นขอกราบเรียนท่านประธานว่าระหว่างที่รอตัวแทนของวิปวุฒิสภาไปเจรจา ๔ ฝ่าย ก็เห็นควรท่านประธานดําเนินการประชุมในมาตรา ๒๙๑/๕ ต่อไป เพราะว่าความเห็นของ สมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๔๒ ท่านที่ได้แปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติ รวมถึงสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ๑๐๐ กว่าท่านรวม ๑๗๒ ท่านนั้นเป็นความเห็นของประชาธิปไตยที่งดงาม เพราะว่าถ้าพูด โดยหลักการของการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ก็ต้องยืนยันครับว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข มาตรา ๒๙๑ เพื่อล้มรัฐธรรมนูญ แล้วตรวจสอบรัฐธรรมนูญไปทั้ง ๑๘ ฉบับ ไม่พบครับว่า มีมาตราไหนที่ทําให้มาตราลูกฆ่าแม่ครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นความเห็นต่างครับว่า ท่านได้เอามาตรา ๒๙๑ ที่เขาให้แก้รายมาตราเรียงประเด็นแล้วต้องเสนอเหตุผล กลับมาล้มรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ก็มีหนทางเดียวที่มีเสียงข้างน้อยในสภา ก็ต้องใช้วิธีการแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติ ซึ่งผมถือว่าเป็นความงดงาม แล้วก็ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของในแต่ละประเทศที่พัฒนา เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนครับว่ากว่าจะร่างรัฐธรรมนูญ กว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เขาแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายครั้ง แล้วแต่ละครั้งก็ใช้เวลาเป็นปีนะครับ นี่เราจะใช้เวลารวบรัด เร่งรัด ลุกลี้ลุกลน ใช้เวลาแค่ไม่กี่วันให้มันสําเร็จ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องกระทบกระเทือนต่อสิ่งที่จะต้อง มาบังคับใช้กับคนทั้ง ๖๕ ล้านคน เพราะฉะนั้นความเห็นต่างที่ต้องอภิปรายเป็นเรื่องจําเป็น ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมเรียนว่าท่านประธานกรุณาใช้ดุลยพินิจได้ตามเดิมนะครับ เพราะผมคิดว่าสมาชิกทั้ง ๑๗๒ คนที่แปรญัตติจําเป็นต้องอธิบายความว่าเขาเห็นต่างอย่างไร แล้วก็มีข้อเสนอดี ๆ หลายประการ ซึ่งก็เรียนว่าตั้งแต่ประชุมเริ่มต้นมา ๖ วัน ๖ คืนนั้น คณะกรรมาธิการไม่ยอมแก้ไขใด ๆ เลยตามที่สมาชิกอุตส่าห์อภิปรายกัน ๖ วัน ๖ คืน ท่านก็คง เดินหน้าอย่างเดียวมีมติอย่างไรท่านก็ทําไว้เหมือนเมื่อวันที่ ๔ เมษายนก่อนที่สมาชิกจะไป แปรญัตติกับท่านด้วยแล้วก็ใช้แบบนั้น จากนั้นท่านก็ระดมคนมาลงมติเฉลี่ย ๓๔๐-๓๕๐ คะแนน ต่อ ๑๒๐ คะแนนต่อ ๑๓๐ คะแนนอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นมันก็จําเป็นที่สมาชิก ต้องใช้เวลาในการอธิบายความรู้ความเข้าใจให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนได้รับทราบ ผ่านสื่อโทรทัศน์ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานโดยเฉพาะเรื่องสื่อ ผมเองมาจาก ส.ว. สรรหา ที่มาจากวิชาชีพสื่อวิทยุ โทรทัศน์ สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง ๑๑ นั้นเกิดขึ้นด้วยเจตนารมณ์ ให้เป็นสื่อสาธารณะตั้งแต่ต้นโดยรับการสนับสนุนจากต่างประเทศ แต่ว่าท้ายสุดรัฐบาล ทุกรัฐบาลก็นํามาเป็นเครื่องมือของตัวเองซึ่งผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิม อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ประชาธิปไตยนั้นจําเป็นต้องใช้สื่อ และสื่อที่ใช้ได้ดีที่สุดก็คือสื่อโทรทัศน์ วันนี้ช่อง ๑๑ ได้ทําหน้าที่สมบูรณ์แบบในการถ่ายทอดข้อคิดเห็นของสมาชิกให้กับพี่น้องประชาชน ต้องกราบเรียนครับว่าสื่อช่อง ๑๑ นั้นไม่มีความจําเป็นต้องทําโฆษณา แต่ก็มีการไปแก้ไข มีโฆษณาเพราะสื่อช่อง ๑๑ ได้รับเงินจากรัฐบาลอยู่แล้วเป็นงบประมาณ รวมถึงพระราชบัญญัติ ประกอบกิจการวิทยุ โทรทัศน์นั้น ความจริงแล้วสื่อช่อง ๑๑ จะต้องถูกดัดแปลงให้เป็น ทีวีสาธารณะเหมือนกับไทยพีบีเอส (Thai PBS) แล้ว แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดสถานี ที่จะสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชน และประชาชนกับรัฐจําเป็นต้องมีช่อง ๑๑ ในการที่จะ เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจสู่พี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นกราบเรียนครับว่าสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ได้ทําหน้าที่ตัวเองสมบูรณ์แบบแล้ว และไม่ต้องไปหากําไรจากการโฆษณา เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานกรุณาดําเนินการประชุมต่อ โดยมาตรา ๒๙๑/๕ มีผู้สงวน คําแปรญัตติไว้ก็ขอให้ดําเนินการอภิปรายโดยไม่กําหนดเวลา ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ก็ฟังความเห็นนะครับ ฟังคําหารือของเพื่อนสมาชิก รวมทั้งได้ใช้เวลาในการฟังผลการพิจารณาของทั้ง ๔ ฝ่าย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราก็เสียเวลาไปมากแล้วนะครับ ผมจะขอฟังเสียงจากทางฝ่ายค้าน สักเสียงเดียวนะครับ และผมจะขอดําเนินการประชุมต่อ เชิญท่านบุญยอดครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา
ประเด็นแรก ผมต้องแย้งท่านประธานก่อนครับ ท่านต้องให้ความเป็นธรรม ท่านประธานชี้ฝ่ายรัฐบาล ๒ ท่าน ส.ว. ๑ ท่าน ทําไมท่านประธานจะให้ฝ่ายค้าน ๑ คน การจัดการประชุมก็ต้องดําเนินการตามระเบียบข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัด ท่านต้องชี้ทีละฝ่ายถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเรียนท่านว่าน่าจะต้อง ๒ คน เป็นอย่างน้อยนะครับ
ประเด็นที่ผมอยากนําเสนอต่อท่านประธาน ขออนุญาตหารือต่อท่านประธาน ในการประชุมในวันนี้ก็คือว่าเราคงต้องใช้ความอดทนในการที่จะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสําคัญที่สุดของประเทศ ไม่ใช่เป็นวาระประจําปี ไม่ใช่เรื่องงบประมาณประจําปี งบประมาณประจําปียังใช้เวลามาก ถ้าใครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อรอบที่แล้ว สมัยที่แล้วคงจําได้ว่าเราเคยพิจารณากันข้ามวันข้ามคืนไปจนกระทั่งถึง ๑๐.๐๐ นาฬิกาเศษ ๆ ของเช้าอีกวันหนึ่งถึงจะลงมติกันเสร็จ นั่นก็เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วเป็นประสบการณ์ของ พวกผมมาเหมือนกัน เรายังไม่เคยพิจารณาข้ามคืนเลยในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมก็ไม่ได้หวังว่าจะต้องมีการพิจารณากันขนาดนั้น แต่ถ้าหากว่ามีเหตุมีผลที่ต้องคุยกัน จริง ๆ แล้วก็คือองค์ประกอบของที่ประชุมก็เป็นเรื่องของทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายของกรรมาธิการ ฝ่ายของรัฐบาล ฝ่ายของฝ่ายค้าน ถ้าเราให้ความร่วมมือกันอย่างแท้จริงและฟังกันอย่างแท้จริง ผมก็เชื่อว่าประสิทธิภาพของการประชุมนั้นจะเดินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด สิ่งที่ผมเห็นในความเห็นส่วนตัวของผม ท่านบอกว่าขณะนี้ ๔ ฝ่ายกําลังประชุมหารือกันอยู่ ในประเด็นที่เรากําลังจะต้องพิจารณากันก็คือเรื่องของกฎหมายที่จะมาใช้บังคับในการเลือก สสร. ผมอยากจะเสนอท่านประธานอย่างนี้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าเราจะประชุมกันแล้ว เป็นสิ่งที่เป็นคําอภิปรายแล้ว สุดท้ายคณะกรรมาธิการก็ไม่ฟัง สุดท้ายก็ไปขัดแย้งกับที่ประชุม ๔ ฝ่าย มันจะมีประโยชน์อะไรละครับที่จะมีคนลุกขึ้นมาพูด กันคนละ ๑๕ นาที ๒๐ นาที ๓๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมง แล้วมันไม่สอดคล้องต้องกัน มันต้อง กลัดกกระดุมทีละเม็ดถูกไหมครับ กลัดกระดุมเม็ดแรกให้เสร็จก่อน เม็ดที่ ๒ ถึงจะถูกต้อง เราควรจะรอการประชุมจากห้องประชุมของ ๔ ฝ่ายก่อนหรือไม่ แล้วค่อยมาพิจารณาต่อไป ถ้าห้องประชุม ๔ ฝ่ายออกมาตรงกับผม ผมก็ไม่ต้องอภิปราย หรือผมก็อภิปรายน้อยลงได้ ถูกไหมครับ เพราะว่ามันตรงกัน ก็ไม่มีปัญหาอะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าอะไรที่มันไม่ตรง หรือว่าผมมีข้อเสนอที่มีความสําคัญมากกว่าหรือว่าเห็นเหตุผลมากกว่าผมก็ต้องจําเป็น ที่จะต้องเสนอต่อไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านประธานเองก็มีอํานาจของประธานนะครับ ที่จะสั่งพักการประชุมก็ได้ หรือจะเลื่อนการประชุมออกไปก่อนก็ได้ สอดคล้องกับสมาชิก หลายท่าน ห่วงว่าช่อง ๑๑ จะทํามาหากินไม่ได้ ช่อง ๑๑ ไม่ควรทํามาหากินหรอกนะครับ เป็นสื่อของรัฐ ซึ่งหมายถึงของประชาชน ไม่ใช่ของรัฐบาลด้วยนะครับ ไม่ใช่เครื่องมือของใคร และไม่ต้องมาหาประโยชน์ทํามาหากินให้กับใคร ช่อง ๑๑ ก็ต้องให้ความรู้กับประชาชน แต่ถ้าหากว่าเห็นว่ารายการของช่อง ๑๑ มีรายการที่มีประโยชน์มากกว่าที่จะพูดไป โดยไม่มีประโยชน์ในวันนี้ ผมก็เห็นด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ท่านประธานก็สั่ง พักการประชุมไปก่อน หยิบเรื่องอื่นขึ้นมาหารือกันก่อน จนกว่าที่ประชุมของ ๔ ฝ่าย จะกลับเข้ามาแล้วเราก็เดินหน้าการประชุมกันต่อไป ไม่ดีกว่าหรือครับ การประชุมในวันนี้ มีวาระต่าง ๆ มากมายที่เข้ามา ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า กรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศ สําหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๓ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) เอาแค่ ๒ หัวข้อนี้ครับ เรื่องรถไฟฟ้าสายสีม่วงรอมาหลายรอบแล้วครับท่านประธานครับ ไม่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาก่อนละครับ ก็ในเมื่อเราก็ประชุมรัฐสภาด้วยกัน เพราะฉะนั้น จึงเป็นข้อเสนอของผมครับว่าให้ท่านประธานใช้อํานาจของประธานนะครับ ไม่มีประโยชน์ ที่จะพูดกันในตอนนี้แล้วไปขัดแย้งกับที่ประชุมของ ๔ ฝ่าย หรือถ้าท่านประธานจะไม่เลื่อน หรือไม่พัก ขออนุญาตนิดเดียวครับท่านประธานสุดท้ายในส่วนของผมนี่ผมก็สงวนคําแปรญัตติ ไว้ในมาตรานี้ ผมขอสงวนเวลาว่าผมยังไม่พูดจนกว่าที่ประชุม ๔ ฝ่ายจะเสร็จ ถ้าที่ประชุม ๔ ฝ่ายเสร็จ ผมก็จะเห็นทิศทางว่าผมควรจะพูดอย่างไร อภิปรายอย่างไร และมันจะมีประโยชน์มากที่สุด ขอบพระคุณครับ
เพื่อความยุติธรรมผมก็จะเชื่อ ท่านบุญยอด ผมเชื่อเฉพาะเรื่องหารือนะครับ ก็จะให้โอกาส ๑ ท่านจากฝ่ายค้าน เดี๋ยวผม จะดําเนินการประชุมต่อ เชิญท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ครับ
(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ที่ผมลุกขึ้นประท้วง ประท้วงผู้อภิปรายครับ เราหารือเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญครับ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องของรถไฟเลยครับ ตามข้อ ๔๓ นอกประเด็นครับ และสิ่งสําคัญเรื่องหนึ่งก็คือว่าการอภิปรายเที่ยวนี้วาระที่สอง วาระที่หนึ่ง เราแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร เราพูดกันหมดแล้ว และพอวาระที่สอง เรามีคณะกรรมาธิการแล้ว ตั้งคณะกรรมาธิการแล้วก็ยกร่างครับ แล้วใครจะสงวนคําแปรญัตติ คําไม่เห็นด้วย ท่านต้องพูด ในเนื้อหาตามข้อ ๙๙ ไม่ใช่ไปพูดวาระที่หนึ่ง แล้วมั่วไปหมดครับ พูดยาวเป็นชั่วโมงครึ่ง เป็นไปได้อย่างไรครับ ถ้อยคําขอแปรญัตติมีไม่กี่คําครับ มีไม่กี่เรื่อง แต่ไปพูดวาระที่หนึ่ง ไปพูดว่าแก้เพื่อคนคนเดียว พูดอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับ อย่างเคร่งครัดครับ ตามข้อ ๕ ถ้าเห็นว่าสมควรหยุดท่านใช้ข้อ ๔๔ ต้องรักษาการประชุม อย่างเคร่งครัด ผมว่าท่านประธานเป็นคนที่มีจิตใจดี เป็นคนที่ซื่อตรงแล้วก็ให้ความเป็นธรรม ทุกฝ่ายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นท่านประธานพูดอะไรพวกผมถือว่าท่านประธานพูดในสิ่งที่ ถูกต้องแล้วก็ชอบธรรม ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายครับ ท่านรักษาความดีอันนี้ไว้เลยครับ จะได้เป็นแบบอย่าง อย่าปล่อยให้พูดยาวไปนอกประเด็นเลยครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
ขออนุญาต ท่านประธานครับ
ก็อย่างที่ผมบอกนะครับ เดี๋ยวผมเชิญท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ
(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านขจิตรมีอะไรครับ ท่านขจิตรเชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๔ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอใช้สิทธิตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ไม่ได้ประท้วง แต่พูดในฐานะที่ได้รับการพาดพิง ๒ ท่าน ผมพูดว่าการใช้ช่อง ๑๑ ถ่ายทอดทั้งวันทั้งคืนทําให้ประชาชนเห็นว่าช่อง ๑๑ บางทีก็ถ่ายทอด โดยสิ่งที่เราพูดมันซ้ําซาก เสร็จแล้วมันไม่ได้หมายความว่าประธานท้วงติงแล้วมันถึงซ้ําซาก แต่ถ้าเราพูดซ้ําซากใครจะท้วงไม่ท้วงมันก็คือซ้ําซาก ประชาชนเขาโหวตออกมาผ่านสื่อมวลชน บางครั้งเราพูดประเด็นมาตราเดียว ๓ วัน มันไม่เคยมีปรากฏหรอกครับ แล้วถ้าใครบอกว่า ให้ใช้ข้อบังคับโดยเคร่งครัด และคนที่ไม่ใช้โดยเคร่งครัดจะทําอย่างไร ถ้าสมมุติว่าประธาน เคยใช้ข้อ ๕๑ ประธานนั่งลง ผู้อภิปรายก็ยังไม่นั่งลง ประธานยืนขึ้น เขาบอกให้หยุดยังไม่หยุด อย่างฝ่ายค้านประธานบอกให้เจ้าหน้าที่ตํารวจรัฐสภามาเอาออกจากห้องประชุม ฝ่ายค้านก็ยืน และมารุมกันอยู่ มันข้อบังคับข้อไหนล่ะครับ เอาให้มันจริง ๆ สิข้อบังคับ ให้นําข้อบังคับ โดยเคร่งครัดผมไม่ว่า แต่ผมก็ยืนยันว่าอยู่ในสภานี้ ผมอยู่ไม่น้อยกว่าใครหรอก นอกจาก ท่านที่อยู่เกินกว่า ๕-๖ สมัยเท่านั้น แต่ว่าเราก็ใช้ข้อบังคับ ไม่เคยมีหรอกครับ พูดโดยไม่จํากัด ผมอยากจะเรียกร้องไปยังท่านประธานบอกว่าต้องบริหารเวลาด้วย ให้พูดมีการจํากัดเวลา
ท่านครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธาน อนุญาตผมไว้ตั้งแต่ก่อนท่านที่ขึ้นมา เมื่อสักครู่เขาไม่ประท้วงครับ
เดี๋ยวครับ พอดีมีประท้วงครับ แป๊บหนึ่ง
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อ ๔๕ ที่ท่านประธานอนุญาตให้ท่านสมาชิก ขออภัย ที่เอ่ยนาม คุณขจิตร ใช้สิทธิพาดพิง ตามข้อ ๔๕ ครับ บอกว่าผู้ถูกอภิปรายพาดพิงถึง เรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอื่นใดอันเป็นที่เสียหายแก่ผู้นั้น ผมฟังแล้วผมไม่เห็นท่านประธาน จะวินิจฉัยเลยว่าที่เขาพูดมาทําความเสียหายอะไรให้กับคุณขจิตร ไม่ได้มีความเสียหายอะไร ท่านประธานก็ปล่อยให้พูดจาอภิปรายเสียยืดยาว เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานไม่ควบคุม ไม่รักษาระเบียบข้อบังคับ ผมว่าการประชุมก็จะยืดเยื้อแล้วก็ไปยากแล้วอีกประเด็นหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ด้วยความน้อยใจจริง ๆ เลย ท่านประธานชอบนั่งหันเอียงไปด้านโน้นครับ ทําให้ท่านประธานเห็นการยกมือของฝ่ายรัฐบาลกับวุฒิสภาอย่างเดียว พวกผมยกมือกัน มากมาย ทั้งประท้วง ทั้งยกมือขอหารือท่านประธานก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธาน นั่งตรง ๆ หรือว่าเอียงมาข้างนี้บ้างก็ไม่เป็นอะไรครับ ขอบคุณครับ
ขอเรียนชี้แจงครับ ผมก็พยายาม ฟังอยู่ว่าท่านขจิตรท่านจะอย่างไร แต่ว่าพูดถึงเรื่องการควบคุมการประชุมตามข้อบังคับ ก็เรียนเลยนะครับ โดยส่วนตัวผม ผมพยายามตั้งใจที่จะให้โอกาสท่านสมาชิก บางทีก็ผ่อนปรน เรื่องข้อบังคับอยู่เสมอ ๆ ก็อยากจะเห็นพวกเราซึ่งเป็นผู้อาวุโสในทางการเมืองได้กรุณา ช่วยกันรักษากฎข้อบังคับด้วย ผมก็สังเกตดูว่าท่านก็ประท้วงกันไปประท้วงกันมาเรื่องข้อบังคับ แต่จริง ๆ แล้วผมขอเรียนนะครับ ผมเจตนาดีจริง ๆ ผมไม่อยากที่จะพูดให้ร้ายใคร
เรื่องที่ ๒ ผมไม่ได้มองใครเป็นพิเศษหรอกครับ บังเอิญตรงนี้มันมีจอครับ มันสะดวกไม่ต้องใส่แว่น ดูจอนี่เห็นชัดไม่ได้เจตนาจะเอียงทางใดทางหนึ่ง แต่เมื่อท่านขออย่างนั้น ผมก็พยายามเลิกดูจอนะครับ คราวนี้ท่านขจิตรคงไม่มีอะไรแล้วนะครับ นิดเดียวนะท่านนะ เราไม่ได้มีการอภิปรายกันนะครับ นี่เราหารือกันเฉย ๆ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ให้ผมพูดต่อให้จบก่อนนะครับ
คือทางนี้ยังต่อเนื่องนะครับ ของท่านใหม่นะครับ ประท้วงก็รอก่อนได้ไหมครับ ทางนี้ก็ประท้วงอย่างไร ท่านรอนิดเดียวเอง ๑ นาทีนะครับ ท่านเสียหายอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่ท่านพูดว่าท่านดูจอครับ เวลาพวกผมยกมือท่านมองไม่เห็น เพราะจอเขาไม่ได้ส่องเข้ามา
เดี๋ยวท่านเสียหายตรงไหนครับ
เสียหาย เพราะผมยกมือตั้งแต่เช้าแล้ว ผมเห็นซีกรัฐบาลด่าพรรคฝ่ายค้าน ๒-๓ คน แต่ผมไม่อยาก ประท้วงครับ
ท่านประเสริฐ ผมเข้าใจแล้ว ผมจะชี้แจงนะครับ ทุกท่านที่ยกมือเจ้าหน้าที่จะช่วยผม
ไม่มีเลยครับ ผมยกตั้งแต่
ท่านประเสริฐครับ เจ้าหน้าที่ จะชี้แจงแล้วชื่อจะขึ้นตรงนี้ครับ
มีชื่อผม ไหมครับ
มีครับ
ผมยกอยู่ ตั้งครึ่งชั่วโมงครับ
ใช่ครับ แต่ท่านหลังท่านวิรัตน์ นะครับ
โอเค เดี๋ยวท่านให้โอกาสผมนะครับ
ให้โอกาสไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าผมให้อย่างที่ผมเรียนแล้ว แล้วเดี๋ยวผมจะเข้าที่ประชุมแล้วครับ
ถ้าให้โอกาสไม่ได้ ผมต้องขออนุญาตเพราะพวกผมเสียหายครับ
ไม่เป็นอะไรครับ พอเถอะครับ เรื่องนี้ผมเข้าใจแล้ว
ไม่ใช่ครับ เดี๋ยวท่านฟังนิดหนึ่งครับ ที่ซีกรัฐบาลบอกว่าฝ่ายค้านพยายามให้การพิจารณาเป็นไปด้วย ความไม่ราบรื่น อย่างนี้เสียหายไหมครับ ฝ่ายค้านเสียหายไหมครับ แต่ผมไม่อยากประท้วงครับ ผมก็ใช้วิธียกมือเพราะพวกผมเป็นสุภาพชนครับ
ประการที่ ๒ เขาบอกว่า ๕ มาตรา ใช้เวลา ๗ วัน ๗ คืน อย่างนี้เสียหายไหมครับ คนที่บ้านฟังเขาไม่เข้าใจ
ท่านประเสริฐฟังผมนิดได้ไหม
ท่านฟัง ให้จบครับ ท่านฟังให้จบก่อนครับ ถ้าท่านประธานได้ลําดับเหตุการณ์นะครับ ผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรเสนอเมื่อวันศุกร์ วันศุกร์ที่ ๒๐ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรบอกว่า จะต้องหาทางออก ถ้าหาทางออกกันได้ก็จะทําให้การพิจารณารัฐธรรมนูญจบได้ในวันเสาร์ ที่ผ่านมา ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านจุรินทร์ก็จึงนําเสนอให้มีการหารือ ๔ ฝ่าย ปรากฏว่า การหารือ ๔ ฝ่าย วันนี้ยังไม่คืบหน้าเลยครับ อย่างนี้จะมาโทษฝ่ายค้านว่าฝ่ายค้านเตะถ่วง ฝ่ายค้านพยายามให้การพิจารณาไม่ราบรื่นได้อย่างไรครับ หรือว่าจะให้ฝ่ายค้านปล่อยให้ รัฐธรรมนูญพวกมากลากไปความเสียหายเกิดกับประเทศชาติ แล้วทางซีกฝ่ายค้านไม่ต้อง ปฏิบัติหน้าที่หรือครับ
ท่านประเสริฐ มีผู้ประท้วงครับ
ไม่เป็นอะไร ประท้วง ๆ ไปครับ เพราะผมพูดตามความเป็นจริงครับ
เชิญท่านประสิทธิ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ กระผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธาน ต้องควบคุมการประชุมสภาให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และผมขอประท้วงผู้อภิปราย ที่ลุกขึ้นมาประท้วงทําผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น แล้วพูดยกยอตัวเอง ว่าตัวเองเป็นสุภาพชน
เดี๋ยวก่อนท่านประสิทธิ์ เสียหายตรงไหน เอาตรงนี้
ผมประท้วงตามข้อ ๔๓ นะครับ
เราจะเอาข้อบังคับกันแล้ว เอาเฉพาะเท่าที่ท่านเสียหายเชิญครับ
ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ แล้วก็ประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วบอกว่าตัวเองเป็นสุภาพชน แต่ไม่ฟังประธานเลย เถียงฉอด ฉอด ฉอด ไม่ตกฟากเลยนะครับ นี่สุภาพชนหรือครับ ท่านประธานต้องวินิจฉัย
อันนั้นประธานเสียหาย ท่านไม่ได้เสียหายนะ เชิญเถอะ ขอบคุณ
ท่านประธานวินิจฉัยถูกแล้วครับ ท่านประธานไม่ได้เสียหายครับ คนประท้วงไม่เข้าใจ
ไม่เป็นอะไรครับ ของท่านประเสริฐ จบแล้วใช่ไหมครับ
ยังครับ ท่านประธานครับ เวลาเขากล่าว
ท่านวัชระประท้วงอะไรอีก เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมลุกขึ้นประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ และขอใช้สิทธิพาดพิงที่ท่านผู้อาวุโส พรรครัฐบาลได้กล่าวพาดพิงถึงกระผมในทางที่เสียหาย เนื่องจากว่าได้ยกตัวอย่างในกรณี ที่ประธานสั่งให้นั่งแล้วไม่นั่ง ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานว่า กระผมมีข้อเท็จจริง อยากกราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียวครับ ก็คือว่าประธานรัฐสภาคือนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ได้มาทําหน้าที่แทนท่านประธาน ซึ่งท่านประธานวุฒิสภาได้ทําหน้าที่ เป็นประธานรัฐสภาในขณะนั้น และได้อนุญาตให้ผมอภิปรายในมาตราดังกล่าว แต่ปรากฏว่า เมื่อท่านประธานสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ขึ้นมานั่งเป็นประธานแทนท่านประธาน กลับวินิจฉัย ไม่อนุญาตให้ผมอภิปรายต่อไป โดยอ้างว่ามาตราดังกล่าวนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมาก เห็นพ้องด้วยแล้ว ซึ่งคําวินิจฉัยของท่านประธานไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๙ วรรคสี่ บัญญัติว่าประธานรัฐสภา และผู้ทําหน้าที่แทนประธานรัฐสภาต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ในวันดังกล่าว คําวินิจฉัยของท่านไม่เป็นธรรม เนื่องจากว่าวินิจฉัยเป็นไปตาม ส.ส. พรรครัฐบาล ๓ ท่าน ที่ลุกขึ้นมาประท้วงคําอภิปรายของผมซึ่งเกี่ยวกับ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ท่านประธาน ที่เคารพ ถ้าคําวินิจฉัยเป็นกลางผมยินดีปฏิบัติตามข้อบังคับทุกประการ แต่เมื่อคําวินิจฉัย ของท่านประธานในขณะนั้นไม่เป็นกลาง ไม่เป็นธรรม ผมมาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง ผมก้มหัวให้กับความไม่เป็นธรรมไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านประธาน ขึ้นมาทําหน้าที่ประธานแทนประธานสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ท่านประธานสั่งอย่างไร ผมก็ปฏิบัติตามทุกอย่าง และผมก็ใช้สิทธิสงวนสิทธิในการอภิปราย และผมลุกขึ้นอภิปราย กราบเรียนท่านประธานว่า กระผมเองนั้นก็ไม่ขอใช้สิทธิอภิปรายในมาตราดังกล่าวอีกต่อไป เพราะผมไม่ติดใจเนื่องจากว่าท่านประธานทําหน้าที่เป็นประธาน ท่านมีความเป็นกลาง มีความยุติธรรมมากกว่าประธานรัฐสภาซึ่งมาจากประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมมีนิดเดียว เนื่องจากว่าพี่น้องประชาชนได้พิมพ์โปสเตอร์ (Poster) นี้มา ท่านประธานครับว่า ชายคนหนึ่งกําลังกินรัฐธรรมนูญ
(นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร (รองประธานรัฐสภา) ท่านวัชระครับ มีผู้ประท้วงครับ
ผมกราบเรียน ท่านประธานว่า ผมตั้งใจเอามาให้ท่านประธาน
ท่านเอาลงเถอะครับ อ้ายกระดาษนั่น
ผมตั้งใจ เอามาให้ท่านประธานนะครับ
ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ
ให้ท่าน ส.ส. พรรครัฐบาลดูนะครับ
ท่านวัชระ มีผู้ประท้วงครับ ท่านเอากระดาษลงก่อนครับ เชิญท่านไพจิตครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ในการควบคุมการประชุม ท่านประธานครับ ผู้อภิปรายถ้าจะใช้สิทธิพาดพิง ขอความกรุณาท่านประธานให้ผู้ที่กําลังอภิปรายอยู่อภิปราย ให้จบ ผมเข้าใจว่าทางซีกโน้นก็ได้ถูกเรียกชื่อแล้ว ถ้าผู้จะใช้สิทธิพาดพิงประเพณีที่ปฏิบัติ ก็คือท่านประธานชอบที่จะให้เมื่อผู้ที่จะอภิปรายได้จบเป็นคน ๆ ไป ไม่ควรจะให้โอกาส มาแทรกยืนทีละ ๓ คน ๔ คน ก็จะเสียภาระในการทําหน้าที่ ผมเคารพท่านประธานนะครับ ท่านเป็นแม่ทัพกองทัพ ภาคที่ ๒ ผมเป็นผู้แทนราษฎรใหม่ ๆ ไปหาท่าน ท่านให้ความเป็นธรรม ผมยังเชื่อครับว่าบางทีความเป็นธรรมมันมากจนทําให้การกํากับการประชุม บางทีต้องใช้ ความเด็ดขาดครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณครับ ท่านขจิตร จบแล้วนะครับ
ผมกําลังสรุปครับ ผมนิดเดียวว่าผมประท้วงเพราะผมอภิปรายว่าช่อง ๑๑ ได้ถ่ายทอดยืดเยื้อ แล้วก็เราใช้ มาตราเดียว ๓ วัน
คืออย่างนี้ครับ
ของผมจะจบแล้ว นาทีเดียว
เดี๋ยวท่านฟังนิดหนึ่ง เราตกลง กันแล้วอย่างไรว่าเราจะเอาตามข้อบังคับ ถ้าหากว่าท่านไม่เสียหายก็หลีกเลี่ยงเถอะครับ
ผมก็สรุปว่า มีหลายท่านพูดว่าช่อง ๑๑ เกิดมาเพื่อที่จะทําเรื่องนี้ไม่เสียหาย ผมขอพูดหน่อยว่าผมพูด ยืนยันว่าเสียหายถ้ายังทําโดยไม่มีกําหนดเวลา
ขอบคุณครับ คือเมื่อสักครู่ ผมทําความเข้าใจนิดหนึ่ง ท่านมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม จิรายุ
เดี๋ยวนะครับ ท่านประเสริฐ ยังประท้วงผมอยู่ ยังไม่จบเลย เชิญท่านประเสริฐครับ
ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าพวกเราอยากให้ความร่วมมือ กับการประชุมรัฐสภาให้ราบรื่นจริง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและให้จบโดยเร็ว เวลามีใคร มาประท้วงท่านต้องดูแล้วก็อย่าให้เขาพูดเลอะเทอะ เพราะว่าแบบที่ผมเรียนท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรนําเสนอตั้งแต่วันศุกร์
เอาล่ะท่าน
เดี๋ยวครับท่าน
คราวนี้ผมก็จะถามท่านแล้ว ท่านประท้วงใช่ไหมครับ
ใช่ครับ
เอาประท้วงเฉพาะในส่วน ท่านเสียหาย เชิญครับ
ท่านประธาน ที่ผมเสียหายเพราะว่าผมยกมือแล้วขอพูดตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อน
โอเค ผมเรียนท่านทราบแล้ว ว่าชื่อท่านอยู่ลําดับ ๖ หลังท่านวิรัตน์ เชิญท่านนั่งนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ผมขออนุญาตประท้วงคุณพี่วัชระ เพชรทอง ของผมครับ จริง ๆ แล้ว ผมรอฟังมา ๓-๔ สัปดาห์ว่าการประท้วงของท่านจะมีสาระอะไรเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ที่น่าตกใจเมื่อสักครู่นี้ท่านประธานครับ เดี๋ยวนี้สภาผู้แทนราษฎรของเราทําอะไรก็ง่าย นึกจะเอาอะไรมาชูก็ชู ท่านประธานปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ สิครับ เขียนชัดเจนครับ ท่านประธานว่าจะเอาเอกสารอะไรขึ้นมา
ท่านประท้วงผม
ต้องขออนุญาตครับท่านประธาน และที่อยากจะให้เกิดการปรองดอง นิดเดียวท่านประธาน ผมอยากจะให้ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลหายใจลึก ๆ สักนิดเดียวครับ โดยเฉพาะฝ่ายค้าน ลืมทักษิณสักอาทิตย์หนึ่งได้ไหมครับ คือเวลาฟังแต่ละมาตรา ท่านวัชระ เพชรทอง หน้าดํา ของผมก็วนเวียนอยู่กับเรื่องนี้จนแกหน้าดําคร่ําเครียดแล้วนะครับท่านประธาน
ไม่เป็นอะไรครับ ผมทราบแล้วว่า ท่านประท้วงผมนะครับ เชิญท่านวิรัตน์เถอะครับ ท่านวัชระไม่มีอะไรแล้วกระมัง ท่านโดน พาดพิงถูกเอ่ยชื่อ เอานิดเดียวนะท่าน
ขอบคุณ ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมถูกพาดพิงจากสมาชิก ฝ่ายรัฐบาลคือ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ทักษิณ ส่งมา ผมยังพูดไม่ทันจบ พี่ออกไมโครโฟน ได้เลยนะครับ ถ้าจะไม่พูดไม่สุภาพ ผมกราบเรียนท่านประธานว่านายจิรายุกล่าวหาว่าผมใจดํา หน้าดํา
ท่านเสียหาย เอาเฉพาะ ที่ท่านเสียหาย เมื่อสักครู่ผมฟังอยู่นะ เอาเฉพาะท่านเสียหายครับ
กล่าวหาว่า ผมหน้าดํา ใช่ครับท่านประธาน ผมก็อยากกราบเรียนท่านประธานว่าก็ดีกว่าคนใจดําครับ หลอกพี่น้องประชาชนให้มาตาย กราบเรียนท่านประธานครับ ผมอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และท่านประธานก็คงได้ยิน มีคนร้องตะโกนข้ามประเทศมาบอกว่าใครขวางรัฐธรรมนูญช่างแม่งมัน อย่างนี้พูดได้อย่างไร
ท่านวัชระครับ พอเถอะครับ
แล้วผม กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าโปสเตอร์ที่ผมนํามาให้
คือท่านได้อธิบายแล้วผมคิดว่า ผู้ฟังคงเข้าใจ ไม่ประท้วงหรอกครับ เชิญท่านวิรัตน์ครับ เดี๋ยวนะครับประท้วงผม เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขํา สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เริ่มแรก คุณวัชระ เพชรทอง ประท้วง แล้วข้อประท้วงคุณวัชระไม่ได้บอกท่านประธาน ท่านประธานก็ปล่อยให้คุณวัชระพูดไปเรื่องของตัวเอง เรื่องของตัวเองจบที่โน่นที่นี่แล้วสุดท้าย ก็ใช้วิธีเลวทรามเอารูปภาพมาโชว์ท่านประธาน
ต้องถอน คําว่าเลวทราม
ผมไม่ได้พูดว่า ใครเลวทราม
ท่านนั่นละ เลวทราม
ท่านครับ ไม่เป็นอะไรครับ ผมขอเถอะครับ คือเราก็ได้พูดกันแล้วทั้ง ๒ ท่าน
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ
ผมทราบแล้วครับ ต่อไป ผมจะแก้ไขครับ ท่าน ส.ว. ประท้วงหรือครับ ท่านวัชระ ผมวินิจฉัยไปแล้ว ไม่เอาแล้วครับ จบแล้วครับ เชิญท่าน ส.ว. ครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาตจริง ๆ ไม่บังอาจที่จะประท้วง ท่านประธาน แต่ก็นั่งฟังมาตลอดระยะเวลาชั่วโมงเศษ ก็ต้องขอประท้วงท่านประธาน ในข้อบังคับ ข้อ ๕ ดังนั้นกราบเรียนว่าถ้าท่านประธานปล่อยให้สมาชิกรัฐสภาที่อยู่ในห้องประชุมนี้ อภิปรายนอกประเด็น และมีการประท้วงต่างจับพริบจับไหวกัน การประชุมก็เป็นไป ด้วยความยากลําบาก กราบเรียนว่าผมได้นั่งฟังการประชุมของสมาชิกรัฐสภาด้วยความเคารพ อดทน อดกลั้น และที่ยืนมาไม่ได้เรียกร้องว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นจะต้องพูด ๒ คนหรือ ๓ คน ท่านประธานครับ ประชาชนฟังอยู่ทั่วประเทศและต่างประเทศด้วย กระผมจึงขอประทาน กราบเรียนท่านประธาน ขอให้ท่านประธานได้กรุณา ผมทราบว่าท่านได้ใช้ความอดกลั้น อดทน ต่อไปนี้การประชุมจะได้เป็นไปด้วยความราบรื่น ขอให้ท่านประธานได้โปรด ใช้ข้อบังคับในเครื่องมือของการทําหน้าที่ประธานนั้น มี ๒ ประการครับ
ประการแรก ก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในฉบับปัจจุบัน และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ดังนั้นจึงประทานกราบเรียนในช่วงท้ายว่าขอให้ท่าน ได้ใช้ข้อบังคับการประชุมด้วยความเคร่งครัดเพื่อจะได้เดินหน้าต่อไปครับ
ผมจะแก้ไขตัวเองนะครับ เชิญท่านวิรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม วิรัตน์ กัลป์ยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสงขลา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานในช่วงหารือว่าพรรคประชาธิปัตย์ของพวกผม ให้ความร่วมมือเต็มที่กับการทํางานในรัฐสภา แล้วก็พร้อมที่จะร่วมในการอภิปราย แสดงความเห็น ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าเรื่องนี้จริง ๆ แล้ว
ท่านประท้วงหรือครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ อย่างนี้ครับท่านประธาน จริง ๆ แล้วผมไม่อยาก ประท้วงท่าน แต่ว่าผมมีข้อเสนอแนะกับท่านประธานนิดหนึ่ง เพราะผมเห็นว่าการทําหน้าที่ ของท่านมีอุปสรรคและมีปัญหาเกี่ยวกับจอภาพครับ เมื่อสักครู่ท่านชี้แจงว่าท่านต้องเอียง ไปทางโน้น หันไปทางโน้นเพราะจอภาพอยู่ด้านขวามือท่าน ผมเห็นว่าท่านควรจะปรับจอภาพ ให้มาอยู่ตรงกลาง ท่านจะได้มองเห็นสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายรัฐสภาครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านวิรัตน์ ต่อครับ
อย่างที่กราบเรียนต่อท่านประธาน ผ่านไปถึงพี่น้องประชาชนครับว่า พวกผม
ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ครับ เดี๋ยวท่านประธาน จะลืมเสียครับ ท่านวิเชียร ขาวขํา ขออนุญาตที่เอ่ยนามครับ
เอ๊ะท่านเดี๋ยวก่อนนะครับ ท่านมีเสียหายอะไรหรือเปล่าครับ
เสียหาย ไม่เสียหายหรอก สภาจะเสียหายครับ เพราะคุณวิเชียรใช้คําว่า เลวทราม ในสภานี้ครับ ไม่ใช่ผมเสียหายคนเดียว ท่านประธานก็เสียหายด้วยครับ ถ้าในสภานี้มีความเลวทรามอยู่นี่ ผมว่าใช้ไม่ได้ครับ ต้องให้นายวิเชียรถอนคําพูดครับ ให้ท่านวินิจฉัยครับ
ท่านวิเชียรจะว่าอย่างไร
ท่านประธานครับ ผม วิเชียร ขาวขํา สมาชิกรัฐสภา คําพูดนี้พูดออกไปแล้วพี่น้องประชาชนฟังอยู่ ใครเลว ใครทรามชาวบ้านทราบ แต่ถ้าอยากให้ถอนผมยินดีถอนครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ เชิญท่านวิรัตน์ครับ
ต้องกราบเรียนครับว่า ถามความเห็น ถามความรู้สึกของพวกผม พวกผมไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้นนะครับ แต่ก็ให้ความร่วมมือ ในชั้นคณะกรรมาธิการ ในชั้นรัฐสภา แล้วก็วาระที่สอง ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ดูเนื้อหารัฐธรรมนูญแล้ว มาตรา ๒๙๑ อนุญาตให้แก้ไข ไม่อนุญาตให้ทําทั้งฉบับ ซึ่งพวกผม ก็อภิปรายแสดงความเห็นมาเป็นระยะ แต่ว่าด้วยความรีบเร่งอย่างที่ท่านหมอวรงค์ว่า กฎหมายที่ใช้ในการเลือกตั้งที่จะได้มาซึ่งตามร่างเดิมของรัฐบาลก็เป็นเพียงระเบียบ สุดท้าย ก็มาเป็นกฎหมายท้องถิ่น แต่มีรายละเอียดมากมายที่ยังตอบคําถามไม่ได้ ตั้งแต่ว่า ควรจะต้องให้ใบแดง ใบเหลือง ใครจะเป็นผู้ให้นะครับ เพราะฉะนั้นทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า เราก็พยายามร่วมมือ แต่เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาจากประชามติ นอกเหนือจากที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านอภิปรายไปแล้ว ๔-๕ ประเด็น เรื่องที่จําเป็นจะต้องเกิดขึ้นให้ได้คือต้องถามประชามติ ต้องถามประชาชน ก่อนว่าเขาเห็นด้วยให้แก้หรือไม่ให้แก้ ถ้าให้แก้แก้ประเด็นใดหรือกรณีที่เมื่อเสร็จจากการทํา สสร. แล้ว ก็ต้องกลับมาที่สภา ซึ่งก็หวังว่าเสียงข้างมากจะยอมเห็นด้วย จากรัฐสภา โอเค ไม่โอเค ถึงจะไปประชามติ
ท่านวิรัตน์มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพไม่ได้ประท้วงท่านวิรัตน์ครับ แต่กําลังประท้วงท่านประธาน ในมาตรา ๕ ในเรื่องของการควบคุม ขณะนี้ไม่ใช่เป็นการหารือนะครับ ก็กําลังจะลง รายละเอียดอยู่แล้วท่านประธาน ใช้สิทธิอภิปราย หรือใช้สิทธิหารือ ถ้าผมจําไม่ผิดเบื้องต้น ใช้สิทธิหารือ แล้วท่านประธานปล่อยกันอย่างนี้เห็นใจคนอื่นเถอะครับ พวกผมมานั่งฟัง ฟังคนด่า ฟังคนเบียด ฟังคนเสียดสีเราทนได้ เดี๋ยวท่านประธานผมยังไม่จบ
ท่านครับ ผมก็กําลังจะเลี้ยว ไปอย่างที่ท่านพูดเหมือนกัน
ด้วยความเคารพ ท่านประธาน จริง ๆ แล้วผมชื่นชม แอบชื่นชม แล้วก็ดีใจที่สุดที่ได้มีโอกาสมานั่งในสภา แล้วมีท่านเป็นประธานอยู่ เพราะว่าท่านน่ารัก แล้วก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าท่านเอาใจทุกฝ่าย จนเรากําลังเดินไปไม่ได้แล้วครับ ท่านเอามาตรการที่ท่าน ส.ว. ท่านหนึ่งเมื่อสักครู่ได้เสนอไว้ ให้เคร่งครัดเถอะครับ แต่อย่าเคร่งเครียด แล้วก็เดินไปตามกระบวนการของมัน
ท่านครับ ผมทราบแล้ว ที่ท่านประท้วง แล้วผมกําลังฟังท่านผู้อภิปรายอยู่ ผมกําลังจะเตือนอยู่เหมือนกันนะครับ พอดีท่านประท้วงก่อน ท่านวิรัตน์ทราบนะครับว่าขณะนี้เราหารือกันนะครับ เดี๋ยวเราจะ เข้าสู่การประชุม แล้วสิ่งที่ท่านพูดมาแล้วนั้น บังเอิญเราก็พูดกันเยอะแล้ว ขอเชิญท่าน เอาเฉพาะข้อหารือนะครับ
ประเด็นต่อไปครับ ท่านประธานครับ คือกรณีที่ สสร. เมื่อครบวาระแล้วผมเห็นว่าเพื่อไม่ให้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นกลางทั้งฉบับ สสร. ควรจะเว้นวรรค ๕ ปี ผมก็ฝากกรรมาธิการเสียงข้างมากไป หรือกรณีใบเหลืองใบแดงใครจะเป็นผู้ออก ศาล หรือ กกต. อันนี้ก็ฝากฝ่ายเสียงข้างมากไป ผมพยายามในช่วงนี้ เพราะเนื้อหาในการอภิปรายผมมีรายละเอียดมาก แต่ว่าในช่วงนี้ เพื่อส่งสัญญาณไปยังคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย เพราะผมเข้าไม่ได้ เพราะเขาให้เข้าฝ่ายละ ๑ คน ก็อยากจะส่งสัญญาณไปว่ากฎหมายถ้าไม่ออกเป็นพระราชบัญญัติ สสร. เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แล้วอาจจะปฏิบัติไปได้ ถ้าไม่ให้ใบเหลืองใบแดงอย่างที่กราบเรียนแล้วว่าการเลือกตั้งบ้านเรา มัน ๓,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐ บาทต่อหัว มันซื้อเสียงนะครับ
ท่านครับ เดี๋ยวท่านหาทาง สื่อสารไปสู่ ๔ กลุ่มที่อภิปรายนะครับ
ขออนุญาตอีกนิดเดียวท่านประธาน จะได้จบสาระนะครับว่าผมมีความจําเป็น
ท่านกรุณาสรุปเลยนะครับ
เพื่ออย่างนี้ท่านประธานครับ เพื่อให้สิ่ง ที่เราพยายามเสียเวลาทั้งกลางวัน กลางคืนมานี่ ออกมาให้ดีที่สุดแล้วตอบสนองพี่น้อง ประชาชนคนไทยทุกฝ่าย ขอให้ท่านประธาน เพื่อนสมาชิกอดทนฟังครับ พวกผมอภิปราย อยู่ในสาระ แต่ถ้าท่านประท้วงไปมางานมันเดินไม่ได้ แล้วในช่วงนี้การประชุมในห้องใหญ่ ดําเนินการต่อไป ด้วยความเคารพท่านประธานครับ
เชิญท่านกรรมาธิการครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสั้น ๆ นิดเดียวครับ คือประเด็นปัญหาที่กําลังพูดคุยกัน ทุกท่านเองบอกว่ามีสิทธิในเรื่องของการสงวนคําแปรญัตติมาพูดในสภาในประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านคิดว่าเป็นประโยชน์ เราเองก็คงจะใช้รัฐสภาในการตัดสิน แต่สิ่งหนึ่งท่านมักจะอ้างว่า กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนคําแปรญัตติแล้วมาพูดในรัฐสภา ถูกครับ เมื่อมีการลงมติ ในมาตราใดที่ท่านขอแก้ไขแล้วแต่ไม่ได้รับการแก้ไขก็ต้องมาพูดในรัฐสภาเพื่อที่จะนําประเด็น ต่าง ๆ ที่ท่านคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญ เป็นเรื่องที่เหมาะสม ท่านก็พูดครับ ท่านจะพูดอย่างไร จะโน้มน้าวอย่างไร มติของรัฐสภาเป็นที่ยุติ เช่นเดียวกันครับ ในคณะกรรมาธิการก็มีการแก้ไข เมื่อสักครู่ผมขออนุญาตนะครับ ท่าน ส.ว. สมชาย แสวงการ ท่านบอกว่าได้พยายามพูดหลายคน หลายครั้งพูดแล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากก็นิ่ง ให้ยืนตามร่าง ผมเรียนว่าเราเองในฐานะ กรรมาธิการเราได้ศึกษาพิจารณาเรียบร้อยแล้วนําสู่วาระที่สองในที่ประชุมแห่งนี้ แต่เรื่อง รายละเอียดไม่ใช่ว่าเราไม่แก้ในมาตราที่กําลังพูดถึง มาตรา ๒๙๑/๕ มันแก้ไขทั้งมาตรา และทุกคนเองก็เห็นพ้องกันในคณะกรรมาธิการเฉพาะต้องเอามติในส่วนของคณะกรรมาธิการ ที่เรียกว่าเสียงข้างมาก เมื่อพิจารณาจบแล้วมาสู่สภา ใครจะมีความเห็นหลากหลายอย่างไร ใครจะไม่เห็นด้วย ท้ายที่สุดก็มาพิจารณาแล้วก็ตกลงกันในสภาแห่งนี้ กรรมาธิการเองก็รับฟัง ความคิดเห็น แต่ถ้าจะแก้ไขอะไร หรือจะเพิ่มเติมอย่างไร ผมว่ามติแห่งสภานี้ต้องเป็นข้อยุติ ขออนุญาตท่านครับว่าทุกอย่างพวกผมเองทําในฐานะที่ได้รับมอบหมายในส่วนคณะกรรมาธิการ แต่จะไปบอกว่าเสียงข้างมากในกรรมาธิการต้องเป็นข้อยุติ ตรงนั้นมันยุติมาแล้วครับ ตอนนี้ สู่วาระที่สองสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้จะเป็นมติที่เป็นส่วนที่จะสามารถที่จะดําเนินการแก้ไข อย่างไร หรือแม้กระทั่งขณะนี้ที่ยังหาข้อยุติในส่วนของตัวแทนทั้ง ๔ ฝ่าย ก็ยังประชุมกันอยู่ อันนั้นถ้าได้ข้อยุติและเห็นด้วยทั้ง ๔ ฝ่าย ก็ต้องนํามาเสนอในนี้ ส่วนใครจะเห็นแตกต่าง ก็ต้องพูดกันอีกครับ บางทีความหลากหลายแห่งสภานี้เป็นเรื่องของประชาธิปไตย ท่านไม่สามารถที่จะมาบอกกล่าวว่าทําไมไม่เห็นด้วยกับท่าน และในส่วนของกรรมาธิการ เสียงข้างมากจะต้องเอาตามท่านหรือไม่ อย่างไร ผมเรียนชี้แจงว่าทุกมาตราถ้ามีการแก้ไขนั้น หรือท่านไม่เห็นด้วยท่านสงวน ท่านพูดเถอะครับ แล้วขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งครับ ผมเคยพูดไปแล้วนะครับว่าท่านประธานยึดในข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ ใครประท้วง อย่างไรท่านถามสิครับ ขออนุญาตสมัยท่านประธานอุทัย พิมพ์ใจชน วาระที่สองไม่ได้พูด อย่างนี้ครับท่านประธาน แปรญัตติอย่างไรอภิปรายเฉพาะส่วนที่แปรญัตติแล้วจบครับ ขนาดงบประมาณเยอะ ๆ คนแปรญัตติมาก ๆ ท่านประธานอุทัยขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านถามว่าท่านแปรญัตติในประเด็นไหน ส่วนไหน มีข้อซักถามและเหตุผลอย่างไร กรรมาธิการตอบ ตอบแล้วลงมติถ้าเห็นต่าง อย่างนี้จบครับ ส่วนใช้เวลาผมเห็นด้วยครับว่า ถ้าเราไม่สามารถบริหารเวลาได้กรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบนก็ต้องฟัง แต่ฟังแล้วมันจะไม่ได้ อะไรเลยเพราะเป็นร้อยคน ท่านลองคิดดูสิครับ คนร้อยคนพูด ท่านพูดเสร็จท่านก็เอา ประเด็นของท่าน ท่านไม่ฟังคนอื่นท่านก็ออกไป ส่วนกรรมาธิการท้ายที่สุดจะแก้ไขอะไร ชี้แจงเสร็จก็ต้องเสนอว่ายืนตามร่างเดิม ยืนตามร่างเดิมก็ต้องมีมติออกมาจากรัฐสภา มันเป็นระบบกลไกอย่างนี้ของรัฐสภา เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานกับเพื่อนสมาชิก ขออนุญาตว่าถ้าท่านประธานเองเคร่งครัดในเรื่องของการใช้ข้อบังคับการประชุมสภา และท่านประธานต้องใช้สัญญาณที่ท่านมีอยู่ ขออนุญาตไม่ใช่บอกว่าจะสอนท่านนะครับ ท่านสามารถกดไมโครโฟน ถ้าไม่อยากให้ใครพูดมันจะเป็นข้อยุติครับ ขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ
ขอบคุณ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องชี้แจงทําความเข้าใจ เดี๋ยวไม่เช่นนั้นจะเสียหายเพราะว่าถ่ายทอดสดผ่านวิทยุโทรทัศน์ ผมเรียนนะครับว่า กรรมาธิการไม่ได้พิจารณาสิ่งที่ผู้แปรญัตติได้อภิปรายใด ๆ เลย เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ซึ่งผมใช้เวลาอภิปรายกับท่านกรรมาธิการประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษ เหตุผลที่ผมเรียนว่า กรรมาธิการไม่ได้พิจารณาเลยมี ๒ เหตุผลครับ ประการที่ ๑ ผมสอบถามท่านกรรมาธิการ ของวุฒิสภา ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์
ท่านสมชายชี้แจงส่วนที่ท่าน ถูกพาดพิง
ชี้แจงนะครับ ชี้แจง ส่วนที่ท่านกรรมาธิการวิชาญพาดพิงครับ ก็คือว่าผมได้สอบถามว่ากรรมาธิการได้มีการประชุม คืนนั้นหลังจากที่ผมชี้แจงหรือไม่ เพราะก่อนหน้านั้นผมได้ถามประธานสามารถ แก้วมีชัย ว่า ผมจะชี้แจงการขอแปรญัตติของผม ถ้าท่านไม่รับฟังผมก็จะได้ไม่เสียเวลา แต่ท่านบอกว่า ท่านจะรับฟังแล้วจะลงมติ เพราะผมเห็นเอกสารฉบับนี้แล้วผมเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว ของกรรมาธิการเมื่อเช้าวันที่ ๕ เมษายน เดี๋ยวผมจะอธิบายท่านประธานนะครับว่า มันตรงกันเป๊ะเลย ไม่ผิดแม้แต่ตัวอักษรเดียวกับเอกสารรายงานที่ท่านได้แจกให้สมาชิกสภา ตรงทุกคําพูด ทุกมาตรา ทุกประโยคที่ท่านไม่ได้แก้เลยนะครับ วันที่ ๔ ท่านทําเสร็จแล้ว วันที่ ๕ ผมได้อภิปรายกับท่าน ๑ ชั่วโมงเศษจนกระทั่งเวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ผมทราบว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ประชุมต่อในเวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา มีแต่ท่านสมาชิก พรรครัฐบาลแล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ผมถามว่าการประชุมได้เรียงลําดับมาตราตามที่ รัฐธรรมนูญกําหนดหรือไม่ มีการนําความคิดเห็นของสมาชิกผู้แปรญัตติทั้ง ๑๗๒ คน ไปพิจารณาอย่างไร คําตอบครับ ไม่มีครับ อภิปรายว่าเราไม่เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ ทําไมไม่เรียงมาตราครับว่าหลักการที่มีผู้แปรญัตติเหตุผล มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ ท่านลงมติทีละมาตราอย่างไร ไม่มีครับ ท่านเอากลม ๆ ครับ และท่านบอกท่านไม่เห็นด้วย สรุปก็คือ ๑๗๒ คนที่แปรญัตติไว้ไม่มีประโยชน์ครับ เพราะท่านทําเป็นเอกสารเสร็จตั้งแต่ วันที่ ๔ ตอนเย็น เช้าเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา วันที่ ๕ ผมได้รับเอกสารนี้แล้วครับ แล้วเอกสารชุดนี้ มันคือเอกสารชุดเดียวที่อยู่ในรายงานที่ท่านทํามา อภิปรายไป ๖ วัน ๖ คืน ต้องเรียน ท่านประธานว่าไม่ได้แก้ไขแม้แต่คําเดียว เสร็จแล้วท่านก็มีสมาชิก ผมก็เดินออกไปตรวจหา ก็ไม่ค่อยเจอครับ ตอนกลางคืนท่านอาจจะอยู่ตึก ๓ กับชั้นบน ชั้น ๓ ลงมาลงมติพรึบ จากนั้นก็หายไป ท่านก็ลงมติทีละมาตรา เพราะฉะนั้นผู้อภิปรายหวังประสงค์ให้กรรมาธิการ ได้พิจารณาแก้ไขบ้างในชั้นของสภา สภาแห่งนี้จะงดงามถ้าท่านกรรมาธิการยอมบ้างนะครับ และผมคิดว่ามาถึงมาตรา ๒๙๑/๕ กรรมาธิการและวิป ๓ ฝ่ายได้ประชุมกันแล้วก็จะมีการ ทบทวน อันนี้ผมเห็นด้วยครับ แต่ผมต้องกราบเรียนให้ที่ประชุมทราบว่าที่ผ่านมากรรมาธิการ ไม่ยอมแก้ไขเลยแล้วก็ใช้ลงมติเสียงข้างมากอย่างเดียว มันก็จึงเป็นประเด็นแบบนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธาน
ตกลงเราก็ไม่ได้เดินกันต่อนะ เพราะถ้าเผื่อว่าท่านพูดกันไปพูดกันมาอย่างนี้ มันก็ไม่ได้ต่อกันสักทีหนึ่งนะครับ เสียเวลากัน ไปเยอะแล้ว เชิญกรรมาธิการท่านสุดท้ายนะครับ ไม่อย่างนั้นก็ชี้แจงกันไปชี้แจงกันมาก็ไม่จบ สักทีหนึ่ง
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่าน ส.ว. สมชาย แสวงการ ท่านได้เอ่ย ทุกท่านเองมีสิทธิแปรญัตติ บางคนก็ฝากมา บางท่านก็ฝากมา ผมยืนยันว่ากรรมาธิการทําถูกข้อบังคับทุกอย่าง แต่ส่วนที่ท่านบอกว่าจํานวน ๑๗๐ กว่าท่าน ถ้าแยกแยะแต่ละราย แต่ละท่านที่ฝากมานี้ก็ต้องเชิญตัวแทนในส่วนหนึ่งที่เขาฝากมามาถาม แต่เมื่อฟังดูแล้วทั้งหมดนี้บางท่านก็ขัดต่อหลักการในการแปรญัตติ บางท่านก็ขัดต่อรายละเอียด ซึ่งบางครั้งเองฟังแล้วถ้าจะเอาทั้งหมดมานั่งทํา มานั่งจับแต่ละคนผมว่าให้เวลากรรมาธิการ จนหมดในช่วงเวลาก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ แต่ทั้งหมดนี้เราก็คิดว่าเมื่อมีการยืนยันในส่วนของกรรมาธิการว่าเห็นควรที่จะให้ทุกคน ได้มีสิทธิในการที่จะนําเสนอความคิดเห็นของแต่ละท่านในวาระการนําเสนอของกรรมาธิการ เข้าสู่รัฐสภาเพื่อเป็นการพิจารณาท่านก็ใช้ตรงนี้ล่ะครับ ในเรื่องของการนําเสนอ ผมเห็นด้วย กับท่านสมชายนะครับ ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยนะครับ แต่ส่วนที่ท่านพูดเหมือนกับว่าพวกเราไม่ได้ แก้ไขอะไร แต่จริง ๆ แล้วในเรื่องบทบาทหน้าที่ของกรรมาธิการ ถ้าท่านไปเป็นอยู่ตรงนั้น ท่านก็ต้องเหมือนกับเราล่ะครับ เพราะว่าทุกคนที่เข้ามาแปรญัตติจํานวนไม่ใช่น้อยนะครับ ๑๗๐ กว่าท่าน ทั้งฝาก ทั้งเข้ามาด้วยตัวเอง เราเคารพทุกท่านครับ จึงได้มีการนําสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามาพูดในวาระที่สองครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ผมขอดําเนินการประชุมต่อเลย นะครับ เพราะเราก็เสียเวลากันมาเยอะแล้วนะครับ ท่านสุทัศน์ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผมประท้วง กรณีการชี้แจงของท่านวิชาญไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงบางประการในการประชุมคณะกรรมาธิการ กระผมเป็นกรรมาธิการคนหนึ่งและเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จะได้รับความเสียหาย หากจะไม่มีการชี้แจงจากกระผมด้วย ขออนุญาตท่านประธานครับ
กรุณาสั้น ๆ นะครับ
ท่านประธานครับ การชี้แจงของผู้มา ชี้แจงในการแปรญัตติ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมกราบเรียนท่านประธานว่าจากข้อท้วงติงของท่านสมชาย แสวงการ เป็นข้อท้วงติงที่ถูกต้อง เพราะการชี้แจงของสมาชิกเวลามาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการตามคําสั่งเรียก ของท่านประธานนั้นท่านสมาชิกจะมากันจํานวนมาก เพราะให้ความสนใจในการแปรญัตติ และเป็นกฎหมายที่มีความสําคัญ เพราะเป็นการกําหนดบทบาทของผู้ที่จะไปสร้างโครงสร้าง ของประเทศไทย ท่านสมชาย แสวงการ ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่าน และท่านสมาชิกวุฒิสภา อีกหลายท่านให้ความสนใจในการแปรญัตติมาก ผมนั่งอยู่ในห้องประชุมขณะที่ท่านชี้แจง การแปรญัตติ ทั้ง ๆ ที่คิวของท่านมีก่อนหน้านี้ แต่ท่านนั่งรอมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงกว่าจะถึง เวลาที่ท่านชี้แจง ในการชี้แจงของท่านนั้นท่านชี้แจงทั้งเหตุผล หลักการ ประกอบทุกอย่าง แต่ท่านประธานขอประทานโทษ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ท่านก็รับฟัง แล้วก็บอกว่ารับทราบแล้ว เสียงกรรมาธิการข้างมากไม่ได้เห็นด้วย เพราะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ลงมติเป็นอย่างอื่นแล้ว กระผมเองได้ท้วงในที่ประชุม ได้ท้วงในประเด็นที่ท่านสมชาย แสวงการ ได้แปรญัตติ เรื่องการเลือกตั้งสมาชิก สสร. จะต้องมีจํานวน ๒๐๐ คน ซึ่งกระผมนั้นก็เห็นชอบด้วย และกระผมก็เห็นชอบในประเด็นที่ท่านมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง สสร. ใครควรจะมีบทบาท ในการกํากับการเลือกตั้งของ สสร. กระผมก็ได้อภิปรายเสนอท่านประธานสามารถว่าควรจะ รับฟัง แล้วก็ควรจะฟังกรรมาธิการเสียงข้างน้อยซึ่งจะอภิปรายสนับสนุนการแปรญัตติของ ท่านสมชาย แสวงการ และผู้แปรญัตติอื่น ๆ ตรงนี้เองครับ เป็นประเด็นที่กราบเรียนมา หมายความชัดเจนสั้น ๆ ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นไม่ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปราย ตอบโต้หรือชี้แจงเพิ่มเติมเลย เพียงแต่เมื่อชี้แจงเสร็จก็บอกว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้ เห็นด้วย ขอให้ท่านไปสงวนคําแปรญัตติและอภิปรายในสภา นี่คือข้อเท็จจริง ท่านประธาน จําเป็นต้องกราบเรียนเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของสภาครับ
พอเถอะ พอไหมครับท่าน เชิญท่านสามารถครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ ก็ขอบคุณที่ท่านสมาชิกได้ตั้ง ข้อสังเกตการทํางานของกรรมาธิการ แต่อยากกราบเรียนข้อเท็จจริงหรือกระบวนการทํางาน ของเรานะครับ คือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการนี่เราก็จะพิจารณาจนครบทั้งร่าง แล้วก็มีการลงมติ ว่ามาตราไหนจะเอาอย่างไร เสร็จแล้วหลังจากนั้นก็เปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกที่ไม่ได้เป็น กรรมาธิการที่ได้เสนอคําแปรญัตติไปชี้แจงเหตุผลประกอบคําแปรญัตติของท่าน ผมจําได้ แม้กระทั่งท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านได้กรุณาให้เกียรติไปชี้แจงด้วยตัวท่านเอง ชี้แจงเสร็จท่านก็ถามผมว่า ผมอยากฟังเหตุผลกรรมาธิการสิว่าแต่ละมาตราที่ผมได้ขอแปรญัตติ กรรมาธิการมีเหตุผลอย่างไร ถ้าผมเห็นด้วยผมจะได้ไม่ติดใจ ไม่สงวน ก็ไล่กันทีละมาตรา ท่านแปรญัตติมาผมก็ชี้แจง เหตุผลของกรรมาธิการไป แล้วท่านไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ กรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับท่าน ท่านก็สงวนไว้ มันก็เป็นกระบวนการแบบนี้นะครับ และหลังจากที่เราเปิดโอกาสให้ท่านสมาชิก ได้มาชี้แจงแล้ว สุดท้ายกรรมาธิการทั้งหลายก็เอาร่างที่เราได้เห็นชอบไปแล้วมาทบทวน อีกรอบหนึ่ง จําได้วันสุดท้ายเราได้ทบทวนอีกรอบว่าหลังจากฟังท่านสมาชิกมาแปรญัตติ ให้เหตุผลแล้วเราจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรไหม ในที่สุดก็มาเป็นร่างนี้ที่นํามาเสนอต่อรัฐสภา ซึ่งในที่สุดแล้วท่านกรรมาธิการทั้งหลายท่านก็สงวนคําแปรญัตติของท่านขอมาชี้แจงเหตุผล ในที่ประชุมแห่งนี้ ฉะนั้นที่ประชุมแห่งนี้ก็จะเป็นผู้ตัดสินละครับว่าจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากหรือจะเห็นด้วยกับผู้สงวนคําแปรญัตติ ก็เป็นกระบวนการปกติและผมขอยืนยัน นะครับว่าเรารับฟัง เราให้เกียรติ และที่สําคัญเราได้ปฏิบัติตามกระบวนการและข้อบังคับ ของรัฐสภาในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอย่างถูกต้องครับท่านประธานครับ
ต่อเถอะครับ พอเถอะครับ ผมว่าทุกท่านชี้แจงอธิบายกันเป็นที่เข้าใจแล้ว แล้วก็บันทึกอยู่ในบันทึกประชุมหมดแล้วครับ ผมไม่อนุญาตให้พูดต่อแล้วครับ ผมจะขอเข้าอภิปรายต่อตามมาตรา ๒๙๑/๕ นะครับ ลําดับแรกเชิญท่านวิรัช ร่มเย็น เชิญครับ ไม่แล้วครับ พอแล้วครับ พอแล้วครับท่านบุญยอด เชิญท่านวิรัชครับ ท่านประท้วงผมใช่ไหมครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมหารือท่าน ในประเด็น ๒-๓ ประเด็นเท่านั้นเองนะครับ ประเด็นที่สําคัญที่ผมหารือกับท่านก็คือขอให้ท่าน ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๒๒ ประธานมีอํานาจที่จะสั่งพักการประชุมรัฐสภาได้ ที่ผมเรียนท่านว่า ขณะนี้ประชุม ๔ ฝ่ายยังไม่จบ เราจะประชุมกันไป อภิปรายกันไป ขัดแย้งกันก็ไม่มีประโยชน์ ท่านประธานครับ ฉะนั้นผมขออนุญาตฟังคําวินิจฉัยของท่านประธานในประเด็นนี้ครับ
ครับ ผมขออนุญาตวินิจฉัยว่า ระหว่างที่รอนี้ผมขอดําเนินการประชุมไปพลาง ๆ ก่อนนะครับท่านบุญยอด เชิญท่านวิรัช ท่านรสนาประท้วงเชิญครับ
ที่จริงดิฉัน คิดว่าอย่างนี้ค่ะ ท่านประธานคะ รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเองอยากจะขอประทานกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการคณะใหญ่ว่าอยากขอให้ท่านช่วยชี้แจงหักล้างสิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อย หรือสมาชิกรัฐสภาได้แสดงเหตุผลในการแปรญัตติ เพราะท่านเองบอกว่าท่านให้ความเคารพ กับทุกท่านแล้วก็ฟัง แต่ว่าท่านไม่แก้อะไรเลย ดิฉันคิดว่าถ้าจะให้ดีท่านควรจะแสดงเหตุผล ในการหักล้างว่าสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้ชี้แจงคําแปรญัตติทั้งหลายนั้นขาดเหตุและผลอย่างไรบ้าง ไม่อย่างนั้นท่านก็จะพูดแต่เพียงว่าฟังด้วยความเคารพครับ แล้วก็เสียงข้างมากว่าอย่างไร ก็ว่าอย่างนั้น ดิฉันคิดว่าสภาของเราต้องฟังกันด้วยเหตุด้วยผล ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะ กลายเป็นว่าเสียงข้างมาก ก็ตัดสินทุกอย่างโดยที่ไม่ได้ฟังเหตุผลของเสียงข้างน้อยเลย ดิฉันคิดว่าถ้าท่านประธานจะกรุณาขอให้คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงหักล้างเหตุผลที่ผู้แปรญัตติว่า สิ่งที่เขาแปรญัตตินั้นไม่สมเหตุสมผลอย่างไรบ้าง เพราะดิฉันคิดว่าท่านกรรมาธิการนั้น ทําตัวเหมือนขอนไม้ อย่างที่เพื่อนสมาชิกพูด คือพูดไปก็ฟังไปอย่างนั้นเสียเวลา ๕-๖ วัน แต่ไม่เปลี่ยนอะไรเลย เปลี่ยนคําเดียว แก้ไขอยู่คําเดียว แล้วก็บอกว่าแก้ไขแล้ว ดิฉันคิดว่า เราคุยกันด้วยเหตุด้วยผล แล้วที่เห็นก็คือว่าสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในห้อง แต่พอท่าน กดอ๊อดปุ๊บเข้ามากดโหวตเสร็จแล้วก็หนีไปเลย หลายท่านกดแทนกันด้วยซ้ํา ดิฉันอยากจะ ขอประท้วงอันนี้ว่ามีการกดบัตรแทนกันค่ะ
ท่านรสนาครับ ฝากท่าน กรรมาธิการไปนะครับ ได้แล้วนะครับ ฝากนะครับ
ไม่ได้นะคะ ท่านต้องฟังเสียงข้างน้อย ไม่อย่างนั้นท่านก็บอกว่าเราเสียงข้างมากเราจะโหวตอย่างไรก็ได้ คือโหวตนี่เป็นการโหวตตาม คือมันเป็นแพคเกจ (Package) ของท่าน คือทุกคนไม่ต้องมาฟัง ก็ได้ แต่โหวตตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก
ท่านรสนามีผู้ประท้วงครับ
ประท้วง ข้อ ๔๓ หรือคะ
ข้อไหนครับ ท่านประสิทธิ์
ข้อ ๔๓ ที่ชอบประท้วงนี่
ท่านประสิทธิ์ประท้วงข้อไหน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ใส่ร้ายสมาชิกกล่าวหาว่ากดบัตรแทนกัน ถ้าคุณมีหลักฐานจริง คุณรสนาคุณชี้ได้เลย ว่าใครเป็นคนกดบัตรแทน คุณพูดอย่างนี้สมาชิกรัฐสภาเสียหาย สมาชิกวุฒิสภาเขาก็อยู่ เขาก็เสียหาย พูดลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานอย่างนี้มันเสียหาย ประชาชนฟังอยู่ครับ ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขออย่างนี้นะครับ คุณรสนา ขอความกรุณาว่าอะไรที่ไม่ชัดเจนเราก็ไม่พูดกันนะครับ เชิญท่านประธาน
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ
ท่านบุญยอดประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน จะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ ไม่ได้นะครับ มีการท้าทายกันครับท่านประธานว่ามีหลักฐาน หรือไม่ที่มีคนกดบัตรแทนกันซึ่งผิดรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะผมเห็นอาการของท่านรสนา ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านกําลังจะแสดงหลักฐานให้เห็น ท่านประธานผ่านเรื่องนี้ไม่ได้นะครับ สมาชิกท่านหนึ่งเปิดคลิป (Clip) มีภาพทางเพศแล้วลบทิ้งยังโดนวิพากษ์วิจารณ์มาก จะเอาเป็นเอาตายให้ได้ จะให้ลาออกให้ได้ ถ้าท่านรสนาไม่มีหลักฐานท่านรสนาก็พูดเรื่องนี้ ไม่ได้ ถ้าจ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ลุกขึ้นมาโต้อย่างไม่มีเหตุผล จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ก็โต้ อย่างนี้ไม่ได้ ท่านประธานครับ เอาให้ชัดเลยครับ ใครกดบัตรแทนกันแล้วทําผิดรัฐธรรมนูญ ท่านประธานอย่าข้ามเรื่องนี้ไปครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านรสนาจะชี้แจงไหมครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ ดิฉันมีภาพ ที่อยู่ในมือถือ ท่านอยากจะดูไหมคะ จะขึ้นจอ แต่เผอิญดิฉันไม่ใช่รุ่นกาแล็คซี่ไม่สามารถ กดขึ้นไปบนจอได้นะคะ แต่ว่าภาพนี้เห็นได้ชัดเจนนะคะว่ามีคนที่นั่งอยู่แถวนั้นแล้วก็ยื่นมือ มากดบัตรข้างหลัง เป็นภาพชัดเจนแต่ดิฉันไม่ทราบชื่อเพราะดิฉันจําชื่อไม่ได้ เพราะฉะนั้น ให้ขึ้นจอก็ได้นะคะ จอของท่านประธานเองว่าที่สมาชิกรัฐสภากล่าวหาว่าดิฉันใส่ร้าย ดิฉันมีหลักฐานว่ามีการกดบัตรแทนกัน เพราฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันต้องการพูดก็คือว่าการฟังเหตุและผล มันไม่ได้มีการฟัง คือทุกคนมาก็กดบัตรแทนกันด้วย หรือไม่ก็กดโหวตตามที่กรรมาธิการ เสียงข้างมาก ดิฉันเองพูดแล้วว่าที่ประชุมใดที่ขาดซึ่งสัตบุรุษที่ประชุมนั้นไม่เรียกว่าสภา เพราะฉะนั้นสภานี่ต้องฟังกันด้วยเหตุด้วยผล ดิฉันเองขอให้กรรมาธิการเสียงข้างมาก ต้องหักล้างเหตุผลของสมาชิกที่เป็นเสียงข้างน้อยว่าเหตุผลนั้นขาดเหตุผลอย่างไร ที่ท่านไม่ยอม ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเลย เพราะไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นว่าสิ่งที่ท่านทํานั้นก็เพียงแต่ มาฟังพวกเราไปวัน ๆ เสียเวลาเห็นพวกเรานี่เป็นพระอันดับ ก็เป็นเพียงพิธีกรรมในรัฐสภา ฟังแล้วก็โหวตตามเดิมทุกอย่าง ดิฉันคิดว่าอย่างนี้มันไร้ความหมาย ท่านใช้เสียงข้างมาก โหวตไปเลยทุกข้อก็ได้ถ้าอย่างนั้น ไม่ต้องมาเสียเวลารัฐสภา เสียค่าแอร์ (Air) เสียค่าอะไร ต่อมิอะไรมาฟังแบบนี้แล้วมากดบัตรแทนกัน
ท่านสามารถเชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ถ้าไม่ชี้แจงจะเสียหาย ๑. กรรมาธิการไม่ได้เป็นท่อนไม้อย่างที่ท่านพูดนะครับ กรรมาธิการก็มีสมองเหมือนท่านนั้นละ กรรมาธิการได้ชี้แจงมาตลอด หักล้างมาทุกประเด็นนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๒๙๑/๕ นี่ก็เหมือนกัน ผมจําได้ว่าผมเองนี่พูด ๒ รอบ แล้วมีเพื่อนสมาชิกเพิ่มเติมอีกหลายท่าน แต่ผมไม่ทราบว่าท่านรสนาไปอยู่ที่ไหน ไม่ได้ยินนะครับ ก็ไม่เป็นอะไรครับ ท่านจะบอกว่าพวกเรามาถึงไม่ฟังแล้วมากดบัตร ท่านคงทราบนะครับ ระบบพรรคการเมือง เขามีวิธีการที่เขาเรียกว่าปาร์ตี้ ครอคัส (Party crocus) เขาคุยกันในพรรค ทําความเข้าใจกัน รู้ว่าอะไรควรจะเป็นอย่างไร เหตุผลเป็นอย่างไร เขาก็พร้อมที่จะมาสนับสนุนอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่า ต่างคนต่างไปแล้วไม่ฟัง แล้วเดินเข้ามาก็มากดบัตร ผมถึงบอกว่ารัฐสภาไทยถ้าทุกพรรคไป พูดจากันให้เข้าใจ ทราบว่าเราจะโหวตกันอย่างไร ด้วยเหตุด้วยผล มาถึงไม่จําเป็นหรอกครับ ที่จะมาเสียเวลาพูดจากันยาว เพราะทุกคนรู้ว่าระบบพรรคเราสามารถที่จะทําความเข้าใจกัน ได้อย่างใกล้ชิด ได้ละเอียด ฉะนั้นกราบเรียนครับว่าทุกมาตรา ถ้าท่านจะไปเปิดเทปย้อนหลัง จะไปดูชวเลข กรรมาธิการชี้แจงหมดนะครับ ไม่ได้นั่งเป็นท่อนไม้นะครับ ขอบคุณครับ
ท่านบุญยอด เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เรื่องกดบัตรแทนกันมีภาพ ผมขออนุญาตแสดงภาพให้ท่านประธานดูนะครับ ผมเข้าใจว่า ภาพอาจจะใกล้เคียงกับของคุณรสนา ภาพนี้จากสถานีโทรทัศน์บลูสกายแชนแนลครับ ซึ่งมันเห็นชัดเจนนะครับ ถ้าท่านประธานจะให้กล้องได้กรุณาซูม (Zoom) ภาพเข้ามา จะเห็นเลยครับว่าสมาชิกท่านหนึ่งเอื้อมมือมาข้างหลังนะครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต ส่งภาพนี้ให้ท่านประธานรัฐสภาทําหน้าที่ต่อไปว่าท่านต้องให้กรรมการทําการตรวจสอบ ขอให้ท่านประธานได้กรุณาสั่งให้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ได้กรุณาจับภาพให้ชัดเจน ว่ามีภาพจริงหรือไม่
คืออย่างนี้ครับท่านบุญยอด ประเดี๋ยวท่านเอาภาพมาให้ผม ท่านรสนาเอาภาพมาให้ผมด้วยนะครับ ผมขอผ่านเรื่องนี้ นะครับ แล้วผมจะดําเนินการต่อ
แล้วท่านจะตั้งกรรมการสอบใช่ไหมครับ
ท่านสมชายมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับ ท่านประธานจะตั้งกรรมการสอบ
ท่านบุญยอดเอารูปลงก่อน นะครับ
ท่านประธานจะตั้งกรรมการสอบให้ใช่ไหมครับ
ผมจะพิจารณาดําเนินการต่อ ขอท่านเก็บภาพด้วย ท่านรสนาเอาภาพมาให้ผมนะครับ แล้วเดี๋ยวผมพิจารณาดําเนินการ ต่อไป เชิญท่านสมชาย
ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียน ท่านประธานครับว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริงครับ ผมยังไม่ได้ระบุว่าพรรคไหนนะครับ ก็ไม่อยากระบุ แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในระหว่างการประชุม โหวตนะครับ ซึ่งผมก็มีภาพ
ท่านสมชายครับ ผมจบแล้ว นะครับ
ท่านประธานครับ มีภาพนี้อยู่
ผมขอภาพแล้วผมจะวินิจฉัย ดําเนินการต่อไปครับ
นิดเดียวครับ ท่านประธาน ก็ขอความกรุณาว่าที่ยกขึ้นมาเพื่อไม่ต้องการให้เกิดเหตุแบบนี้อีกนะครับ แล้วท่านประธานกรุณาจะสอบก็ดําเนินการ ผมยินดีให้การเป็นพยานนะครับ แล้วก็ผมคิดว่า มาตราต่อจากนี้ไปจะไม่มีครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
สําหรับภาพทั้งปวงนั้น ผมขอเอามาดูนะครับ แล้วจะได้วินิจฉัยดําเนินการต่อไป ท่านมีอะไรครับ เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม สุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ สมาชิกรัฐสภาครับ คือคืนก่อน ผมก็ได้ยืนอยู่ข้างหลังนะครับ ท่านครับ ผมก็เห็นมีบัตรเสียบไว้เต็มไปหมดเลย
ไม่แล้วครับ เรื่องนี้จบแล้วครับ ไม่พูดแล้วครับ จบแล้วครับท่าน ผมวินิจฉัยแล้วครับ ท่านครับ จบแล้วครับ ผมวินิจฉัยแล้ว เชิญท่านวิรัชต่อครับ
(นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมประท้วงท่านประธานคงไม่เกี่ยวกับเรื่องรูปนะครับ ผมประท้วง เกี่ยวกับเรื่องการประชุม ท่านประธานจะต้องไม่เอาเรื่องของวาระการประชุมนะครับ คือสรุปว่าท่านไม่ควรจะต้องรอการประชุมของคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ผมเห็นว่าการประชุม ของคณะกรรมการ ๔ ฝ่ายเป็นความจําเป็นในการแก้ไขปัญหาการประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความรับผิดชอบของท่านประธานครับ ท่านประธานจะต้องเป็น ผู้รับผิดชอบในการประชุม เพราะฉะนั้นการที่ท่านจะเรียกสมาชิกท่านใดให้อภิปรายต่อไป ไม่ใช่เป็นเรื่องของการคั่นเวลา ต้องเป็นการแสดงความรับผิดชอบว่าไม่ว่าเหตุการณ์ใด ๆ จะเกิดขึ้น ผู้ที่ทําหน้าที่เป็นประธานรัฐสภาแห่งนั้น
คืออย่างนี้นะครับท่าน ผมได้วินิจฉัยแล้วว่าให้ดําเนินการประชุมต่อนะครับ จบแล้วครับ เชิญท่านวิรัชครับ
ผมเรียน ท่านประธานรัฐสภานิดหนึ่งครับ
ท่านครับ ถ้าอย่างนั้นมันเดินต่อ ไม่ได้นะครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับ เชิญท่านวิรัชครับ
(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
คุณหมอประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกท่านสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ ได้พูดถึงเรื่องการกดบัตรแทนกัน ผมว่าเรื่องนี้สําคัญท่านประธาน ผมว่ามันมีความสําคัญ มากกว่าเรื่องภาพที่ออกมาจากจอเอวี (AV) ครับ ผมคิดว่าการที่เพื่อนสมาชิกกําลังจะเล่า ให้ท่านประธานฟังว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไร
ไม่เป็นอะไรครับท่าน ผมจบแล้ว แล้วผมก็ได้ขอให้เอาหลักฐานมาแล้ว ไม่จําเป็นต้องเล่าตอนนี้ครับ เดี๋ยวผมดําเนินการต่อครับ
คือท่านประธานครับ พยานบุคคล มันก็เพียงพอแล้วครับท่านประธานครับ
ขออนุญาตเถอะครับ
ผมคิดว่าท่านน่าจะเปิดโอกาสให้พูด
คุณหมอผมได้อธิบายแล้วครับว่า ผมรับฟังแล้ว ผมขอหลักฐานแล้วแล้วจะดําเนินการต่อครับ เชิญท่านวิรัชครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ตั้งแต่เช้ามาที่มีปัญหากันอยู่นี้ท่านประธานก็ใจดีครับ ท่านเป็นพลเอก แห่งกองทัพบกไทยแต่ใจดีมากจนล่วงเลยมาถึงขณะนี้เวลา ๑๑.๔๐ นาฬิกา ผมนําเรียน ท่านประธานเป็นเบื้องต้นก่อนว่าทั้งหมดทั้งหลายท่านจะเชื่อใครก็ตามแต่ระหว่างข้างบน กับข้างล่าง ผมวันนี้อยู่ข้างล่าง ท่านประธานครับ ถ้าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากที่อยู่ด้านบน ก็เพื่อน ๆ กันทั้งนั้นล่ะครับ ถ้ารับฟังเสียงข้างน้อยในห้องกรรมาธิการซึ่งพิจารณากันหลายครั้ง หลายวัน เหตุการณ์อย่างนี้จะไม่เกิด จะไม่ต้องมีการประชุม ๔ ฝ่ายที่กําลังดําเนินการอยู่ ซึ่งผมคิดว่า ๔ ฝ่ายคงไม่พอท่านประธาน จริง ๆ ท่านประธานน่าจะเสนอฝ่ายที่ ๕ ถึงแม้จะ อยู่ต่างประเทศก็สามารถวิดีโอลิงก์ (Video link) ได้ ถ้าฝ่ายนั้นมาโอกาสจะเรียบร้อยดีมาก ครับท่านประธาน
ท่านวิรัชครับ
เป็นข้อเสนอครับท่านประธาน
กรุณาอยู่ในประเด็นที่ท่าน ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ครับ
อยู่ในประเด็นแน่นอน ผมพูดให้กระชับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ในหลายวันที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ผมรับฟังมาตลอดครับ สดับตรับฟังมาหลายท่านก็ติดตาม ด้วยความสนใจ แต่หลายท่านก็สงสัยว่ากรรมาธิการทั้งเสียงข้างน้อย กรรมาธิการเสียงข้างมาก เขาโต้เถียงกันอย่างไร เขาถกกันอย่างไร เพราะอะไรครับ เพราะไม่ทราบที่มาที่ไป ผมขออนุญาต นําเรียนท่านประธานครับ หลายท่านที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างมาก อันนี้ติงไว้หน่อย เวลาท่านไปออกโทรทัศน์ ไปออกวิทยุ ออกรายการนี้ครับ บางครั้งท่านพูดไม่ตรงกับบรรยากาศ ในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการ ผมติงไว้ว่าท่านกรุณาพูดให้ตรงตามความเป็นจริง ผมรับฟังอยู่เมื่อเช้านี้ ผมจะไม่เอ่ยว่าเป็นใคร ผมนําเรียนท่านประธานครับว่าในการที่จะให้ พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านเพราะมีการถ่ายทอดหายข้อสงสัยว่าเขาเถียงกันเรื่องอะไร มาตรา ๒๙๑/๕ มีเนื้อความว่าอย่างไร ผมต้องขอประทานโทษท่านประธานนะครับว่า ต้องอ่านร่างของรัฐบาลแล้วก็จะอ่านร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเขายึดถือ แล้วก็เป็นร่างที่ผม แปรญัตติ นั่นหมายความว่าสิ่งที่ผมแปรญัตตินั้นหลักก็คือว่าผมจะโน้มน้าวให้ท่านสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. นั้น มีความมั่นใจว่าสิ่งที่ผมแปรญัตตินั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ควรจะ ดําเนินการตามที่ผมได้แปรญัตติ นั่นประการที่ ๑
อีกประการหนึ่งผมต้องนําเรียนให้ทราบว่าที่เสียงส่วนใหญ่หรือกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่เขามีความเห็นนั้นไม่ชอบด้วยเหตุด้วยผล ใช้ระบบเสียงข้างมากลากไป นี่ผมกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคําเพราะผมเป็นกรรมาธิการคนหนึ่งถึงแม้จะเป็นเสียงข้างน้อย แต่อยู่ในห้องประชุมมากที่สุดคนหนึ่ง เห็นพฤติการณ์มาตลอด ได้มีการพยายามที่จะเตือนสติ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ด้วยความเคารพว่าพิจารณาด้วยความรอบคอบ อย่าเร่งเร้า อย่าเร่งรีบ อย่าเร่งร้อนไม่ดําเนินการตามที่ผมขอร้อง เพราะฉะนั้นจึงมีการนับองค์ประชุมหลายครั้งครับ ผมยอมรับว่าในห้องประชุมใหญ่ผมอยู่มา ๒๐ ปี ผมไม่เคยนับองค์ประชุม แต่เป็นกรรมาธิการ ชุดนี้ผมนับองค์ประชุมไม่ต่ํากว่า ๕ ครั้ง แต่ด้วยวิธีการเรียกว่าชั้นเชิงของท่านประธาน สามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยต้องเอ่ยนามท่าน ก็เป็นมาหลายสมัย นับทีไรท่านก็ถือ โอกาสพักประชุม แล้วก็ระดมโทรศัพท์ก็ดังกันลั่น ท่านประธานครับ การนับก็เลยไม่เป็นผล ท่านประธาน ผมนําเรียนว่าร่างของรัฐบาล ร่างของ ครม. มาตรา ๒๙๑/๕ ผมต้องเสียเวลาอ่าน เพื่อให้ทางบ้านได้สดับตรับฟังและได้ติดตามอย่างเข้าใจ อย่างที่ผมกราบเรียนข้างต้นนะครับ มาตรา ๒๙๑/๕ ร่างของ ครม. หรือร่างของรัฐบาลมีข้อความว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วันนับแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองมีผลใช้บังคับ
ให้ดําเนินการให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่รัฐบาลมีมติให้มีการจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ โดยให้มีระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๒๐ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ
พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองให้กําหนดวันเลือกตั้งไว้ด้วย โดยต้องกําหนด ไม่เกิน ๔๐ วันนับแต่วันครบกําหนดระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้ง และต้องกําหนด เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไป ตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด วรรคนี้ล่ะครับเป็นวรรคที่มีปัญหามาก โดยอาจนําหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
เมื่อได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่วันเลือกตั้ง โดยให้ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุดในการเลือกตั้งแต่ละจังหวัดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของจังหวัดนั้น
นี่คือ ๕ วรรคของมาตรา ๒๙๑/๕ ท่านประธานครับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งผมต้องใช้เวลาอ่านอย่างที่ผมกราบเรียนแล้วเพื่อให้ทางบ้านได้ติดตามอย่างเข้าใจครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากได้พูดเรื่องนี้ มาตรานี้ยาวนาน ผมจําได้ว่าข้ามวันข้ามคืน แต่ว่า เสียงข้างมากก็คือเสียงข้างมาก ไม่ยอมฟังเสียงข้างน้อยแม้แต่น้อย หายไปหลายวัน ในที่สุดก็มีผู้เสนอครับ มีกรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอเลยว่าให้ใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะฉะนั้นมาตรา ๒๙๑/๕ ร่างที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเขายืนยันว่าเขาจะเอา ร่างนี้เป็นอย่างนี้ มาตรา ๒๙๑/๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ
ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา ตามวรรคสองมีผลใช้บังคับ เห็นไหมครับเหมือนเดิมทุกประการ วรรคสอง
ให้ดําเนินการให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่รัฐสภามีมติให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ตาม ตรงนี้มีการแก้ไขเล็กน้อย ตามหมวดนี้เดิมบอกว่าตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ เปลี่ยนมาเป็นว่าเอาคําว่ามาตรา ๒๙๑/๑๖ ออก และใช้คําว่า ตามหมวดนี้ โดยให้มีระยะเวลา สมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๒๐ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ
พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองให้กําหนดวันเลือกตั้งไว้ด้วย โดยต้องกําหนด ไม่เกิน ๔๐ วันนับแต่วันครบกําหนดระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้ง และต้องกําหนด เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร อันนี้ก็เหมือนเดิม
แต่วรรคสี่ท่านประธานครับ วรรคที่เป็นปัญหาและคิดว่าวรรคนี้ที่ทําให้ต้อง มีกรรมการ ๔ ฝ่ายไปนั่งประชุม ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งบัดนี้ผมเข้าใจว่ายังไม่ยุติแปลว่า ยังไม่บรรลุผล
วรรคสี่บอกว่า หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้นํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกําหนดโทษ ที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจประกาศ กําหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จําต้องนํามาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาด้วย
วรรคห้า คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามมาตรา ๙๙ (๑) และ (๒) และมาตรา ๑๐๐ (๑) (๓) และ (๔) และต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนในเขตจังหวัดมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๑ ปี นับถึงวันเลือกตั้ง ในกรณีที่มีการย้ายทะเบียนบ้านออกจากเขตจังหวัดหนึ่งไปอีกเขตจังหวัดหนึ่ง อันทําให้บุคคลมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตจังหวัดเป็นเวลาติดต่อกันน้อยกว่า ๑ ปี นับถึงวันเลือกตั้ง ให้บุคคลนั้นมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งในเขตจังหวัดที่ตนมีชื่ออยู่ใน ทะเบียนบ้านครั้งสุดท้ายเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๑ ปี นี่มีการแก้ไขครับ
วรรคหก เมื่อได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันเลือกตั้ง โดยให้ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุดในการเลือกตั้งแต่ละจังหวัดเป็นผู้ได้รับ เลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของจังหวัดนั้น
และวรรคที่เป็นปัญหาอีกวรรคหนึ่ง วรรคเจ็ด การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับ การคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังการประกาศ รับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน
ผมมีความจําเป็นต้องอ่าน เพราะที่ผ่านมาผมสดับตรับฟังพี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางบ้านและติดตามการถ่ายทอดทางโทรทัศน์เขาปรารภอยู่เนือง ๆ หลาย ๆ คน หลาย ๆ ท่านว่าได้รับฟังจริง แต่ไม่เข้าใจหรอกที่กรรมาธิการเสียงข้างมากตอบมาก็ดี กรรมาธิการเสียงข้างน้อยในสภาได้อภิปรายก็ดีรวมทั้งเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายก็ดี เขาไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้ที่มาที่ไป วันนี้จึงต้องเสียเวลาเพื่อจะเรียนให้ท่านประธานได้เข้าใจ และพี่น้องทางบ้านได้เข้าใจด้วยครับ ผมนําเรียนอย่างนี้ท่านประธาน ผมไม่เห็นด้วยกับ ร่างของรัฐบาล และไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก เอาประเด็นสําคัญก่อนครับ ประเด็นสําคัญก็คือที่ผมแปรญัตติไม่เห็นด้วยท่านประธานครับ ผมแปรญัตติว่า
มาตรา ๒๙๑/๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วันนับแต่วันที่ พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองมีผลใช้บังคับ
ผมอธิบายง่าย ๆ ผมคิดว่าที่ร่างรัฐบาลก็ดี ร่างกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ดี ที่กําหนดไว้ภายใน ๗๕ วันนั้น ผมคิดว่ามันน้อยไป ท่านประธานครับ เอากันง่าย ๆ ว่าน่าจะใส่ไว้ ๑๒๐ วัน ได้มีการนําเสนอในที่ประชุมกรรมาธิการครับ แต่ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่เห็นด้วย อีกวรรคหนึ่งบอกว่าอย่างนี้ครับ ให้ดําเนินการให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา กําหนดวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็ร่างรัฐบาลเขาเขียนว่าอย่างนี้ครับ ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่รัฐสภามีมติให้มีการจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ อันนี้จริง ๆ แล้วการเขียนกฎหมายของ ครม. ซึ่งแน่นอนครับ คนที่เขียนก็คือคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมได้ให้ข้อสังเกตแล้วก็เรียกว่าติงไป แล้วว่าถ้าเขียนอย่างนั้นมันเป็นการเขียนเผื่ออนาคตซึ่งยังไม่เกิด นั่นก็คือร่างของรัฐบาล บอกว่าถ้าการเลือกตั้ง สสร. มันมีเหตุตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ มันมีเหตุที่จะทําให้ไม่เกิดขึ้น เกิดขึ้นไม่ได้ ก็ให้มีการตั้งต้นกันใหม่ทํานองนั้น ซึ่งผมไม่เห็นด้วยครับ ผมก็เลยแปรญัตติ ตามที่ผมกราบเรียนนะครับ ให้ดําเนินการให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันสมัคร รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้มีระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๓๐ วัน ในขณะที่ร่างเดิมไม่เกิน ๒๐ วัน ก็เช่นเดียวกันครับ ผมคิดว่าเวลาให้มากไว้มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร แล้วก็เป็นประโยชน์สําหรับระบอบประชาธิปไตยครับท่านประธาน ไม่เกิน ๓๐ วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ ผ่านไปนะครับ
วรรคสามครับ ผมแปรญัตติว่า พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองให้กําหนด วันเลือกตั้งไว้ด้วย โดยต้องกําหนดไม่เกิน ๖๐ วัน จากเดิมเขียนว่า ๔๐ วัน เป็น ๖๐ วัน นับแต่วันครบกําหนดระยะเวลาการสมัครรับเลือกตั้ง และต้องกําหนดเป็นวันเดียวกัน ทั่วราชอาณาจักร
วรรคต่อไปนี้สําคัญมาก และนี่คือที่มาของการประชุม ๔ ฝ่าย หลักเกณฑ์ และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตาม เมื่อสักครู่ผมกล่าวร่าง ของรัฐบาลและร่างของเสียงข้างมากไปแล้ว ร่างรัฐบาลบอกว่าให้มีการออกระเบียบ นั่นก็คือ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามระเบียบ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดไว้ โดยอาจนําหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ท่านประธานครับ เราเคยมีตัวอย่าง เราเคยมีบทเรียน เร็ว ๆ นี้ครับก่อนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม เราบอกให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเขาไปออกระเบียบเพื่อจะกําหนดระเบียบการเลือกตั้ง ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งเขาปฏิเสธมา เขาบอกว่าเขาไม่กล้าดําเนินการ ถ้าเป็นระเบียบแล้วเขาไปออกกําหนดโทษต่าง ๆ เขาอาจจะมีปัญหาเหมือนในอดีต ซึ่งผมไม่ต้องรื้อฟื้น ในอดีตที่ผ่านมา กกต. ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มาก รวมทั้ง ได้ดําเนินการที่เราเรียกว่าผิดนะครับ ผมกราบเรียนว่าเมื่อเป็นดังนั้น ผมและกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยหลายท่าน เราก็เลยบอกที่ประชุมว่าถ้าใช้หลักเกณฑ์ให้ กกต. ออกระเบียบ เขาไม่ทําแน่นอน เถียงกันไปถกกันมาในขณะเดียวกันก็มีผู้เสนอว่าถ้าอย่างนั้นเราก็เรียนเชิญ คณะกรรมการการเลือกตั้งมาร่วมประชุมด้วย ไม่ต้องใช้คนอื่น เอาคณะกรรมการการ เลือกตั้งมา ซึ่งหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เขาเรียกว่า ๕ เสือ ๆ เขาไม่มาเอง หรอกครับ ปกติแล้วเขาก็ต้องให้ฝ่ายธุรการหรือว่าฝ่ายกฎหมายหรือเจ้าหน้าที่ในส่วนนี้มา ในที่สุดเมื่อท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยต้องเอ่ยนาม ได้มีหนังสือไปถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ว่าขอเชิญมาร่วมประชุม โดยใช้คําว่า ขอเชิญมาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อคิดความเห็น ซึ่งขณะนั้นที่ออกหนังสือไปแล้วก็มาประชุมกัน คณะกรรมาธิการผมคิดว่าทั้ง ๔๕ คน ถ้าวันนั้นมาครบ หรือว่าในห้องประชุมต่างก็มีใจตรงกันว่า ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีความคิดเห็นประการหนึ่งประการใด มีความเห็นเป็นประการใด เชื่อว่ากรรมาธิการทั้งหมดในห้องนั้นคงจะต้องเชื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะเราเชิญเขามา ท่านประธานครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งส่งเลขาธิการคณะกรรมการการการเลือกตั้ง เข้าใจว่ากําลังประชุม ๔ ฝ่ายอยู่ด้านหลังนี่ละครับ คือท่านภุชงค์ นุตราวงศ์ มาร่วมประชุม พร้อมด้วยทีมงานฝ่ายกฎหมายผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ได้มีการตอบข้อซักถาม คณะกรรมาธิการ ก็ถามไป เขาก็ตอบมา ถามไป ตอบมา ตอบมา ถามไป อยู่อย่างนี้ เป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง ในที่สุดเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งบอกว่าจะรับความคิดความเห็นถ้อยคํา เนื้อความทั้งหมดที่คณะกรรมาธิการในห้องนี้ หมายถึงห้องที่ประชุมกันวันนั้นได้แสดงความเห็น จะรับไปแจ้งกับ ถ้าพูดภาษาตลาดที่เขาพูดกันไปแจ้งกับ ๕ เสือ หรือไปแจ้งกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเขาก็ไปแจ้งจริง เมื่อแจ้งแล้วเขาก็มีการ ประชุมจริง ท่านประธานครับ ผมต้องขอเสียเวลาอ่านตรงนี้เพื่อความเข้าใจ เพราะ ๖ วัน ที่ผ่านมาวันนี้เป็นวันที่ ๗ เราพูดถึงหนังสือฉบับนี้มากเหลือเกิน หนังสือของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง แต่บางท่านก็ตัดมา ๒ บรรทัด บางท่านก็ยกมาพารากราฟ (Paragraph) หนึ่ง บางท่านก็ยกมาวรรคหนึ่งแต่ไม่อ่านทั้งหมด ก็เลยไม่เห็นภาพชัด วันนี้ผมจะทําให้เห็นภาพชัด สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๑๐ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ ด่วนที่สุด ที่ ลต ๐๓๐๑/๔๒๑๙ เรื่องข้อเสนอเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เรียน ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... อ้างถึงหนังสือด่วนที่สุดที่ ๑๙๔/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๕ ผมนําเรียนท่านประธานนิดหนึ่งครับ เรามีหนังสือออกไปลงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๕ ข้อความเป็นอย่างนี้ครับ ที่เขามีหนังสือตอบมาเพื่อความเข้าใจอันดี ตามที่ ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... และเชิญเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าร่วมประชุม กับคณะกรรมาธิการ เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมงบประมาณ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๓ เพื่อชี้แจงแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง การเตรียมความพร้อมในเรื่องต่าง ๆ เช่นการเตรียมการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การจัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่เป็น ประโยชน์ต่อการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้ไปร่วมชี้แจงแสดงความคิดเห็นเสนอต่อคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับ กรณีดังกล่าว โดยที่ประชุมคณะกรรมาธิการได้ให้สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณากําหนดการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะให้ดําเนินการอย่างไร นี่เป็นคําถามของคณะกรรมาธิการถามไป รวมทั้งข้อสังเกตที่สํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งเสนอ ควรจะกําหนดหรือมีวิธีการแก้ไขอย่างไร ให้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณานั้น อันนี้เป็นแบบฟอร์มของการเขียนจดหมายครับท่านประธาน วรรคสําคัญ วรรคต่อไปนี้ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งขอเรียนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีการประชุมครั้งที่ ๓๑/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ โดยได้มีการพิจารณา ในกรณีดังกล่าวแล้วเห็นว่าการที่จะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยกําหนด ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด โดยอาจนําหลักเกณฑ์ และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... มาตรา ๒๙๑/๕ นั้น นี่เขาทวนให้ฟังว่าที่ร่างรัฐบาลเป็นอย่างนี้นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติเห็นว่าในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ควรจะมีหลักเกณฑ์ และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยออกเป็นกฎหมายเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้เป็นการเฉพาะ
วรรคท้ายสุด จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดําเนินการต่อไป เขาไม่ได้เรียนมา เพื่อทราบ เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ขอแสดงความนับถือ นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังมีสมาชิกหลายท่านสงสัยเหมือนกันว่าทําไมไม่ลงนาม โดยประธาน กกต. นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ผมนําเรียนครับท่านประธาน หนังสือฉบับนี้ สมบูรณ์ที่สุดแล้ว หนังสือเวลาออกมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง คนที่เป็นพ่อบ้าน จริง ๆ ก็คือเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง คุณภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการ การเลือกตั้งมีหนังสือมา หมายถึงมาในนามของคณะกรรมการการเลือกตั้ง สรุปก็คือเชิญเขามาร่วมประชุม แล้วก็ ฝากการบ้านเขาไป เขาก็ไปทําการบ้านโดยการประชุม จริง ๆ น่าจะเรียกถ้าเป็นการประชุม ที่เราเรียกว่าประชุมตัดสินคดี ใครที่เป็นทนายความก็พอจะทราบ นั่นก็คือเขาจะใช้คําว่า ถ้าเป็นเรื่องศาลฎีกาเขาเรียกว่าที่ประชุมศาลฎีกาที่ประชุมใหญ่ อันนี้ก็คล้าย ๆ ที่ประชุมใหญ่ ล่ะครับ เขายืนยันมาแล้วว่าเขาต้องการให้ออกเป็นกฎหมายเฉพาะ กรรมาธิการบางท่าน ยังเข้าใจมีการไปตีความกฎหมายเฉพาะแปลว่าอะไร ท่านประธานครับ มันชัดเจนยิ่งกว่าชัด กฎหมายเฉพาะก็คือเมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายเฉพาะก็คือ กฎหมายที่ผมเขียนแปรญัตตินี่ล่ะครับ ที่ผมแปรญัตติว่า หลักเกณฑ์และวิธีการในการ เลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เขาประชุมกัน นี่เขาต้องการกฎหมายนี้ละ ถ้าเป็นกฎหมายนี่มันเสร็จสรรพท่านประธาน เขากําหนดโทษได้ ทําอะไรต่าง ๆ ได้หมดและเขาไม่กลัว ในขณะเดียวกันท่านประธานจําได้ไหมครับ ผมเป็นคนถาม ท่านประธานคณะกรรมาธิการทั้งในประชุมห้องกรรมาธิการพิจารณาเรื่องนี้และห้องประชุมใหญ่ แห่งนี้ ผมถามว่าถ้าออกเป็นกฎหมายท้องถิ่นตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบนี่ ผมถามทั้งท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยที่เอ่ยนาม และถามเจ้าหน้าที่ของ กกต. ซึ่งวันนั้นมาร่วมประชุมในนาม กกต. ผมเอ่ยชื่อท่าน เอ่ยนามท่าน นามสกุลท่าน ไม่เสียหายครับ เพราะมีการประชุมจริง ดอกเตอร์พีระพงษ์ ไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หลังจากที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากอรรถาธิบายว่าที่ต้องใช้กฎหมายท้องถิ่นมาใช้บังคับในการเลือกตั้ง สสร. นั้น มีเหตุผลประการใด อย่างไร หลังจากอธิบายแล้วผมจําได้ว่าท่านประธาน สามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยที่เอ่ยนาม ท่านเป็นคนถามฝ่ายกฎหมายหรือผู้มาชี้แจงในนามของ กกต. เอง แล้วอย่างนี้ให้ กกต. อธิบายหน่อย มันมีข้ออ่อน มันมีความอ่อนไหวอย่างไร มันมีข้อด้อยประการใด ดอกเตอร์พีระพงษ์ ไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษของ กกต. มาตอบ ในนาม กกต. ตอบชัดถ้อยชัดคํา ถ้าอย่างนี้ใช้กฎหมายท้องถิ่น ข้อด้อยก็คือว่าคณะกรรมการ การเลือกตั้งไม่สามารถที่จะออกใบเหลือง ใบแดงได้ เพราะว่าไปดูวรรคท้ายที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากเขาแปรญัตติแล้ว เขาร่างไว้แล้วในเสียงข้างมากมันต้องตกไปอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ นั่นหมายความว่าผมนําเรียนว่าถ้าเป็นไปดังนั้นศาลอุทธรณ์ก็จะเป็นผู้กําหนดทั้งหมด เลือกตั้งเสร็จ กกต. ก็มีหน้าที่ประกาศว่าจังหวัดนั้นได้ใคร จังหวัดนั้นได้ใคร เรื่องร้องเรียน ร้องไปแต่ไม่พิจารณา ให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเรื่องแบบนี้ ท่านประธานครับ เราถึงเกิดวิตกแล้วก็มีความรู้สึกในแง่ที่ผมเป็นนักกฎหมายคนหนึ่ง มีความรู้สึกว่าวันนี้ฝ่ายนิติบัญญัติเราโยนภาระหนี้ให้กับศาลอุทธรณ์ นอกจากศาลอุทธรณ์ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมมีความเห็นแย้งว่าในกรณีที่ใช้กฎหมายท้องถิ่น รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ครับ ถ้า ส.ส. ส.ว. มีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสให้ศาลฎีกาเป็นคนตัดสินเรียกว่าสอย ถ้าท้องถิ่นมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสให้ศาลอุทธรณ์เป็นคนตัดสิน แต่เรื่องนี้มันหนักไปกว่านั้น นั่นก็คือ กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง จัดแล้วมีหน้าที่ประกาศ ใครทําผิดกฎหมายอะไร อย่างไร กกต. ไม่ต้องไปยุ่งให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้ดําเนินการ ผมได้รับการอย่าเรียกว่า ร้องเรียนเลย ปรารภก็แล้วกันจากหลายท่านที่เป็นผู้รู้ในเชิงนิติศาสตร์ในเชิงศาลเขาบอกว่า วรรคท้ายนั่นนะ การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอน ผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังการประกาศผล การประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้น ภายใน ๓๐ วัน ความจริงข้อความมันขัดมันแย้งกันหมดละครับ ที่เอาร่างของกรรมาธิการ เสียงข้างมากซึ่งใช้กฎหมายท้องถิ่นมาให้ กกต. ประกาศภายใน ๑๕ วัน แต่ใครสงสัยประการใด อย่างไรว่าถูกโกง ไม่ชอบธรรมอย่างไร เลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมไปร้องศาลอุทธรณ์ ร้องเมื่อไรไม่รู้แต่เขาบอกว่าศาลอุทธรณ์ ให้เวลาศาลอุทธรณ์ตัดสินภายใน ๓๐ วัน ท่านประธานครับ คนที่ชนะถ้าชนะด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมเราก็ดีใจ แต่ถ้าชนะด้วยเหตุผล ด้วยเล่ห์เพทุบายมันก็เป็นปัญหา ผมจําได้ว่าเมื่อก่อนหน้าที่เราจะหยุดไปเมื่อวันเสาร์ มีกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าจําไม่ผิด หัวแถวครับ ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยต้องเอ่ยนาม ท่านบอกว่าเรื่องของศาลอุทธรณ์ที่เขาจะพิพากษาหรือตัดสิน เมื่อไร อย่างไร มันก็เป็นเรื่องของศาล แล้วพูดทํานองนี้อีกหลายข้อ ซึ่งผมด้วยความเคารพ เป็นกรรมาธิการเหมือนกันเพียงแต่ว่าเป็นเสียงข้างน้อยก็ไม่อยากจะประท้วงอะไรมาก จริง ๆ แล้วความเห็นในทางกฎหมายของแต่ละท่าน แต่ละคนที่ร่ําเรียนมาก็ก้าวข้ามไม่ได้ เป็นเรื่องของแต่ละท่าน แต่ละคน ผมนําเรียนท่านประธาน ชัดเจนขนาดนี้กรรมาธิการ เสียงข้างมากยังไม่เอา ยังไม่รับ นี่คือที่มาของการประชุมวันนี้ วันนั้นถ้าท่านประธานสามารถก็ดี เพื่อนกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ดี รับฟังเสียงข้างน้อยอย่างพวกผมบ้าง วันนี้ไปไกลครับ วันนี้อาจจะจบแล้วก็ได้ เราติงกันนะครับท่านประธานด้วยความเคารพ เราบอกว่าถ้ารีบตรงนั้น เร่งตรงนั้น หมายถึงห้องประชุมคณะกรรมาธิการเราอาจจะมีปัญหาในที่ประชุมใหญ่ ที่ประชุม รัฐสภานี้ เราพูดกันหลายคนไม่ใช่ผมคนเดียวนะครับ แต่ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับท่าน กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ผมจะพูดอย่างไร ท่านก็ไปของท่าน ท่านบอกอย่างนี้ดีแล้ว ส่วนท่านจะไปรับมตินี้หรือไปรับเรื่องราวนี้ หรือว่าไปรับเนื้อความอันนี้มาจากไหน แดนใกล้ แดนไกล ผมขออภัยถ้าผมเอ่ยไปท่านประธานก็จะติงผมอีก แต่ผมเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่า ถ้าเราตัดสินกันด้วยใจของเรา ไม่มีใครเข้ามาครอบงํา นักกฎหมายหรือไม่ใช่นักกฎหมาย ก็ตามเราพูดไปตามความคิดของเราเองมันจะไม่เป็นปัญหาเลย พวกผมเวลาพรรคมอบหมายไป พรรคมอบหมายไปตามหลักการแล้วเราทํางานเต็มกําลัง เต็มความสามารถ ใช้ความคิด ความอ่านของเราให้เป็นประโยชน์กับระบอบประชาธิปไตย ไม่มีใครมาสั่งจะภายในประเทศ หรือต่างประเทศก็ตาม ไม่มี หัวหน้าผมเป็นคนเคารพหลักการมอบหมายหน้าที่ให้ไปทํางาน เราก็ทําเต็มที่ ผมเรียนท่านประธานเป็นประการสุดท้ายเพื่อให้ท่านประธานสามารถได้คิด สมมุติว่าที่ประชุม ๔ ฝ่าย ซึ่งผมเรียนว่าถ้าเป็น ๕ ฝ่าย ก็จะดี ถ้าเขามีมติอย่างไรก็ตามผมคิดว่า ท่านต้องขอท่านประธานรัฐสภาได้พักประชุมแล้วท่านต้องให้พวกผมไปประชุม เพราะว่า ท่านร่างมาอย่างนี้แล้ว ท่านประธานครับ เมื่อร่างมาอย่างนี้แล้ว ผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว ท่านกล่าวอย่างนั้นครับ เพื่อนกรรมาธิการหลายท่านก็กล่าวอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมาธิการน้อย ๆ อย่างผม ๑ ใน ๔๕ คน ต้องรับทราบ ผมต้องมีสิทธิ แสดงความเห็นไว้ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ เขียนมาแล้ว เข้าสู่รัฐสภาแล้ว วันนี้จะไป เปลี่ยนแปลงผมไม่ขัดข้องนะ เพียงแต่ว่าเข้าตามตรอกออกตามประตู อย่าบอกว่าเอาละ ตกลงกันแล้วก็อย่างนี้ เหมือนสมาชิกซีกฝ่ายรัฐบาลเมื่อเช้าพูด ถ้าตกลงกันได้ก็คงอภิปราย น้อยลง อันนี้ทําความเข้าใจไว้ก่อนทั้ง ๒ ท่านประธานครับ ท่านประธานใหญ่และท่านประธานเล็ก ทําความเข้าใจไว้ก่อน เมื่อท่านเปลี่ยนแปลงไปจากร่างเดิม ซึ่งวันนี้แน่นอนเปลี่ยนร่างเดิม แน่นอน เปลี่ยนจากร่าง ครม. แน่นอน จะเอาเป็นกฎหมายโดยตรง โดยเฉพาะที่ผม ได้แปรญัตติไว้ หรือจะเอากฎหมายแว่ว ๆ ว่ากฎหมายของการเลือกตั้ง ส.ว. หรือกฎหมาย อะไรก็ตามแต่ แต่ผิดไปจากร่างเดิม สมาชิกทั้งหลายไม่ว่าซีกซ้าย ซีกขวา ไม่ว่าอยู่ด้านหน้า อยู่ด้านหลัง ไม่ว่า ส.ส. หรือ ส.ว. เขามีสิทธิแสดงความเห็นอย่าไปปิดกั้นเขา ไปปิดกั้นจะขัด ข้อบังคับแล้วก็จะขัดรัฐธรรมนูญ ผมไม่อยากให้สภาแห่งนี้ซึ่งเดินหน้ามาด้วยดี ถึงแม้จะ ใช้เวลายาวนาน ท่านประธานครับ ทําผิดซ้ําซาก ทําผิดรัฐธรรมนูญ ทําผิดข้อบังคับ ผมเรียน ท่านประธานครับ
สุดท้ายจริง ๆ อยากให้ทางบ้านได้ทําใจเถอะครับ หลายคนบอกว่าบางท่าน ไม่ใช่หลายท่าน บอกว่าวันนี้เราได้ให้บทเรียนกับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ ที่จังหวัดปทุมธานี พี่น้องประชาชนให้บทเรียนกับพรรคการเมืองบางพรรค ขอบคุณครับ
เชิญท่านประธานสามารถ ต่อไปจะเป็นท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขออนุญาตชี้แจง เพื่อนสมาชิก เพราะว่าประเด็นนี้คิดว่าอีกหลายท่านก็คงจะมีการอภิปรายเหตุผลของท่าน แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากก็มีเหตุผลของกรรมาธิการเผื่อแจ้งเหตุผลท่านแล้ว ท่านก็อาจจะ ไม่ติดใจ หรือท่านจะได้เข้าใจมากขึ้นสําหรับเพื่อนสมาชิกที่จะอาจจะไม่ได้แปรญัตติ ไม่ได้สงวนไว้ครับ ก็กราบเรียนอย่างที่ท่านวิรัช ร่มเย็น ท่านได้ลําดับเรื่องต่าง ๆ มา ก็เป็นไปอย่างที่ท่านได้ลําดับมาแล้ว แต่เนื่องจากว่ามีหลายเรื่องที่ท่านอาจจะพูดไม่หมด
ท่านสุทัศน์มีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประทานโทษ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ กระผมคิดว่ามีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยอีกประมาณ ๓-๔ ท่านจะอภิปราย หากท่านจะกรุณาชี้แจงรวบทีเดียวจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา อย่างยิ่งครับ ท่านก็จะได้นั่งฟังอีก ๓-๔ ท่าน ครั้งเดียวจบเลยครับ มันจะดีกว่านะครับท่าน อีกสักครู่ท่านก็ต้องมาชี้แจงผมอีก อีกสักครู่ท่านก็ต้องมาชี้แจงคุณสาธิตอีก จะทําให้ ท่านเสียเวลา จะดีไหมครับท่านประธานครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมก็ไม่ขัดข้องนะครับ แต่ที่ผมต้องลุกขึ้นมาพูดผมก็เกรงว่าจะถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อนไม้อีก ก็พยายามที่จะให้ประเด็นมันสด ๆ จะได้เข้าใจกัน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะหาว่ากรรมาธิการพวกมาก ลากไป แล้วไม่พูดด้วยเหตุด้วยผลหักล้าง ก็ไม่ขัดข้องจะรวบรวมประเด็นไว้ก่อนก็ได้ครับ
เชิญท่านวิรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย
ท่านตวง มีอะไรเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ขออภัยท่านวิรัตน์ครับ คือเราตกลงกันตอนวันศุกร์ ผมก็เข้าใจว่าหลังจาก ท่านวิรัตน์แล้วเป็นผมในวิป ๔ ฝ่ายได้คุยกัน ผมก็นั่งคอยไปประชุมคณะกรรมาธิการ ก็ไม่ได้ ไปไหนไม่ได้เลยครับ แต่พอไปถามว่ากลับไปสู่ที่เดิม ผมก็อยากทราบว่าจะเอา แบบเดิมที่เรามีข้อตกลงเมื่อวันศุกร์หรือว่าก่อนหน้านี้ ถ้าก่อนหน้านี้แปลว่าต้องเรียงผู้ที่เป็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยไปอีก ๑๐ กว่าคน พวกผม ส.ว. ก็ไม่ต้องพูดแล้ววันนี้ เพราะว่า ถ้าเอา ๑๐ กว่าคน ท่านคิดจากวันนั้นมาถึงวันนี้ มันไม่มีโอกาสได้พูด ผมเป็นคนแรก แต่ว่าถ้าตามข้อตกลงวันศุกร์ที่แล้วแปลว่าที่ประชุมไม่ปฏิบัติตามแล้วใช่ไหมวันก่อนนี้ครับ จะเอาแบบใหม่ที่ท่านประธานมาเริ่มใหม่ ก็คือไปเอาเสียงกรรมาธิการเสียงข้างน้อยแล้วเรียง ไปเรื่อย ๆ แล้วค่อยมาถึงสมาชิกวุฒิสภาใช่หรือไม่ จะได้เข้าใจตรงกัน ทุกคนก็จะได้ไปทํางาน ของตัวเองครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ ผมก็เดินไปถามฝ่ายเจ้าหน้าที่เมื่อสักครู่ท่านประธานก็คงเห็นว่าการเรียงลําดับ อย่างไร ก็ได้รับแจ้งว่าเสร็จจากท่านวิรัช ร่มเย็น ก็มาเป็นนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ผมก็มาเตรียมครับ ก็กราบเรียนท่านประธาน และท่านประธานชี้แล้ว ถ้ากระผมพูดให้จบ แล้วหลังจากนั้น ก็เป็นข้อตกลง ไม่ได้ว่า ไม่ได้ติดใจอะไรทั้งสิ้นนะครับ เพียงแต่ว่าผมไปถามเจ้าหน้าที่ว่า จะเรียงลําดับอย่างไร ก็ได้รับคําตอบว่าหลังจากท่านวิรัช ร่มเย็น ก็มาเป็นนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ผมก็มาเตรียมเท่านั้นเองครับท่านประธาน
ท่านตวงเชิญต่อ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกรัฐสภา ความจริงอยากให้ท่านประธานได้วินิจฉัยว่าจะเอาแบบไหน ผมไม่ติดใจครับ จะเป็นแบบที่ท่านวิรัตน์พูดถึงก็ได้ หรือจะเป็นแบบข้อตกลงที่เราตกลงกัน ทั้ง ๔ ฝ่ายคราวที่แล้ว คือทางเราจะได้เตรียมตัวว่ามันถึงเวลาที่เราจะต้องพูดครับ
คืออย่างนี้ครับท่านตวงครับ ผมได้ตรวจสอบกับฝ่ายเลขาธิการท่านก็บอกว่าตามข้อตกลงก็คือเหมือนอย่างที่เป็นไปตาม ข้อบังคับเลย นั่นก็หมายถึงว่าก็จะมีกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น หรือสงวนคําแปรญัตติ ตามเล่มนี้เรียงไปนะครับ ส่วนในกรณีที่คณะกรรมาธิการมีการแก้ไขเราก็จะมีเพื่อนสมาชิกที่มีสิทธิ อภิปรายก็จะไปต่อท้ายนะครับ ขณะเดียวกันถ้าหากว่าผ่านรายชื่อท่านไปแล้วท่านไม่อยู่ ก็จะกลับมาต่อท้ายในกลุ่มของท่านที่เป็นอย่างนั้น ที่ผมทราบ และ ณ ขณะนี้รายชื่อ ที่ฝ่ายเลขาธิการทําขึ้นมาก็เรียงตามที่ผมได้อ่านนะครับ เชิญท่านวิรัตน์ต่อเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๕ ในวาระที่สอง กระผมนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ได้แปรญัตติ ซึ่งต่อมา ก็กลายเป็นการสงวนความเห็นไว้ มีอยู่ ๓ เรื่องหลัก ๆ นะครับ จะได้สรุปเป็นสาระนะครับ เรื่องแรก คือเรื่องระยะเวลา เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องกฎหมายที่จะให้ได้มาซึ่ง สสร. และเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องผู้ที่จะชี้ขาดใบเหลืองใบแดง
เรื่องแรก เรื่องระยะเวลา ผมกราบเรียนว่าระยะเวลาเดิมตามร่างของรัฐบาล ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้แก้ ก็คือยืนไว้ที่เวลา ๗๕ วัน ผมเห็นว่าน้อย ผมเลยปรับ ขอเสนอแปรญัตติเป็น ๑๘๐ วัน สาระสําคัญที่ผมเสนออย่างนี้มีนัยครับ เพราะว่าถ้าดูตาม ร่างรัฐบาลแล้ว ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คน ซึ่งก็บล็อก (Block) ใช้คําว่า บล็อก นะครับ ด้วยความเคารพ อย่างน้อยก็ ๕๐ จังหวัดได้ตามแนวที่รัฐบาลต้องการ มาถึง ๒๒ คน อันนี้บล็อก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เมื่อสภารับหลักการมาเช่นนั้น ผมก็ถือโอกาส ปรับแก้ในส่วนนี้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจที่จะเป็น สสร. ได้ออกไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเองว่า ตัวเองมีคุณสมบัติดีอย่างไร เหมาะที่จะเป็น สสร. ถ้าเป็น สสร. แล้ว จะยึดถือประโยชน์ประชาชน หรือยึดถือประโยชน์ของใคร แล้วก็บอกข้อดีข้อด้อยของแต่ละคน เพราะว่าถ้ากําหนด ๗๕ วัน อย่างที่ร่างรัฐบาลครับ แน่นอนครับได้สภาผัว สภาเมีย สภาลูก สภาสะใภ้ ตรงนี้เองซึ่งผมก็เชื่อว่า พี่น้องประชาชนคงไม่อยากเห็นในทํานองนั้น เพราะฉะนั้นในวรรคสามตามร่าง ผมใช้คําว่า ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนรับทราบรายชื่อ คุณสมบัติ ประวัติ ความรู้ของผู้สมัครล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า ระยะเวลาว่าไป ตรงนี้ผมพยายามอิงแนวของการเลือก ส.ว. ปี ๒๕๔๓ เพราะว่าถ้าเราเปิดโอกาสให้พี่น้อง ประชาชนได้ตัดสินใจว่าคนนี้ถ้าเลือกเข้าไปแล้วเขาทํางานให้ใคร เขายึดประโยชน์ประเทศชาติ หรือประโยชน์ของใคร ผมว่าตรงนี้จะเกิดประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นระยะเวลาผมเห็นว่า ๗๕ วันอย่างไร ก็รวบรัด เร่งรีบจนไม่สามารถทําอะไรได้ แต่ถ้าเป็น ๑๘๐ วันที่กระผมนําเสนอ ทุกอย่างกระบวนการตามขั้นตอนก็จะสามารถดําเนินการได้ รวมถึงตอนที่พอเลือกตั้งเสร็จ กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องขอบคุณ กรรมาธิการเสียงข้างมากที่ยอม เห็นว่าการที่ให้ กกต. ชี้ขาดไม่ถูกต้อง ยกงานนี้ให้ศาลอุทธรณ์ ซึ่งก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ วรรคสี่ อันนี้ต้องขอบคุณ แต่ผมก็พยายามเสนอ ในคณะกรรมาธิการว่าต้องมีระยะเวลาให้ศาลอุทธรณ์ได้ทํางาน ได้ดูเนื้อสํานวน ได้ส่งหมาย ได้ไต่สวนให้ชัดเจน ก็ออกมา ๓๐ วัน ถ้าเป็นอย่างนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากลองพยายาม รับฟังนะครับ ขยับเป็น ๖๐ วัน ซึ่งผมพยายามสอบถามทางตุลาการ ผู้พิพากษากระจาย ๆ หลายกลุ่มแล้วเขาบอกว่า ๖๐ วันนี่อยู่ในวิสัยที่สามารถทําได้ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วผมเชื่อว่า การเปิดโอกาสให้ศาลเป็นคนชี้ขาดแทนคณะกรรมการการเลือกตั้งจะทําให้สังคมยอมรับ การได้มาของ สสร.ดีกว่า กกต. อย่างแน่นอน อันนี้ก็อยู่ที่ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากจะลองไปพิจารณาดูครับ
ต่อไปประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังประธาน คณะกรรมาธิการก็คือกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แน่นอนครับ ตามร่างรัฐบาลใช้ระเบียบ ซึ่งพวกเราก็ไม่เห็นด้วย กกต. เองก็ไม่เห็นด้วย สุดท้ายก็กลับมาเป็นกฎหมายเลือกตั้ง เกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่น แล้วต่อมาในที่ประชุมใหญ่แห่งนี้เมื่อวันเสาร์ที่แล้วก็ดําริกันขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้นเราควรจะใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ดีหรือไม่ สุดท้ายก็เกิดการประชุม ๔ ฝ่าย อย่างที่ท่านประธานทราบในวันนี้ ผมกราบเรียนครับว่าโดยเนื้อแท้แล้วพวกกระผม อยากจะได้ที่สุดก็คือกฎหมายเลือกตั้งว่าด้วย สสร. ตรงตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีหนังสือตอบมาถึงท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย เหตุผลเพราะอะไรครับ เพราะว่า ผมพยายามไปไล่ดูว่าถ้าใช้กฎหมายท้องถิ่น หรือถ้าจะใช้กฎหมายเลือกตั้งอย่างอื่น ปัญหาอยู่ตรงไหนบ้าง
ประการแรก แต่เดิมเราเปิดสภาไม่ได้ ท่านประธานคงจําได้นะครับแต่เดิม เราเปิดสภาไม่ได้ถ้าเราได้ ส.ว. ไม่ครบ ถ้าเราได้ ส.ส. ไม่ครบ ต่อมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปรับแก้ ถ้าได้ ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ก็สามารถประชุมได้ ผมตั้งคําถามไปถึงท่านประธาน สามารถเลยครับว่า กรณี สสร. ถ้าเกิดขาดไป ๑ คน โดยที่อยู่ในระหว่างการชี้ขาดของศาล อยู่ในระหว่างการพิจารณาของผู้ใด สสร.ประชุมได้ไหม ถ้าประชุมได้อนุญาตให้ขาดได้ไม่เกินกี่คน หรือถ้าไม่ได้ ปัญหานี้จะต้องตอบคําถามนี้ให้ชัดเจน หรือกรณีการให้ใบเหลือง ใบแดงของท้องถิ่น เท่าที่ผมอ่านกฎหมายคร่าว ๆ นะครับ ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายท้องถิ่น การให้ใบแดง ของกฎหมายท้องถิ่นจะต้องเป็นมติเอกฉันท์ก็คือ ๕ เสียงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประธานคงทราบครับว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่ง จะด้วยเหตุผลการบริหารภายใน ของ กกต. จะด้วยเหตุผลความเห็นต่างใน กกต. ๕ คน หรือจะด้วยเหตุผลประการใด ก็แล้วแต่ผมไม่อยากจะพูดให้มันตรงไปตรงมามากกว่าที่พูดอยู่นี่นะครับ โอกาสที่จะได้ใบแดง ของ สสร. นี้ยากเหลือเกิน หรือไม่ได้เลย ถ้าการเลือกตั้งรู้กันอยู่ว่าเสียงละ ๑,๐๐๐ เสียงละ ๕๐๐ เข้ามา ซึ่งท่านประธานก็คงไม่อยากได้ เพราะฉะนั้นกรณีกฎหมายท้องถิ่นก็ดี กฎหมายเหล่านี้ถ้าเป็นไปแล้วกรณีถ้ามีการทุจริต การเลือกตั้งเข้ามาอย่างชัดเจน มีหลัก มีฐาน มีเกณฑ์ ใบเหลือง ใบแดงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ท่านประธาน เป็นคําถามครับ ต่อไปครับ กรณีถ้าค่าใช้จ่ายเกิน สมมุติว่าเขียนกําหนดไว้ว่า ไม่เกินเท่านี้บาท ไม่เกินเท่านี้แสนบาท ไม่เกินเท่านี้ล้านบาท ถ้าเกินมาในกฎหมายท้องถิ่น ที่ปรากฏอยู่เอาโทษกับใคร ใครเป็นผู้ดําเนินการ แค่ไหน เพียงใด ดําเนินการอย่างไร กฎหมายท้องถิ่นไปถึงหรือไม่ถึง ถ้าผมดูคร่าว ๆ ไปไม่ถึงนะครับ หรือว่าในกรณีศาล กรรมาธิการเสียงข้างมากเขียนไว้ครับว่าก่อนและหลังการประกาศให้ศาลอุทธรณ์เป็น คนชี้ภายใน ๓๐ วัน ซึ่งหากจะกรุณาปรับไปสัก ๖๐ วันได้ไหม ๑ ข้อ
ประการที่ ๒ เขียนอย่างไรให้ชัดเจนครับว่าเรื่องราวที่มาที่ศาล กกต. ต้องเป็นคนยื่นหรือพี่น้องประชาชนยื่นโดยตรงไปที่ศาลอุทธรณ์ได้นะครับ เขียนให้ชัดครับว่า ใครมีอํานาจยื่นที่ไหน อย่างไร และในกรณี กกต. กกต. มีอํานาจถือเรื่องนี้ไว้ไม่เกินกี่วัน นับแต่วันที่ถูกร้อง นับแต่วันที่เรื่องไปที่ กกต. ปัญหาการเลือก สสร. มันก็จะได้ชัดเจนขึ้น หรือในกรณีการถอนชื่อผู้สมัคร ในกรณีการถอนชื่อผู้สมัคร ท่านประธานคงยอมรับนะครับว่า สสร. มีความสําคัญกว่า ส.ส. มีความสําคัญกว่า ส.ว. เพราะเป็นคนยกร่างกรอบของประเทศ ยกร่างกติกาของประเทศ เพราะฉะนั้นการที่จะถอนชื่อ สสร. ว่าใครลงไม่ได้เพราะอะไร ผมอยากให้เป็นเรื่องของศาลฎีกานะครับว่าถ้าศาลฎีกาถอนชื่อ เอาล่ะ เราก็ยอมรับได้ว่า องค์กรที่เป็นที่น่าเชื่อถือถอนชื่อไปนะครับ แต่ว่าถ้าอยู่ในองค์กรอื่นซึ่งการเมืองแทรกได้ เสียงข้างมากแทรกได้ ปัญหาเหล่านี้ก็จะทําให้เกิดความคลางแคลงหัวจิตหัวใจของ พี่น้องประชาชน
ต่อไปครับกรณีคนถูกใบแดง ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง สสร. รับผิดชอบไหม อย่างไร ใครจะต้องดําเนินการอย่างไร ขั้นตอนเหล่านี้จะต้องชัดเจนครับ เพราะว่าถ้าแค่ หยิบกฎหมายท้องถิ่นมาโดยอนุโลม ใช้อะไรไม่ใช้อะไรนี้นะครับ ผมกังวลอย่างยิ่ง ผมก็พยายาม นําเสนอท่านประธานสามารถด้วยความเคารพท่านประธานครับว่าผมนับถือท่านประธาน สามารถ พยายามนําเสนอแต่ว่าผมก็เข้าใจว่าท่านประธานสามารถจะเห็นด้วยในบางเรื่อง แต่ว่าโดยเสียงข้างมากบางครั้งก็เดินไม่ได้ ก็เข้าใจนะครับ แต่ว่าทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ต้องกราบเรียนว่าผมนี้ไม่อยากให้เสียสิทธิคนที่ทํางานต่างประเทศ เพราะเขาเอาเงินมาให้กับประเทศ ผมไม่อยากให้เสียสิทธิคนที่วันเลือกตั้งเขามีกิจธุรกิจคือเลือกตั้งล่วงหน้านะครับ ถ้าใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นแน่นอนครับ เลือกตั้งล่วงหน้าเสียสิทธิ เลือกตั้งต่างประเทศ เสียสิทธิ หลายล้านคนครับ เพราะฉะนั้นในการแปรญัตติของกระผมในมาตรา ๒๙๑/๕ โดยนัยก็คือมีอยู่ ๒-๓ ประเด็นอย่างที่กราบเรียนนะครับ ซึ่งเป็นนัยที่ผมเห็นว่ามีความจําเป็น ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากจะต้องไปพูดคุยกันและกรณีที่คณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับ กรรมการ ๔ ฝ่าย ผมยังเห็นว่าควรจะต้องเชิญกรรมาธิการทุกคนเข้าไปประชุม อาจจะเป็น ห้องงบประมาณอะไรก็แล้วแต่ท่านประธานจะเห็นสมควร เพื่อที่พวกเราจะได้รับรู้รับทราบ เราเห็นด้วย เราสนับสนุน เราไม่เห็นด้วยเราติติงเพื่องานทั้งหลายจะได้เดินต่อไปได้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านสงวน พงษ์มณี ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรานี้ ผมมีความเห็นเป็นเสียงข้างน้อยหลายประเด็นแล้วก็ขอสงวน ความเห็นมาพูดในสภาเพื่อจะให้เป็นประโยชน์กับสภาและเป็นการบันทึกว่า สสร. หรือว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปนี้ เมื่อท่านมาทํางานท่านจะต้องอ่านบันทึกการประชุม สาระสําคัญของ ผู้อภิปรายในสภาเพื่อประโยชน์ในการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมเองจะแปรญัตติ และจะชี้ประเด็นว่าเห็นต่างในเรื่องไหนบ้าง ๓-๔ จุดสั้น ๆ นะครับ ผมไม่ใช้เวลามาก แต่บางเรื่องผมจะบอกท่านประธานว่าผมเองเห็นปัญหาและกําลังจะบอกท่านประธานว่า ต้องทําใจในบางเรื่องเรื่องใดบ้าง ผมคิดว่าวันนี้การอภิปรายทั้งหมดผูกพันกับสภาและผูกพันกับท่านประธาน เพราะว่า หลายเรื่องมันเห็นชัดว่าจังหวัดละคนนี่แท้จริงแล้วเลือกตั้งจังหวัดละคนนี่มันไม่ได้จะมีข้อเสีย อะไรเลย ผมเรียนชี้แจงอย่างนี้นะครับ มีผู้แปรญัตติ ๑๗๒ ท่านครับท่านประธาน ผมคํานวณ คร่าว ๆ นะครับ จะใช้เวลาระหว่าง ๒๖,๐๐๐ กว่านาที ถึง ๓๐,๐๐๐ นาที ก็อยู่ประมาณ ๒๗-๓๓ วัน แม้จะปรับเปลี่ยนอย่างไรก็ตามจะไม่มีสิทธิทําต่างจากนี้ท่านประธาน เชื่อผมเถอะครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ทําไมผมจึงยืนยันว่าเป็นอย่างนี้ มันเป็นสิทธิของผู้แปรญัตติ ที่จะพูด เมื่อพูดจนครบองค์แล้วก็ลงมติ เสียงมากก็ชนะ เสียงไม่เกินกึ่งก็ยังได้อยู่เพราะว่า ใช้เสียงข้างมากโดยประมาณ นี่เป็นสาระสําคัญ ในกระบวนการประชาธิปไตยท่านประธาน เสียงมากลากไปนี่ไม่ใช่ความเสียหายนะครับ นายกรัฐมนตรี ใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้อง มีเสียงมาก ในคณะกรรมาธิการก็เหมือนกัน แต่การทํางานนั้นต้องรับฟังเสียงข้างน้อย เพราะฉะนั้นบางทีผมไม่เข้าใจว่าประเทศเราเป็นประชาธิปไตย แต่เวลาพูดว่าเสียงข้างมาก มีมติเป็นอย่างนี้กลับกลายเป็นความผิด เป็นอย่างนั้นไปครับ ต่อไปนี้จะพูด ๒-๓ ประโยค ใช้เวลา ๒-๓ นาที นี่จะพูดกับตัวเองนะครับ ใครอย่ามาประท้วงก็แล้วกัน ผมจะพูดกับตัวเองว่า ต้องอดทนฟังความเห็นที่ไม่เหมือนกับเรา พรรคการเมืองนี่เรามองอะไร พี่น้องประชาชนฟังทุกวัน ได้ประโยชน์ไหม ได้ประโยชน์มากท่านประธานครับ พรรคการเมืองดูด้วยศาสตร์ นี่คือเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ รัฐสภาก็คือเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ มันจะหลอมให้คนไปทางไหน นี่ท่านดูต่อไปนี้อีก ๒๐ กว่าวัน ถ้าเบ้าหลอมหลอมดี เหล็กเบ้าหลอมหลอมดีแล้วนี่เอาไป ใส่แม่พิมพ์ จะเป็นมีด จะเป็นขวาน จะเป็นจอบก็ไม่มีตรงแคระตรงแตกก็จะใช้งานได้ดี แต่ถ้าเบ้าหลอมไม่ดีขรุขระเอาไปหลอมแม่พิมพ์ใดก็ตามเอามาใช้ไม่ได้ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นคุณภาพของการพูดในสภานี่คือมาจากเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ของพรรคการเมือง นั้น ๆ แสดงโดยสมาชิกพรรคการเมืองในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ผมยืนยันท่านประธานว่า ในสภาแห่งนี้ไม่สามารถจะหลอมละลายคนที่ยืนอยู่นี้ให้เป็นไปตามที่เป็น ผมจะเป็นผม จะยืนหยัดอยู่อย่างนี้ท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมจะพูดเรื่องว่าผมไม่เห็นด้วยเรื่อง ๑ ปี อยู่ในจังหวัดนี้ ๑ ปีแล้วมีสิทธิ ทําไมหรือครับ ก็เลือกจังหวัดละคน พูดมา ๓-๔ วัน และจะพูด ต่อไปอีก ๑๐ กว่าวันนี้ก็คือกลัวการครอบงําจากพรรคการเมือง แต่ห้ามหาเสียง อยู่ปีเดียว จะไหวหรือ จะหาเสียงอย่างไร ก็ซื้อเสียงอย่างเดียว ผมเลยบอกว่าต้อง ๓ ปีท่านประธาน เหตุผลผมเป็นอย่างนี้ เพราะอะไร วันต่อไปนี้ทุกคนกลัวแล้วครับ กลัวว่าเลือกจังหวัดละคน แล้วพรรคการเมืองจะกํากับดูแลจนได้เป็นคนของพรรคตัวเอง เสมือนว่าเลือกตั้งมา ๑ คน แล้วไม่ดี สภาสูงเป็นตัวอย่างท่านประธาน วันนี้ทุกจังหวัดมี ๑ ส.ว. ครับ แล้ว ส.ว. ครั้งแรก เลือกได้ใคร ไม่ได้ประธานเป็นตัวแทนจังหวัด เป็นตัวแทนจากฝ่ายสรรหา ก็มีคนกล่าวหาว่า พวกนี้มันแตกแยก แต่พวกนี้เป็นกลุ่มถูกสั่งมาเข้าใจผิด หลังจากศึกษาดูแลกันมา ๓ ปีแล้ว นะครับ ต่อมาเลือกอีกก็ยังเป็นสรรหา นั่นแสดงว่าทัศนะและวิธีการที่เกิดขึ้นในสภาสูง มันเป็นอํานาจที่เสถียรแล้วท่านประธาน วันนี้ใครจะพูดอย่างไรก็ตามผมยืนยันว่าการเลือกตั้ง คือการเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองที่ดีที่สุดของโลกขณะนี้ไม่มีวิธีอื่น รองลงมาก็คือ การจับฉลากเท่านั้นนะครับ ท่านประธานครับ ผมพูดเรื่องประเด็นนี้ขึ้นมาทําไม ก็เพราะผมเห็นว่าจําเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านเสียงข้างมากลองพิจารณาดูว่าถ้าเราไปกําหนด ๑ ปี มันสอดคล้องกับหลักการ และเหตุผลที่เรามีจริงหรือเปล่า ต้อง ๓ ปีเป็นอย่างน้อยถึงจะมีชาวบ้านรู้จัก หลายคนจะ พูดอย่างไรก็ตามผมเห็นภาพของการทํางานของวุฒิสภา มันซ้ําแล้วซ้ําอีกซ้อนเห็นภาพ อย่างชัดเจนเหมือนขนมชั้นท่านประธาน ผมสอนตัวเองตลอดเวลาว่านี่ละคือการเรียนรู้ ระบอบประชาธิปไตยบนรากเหง้าของเบ้าหลอมคือรัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ถ้าเราเริ่มต้นที่ความสามัคคีอยากรู้อยากเห็นแล้ววิพากษ์วิจารณ์กัน มันก็จบที่ความสามัคคี ถ้าเริ่มต้นที่ความเคียดแค้นชิงชังไม่พอใจการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกันก็จะเต็มไปด้วย การกระแหนะกระแหนใส่ร้ายป้ายสีหาโอกาสตบหัวลูบหลังกันอยู่ตลอดเวลา จบก็คือ แตกแยก เราต้องเริ่มต้นด้วยความรักความสามัคคีวิพากษ์วิจารณ์กันแล้วก็จบที่ความรัก และความสามัคคี นี่ล่ะคือทิศทางเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยซึ่งมีเหตุมีผลซึ่งกันและกัน ในสภาแห่งนี้ เบ้าหลอมมันควรจะเป็นอย่างนี้ไม่ใช่หรือครับ แต่ที่ผ่านมานี้ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ ผมตอบตัวเองนะครับ ผมว่าไม่ใช่ มันมีปัญหาจริง ๆ ท่านประธานครับ
ในประเด็นต่อมา ท่านประธานครับ เรื่องศาลอุทธรณ์กับเรื่องการตัดสินของ กกต. ผมไม่สามารถจะเอาตัวผมเองมายืนอธิบายให้เพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนฟังได้ นอกจากเอาตัวอย่างที่มีอยู่ในจังหวัดของผม ท่านประธานครับ มีนายก อบจ. ท่านหนึ่งครับ ลงเลือกตั้งเสร็จถูกศาลชั้นต้นตัดสินว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง โทษจําคุกไม่รอลงอาญาท่าน และเพิกถอนสิทธิ ๑๐ ปี ท่านประธานครับ ๔ ปีในรอบวงนะครับ ได้ ๗ ปี ท่านประธานครับ ศาลอุทธรณ์ถึงตัดสินมาว่ายืนตามศาลชั้นต้น คน ๆ นี้ยังมีสิทธิลงรอบหลังอีกอันหนึ่ง ท่านประธานล้มเหลวหรือเปล่า วันนี้เกิน ๑๐ กว่าปีแล้วศาลฎีกายังไม่ลงโทษเลย เพราะฉะนั้น ใช้ศาลอุทธรณ์เราไม่ได้ตัดสิทธิฎีกานี่ท่านประธาน นี้เป็นเรื่องจริง ผมไม่ได้บอกว่าศาลถูก หรือผิดแต่กระบวนการพิจารณาในศาลมันเป็นอย่างนี้จริง ๆ แล้วการวินิจฉัยหรือแปลความ หรือตีความกฎหมายของเรานี่มันประหลาดครับ ไม่มีกระบวนการยุติธรรมใดเลยที่ผมไม่เห็น ผมไม่รู้ ที่ผมเห็นพิพากษาตามรัฐธรรมนูญไม่มีครับ พิพากษาตามกฎหมายทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ เขียนว่ากฎหมายใด ระเบียบใด หรือข้อบังคับใด ถ้าขัดหรือแย้ง กับรัฐธรรมนูญนี้เป็นอันใช้ไม่ได้ แต่กระบวนการยุติธรรมก็ยึดตามกฎหมายทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น รัฐสภาจะต้องออกกฎหมายให้ชัดเจนอย่าให้มีการตีความหลากหลาย นี่เป็นประเด็นสําคัญ เป็นสาระที่เราควรจะพูดกันจากนี้ไปอีก ๑๐ กว่าวันอย่างไรก็ ๑๐ กว่าวันท่านประธาน อย่าให้มันเร็วกว่านี้เลยครับ ไม่มี วันที่ตกลงกันเอาประธานคณะกรรมาธิการบังเอิญผมเป็นด้วย ไปนั่งคุยกันหลายสิบคนแล้วบอกว่าควรจะเป็นวันที่ ๘ ผมเป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาบอกว่า ผมไปล่ะ ผมไม่เชื่อ เพราะมันจะอย่างน้อยก็ ๓๘ วันเพราะอะไรครับ ก็แปรญัตติ ๑๗๒ คน โดยเฉลี่ยแล้ว ๑๓๐ วัน เอา ๑๐ วันคูณ เอา ๒๐ วันคูณ มันเกิน ๒๘ วัน กับ ๓๓ วัน เป็นอย่างน้อย ท่านประธานจะลําบากใจมากว่าพอแล้วนะ ได้เนื้อความแล้ว หยุดเถอะ เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะในสภาแห่งนี้เข้าใจว่าสิทธิเป็นเอกสิทธิ์ ไม่ใช่เลยท่านสมาชิกที่เคารพ มันเป็นสิทธิ ของเราแต่ไม่ใช่เอกสิทธิ์ แต่ในเมื่อเรามีสิทธิเราก็มีหน้าที่ไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่น ไม่ใช่คน ในสภาแห่งนี้นะครับ คือผู้ฟัง ผมพูดเรื่องนี้ทําไมครับ ผมกําลังจะบอกท่านประธานไม่ได้ กระแหนะกระแหนเลย ผมตั้งใจมาหลายสมัยแล้วไม่ได้ทํา คราวนี้ท่านประธานครับ เป็นเจ้าภาพเถอะครับ เราตั้งสถานีโทรทัศน์ของรัฐสภาถ่ายทอดทุกเรื่อง ให้การศึกษา ประชาชนทุกขั้นตอน ๓๐ วันในการดูแลรัฐธรรมนูญนี้มีครับ ท่านผู้รู้ทั้งหลายต่างประเทศ เขามีหลายประเทศที่คุยรัฐธรรมนูญไป ๓๐ วันกว่าจะออกมาได้ ผมอยากให้ท่าน ตั้งงบประมาณปี ๒๕๕๖ ตั้งโทรทัศน์รัฐสภากําลังคนเรามี ตัวแสดงมี นักจัดรายการไม่ต้อง ถ่ายทอดเราเสร็จไปถ่ายทอดคณะกรรมาธิการสําคัญ ผมคิดว่าทั้งปีคนสนใจ คนศึกษา เป็นแหล่งความรู้ เป็นองค์ความรู้สําหรับประชาชน ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะทําให้เราไปละเมิดสิทธิ ของประชาชน ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมซีเรียส (Serious) และขอท่านประธาน เป็นเจ้าภาพด้วยก็แล้วกันว่าเราควรถึงเวลาหรือยังครับที่จะต้องมีสถานีโทรทัศน์ของเราเอง
เรื่องต่อไปครับ ทําไมเราไปบอกว่าทั้งหลังและก่อนการประกาศผลให้เป็น อํานาจของศาล เราให้ กกต. เป็นผู้บริหารจัดการครับ เป็นผู้บริหารจัดการเลือกตั้ง นี่เราจะ ให้เขาจัดการโดยไม่บริหาร ถ้าขึ้นศาลใครจะเป็นพยานที่ใกล้ชิดก็คือ กกต. เขาต้องตัดสิน ก่อนหลังจากประกาศผลแล้วเขาคือผู้กล่าวโทษเป็นหลักร่วมกับคนแจ้ง กระบวนการ ในศาลอุทธรณ์ต่อการเลือกตั้งไม่ใช่ไม่ดีนะครับ หลายอัน กกต. เห็นอย่าง ศาลอุทธรณ์ เห็นอย่าง ผมศึกษาอย่างละเอียด ผมจะพูดต่อไปนี้ เพราะพวกเราในสภานี้ต้องศึกษาครับ เราเขียนรัฐธรรมนูญให้ กกต. บอกว่าเหตุอันควรเชื่อว่า แต่กรณีเราเขียนให้ศาลต้องมี ความชัดเจน ถ้าไม่ชัดเจนยกผลประโยชน์ให้กับจําเลย เห็นไหมครับ หลักการมันขัดกัน เพราะฉะนั้นเวลาเขียนกฎหมายผมย้ําอีกทีว่าต้องชัดเจน ต้องชี้เป้าไปได้ว่าจะทําอะไร อย่างไร เพราะฉะนั้นมาตรานี้จึงเป็นมาตราเดียวที่ผมลุกขึ้นมาพูดแล้วผมจะบอกพี่น้อง ประชาชนว่าจริง ๆ แล้วมันมีปัญหาอยู่ตรงที่ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากรับฟังมากเกินไป จนปรับปรุงไปหมด ถ้าไม่รับฟังจะปรับปรุงหรือครับ แล้วหลายเรื่องผมจําได้ว่าเสียงข้างน้อย เป็นคนเสนอ อย่างว่าต้องตัดสินภายใน ๓๐ วัน ผมบอกว่า ๓๐ วันตั้งแต่เมื่อไร ก็เลยเขียน ต่อว่าตั้งแต่รับเรื่อง เห็นไหมครับ มีการปรับเปลี่ยนตลอด แต่การกล่าวหาว่าเสียงมากลากไป คนกล่าวหาต้องถามตัวเองนะว่าคุณกําลังพูดในระบอบไหน ถ้าในระบอบประชาธิปไตย เสียงข้างมากต้องชนะ ทุกคนมายืนอยู่ตรงนี้นี่มาเพราะเสียงข้างมากทั้งสิ้น ท่านประธาน ได้คะแนนน้อยแล้วจะได้เป็นประธานหรือครับ ไม่ใช่นะครับ เพราะท่านได้เสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นจะกล่าวหาท่านประธานว่าได้เป็นประธานเพราะเสียงข้างมากลากมาอย่างนั้นหรือ ที่ผมพูดเรื่องนี้มันเกี่ยวกับการอภิปรายของผมตรงนี้ ตรงไหนละ การแปรญัตติครั้งนี้มันมี หลายอันที่เป็นภาพซ้อนกันอยู่เหมือนขนมชั้นที่ผมบอก เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนผมบอก ผ่านประธานรัฐสภาไป จําเป็นจะต้องพูดถึงพี่น้องประชาชนบ้างเพราะอะไร เพราะเขาทนฟัง และเขาสนใจฟัง ท่านเชื่อไหมครับ ผมเดินเข้าสภามาแค่ผมยกมือมีคนโทรศัพท์มาบอก ผมถามว่าโทรมาทําไม เมื่อสักครู่ยกมือดูไม่ดีเลย แสดงว่าคนส่วนหนึ่งเขาสนใจดู ผมจะบอก พี่น้องประชาชนว่าวันนี้ท่านเห็นเบ้าหลอมของแต่ละพรรคการเมือง หลอมมาแล้วมีแม่พิมพ์ ของแต่ละพรรคการเมือง หลายคนในนี้กําลังถูกสภาหลอม หลอมละลายแล้วพิมพ์นั้น คืออะไร พิมพ์นั้นคือกฎระเบียบ ใครสร้างแม่พิมพ์ครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ วันนี้ท่านประธานช่วยตบพิมพ์สร้างพิมพ์ให้เป็นอย่างที่สภาเราต้องการก็แล้วกันครับ แล้วคนที่หลอมละลายตรงนี้จะไปหล่อในพิมพ์นั้นได้ ทั้งหมดที่ผมพูดมานี้ท่านประธาน ผมเพียงแต่จะบอกว่าวันนี้ในสภาแห่งนี้เป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ที่สําคัญที่สุด ในสังคม ผมได้พูดกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านหนึ่ง ไม่เอ่ยชื่อท่าน ทั้ง ๆ ที่ไม่เสียหาย ผมบอกท่านว่า ผมสารภาพกับท่านว่าผมแก่ขนาดนี้แล้วนะ อยู่ในสภามาก็จํานวนมากแล้ว ผมใช้เวลาตั้ง ๔ ชั่วโมงครึ่งกว่าจะเข้าใจที่พวกท่านเล่นกันวันนั้นแล้วผมไม่เข้าใจ เพราะอะไร เพราะว่าเบ้าหลอมที่ผมอยู่นี่ผมเข้าไม่ถึงในปัญหานั้นเลย เพราะฉะนั้นในวันนี้ถ้าเราอดทน ฟังความเห็นที่ไม่เหมือนกับเรา แล้วเราถามตัวเองว่าทําไมเขาพูดอย่างนี้ ทําไมเขาประท้วง อย่างนี้ ทําไมเขาทําอย่างนี้ ผมคิดว่าเราจะมีความสุข ผมไม่ใช่พระอิฐพระปูนครับ ผมโกรธ ผมโมโห แต่ผมถามเพียงว่าแล้วผมโกรธ ผมโมโห ผมได้อะไร ไม่ได้อะไรเลยครับ ผมพูดแล้ว ผมจะจบลงที่ว่าอย่างนี้นะ พี่น้องประชาชนและท่านประธาน ผมเชื่อว่า ๒๘ วันเป็นอย่างน้อย ท่านจะบริหารอย่างไรก็ตาม ๒๘ วันเป็นอย่างน้อย แม้จะเกี้ยะเซี๊ยะหรือลงมา ใครที่พูดบอกว่าถ้าแก้แล้วจะไม่มีใครพูด หลอก ผมไม่ว่าโกหก หลอก เพราะอะไรครับ จะมีบอกว่าเป็นสิทธิของผม บางคนล่วงไปถึงว่าเป็นเอกสิทธิ์ของผม เข้าไปไกลเลย ผมเรียนท่านประธานว่าวันนี้ขอให้เราอดทนฟังความเห็นซึ่งต่างจากเรา และผมเชื่อว่ารัฐสภาแห่งนี้จะเป็นเบ้าหลอมของพวกเรา แต่แม่พิมพ์นั้นอยู่ที่ท่านประธาน ท่านประธานจะเป็นคนให้เราไปหล่ออย่างไร แต่คนคนนี้ในขณะนี้มาถึงวันนี้ยังหลอมผมไม่ได้ ครึ่งหนึ่งเลยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมต้องขอ ถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านสมาชิกรัฐสภาที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้คือท่านสงวน ท่านมีความเข้าใจ แล้วก็ชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ ซึ่งก็ตรงกันกับความคิดของกระผม ซึ่งกระผม ได้เคยอภิปรายไว้ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าการประชุมของเรานั้นจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้เวลาเพราะเป็นการประชุมเพื่อที่จะกําหนดคุณลักษณะหรือวิธีการที่จะให้คน มาเขียนข้อบังคับ เขียนหลักเกณฑ์ เขียนโครงสร้างของประเทศ เราจําเป็นอยู่เองที่จะต้อง มีรายละเอียดและจะต้องมีข้อกําหนดที่ชัดเจน เพราะบุคคลที่เราจะเลือกมาเป็น สสร. นั้น เราไม่ทราบเขาคิดอย่างไร เกิดเขามากําหนดบทบาทขององค์กรอิสระไปอีกทางหนึ่ง กําหนดบทบาท ของสิทธิเสรีภาพของประชาชนไปอีกทางหนึ่ง ก็จะเป็นผลกระทบของประเทศชาติเป็นส่วนรวม กระผมจะยกตัวอย่างการอภิปรายในสภาว่าเคยมีการอภิปราย ๗ วัน ๗ คืน คือสมัยปี ๒๔๘๙ ฯพณฯ พลเรือตรี ถวัลย์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านควง อภัยวงศ์ เป็นฝ่ายค้าน อภิปราย ๗ วัน ๗ คืนครับ ประชาชนสนใจมาก ผลของการอภิปราย ลงมติแล้วรัฐบาล เสียงข้างมากชนะ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีทั้ง ๆ ที่ เสียงข้างมากชนะ เพราะประชาชนได้มีโอกาสได้รับทราบข้อมูล ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ประชาชนทั้งประเทศให้ความสนใจ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ประชาชนมีโอกาสได้รับทราบว่า เรากําลังทําอะไรกันอยู่ ได้รับทราบข้อเท็จจริงทั้งปวงที่ผ่านมา บางครั้งประชาชนอาจจะ ไม่เคยได้ยิน ได้รับทราบประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาสําคัญ ที่ผมเรียนเช่นนี้มิได้หมายความว่า หากกระผมแพ้คะแนนเสียงเป็นข้างน้อยแล้ว ท่านเสียงข้างมากรัฐบาลจะต้องลาออก ไม่ใช่ครับ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือประชาชนจะสามารถตัดสินใจว่าเขาจะกําหนดทิศทาง ของตัวเอง ของประเทศชาติอย่างไร โดยการเลือก สสร. ที่ผ่านมา ตรงนี้ครับท่านประธานที่เคารพ เหมือนที่กระผมได้เสนอการเลือกตั้ง สสร. จะต้องมาจากโดยตรงของประชาชน ๒๐๐ คน ซึ่งก็สอดคล้องกับความเห็นของฝ่ายประชาชน อาจารย์ธิดา คุณหมอเหวง แล้วใครก็ตาม มากมาย ซึ่งเสียงข้างมากกรณีในที่นี้เราอาจจะแพ้ แต่ประชาชนข้างนอกก็เห็นสมควร และเห็นสอดคล้องดังกล่าวนั้น ตรงนี้ท่านประธานครับ มันจึงเป็นประเด็นที่ผมเรียนว่า นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณารัฐธรรมนูญของเรา แล้วยังเป็นประโยชน์ ต่อประชาชนในการตัดสินใจ กระผมก็ทราบดีว่าได้มีการตกลงกัน ๔ ฝ่าย ซึ่งถึงเวลานี้กระผม ก็ไม่ทราบว่าตกลงกันอย่างไร ก็เป็นปกติ การประชุมร่วมกันอย่างนี้แล้ว ถ้ามีการตกลงกัน ในหลักการกว้าง ๆ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการประชุมจะเดินไปได้อย่างไร แต่กระผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ ไม่ว่าจะตกลงกันอย่างไร แต่ไม่สามารถตัดสิทธิของสมาชิกที่อภิปราย ที่สงวนความเห็น ที่แปรญัตติ ซึ่งสิทธิดังกล่าวนั้นก็บัญญัติไว้ในข้อบังคับและบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ แต่การตกลง ๔ ฝ่ายนั้นไม่ได้มีหลักเกณฑ์อะไรเลยที่จะมาอ้างอิงนะครับ จะอ้างข้อบังคับก็ไม่ได้ จะอ้างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเพื่อความเรียบร้อย กระผมก็ไม่ได้ขัดข้องที่จะมีการตกลงกัน แต่ยืนยันด้วย ว่าไม่เป็นการตัดสิทธิของสมาชิกแต่ประการใด ในมาตรานี้กระผมได้มีการแปรญัตติ และสงวนความเห็นไว้ และกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ได้มีการแก้ไข กระผมขออนุญาต ที่จะเรียนไม่เห็นด้วยกับความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างมากเป็นเรื่องแรก แล้วเรื่องต่อไป กระผมก็จะเรียนว่ากระผมได้แปรญัตติขอแก้ไขและขอเพิ่มเติมอย่างไร สาระสําคัญ ของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการขอเพิ่มเติมนั้นได้กําหนดที่จะให้นํากฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นรวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้ บังคับโดยอนุโลม ในการนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจประกาศ กําหนดบัญญัติ บทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จําต้องนํามาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาด้วย ท่านประธานครับ กระผมจําได้ว่า ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรีท่านชวน หลีกภัย เวลาท่าน จะพิจารณาเรื่องอะไรใน ครม. ก็ตาม ท่านจะต้องถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน เช่น คณะกรรมการกฤษฎีกาว่าอย่างไร สํานักงบประมาณว่าอย่างไร ขอความเห็นก่อน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีความเห็นอย่างไร และบุคคลหรือหน่วยงาน ที่จะต้องรับกฎหมายไปปฏิบัตินั้นเขามีความคิดเห็นอย่างไร แล้วจึงนํามาวินิจฉัยในการ ประชุมคณะรัฐมนตรี กระผมก็จําแบบอย่างนั้นมาครับ ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ขอประทานโทษเอ่ยนาม ท่านสามารถท่านคงจําได้ กระผมก็เป็นคนหนึ่งที่เสนอว่าควรจะ เชิญคณะกรรมการการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ให้มาให้ความเห็นกับเราว่าถ้าเราออกกฎหมาย ไปอย่างนี้แล้วเขามีข้อขัดข้องประการใดหรือไม่ ซึ่งมีความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นรูปแบบของคณะกรรมการ ท่านก็ไม่ได้มาชี้แจงแต่ท่านก็ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาชี้แจง ความจริงเป็นเรื่องสับสนครับเพราะความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่ละท่าน ที่แสดงออกมาทางสื่อมวลชนนั้นก็ไม่ค่อยสอดคล้องกันแต่เราก็รับฟัง ในตอนนั้นเอง กระผมได้มีความเห็นในเรื่องนี้ว่าในการที่จะออกกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้นจะต้อง ออกเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเราก็ต้องออกกฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนี้เป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูง รองลงมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะต้องมีการตราขึ้น ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด ถ้าร่างที่เราเขียนอยู่ปัจจุบันนี้กําหนดให้มีการตรากฎหมาย ประกอบร่างรัฐธรรมนูญ ตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สสร. ก็ต้องไปตรากฎหมายฉบับนั้น และขณะเดียวกันสาระของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก็ได้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยครับว่าจะต้องมีอะไรบ้างเป็นสาระสําคัญ นอกจากนั้นแล้ว เมื่อรัฐสภาเห็นชอบจะต้องมีการตรวจความถูกต้องด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยต้องส่ง ศาลรัฐธรรมนูญตามข้อบังคับ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันรับเรื่อง นั่นคือกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการพิจารณากฎหมายฉบับนี้และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น ได้มีบางท่านให้ความเห็นว่าถึงศักดิ์ของกฎหมายมันใกล้เคียงกัน มันไม่ใช่ท่านประธาน พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นเป็นพระราชบัญญัติปกติ เมื่อผ่านการพิจารณา ของรัฐสภาแล้วก็นําขึ้นกราบบังคมทูลเลยไหม ต้องไปส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศักดิ์ของกฎหมายไม่เท่ากันครับ เราจะเลือกสมาชิก สสร. ซึ่งมีความสําคัญยิ่งยวด ผมไม่เปรียบเทียบกับ ส.ส. และ ส.ว. แต่มีความสําคัญไม่ด้อยไปกว่ากัน ทําไมเราจึงไม่เอาหลักเกณฑ์ในการเลือก สสร. โดยใช้ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าต้องการให้มีบทบัญญัติอย่างไรก็สามารถบัญญัติไว้ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ได้ ผมจึงได้มีการแปรญัตติขอเพิ่มว่า ในการเลือกสมาชิก สสร. นี้จะต้องใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในร่างของรัฐบาลได้มีการพูดถึงการวินิจฉัยชี้ขาด กระผมขออนุญาต ที่จะอ่านข้อความ ก่อนที่จะมีการพูดถึงการวินิจฉัยชี้ขาดนั้น กระผมขอเรียนนะครับว่าในร่างของ รัฐบาลได้พูดถึงการให้มีคณะกรรมการมีอํานาจประกาศ กําหนดบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังกล่าวไว้ที่ไม่จําเป็นต้องนํามาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษา ตรงนี้เป็นข้อความที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้เขียนไว้ กระผมขอกราบเรียนว่าทําไมจึงจะต้องไปเขียนกฎหมายให้อํานาจ กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการที่จะไปกําหนดบทบัญญัติว่าอะไรจะต้องเอามาใช้ และอะไรจะไม่เอามาใช้ คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ใช่องค์กรที่มาจากประชาชน ไม่ใช่องค์กรที่จะมาออกกฎหมาย ไม่ใช่องค์กรที่จะไปวินิจฉัยว่าอะไรจะเอามาหรืออะไรจะไม่เอามา ไม่ได้ครับ สภาเป็นคนออกกฎหมายท้องถิ่น แล้วทําไมจึงจะไปมอบอํานาจให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งซึ่งเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้ไปมีอํานาจในการที่จะตัดว่าอะไรเอามา อะไรไม่เอามาน่าจะไม่ถูกหลักการ และน่าจะไม่ถูกต้องครับท่านประธาน การจะไปยกเว้นว่า ควรจะเอามาตราใดมาควรจะไม่เอามาตราใดมานั้นน่าจะต้องเป็นเรื่องการแก้ไขกฎหมาย และน่าจะเป็นเรื่องของผู้ออกกฎหมายคือสภาครับ ขณะเดียวกันในร่างของรัฐบาล ขอประทานโทษ ในร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้กําหนดการวินิจฉัยชี้ขาด เกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลัง การประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของ ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ได้รับคําร้อง ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงว่า ได้เชิญตัวแทนของสํานักงานศาลยุติธรรม มารับฟัง เมื่อมารับฟังแล้วก็ไม่เห็นพูดว่าอย่างไร และไม่เห็นแสดงความเห็นอย่างไร การที่รับฟัง แล้วไม่แสดงความเห็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าศาลจะเห็นชอบนะครับท่านประธาน เพราะคนที่มา คือเจ้าหน้าที่สํานักงานศาล ศาลเขามีทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการอยู่ การที่ท่านฟังเฉย ๆ ไม่ใช่ว่าท่านจะเห็นชอบด้วย เราจะต้องเป็นคนพิจารณาว่ามันเหมาะสมหรือไม่ที่จะต้อง ออกกฎหมายเช่นนั้น ศาลเป็นอํานาจตุลาการเราเป็นอํานาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมาย รัฐบาลเป็นอํานาจบริหารที่จะปฏิบัติ ออกกฎหมายอะไรไปศาลเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกครับ เขาก็ต้องใช้กฎหมายนั้น จะพูดไปก็คือศาลเป็นฝ่ายตั้งรับหรือครับ จะไปขอให้ศาลลงโทษใคร ก็ต้องมีในคําขอ จะต้องผิดกฎหมายมีกฎหมายบัญญัติไว้ จะไปขอให้ยึดทรัพย์ใครศาล ก็จะต้องมีคําขอไป อยู่ ๆ ศาลจะไปลงโทษใคร หรือยึดทรัพย์ใคร หรือพิพากษาอย่างไรไม่ได้ แม้กระทั่งฟ้องไปแล้วไม่มีคําขอศาลยังสั่งเกินคําขอไม่ได้ แต่เราจะต้องพิจารณา การกําหนด ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยภายใน ๓๐ วันนั้นเหมาะสมหรือไม่ นั่งอยู่นี่ก็หลายคนอยู่ฝั่งรัฐบาล ก็หลายคน ทําไมไม่ทราบว่าการไปออกกฎหมายกําหนดเวลาให้ศาลต้องพิพากษาเท่านั้น เท่านี้วัน ถูกต้องหรือไม่ครับ แล้วข้อเท็จจริงมันจะทําได้อย่างไรครับ ๓๐ วัน แล้วยังไม่ชัดเจนนะครับว่าการจะยื่น ต่อศาลอุทธรณ์ที่เขียนไว้ว่าให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษานั้น ใครจะเป็นคนยื่น ศาลอุทธรณ์ไหนยังไม่ชัดครับ ผู้ร้องคือใคร กกต. หรือประชาชน หรือผู้ได้รับ ความเสียหาย หรือใครไม่ชัดครับตรงนี้ สับสนวุ่นวายแน่ถ้าออกไปแบบนี้ และขณะเดียวกัน ศาลทุกศาลเขาก็จะมีวิธีพิจารณา มิได้หมายความว่าจะเอาธรรมนูญศาลยุติธรรมมาปรับใช้ กับเรื่องการพิจารณาคดีเลือกตั้งได้ ไม่ใช่ครับท่านประธาน ถ้าเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง สสร. ก็ต้องมีวิธีพิจารณาเกี่ยวกับการพิจารณาคดีเกี่ยวกับ สสร. ครับ และกระผมไม่เห็นด้วย อย่างยิ่งที่จะให้ศาลอุทธรณ์ กระผมมิได้หมายความว่าไม่เชื่อใจศาลอุทธรณ์ แต่ต้องพิจารณา โดยความรอบคอบและพิจารณาโดยเหตุโดยผล ในการที่จะสั่งให้มีการคัดค้านการตัดสิทธิเลือกตั้ง หรือการเพิกถอนผลการเลือกตั้งของ ส.ส. และ ส.ว. เราใช้ศาลฎีกา แล้วทําไมจึงจะให้ การเลือกตั้ง สสร. ซึ่งมีความสําคัญที่สุดมาให้อยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ท่านประธานครับ ตรงนี้ ๓๐ วัน ศาลอุทธรณ์ทําได้หรือไม่ตามร่างของกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็ยังไม่ชัดเจน ตรงนี้ใครจะเป็นคนร้องก็ยังไม่ชัดเจน และความไม่เหมาะสม ในการที่จะให้ผู้ที่มาวินิจฉัยตรงนี้นั้น ความเห็นของกระผมก็คือจะต้องเป็นศาลฎีกาซึ่งท่าน ก็มีแผนกของท่านอยู่แล้ว กระผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในการแก้ไขเพิ่มเติมของกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงนั้นถ้าจะพิจารณากันอย่างรอบคอบแล้ว ที่เราช้ากระผมได้เคยอภิปรายแล้วที่เราช้ามันเป็นเพราะเรื่องฟังกันแล้วโดยเหตุโดยผล แต่ไม่เอาตามและไม่ปรับปรุงแก้ไข พวกกระผมก็จําเป็นจะต้องชี้แจงทุกเหตุทุกผล และหลายท่านบอกว่าซ้ําซากซ้ํากัน แต่ถ้าฟังโดยเหตุโดยผลแล้ว ท่านประธานครับ ซ้ํากันก็มีบ้าง แต่น้อยมาก กระผมยังทึ่งเลยว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร้อยกว่าคนเก่งจริง ๆ ครับ ท่านประธาน กระผมอยู่ในสภามานาน ขออนุญาตอีกครั้งหนึ่งไม่อยากจะคุย ปี ๒๕๑๘ ครั้งแรกเป็น ส.ส. ยังไม่เคยเห็นท่านสมาชิกอภิปรายมากมายขนาดนี้ แล้วก็เป็นประเด็น ที่น่ารับฟังเกือบทั้งหมด จะมีซ้ําอยู่บ้าง และจะมีเหตุการณ์อื่นอยู่บ้างก็เป็นปกติ ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเมื่อฟังตรงนี้แล้วหาก กรรมาธิการเสียงข้างมากได้รับฟัง โดยเหตุโดยผลแล้วท่านสามารถที่จะปรับปรุงข้อความได้ โดยเรียกประชุมคณะกรรมาธิการแล้วก็ปรับปรุงข้อความให้มันสอดคล้องกับสมาชิกหรือว่า สอดคล้องกับความต้องการ และสอดคล้องกับความเหมาะสมที่ถูกต้อง ผมขออนุญาต ยกตัวอย่าง เช่นถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากท่านเห็นว่าการเลือกตั้ง สสร. ๒๐๐ คนนั้น เป็นการสอดคล้องกับประชาชน และเป็นความพึงพอใจของพี่น้องกลุ่มคนเสื้อแดง และอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายกลุ่ม หลายคน ท่านสามารถทําได้ครับ สามารถทําได้โดยการ ที่จะยกเว้นข้อบังคับกลับไปให้ที่ประชุมสภานี้ทบทวนได้ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ ต่อการพิจารณาของสภา และเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของคณะกรรมาธิการเอง และมาตรานี้เช่นเดียวกันครับ เมื่อถึงเวลานี้ท่านจะเจอปัญหาทางตันถ้าใช้กฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น ท่านจะไปสับสนมากในการพิจารณาเรื่องกฎหมายท้องถิ่น แต่ถ้าท่านออกกฎหมายอย่างที่กระผมว่าคือออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกอย่างจะสามารถไปได้ กําหนดไว้ตรงนั้น ใช้เวลาไม่มากครับท่านประธาน อาจจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้ว่าให้ออกกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สสร. ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ก็ทําได้ คือเราบังคับเราได้ แต่จะไปออกกฎหมายว่าพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ไม่ได้ครับ ไม่เคยมี ไปออกกฎหมายไปบังคับศาลให้แล้วเสร็จเท่านั้นเท่านี้ ไม่มี และการพิจารณาท่านคิดว่ามันง่ายหรือครับ ๗๗ จังหวัด ทุกคนมีสิทธิร้องได้ เกิดจังหวัดละ ๑๐ คดีเท่านี้ก็แย่แล้ว และศาลมีอยู่เท่าไร บางท่านก็บอกว่าเป็นวิธีพิจารณาคดีแบบ ไม่มีข้อพิพาท ไม่ใช่ หรือเป็นคดีที่ไม่ใช่สําคัญ ไม่ได้ เพราะมันมีข้อโต้แย้งต้องเรียกพยาน เรียกเอกสาร ให้ผู้ร้องมาชี้ ผู้ร้องมาให้การ ผู้ถูกร้องมาคัดค้านไม่ให้การ ไม่ทันครับ มันจะเดิน ไปสู่ความยุ่งยากในอนาคต ผมจึงวิงวอนท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ท่านมีสิทธิ ที่จะทบทวนเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยได้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านสาธิต ปิตุเตชะ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ผมได้สงวนความเห็นในมาตรา ๒๙๑/๕ ไว้ ๓ ประเด็นสําคัญ ๆ ผมไม่ใช้เวลามากครับ ๓ ประเด็นของผมก็คือว่าเรื่องระยะเวลา จากคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ยังคงไว้ตามร่างเดิม คือ ๑. ๗๐ วัน แต่ผมขอแก้เป็น ๑๐๐ วัน
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องการใช้กฎหมายที่บังคับในการเลือกตั้ง สสร. ผมก็ไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่ไปหยิบยกเอา พ.ร.บ. เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นมากําหนดบังคับใช้ โดยผมเห็นว่าควรที่จะใช้กฎหมายที่ร่างขึ้นมาโดยเฉพาะ สําหรับการเลือกตั้ง สสร. เพราะมีความแตกต่างกันเป็นอย่างยิ่ง
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องการเพิกถอนผลการเลือกตั้งโดยกฎหมายฉบับนี้ ได้เขียนให้อํานาจให้กับศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัยแล้วก็เพิกถอนสิทธิหรือเพิกถอน ผลการเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรานี้ก็เป็นผลผลิตที่บอกถึงความเร่งรีบ รวบรัด แล้วก็ลุกลี้ลุกลนในการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคงต้องยืนยันอีกครั้งหนึ่ง กับท่านประธานว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะสถานการณ์ ความจําเป็น ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมีมากมายหลายอย่าง มากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไปแก้ร่างเดิมของ ครม. มากกว่าที่ผมแก้ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้แก้มาตรานี้จากหลักเกณฑ์และวิธีการ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง กําหนดอํานาจหลักเกณฑ์วิธีการเลือกตั้ง กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็แก้ว่าให้นํากฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกําหนดโทษ ที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลมครับ ผมเรียนกับท่านประธานว่าอันนี้ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในคณะกรรมาธิการในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ครับ เพราะว่าร่างของ ครม. ผมเข้าใจว่า ก็ร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วยความเร่งรีบ การกําหนดให้การเลือกตั้ง สสร. ให้นําระเบียบ กฎเกณฑ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้งก็เป็นที่ตกผลึกกันในคณะกรรมาธิการว่าทําไม่ได้ เป็นปัญหา เนื่องจากปัญหาศักดิ์และสิทธิของกฎหมายว่าการเลือกตั้ง สสร. เป็นไปตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด จะไปใช้ระเบียบกฎเกณฑ์ซึ่งเป็นเพียงกฎเกณฑ์ ซึ่งไม่ใช่กฎหมาย ไม่สามารถกระทําได้ในทางปฏิบัติ กรรมาธิการก็มีการพูดคุยกัน แล้วก็นําไปสู่การหาทางว่าจะทําอย่างไรที่จะเอากฎหมายฉบับไหนมาใช้บังคับกับการเลือกตั้ง สสร. ความเห็นของผมก็คือว่า ผมแปรญัตติไว้ว่าผมต้องการเห็นพระราชบัญญัติ ที่ร่างขึ้นมาโดยเฉพาะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เหตุผลก็เพราะว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ผมเรียนว่า ในร่างของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่มีมากกว่านั้นนะครับ ก็คือว่าแทนที่จะใช้กฎหมาย เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นเพียงฉบับเดียว ท่านประธานลองดูในรายละเอียดที่มีการแก้ไข เพิ่มเติมนะครับ ในวรรคสองใช้กฎหมายท้องถิ่น แต่ในวรรคถัดไปคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญครับ ในมาตรา ๙๙/๑ และมาตรา ๙๙/๒ แล้วก็มาตรา ๑๐๐ (๑) (๓) (๔) อันนี้คือใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญในลักษณะคุณสมบัติต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็ไปหยิบยกในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาใช้ ในวรรคสุดท้ายไม่พอแค่นั้น โยนการวินิจฉัย ชี้ขาดการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้งไปให้ศาลอุทธรณ์ อันนี้ก็เขียนอํานาจไว้ในกฎหมาย ฉบับนี้นะครับ เพียงแต่ว่าเอาอํานาจนี้ไปให้ศาลอุทธรณ์เป็นคนเพิกถอนสิทธิ ทั้ง ๆ ที่เดิม เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง นี่ก็เป็นความเร่งรีบ รีบร้อน ผิดตั้งแต่ร่างเดิมมาถึง การแก้ไข กรรมาธิการเสียงส่วนน้อยก็มีหลายความเห็นนะครับ พูดคุยกันว่าทําไมไม่ใช้ การตรากฎหมายการเลือกตั้ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. แล้วก็ ส.ว. มันน่าจะมีความใกล้เคียงมากกว่านั้น ผมจะนําเสนอเหตุผลถึงข้อขัดข้องของกฎหมายฉบับนี้ กับการเขียนกฎหมายตามมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ปรากฏอยู่ในคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ว่าถ้ามีกรณีเช่นนี้ท่านจะแก้ไขอย่างไร วันที่เราฟังคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ให้ความเห็น ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เขาตอบชัดเจนครับ ในเบื้องต้นก็คือร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี ระเบียบ กฎเกณฑ์ใช้ไม่ได้ เมื่อระเบียบ กฎเกณฑ์ใช้ไม่ได้ จะใช้กฎหมายไหน ผมคนหนึ่ง ที่เสนอความเห็นในคณะกรรมาธิการว่าต้องออกกฎหมายโดยเฉพาะสําหรับการเลือกตั้ง สสร. ที่มีจํานวน ๗๗ คน แต่ละจังหวัด ถามว่าทําไมต้องไปออกกฎหมายเฉพาะ ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้กฎหมายเพื่อมีความเหมาะสม ในขณะที่ยังไม่มีความชัดเจน ในขณะที่ยังไม่มีการพูดคุยกันว่าตกลง สสร. ที่เราจะเกิดขึ้น ๗๗ คนจากการเลือกตั้ง มันจะมีความชัดเจนในเรื่องใบเหลือง ใบแดง อย่างไร หาเสียงได้ไหม เหมือน ส.ว. หรือไม่ ใช้พรรคการเมืองไปสนับสนุนได้หรือไม่ เมื่อสักครู่ก็มีข่าวออกมาว่าคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ไปตกลงกันว่ายังคงใช้การเลือกตั้ง ใช้ พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น แล้วก็ ผู้บริหารท้องถิ่น แต่ในขณะเดียวกันกลับมาบอกว่าใช้ กกต. เป็นคนให้ใบเหลือง ใบแดง ผมก็ยังมีความสับสนอยู่ว่าตกลงคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จะเอาอย่างไร จะเอาอย่างไรก็ตาม อ้ายที่แก้มาสับสนที่สุดครับ แล้วผมมีความเชื่อมั่นว่ามันไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่ความเร่งรีบ คือเร่งรีบทําอย่างอื่นทําได้ เร่งรีบทํากับข้าว ใส่เสื้อผ้ามันแก้ไขได้ แต่ถ้าเร่งรีบ แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญมันทํายากครับ เพราะสุดท้ายคนที่ทํามันเสี่ยงกับการทําผิดกฎหมาย ไม่มีใครเขาทําให้ครับ หน่วยงาน กกต. ที่มีความอิสระมาให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาว่า ควรที่จะออกกฎหมายที่เลือกตั้งโดยเฉพาะเหมือนที่ผมสงวนความเห็นไว้ แต่กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ไปปฏิบัติตามนั้น กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ไปใช้กฎหมายท้องถิ่น ผมเรียนว่ากฎหมายท้องถิ่นมันมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างมากกับการเลือกตั้ง สสร. ความจริงกฎหมายท้องถิ่นใช้บังคับทั้งสภาท้องถิ่น ใช้บังคับทั้งผู้บริหารท้องถิ่น อยู่ในร่างกฎหมายฉบับเดียวกัน เอาว่าเรื่องแบ่งเขตเลือกตั้งก็มีความสับสนอยู่พอสมควรว่า สุดท้ายจะเลือกใช้การแบ่งเขตเลือกตั้ง ถ้าสมมุติเป็น ๗๗ คนก็ต้องใช้การแบ่งเขตเลือกตั้ง เป็นผู้บริหารท้องถิ่นประเภทนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ส่วนการใช้กฎเกณฑ์ ในเรื่องของสมาชิกสภาท้องถิ่น นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่สามารถหยิบยกมาใช้ นั่นหมายความว่าท่านก็หยิบยกบางส่วนมาใช้เท่านั้นเองครับ อีกบางส่วนท่านก็ไม่นํามาใช้ แถมในวรรคสองท่านก็ไปกําหนดคุณสมบัติเอากฎหมายรัฐธรรมนูญอันนี้เข้าไปบังคับใช้ ในเรื่องของคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม มิหนําซ้ําในกฎหมายฉบับนี้เขียนไปให้อํานาจ ศาลอุทธรณ์ ซึ่งผมจะอภิปรายต่อไปว่าศาลอุทธรณ์มันมีปัญหาในเชิงปฏิบัติอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ เรื่องระยะเวลาจาก ๗๕ วัน เป็น ๑๐๐ วัน ผมเรียนว่าร่างของ คณะรัฐมนตรี แล้วก็ร่างของคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้เหมือนร่างเดิม คือ ๗๕ วัน ๗๕ วันผมคิดว่ามาจากข้อกําหนด หลักเกณฑ์ก็คือว่าวันรับสมัครใช้เวลาไม่เกิน ๒๐ วัน วันเลือกตั้งก็ใช้เวลา ๔๐ วัน ท่านประธานเห็นไหมครับ ดูมันไม่มีการเผื่อเวลา ผิดพลาด ดูมันกําหนดให้มันตรงพอดีกับการเขียนกฎหมายในการจัดการเลือกตั้ง ไม่เผื่อ ในการที่จะมีปัญหา มีอุปสรรคใด ๆ ในการที่จะวางแผนในการปฏิบัติงานให้หน่วยงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เขารับภาระตามร่างกฎหมายของพวกเรานําไปใช้ ผมยังเห็นว่าในเรื่อง กําหนดระยะเวลานั้น ผมขอเปลี่ยนแปลงให้เป็น ๑๐๐ วัน เพื่อป้องกันความผิดพลาด ส่วนเรื่องการกําหนดกฎหมายท้องถิ่น ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าผมมีตัวอย่าง ยกตัวอย่างกฎหมายท้องถิ่น การเลือกตั้งสมาชิก ผู้บริหารท้องถิ่น กฎหมายสภาท้องถิ่น ในหมวด ๙ ว่าด้วยเรื่องการคัดค้านการเลือกตั้งในมาตรา ๑๐๒ แล้วมาตรา ๑๐๓ เขาเขียนไว้ ชัดเจนนะครับว่าสิทธิในการคัดค้านการเลือกตั้งให้ผู้สมัครยื่นคําร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน และในมาตรา ๑๐๓ ก็พูดชัดนะครับว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับคําร้องคัดค้านเลือกตั้งก็ให้พิจารณา และเห็นว่า การเลือกตั้งหรือการนับคะแนนเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม หรือมีกรณี การฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือมีกรณีที่เชื่อได้ว่ามีการฝ่าฝืนบทบัญญัติ ตามมาตรา ๕๗ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคําสั่งให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ หรือมีการ ให้เลือกตั้งใหม่ เว้นแต่ความไม่สุจริต หรือไม่เที่ยงธรรม หรือการฝ่าฝืนดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้อง กับผู้ได้รับการเลือกตั้ง หรือไม่ได้เป็นเหตุสําคัญที่จะทําให้ผู้นั้นได้รับเลือกตั้ง ก็ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคําสั่งยกคําร้อง วรรคสุดท้ายให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาคําร้องคัดค้านตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคําร้องคัดค้าน ในกรณีจําเป็นอาจจะขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน ที่ผมอ่านมาทั้งหมด เป็นข้อกําหนดซึ่งให้อํานาจคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยชี้ขาด เพิกถอนการเลือกตั้ง สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น แต่ท่านประธานครับ ร่างกฎหมายของรัฐบาลหรือร่างกฎหมาย ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ใช้กฎหมายท้องถิ่นเลือกตั้ง บังคับใช้นะครับ แทนที่จะให้เป็นไป ตามกฎหมายท้องถิ่น แต่ไปยกเว้นในวรรคท้ายอย่างไรครับ ส่วนนี้ไม่ใช้แต่ไม่ได้ฆ่าทิ้ง ไม่ได้พูดถึง กลับไปเขียนให้อํานาจการวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านตัดสินการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผล ให้เป็นอํานาจหน้าที่ ของศาลอุทธรณ์ในการพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน ก็เขียนขัดกันแล้ว ร่างกฎหมาย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ของคณะกรรมาธิการเขียนให้อํานาจศาลอุทธรณ์ เขียนให้ใช้ พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น แต่แค่นี้ก็ขัดกัน มิหนําซ้ําร่างกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ได้มีเขียนไว้ด้วยซ้ําว่าถ้าบทบัญญัติกฎหมายใดขัดหรือแย้ง กับกฎหมายฉบับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ยึดกฎหมายร่างแก้ไขเพิ่มเติมนี้เป็นหลัก มันก็ยุ่งสิครับท่านประธาน และจะเลือกใช้อันไหนครับ จะอ้างว่าเลือกใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ทําการร่างแก้ไขเพิ่มเติมเพราะมีศักดิ์และสิทธิใหญ่กว่า แต่ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมอันนี้ ท่านก็เขียนว่าให้ใช้ตามกฎหมายร่างพระราชบัญญัติเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น อันนี้ละครับมันให้เห็นถึงความเร่งรีบครับ มันเห็นถึงความไม่รอบคอบในการทํางาน อันนี้แค่เพียงประเด็นเดียวที่ผมไม่อยากใช้เวลาของสภาแห่งนี้อย่างมาก ชี้ให้ท่านประธาน เห็นผ่านไปยังคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่ามันจะไปไม่ได้ละครับ คือถ้าท่านรีบอย่างนี้ผมคิดว่าเวลาไปปฏิบัติจริงหน่วยงานที่เขาไปทํางานเขาจะทําได้อย่างไร ในเมื่อถ้าทําแล้วมันผิดกฎหมาย ทําแล้วไม่มีทางออกให้กับเขา มันไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม มันไม่ได้ทําอย่างอื่นเลยครับ มันกฎหมายครับ ถ้าคนไปทํา ผู้ปฏิบัติงานเขาไปทําแล้ว ท่านไม่ให้เครื่องมือให้เขาไปทําอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ กกต. เขาไปจัดการเลือกตั้งเขาก็จัดไม่ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่าประเทศนี้สิ่งศักดิ์สิทธิมีจริง เร่งรีบ รวบรัด ลุกลี้ลุกลน สุดท้ายการเลือกตั้ง สสร. โดยใช้กฎหมายมาตรา ๒๙๑/๕ ที่คณะกรรมการ ๔ ฝ่ายกําลังประชุมกันอยู่นี้ ผมไม่ทราบว่าจะออกอย่างไรนะครับ แต่ว่า ถ้าเป็นไปตามร่างกฎหมายฉบับนี้ที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่แก้มา ผมยืนยันกับท่านประธาน กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่ามันไปไม่ได้ครับ มันไม่สามารถปฏิบัติได้จริง และมันจะพบกับ ทางตันครับ ซึ่งความจริงวันนี้ก็ไม่อยากอภิปรายมากไปกว่านั้น เพราะว่าสุดท้ายแล้ว เป็นความรับผิดชอบของท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่ต้อง แสดงความรับผิดชอบว่าถ้าร่างกฎหมายอย่างนี้ท่านจะคิดเห็นอย่างไร เมื่อผู้ปฏิบัติ เขาไม่สามารถไปปฏิบัติได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลทั้งหมดที่ผมเรียนมา ๓ ประเด็น ที่ผมได้ขอสงวนความเห็น แล้วก็แปรญัตติไว้ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เพียงจะกระตุ้นเตือนท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ว่า ในขณะที่เราประชุมคณะกรรมาธิการกันมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงเหตุ แสดงผล คณะกรรมาธิการเสียงส่วนน้อยนอกจากเข้าร่วมประชุม นอกจากแสดงเหตุ แสดงผล เพื่อให้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้คล้อยตาม ตามเหตุผล แต่มิได้หมายความว่าไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ เพียงแต่ว่ากรรมาธิการเสียงส่วนน้อยนั้น มีเหตุมีผล ในการที่จะชี้แนะขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการและเสียงส่วนใหญ่ได้ฟัง และนํากลับไปพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลที่มีคนมาให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน รอบด้าน แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นท่านประธานทราบไหมครับ ผมขออนุญาตตั้งฉายาให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ว่า คณะกรรมาธิการกําแพงหินครับ คือฟังทุกอย่างเหมือนปาหินเข้าไปในกําแพง ท่านประธาน ก็รับฟัง รับฟังเสร็จทุกอย่างก็ลงมติครับ ลงมติเอาตามร่างเดิม ลงมติเอาตามเสียงส่วนใหญ่ ฟังครับ แต่ว่าแทนที่จะไปพูดคุยแล้วเอาเหตุผลไปประกอบการพิจารณา ยกตัวอย่างสั้น ๆ สุดท้ายยกตัวอย่างสั้น ๆ ในวันที่แปรญัตติในการแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกที่ไปแสดงเหตุ แสดงผลว่าเหตุผลที่แปรญัตติเพราะเหตุผลอะไร ท่านประธานก็นั่งอยู่แล้วก็รับฟัง แต่ว่า ความศักดิ์สิทธิของในชั้นสงวนความเห็นและแปรญัตติของคณะกรรมาธิการคือการรับฟัง เพื่อนสมาชิกในการแสดงเหตุผล แล้วก็เอามาประกอบกันกับคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ว่าคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นอย่างไร และที่แปรญัตติมามันมีเหตุผลแค่ไหน จะกลับ ความเห็นหรือไม่ จะมีเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือไม่ ท่านประธานทราบไหมครับ เพื่อนสมาชิก ที่แปรญัตติเป็นร้อย ๆ คนก็เหมือนเข้าไปพูดให้กับกําแพงฟัง สุดท้ายกลับมาก็คงเดิมทุกอย่าง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้ง ๆ ที่ผมเห็นเพื่อนสมาชิกแต่ละท่านเวลาไปแปรญัตติ บางท่าน ก็มีเหตุมีผลในการที่จะเข้าไปขอสงวนความเห็น แล้วก็แปรญัตติ ดังนั้นคณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็ยังสรุป ยังเหมือนเดิม ยังเร่งรีบ ผมเรียนกับท่านประธานว่าวันนี้ผมเคารพเสียงส่วนใหญ่ แต่ผมอยากให้เสียงส่วนใหญ่ได้รับฟังเสียงส่วนน้อยอย่างมีเหตุผล แต่การตัดสินใจทั้งหมด ขึ้นอยู่กับเสียงส่วนใหญ่อยู่แล้ว เป็นอํานาจของเสียงส่วนใหญ่ แต่เสียงส่วนใหญ่ก็ต้อง รับผิดชอบว่าเมื่อเสียงส่วนใหญ่ตัดสินใจในการดําเนินการเรื่องอะไรไปแล้วถ้ามันมีข้อผิดพลาด เสียงส่วนใหญ่จะรับผิดชอบในเรื่องนั้นอย่างไรท่านประธานที่เคารพ ผมก็ขอร้องเพื่อนสมาชิก ว่าอย่าอ้างเสียงส่วนใหญ่ ๑๕ ล้านเสียง เพราะว่าวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ อย่างน้อยที่สุด จังหวัดปทุมธานีก็ฟ้องว่า
ท่านกรุณาอยู่ในประเด็น สรุปเถอะครับ
ผมกําลังสรุปท่านประธานครับ ผมกําลังจะสรุปว่าเสียงส่วนใหญ่ที่บอกว่า ๑๕ ล้านเสียง อย่างน้อยวันนี้ที่จังหวัดปทุมธานี เขาบอกท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าสนใจปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เถอะครับ เรื่องน้ําท่วม เรื่องรับจํานํา เรื่องค่าแรง ๓๐๐ บาท เรื่องเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ถ้าไม่สนใจเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน มาสนใจเร่งรีบทํารัฐธรรมนูญนี่
ท่านมีประท้วงครับท่าน
ผมสรุปนะครับ การเลือกตั้งก็ฟ้องว่า อะไรจะเกิดขึ้นครับ ขอบคุณครับ
ท่านประสิทธิ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานทําผิด กฎข้อบังคับ ข้อ ๕ แล้วก็ขอประท้วงผู้อภิปรายทําผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น ไม่เกี่ยวกันเลยครับ โครงการรับจํานําข้าวอะไรต่าง ๆ
ท่านประสิทธิ์ ผมได้เตือน ท่านไปแล้วนะครับ แล้วท่านก็สรุปแล้ว
เพราะฉะนั้นเวลาไม่พอครับท่านประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ เวลาน้อยจริง ๆ ถ้าอย่างนี้ ตีสองวันนี้ก็ไม่ได้ลงมตินะครับ เงื่อนไขต่าง ๆ ที่ตกลงกันก็ไม่ได้ปฏิบัติตาม
ไม่เป็นอะไรครับ ท่านประสิทธิ์ ท่านเข้าใจแล้วเมื่อสักครู่นี้ผมบอกไปแล้ว ขอบคุณครับ เชิญท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สําหรับมาตรา ๒๙๑/๕ นั้น กระผมได้สงวนความเห็นไว้เพื่อประหยัดเวลา ของสภาแห่งนี้ ผมจะขออนุญาตไม่อ่านในส่วนที่ผมได้สงวนความเห็นไว้นะครับ ส่วนที่ผมสงวนความเห็นไว้นั้นปรากฏว่าอยู่ในหน้า ๑๐๖ ถ้าหากว่าท่านสมาชิกรัฐสภา จะได้ดูประกอบไปด้วยก็จะช่วยประหยัดเวลาของรัฐสภาแห่งนี้ลงไปได้ครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขในครั้งนี้ที่จะกําหนดให้มีการเลือกตั้ง สสร. ขึ้นมา เพื่อทําหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างมาแล้วก็ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้โดยทันที แต่จะต้องผ่านกระบวนการการลงมติของประชาชนเสียก่อน ถ้าหากว่าประชาชนเห็นด้วย กับร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่นั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะมีผลใช้บังคับ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของประชาชนที่มาลงมติ ก็จะมีผลทําให้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีผลบังคับใช้ต่อไป ดังนั้นโดยส่วนตัวของผมเองแล้วก็มีความเห็นว่า ประเด็นที่จะเกิดปัญหาในเรื่องของการทุจริตในเรื่องการเลือกตั้ง สสร. นั้น หรือจะมีประเด็น ปัญหาอื่น ๆ นั้น ก็คงจะไม่ได้มีมากมายอย่างที่กังวลกันนะครับ เนื่องจากว่าหน้าที่ของ สสร. ชุดนี้ก็เป็นแต่เพียงร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเปรียบเทียบระหว่างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน กับรัฐธรรมนูญที่จะได้ร่างใหม่เท่านั้น ดังนั้นโดยส่วนตัวของกระผม ไม่ว่าจะใช้พระราชบัญญัติ การเลือกตั้งท้องถิ่นหรือจะใช้พระราชบัญญัติการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ที่มีลักษณะเป็นการเลือกตั้ง แบบเขตเดียวเบอร์เดียว ก็ไม่ได้มีผลแตกต่างในลักษณะที่มีนัยสําคัญครับ เนื่องจาก การเลือกตั้งลักษณะแบบเขตเดียวเบอร์เดียว หรือจังหวัดเดียวคนเดียวนั้นก็เป็นกระบวนการ การเลือกตั้งที่ประชาชนมีความคุ้นเคยดีอยู่แล้ว เป็นกระบวนการการเลือกตั้งที่ กกต. หรือว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องก็มีความคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อการเลือกตั้ง สสร. เป็นการเลือกตั้งเฉพาะกิจ เฉพาะครั้ง เฉพาะคราว มิได้เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นประจํา การจะไปออกพระราชบัญญัติเฉพาะเพื่อการนี้ จริง ๆ แล้วก็คงไม่ได้มีความจําเป็นครับ เนื่องจากเราก็คงจะมีการเลือกตั้ง สสร. หลาย ๆ สิบปีครับ หรือว่าเราก็อาจจะคาดหวังกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ก็น่าที่จะเป็นครั้งสุดท้าย ความจําเป็นที่จะต้องออกพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อการเลือกตั้ง สสร. โดยเฉพาะก็น่าที่จะมีความจําเป็นน้อยครับ ท่านประธานครับ
สําหรับมาตรา ๒๙๑/๕ ที่คณะกรรมาธิการได้กําหนดว่าให้มีประเด็น เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้นํากฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้อง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจประกาศกําหนดบทบัญญัติ แห่งกฎหมายใดที่ไม่จําเป็นต้องนํามาบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษาด้วย ตามความเห็น ของกระผมที่ได้สงวนความเห็นไว้นะครับ ก็มีความเห็นว่าถ้าหากว่าเรื่องของบทกําหนดโทษ ที่เกี่ยวข้อง ถ้าหากว่าจะไม่กําหนดก็น่าที่จะตรงกับเจตนารมณ์ที่ประสงค์จะทํามากกว่า สาเหตุที่ผมกล่าวเช่นนั้นก็เนื่องจากว่าการใช้ พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น มาใช้โดยอนุโลม คําว่า อนุโลม ก็ครอบคลุมถึงเรื่องบทกําหนดโทษอยู่แล้ว การที่เขียนว่า รวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม การเพิ่มคําว่าบทกําหนดโทษ ที่เกี่ยวข้องนั้น อาจจะมีการตีความที่เกินเลยกว่าพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยอาจจะตีความไปถึงพระราชบัญญัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องครับ อย่างเช่น พระราชบัญญัติว่าด้วย พรรคการเมือง หรือว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ซึ่งก็จะมีประเด็นทําให้ เกิดการตีความที่มากเกินกว่าที่จําเป็นนะครับ ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการจะได้ตัดคําว่า รวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้องส่วนนี้ออกนะครับ ให้คงเหลือแต่เพียงว่าให้นํากฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นมาใช้บังคับโดยอนุโลม ก็น่าที่จะครอบคลุม แล้วก็ตรงกับ เจตนารมณ์ แล้วก็จะมีปัญหาในทางปฏิบัติที่น้อยกว่าครับ
ส่วนในประเด็นที่ว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจประกาศกําหนด บทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จําเป็นต้องมาบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษาด้วย ในส่วนนี้ตามความเห็นของกระผมก็มีความเห็นว่า ก็ไม่จําเป็นต้องบัญญัติเช่นเดียวกันครับ เนื่องจากว่าการนํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นมาบังคับใช้ โดยอนุโลมนั้น ส่วนไหนที่บังคับใช้ได้ก็ต้องบังคับใช้ ส่วนไหนที่บังคับใช้ไม่ได้ก็ไม่ต้องบังคับใช้การกําหนดว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจประกาศก็ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องทําเช่นนั้นครับ แต่ถ้าหากว่าคณะกรรมการมีความประสงค์ที่จะลงให้ละเอียดกว่านั้น ก็อาจจะลงให้ลึกไปเลย ว่าพระราชบัญญัติเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กล่าวถึงนั้นประสงค์จะให้นํามาตราใด มาบังคับใช้โดยละเอียด ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าที่จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้กําหนดนะครับว่าบทบัญญัติของกฎหมายมาตราใดจะไม่บังคับใช้ครับ
อีกประเด็นหนึ่งครับ ประเด็นที่อยู่ในวรรคท้ายของมาตรา ๒๙๑/๕ ดังกล่าว มีการเขียนว่าการวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผล การเลือกตั้ง ทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ ศาลอุทธรณ์ได้รับคําร้อง ประเด็นคําพูดที่บอกว่าการคัดค้านตัดสิทธินั้นตามความเห็น ของกระผมนะครับ คําว่า ตัดสิทธิ ไม่น่าจะต้องระบุเข้าไปครับ ถ้าหากว่ามีการเขียนว่า การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งก็น่าที่จะเป็น กระบวนการเขียนที่ครอบคลุมทุกเรื่องอยู่แล้วนะครับ ก็คือว่าการคัดค้านการเลือกตั้ง ก็ครอบคลุมนะครับ การเพิกถอนผลการเลือกตั้งก็ครอบคลุมทั้งหมดแล้ว การเพิ่มคําว่า ตัดสิทธิ เข้าไป ก็ทําให้เกิดความสับสนมากกว่าเดิมว่าการตัดสิทธิการเลือกตั้งหมายถึงสิ่งใด ซึ่งในพระราชบัญญัติที่ผ่านมาจะไม่มีคําพูดคํานี้นะครับ แต่ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการ ประสงค์จะใส่คําว่า ตัดสิทธิ ด้วย ก็น่าจะเขียนว่าการคัดค้านการเลือกตั้ง การตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้ง ก็จะได้ข้อความที่ชัดเจนและมีปัญหา ในการตีความ มีปัญหาในการปฏิบัติที่น้อยกว่า จึงขอความกรุณาท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาเพื่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติน้อยลงหรือปัญหาในการตีความน้อยลงครับ นอกจากนี้จากหนังสือของทางคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ส่งมาเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๕ ซึ่งหลังจากที่คณะกรรมาธิการเลือกตั้งได้มีการประชุมในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ ก็ได้มีความเห็นว่าในเรื่องของการคัดค้านการเลือกตั้ง สสร. อาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากอาจจะมีความสับสน ถ้าหากว่าอ้างอิงตาม พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ก็จะเกิดความสับสนครับว่าการร้องเรียนจะต้องร้องเรียนไปที่ กกต. ก่อน หรือจะร้องเรียน ไปที่ศาลอุทธรณ์ได้โดยตรง ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้เสนอทางออกทางหนึ่ง เช่น ควรใช้ถ้อยคําว่าการคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยชี้ขาด เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ยื่นคําร้องโดยตรงต่อศาลอุทธรณ์ ซึ่งผมเข้าใจว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีข้อเสนอแนะอย่างนี้ก็เนื่องจากว่าการเลือกตั้ง สสร. นั้น เมื่อเลือกตั้ง สสร. แล้ว สสร. เขามีเวลาทําหน้าที่ประมาณ ๑๘๐ วัน ถึง ๒๔๐ วัน หรือ ๖ เดือน ถึง ๘ เดือนเท่านั้น ถ้าหากว่ากระบวนการที่จะใช้ในการพิจารณาสืบสวน สอบสวนเพื่อเพิกถอนผลการเลือกตั้ง หรือคัดค้านการเลือกตั้งใช้เวลานานเกินกว่า ๓๐ วัน หรือ ๑ เดือน ก็จะทําให้ผลที่จะได้ สสร. มาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไม่ทันต่อเหตุการณ์ มีเวลาในการร่างเพียง ๖-๘ เดือน ถ้าหากว่ากระบวนการพิจารณาเรื่องการคัดค้านใช้เวลา ๑ เดือน หรือเกินกว่า ๑ เดือน ถ้าหากว่าจะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมขึ้นใหม่ก็จะใช้เวลานาน เช่นเดียวกัน ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์จะพิจารณาเกินกว่า ๓๐ วัน ก็ไม่น่าที่จะเหมาะสม เพราะว่าเวลาที่ใช้ในการพิจารณาที่ยาวนานเกินไปก็จะทําให้ผลของการเลือกตั้งที่จะมีผลให้ สสร. มาทําหน้าที่ต่อไปนั้นเป็นไปได้ยาก เวลาทํางานมีเพียง ๖-๘ เดือนเท่านั้น ดังนั้น ข้อจํากัดในเรื่องของเวลา อย่างไรก็ดีการพิจารณาเรื่องการคัดค้านการเลือกตั้ง การเพิกถอน ผลการเลือกตั้งจะให้นานกว่า ๓๐ วันก็คงเป็นไปได้ยาก ถ้าหากว่ามีข้อกําหนดว่าการคัดค้าน การเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งจะต้องดําเนินการภายใน ๓๐ วันเท่านั้น ก็เห็นสมควรครับว่าการร้องนั้นควรที่จะได้ร้องต่อศาลอุทธรณ์โดยตรงเพื่อที่ศาลจะได้มีเวลา ๓๐ วัน ในการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ แต่ถ้าหากว่ามีกระบวนการที่ต้องผ่าน กกต. ก่อนก็จะทําให้เวลาที่ใช้ในการพิจารณาจริง ๆ ก็จะยาวนานกว่า ๓๐ วัน อาจจะเป็น ๖๐ วัน ซึ่งในที่สุดก็จะกลับมาที่การปฏิบัติหน้าที่ของ สสร. เช่นเดียวกันว่าเวลาการปฏิบัติ หน้าที่ของ สสร. มีเพียง ๖ เดือน ถึง ๘ เดือนเท่านั้น แต่ถ้าหากว่าเสียเวลาในการพิจารณา เรื่องคัดค้านแล้วต้องมีการเลือกตั้งใหม่การทําหน้าที่ของ สสร. ก็จะไม่ได้ทําหน้าที่ ซึ่งมันแตกต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่น ซึ่งมีวาระการปฏิบัติหน้าที่ ๔ ปีก็ดี ๖ ปีก็ดี แตกต่างจาก สสร. ที่มีเวลาปฏิบัติหน้าที่เพียงครึ่งปีหรือ ๘ เดือนเท่านั้น จึงมีความจําเป็นโดยความเห็นของผมครับว่าควรจะต้องมีการบัญญัติเพิ่มเติมว่า การคัดค้าน การเลือกตั้ง สสร. การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สสร. ให้ยื่นคําร้องโดยตรงต่อ ศาลอุทธรณ์ ซึ่งกรณีดังกล่าวก็จะทําให้ไม่มีปัญหาข้อสงสัยในการปฏิบัติครับว่า ถ้ามีข้อสงสัย หรือมีการคัดค้านจะต้องไปคัดค้านที่ใด มันบัญญัติไว้เลยนะครับ การคัดค้าน สสร. ผู้ที่เสียหายก็ไปยื่นฟ้องต่อศาลอุทธรณ์ได้โดยตรง วิธีการพิจารณาก็อาจจะใช้วิธีการพิจารณา ของการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งได้มีการบัญญัติไว้อยู่แล้วที่ศาลอุทธรณ์ได้ใช้อยู่แล้ว ในปัจจุบันก็สามารถกระทําได้ หรือหากจะมีความจําเป็นต้องบัญญัติวิธีการพิจารณาเป็นอื่นก็สามารถที่จะดําเนินการได้ ในทํานองเดียวกันกับที่ได้ระบุ ระเบียบวิธีพิจารณาในกรณีการคัดค้านสมาชิกสภาท้องถิ่น อยู่แล้ว ก็น่าที่จะมีความเหมาะสมครับ นอกจากนี้ยังควรที่จะได้มีการระบุไว้ด้วยนะครับว่า การคัดค้านการเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้ชะลอการประกาศรับรองพิจารณา ผลการเลือกตั้ง จริง ๆ แล้วเจตนาตัวนี้ก็น่าจะเป็นเจตนาที่เข้าใจตรงกันทั้งของคณะกรรมาธิการ แล้วก็ของ กกต. ด้วย แต่อย่างไรก็ดีถ้าหากไม่มีการระบุตัวนี้ไปก็อาจจะเกิดผู้ที่โต้แย้งก็ได้ว่า การคัดค้านการเลือกตั้งหรือว่าการขอคุ้มครองชั่วคราวนี้จะสามารถที่จะชะลอการประกาศ รับรองผลการเลือกตั้งซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดไว้ว่าให้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ภายใน ๑๕ วันหลังจากที่ได้มีการเลือกตั้งนะครับ ถ้าหากไม่มีการระบุให้ชัดเจนก็อาจเป็นไป ได้ที่จะมีบุคคลบางกลุ่มเข้าใจว่าการไปฟ้องร้องต่อศาลอุทธรณ์นั้นสามารถที่จะชะลอ การประกาศรับรองผลการเลือกตั้งดังกล่าวได้ ถ้าหากมีการเขียนหรือบัญญัติไว้โดยชัดเจนว่า การคัดค้านไม่มีผลเป็นการชะลอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งก็จะทําให้ไม่เกิดข้อสงสัย ในทางปฏิบัติแล้วก็เป็นเรื่องที่ตรงกับเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการ แล้วก็เป็นเรื่องที่ตรงกับ ความคิดเห็นของ กกต. ที่ได้มาให้ข้อมูลในคณะกรรมาธิการด้วย ก็จะทําให้เกิดความชัดเจน ยิ่งขึ้น โดยส่วนตัวของกระผมถ้าหากว่าได้มีการบัญญัติในประเด็นที่อาจจะมีข้อสงสัย โดยชัดเจน โดยชัดแจ้งแล้ว เมื่อมีการปฏิบัติก็จะมีปัญหาน้อย การเลือกตั้ง สสร. ที่จะเกิดขึ้น ก็จะมีปัญหาน้อยที่สุดครับ ก็จะรบกวนท่านประธานคณะกรรมาธิการผ่านไปท่านประธานว่า การบัญญัติให้ชัดเจนตรงตามเจตนารมณ์ของกรรมาธิการที่มีเป้าประสงค์อยู่แล้วนะครับ ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายแล้วก็จะลดปัญหาข้อโต้แย้งเรื่องการฟ้องร้องหรือการคัดค้าน โดยไม่จําเป็นลงไปได้ก็จะทําให้การเลือกตั้ง สสร. ในครั้งนี้สามารถดําเนินการไปได้ โดยสะดวก ไม่มีปัญหาครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจาก ท่านประธานธีรเดชต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อรับรองประธานสภา ที่ปรึกษาแห่งชาติจีน ท่านจะกลับมาวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคงต้องอยู่โยงกับท่านทั้งวัน อาจจะมีการพักบ้างเป็นบางช่วงก็ไม่ว่ากัน แต่เนื่องจากมีสมาชิกของพวกเราสงวนความเห็น และสงวนคําแปรญัตติไว้เยอะมากครับ เพื่อให้การประชุมดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผมจะปฏิบัติตามคําแนะนําของท่านประธานวิปฝ่ายค้านครับ คือให้ยึดข้อบังคับ ถ้ามีการพูด นอกประเด็นหรือวกวนซ้ําซากหรือซ้ํากับท่านอื่น ผมก็ต้องขออนุญาตทักท้วง ถ้าทักท้วงแล้ว หลายครั้งก็ยังไม่ปฏิบัติตาม ผมต้องขอใช้อํานาจตามที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้แนะนํา ตามข้อ ๔๔ จะให้ท่านหยุดการอภิปรายนะครับ ก็ขอความร่วมมือท่านสมาชิก เพราะฉะนั้น เนื่องจากเป็นวาระที่สองท่านสามารถอภิปรายได้ในประเด็นที่ท่านสงวนความเห็นหรือว่า สงวนคําแปรญัตติเท่านั้น ทีนี้ผมไม่อยากให้มีการอารัมภบทเพราะได้พูดกันมามากแล้ว เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ท่านสมาชิกเข้าสู่ประเด็นที่ท่านสงวนไว้เลยนะครับ ท่านสงวนไว้ กี่ประเด็น ท่านก็พูดไม่จําเป็นต้องไปอ่านทั้งหมดนะครับ สมมุติท่านสงวนไว้ ๓ ประเด็นก็เริ่ม ประเด็นแรกสงวนอะไร แล้วก็ให้เหตุผลในประเด็นนั้นเลยครับ แล้วค่อยตามประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๓ ขออนุญาตดําเนินการตามนี้นะครับ ท่านประท้วงหรือหารือครับ ถ้าหารือผมคง ไม่อนุญาตแล้วครับ
นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ผม หมอสุกิจ ส.ส. จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเข้าใจแล้วก็เห็นใจท่านประธานเพราะว่าท่านต้องทําหน้าที่หนัก แล้วสมาชิกเอง ก็อภิปรายกันอีกหลายคน แปรญัตติอีกเยอะ อยากจะเรียนถามท่านประธานประเด็นเดียว นะครับว่า วันนี้เราจะประชุมกันถึงกี่โมงครับ
ผมจะพิจารณาตามความเหมาะสม อีกครั้งนะครับ เพราะอย่างที่ได้เรียนมีผมอยู่คนเดียวก็ต้องดูว่าควรใช้เวลาสักเท่าไร เอาตามความเหมาะสม ผมจะพิจารณาอีกครั้งครับ
คือเห็นวิป ทางฝ่ายรัฐบาลยังไม่ได้หารือเลยครับ
ไม่เป็นอะไรครับ ก็หารือกัน ไปนะครับ
ปกติแล้วจะมีการ หารือกันทุกวัน วันนี้ยังไม่มีข่าวจากทางฝ่ายรัฐบาลที่จะมาให้พวกผมไปหารือว่าจะประชุมกัน ถึงกี่โมง ๆ
อย่างนี้ครับ ก็คงมีการหารือกัน ถ้ามีข้อสรุปร่วมกันก็แจ้งมา ถ้าไม่มีผมก็ดําเนินการไปเรื่อย ๆ ตามความเหมาะสมนะครับ เชิญท่านต่อไปเลยครับ ท่านตวง อันทะไชย เชิญครับ ท่านสงวนไว้นิดเดียวเท่านั้นนะครับ ตัดประเด็นตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) เท่านั้นนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงผมสงวนเอาไว้ อย่างที่ท่านประธานได้กรุณาพูดถึง แต่ว่าคณะกรรมาธิการได้แก้ไขในวรรคสี่กับวรรคเจ็ดครับ ท่านประธาน
ก็เล็กน้อยนะครับ
ได้ครับ ผมไม่ใช้ เวลานานละครับ
ขอบคุณครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ขอบพระคุณท่านประธานที่เมตตาครับ ผมขออนุญาตท่านประธานได้เริ่มต้นว่าความจริง ในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมแปรญัตติเพื่อจะตัดเอาไว้ให้มันต่อเนื่องกับ มาตรา ๒๙๑/๑ ประกอบกับ มาตรา ๓ ซึ่งผมแพ้มาทั้ง ๒ มาตรา แต่ว่าด้วยความที่ผมแปรญัตติเอาไว้ แล้วก็บังเอิญว่า คณะกรรมาธิการได้มาแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นปัญหาและเป็นประเด็นสําคัญที่รัฐสภาเอง จะต้องได้ให้เหตุผลแลกเปลี่ยนกัน ผมคิดว่าประเด็นที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปนี้ เป็นประเด็นที่เห็นต่างจากคณะกรรมาธิการ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ต่อสภา เป็นประโยชน์ต่อ กระบวนการในการเลือกตั้ง สสร. ในอนาคตข้างหน้า ผมขอประทานอนุญาตได้เริ่มต้นอย่างนี้ว่า ถ้าเป็นประเด็นที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้นั้นผมไม่ติดใจ เพราะว่าผมแพ้มาแล้ว แต่ประเด็นที่คณะกรรมาธิการแก้ไขในวรรคสี่นั้นท่านประธานครับ ได้แก้ไขเอาไว้ให้นํากฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นมาใช้โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ออกกฎหมาย หรือใช้พระราชกฤษฎีกาเพื่อยกเว้นการใช้กฎหมายดังกล่าว ผมแปลความอย่างนี้ง่าย ๆ เพื่อให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้เข้าใจ แล้วก็วรรคเจ็ดที่ผมคิดว่ามีประเด็นปัญหา และประเด็นสําคัญที่มุมมองผมอาจจะแตกต่างจากสมาชิกท่านอื่น ก็คือการวินิจฉัยชี้ขาด การคัดค้านการตัดสิทธิเลือกตั้ง การเพิกถอนทั้งก่อนและหลังให้ศาลอุทธรณ์ดําเนินการ ภายใน ๓๐ วัน ผมเริ่มต้นประเด็นแรกท่านประธานครับ ประเด็นแรกที่ผมคิดว่าเป็นปัญหา ก็คือว่าผมฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ ๖ วันนี่ผมไม่สบายใจ ไม่สบายใจบนพื้นฐานว่าท่านอาจจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ได้ว่าการตรารัฐธรรมนูญคราวนี้ มันเป็นการใช้อํานาจสูงสุดในการก่อตั้งระบบแล้วก็องค์กรทางการเมือง การตราคราวนี้ผมย้ําว่า มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปใช้กฎหมายท้องถิ่นมาดําเนินการ ถ้าอธิบาย ในเชิงวิชาการผมคิดว่าท่านประธานคงทราบดีว่ารัฐาธิปัตย์เท่านั้นที่เป็นผู้มีการตราอํานาจ และเขาก็ให้การตราอํานาจนั้นไปใช้กระบวนการตรารัฐธรรมนูญที่เรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มี ๒ ระบบ คือระบบคณะกรรมาธิการกับระบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่เราเขียนกฎหมายฉบับนี้ ใช้ระบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าเมื่อเราใช้ระบบ สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นแปลว่าการที่เราจะตราร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่ใช่กฎหมายธรรมดา มันสําคัญกว่ากฎหมายธรรมดา มันหมายถึงการจัดความสัมพันธ์เชิงอํานาจระหว่าง ประชาชนกับสถาบันการเมืองที่จะเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันหมายถึงการกําหนด อุดมการณ์ทางการเมืองของประเทศที่เป็นทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และมันหมายถึง การเพิ่มลดสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญที่ได้เขียนขึ้นนี้ ผมย้ําว่าผมกําลัง จะอธิบายว่ามันต่างจากเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างไร
ประการสุดท้าย คณะ สสร. ชุดนี้จึงเป็นผู้ยกร่างที่จะให้รัฐาธิปัตย์ในการที่จะ ตรารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในการยกเลิกเพิกถอนองค์กรอิสระหรืออํานาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานจะเห็นได้ชัดเจนว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๒๙๑ ที่เราได้ผ่านไปแล้วนั้น เขามีอํานาจเขียนเอาไว้ชัดเจนว่าให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ทําหน้าที่จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันจึงมีอํานาจยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะใช้กฎหมายท้องถิ่น มาเลือกตั้ง ถามว่าถ้าอธิบายให้ชาวบ้านฟังผมอธิบายง่าย ๆ อย่างนี้ท่านประธานครับ มันเหมือนกับเรา เอาฝาตุ่มมาปิดโอ่ง บ้านท่านประธานมีตุ่ม บ้านผมมีตุ่ม พวกผมอยู่บ้านนอกมันมีตุ่ม แล้วก็ มีโอ่งแดงแล้วมันมีฝาปิดปากมัน เหมือนกับเอาฝาตุ่มมาปิดโอ่ง มันปิดอย่างไรก็ไม่มิด ผมเทียบให้ท่านดู ผมเล่าให้ท่านฟังแล้วว่า สสร. นั้นมันเป็นเหมือนผู้ที่มีอํานาจสูงสุดในการที่ จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง กําหนดสถาบันของประเทศ นั่นแปลว่า สสร. ที่เราให้มีนั้น จึงมีอํานาจสูงมากกว่า ส.ส. และ ส.ว. เพราะจะให้มี ส.ส. ให้มี ส.ว. หรือไม่ อย่างไร หรือว่า ระบบใดนั้นก็เป็นอํานาจ สสร. แต่วกกลับไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เราจะใช้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปี ๒๕๔๕ มาใช้ ผมไปพลิกดู พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจปี ๒๕๔๒ อํานาจองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้เขียนเอาไว้ในมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ ว่าให้มีอํานาจในการ ดําเนินการเรื่องการบริหารจัดการสาธารณะ อันประกอบไปด้วย ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ถนนหนทาง ตลาด และสิ่งแวดล้อม อํานาจเขาทําอย่างนั้น เขาจึงได้ไปออกพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นเพื่อให้เหมาะสําหรับคนที่จะเข้ามาบริหารจัดการประเทศ ในระดับท้องถิ่น ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนั้นเขียนเอาไว้อย่างน่าสนใจมาก ผมไปลองดูสัก ๒ ประเด็นที่เห็นความแตกต่างว่ามันคือฝาตุ่มปิดปากโอ่ง มันปิดไม่ได้ เช่น การเสียสิทธิ ท่านประธานครับ คนไม่ไปเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ได้เสียสิทธิในการที่จะไปเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ไม่มีสิทธิที่จะไปสมัครกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. สจ. หรือนายกฯ ได้ ในขณะเดียวกันถ้าไม่ไป เลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. หรือองค์กรระดับประเทศที่ผมพูดถึงนี้ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิที่จะไปลงสมัคร สจ. หรือ ศอ.บต. ได้ ประการสําคัญเขาออกแบบเอาไว้น่าสนใจว่า ไม่จําเป็นจะต้องมีการเลือกตั้งล่วงหน้าหรือเลือกตั้งต่างประเทศ เพราะเขาออกแบบ ให้คนท้องถิ่นเป็นคนเลือกคนท้องถิ่นเข้าไปใช้บริการ ท่านประธานเห็นไหมครับว่ามันต่างกัน ระหว่างคนที่ทําหน้าที่เป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญกับคนที่ไปทําหน้าที่ในสภาองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ผมจึงเห็นว่าคณะกรรมาธิการไม่อาจจะเขียนในวรรคสี่ให้ไปใช้กฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาใช้กับการเลือกตั้งที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ เปลี่ยนแปลงการปกครองได้ สสร. ควรที่จะต้องให้คนไทยที่อยู่ทั่วประเทศนั้นได้มีสิทธิ เลือกคนของเขาที่จะเข้ามาเป็นผู้แทนในการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองปกครอง ต้องออกเป็น พระราชบัญญัติครับ ออกเป็นพระราชบัญญัติตามข้อเสนอของ กกต. นั่นประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ยิ่งได้ฟังคณะกรรมาธิการชี้แจง ผมขอประทานอนุญาตได้อธิบาย นิดหนึ่งว่าท่านไปบอกว่าพอใช้ พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่นมาใช้บังคับโดยอนุโลม ท่านฟังดี ๆ นะครับ ท่านพูดเหมือนการ์ตูน ท่านพูดเหมือน ๑ บวก ๑ เป็น ๒ ท่านพูดว่าถ้าเว้นมาตรานี้ ไปใช้มาตรานี้ ทําได้สบายมาก ท่านประธานอยู่สภามานาน ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ก็อยู่สภามานาน ท่านจําได้ไหมครับเวลาเราแปรญัตติตัดข้อความบางข้อความในบางมาตรา มันต้องแก้กันทั้งพระราชบัญญัติ มันไม่ได้หมายความว่าท่านไปให้ กกต. ออกพระราชกฤษฎีกา เสร็จเรียบร้อยเว้นมาตราหนึ่ง ผมถามว่าคนปฏิบัติเขาจะทําอย่างไร ผมถามว่าเจ้าหน้าที่จะ ใช้ดุลยพินิจอย่างไร เพราะกฎหมายมันเขียนตั้งแต่มาตราแรกจนถึงมาตราสุดท้ายสอดคล้อง เป็นเรื่องเดียวกัน ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าท่านไม่อาจจะกระทําแบบนี้ได้แล้วมันก็จะ เกิดการวุ่นวายในทางปฏิบัติ ผมไม่แน่ใจว่าที่สุดก็ไม่สามารถที่จะไปเลือกตั้ง สสร. ได้ ตามความต้องการของท่าน ด้วยเหตุผลดังกล่าวในวรรคสี่ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการว่าท่านต้องทบทวนครับ ฝาตุ่มมันปิดปากโอ่งมันปิดไม่มิดแล้วมันก็จะเป็น ปัญหาในทางปฏิบัติ ในดุลยพินิจ ในผู้ดําเนินการต่อไป
วรรคสุดท้ายที่ผมกราบเรียนท่านประธานเอาไว้ตั้งแต่ตอนก็คือ วรรคที่บอกว่า การวินิจฉัยชี้ขาดกับการตัดสิทธิคัดค้าน เพิกถอนนั้นท่านให้อํานาจศาลอุทธรณ์ดําเนินการ ภายใน ๓๐ วัน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ถ้าศาลอุทธรณ์ท่านพูดได้ ท่านคงบอก สภาแห่งนี้ว่าเอาเผือกร้อนมาให้อีกแล้ว แล้วคณะกรรมาธิการก็ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้อย่างเป็นคุ้ง เป็นวัง ซึ่งผมก็ฟังแล้วแปลว่ากรรมาธิการไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอย่างไรท่านประธานครับ กล้าบอกต่อสภาว่าคดีของการเลือกตั้งนั้นเป็นคดีง่าย ๆ ไม่สลับซับซ้อนเป็นคดีไม่ยุ่งยาก ให้ทําอย่างไรก็ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านอยู่สภามานานท่านก็คงทราบดีว่า คดีการเมืองเป็นคดียุ่งยากที่สุดในโลกครับ ท่านจําตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิพากษา ยุบพรรคการเมืองได้ไหมครับ พอจะตัดสินที่นี่มีมวลชนไปล้อมก็ต้องย้ายไปตัดสินที่อื่น ความหมายของผมก็คือว่าคดีการเมืองนั้นถ้าตัดสินเร็วศาลก็ถูกด่า ถ้าตัดสินช้าศาลก็ถูกประณาม เพราะมันมีมวลชนของ ๒ ฝ่ายเข้ามากดดันกัน เข้ามาต่อรองกัน ศาลท่านบอก อย่านําเรื่องอย่างนี้มาให้ท่านเลย ยิ่งถ้าท่านประธานย้อนไปดูแนวทางปฏิบัติของกฎหมาย ๒ ฉบับก็คือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นปี ๒๕๔๕ และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ท่านประธานจะพบว่าไม่ได้ให้อํานาจกับศาลอุทธรณ์ดําเนินการได้เลยนะครับ ก่อนที่จะขึ้นมาศาลอุทธรณ์ในการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น ให้ กกต. เป็นคนไปสืบสวนข้อเท็จจริง ไต่สวนข้อเท็จจริงรวบรวมพยานหลักฐานแล้วมามอบให้กับศาลอุทธรณ์ในการตัดสิน เลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. เช่นเดียวกันท่านประธานครับ กกต. มีหน้าที่ในการไปสืบสวน พยานหลักฐานทวนความไต่สวนแล้วก็เสนอต่อศาลฎีกา ประเด็นของผมก็คือว่าวันนี้ ท่านเขียนเอาไว้แบบนี้นั้นแปลว่าคนจะคัดค้านผลการเลือกตั้ง สสร. นั้นต้องไปที่ศาลอุทธรณ์ คนจะร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้ง สสร. ต้องไปที่ศาลอุทธรณ์ คนที่จะสืบสวน สอบสวน ไต่สวนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือศาลอุทธรณ์ ถ้าจะให้มีใบเหลือง ใบแดง ก็คือศาลอุทธรณ์ แปลว่าศาลอุทธรณ์ต้องชงเองกินเองให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ผมพาท่านประธานไปดูพระราชบัญญัติการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปี ๒๕๔๕ บทบัญญัติว่าด้วยการคัดค้านและการสืบสวนสอบสวน ท่านประธานจะพบว่าในภาคปกตินั้น เขาให้อํานาจเอาไว้ว่าถ้าร้องเรียนภายใน ๓๐ วัน ไปสืบสวนสอบสวนแล้ว ๓๐ วันไม่แล้วเสร็จ ให้ต่อได้อีก ๓๐ วัน เป็น ๖๐ วัน เพียงเท่านี้ก็เขียน ๙๐ วัน ท่านมาเขียนให้ศาลทํา ๓๐ วัน ผมถามท่านประธานเป็นประเด็นนิดเดียวว่าวันนี้สมมุติว่า กกต. ไม่ได้มีอํานาจอยู่แล้ว ให้ศาลอุทธรณ์มีอํานาจในการให้ใบแดงใบเหลือง พอให้ใบแดง ใบเหลืองคนเสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่า สสร. ไม่ได้ครบตามที่ท่านตั้งใจเอาไว้จะเกิดอะไรขึ้นครับ ศาลอุทธรณ์ ก็จะกลายเป็นจําเลยทางสังคมที่จะถูกกล่าวหาว่าไม่ตอบสนองต่อการปฏิรูปการเมือง ผมพูดอย่างนี้ไม่เกินเลยท่านประธานครับ จะได้บันทึกในสภาแห่งนี้เอาไว้ว่าอย่างน้อย มีสมาชิกรัฐสภาได้บอกคณะกรรมาธิการแล้ว ได้เตือนเอาไว้แล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้น ในแวดวงการเมืองเรา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในประเทศของเรา ข้อเสนอของผมตอนท้ายครับ ผมเรียนท่านประธานว่าคณะกรรมาธิการต้องคิดถึงในอนาคต ผมไม่อยากจะกล่าวหาว่าท่านไม่ฟัง ท่านฟังครับ แต่ผมคิดว่าเมื่อฟังแล้วต้องคิดต่อไปในอนาคตข้างหน้าว่าวันนี้ท่านประธาน ต้องยอมรับว่าเมื่อคณะกรรมาธิการโดยสภาของเรานี่ ได้เปิดช่องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไว้แบบนี้แล้ว ผมเรียนท่านประธานว่าอนาคตต้องมีการแก้ไขอย่างแน่นอน อนาคตที่จะ มีรัฐบาลใหม่เข้ามา เขาก็ต้องไปหาเสียงแล้วกลับมาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วเขาก็ใช้ ช่องทางของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไข วันนั้นวันที่ท่านเป็นฝ่ายค้าน ท่านจะนึกถึงคําพูด ของสภาว่าทําไมเราต้องให้ สสร. มี ๙๙ คน ทําไมเราจะต้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาภายใน ๓๐ วัน พอไปอยู่ที่ฝ่ายค้านนี่เหตุผลจะเป็นอีกแบบหนึ่งเลย พอไปอยู่ฝ่ายรัฐบาลก็จะเป็น อีกแบบหนึ่ง ผมยกตัวอย่างเรื่องพระราชกําหนดฉบับหนึ่ง พระราชกําหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเป็นคนประกาศ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่ง เป็นคนใช้ ผมจึงให้ท่านได้รับทราบและรับรู้ว่า ถ้าหากว่าเราคิดเพียงแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะหน้า อย่างรวดเร็วตามความต้องการของท่านหรือของใคร ผมไม่ทราบ โดยไม่ได้คิดถึงในอนาคต ข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็จะเป็นปัญหาอย่างที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธาน ผ่านที่ประชุมไปแล้ว
สุดท้ายครับ ขอบพระคุณ อย่างน้อยผมดีใจว่าวัน ๒ วันได้สัญญาณ จากท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านยินดีที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม ตัดตกแต่งให้สังคม เดินไปข้างหน้า ถ้าอยากให้มันเร็ว ผมคิดว่าตรงนั้นคือหัวใจสําคัญที่จะต้องทําให้การแก้ไข รัฐธรรมนูญประสบความสําเร็จครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ได้รับฟังความเห็น และเหตุผลของท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นและท่านสมาชิกที่สงวน คําแปรญัตติมาหลายท่านแล้วนะครับ กรรมาธิการก็ขอถือโอกาสช่วงนี้ได้อธิบายเหตุผล ที่คณะกรรมาธิการได้บัญญัติถ้อยคําในมาตรา ๒๙๑/๕ ดังที่ปรากฏในร่าง ก็กราบเรียนอย่างนี้ครับ
ประเด็นแรก คณะกรรมาธิการได้รับฟังความคิดเห็นของท่านกรรมาธิการ ทุกท่านในที่ประชุม ขณะเดียวกันก็ได้รับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยท่านเลขาธิการคณะกรรมการ การเลือกตั้งก็ได้เข้าไปร่วมประชุมแลกเปลี่ยนให้ข้อคิดเห็น และที่สําคัญนะครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการมาถึงกระผมในฐานะประธานว่า อยากจะให้ปรับเปลี่ยนถ้อยคําเดิมที่ให้ กกต เป็นคนออกหลักเกณฑ์ ท่านอยากให้มีกฎหมาย เฉพาะในการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งเราก็ได้นําความคิดเห็นของท่านมาพิจารณา ในการพิจารณานั้น เราก็มาคิดว่าเมื่อ กกต. ท่านต้องการให้เป็นกฎหมาย เราก็มีทางเลือกคือ ๑. จะออกกฎหมาย เฉพาะการเลือกตั้ง สสร. ครั้งนี้หรือไม่ หรือ ๒. ดูกฎหมายเลือกตั้งที่มีอยู่แล้วนํามาปรับใช้ ในที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เห็นว่าการจะไปออกกฎหมายเฉพาะเพื่อเลือกตั้ง สสร. คราวนี้ก็ไม่น่าที่จะเหมาะสมเพราะ สสร. ก็คงจะมีงานภารกิจเฉพาะการเลือกตั้ง สสร. ครั้งนี้ แล้วต่อไปอาจจะไม่มี สสร. อีกเลยก็ได้นะครับ ฉะนั้นเราก็คิดว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ลองมาดูสิว่า มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งฉบับไหนบ้าง ก็มี ๒ ฉบับให้เลือกครับ มีฉบับว่าด้วย การเลือกตั้งท้องถิ่นกับฉบับที่เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. เมื่อเปรียบเทียบความสลับซับซ้อนของทั้ง ๒ อย่าง และผมกราบเรียน นะครับว่าเราได้ประสานงานกับผู้ปฏิบัติใน กกต. อย่างใกล้ชิดตลอด ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า เราน่าจะใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นมาใช้ในการดําเนินการเลือกตั้ง สสร. ในครั้งนี้ หลายท่านก็ตั้งข้อสังเกตว่า สสร. ต้องไปทําหน้าที่สําคัญระดับชาติ ทําไมถึงต้องมาใช้ กฎหมายเลือกตั้งกฎหมายท้องถิ่น ผมอยากกราบเรียนนะครับ เมื่อเรามี สสร. ปี ๒๕๔๐ ที่ทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันยิ่งกว่านี้นะครับ ตอนเราแก้มาตรา ๒๑๑ ให้มี สสร. ไม่มีการ เลือกตั้งโดยประชาชนนะครับ ให้ผู้สมัครมาเลือกกันเองแล้วเสนอชื่อมาให้รัฐสภาเลือก วันนี้เราคิดว่าความก้าวหน้ามันมีมากนะครับ คือ ๑. ให้ประชาชนเลือกโดยตรง เพียงแต่ว่า วิธีจะให้ประชาชนเลือกโดยตรงจะทําอย่างไรที่จะให้สะดวกและใช้ได้เป็นกฎหมายที่ กกต. เขาก็สบายใจ ก็เห็นว่าการให้สิทธิประชาชนในแต่ละจังหวัดได้เลือก สสร. ของเขาจังหวัดละคน มันก็เทียบเคียงเหมือนเราเลือกนายก อบจ. ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วมีนายก อบจ. คนเดียวก็เหมือนกัน ก็มี สสร. ท่านเดียว และที่เรากังวลว่าถ้าสมมุติไปใช้กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. มันจะไปผูกพันในเรื่องของ การเลือกตั้งล่วงหน้า การเลือกตั้งนอกเขต การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ซึ่งมันคงจะ ยุ่งยากมาก ก็เลยตัดสินใจว่าเราน่าจะใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น ก็บัญญัติขึ้นมา ถามว่า กกต. เขาคิดอย่างไรหลังจากที่เราบัญญัติอย่างนี้แล้ว กกต. เขาก็มีการนําตัวร่าง ของคณะกรรมาธิการไปพิจารณาประชุมกัน และเขาก็มีจดหมายอีกฉบับหนึ่งนะครับ มีหนังสืออีกฉบับมาถึงผม ฉบับแรกวันที่ ๒๗ มีนาคมบอกว่าอยากได้กฎหมายพิเศษเฉพาะ แต่ฉบับหลังสุดวันที่ ๕ เมษายนซึ่งเป็น วันเดียวกับที่เราได้สรุปร่างของเรา กกต. ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการใช้กฎหมายท้องถิ่นนะครับ และ กกต. เองยังได้แนะนําว่าในการร้องคัดค้าน ในวรรคท้ายที่ท่านได้พูดถึงนี้น่าจะบัญญัติ ให้ชัดเจนว่าไปร้องกับใคร อย่างไร ฉะนั้น กกต. เองก็พร้อมที่จะใช้กฎหมายท้องถิ่นและเห็นว่า เหมาะสมที่จะนํามาใช้ในการเลือกตั้ง สสร. ผมก็ไม่อยากไปอ้างอิงคําให้สัมภาษณ์ของท่าน กกต. บางท่านที่ท่านก็ได้พูดแสดงความคิดเห็นซึ่งอาจจะเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของท่าน แต่กล่าวโดยสรุปที่มาที่ไปที่ทําไมถึงเป็นกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นนํามาใช้ก็อย่างที่ ผมกราบเรียนนะครับ ทีนี้มันมีประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่ กกต. เขาได้มาให้ข้อมูลและ เพื่อนสมาชิกก็ได้สงวนคําแปรญัตติไว้หลายท่าน นั่นก็คือท่านเป็นห่วงว่า ๗๕ วันที่ให้ กกต. จัดการเลือกตั้ง สสร. จะมีเวลาพอไหม กกต. เขายืนยันนะครับว่า ๗๕ วันเขาพร้อมที่จะ ทําการเลือกตั้ง มีเวลาเพียงพอครับ เขายังยกตัวอย่างว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีจํานวนตั้ง ๕๐๐ ท่าน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๗ กรณีสภาผู้แทนราษฎรเราสิ้นอายุ รัฐธรรมนูญให้เวลาแค่ ๔๕ วัน ถ้ากรณีสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๘ ก็บัญญัติว่าให้เลือกตั้งอย่างเร็ว ๔๕ วันแต่อย่างช้า ๖๐ วัน แต่ของเรา สสร. แค่ ๗๗ คน เราให้เวลา ๗๕ วัน กกต. เขาบอกว่าเขาสามารถที่จะดําเนินการได้
อีกประเด็นครับท่านประธานครับ ในประเด็นที่พูดถึงการร้องคัดค้าน และเราได้ให้อํานาจการร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะร้องก่อนหรือหลังที่รับรองไปแล้ว ให้เป็นอํานาจของศาลอุทธรณ์ อยากกราบเรียนอย่างนี้นะครับเนื่องจากว่าเรามีเวลาให้ สสร. ทํางานเพียงแค่ ๒๔๐ วัน ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้บัญญัติไว้ก็คือ ๘ เดือนและในรายละเอียดเกี่ยวกับการรับรองหลังจากที่มีการเลือกตั้ง สสร. แล้ว เราให้ กกต. รับรองภายใน ๑๕ วัน ก็แปลว่ารับรองไปก่อนให้สามารถที่จะเปิดประชุมได้ ซึ่งในการเปิดประชุม ท่านก็ถามว่าถ้ามันไม่ครบจะเปิดได้ไหม คือจริง ๆ แล้วมันต้องครบครับ เพราะเลือกตั้งเสร็จ ภายใน ๑๕ วัน กกต. เขาก็ประกาศรับรอง ก็จะมี สสร. ๗๗ คน มาจากจังหวัด ขณะเดียวกัน สสร. ๒๒ คนมาจากการสรรหา ในมาตรา ๒๙๑/๙ ก็จะบัญญัติไว้นะครับว่าการประชุม สสร. ครั้งแรก ให้ประชุมได้ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันเลือกตั้ง ก็แปลว่าเปิดประชุมได้ ส่วนการจะ ร้องคัดค้านก่อน คัดค้านหลังรับรองก็เอาไปยื่นที่ศาลอุทธรณ์และเราก็กําหนดเงื่อนเวลา ให้ศาลอุทธรณ์ดําเนินการวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ความคิดนี้เพื่อนกรรมาธิการ จากฝ่ายค้านนั่นละครับ ผมขออนุญาตเอ่ยนามไว้เป็นเกียรติท่านที่ท่านได้กรุณาท้วงติงว่า เนื่องจากเราไม่อยากจะให้การตรวจสอบการคัดค้านให้มันยืดยาว เหมือน ส.ส. ส.ว. เพราะบางทีกว่าจะตรวจคุณสมบัติกันใช้เวลาเป็นปี ฉะนั้นทําอย่างไรให้มันกระชับ ให้มีเงื่อนเวลา ชัดเจน ก็เลยบัญญัติว่าให้ศาลอุทธรณ์ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ทีนี้ท่านก็ เป็นห่วงต่อว่าจะไปร้องที่ไหน อย่างไร ในนี้ชัดเจนครับ ผู้ร้องคัดค้านก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่เห็นว่ามีการกระทําผิดนะครับ ท่านก็ไปยื่นร้อง กระบวนการพิจารณาจะทําทันไหม ก็อยาก ขอความกรุณาท่านสมาชิกไปดูระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัย คดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น ปี ๒๕๕๐ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ กระบวนการพิจารณาทั้งหมดมีรายละเอียดหมดนะครับ สามารถกระทําได้ภายใน ๓๐ วัน ฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่ากรรมาธิการเราก็ได้ประสาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาข้อมูลและพยายามปิดจุดอ่อนในทางปฏิบัติทุกอย่างให้สามารถ ดําเนินการได้ตามที่เราได้บัญญัติไว้ แต่กระผมเองและคณะกรรมาธิการก็ยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นของท่าน อะไรที่สามารถ จะปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้มันเกิดประสิทธิภาพสูงสุดให้เราได้มาซึ่ง สสร. โดยไม่มีปัญหา เราก็ยินดีรับฟังนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขมาตรานี้คณะกรรมาธิการได้ยกขึ้นมาใหม่ ต่างไปจากร่างเดิม เพราะฉะนั้นเราก็มีโอกาสที่จะปรับปรุงแก้ไขถ้อยคําต่าง ๆ ได้ ท่านประธานครับขอบคุณครับ
ท่านวันชัย สอนศิริ ครับ ท่านวันชัยขอเข้าประเด็นเลยนะครับ ท่านครับทุกอย่างตามขั้นตอน ตามข้อบังคับ ท่านอภิปรายแล้วคณะกรรมาธิการชี้แจงมันเป็นเรื่องปกติ แล้วก็ไม่มีพาดพิงอะไรให้เสียหายเลย ส่วนเรื่องประชาชนเขาจะคิดอย่างไรก็เป็นเรื่องของประชาชนที่ฟัง ๒ ฝ่ายได้อภิปรายแล้ว ทุกอย่างถูกต้อง ไม่มีใครผิดข้อบังคับ ก็ฝากอภิปรายได้ครับถึงในขั้นตอนอภิปรายท่านก็ต้อง ชี้แจงพวกนี้อยู่แล้ว เป็นเรื่องข้อมูลท่านสามารถใช้สิทธิอภิปรายได้ในส่วนที่สงวนความเห็น อยู่แล้ว คุณหมออย่าดื้อเลยครับ ถ้าอย่างนี้มันก็ไม่จบ ประท้วงใครผิดข้อบังคับข้อไหนครับ ต้องมีคนผิดข้อบังคับนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าอย่างนั้นผมขอประท้วงท่านประธานคณะกรรมาธิการ ตามข้อ ๔๓ ที่ท่านชี้แจงให้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง คือที่ท่านชี้แจงเมื่อสักครู่นี้
ประเด็นมันมีแต่ประเด็น ใส่ร้ายเท่านั้น ท่านได้ชี้แจงทีนี้ประเด็นอาจจะไม่ตรงกันท่านก็สามารถที่จะอภิปราย แล้วก็ประชาชนเขาก็ตัดสิน
ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่า เป็นการใส่ร้ายคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะว่าคําชี้แจงของท่าน
ท่านครับ ผมให้เกียรติจริง ๆ นะครับ ขอสัก ๑ นาที
ได้ครับ คําชี้แจง ของท่านกับหนังสือชี้แจงของคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ตรงกันครับ ท่านอ้างหนังสือชี้แจง ของคณะกรรมการการเลือกตั้งลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ซึ่งได้บอกว่าควรจะใช้รวบรัดนะครับ กฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้เป็นการเฉพาะ ทีนี้ท่านมาอ้างหนังสือของ คณะกรรมการการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๕ เมษายน ท่านบอกว่าคณะกรรมการ การเลือกตั้งไม่ติดใจประเด็นนี้แล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริงนะครับ ผมจะเรียนท่านอย่างนี้นะครับว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีหนังสือเมื่อวันที่ ๕ เมษายนบอกว่าสํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งได้นําเรียนมติคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ได้มีการประชุมครั้งที่ ๓๑/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม เห็นว่าดังนี้นะครับ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ควรจะมีหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยออกเป็นกฎหมายเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้เป็นการเฉพาะนั้น แล้วก็ท่านสังเกตดูสิครับว่าไม่มีข้อความอื่นใด อีกเลยที่มาหักล้างอันนี้ หลังจากนั้นก็เป็นการพูดเรื่องอื่น เป็นการพูดถึงเรื่องศาลอุทธรณ์ ทั้งนั้น นั่นหมายความว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งยังยืนยันว่าควรจะใช้กฎหมายเลือกตั้ง สสร. โดยเฉพาะอยู่ แต่ถ้าฟังคําชี้แจงของท่านประธานคณะกรรมาธิการเมื่อสักครู่นี้แล้ว ท่านบอกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ติดใจประเด็นนี้แล้ว หมายความว่าจะให้ท่านมาใช้กฎหมายท้องถิ่นนี่ กกต. ก็ยอมแล้ว ซึ่งอันนี้ผมต้องลุกขึ้นมา เพราะว่ามันไม่ตรงกับความเป็นจริง ผมว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านอ่าน ท่านก็เข้าใจครับว่ามันเป็นอย่างที่ผมพูดจริงหรือเปล่านะครับ
เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการชี้แจงครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ที่ท่านประท้วงว่า ผมพูดไม่จริงนะครับ ก็ท่านอ่านหนังสือไม่จบ วรรคแรก จริงครับ สํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งเขาเท้าความถึงหนังสือฉบับแรก ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ที่เขาเสนอความเห็นว่า น่าจะมีการออกกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เขาอ้างถึงหนังสือ ฉบับนั้น แต่วรรคสองผมอ่านให้ฟังนะครับ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งขอเรียนว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการประชุม ครั้งที่ ๓๖/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ วันเดียวกับที่เขาออกหนังสือแล้วส่งมาถึงผมนี่นะครับ ให้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... มาตรา ๒๙๑/๕ วรรคเจ็ด แล้วมีมติให้นําเรียนคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีข้อสังเกตเกี่ยวกับ มาตรา ๒๙๑/๕ วรรคเจ็ดว่าควรมีความชัดเจนเกี่ยวกับการร้องคัดค้านการเลือกตั้ง และการวินิจฉัยชี้ขาดการเลือกตั้งยิ่งขึ้น เช่น ควรใช้ถ้อยคําว่าการคัดค้านการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้ยื่นคําร้องโดยตรงต่อศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นเกี่ยวกับ อํานาจหน้าที่ในการรับคําร้องคัดค้านการเลือกตั้ง และการวินิจฉัยชี้ขาดการเลือกตั้ง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และศาลอุทธรณ์ ก็แปลว่าอะไรครับ แปลว่าเขาได้อ่าน ถ้อยคําใหม่ที่คณะกรรมาธิการบัญญัติขึ้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวรรคท้ายที่เราให้อํานาจ การคัดค้านไปที่ศาลอุทธรณ์ กกต. ท่านก็เลยให้ข้อสังเกตว่าควรจะบัญญัติให้ชัดเจน ท่านไม่ได้ปฏิเสธมานะครับว่าไม่เห็นด้วยใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ก็เป็นข้อเท็จจริง จากเอกสารที่เป็นทางการของ กกต. ครับ ผมไม่ได้ไปพูดเท็จหรือว่าไปใส่ร้าย กกต. นะครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านวันชัยเลยครับ ท่านเข้าประเด็นเลยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วันชัย สอนศิริ ผมยังไม่ได้พูดทําไมจะให้เข้าประเด็น
ท่านครับประท้วงประธาน ใช่ไหมครับ ผมยังไม่ได้ทําอะไรเลยนะครับ ประท้วงเพราะผมยังไม่ได้ทําอะไรหรือเปล่า เชิญครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง รวมทั้งจังหวัดปทุมธานี ขอขอบคุณพี่น้องชาวจังหวัดปทุมธานี ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ และข้อ ๔๓ วรรคสอง ท่านประธานได้พูดจาเสียดสีสมาชิกโดยพูดจา กล่าวหาท่านนายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ว่าอย่าดื้อ คําว่า ดื้อ ซึ่งไม่ควรที่จะใช้ในที่ประชุมแห่งนี้ อยากให้ท่านประธานได้ถอนคําพูดว่า อย่าดื้อ และไม่ควรที่จะใช้คําว่า อย่าดื้อ กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาอีก ท่านประธานต้องวินิจฉัยครับ เพราะท่านประธานเป็นผู้ใหญ่ เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านประธานจะใช้คําพูดอะไรกับสมาชิกขอได้โปรดพึงระวัง โดยเฉพาะคําว่า อย่าดื้อ นั่งลง เถอะครับ อย่าดื้อ คําว่า อย่าดื้อ ใช้กับคุณหมอสุกิจ ใช้กับ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านอย่างนี้ผมเห็นว่า เป็นการเสียดสีตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัย ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เพื่อไม่ให้มีปัญหา ผมถอนนะครับ เชิญท่านวันชัยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านชี้แจงว่าที่จําเป็นจะต้องใช้กฎหมายของ การเลือกตั้งท้องถิ่น แล้วท่านอ้างถึง สสร. ในปี ๒๕๔๐ บอกว่ายิ่งกว่านี้ ขอกราบเรียนว่า สถานการณ์ของปี ๒๕๔๐ กับสถานการณ์ในปี ๒๕๕๕ ๑๕ ปีต่างกันมากครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นข้ออ้างซึ่งท่านมักจะอ้างอยู่เสมอ ๆ
ท่านวันชัยครับ ขออภัย นะครับ อยากให้ท่านเข้าประเด็นในประเด็นที่ท่านสงวนเลยครับ มันก็ไม่ไปไหนอยู่อย่างนี้
ผมกําลังเข้าสู่ที่สงวนครับท่าน
ไม่ต้องกําลังครับ เข้าเลยครับ เข้าประเด็นเลยครับ
ท่านจะให้ผมรีบเข้าไปไหน ท่านประธาน
ท่านอย่างนี้ครับ ตามข้อบังคับท่านอภิปรายได้เฉพาะในส่วนที่ท่านสงวนไว้เท่านั้น ทีนี้ท่านสงวนอะไร สมมุติ สงวนไว้ทั้งหมด ๓ ประเด็น ท่านก็ไล่ทีละประเด็น ไม่เห็นด้วยอย่างไรก็อภิปรายมานะครับ ส่วนเมื่อสักครู่ประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงท่านอาจจะพูดเติมในส่วนที่ท่านไม่เห็นด้วยก็ได้ เพราะฉะนั้นขอให้เข้าประเด็นเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้าใจข้อบังคับดีท่านประธาน ผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียง แต่เผอิญเรื่องนี้ทางคณะกรรมาธิการ ได้มีการแก้ไข
ท่านเข้าใจ ท่านก็ปฏิบัติตาม ตรงนั้นล่ะครับ ข้อบังคับมันมีแค่นี้ครับ ไม่มีนอกเหนือจากนี้ ชัดเจนครับ ท่านปฏิบัติตามนั้นครับ พูดเฉพาะในส่วนที่ท่านสงวนไว้เท่านั้น ไม่เห็นด้วยและสงวนไว้เพราะอะไร เท่านั้นครับ ข้อบังคับมีเท่านี้ครับ แล้วก็มีการแก้ไข ท่านไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขท่านสามารถอภิปรายได้ครับ เพราะฉะนั้นขอให้ดําเนินการตามนี้เถอะครับท่านครับ
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ความจริงท่านพูดเหมือนกับว่าเรานี่ไม่รู้ข้อบังคับอะไรกัน ทีนี้การพูดนี่นะครับ เอาละครับผมจะเข้าเนื้อเลยครับท่านประธาน ก็ไม่ต่อล้อต่อเถียง ท่านประธานนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้แปรญัตติใน ๓ ประเด็นด้วยกัน แต่ใน ๒ ประเด็นหลักนั้นเป็นเรื่องที่ผมแปรญัตติ แต่อีกประเด็นหลักนั้นเป็นเรื่องที่ ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่แก้ไข ประเด็นเรื่องที่แปรญัตตินั้นก็คือเรื่องเวลาครับ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการนั้นให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จภายใน ๗๕ วัน ของผมนั้นเสนอแก้กระบวนการต่าง ๆ ทั้งหมวดรวมแล้ว ๙๐ วัน
ประเด็นที่ ๒ แปรญัตติเรื่องกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมาธิการนั้นให้เอา กฎหมายท้องถิ่นใช้บังคับและให้ กกต. มีอํานาจว่าจะเอาบทกําหนดใดมาใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ซึ่งผมได้แปรญัตติให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. โดยเฉพาะ
ประเด็นที่ ๓ นั้นคณะกรรมาธิการให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการเพิ่มเข้ามา ผมไม่เห็นด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นเรื่องเวลานั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าก็คงไม่มีประเด็นอะไรมาก เพียงแต่ เรารีบเกินไปในทุกเรื่องทุกประเด็น รวมทั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมอยากจะกราบเรียน ต่อที่ประชุมว่า การทําเรื่องใหญ่ของประเทศอย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ พูดกันมาหลายวันแล้ว ประเด็นว่าเร่งรีบ เอาละครับ ผมจะไม่ย้อนรอยถอยกลับไป แต่อยากจะกราบเรียนว่า ในการทํากฎหมายในระดับประเทศขนาดนี้ ในระดับคณะกรรมาธิการก็ดี หรือในระดับสภาก็ดี ผมอยากให้เป็นไปด้วยความรอบรู้ รอบด้าน รอบคอบ และเหนือสิ่งอื่นใดนั้น จะต้องไม่ประกอบด้วยรอบจัด ถ้าเราทําในลักษณะอย่างนี้ผมเชื่อว่าจะเป็นที่ยอมรับ ถ้าเป็นการกระทําในลักษณะ ยัดเยียดคนจะระแวง เหมือนกับกรณีที่มีการพูดและมีการอภิปราย ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า จะเป็นผลร้ายต่อรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นผลดีต่อประเทศ ทีนี้ประเด็นสําคัญที่ผมเสนอให้มี กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ก็เพื่อจะตัดปัญหาทั้งปวงต่อผู้ปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย อย่างน้อย ๆ ที่สุด กกต. นั้นจะได้สบายใจต่อเรื่องนี้ ผมขอกราบเรียน ต่อท่านประธานที่เคารพครับว่า ขออภัยว่าเรื่องนี้ผมได้พูดมาตั้งแต่วันแรกว่ากฎหมายฉบับนี้ ที่มีการแก้ไข ผมใช้คําว่าเป็นกฎหมายในลักษณะลูกผี ลูกคน คือมันจะผีก็ไม่ใช่ จะคนก็ไม่ค่อยเชิง ขออภัยนะครับ จะเป็นประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ จะมาจากประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มันก็ไม่เชิง ผมขอกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เราใช้กฎหมายท้องถิ่น มาบังคับใช้ ท่านประธานครับ ผมกําลังเรียนว่าปีนี้เป็นปี ๒๕๕๕ ไม่ใช่ปี ๒๕๔๐ เหมือนท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้พูดถึง ท่านบอกว่าสมัยก่อนนั้นการร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้ใช้กฎหมาย ท้องถิ่นยิ่งกว่านี้เสียอีก ผมกราบเรียนว่าในปี ๒๕๔๐ นั้นเป็นความเห็นพ้องต้องกันทุกภาคส่วน และที่สําคัญที่สุดนั้นก็คือบ้านเมืองเราไม่แตกแยก มีความสมัครสมานสามัคคี และไม่มี ความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นจะเอาเหตุผลของปี ๒๕๔๐ มาใช้กับปี ๒๕๕๕ นั้นไม่ได้ แล้วก็อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่า สสร. นั้น ไม่ใช่ อบต. นะครับ สสร. ไม่ใช่ สมาชิกสภาเทศบาลนะครับ และ สสร. ไม่ใช่นายก อบจ. นะครับ แปลว่าเรากําลังเอา กฎหมายผิดตัว ผิดฝา ผิดเรื่อง ผิดราวมาใช้กับ สสร. ครับท่านประธาน และเหนือสิ่งอื่นใด ผมกําลังจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าการที่ให้ กกต. มีอํานาจประกาศกําหนดบทบัญญัติใด แห่งกฎหมายท้องถิ่นว่าด้วยส่วนใดจะใช้ได้หรือไม่ได้ พูดง่าย ๆ ว่าให้ กกต. หยิบส่วนหนึ่งส่วนใด หรือไม่หยิบส่วนหนึ่งส่วนใดมาประกาศในราชกิจจานุเบกฉา แล้วใช้บังคับได้เลย ผมถือว่า การเขียนกฎหมายแบบนี้เป็นการลบอํานาจนิติบัญญัติด้วยบุคคลหรือคณะบุคคล เช่น กกต. ครับท่านประธาน เพราะในหลักการแยกอํานาจทั้ง ๓ ไม่ว่าจะตุลาการ นิติบัญญัติ หรือบริหารนั้น สิ่งใดที่ควรใช้ ไม่ใช้ เกี่ยวกับประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับกฎหมาย การเลือกตั้ง เป็นอํานาจของรัฐสภาหรือเป็นอํานาจของตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ เราจะมอบอํานาจทางด้านนิติบัญญัติส่วนหนึ่งส่วนใดไปให้ กกต. สามารถตัดอํานาจส่วนนั้น ส่วนนี้ไปได้เลย เท่ากับว่าเป็นการลบอํานาจนิติบัญญัติไปโดยตรงผมอยากจะเรียนถามว่า กกต. นั้นเป็นคณะปฏิวัติหรือครับตัดส่วนนั้นส่วนนี้ซึ่งเป็นกฎหมายหยิบมาใช้ได้ เพราะฉะนั้น การที่กฎหมายเขาให้มีการเลือก สสร. โดยเฉพาะนั้น การที่ผมแปรญัตติให้มีการเลือก สสร. เป็นการเฉพาะนั้น ผมเชื่อว่าเป็นการที่รอบคอบ รัดกุม ตัดข้อโต้แย้งทั้งมวลที่เรามี การอภิปรายกันมา ๒-๓ วันนี้
๕๖/๑ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า เป็นการให้ กกต. ในฐานะผู้ปฏิบัติ มีอํานาจและใช้อํานาจตามกฎหมายได้ตามที่จะพึงมีและพึงเป็น มิฉะนั้นมันก็จะเกิด การอิหลักอิเหลื่อ และทําให้ผู้ปฏิบัตินั้นเกิดความไม่มั่นใจว่าจะถูกฟ้องร้อง จะถูกดําเนินคดี เกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ที่ยังไม่แน่นอนชัดเจนหรือไม่ อย่างไร
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ผม ได้แปรญัตติไว้ เกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. นั้น ประเด็นนั้น ก็คือว่าที่คณะกรรมาธิการมาเพิ่มก็คือการให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้เสร็จเกี่ยวกับปัญหาการเลือกตั้ง ภายใน ๓๐ วัน ซึ่งเป็นการเพิ่มเข้ามาใหม่ครับ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และที่สําคัญที่สุดครับ เป็นเรื่องของศาลเดียวเสียด้วย เสร็จคดีโดยศาลอุทธรณ์และศาลเดียว จบเลยครับ เรื่องศาลเดียวนี่มีการพูดกันมามากนะครับ วันที่มีการเสนอให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มีการพูดถึงว่า คตส. และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แล้วก็พูดถึงศาลอื่น ๆ ที่เป็นศาลเดียว บอกว่าระบบศาลเดียวนั้นเป็นระบบที่ไม่ชอบ เป็นระบบ ที่ไม่เปิดโอกาสให้ความยุติธรรมกับประชาชน เป็นระบบที่ไม่เป็นสากล แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ ทีจะเอาประโยชน์บอกว่าดี ทีเวลาจะเสียประโยชน์บอกว่าศาลเดียวไม่ดี ตกลงว่าศาลเดียวมันดีหรือไม่ดีกันแน่ครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัย และที่สําคัญที่สุดท่านไปขมวดกําหนด ไว้เลยว่าให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน นอกจากเป็นศาลเดียวแล้วยังจํากัดเวลาบอกว่าต้องเสร็จภายใน ๓๐ วันครับท่านประธาน ท่านบอกมาแล้วว่าศาลเดียวไม่ดี แล้วเอาเวลามาผูกมัดเข้ามาอีกครับ พูดง่าย ๆ ว่าเหมือนมัดมือชกศาล จะผิดถูกอย่างไรให้ศาลตัดสินให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน มันเป็นกฎหมายในลักษณะหัวมังกุท้ายมังกรจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมขอกราบเรียน ต่อท่านประธานที่เคารพว่า ผมได้อ่านบทความของท่านผู้พิพากษาศาลฎีกา ท่านเขียน ต่อประเด็นเรื่องนี้ไว้น่าสนใจครับ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน และผมขออนุญาตท่านแล้ว ท่านบอกว่า ไม่เป็นอะไร ท่านศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ท่านเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาครับ ท่านพูดต่อประเด็นนี้ไว้ ขออภัยนิดเดียวครับท่านประธาน ที่ผมขออนุญาตอ่านสั้น ๆ ท่านบอกว่า ปัญหาประการแรก คือการกําหนดระยะเวลาให้ศาลต้องพิจารณาพิพากษาคดีเลือกตั้ง สสร. ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ถ้าถามต่อไปว่ามีกฎหมายของประเทศอื่นไหมที่เขากําหนดระยะเวลา การพิจารณาพิพากษาของศาล คําตอบก็คือ มี แต่เขาจะกําหนดระยะเวลาสําหรับศาล ที่พิจารณาแต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ขีดเส้นใต้ครับ ในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น เขาไม่สามารถกําหนดระยะเวลาในคดีที่มีการพิจารณาในปัญหาข้อเท็จจริงครับท่านประธาน ท่านประธานก็ทราบแล้วนะครับ และประธานคณะกรรมาธิการรวมทั้งนักกฎหมายก็ทราบแล้ว ปัญหาข้อกฎหมายศาลสามารถพิจารณาได้ภายใน ๓ วัน ๗ วัน ๓๐ วัน ๖๐ วัน ไม่ต้องสืบพยานได้ แต่ปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เป็นปัญหาข้อเท็จจริงไหมครับท่าน ขออนุญาต อีกนิดหนึ่งนะครับ ท่านได้เขียนไว้เพิ่มเติม ท่านบอกว่าคดีเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นการโต้แย้งกัน ในปัญหาข้อเท็จจริง เช่น มีการซื้อสิทธิขายเสียงหรือไม่ ศาลจะตัดสินคดีประเภทนี้ได้ต้องรับฟัง พยานหลักฐานก่อนว่ามีการกระทําเช่นนั้นเกิดขึ้นหรือไม่ ศาลไม่มีกระจกวิเศษ หรือมีเครื่องมือชนิดใดที่จะหยั่งรู้ข้อเท็จจริงได้ สิ่งที่กฎหมายกําหนดให้ศาลใช้เรียกว่า พยานหลักฐาน ชัดเจนครับท่านประธาน แปลว่าการที่ศาลจะตัดสินคดีได้ว่าใครผิด ใครถูก สสร. คนไหนโกงการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ใช่ไปนั่งเทียนหลับหูหลับตาแล้วก็ตัดสินคดีครับท่านประธาน แปลว่าต้องฟังพยานหลักฐานจากผู้ร้องและฟังพยานหลักฐานจากผู้ถูกร้อง แปลว่านอกจาก ผู้ร้องมีพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่จะนําสืบแล้ว ผู้ถูกร้องยังต้องนําพยานหลักฐานเข้ามา สืบหักล้างด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านเองก็เป็นนักกฎหมาย ผมเองเป็นทนายความมา รู้เลยครับว่าลําพังผู้เสียหายหรือผู้ร้องจะนําพยานหลักฐานขึ้นมาเสนอต่อศาลเองโดยตรง ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เหมือน กกต. หรือตํารวจนะครับ เราจะต้องไปเรียกพยานหลักฐานจากที่โน่น จากที่นี่ จากหลายหน่วยงานท่านประธานครับ ๓๐ วันทําเสร็จหรือครับ และคนที่เป็นผู้ถูกร้อง ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็น สสร. แล้วท่านประธานจะสังเกตได้ว่าคนที่เคยเป็นจําเลยมาแล้ว รัฐมนตรีหลายคนที่เคยถูกดําเนินคดีมาแล้วจะพยายามดึงเกม (Game) ของคดีให้ช้าที่สุด ขอเลื่อนคดีบ้าง ป่วยบ้าง มีกิจต่าง ๆ อันจําเป็นที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้บ้าง ศาลจะไม่ให้เลื่อน ได้ไหมครับท่านประธาน ไม่ได้ ไป ๆ มา ๆ คนที่เป็น สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ถูกร้องคดี นั่นล่ะครับ จะเป็นตัวดึงเกมคดีให้คดีนั้นล่าช้า พอล่าช้าแล้วเป็นอย่างไรครับ มันก็จะต้อง เกินกว่า ๓๐ วัน ศาลท่านก็คงให้เลื่อนได้บ้างแต่คงไม่ให้เลื่อนแบบระห่ําไปหรอกครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมเชื่อเหลือเกินว่าการที่ศาลจะตัดสินได้ในหลักของกฎหมายว่าใครผิด ใครถูก กฎหมายเขากําหนดไว้ว่าต้องสิ้นความสงสัยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการที่จะตัดสินคดี แบบสิ้นความสงสัยนั้นก็คือ ต้องเปิดโอกาสให้ทั้งโจทก์ จําเลย ผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง นําพยานหลักฐานมาสืบจนศาลสิ้นความสงสัยครับท่านประธาน จึงพิจารณาพิพากษาได้ แล้วท่านไปขีดบรรทัดไว้ให้เขาให้ศาลบอกว่าต้องตัดสินคดีให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ท่านผู้พิพากษาจากศาลฎีกาท่านจึงบอกว่าถ้าถามว่าศาลไม่สามารถช่วยเหลือกระบวนการ เลือกตั้ง สสร. ได้เลยหรือ คําตอบก็มีว่าถ้าท่านมีเวลาให้บ้างในการปรึกษาหารือเพื่อให้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นและให้เวลาศาลในกระบวนการตรวจสอบ และวิธีพิจารณาที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ก็คิดว่ารัฐสภาทําเช่นนั้นก็ยังพอหวังได้ว่าเราจะมี สสร. ที่ดีได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีกรอบเวลาเพียงเท่านี้ ท่านบอกว่าน่าจะเป็นเรื่องโชคร้ายของ รัฐธรรมนูญหรือประเทศชาติหรือประชาชนมากกว่า
กราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพเป็นประการสุดท้ายว่า การที่เรา ร่างรัฐธรรมนูญในมาตรานี้โยนภาระไปให้แก่ศาล พูดง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับเราจะโยนสิ่งไม่ดี หรือแหมผมจะใช้คําว่าอุจจาระก็น่าเกลียด ขออภัยท่านประธาน เหมือนกับเราโยน ความรับผิดชอบไปให้กับศาล และถ้าเกิดผลการวินิจฉัยมิได้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม เพราะมีกรอบเวลาจํากัด คนก็จะตําหนิติเตียนไปที่ศาลไปเปล่า แต่ถ้าภาระต่าง ๆ นั้น การสืบสวนสอบสวนว่าการเลือกตั้งชอบหรือไม่ชอบโดย กกต. และในที่สุดเป็นที่ยุติแล้วว่า มีการกระทําความผิดจริงหรือไม่จริง แล้วค่อยส่งไปให้ศาลตัดสินในระยะเวลา ๓๐ วันนั้น เป็นไปได้ แต่กรณีที่โยนไปให้ศาลดิบ ๆ แบบนี้ เป็นภาระที่หนักหน่วง และสักแต่ว่าเป็นการ ร่างกฎหมายเพื่อเอาตัวรอดไปเท่านั้นเอง เหมือนกับประหนึ่งดูว่าเป็นการให้ความเป็นธรรมแล้ว โดยการที่จะให้ศาลเป็นคนตัดสิน แต่ข้อเท็จจริงนั้นเราไปมัดมือท่านไว้ด้วยระยะเวลา และกรอบระยะเวลาดังกล่าว เราจะไปหวังอะไรได้ต่อการที่ออกฎหมายในลักษณะอย่างนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวครับท่านประธานที่เคารพ ผมจึงไม่เห็นด้วยต่อคณะกรรมาธิการที่เพิ่มขึ้นมา และกระผมเห็นว่ากรรมาธิการนั้นควรจะได้มีการกําหนดกฎหมายประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ ออกเป็นกฎหมายโดยเฉพาะ ซึ่งคิดว่าเหมาะและมีเหตุผลดังที่ผมกราบเรียนแล้วครับ ท่านประธานครับ
ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ คงไม่ละครับถามกันทั้งวันแล้วครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภาครับ ประเด็นที่ เมื่อสักครู่ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านสามารถมาชี้แจงต่อสภาในเรื่องของ
ท่านครับ ผมคงไม่อนุญาตแล้วครับ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่จบละครับ เชิญท่านสุรชัยเลยครับเชิญครับ
ถ้าท่านประธานฟังก็จบไปแล้วนะครับ ผมถามว่าสิ่งที่ท่านประธานได้อธิบายกับเราทั้งหมดนั้น ถือเป็นมติของที่ประชุม ๔ ฝ่ายใช่หรือไม่ และนั่นแปลว่าท่านไม่แก้อะไรในรายงาน การประชุมที่ส่งเข้าสู่สภาใช่หรือไม่ครับ
เท่าที่ผมฟังดู ท่านชี้แจง เท่านั้นเอง ส่วนของ ๔ ฝ่ายคุยกัน ก็คุยได้ข้อสรุปแล้วค่อยมาชี้แจงอีกที เชิญท่านสุรชัยครับ ท่านสุรชัยขอความกรุณาเข้าประเด็นที่ท่านสงวนไว้ แล้วก็แสดงความเห็นตรงนั้นเลยครับ
ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ผมได้ใช้สิทธิขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๕ ในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของกําหนดระยะเวลาการดําเนินการตามบทบัญญัติของ มาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งได้บัญญัติให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ภายใน ๗๕ วัน ตรงนี้ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมได้แปรญัตติเป็น ๙๐ วัน เหตุผลที่ผมได้ใช้สิทธิ แปรญัตติเป็นระยะเวลา ๙๐ วันนั้น เนื่องจากผมพิจารณาแล้วเห็นว่าระยะเวลาตามร่างเดิม ที่กําหนดไว้ ๗๕ วัน น่าจะไม่เพียงพอ โดยผมมีเหตุผลประกอบข้อพิจารณาของท่านประธาน ก็คือว่า ถ้าเราพิจารณาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือมาตรา ๒๙๖ ซึ่งเป็น บทเฉพาะกาลในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ก็ได้เขียนกําหนดไว้ในบทเฉพาะกาล ของมาตรา ๒๙๖ ว่า ภายหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แล้ว ให้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๙๐ วัน นับจากวันที่มีพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ผมกราบเรียนท่านครับว่า ระยะเวลา ๙๐ วัน ที่บัญญัติอยู่ในมาตรา ๒๙๖ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นได้ผ่าน การพิจารณาปรึกษาหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ กกต. มาแล้วในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นเกณฑ์มาตรฐานคือระยะเวลา ๙๐ วัน นับจากวันที่เรามีกฎหมายเลือกตั้ง น่าจะเป็นระยะเวลาที่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถ ยึดถือปฏิบัติได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงเห็นว่าระยะเวลา ๗๕ วัน ตามที่กําหนดอยู่ในวรรคแรกของ มาตรา ๒๙๑/๕ เป็นระยะเวลาที่น้อยไปไม่เพียงพอต่อการจัดการเลือกตั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ท่านประธานครับ ๙๐ วันที่กําหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๖ เขายังนับจากวันที่ มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย แต่ของเรา ๗๕ วันนั้น ให้นับจากวันที่ มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเลือกตั้ง และขณะเดียวกันเรายังมีปัญหาว่า การเลือกตั้ง สสร. เราจะใช้กฎหมายไหนมาใช้อนุโลมในการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้แนวความคิด ของคณะกรรมาธิการก็ยังอยู่ในเรื่องของการใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น และผู้บริหาร ระดับท้องถิ่น เป็นประเด็นซึ่งผมจะใช้อภิปรายในประเด็นต่อไป แต่ในประเด็นนี้ผมกําลังจะ กราบเรียนครับว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ ๗๕ วัน แม้จะเป็นระยะเวลาที่น้อยอยู่แล้วยังไม่เพียงพอ ต่อการจัดทํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง แม้จะเอากฎหมายท้องถิ่นมาปรับใช้ กกต. ก็ต้อง ไปดูว่าจะปรับใช้ได้เพียงเท่าใด ข้อไหนไม่เอามาใช้ ต้องไปออกเป็นประกาศของ กกต. อีก เพราะฉะนั้นยิ่งสะท้อนให้เห็นได้ว่าระยะเวลา ๗๕ วัน ที่ถูกบัญญัติอยู่ในวรรคแรกของมาตรา ๒๙๑ ไม่เพียงพอสําหรับการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผลที่ตามมา จะเป็นอย่างไรท่านประธานครับ ถ้าระยะเวลาที่เรากําหนดไว้เร่งรัดมากเกินไป และทําให้ ไม่เพียงพอสําหรับหน่วยงานที่เขาจะต้องรับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้ง ที่สุดก็จะทําให้ เราได้การเลือกตั้งที่ไม่มีคุณภาพ แล้วที่สุดก็จะนําไปสู่การฟ้องร้อง เพิกถอนการเลือกตั้ง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นประเด็นอีกว่าจะให้หน่วยงานไหนเป็นหน่วยงานซึ่งทําหน้าที่ในการวินิจฉัย คดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สสร. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แค่นี้ท่านประธานก็จะเห็นภาพแล้วครับว่า ถ้าเราปล่อยให้มีบทบัญญัติของมาตรา ๒๙๑/๕ ผ่านไปในลักษณะที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากเห็นชอบมานี้นั้น อนาคตเราจะเจอกับความวุ่นวายในการเลือกตั้ง สสร. มากน้อยแค่ไหน
ขออนุญาตผ่านไปประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ประเด็นที่ ๒ ก็คือ ประเด็นที่ว่าด้วยเรื่องของกฎหมายที่จะใช้ประกอบการเลือกตั้ง ผมจะข้ามไปวรรคสี่ของ มาตรา ๒๙๑/๕ ในวรรคสี่ของมาตรา ๒๙๑/๕ นั้น ในร่างที่ทางคณะกรรมาธิการผ่านมานั้น ทางคณะกรรมาธิการมีข้อแก้ไข ในขณะเดียวกันผมก็มีข้อสงวนคําแปรญัตติของผม ผมจะเริ่มที่ข้อสงวนคําแปรญัตติของผมก่อนครับท่านประธานครับ ผมสงวนไว้อย่างนี้ว่า หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่กําหนด ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขเป็นว่าหลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญให้นํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหาร ท้องถิ่น รวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอํานาจประกาศกําหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จําต้องนํามาใช้บังคับ ในราชกิจจานุเบกษาด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าที่ผมเห็นควรและได้ใช้สิทธิ แปรญัตติพร้อมทั้งการสงวนข้อแปรญัตติของผมไว้ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ควรที่จะต้องมีกฎหมายเฉพาะ และกฎหมายเฉพาะในที่นี้นั้นเป็นกฎหมายในระดับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน วันที่ ๑ วันที่ ๒ ของการอภิปรายในที่ประชุมของพวกเราท่านประธานคงจําได้ เพื่อนสมาชิกหลายคนอภิปรายว่า สสร. มีความสําคัญไม่น้อยไปกว่า ส.ส. และ ส.ว. บางท่าน อภิปรายถึงขั้นว่ามีความสําคัญมากกว่าเสียด้วยซ้ํา เนื่องจาก สสร. จะมาทําหน้าที่ในการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ มาเป็นคนเขียนกฎหมายว่าด้วยการออกแบบประเทศไทย เพราะฉะนั้น สสร. จึงเป็นผู้ที่มีความสําคัญต่อการกําหนดอนาคตของประเทศไทย เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงควรจะต้องมี กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. โดยเฉพาะ ขนาด ส.ส. และ ส.ว. เรายังมีพระราชบัญญัติ ระดับประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. แต่ขณะเดียวกัน พอเป็นการเลือกตั้ง สสร. เราก็บอกว่าเป็นตําแหน่งที่มีความสําคัญต่อชาติบ้านเมือง แต่เรากลับบอกว่าไปเอากฎหมายท้องถิ่น เอากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ว่าด้วยการเลือกตั้งผู้บริหารระดับท้องถิ่นมาปรับใช้โดยอนุโลม มันคนละเรื่องกันเลย คนละเรื่องอย่างไรผมกําลังจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าถ้าท่านประธาน และที่ประชุมแห่งนี้เห็นชอบตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขในมาตรา ๒๙๑ วรรคสี่ กล่าวคือให้นํากฎหมายท้องถิ่นมาใช้ จะเกิดปัญหามากมาย ยกตัวอย่างเช่นบทนิยามศัพท์ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง การเลือกตั้ง สสร. ซึ่งจะมี ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เรียกว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาสมัครแข่งขันกันทุกจังหวัด ทั่วประเทศ เราจะขาดบทนิยามศัพท์ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของ สสร. เราจะมีปัญหาค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งซึ่งกฎหมายท้องถิ่นระบุให้ท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง สสร. ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เราจะเจอปัญหาเกี่ยวกับวิธีการ กําหนดเขตเลือกตั้งและหน่วยเลือกตั้ง เราจะเจอปัญหาตั้งแต่วิธีการรับสมัครผู้มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง เราจะเจอปัญหาเรื่องการยื่นบัญชีรับจ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ต้อง ใช้จ่ายไปในการหาเสียง และจะเจอปัญหาว่าจะอนุญาตให้ผู้สมัคร สสร. หาเสียงได้หรือไม่ได้ด้วย เราจะเจอปัญหาเรื่องการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร เจอปัญหาการเลือกตั้งล่วงหน้า เราจะเจอปัญหาเรื่องบทกําหนดโทษในกรณีต่าง ๆ ว่าจะเอาบทกําหนดโทษระดับท้องถิ่น มาใช้ลงโทษผู้กระทําความผิดสําหรับการเลือกตั้งระดับ สสร. ซึ่งเป็นการเลือกตั้ง ระดับประเทศหรือไม่ ทั้งหมดนี้ไม่มีคําตอบอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๕ ท่านประธานอาจจะ เห็นพ้องตามกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ก็เขาเขียนอยู่ในวรรคสี่แล้วว่าให้เป็นอํานาจของ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะมีอํานาจออกประกาศกําหนดว่าจะเอาบทบัญญัติส่วนไหน แค่ไหนของกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นมาปรับใช้โดยอนุโลม ผมก็ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับว่าก็เป็นการให้อํานาจ กกต. ในการที่จะออกประกาศของ กกต. แล้วไปลงในราชกิจจานุเบกษาว่าจะไม่เอาบทบัญญัติของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นส่วนไหนบ้าง ที่จะไม่เอามาใช้บังคับกับการเลือกตั้ง สสร. ตรงนี้ท่านประธานต้องสนใจฟังนิดหนึ่งนะครับว่า เขียนให้อํานาจ กกต. เพียงแค่ออกประกาศไม่เอากฎหมายท้องถิ่นส่วนไหนมาใช้ แปลว่าอะไรครับแปลว่ากฎหมายท้องถิ่นส่วนไหนที่เกินเลยไปจากการเลือกตั้ง สสร. กฎหมายท้องถิ่นส่วนไหนที่เห็นว่าไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับการเลือกตั้ง สสร. กกต. มีอํานาจออกประกาศว่าไม่เอาส่วนนั้น ๆ มาใช้บังคับ ทีนี้ส่วนที่ขาดไปล่ะครับ ส่วนที่ไม่มี แต่จําเป็นต้องมี กกต. ไม่มีอํานาจในการที่จะออกประกาศเพิ่มเติม ท่านประธานเห็นไหมครับว่า เพราะฉะนั้นมันจึงจะเป็นปัญหาสําหรับการเลือกตั้ง สสร. ต่อไปในอนาคตอย่างยิ่ง ถ้าเราเอา กฎหมายระดับท้องถิ่นมาใช้ แล้วเขียนให้ กกต. มีอํานาจโดยหวังแต่เพียงว่าเขียนแค่นี้แล้ว ไปจัดการเลือกตั้งให้สําเร็จภายในกรอบ ๗๕ วัน ท่าน กกต. อาจจะเกรงใจคณะกรรมาธิการ หรือผมก็ไม่ทราบว่าท่านอาจจะเบื่อหน่ายคณะกรรมาธิการหรือไม่ ท่านถึงได้มีหนังสือมาฉบับที่ ๒ อย่างไรครับว่าเมื่อฉบับแรกแจ้งมาให้ทราบแล้วว่าให้ไปออกกฎหมายเฉพาะเรื่องนี้ เมื่อท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันในความคิดของท่าน เหมือนกับที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากพยายามยืนยันความคิดเดิม ๆ ของท่านในห้องประชุมแห่งนี้ สุดท้าย กกต. เขาก็ยอมแพ้ เขาถึงได้ทําหนังสือฉบับที่ ๒ มาว่าสุดแล้วแต่ตามใจท่าน ให้ทําอย่างไร เขาก็พร้อมที่จะทํา นี่อย่างไรครับพร้อมที่จะทํา พร้อมที่จะจัดการเลือกตั้ง แต่จัดได้ดีหรือไม่ดี มันคือปัญหา แล้วที่สุดผมเชื่อว่าท่านประธานครับผมเชื่อว่า กกต. เขามองภาพทั้งหมดออกว่า เมื่อให้เครื่องไม้เครื่องมือกับเขามาแค่นี้ ให้ระยะเวลากับเขามาแค่นี้ เขาจัดการเลือกตั้งได้แค่ไหน เขามองภาพออกครับ เขาถึงให้โยนลูกต่อไปที่ศาลอุทธรณ์เลย ซึ่งเป็นประเด็นเดี๋ยวจะกราบเรียน ท่านประธานต่อไป เมื่อ กกต. มีหน้าที่จัดแต่ไม่มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งชอบหรือไม่ชอบ เขาก็บอกอย่างนี้เขาทําได้ครับเพราะไม่อยู่ในความรับผิดชอบของเขาแล้ว ที่เขาต้องมา รับผิดชอบในการติดตามสอบสวน หรือกํากับดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเขาในการให้ใบเหลือง ใบแดง กับการเลือกตั้ง สสร. ภายใต้กฎระเบียบ ของการเลือกตั้งท้องถิ่น ยิ่งไปกว่านั้นท่านประธานครับผมไม่อยากมองว่าการที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากปรับแก้ข้อความในมาตรา ๒๙๑/๕ ในวรรคสี่โดยให้นํากฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งท้องถิ่นมาปรับใช้เพราะเป็นเรื่องที่กรรมาธิการเสียงข้างมากวางแผนไว้ล่วงหน้า แล้วว่าอยากได้ สสร. คุณสมบัติแบบไหน อยากให้การเลือกตั้ง สสร. สามารถถูกควบคุมดูแล หรือแทรกแซงโดยพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะว่าในกฎหมาย ท้องถิ่นมันไม่มีข้อห้ามอย่างไรครับ ไม่มีข้อห้ามที่จะไม่ให้พรรคการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตรงนี้ล่ะครับถึงได้ทําให้ผมเพิ่งถึงบางอ้อว่านี่ละคือเหตุผลที่ทําไมตอนที่ เราพิจารณากันถึงเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สสร. ในมาตรา ๒๙๑/๒ และมาตรา ๒๙๑/๓ จึงไม่มีข้อห้ามในเรื่องนี้อยู่ ไม่มีข้อห้ามในประเด็นที่ว่าผู้สมัคร รับเลือกตั้งเป็น สสร. ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือห้ามมีตําแหน่งในพรรคการเมือง สอดคล้องกันหมดเมื่อมาถึงมาตรา ๒๙๑/๕ จะเห็นภาพพวกนี้เชื่อมโยงได้ชัดเจน ท่านประธานว่าท่านกําลังออกแบบให้การเลือกตั้ง สสร. ไม่ตัดขาดกับการเมือง แล้วเช่นนี้ จะทําให้พวกกระผมไว้วางใจได้อย่างไรครับว่าเราจะได้ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มี ความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระ ไม่มีประโยชน์ได้เสียทางการเมืองกับพรรคการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น ตรงนี้คือหัวใจสําคัญที่ท่านประธานควรจะต้องให้คําแนะนํากับท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากด้วยว่าถ้าเราเห็นกับประโยชน์ประเทศชาติแล้วเรากําลังจะทําในสิ่งที่ ให้ประชาชนทั้งประเทศจับต้องได้ว่าพวกเรากําลังช่วยกันที่จะสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง ทําไมเราไม่ช่วยกันสร้างความโปร่งใส นั่นคือสิ่งที่ ท่านประธานต้องช่วยกันหาคําตอบให้ผมด้วย
ประเด็นต่อไปที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่าประเด็นเรื่องของ มาตรา ๒๙๑/๕ ในวรรคห้า ซึ่งเป็นวรรคที่ทางคณะกรรมาธิการได้มีการเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ทางคณะกรรมาธิการได้มีการเพิ่มเติมเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเขียนให้นําบทบัญญัติของมาตรา ๙๙ (๑) (๒) แล้วก็ มาตรา ๑๐๐ (๑) (๓) (๔) มาใช้บังคับ คําถามที่ผมจะถามไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานก็คือว่า เมื่อท่านไปเพิ่มเติมเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิ จะมาออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง โดยโยงไปหามาตรา ๙๙ ของรัฐธรรมนูญ ทําไมท่านเอาแค่ ๒ อนุมาตรา คือ (๑) กับ (๒) มาใช้เพื่อให้ท่านผู้ฟังและพี่น้องประชาชนที่ติดตาม การถ่ายทอดอยู่มีความเข้าใจ ผมจะขอขยายความครับว่า มาตรา ๙๙ (๑) เขาเขียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานว่าผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งคือ (๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทย โดยการแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี นี่คือคนที่จะมีสิทธิไปออกเสียง เลือกตั้ง สสร. ในอนาคต (๒) ก็คือมีอายุไม่ต่ํากว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑ มกราคม ของปีที่จะมีการเลือกตั้ง (๓) คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า ๙๐ วันนับถึงวันเลือกตั้ง อนุมาตรานี้ล่ะครับท่านประธาน ที่ท่านคณะกรรมาธิการไม่เอามาใช้ แต่ท่านกลับไปเขียนของท่านเพิ่มเติมเอาเองว่าต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า ๑ ปี เหตุผลก็คือทําไมท่านต้องเพิ่มเติมวรรคห้าเข้ามาให้ขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๐ (๓) ขนาดเลือกตั้ง ส.ส. เลือกตั้ง ส.ว. เขายังกําหนดให้มีอายุ ๑๘ ปีบริบูรณ์ แล้วมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านติดต่อกัน ๙๐ วันก็มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ท่านไปเขียนว่าต้องมีชื่อ อยู่ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า ๑ ปี สิ่งที่ท่านเพิ่มเติมนั้นขัดแย้งกับบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญโดยชัดเจน นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงเพิ่มเติม นอกจากนี้ท่านเขียนให้นําคุณสมบัติของมาตรา ๑๐๐ มาใช้บังคับ แต่ท่านก็นํามาไม่ครบอีก เช่นเดียวกันท่านประธานครับ มาตรา ๑๐๐ ท่านให้นํา (๑) (๓) และ (๔) มาใช้บังคับ โดยกําหนดให้มาตรา ๑๐๐ นั้นรัฐธรรมนูญกําหนดว่าบุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ห้ามใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้แก่ (๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช (๒) อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (๓) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล แล้วก็ (๔) บุคคลวิกลจริต ซึ่งทั้ง ๔ กลุ่มนี้รัฐธรรมนูญ เขียนชัดครับ ไม่ให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ท่านก็จะเอามาแค่ ๓ กลุ่ม คือกลุ่ม ๑ กลุ่ม ๓ กลุ่ม ๔ บุคคลกลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ท่านไม่เอามาก็แปลว่าอะไร แปลว่า ท่านกําลังจะบอกพวกเราใช่ไหมครับว่า คนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งท่านจะให้ มีสิทธิเลือกตั้ง สสร. ได้ นี่คือประเด็นที่ทําให้ผมมองว่าคณะกรรมาธิการมักจะมีแนวความคิด อะไรที่แปลก ๆ มีแนวความคิดที่ไม่เป็นมาตรฐานสากลที่เขาใช้กัน ทั้ง ๆ ที่ในรัฐธรรมนูญ ก็เขียนอยู่ชัดเจนว่าคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิทางการเมืองอะไรไม่ได้ รวมไปถึง การเลือกตั้ง ส.ส. การเลือกตั้ง ส.ว. แต่ท่านก็กําลังจะบอกว่า สําหรับกฎหมายฉบับนี้ เสียงข้างมากของท่านท่านจะไม่เอาเกณฑ์มาตรฐานอย่างนั้นมาใช้ เพราะฉะนั้นท่านก็ ช่วยอธิบายให้ผมมีความเข้าใจว่าท่านมีเหตุผล โดยเฉพาะเหตุผลในทางวิชาการ เหตุผล ในทางการเมืองอย่างไร ท่านถึงต้องการให้คนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสามารถมาใช้สิทธิได้
ประเด็นต่อไปก็คือ สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมไว้ครับท่านประธาน ในมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคสุดท้ายเลยที่ท่านเพิ่มเติมข้อความไว้ว่า การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับ การคัดค้านสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผลเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอํานาจของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ ศาลอุทธรณ์ได้รับคําร้อง นี่คือประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมเข้ามา ประเด็นนี้ มีข้อพิจารณาอย่างนี้ครับท่านประธาน ๑. การวินิจฉัยตั้งแต่เรื่องตัดสิทธิการเลือกตั้งว่า ถ้ามีการคัดค้านว่าบุคคลคนนี้ควรมีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมันจะโยงไปสู่ สิทธิในการที่เขาจะลงรับสมัครด้วย ท่านคณะกรรมาธิการก็โยนลูกให้ศาลอุทธรณ์ เป็นคนรับผิดชอบ นี่อย่างไรครับตอนต้นผมถึงได้กราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเขียนกฎหมาย แบบนี้ท่านไปบีบให้เขาทํางานให้เสร็จภายใน ๗๕ วันมันก็ต้องได้กฎหมายแบบนี้ครับ แบบที่ กกต. กําลังถูกบังคับให้แปลงร่างเป็นหน่วยจัดการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ต้องเข้าไป ดูแลรับผิดชอบในเรื่องอะไรเลย แม้กระทั่งเรื่องที่เขาจะคัดค้านกันเกี่ยวกับสิทธิการเลือกตั้ง และสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ท่านก็เขียนโยนลูกไปที่ศาลอุทธรณ์ ท่านกําลังจะดึงเอา ศาลอุทธรณ์ เอากระบวนการยุติธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งโดยตรงเลยนะครับ
ประเด็นต่อไป ก็คือการเพิกถอนผลการเลือกตั้ง ท่านเขียนว่าทั้งก่อนและหลัง การประกาศผล เดิมใบเหลือง ใบแดง ก่อนประกาศผล กกต. เขาเป็นคนจัดการรับผิดชอบ ไต่สวน สอบสวน สืบสวน ท่านมาเขียนใหม่เป็นทั้งก่อนและหลังประกาศผลให้เป็นเรื่องของ ศาลทั้งหมด พอเป็นเรื่องของศาลทั้งหมดนี้แล้วท่านก็ไปผูกบีบบังคับว่าศาลต้องตัดสินให้เสร็จ ภายใน ๓๐ วันนับจากวันที่ได้รับคําร้อง ผลก็คือถ้าเป็นการคัดค้านก่อนประกาศผล ท่านประธานหลับตานึกภาพท่านประธานก็คงทราบว่าการประกาศผลมันก็ทําไม่ได้ครับ จนกว่าจะมีคําวินิจฉัยจากศาลออกมา ขณะเดียวกัน กกต. ก็บอกไม่ใช่หน้าที่ของเขาแล้ว เขาต้องรอผลจากศาลอยู่ก็จะประกาศเท่าที่ประกาศได้ ประเด็นที่ผมอยากจะชวน ท่านประธานคิด ก็คือว่าแล้วถ้ามันได้ไม่ครบมา ๗๗ คน ท่านประธานว่าเริ่มต้นเปิดประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญได้ไหมครับ ค้างประกาศอยู่ ๑ คน ท่านประธานคิดว่าเปิดประชุมได้ไหมครับ เราเคยได้บทเรียนแบบนี้มาสมัยเราเลือกตั้ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ครั้งแรก ท่านประธานจําได้ไหมครับ วันที่ ๔ มีนาคม ปี ๒๕๔๓ ครับท่านประธานจัดการเลือกตั้ง ส.ว. พร้อมกันทั่วประเทศเลย สุดท้ายประกาศรับรองผลออกมาได้ไม่ครบครับ ๒๐๐ คน ใช้เวลา ถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ปี ๒๕๔๓ ท่านประธานจากเดือนมีนาคมนะครับ เลือกตั้งครั้งแรก ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ครั้งแรกจากเดือนมีนาคมกว่าจะได้ครบ ๒๐๐ คนไปถึง เดือนกรกฎาคม เพราะอะไรล่ะครับ เพราะขาดความรอบคอบอย่างไรครับ แล้วคิดแต่จะ เร่งรัด รวบรัด ซึ่งในขณะนั้นเจตนาของผู้ยกร่างก็มีเจตนาที่ดีต้องการให้กลไกทั้งหมดทางการเมือง ของประเทศเข้าสู่ระบบใหม่คือระบบของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ แต่เพราะ การขาดประสบการณ์และเพราะเราคาดไม่ถึงว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจะมีกลเม็ดในการคัดค้าน ผลการเลือกตั้ง จึงทําให้การเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๓ นั้นไม่สามารถประกาศผลได้ แล้วที่สุด ผมเชื่อว่าประธานก็จําได้เราเปิดประชุมวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ปี ๒๕๔๓ ไม่ได้ เกิดคดีความไปถึงศาลรัฐธรรมนูญตีความกันระหว่าง ส.ว. ชุดใหม่ที่มาจาก การเลือกตั้ง กับ ส.ว. ชุดเก่าที่มาจากการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๓๔ ว่าตกลงจะให้ ชุดไหนทําหน้าที่ไป สุดท้ายเป็นสุญญากาศทางการเมืองเพราะศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ถ้าเลือกตั้งได้ไม่ครบ ๒๐๐ คน เปิดประชุมวุฒิสภาไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกันนี่คือข้อกังวลของผม ท่านประธานว่าถ้าเรายังคงเดินหน้าเลือกตั้ง สสร. ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คน ภายใต้กลไกที่ถูกออกแบบไว้โดยกรรมาธิการเสียงข้างมากแบบนี้ในมาตรา ๒๙๑/๕ แบบนี้ ท่านประธานครับ เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๔๓ มันจะย้อนรอย กลับมาเกิดกับประเทศไทยอีกสําหรับการเลือกตั้ง สสร. เลือกแล้วประกาศผลไม่ได้ครบ ทุกจังหวัด เปิดประชุมสภาไม่ได้ กระผมและเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านได้เพียรพยายามที่จะ อธิบายสภาพปัญหาที่ท่านเขียนทิ้งค้างปัญหาอยู่ในร่างมาตรา ๒๙๑/๕ อย่างนี้ แล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากยังไม่รับฟัง ท่านยังคงมีทิฐิที่จะไม่แก้ไขท่านต้องรับผิดชอบ กับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งแล้วขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไปไม่ได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างที่ ผมกราบเรียนท่านประธานเอาไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้ในประเด็นนี้ยังมีข้อห่วงกังวลอีกครับ ข้อห่วงกังวลก็คือการที่เราไปเขียนกฎหมายบังคับให้ศาลต้องพิจารณาคดีให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ท่านประธานครับ เรื่องของคดีเลือกตั้งถ้าท่านประธานไปอ่านกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่ง ส.ว. ฉบับล่าสุดคือฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านประธานจะเห็นเลยว่าเขาออกแบบ เกี่ยวกับกลไกในการคัดค้านการเลือกตั้งทั้ง ส.ส. ส.ว. เอาไว้ส่วนหนึ่ง โดยมีหลักคิดว่า ทําอย่างไรจะทําให้กระบวนการในการคัดค้านการเลือกตั้งเป็นไปโดยรวดเร็วแล้วไม่เป็น ปัญหาอุปสรรคในการประกาศผล ซึ่งที่สุดมันจะโยงไปสู่ปัญหาและอุปสรรคในการ เรียกประชุมสภา ก็คือแบ่งการคัดค้านออกมาเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือก่อนประกาศผล กับส่วนที่ ๒ ภายหลังประกาศผล ร่างวรรคสุดท้ายท่านก็เอา ๒ ส่วนมายํารวมเป็นส่วนเดียว ซึ่งจะมีปัญหาอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว อีกหลักคิดหนึ่งที่เขาใช้คิดก็คือว่าส่วนที่คัดค้าน หลังจากการประกาศผลซึ่งถูกเขียนให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลจะเป็นศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งก็สุดแล้วแต่ เขาก็มีหลักคิดว่าทําอย่างไรจะให้การดําเนินคดี ของศาลเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งเป็นไปโดยรวดเร็ว เขาใช้วิธีอย่างไร ท่านประธานทราบไหมครับ เขาไม่ใช้วิธีอย่างที่ท่านคิดครับ ท่านคิดแบบนี้ ท่านคิดแบบง่ายเกินไป แต่ที่สุดทํางานไม่ได้ ท่านไปดู พ.ร.บ. เลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ไม่มีตรงไหนตีกรอบว่าศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งก็ดี ศาลอุทธรณ์ก็ดีซึ่งจะต้องไปรับผิดชอบคดีเลือกตั้งระดับท้องถิ่นต้องตัดสินคดีให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ไม่มีหรอกครับ เพราะเขารู้ว่าเขียนไปมันก็ฝืนธรรมชาติอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคน อภิปรายไปแล้ว ศาลเองก็เขียนบทความออกมาแสดงตัวชัดเจนผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ว่า ทําไม่ได้ ๒ วันที่แล้วผมก็ฟังท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งก็อ้างอิงศาลว่าไปปรึกษากับศาลมาแล้ว แต่ไม่เปิดเผยชื่อยืนยันว่าทําได้ นี่อย่างไรครับ พอท่านมาอภิปรายในสภาแห่งนี้ไปอ้างอิงศาลว่า ท่านปรึกษาศาลแล้วว่า ๓๐ วันตัดสินคดีเสร็จ ให้หลัง ๒ วัน ศาลออกมาเขียนบทความ ลงหนังสือพิมพ์เลยครับ คัดค้านเลยว่าเขาทําไม่ได้หรอก แล้วในที่สุดจะนําไปสู่วิกฤติทางการเมือง แล้วก็จะไปโจมตีกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลอีกว่าเป็นต้นเหตุทําให้เกิดวิกฤติ ทางการเมือง นี่คือสาเหตุที่ทําให้ผู้พิพากษาท่านหนึ่งต้องออกมาเขียนบทความ ลงหนังสือพิมพ์ครับ เพราะท่านเที่ยวไปเอาผู้พิพากษามาแอบอ้างว่าปรึกษาเขาแล้ว เขาบอกทําได้ เครื่องมือที่ถูกต้องที่เขาให้ไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. คืออะไรรู้ไหม ท่านประธาน ที่จะทําให้การพิจารณาคดีเลือกตั้งเป็นไปโดยรวดเร็ว เขาเขียนให้ศาล เวลาวินิจฉัยคดีนั้นให้ถือตามสํานวนสอบสวนของ กกต. อย่างไรครับ นั่นคือวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อให้ศาลไม่ต้องมีภาระในการไปสืบพยาน ในการไปไต่สวน พยานหลักฐานใหม่ แล้วศาลก็จะตัดสินคดีได้เร็ว แล้วเราก็ต้องให้เกียรติศาลว่าศาลท่าน ต้องมีจิตสํานึกนะครับว่าคดีเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งเป็นเรื่องสําคัญของบ้านเมือง ไม่มีศาลไหน อยากเตะถ่วงคดีให้ล่าช้า เพราะฉะนั้นการที่ท่านไปตีกรอบ ๓๐ วัน มันฝืนธรรมชาติ แต่ท่านกลับไม่เขียนว่าให้ศาลมีตัวช่วยในการที่ไปไต่สวน สอบสวนพยานหลักฐานเหมือนกับที่ เราไปสร้างตัวช่วยไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ว่าถ้าคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. คดีไปถึงศาลให้ฟังข้อเท็จจริงตามสํานวนสอบสวนของ กกต. นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะ แนะนําให้ท่านคณะกรรมาธิการลองเอาไปปรับเปลี่ยนดู ด้วยการศึกษากฎหมายให้มี ความละเอียดรอบคอบมากกว่านี้
ประเด็นสุดท้ายท่านประธาน ที่ผมอยากจะกราบเรียนเชื่อมโยงกับเรื่องนี้เลยครับ ถ้าท่านประธานดูรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ท่านพยายามจะยกเลิกกันนะครับ ในมาตรา ๒๑๙ เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยศาลยุติธรรม มาตรานี้มีหลายวรรค แต่วรรคหนึ่งมันน่าสนใจเพราะว่า เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับข้อความที่ทางคณะกรรมาธิการไปเพิ่มเติมมาเป็นวรรคท้ายของมาตรา ๒๙๑/๕ คือไปดึงเอาศาลอุทธรณ์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการคัดค้านคดีเลือกตั้ง สสร. ชอบหรือไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ ผมกําลังจะกราบเรียนว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๑๙ ในวรรคสอง เพราะอะไรท่านประธาน เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคสองเขาเขียนอย่างนี้ครับว่า ให้ศาลฎีกามีอํานาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และให้ศาลอุทธรณ์มีอํานาจวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น สรุปรวมความสั้น ๆ ที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคสอง ที่ผมอ่านให้ฟัง สรุปรวมความได้ว่ารัฐธรรมนูญกําลังบอกถึงอํานาจ ของศาลฎีกากับศาลอุทธรณ์ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งไว้ ๒ ข้อครับ ข้อแรกคือศาลฎีกามีอํานาจ พิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งระดับชาติ คือ ส.ส. และ ส.ว. เนื่องจาก ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการเลือกตั้งระดับชาติอยู่แค่ ๒ ประเภท คือ ส.ส. ประเภทหนึ่ง กับ ส.ว. ประเภทหนึ่ง เขาจึงเขียนให้ศาลฎีกามีอํานาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับการร้องคัดค้าน การเลือกตั้งทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ต้องการให้มี สสร. มายกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไรครับ เขาจึงไม่เขียนให้ศาลฎีกา มีอํานาจเกี่ยวกับเรื่องคัดค้านการเลือกตั้ง สสร. แต่หลักคิดของมันอยู่ที่ว่าถ้าเป็นการเลือกตั้ง ระดับชาติให้เป็นอํานาจของศาลฎีกา ส่วนศาลอุทธรณ์เขาเขียนเป็นประการต่อไปว่า แบ่งหน้าที่ แบ่งงานกันทํา งานจะได้เร็วขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็ไปรับผิดชอบเกี่ยวกับคดีที่คัดค้าน การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ท่านประธานเห็นไหมครับว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ แบ่งแยกอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลฎีกากับศาลอุทธรณ์ไว้ชัดเจน ประเด็นที่ผมจะกราบเรียนก็คือว่าเมื่อรัฐธรรมนูญเขียนให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้มีอํานาจวินิจฉัย คดีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น การที่ท่านกรรมาธิการไปเขียนให้ศาลอุทธรณ์มีอํานาจวินิจฉัย คดีเลือกตั้ง สสร. ชอบหรือขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ ถ้าท่านตอบว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ แปลว่าท่านกําลังจะบอกผมและเพื่อนสมาชิกว่า สสร. เป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ถูกหรือผิดท่านประธานช่วยผมคิด เพราะผมเป็นเสียงข้างน้อย ผมไม่บังอาจบอกว่า ท่านคิดผิด เพราะแม้ผมจะบอกว่าท่านคิดผิดท่านก็จะเดินหน้าแบบผิด ๆ ของท่าน แล้วสิ่งที่ผิดของท่านก็เป็นสิ่งที่ถูกของพวกกระผมด้วยอย่างนั้นหรือ ผมรับไม่ได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่บอกว่าถูกหรือผิด แต่ผมกําลังจะบอกว่าท่านประธานต้องเป็นคนคิดว่า แนวคิดแบบนี้ในการเขียนรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแบบนี้ ท่านกรรมาธิการมีความรอบคอบแค่ไหนในการศึกษารัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ ที่จะต้อง ใช้ควบคู่และเชื่อมโยงกัน ผลที่มันจะตามมาคือท่านประธานอย่างนี้ครับว่ามันจะรุนแรงมากกว่า ที่เราคิด รุนแรงอย่างไรท่านประธาน ทันทีที่เราประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ แล้วนําไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง สสร. รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังคงใช้บังคับและมีผลควบคู่ อยู่ตลอดเวลา จนกว่า ๒๔๐ วันที่ท่านเขียนให้ สสร. ไปทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วประกาศใช้บังคับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงจะมีผล ถูกยกเลิกในช่วงนั้นล่ะครับ เราจะมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญส่วนที่ท่านไปเพิ่มเติม เป็นมาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ หลายมาตราที่มันไปขัดแย้งกับบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญที่มีอยู่เดิม อย่างน้อยที่สุดขณะนี้ผมพูดให้ท่านฟัง ๑ มาตราแล้วว่ามาตรา ๒๙๑/๕ จะขัดแย้งกับมาตรา ๒๑๙ แล้วท่านคิดว่าบ้านเมืองเดินหน้าอย่างไร ในเมื่อเราเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแล้วสร้างของใหม่ขัดแย้งกับของเก่าแล้วบังคับใช้ไปพร้อมกันทั้งใหม่และเก่า
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการอาจจะ ไม่ได้คาดคิดไว้เลยหรือคิดแต่ท่านคิดว่าไม่ใช่เรื่องสําคัญก็คือว่าในการวินิจฉัยคดีของศาลทุก ศาลไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็ตาม เขาจะมีกระบวนการในการพิจารณา คดีอยู่ท่านประธาน ผมเชื่อว่าท่านประธานก็ทราบดี กระบวนการพิจารณาคดีของศาล จะมีกฎกติกาว่าจะมีวิธีการยื่นคําร้องอย่างไร ใครคือผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีอํานาจในการไปยื่น คําคัดค้านต่อศาล สมมุติศาลในที่นี้คือศาลอุทธรณ์อย่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบ ก็ต้องมีกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการคัดค้านการเลือกตั้ง สสร. ว่าจะมีกระบวนการในการคัดค้านอย่างไร ใครบ้างเป็นผู้มีอํานาจคัดค้าน ใครบ้างถือว่า เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ต้องเป็นผู้สมัครไหม หรือพ่อแม่พี่น้องของผู้สมัครก็ได้หรือประชาชนทั่วไป ที่พบเห็นการทุจริตการเลือกตั้งก็ได้ เมื่อยื่นคําร้องแล้วจะมีกระบวนการไต่สวนอย่างไร ทั้งหมดเพื่อให้เสร็จภายใน ๓๐ วันอย่างที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องการ กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้มาจากไหนท่านประธานครับ ผมอ่านถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ ไม่มีพูดเลย นะครับว่ามีกระบวนการตรงไหน กระบวนการตรงนี้ภาษากฎหมายเขาเรียกว่า กฎหมายว่าด้วย วิธีพิจารณาความ พอท่านไม่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขณะเดียวกันผมก็กราบเรียน ท่านประธานไปแล้วอย่างไรครับเมื่อสักครู่ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ นั้น เขาเขียนให้ ศาลอุทธรณ์มีอํานาจวินิจฉัยคดีเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น แล้วเขาเขียนต่อไปอย่างไรครับ เครื่องมือของศาลอุทธรณ์ในการพิจารณาคดีระดับท้องถิ่น รัฐธรรมนูญเขียนต่อเลยท่านประธาน ถ้าท่านประธานกรุณาเปิดรัฐธรรมนูญดูในมาตรา ๒๑๙ ในวรรคสาม เขาตบท้ายอย่างนี้ครับว่า ทั้งนี้วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามระเบียบ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากําหนด โดยต้องใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว แปลว่า รัฐธรรมนูญเขียนให้อํานาจศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ออกระเบียบว่าด้วย วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีได้ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเขาก็ไป ออกระเบียบว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดี ให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งใช้สําหรับ การคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็จะไปออกระเบียบว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีและวินิจฉัยคดี สําหรับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นให้ศาลอุทธรณ์ใช้ ขณะนี้ เขาออกระเบียบเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกระเบียบเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ ศาลเขาก็มีเครื่องมือของเขาใช้แล้วในการทํางาน แต่ผมกําลังจะกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ศาลอุทธรณ์มีเครื่องมือที่ออกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา คือ ระเบียบว่าด้วยการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ผมพูดมาถึงตรงนี้ถ้าผม จะขออนุญาตถามท่านประธานช่วยผมคิดว่า ระเบียบว่าด้วยการพิจารณาคดีระดับท้องถิ่น เอามาใช้กับการพิจารณาคดีเลือกตั้ง สสร. ได้ไหมครับ ถ้าตอบว่าได้
ท่านสุรชัยครับ ผมว่า พอสมควรแล้วกระมังครับ ผมพยายามทนฟังตลอด ทีนี้ประเด็นมาตรา ๒๙๑/๕ มันมีเนื้อหา อยู่ไม่ถึง ๑ หน้ากระดาษ แล้วก็สงวนซ้ํากันอยู่ทั้งหมดตรงนี้ เพราะฉะนั้นการอภิปราย ผมขอความกรุณาเถอะ เอาพอสมควรก็พอครับ ที่จริงผมไม่อยากทักท้วงมันก็ซ้ําไปซ้ํามา
ท่านประธาน ช่วยกรุณาชี้ว่าผมพูดนอกประเด็นตรงไหน
มันซ้ําครับ ท่านสมควรแล้วครับ ช่วยสรุปเถอะครับ
มันซ้ําตรงไหนครับ ท่านประธาน ท่านประธานต้องชี้แนะให้ผมด้วยนะถ้าผมซ้ําผมจะได้หยุด ผมก็ไม่อยากพูดซ้ํา เสียเวลาผมเหมือนกันครับ
ท่านกระชับเถอะครับ อย่าโต้แย้งเลยครับ ขอความกรุณาเถอะครับ
เพราะว่า ท่านประธานเริ่มต้นด้วยคําพูดที่ผมฟังแล้วผมเสียใจนะ ท่านบอกว่าท่านทนฟังผม ท่านประธานไม่ควรที่จะใช้คําพูดแบบนี้กับเพื่อนสมาชิก เหมือนกับว่าการอภิปรายของ เพื่อนสมาชิกนั้นจะทําให้รัฐสภานั้นเสียเวลา
ท่านครับ มันพอสมควร ช่วยกระชับเถอะครับ
ผมยินดีที่กระชับ แต่ว่าผมอยากจะให้ท่านประธานใช้คําพูดกับเพื่อนสมาชิกให้ถูกต้องตามข้อบังคับด้วย เช่นเดียวกันนะ ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมลืมเลยท่านประธาน เมื่อสักครู่สมองผม กําลังลื่น ๆ พอดี เดี๋ยวผมกําลังคิดว่าเมื่อสักครู่นี้ผมพูดถึงตอนไหน ผมนึกออกแล้ว ผมพูดถึง เรื่องบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญท่านประธาน มาตรา ๒๑๙ วรรคสามนั้น เขาเขียนให้อํานาจ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกระเบียบเกี่ยวกับการพิจารณาคดี ซึ่งก็จะแบ่งเป็นระเบียบของ ศาลฎีกาใช้เองสําหรับการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. กับระเบียบศาลอุทธรณ์ใช้สําหรับ การเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ทีนี้พอคณะกรรมาธิการไปเขียนให้อํานาจศาลอุทธรณ์เป็นคนวินิจฉัย คดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สสร. โดยไม่ได้ให้เครื่องมือเขาเลยก็คือไม่ได้ให้ระเบียบเขาไว้ เขาจะไป อาศัยระเบียบที่ออกตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๑๙ มันก็ไม่ได้ท่านประธานเห็นไหมครับ เพราะตรงนั้นมันเป็นระเบียบว่าด้วยการพิจารณาคดีระดับท้องถิ่น แล้วระเบียบว่าด้วย การพิจารณาคดีระดับท้องถิ่นนั้นก็ไม่ใช่กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นด้วย ท่านจึงจะเอามาปรับใช้โดยบอกว่าก็เขียนให้ กกต. มีอํานาจแล้วอย่างไร มันคนละส่วนกันครับ เพราะกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นมันคือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น ปี ๒๕๔๕ แต่การพิจารณาคดีมันคนละเรื่องกับการเลือกตั้ง แล้วอยู่ ๆ ถ้าท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ให้ศาลฎีกาไปออกระเบียบเพิ่มเฉพาะเรื่องนี้มันก็จะหวนกลับไปในประเด็น ที่ผมแปรญัตติอีกท่านประธาน คือที่ผมขออนุญาตแปรญัตติว่าให้ออกกฎหมายเฉพาะเรื่องนี้มาใช้ มันจะได้ถูกฝาถูกคน แล้วไม่มีประเด็นปัญหาท่านก็พยายามจะชี้แจงว่าไม่มีเหตุผล เพราะออกกฎหมายเฉพาะเรื่องมาใช้กับการเลือกตั้งครั้งเดียวแล้วเลิก มันก็จะเหมือนกับ การที่ท่านกําลังจะบอกว่าถ้าไม่มีกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีการคัดค้านคดีเลือกตั้ง สสร. ก็ให้ศาลฎีกาไปออกวิธีพิจารณาออกระเบียบในเรื่องนี้เสีย แล้วมันต่างกันตรงไหนครับ เพราะมันก็เหตุผลเดียวกัน ผมก็มาบอกท่านกลับได้เช่นเดียวกันว่าถ้าอย่างนั้นท่านกําลังจะให้ ศาลฎีกาไปออกระเบียบมาใช้กับเรื่องนี้เรื่องเดียว ก็คือเรื่องเลือกตั้ง สสร. เช่นเดียวกัน นี่คือประเด็นที่ผมกําลังจะกราบเรียนว่าทั้งหมดที่ผมเพียรพยายามอธิบายด้วยเหตุผล ซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าไม่ซ้ําเหตุผลกันเลยในสิ่งที่ผมอธิบายมาทั้งหมด เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมขึ้นมาในวรรคเจ็ด คือวรรคที่ว่าด้วย การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อน และหลังการประกาศผลให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์นั้นที่สุดท่านเขียนมาแล้ว มันจะไม่มีผลใช้บังคับในทางปฏิบัติ เพราะผู้ปฏิบัติคือศาลอุทธรณ์เขาจะปฏิบัติไม่ได้ ด้วยเหตุผล ๒ ข้อที่ผมจะขออนุญาตสรุปตอนท้ายเลย คือ ๑. ข้อจํากัดเรื่องระยะเวลา ๓๐ วัน ท่านบีบคั้นศาลอุทธรณ์มากเกินไป กับข้อที่ ๒ ไม่มีบทบัญญัติที่ว่าด้วยวิธีพิจารณา และวินิจฉัยคดี และไม่มีบทบัญญัติที่ให้อํานาจศาลไปออกวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง สสร. ได้ เท่านี้ก็จะทําให้กระบวนการคัดค้านว่าการเลือกตั้ง สสร. ที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่ยุติธรรม ไม่สามารถที่จะทําให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามข้อคัดค้านนั้นได้ แล้วที่สุดก็จะนําไปสู่ การประกาศผลไม่ได้ เมื่อประกาศผลไม่ได้นําไปสู่การไม่เกิดขึ้นของสภา สสร. กราบเรียน ท่านประธานครับ ผมจบแล้วครับ
ท่านสมาชิกครับ อย่างที่ผม ได้นําเรียนนะครับ เนื้อหาของมาตรานี้มันมีอยู่ไม่ถึง ๑ หน้ากระดาษนะครับ แล้วก็ สงวนคล้าย ๆ กัน ซ้ํา ๆ กันอยู่ในประเด็นนี้ ทีนี้การอภิปรายมันก็คงหลีกเลี่ยงการซ้ํากันไม่ได้ แต่ผมก็พยายามให้เกียรติสมาชิกไม่พยายามทักท้วงนะครับ แต่ต่อไปผมอาจจะต้อง เสียมารยาททักท้วง ถ้ายังมีการวนเวียนซ้ําซากหรือซ้ํากับคนอื่น เพื่อให้การพิจารณา มันกระชับเข้านะครับ เพื่อไม่ให้เสียความรู้สึกผมอยากให้ท่านผู้อภิปรายก็พยายาม อย่าซ้ําประเด็นนะครับ ถ้าซ้ําประเด็นผมก็จําเป็นต้องทักท้วง เพราะผมมีหน้าที่ควบคุม การประชุม ก็ต้องขอความกรุณานะครับ เชิญท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมได้ขอแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๕ โดยตัดทิ้งทั้งมาตรา เหตุผลที่ต้อง ตัดทิ้งทั้งมาตรา เพราะว่ากระผมได้มีเจตจํานงมาตั้งแต่ต้นแล้วนะครับว่าไม่เห็นด้วย กับการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยร่างใหม่ทั้งฉบับ การตัดมาตรา ๒๙๑/๕ ออก ก็เหมือนเราตัดบันได ๑๗ ขั้นออกไปข้างหนึ่ง บันไดนั้นก็จะขาดลงนะครับ รัฐสภาก็จําเป็นที่จะต้องใช้มาตรา ๒๙๑ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เดิม ศักยภาพและคะแนนเสียง ที่รัฐบาลนี้มีอยู่สามารถจะทําสิ่งที่ดี ๆ ให้แก่พี่น้องประชาชน ท่านจะแก้อะไรก็ได้ ที่มันมีปัญหาโดยครรลองที่ถูกต้อง ไม่ต้องทําสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญตามที่เพื่อนสมาชิก วุฒิสภาได้พยายามพากเพียรอธิบายให้ท่านประธานเข้าใจนะครับ ต้องกราบขอร้อง ท่านประธานว่าช่วยกรุณาฟังสักนิดนะครับ ทั้งหมดเป็นเหตุผลที่จะช่วยให้ประเทศชาติเรา ลดจากความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายจากการถูกประเมินจากต่างประเทศว่าไม่น่าเชื่อถือ เพราะกําลังจะฉีกรัฐธรรมนูญโดยไม่มีเหตุผลและความจําเป็นเร่งด่วนเท่าที่ควร ลดความเสี่ยง จากความขัดแย้งของพี่น้องประชาชน อภิปรายกันมา ๔-๕ วันก็คงจะทราบใช่ไหมครับว่า เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่นั้นก็มีความคลางแคลงใจ สื่อมวลชนก็ได้สะท้อนข้อมูลตรงนี้ เพราะฉะนั้นมันยังไม่สายเกินไปครับท่านประธานที่เราจะกลับไปตั้งต้นใหม่ ลดความเสี่ยง จากการดําเนินการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา มาตราที่ผมได้พูดไปตั้งแต่วาระที่หนึ่ง เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเพิ่งพูดเมื่อสักครู่สําคัญนะครับ มาตรา ๒๑๙ ท่านขัดแล้ว ถ้าสมมุติเรื่องนี้ ได้รับการดําเนินการไปถึงขั้นนั้น ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นมันไม่เกิดผลดีต่อพี่น้องประชาชน และต่อประเทศชาติ ซึ่งท่านประธานก็คงจะมีความรักและต้องการที่จะให้เจริญเหมือนกับผม แล้วความเสี่ยงจากการที่จะเกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ถ้าได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนจํานวนมากยังไม่มีความไว้วางใจว่าได้มาแล้วจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนได้หรือเปล่านะครับ ลดความเสี่ยงจากการที่จะได้อะไรก็ไม่ทราบ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ท่านจะร่างขึ้นมาใหม่ยังไม่ทราบหน้าตาว่าจะเป็นอะไรนะครับ การที่กรรมาธิการบางท่านได้อภิปรายได้ชี้แจงที่ประชุมนะครับว่าจะเป็นการแก้แค้นแก้ลํา การรัฐประหาร โดยการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทิ้งและร่างใหม่ทั้งฉบับ ผมว่าเป็นการที่จะทําร้าย ประเทศไทยนะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑/๕ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอจะทําให้ เกิดปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ กกต. สมาชิกวุฒิสภาหลายท่านได้อธิบายไปแล้วนะครับว่า การที่จะมอบหมายให้ทาง กกต. นั้นไปใช้พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือว่าผู้บริหารท้องถิ่นมานั้น มันไม่ชอบ สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือว่าคณะกรรมาธิการอธิบายว่า ทําให้ไม่ต้องเสียเวลาในการที่จะให้คนไทยซึ่งอยู่นอกราชอาณาจักรใช้สิทธิการเลือกตั้ง นอกราชอาณาจักร ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผิดอย่างมหันต์นะครับ เป็นสิ่งที่ผิดพลาด เพราะพี่น้องประชาชนซึ่งอยู่นอกราชอาณาจักรนั้น ไม่ว่าจะไปประกอบอาชีพ ไปศึกษา ไปท่องเที่ยว ทั้งหมดมีคุณูปการ มีประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติทั้งสิ้นนะครับ ประเทศจีน ประเทศเกาหลี เขาอาศัยคนจีน คนเกาหลีที่อยู่ในต่างประเทศช่วยในการที่จะขยายทั้งด้านธุรกิจ แล้วก็นําความเจริญทางเทคโนโลยีกลับประเทศเขา สมัยสงครามเย็นทั้งคนจีน ทั้งคนเวียดนามก็จํานวนไม่น้อยนะครับ สมัยนั้นที่ไปอยู่ที่อเมริกา อยู่ไปแล้วก็มีโอกาสที่จะ ทํามาหากิน มีความร่ํารวยขึ้น บางคนก็ได้เป็นโปรเฟซเซอร์ (Professor) อยู่ในมหาวิทยาลัย เมื่อเขารวยแล้ว นอกจากเงินที่ส่งกลับเข้าประเทศแล้ว ความเจริญทางเทคโนโลยี เขาก็ได้นํากลับเข้ามาประเทศด้วย ท่านประธานคงทราบใช่ไหมครับว่าขณะนี้ความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีของประเทศจีนนั้นไปแค่ไหน ไม่ได้จากพี่น้องเขาที่อยู่ต่างประเทศหรือครับ การที่ท่านไปตัดสิทธิตรงนี้นะครับ ก็ขัดกับรัฐธรรมนูญอีกแล้วครับ เพราะว่ามาตรา ๔ ที่เกี่ยวกับเรื่องสิทธิความเสมอภาคนี่นะครับ ในการเลือกตั้ง ส.ว. เมื่อปี ๒๕๕๑ มีผู้ที่ไปใช้สิทธิ โดยเฉพาะต่างประเทศถึงประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าคน ผมคิดว่าสมัยนี้นะครับ เราควรจะต้อง ให้ความสําคัญ และให้คุณค่าแก่พี่น้องคนไทย ซึ่งไปอยู่ต่างประเทศ ทั้งหมดเขามีโอกาสที่จะ นําความมาบอกพี่น้องประชาชนที่อยู่ในประเทศไทยนะครับ ว่าการเมืองต่างประเทศนั้น เขาทํากันอย่างไร เขาต้องซื้อเสียงไหม เขาต้องลงทุนมากมายมหาศาล เข้ามาแล้วมาถอนทุน อย่างนี้ไหม ทั้งหมดมันสําคัญนะครับ ถ้าสมมุติเราต้องการให้ประเทศไทยเจริญ ต้องการให้ ระบอบประชาธิปไตยไม่ถูกย่ํายีหรือถูกใช้ในทางที่ผิดนี่นะครับ ผมคิดว่ามันยังไม่สายเกินไปครับ ที่จะตัดมาตรา ๒๙๑/๕ ทิ้ง แล้วกลับไปใช้ของเดิมทั้งหมดนะครับ ทั้งหมดมันยังไม่สายเกินไปที่จะทําตรงนี้นะครับ การที่คณะกรรมาธิการได้ไปแก้ไขในเรื่องให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ผมไม่กล้าซ้ําประเด็น นะครับ เพราะเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาท่านที่แล้วได้อธิบายโดยชัดเจนนะครับ ขอกราบเรียน ท่านประธานว่าช่วยกรุณาให้เจ้าหน้าที่ถอดเทปทั้งหมดให้ละเอียดครับ แล้วท่านส่งมอบ ให้คณะกรรมาธิการไปศึกษาโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วค่อยมาชี้แจงต่อที่ประชุมครั้งนี้ ก่อนที่เราจะลงมือว่าจะรับร่างฉบับนี้ หรือไม่รับร่าง ทั้งหมดนี่นะครับ มันไม่สายเกินไปครับ ในการที่เราจะตั้งต้นใหม่อีกครั้งหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับ แล้วก็ขอกราบเรียนพี่น้องประชาชนซึ่งมีโอกาสรับฟังการถ่ายทอด การออกอากาศครั้งนี้อยู่ว่าท่านมีสิทธิที่จะสะท้อนความเห็นตรงนี้นะครับ อย่าไปคาดหวัง อะไรมากกับประชาธิปไตยตัวแทน ขณะนี้เรามีสื่อโซเชียล มีเดีย (Social media) ที่ท่าน จะสะท้อนข้อมูลให้ท่านกรรมาธิการและท่านประธานได้ทราบว่าประเทศไทยเรา ถ้าสมมุติว่า พี่น้องประชาชนตระหนักและเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย ท่านต้องส่งเสียง ณ บัดนี้ ทั้งหมดก็เพื่อจะให้ท่านกรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดทั้งปวงกลับไปตั้งต้นใหม่ ไม่ต้องไปแก้ ใช้มาตรา ๒๙๑ เดิมนะครับ ทําสิ่งที่ต้องการ แล้วท่านก็จะทําให้ประเทศไทยเรา สามารถที่จะพัฒนาแล้วเจริญก้าวหน้าต่อไป ผมขออนุญาตกราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านบุญเลิศ ไพรินทร์ ครับ ท่านอาจารย์ เจริญ คันธวงศ์ นะครับ ท่านรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ท่านมีอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ผมอยู่ใน อันดับต่อจากท่าน พลเอก สุรศักดิ์ ถ้าเผื่ออย่างนั้นขอความกรุณาทาง ส.ว. ก่อน ถ้าเผื่อ ทางฝ่ายโน้นยังไม่พร้อมครับ
ท่านวีรวิทเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา และผู้สงวนคําแปรญัตติ ผมขอสงวนคําแปรญัตติไว้ ๒ ประเด็น คือ
ประเด็นแรก ในเรื่องของผมมีความเห็นว่าควรจะมีการตราพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และ
ประเด็นที่ ๒ คือผมไม่เห็นด้วยกับการที่ร่างได้กําหนดว่าให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งเร่งรัดการประกาศผลภายใน ๑๕ วัน ผมเสนอว่าควรจะเป็น ๓๐ วัน ซึ่งผมขออนุญาต ชี้แจงในรายละเอียดต่อไป แล้วผมมีประเด็นในเรื่องที่ไม่เห็นด้วยกับการที่เอาพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
ท่านครับ เอาเป็นประเด็น ประเด็นไปเลยดีกว่าครับ ประเด็นแรกให้เหตุผลเลยครับ
ในประเด็นแรก ผมอยากกราบเรียนว่าผมมีความเห็นตั้งแต่ทีแรกในร่างเดิมที่มีการกําหนดให้กําหนดระเบียบ โดยเฉพาะให้คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้งเองก็ประกาศ ต่อสาธารณะว่าไม่สามารถทําได้ ผมเห็นด้วยกับท่านครับ เพราะว่าในทางปฏิบัตินั้นต้องยอมรับว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่เหมือนกับใครเลย มีกระบวนการต่าง ๆ นั้นอาจจะแตกต่างกัน ทั้งเรื่องคุณสมบัติ ทั้งเรื่องของวิธีการ เพราะฉะนั้นการที่เราจะเลือกตั้งทั่วประเทศนั้น โดยที่ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง กระบวนการในการดําเนินการต่าง ๆ นั้นมีความแตกต่างกัน กลไกในการดําเนินงานนั้นถ้าจะประยุกต์ใช้สิ่งใดเข้ามาก็อาจจะมีปัญหาอย่างที่เพื่อนสมาชิก ได้ชี้แจงไปแล้ว ไม่ว่าเราจะหยิบกฎหมายฉบับใดนะครับ
ในประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าการที่เราจะเอากฎหมายใดมาใช้นั้นน่าจะมี ประเด็นปัญหาที่น่าพิจารณา ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่าได้มีการ เอากฎหมายที่สภาได้รับรองแล้วออกมาใช้ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วการจะนํากฎหมาย มาเทียบเคียงใช้ในเรื่องใดนั้นนี่เราจะมองแค่เรื่องของเป็นกฎหมายแล้วเอามาใช้ไม่ได้ เราคงต้องมองในเรื่องของความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และสามารถปฏิบัติได้จริงตามนั้น นะครับ การที่เราจะเทียบเคียงเอากฎหมายต่าง ๆ อย่างเช่น ในช่วงที่ ๒ ขณะนี้ร่างที่ คณะกรรมาธิการเสนอ โดยการเอาพระราชบัญญัติการเลือกตั้งท้องถิ่นมานี่ถ้าเผื่อท่านประธานได้กรุณาเปิด ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็จะมองว่าปัญหาจะเกิดขึ้นมากมาย เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ ออกแบบมาใช้ในเรื่องท้องถิ่น เพราะฉะนั้นตั้งแต่ผู้อํานวยการการเลือกตั้งก็มีการแต่งตั้ง โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ประเด็นที่เกิดขึ้นก็คือถ้าเช่นนั้นหมายถึงว่า ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะเป็นผู้อํานวยการการเลือกตั้งใช่หรือไม่ ประเด็นตรงนี้ จะมีผลในเรื่องของความเป็นกลางหรือไม่ กระบวนการต่าง ๆ ถ้าเราไล่ตามมาตราไปเลย ทั้งหมดแล้วนี่จะเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ออกแบบมาสําหรับการเลือกตั้งในระดับประเทศ แม้กระทั่งการร้องเรียน การดําเนินการ การนับบัญชี ก็จะต้องไปนับรวม ณ ที่เดียว ลองนึกภาพ ในกรุงเทพมหานครจะต้องขนหีบทั้งหมดมาที่แห่งเดียว กระบวนการในการดําเนินการต่าง ๆ นั้น มันจะยุ่งยากมากนะครับ เพราะฉะนั้นผมเลยเรียนว่าคณะกรรมาธิการน่าจะมีการพิจารณา ในเรื่องนี้ ในส่วนที่มีแนวคิดที่พูดกันว่าจะเอากฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. มาประยุกต์ใช้นั้น ผมยังมีความเห็นว่ามีความเป็นไปได้มากกว่า โดยที่เราอาจจะมีบทบัญญัติในการที่จะระงับ ในบางเรื่อง เช่น เรื่องของการเลือกตั้งในต่างประเทศ หรือการเลือกตั้งล่วงหน้า ถ้าท่านคิดว่า จะไม่ให้ทํา เพราะฉะนั้นกระบวนการตรงนี้น่าจะดีกว่าการที่เอาร่างของที่คณะกรรมาธิการ ได้กําหนดไว้ครับ
ในประเด็นที่ผมอยากจะเรียนว่าการที่เราจะเอากฎหมายท้องถิ่นมานั้น สิ่งที่น่าเป็นกังวลก็คือความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้ง เพราะว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มี นักการเมืองหรือผู้ที่เกี่ยวพันกับทางด้านการเมืองเข้ามามีส่วนในการเลือกตั้ง แล้วก็จะมีปัญหา ในการร้องเรียนมาก
ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อไป ก็คือเรื่องของการที่เอากําหนดมาใช้นั้น เราคงต้องมีการแก้ไขหลาย ๆ ส่วนมากมายนะครับ ในเรื่องของศาลอุทธรณ์ก็เช่นเดียวกัน เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วในหลายประเด็น แต่ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าในกรณีของ การดําเนินการในระดับชาตินั้นเราน่าจะมีความรอบคอบ และโยงมาถึงประเด็นที่ผม ได้ขอแปรญัตติว่า แต่เดิมนั้นเราเคยประกาศผลการเลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน กกต. สามารถจะมี การตรวจสอบในเบื้องต้นแล้วสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ ในร่างของท้องถิ่นก็มีการให้เลือกตั้งใหม่ได้ แต่กระบวนการตรงนี้จะเกิดความสับสนว่า ถ้าออกมาให้ประกาศภายใน ๑๕ วันแล้ว กกต. จะสามารถสั่งเลือกตั้งใหม่ได้หรือไม่ หรือจะต้องรอศาลอุทธรณ์ ซึ่งผมคิดว่าประเด็นปัญหา ในการพิจารณาตรงนี้น่าจะมีข้อที่จะยุ่งยาก แล้วจะต้องมาตีความในข้อกฎหมายอีกเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากว่าในส่วนที่จะต้องพิจารณาตรงนี้ ถ้าจะเอาตามร่างของ ท่านคณะกรรมาธิการน่าจะพิจารณาทบทวนให้รอบคอบดังที่เพื่อนสมาชิกได้พูดแล้ว
ในประเด็นสุดท้ายครับ ผมมีข้อสงสัยในเรื่องของคณะกรรมาธิการที่กําหนด คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยลอกในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๐ (๑) (๓) (๔) มา แต่ท่าน มีเจตนาอะไร ผมขอถามเป็นคําถามว่าคณะกรรมาธิการมีเหตุผลอะไรถึงตัดคุณสมบัติในเรื่องของ อยู่ในระหว่างการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งออกไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ นอกจากจะมองดู เจตนาว่าคณะกรรมาธิการมีเจตนาอะไรแล้ว สิ่งที่จะเกิดปัญหาก็คือบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะต้องมีการทบทวนใหม่ เพราะว่าหลายคนที่ถูกตัดออกจากบัญชีไปแล้ว ก็จะต้องดึงกลับ เข้ามาเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เรากําลังแก้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ผมขอคําตอบจากท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า เรื่องนี้คณะกรรมาธิการมีเจตนาอะไร และการปฏิบัติในสิ่งที่จะตัดออกมานั้นเกิดข้อยุ่งยากมากกว่าในสิ่งที่ท่านต้องการให้บางคน มีสิทธิหรือไม่ ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการน่าจะตอบให้กับรัฐสภา และสาธารณชนว่าความรอบคอบของคณะกรรมาธิการมีแค่ไหน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมชาย แสวงการ ครับ ขอเข้าประเด็นที่ท่านสงวนเลยนะครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีความรับผิดชอบต่อสภานี้ครับ ผมได้เสนอคําแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๕ ๓ ประเด็นครับ
๑. ก็คือเสนอให้มีการแปรญัตติ ให้มีการแก้ไขใหม่
๒. เสนอให้มีการเพิ่มข้อความเข้าไป และ
๓. ในประเด็นที่คณะกรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมโดยมติของคณะกรรมาธิการนั้น กระผมไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นผมจะเรียงตามการอภิปรายดังนี้นะครับ
ในประเด็นที่ผมขอให้มีการตัดและมีการแก้ไขเพิ่มเติมเข้าไปใหม่นั้น ผมเสนอให้ คณะกรรมาธิการแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๕ โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) อันนี้ผมขอให้ตัดออก ให้เสร็จภายใน ๗๕ วันนับตั้งแต่วันพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองมีผลใช้บังคับ และให้ตัด วรรคสอง ให้ดําเนินการมีการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันสมัครเลือกตั้งให้เป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วันนับตั้งแต่วันที่รัฐสภามีมติให้จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ ตรงนี้ผมขอให้ตัดทิ้งทั้งหมด และให้แก้ไขเป็นพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ ขณะเดียวกัน ผมก็เสนอให้มีการตัดเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด โดยนําหลักเกณฑ์และวิธีการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยเพิ่ม หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่ต้องให้มีกฎหมายเฉพาะในประเด็นที่ ๑ นั้น ก็เป็นเพราะว่ากฎหมายของ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ต้องเรียนครับว่าเป็นกฎหมายถ้าเรียงลําดับชั้นในประเทศนี้กฎหมายสูงสุดก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามด้วยศักดิ์ของกฎหมายอย่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็มีกฎหมาย ว่าด้วยพระราชบัญญัติ แล้วก็รองลงไปก็เป็นพวกกฎกระทรวงอะไรต่าง ๆ กฎหมายที่เราใช้ แบบเดียวกันครับ ผมไม่ได้บอกว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นนั้นต่ําศักดิ์กว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา เพียงแต่เราต่างกันในหน้าที่ อย่างไรก็ตามผมต้องกราบเรียนว่าสมาชิก สสร. ผมเองได้เสนอครับว่าคณะบุคคลที่จะเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีศักดิ์และสิทธิ ในอนาคตที่อาจเหนือกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เพราะอะไรครับ เพราะ ส.ส. และ ส.ว. นั้นเขียนกฎหมาย กลั่นกรองกฎหมายได้ในชั้นพระราชบัญญัติที่เราทํากันอยู่ แต่เรากําลังโอนสิทธิไปให้คณะบุคคลใหม่ที่เรียกว่า สสร. เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ต้องใช้ ในการเลือก สสร. จําเป็นต้องมีความเข้มข้นและมีศักดิ์ที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือมากกว่า มีสมาชิกส่วนหนึ่งเสนอให้ใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. แต่ผมคิดว่าตรงนั้นก็เป็นประเด็นหนึ่ง อย่างไรก็ตามอย่างที่ ท่านสมาชิก ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้กล่าวแล้วว่ามันมีหลายประเด็น ที่อาจจะเกิดปัญหาตามขึ้นมามากมาย ต้องไปทําพระราชกฤษฎีกายกเว้น ขณะเดียวกัน ท่านคณะกรรมาธิการก็หยิบพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ และแก้ไขเพิ่มเติมเข้ามาใช้ ซึ่งพบว่ามีสาระสําคัญที่ต้องเรียนว่าไปด้วยกันลําบาก และไปด้วยกันไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นการที่กฎหมายฉบับนี้ให้หัวหน้าพนักงานส่วนท้องถิ่น หมายความว่าปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปลัดเทศบาล ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบล ปลัดกรุงเทพมหานคร ปลัดเมืองพัทยา และหัวหน้าพนักงาน หรือหัวหน้าข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถ้าท่านใช้กฎหมายนี้ผู้อํานวยการการเลือกตั้ง นั่นหมายถึงว่า หัวหน้าส่วนท้องถิ่น เอาประการที่ ๑ มากําหนด สิ่งที่กําหนดตามอํานาจหน้าที่ก็คือ ให้ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
๑. รับสมัครเลือกตั้ง
๒. กําหนดหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้ง
๓. แต่งตั้งและจัดอบรมเจ้าพนักงานผู้ดําเนินการเลือกตั้ง
๔. ตรวจบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและดําเนินการเพิ่มชื่อ หรือถอนชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ที่ผมกล่าวเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมเรียนตามตรงว่ามันจะเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการตั้งบุคคล การตรวจรายชื่อ การให้ลงคะแนนในที่ต่าง ๆ เบ็ดเสร็จแล้ว ก็ต้องเรียนครับจะเกิดปัญหาถ้าท่านจะเลือกให้ สสร. ดีจริงมันต้องใช้องค์กรระดับชาติ ซึ่งก็ต้องเรียนว่าก็ต้องใช้กฎหมายที่มีความชัดเจน ผมเรียนครับ ผมสนับสนุนและอยากให้ มีการออกกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายเฉพาะสําหรับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ท่านคณะกรรมาธิการใช้เหตุผลเดียวว่า ไม่ออกกฎหมายฉบับนี้เพราะอะไร เพราะคาดว่าจะมีการเลือก สสร. เพียงครั้งเดียว แล้วกฎหมายนี้ไม่ต้องใช้อีก ท่านแน่ใจ หรือครับว่าเราจะไม่มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาอีก อาจจะมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาอีก ในอนาคตก็ได้ ถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่ท่านร่างแล้วเสียงข้างมากในอนาคตเป็นฝ่ายอื่น และเขาไม่เห็นด้วย เขาก็ต้องใช้วิธีเดียวกับท่าน คือแก้ด้วยมาตรา ๒๙๑ หรือมาตรา ๒๙๑ ที่แก้กันอยู่อย่างนี้ บางท่านก็บอกว่าหัวหมอเอาลูกมาฆ่าแม่ ก็อาจจะต้องมีการเลือก สสร. อีก ดังนั้นผมเสนอให้ท่านดําเนินการออกกฎหมายพระราชบัญญัติเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาไม่นานครับ สภานี้ท่านมีเสียงข้างมากอยู่แล้วในสภาผู้แทนราษฎร ก็เอาเข้าสู่สภา ได้เลยครับ แล้วก็ไปผ่านวุฒิสภา ใช้เวลารวมกัน ๑-๒ เดือน ก็ได้กฎหมายที่ชัดเจนครอบคลุม การเลือก สสร. แล้วกฎหมายนี้ก็ใช้ได้ตลอดไป ถ้าไม่มีเหตุจําเป็นก็ไม่ต้องใช้ มีเหตุจําเป็นในอีก ๑๐ ปีข้างหน้าจะร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ก็หยิบกฎหมายนี้ขึ้นมาใช้ ไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไรเลย แล้วสภาก็จะได้เห็นครับว่าประชาธิปไตยที่เราจะจริงใจกับประชาชนนั้นไม่ได้มาด้วยความรีบร้อน ลุกลี้ลุกลน รวบรัด เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เสนอต่อท่านประธาน ผมขออนุญาตต้องนํามาอ่านให้พี่น้องประชาชนฟังนะครับ เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมการ กกต. ต่อประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... คือสรุปฉบับที่ ๑ มี ๒ ฉบับ ไม่อย่างนั้นพี่น้องจะเข้าใจผิด ฉบับที่ ๑ ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม คณะกรรมการ กกต. บอกว่าตามที่ท่านจะใช้หลักเกณฑ์และวิธีการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้อนุโลมตามร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ตอนแรกเดิมท่านไม่แก้นะครับ คณะกรรมการเห็นว่าในการ เลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ควรจะมีหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญโดยออกแบบเป็นกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้เป็นการเฉพาะ นี่คือจดหมายลงวันที่ ๒๗ มีนาคม จากนั้นท่านกรรมาธิการก็ยืนยัน ทั้งการที่เชิญ กกต. มา แล้วท่านก็ให้ข่าวกับหนังสือพิมพ์ แล้วท่านก็ยืนยันว่าจะใช้กฎหมายเลือกตั้งปกครองท้องถิ่น คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีจดหมายวันที่ ๕ เมษายน ตามมาอีกครับ
ท่านสมชายครับมันซ้ําแล้ว ประเด็นนี้พูดแล้วพูดอีก
ก็ท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็ชี้แจงซ้ําหลายรอบ ผมก็ต้องอ่านอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ
ก็เพราะพูดซ้ํา เขาก็ชี้แจงซ้ํา อยู่อย่างนี้ไม่ไปไหนหรอกครับ
ก็ย่อ ๆ จะเสร็จแล้วครับ ถ้าท่านประธานไม่ทักก็จะได้ไปเรื่อย ๆ ครับ ก็เรียนครับว่าเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เห็นว่าคณะกรรมาธิการเอาอย่างนั้น
ท่านครับ ผมไม่อยาก ขัดจังหวะมันซ้ําหลายรอบแล้ว ท่านกระชับแล้วเปลี่ยนประเด็นไปเถอะ
เมื่อคณะกรรมการ การเลือกตั้งเห็นว่า ดังนั้นจึงเติมถ้อยความว่าการคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สสร. ให้ยื่นคําร้องโดยตรงต่อศาลอุทธรณ์ อันนี้เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นตามหลังครับท่านประธาน เกิดขึ้นตามหลังแล้วก็เป็นอันว่า กกต. เขามีความเห็น ๒ ครั้งไม่เหมือนกัน แต่เป็นความเห็นที่มาจาก เพราะกรรมาธิการยืนยันจะใช้พระราชบัญญัติ การเลือกตั้งแบบท้องถิ่น เขาจึงต้องมีความเห็นแบบนี้ อันนี้ผมเรียนครับว่าได้รับ การสอบถามไปยังส่วนที่เกี่ยวข้องครับว่าเขาเป็นอย่างที่พูดนี่ล่ะครับท่านประธาน ผมต้องเรียน ทําความเข้าใจว่ามันไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะอยากจะทําให้เป็นอย่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ท่านกรรมาธิการท่านไปใช้กฎหมายนี้ แล้วท่านไปมีประเด็นเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การต้องร้องต่อศาลอุทธรณ์แล้วก็มีเวลาจํากัด ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ด้วยความไม่สบายใจ แล้วก็เป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักวิชาการ ผู้ที่อยู่ในวงการการยุติธรรมได้บอกผมว่าเป็นเรื่องที่ ผิดเพี้ยนทางหลักวิชาการอย่างยิ่ง ผิดเพี้ยนจากหลักนิติศาสตร์ ผิดเพี้ยนจากหลักนิติรัฐ และนิติธรรม การทําให้ศาลกลายเป็นคู่กรณีโดยตรง ผิดต่อหลักกับการที่ให้มีกระบวนการ การยุติธรรมโดยการถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร ศาลกลายเป็นคู่กรณีของผู้ร้องครับ ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ศาลไม่มีเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน
มีผู้ประท้วง ท่านวรชัย
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายในข้อ ๔๓ ซ้ําซาก แล้วก็ซ้ําซากยาวนานครับ เมื่อสักครู่เพื่อน ส.ว. แล้วก็ ส.ส. หลายท่าน ได้อภิปรายเรื่องนี้ มาแล้วครับ แล้วยังอภิปรายซ้ําซากอีกครับ ท่านประธานครับ ถ้าเป็นอย่างนี้
ท่านวรชัยครับ ผมเข้าใจครับ ผมพยายามดูแลอยู่ ขอบคุณมาก ท่านช่วยกระชับหน่อยครับท่านสมชาย ผมเข้าใจ เห็นใจครับ แต่มันก็ซ้ําประเด็นกันอยู่อย่างนี้ครับ ท่านช่วยกระชับด้วยนะครับ
ก็ไม่เป็นอะไรครับ ข้อประท้วงก็มี ข้อ ๔๓ อย่างเดียวครับ อ้างวนเวียนซ้ําซาก ท่านประธานก็พิจารณาด้วยแล้วกัน นะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ๑. ศาลกลายเป็นคู่กรณีของผู้ร้อง ๒. ศาลไม่มีเจ้าหน้าที่ สืบสวนสอบสวน ผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ขออภัยไม่เอ่ยนามครับ ท่านบอกว่าศาลไม่ใช่ ศาลไคฟง ศาลไทยไม่ใช่เปาบุ้นจิ้น ไม่มี จั่น เจา ไม่มี หวัง เฉา ไม่มี หม่า ฮั่น ไปทําการ สอบสวนหรอกครับ ว่าการเลือกตั้ง สสร. ที่ท่านจะกําหนดให้ตามกฎหมายนั้นมันมี ความไม่ชอบมาพากลอย่างไร มันไม่ถูกต้อง มันโกงกันอย่างไร ท่านไม่สามารถส่งคนไป ในจังหวัดไหน ๆ ได้ ตําบลไหน ๆ ได้ว่ามีการโกงกันจริงเกิดขึ้นหรือไม่ ผมเรียนอีกครับว่า ศาลอุทธรณ์ที่ท่านจะให้ทําหน้าที่นั้นเป็นไปตามกฎหมายที่ศาลมีอยู่ครับ แต่ท่านกําลัง จะเขียนรัฐธรรมนูญกําหนดให้ศาลทําหน้าที่ตรงนี้ ข้อเท็จจริงครับ ศาลอุทธรณ์ในภาค ๑ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ อยู่ที่กรุงเทพมหานครครับ บัดนี้ยังอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่ได้ไปอยู่ในต่างจังหวัด ศาลอุทธรณ์ที่อยู่ในภูมิภาคมีเพียงแค่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ที่จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราดที่เขาดูแลครอบคลุมด้านตะวันออก ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ดูแลภาคเหนือตอนบน ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ดูแลจังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช อยู่ที่จังหวัดภูเก็ต เพราะฉะนั้นมีแค่ ๓ ศาลที่พี่น้องประชาชน ถ้าเห็นว่า การเลือกตั้ง สสร. มิชอบจะไปร้อง ก็ต้องเดินทางไปแค่ ๓ ศาลใน ๓ จังหวัดที่ผมว่าที่เหลือ ต้องมากรุงเทพมหานครหมด อันนี้ก็เป็นการสิ้นเปลืองนะครับ ก็เรียนครับว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ จะต้องเป็นภาระให้กับศาล ประเด็นสําคัญครับ ท่านเขียนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดี ภายใน ๓๐ วัน ศาลสามารถทําอะไรตามกฎหมาย ต้องทําอะไรตามกฎหมายเช่นเดียวกับ พวกเราสมาชิกในสภา ท่านไม่อยากมีอํานาจมากเกินกว่าที่กฎหมายจะบัญญัติให้ท่านทํา ท่านถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญท่านก็ต้องทําครับ แต่มีคําถามตามมาว่าศาลถูกสั่งให้วินิจฉัย ภายใน ๓๐ วัน เมื่อท่านไม่มี จั่น เจา หวัง เฉา หม่า ฮั่น ไปสืบสวน กกต. แทนที่จะทําหน้าที่ ให้ใบเหลือง ใบแดงก่อน แล้ววินิจฉัยเสร็จผู้ถูกร้อง ผู้ได้เสีย ถูกใบเหลือง ใบแดงก็มาร้องต่อศาล ภายใน ๗ วัน ๑๕ วัน เหมือนกระบวนการเดิม แล้วศาลก็มาดูโพรเซส (Process) มาดูกระบวนการว่า ถูกไหม กกต. ทําถูกไหม วินิจฉัยและใช้ดุลยพินิจถูกไหมในการให้ใบเหลือง ใบแดง อย่างนี้ศาลทําได้ แต่ถ้าศาลต้องมาทําหน้าที่เอง คําถามว่า ๑. มันขัดหลักการวิชาการ มันขัดต่อหลักการรีวิว (Review) กฎหมาย รีวิวในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม นอกจากนั้นคําถามว่า อันนี้ ท่านฝากถามนะครับ ๓๐ วัน แล้วถ้าศาลไม่วินิจฉัยท่านจะทําอย่างไรครับ ให้ศาลมีความผิด ตามกฎหมายไหมครับ ถ้าศาลวินิจฉัยวันที่ ๓๑ ท่านถือว่าคดีตกไป หรือว่าคําพิพากษานั้น ใช้ไม่ได้ สิ่งนี้เป็นคําถามที่เกิดขึ้นจากศาลอุทธรณ์นะครับ ผมเรียนครับว่าเหล่านี้ เขาไม่กําหนดกัน การจะกําหนดให้ศาลเขียนคําวินิจฉัยนั้นเคยมีครับ เรื่องกําหนดวัน เขียนคําพิพากษาภายในกี่วัน แถลงภายในกี่วันนั้นทําได้ แต่เรื่องนี้มีปัญหา รวมทั้งในอนาคต เมื่อท่านให้ศาลไปทําหน้าที่ในการไต่สวน ในกระบวนการแบบที่ผมเรียนมาแล้ว ศาลอาจถูก ต้องเรียนว่านักกฎหมายหัวหมอ ซึ่งอาจจะมีเยอะมากมาย บอกว่าศาลเข้าไปทําหน้าที่ในฝ่ายบริหาร ทําหน้าที่เข้าไปไต่สวน ไปสอบสวนเอง สืบสวนเอง แล้วมาชี้ถูกชี้ผิด วินิจฉัย บุคคลผู้นั้น เขาอาจร้องไปศาลปกครองได้ ทีนี้สนุกละครับ มีคนร้องศาลอุทธรณ์ที่ศาลปกครอง ผมก็ไม่แน่ใจว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ต้องไปชี้แจงต่อศาลปกครองหรือไม่ อันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และกําลังจะเกิดขึ้นถ้าท่านคณะกรรมาธิการฟังคําทักท้วงจากท่านสมาชิก แล้วได้ช่วยโปรดใช้วิจารญาณในการรับฟังแล้วทบทวนแก้ไข ผมคิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญ เที่ยวนี้จะแสดงให้เห็นความบริสุทธิ์ใจของคณะกรรมาธิการร่วมกันทั้งสภา ทําให้มี สสร. ที่ดีที่สุด บริสุทธิ์ใจที่สุดแล้วเป็นการกลางที่ดี ปราศจากการครอบงํา ผมเรียนเสนอถึงข้อวิตกกังวล ซึ่งต้องนํามากล่าวอ้างในที่ประชุมสภานี้ เพราะว่าถ้าไม่นํามากล่าวอ้างสมาชิกจะไม่ได้ รับทราบและไม่ได้ถูกบันทึก เป็นความบทความพิเศษเกี่ยวกับข้อวิตกกังวลเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการคัดค้านการเลือกตั้ง สสร. ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งขออนุญาตประธาน อ่านเพียงบางส่วนนะครับ เขียนโดยท่านศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ท่านศาลฎีกาผู้อาวุโสและเป็นอาจารย์ของนักกฎหมายไทยหลายท่าน ท่านเขียนว่าประเด็นที่ ผู้เขียนจะเน้นให้เห็นการผลักภาระให้ศาลวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง สสร. ดังกล่าวมีข้อควรพิจารณา สําคัญยิ่ง ๒ ประการ อันจะนําความยุ่งยากมาสู่การเลือกตั้ง สสร. และความหมดศรัทธา ในกระบวนการควบคุมและพิจารณาวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง สสร. ชอบด้วยกฎหมาย สุจริต และเที่ยงธรรม ซึ่งแน่นอนย่อมมีผลกระทบต่อความสง่างามของ สสร. และในที่สุด ย่อมมีผลกระทบต่อรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างขึ้นใหม่ด้วย ผมกราบเรียนครับว่าข้อเขียนนั้น ท่านปรารถนาดีครับ
ประการแรก คือการกําหนดระยะเวลาให้ศาลต้องพิจารณาพิพากษา คดีเลือกตั้ง สสร. ให้แล้วเสร็จใน ๓๐ วันนับแต่วันรับคําร้อง ถือได้ว่าน่าจะเป็นครั้งแรก ที่มีกฎหมายกําหนดระยะเวลาในลักษณะนี้ในประเทศไทย
ประการที่ ๒ คือสิทธิในการนําคดีเลือกตั้งมาสู่ศาลเป็นการเปิดกว้าง ให้ผู้เสียหายซึ่งผู้เขียนไม่อยากวาดภาพว่าจะมีจํานวนกี่พันกี่หมื่นราย สามารถนําคดีมาสู่ศาล ได้โดยตรงทันที คิดไม่ออกว่าจะเป็นกี่ร้อยกี่พันคดี ทั้ง ๒ ปัญหานี้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หากไม่แก้ไขปัญหาดังกล่าวคือความล้มเหลวของกระบวนการตรวจสอบโดยศาลเพื่อให้ได้มาซึ่ง สสร. ที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ดังนั้นควรยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับการตรวจสอบนี้เสียดีกว่าให้ กกต. จัดการเลือกตั้ง สสร. ไปประกาศผลแล้วก็เป็นอันที่ยุติ จะเสียเวลาไปอีก ๓๐ วัน กับกระบวนการที่โยนให้ศาลทําและศาลก็ไม่มีทางทําได้ หรือทําไปก็ไร้ประสิทธิผลทําไม นอกจากเสียเวลาแล้วยังนําวิกฤติศรัทธามาสู่ศาลอีกด้วย ผู้เขียนอธิบายต่อไปว่าศาลทําไม่ได้ เพราะเหตุใด ถ้าถามว่าถึงแม้จะไม่เคยกําหนดระยะเวลามาก่อน แต่ครั้งนี้จะกําหนดให้ศาล ทําได้ไหม คําตอบก็คือท่านคิดว่ากฎหมายจะเขียนอย่างไรก็ได้ ท่านก็กําหนดไป แต่ท่าน จะต้องกําหนดไว้ด้วยว่าถ้าศาลทําไม่เสร็จผลจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนไม่เห็นทางออกอย่างอื่น นอกจากผลว่าศาลทําไม่เสร็จ คําร้องหรือคําคัดค้านที่ยื่นต่อศาลก็ต้องตกไป ผมเรียนครับว่า นี่เป็นความปรารถนาดี ผมอยากเห็นการเลือกตั้ง สสร. มาด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม แล้วผู้ร้องเมื่อมีการทุจริตก็ได้ดําเนินการไปสู่กระบวนการอย่างแท้จริง มิเช่นนั้นเราก็จะได้ สสร. ที่เราไม่แน่ใจ แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ารัฐธรรมนูญที่จะเขียนออกมาใหม่นั้น มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่เป็นไปด้วยความเอนเอียงเข้าข้างผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในตอนท้ายท่านเขียนว่าผู้เขียนขอสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่ากระบวนการที่จะขอให้ศาล มาช่วยตรวจสอบการเลือกตั้ง สสร. ตามพิมพ์เขียวที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบนั้น ไร้ประสิทธิภาพ ส่วนจะนําความยุ่งเหยิงมาสู่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผู้เขียน ไม่เขียนประเมิน แต่ที่แน่ ๆ ก็คือจะนํามาซึ่งวิกฤติศรัทธาต่อกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดี ของศาลยุติธรรม ผมกราบเรียนครับว่าวันนี้เรามีอํานาจอธิปไตยอยู่ ๓ ส่วน ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ คําเขียนของท่านผู้พิพากษาศาลฎีกาอาวุโสซึ่งเป็นถึง ศาสตราจารย์พิเศษท่านนี้ท่านคงไม่ได้เขียนเพราะท่านอยากยุ่งกับการเมือง ท่านคงไม่ได้เขียน เพราะท่านอยากมาสนุกหรือไม่สนุกกับเรา แต่ท่านเขียนด้วยความห่วงใยต่อบ้านเมืองนี้ ห่วงใยต่อกฎหมายที่สภาแห่งนี้ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติจะเขียนออกไป ผมเคยกราบเรียนแล้วครับว่า สภาออกกฎหมายใดก็ได้ สภาอังกฤษขออภัยเอ่ยซ้ํา ท่านประธานวุฒิสภาท่านที่แล้วบอกผม เขียนกฎหมายควบคุมสัตว์โลกสัตว์ปีกโดยให้สุกรเป็นสัตว์ปีกก็ทําได้มาแล้ว แต่ผมเรียนครับว่า ถ้าสภาแห่งนี้จะรับฟังข้อคิดเห็นของท่านและใช้คําวินิจฉัยในการยกเลิกสิ่งที่คณะกรรมาธิการ ต้องเรียนตามตรงครับว่าเดินมาไม่ถูกทางให้กลับมาถูกทาง คณะกรรมาธิการจะทบทวนใหม่ จะนําไปประชุมร่วมกัน จะยอมรับข้อเสนอของ ส.ว. ที่ผมเสนอให้ใช้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง ทํากฎหมายขึ้นมาใหม่ใช้เวลา ไม่นานครับ ใช้เวลาเพียง ๑ เดือน ๒ เดือนก็จะได้กฎหมายฉบับนี้ แล้วก็แก้รัฐธรรมนูญไปนี้มันก็จะได้สิ่งที่ ประชาชนคาดหวัง แล้วเขาจะไม่เห็นว่าพวกเรามัวแต่ถกเถียงแถลงกันอยู่ในเวลาหลายวันที่ผ่านมา ๗ วันเข้าไปแล้วเราก็ยังไม่ได้ความคืบหน้า พี่น้องประชาชนก็ยังสงสัยว่าทําไมเราต้องพูดกันเยอะ แต่ท่านต้องพูดกันเยอะครับเพราะว่าอยากให้ท่านคณะกรรมาธิการรับฟัง ท่านรับฟังตาม หลักประชาธิปไตยเสียงข้างมาก ท่านต้องรับฟังเสียงข้างน้อยอย่างพวกเราด้วยครับ อย่าเพียงแต่ฟังคนนอกคนเดียว ท่านฟังเราด้วย เสียงข้างน้อยในสภามีอีก ๒๐๐ กว่าเสียง ไม่ใช่เสียงที่อยู่ไกลเลย ไม่ได้อยู่ต่างแดนเลย สภาจะเขียนอะไรก็ตามเขียนได้ครับ ท่านเขียน ให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ท่านก็เขียนครับบัญญัติไว้ในกฎหมาย แต่ท่านสั่งให้ พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกไม่ได้ พระอาทิตย์อย่างไรก็ต้องขึ้นทางตะวันออก เพราะฉะนั้น ทํากฎหมายให้ถูกต้องชอบธรรมดีกว่าครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ถ้าประเด็นซ้ําขอให้กระชับแล้วผมจะพยายามให้เกียรติด้วยการอนุโลมแต่ถ้าซ้ําประเด็นแล้ว เยิ่นเย้อผมจําเป็นต้องทักท้วงนะครับ แล้วถ้าทักท้วงหลายครั้งก็ยังเหมือนเดิม ผมจําเป็นต้อง ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ให้หยุดอภิปรายนะครับ เพื่อการประชุมดําเนินไปด้วยความเรียบร้อย ผมขออนุญาตดําเนินการตามนี้นะครับ เชิญท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะ สมาชิกรัฐสภานะครับ เนื่องจากมาตรา ๒๙๑/๕ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข แล้วผมเอง ก็มีข้อสงวนนะครับ ถึงตอนนี้ ครม. และพรรคร่วมก็ได้ในสิ่งที่ต้องการคือ สสร. ๒ ประเภท แล้วนะครับ ได้ สสร. ที่กําหนดคุณสมบัติต่ํากว่า ส.ว. แล้วนะครับ ทั้ง ๆ ที่ สสร. จะมาทําหน้าที่ เพียง ๘ เดือน ผมเองก็ขอแก้ไขให้ ๒ ปีด้วยซ้ําไปนะครับ
ท่านสุรจิตครับ เข้าประเด็น ที่ท่านสงวนเลยดีกว่ากระมังครับ เอาเป็นประเด็น ๆ ไปครับ
ครับ ผมชื่อเล่น ชื่อเจี๊ยวนะครับ เตือนได้ไม่ได้ชื่อแม้วนะครับ มาตรา ๒๙๑/๕ กระผมก็ได้ขอตัดแล้วก็ขอเพิ่ม ข้อความไปนะครับ ในวรรคสี่ของมาตรานี้กระผมได้ขอตัดออกทั้งหมดและให้ใช้ข้อความใหม่แทน ก็คือหลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ตรงนี้ก็มีท่าน ส.ว. ส.ส. หลายท่านพูดไปแล้วนะครับ ในวรรคหกผมได้เพิ่มข้อความว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหาเสียงเลือกตั้ง เว้นแต่การแนะนําตัวผู้สมัคร แสดงข้อมูลเกี่ยวกับประวัติ ประวัติส่วนตัว คือความจริงผมก็ได้แก้ไขอีก ๒-๓ ประเด็นด้วย นะครับ แต่ว่าท่านสมาชิกก็พูดไปหลายคนแล้วนะครับ เหตุผลของกระผมก็คือ
ประการแรก ผมไม่เห็นด้วยกับการที่คณะกรรมาธิการกําหนดให้ใช้หลักเกณฑ์ วิธีการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นนะครับ อย่างที่พูดกันไปแล้วว่าไปจบที่ศาลอุทธรณ์ แล้วเราก็จะได้ ผอ. เลือกตั้งกลายเป็นปลัด อบจ. ซึ่งนี่คือการเลือกตั้ง สสร. ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ
ประการที่ ๒ เมื่อไม่สามารถกําหนดเงื่อนไข เงื่อนเวลาในการบังคับก่อน บังคับหลังก็คือไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ๕ ปี และหลัง ๕ ปี เพราะฉะนั้นผมก็เหลือประเด็นสุดท้าย ที่จะช่วยที่จะหวังได้ว่าการเมืองภาคพลเมืองอาจจะพอมีช่องทางอยู่บ้างก็คือการกําหนดข้อห้าม มิให้หาเสียงเลือกตั้งอันจะเป็นเครื่องมือสําคัญที่จะทําให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีความหลากหลายได้มีโอกาสเข้ามาเป็นตัวเลือกให้กับประชาชนได้เพราะว่าการมาทําภารกิจ ในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วต้องทุ่มเทแรงกายเสียสละรวมทั้งเงินทอง เวลา ผมไม่เห็นเหตุผล เว้นแต่ใส่เงื่อนไขการห้ามหาเสียงเลือกตั้งเข้าไปนะครับ เมื่อห้ามหาเสียงแล้วทําได้แต่แนะนํา ตัวนี้มันก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าป้าย ค่ารถโฆษณาอะไรเหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องสร้างกลไกเครื่องมือนี้ไว้ให้ที่จะเอื้อเฟื้อต่อการเปิดกว้าง ถ้าเราไม่ทําสิ่งเหล่านี้แล้ว เราก็จะไม่ได้ สสร. ที่หลากหลายแล้วก็จะไม่พ้นจากการถูกแอบอิงหรือครอบงําโดยการเมือง นะครับ แล้วก็สภาทาสและสภาผัวเมียซึ่งตรงนั้นเราก็แพ้ไปอีกนะครับ เครื่องมือทั้งหมดก็แทบจะ ไม่เหลืออยู่เลยนะครับ นอกจากกลไกอันนี้ แต่ว่าหลังจากที่เราได้พูดกับขอนไม้หรือฝาผนังมา ๕ วัน ๕ คืนแล้วนี่นะครับ วันนี้ก็เป็นวันที่ ๖ แล้วเราก็ยังไม่แน่ใจว่าเราพูดอยู่กับสิ่งมีชีวิต หรือเปล่านะครับ เพราะว่ามีคนแก้ตั้ง ๑๗๒ คน ก็ไม่ขยับอะไรเลยนะครับ ทั้ง ๆ ที่ธรรมชาตินี้ ก็ให้หูมา ๒ ข้างนะครับ ให้ปากมาปากเดียว หลักสูตร ปปร. อะไรนี้ก็คงจะช่วยไม่ได้นะครับ ผมก็นึกว่าอาจจะต้องส่งไปโรงเรียนสําหรับผู้มีพรสวรรค์พิเศษในทางการเกษตร
ท่านอย่าประชดประชันเลยครับ เอาเข้าประเด็นเลยครับ
ชื่อโรงเรียนอะไร โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อนึ่งสําหรับ คุณหมอเหวงซึ่งเป็นกรรมาธิการด้วย ในมาตรา ๑๒๒ ส่วนที่ ๔ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ส.ส. และ ส.ว. ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่ได้อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ นะครับ รัฐธรรมนูญได้ให้หลักการรับรองไว้แล้ว ท่านไม่ได้ถูกพันธนาการไว้ด้วยมติพรรคนะครับ อันนี้ผมชอบแซวท่านไม่ใช่อะไรหรอก ก็เพราะว่าผมชอบที่ท่านเชื่อมั่นในวิธีคิดของท่านนะครับ ผมกับท่านนี่ไม่รู้จักกันเลยนะครับ แต่ว่าผมก็ชอบเติมเต็มส่วนที่ขาดไปในการพิจาณาของท่านไว้ เพราะเห็นว่าท่านพอจะ เยียวยาได้นะครับท่านเป็นหมอ และหมอท่านก็ทราบใช่ไหมครับ แรกป่วยนี่อาการเห็นได้ยากนะครับ แต่รักษาง่าย ผู้ป่วยหนักแล้วนี่อาการเห็นได้ง่ายแต่รักษายากนะครับ ประเทศเรานี้มันป่วยอยู่นะครับ และผมไม่เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่จะแก้ไขหรือจัดทําใหม่นี้ได้แตะลงไปในปัญหาหลักของ บ้านเมืองของเรานะครับ ก็คือปัญหาการสูญเสียที่ดินทํากิน ปัญหาการอยู่อย่างผิดกฎหมาย เพราะทําให้ถูกกฎหมายไม่ได้เสียเปรียบเขานะครับ ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร การแย่งชิงทรัพยากร แล้วพฤติกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราทํากันอยู่นี่ถ้าเราไม่โกหกตัวเอง มันจะให้ความหวังอะไรกับประเทศนี้ได้หรืออย่างไร มันน่าเชื่อว่าเรากําลังจะปรุงยาวิเศษ มีหมอวิเศษมาช่วยกัน ทํารัฐธรรมนูญฉบับดีที่สุดในโลกนี้หรือครับ
ท่านครับ
ท่านคิดว่าผมและ คนไทยทั้งหลายนี้ปัญญาอ่อนหรืออย่างไรครับ ขอบคุณครับ
ท่านรสนา โตสิตระกูล เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ดิฉัน นางสาว รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ ในมาตรา ๒๙๑/๕ ดิฉันเองก็ได้แปรญัตติเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านนะคะว่า ต้องการที่จะให้มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นการเฉพาะขึ้นมานะคะ ส่วนในเรื่องของเวลาต่าง ๆ ก็ได้แก้ไขไปตามที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไปล่วงหน้าแล้วนี่ดิฉันก็คงไม่กล่าวถึงนะคะ ดิฉันเพียงแต่แก้ว่าจาก ๗๕ วัน ที่ในร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีนั้นขอเปลี่ยนเป็น ๙๐ วันนะคะ แล้วก็ในเรื่องของการห้ามมิให้ ผู้สมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นหาเสียงเลือกตั้ง โดยให้เป็นเพียงแค่การแนะนําตัวนะคะ ซึ่งที่ดิฉันได้แปรญัตติเช่นนั้นก็สืบเนื่องมาจากดิฉันเองต้องการให้มีการใช้กระบวนการเลือกตั้ง แบบเดียวกับ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะคะ เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้ง ในครั้งนั้นก็จะไม่ให้มีการหาเสียง ซึ่งดิฉันคิดว่าคนที่จะมาเป็น สสร. นั้นก็ไม่มีความจําเป็น ที่จะต้องหาเสียงนะคะ
อีกประการหนึ่งที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการแก้ไขนะคะ โดยที่อ้างว่าจะมีการนํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น มาใช้แทน แล้วก็ไม่ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. เป็นการเฉพาะ โดยกรรมาธิการเสียงข้างมากให้เหตุผลว่าไม่ต้องการที่จะออกกฎหมายที่มีการใช้เพียงครั้งเดียว ดิฉันก็ขอทักท้วงนะคะ เพราะว่าท่านลืมแล้วหรือคะว่าท่านได้มีการแก้ไขในมาตรา ๑๓๖ โดยการเพิ่ม (๑๗) และ (๑๘) เข้าไปด้วย ใน (๑๗) และ (๑๘) นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน (๑๘) ก็คือว่าเพิ่มให้เป็นหน้าที่ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในการให้ความเห็นชอบญัตติที่ให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ เพราะว่าสิ่งที่ดิฉันเองไม่เห็นด้วยตามที่ดิฉันได้แปรญัตติก็ขอให้ตัดมาตรานี้ออกไปทั้งหมด เพราะดิฉันเห็นว่าถ้าหากการทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วไม่ผ่านประชามติก็ไม่ควรที่จะ ให้อํานาจในการที่จะทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชนิดที่ไม่มีที่สิ้นสุดนะคะ แต่เนื่องจากว่า คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยังคงร่างเดิมเอาไว้ คือคงมาตรา ๑๓๖ แล้วก็เพิ่ม (๑๗) และ (๑๘) เข้ามา แสดงว่าท่านก็มีเจตนาว่าหากรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่แล้วไม่ผ่าน ประชามติก็จะมีการเสนอร่างใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะประสบความสําเร็จ เพราะฉะนั้น ถ้าหากมีการร่างใหม่ไปเรื่อย ๆ ก็แสดงว่าท่านก็ต้องมีการเลือกตั้ง สสร. ใหม่ไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากอ้างว่าไม่ต้องการยกร่าง พระราชบัญญัติในการเลือกตั้ง สสร. ขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพราะเห็นว่าเป็นการใช้ครั้งเดียว ท่านจะมั่นใจเกินไปหรือเปล่าว่าท่านแก้แล้วก็จะได้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และจะไม่มีการแก้ไขอีก ในขณะที่ท่านเองก็อุตส่าห์เขียนเอาไว้เองกันผลที่คาดไม่ถึง เพื่อว่าให้ท่านสามารถที่จะยกร่างใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่านะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่าเมื่อท่านต้องการที่จะยกร่างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็น่าจะมีพระราชบัญญัติในเรื่องการเลือกตั้ง สสร. เอาไว้เสียเลย
แล้วก็อีกประการหนึ่ง การที่ท่านได้เพิ่มเติมเข้ามาเรื่องคุณสมบัติและ ลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามมาตรา ๙๙ (๑) และ (๒) ซึ่งก็มีปัญหาในแง่ที่ว่าท่านได้แก้ในเรื่องของเวลาในการที่อยู่ในทะเบียนบ้านของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากเดิมในรัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดไว้ ๙๐ วัน ท่านเปลี่ยนเป็น ๑ ปี ส่วนมาตรา ๑๐๐ ท่านตัดใน (๒) ออกไป ซึ่งเท่ากับว่าท่านต้องการที่จะให้ผู้ถูกตัดสิทธิ ทางการเมืองสามารถเข้ามาเลือก สสร. ด้วย ดิฉันเองก็อยากขอให้ทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้อธิบายถึงเหตุผลในเรื่องนี้ด้วยว่าเพราะเหตุใดท่านจึงมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ยังจะมีการใช้อยู่นะคะ ซึ่งสิ่งที่ท่านแก้ไขมานั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนนะคะ
อีกประการหนึ่ง สิ่งที่ท่านกําหนดเอาไว้ว่าเมื่อให้ใช้กฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นมาเลือกตั้ง สสร. โดยอนุโลมแล้ว ก็กําหนดให้ศาลอุทธรณ์นั้น เป็นผู้พิจารณา ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นก็ได้เสนอกับท่าน อย่างชัดเจนว่าอยากให้มีร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ขึ้นมา แต่เมื่อท่าน ไม่เห็นด้วยทาง กกต. ก็ได้เสนอแนะ ดิฉันขออ่านนิดหนึ่งในหนังสือฉบับวันที่ ๕ เมษายน ของ กกต. นะคะ ที่แนะนํากรรมาธิการเสียงข้างมากว่าข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคเจ็ดว่าควรมีความชัดเจนเกี่ยวกับการร้องคัดค้านการเลือกตั้งและการวินิจฉัยชี้ขาด เกี่ยวกับการเลือกตั้งยิ่งขึ้นนะคะ เช่นควรใช้ถ้อยคําว่าการคัดค้านการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้ยื่นคําร้องโดยตรงต่อศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับอํานาจหน้าที่ ในการรับคําร้องคัดค้าน และการเลือกตั้ง และการวินิจฉัยชี้ขาดของการเลือกตั้ง ของคณะกรรมการการเลือกตั้งและศาลอุทธรณ์ ดิฉันเองไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ กกต. เพราะดิฉันคิดว่าในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นนั้น กกต. ทําหน้าที่เหมือนศาลชั้นต้น ในการตรวจสอบต่าง ๆ แล้วจึงส่งต่อไปให้ศาลอุทธรณ์ แต่มาถึงกรณีเรื่องของ สสร. กกต. กลับผลักภาระทั้งหมดไปให้กับศาลอุทธรณ์ ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าเช่นนั้นแล้ว กกต. เป็นการปัดหน้าที่ที่ตัวเองจะต้องมีไปให้กับศาลอุทธรณ์ อย่างนั้นหรือ อย่างนั้นก็ไม่ควรจะมี กกต. ต่อไปใช่หรือไม่ เพราะว่าอันที่จริงแล้วต้องบอกว่า ในการพิจารณาเรื่องคดีการเลือกตั้งของท้องถิ่นนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือศาลอุทธรณ์นั้น เราย่อมรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถที่จะลงมาดําเนินการในการสืบเสาะ ไต่สวนเรื่องต่าง ๆ ศาลอุทธรณ์พิจารณาทุกอย่างจากเอกสารหรือจากศาลชั้นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อ กกต. ทําหน้าที่เหมือนศาลชั้นต้นในการเลือกตั้งสมาชิกท้องถิ่น แต่มาถึงกรณีของ สสร. กลับปัดภาระ ไปให้กับศาลอุทธรณ์ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันคิดว่าทําไม่ได้ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ต้องไปดูในเรื่องเขตอํานาจของศาลด้วยนะคะว่าเขตอํานาจ ศาลอุทธรณ์ถ้าหากว่าไม่ได้มีระบุเอาไว้ว่ามีอํานาจหน้าที่มาดูแลเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือการคัดค้านการเลือกตั้งของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งที่ศาลอุทธรณ์จะทําไม่ได้ เช่นเดียวกัน เพราะถ้าหากว่าไม่ได้มีการระบุอํานาจเอาไว้นั้นก็แสดงว่าศาลอุทธรณ์ จะไม่มีอํานาจ แล้วถ้าไม่แก้มันก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ท่านรสนาครับ ซ้ํานะครับ พยายามกระชับครับ กระชับเถอะครับ
ซ้ําอย่างไรคะ ท่านประธาน ซ้ํากับใครคะ
ซ้ํากับทุกคนเลยครับ พูดทั้งวันครับ
ซ้ํากับทุกคน ท่านลองยกมาสิคะ ว่าซ้ํากับใคร
ท่านอย่าแย้งเลยครับ มันซ้ําตลอด ท่านกระชับเถอะครับ
ดิฉันคิดว่า ท่านประธาน ดิฉันขอประทานโทษนะคะ ท่านกรุณาให้เกียรติสมาชิกวุฒิสภาบ้างนะคะ คือท่านขัดตลอดเวลาทําให้คนเขาเสียสมาธิ ดิฉันเองสงสัยว่าทําไมดิฉันเองเป็นสมาชิก จากการเลือกตั้งนะคะ ที่ ส.ส. สรรหาของพวกท่านพูดเท่าไร ท่านไม่เห็นเคยขัดเลย ทําไมสมาชิกวุฒิสภา
ท่านรสนาครับ ผมพยายาม ให้เกียรตินะครับ ไม่อย่างนั้นซ้ําผมท้วงตลอดเลยนะครับ ท่านต่อแล้วโปรดกระชับด้วยนะครับ
อีกประการหนึ่ง นะคะ ในแง่ของการ
ท่านประสิทธิ์ครับ อย่าประท้วงเลยครับ
ประท้วง ซ้ําซาก ประธานควรจะห้ามบ้างนะคะ แสดงความเป็นกลางหน่อยท่านประธาน จะให้พูดได้หรือยัง หรือว่าจะให้ประท้วงก่อน
ท่านครับ มันมีผู้ประท้วงนี่ ตามหลักแล้วผมต้องให้สิทธิเขาประท้วง แต่ทีนี้ผมกลับขอร้องเขาว่าอย่าประท้วงเถอะ แล้วท่านก็บอกว่าผมไม่เป็นกลาง ผมฟังแล้วก็งงเหมือนกันนะครับ ท่านประสิทธิ์ครับ อย่าประท้วงเลยครับ ไม่เป็นอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วง ผู้อภิปรายมากล่าวหาว่าพรรคของพวกเรา ส.ส. ที่มาจากการแต่งตั้ง ส.ส. ไม่มีมาจาก การแต่งตั้งนะครับ หรือมาจากการสรรหาไม่มี ส.ส. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ระบบบัญชีรายชื่อหรือระบบเขตนะครับ และที่สําคัญที่สุดมากล่าวหาว่าผมนี่ประท้วงซ้ําซาก ผมประท้วงตามข้อบังคับ ที่พูดนั่นล่ะซ้ําซากยืนอยู่นั้นนะครับ ไม่ใช่ประท้วงซ้ําซาก ประท้วง ตามข้อบังคับ ในเมื่อคุณอภิปรายไม่อยู่ในประเด็นผมก็มีสิทธิประท้วงตามข้อบังคับ แต่คุณมาพูด ทั้ง ๆ ที่ประธานว่ากล่าวตักเตือนแล้วยังไปเถียงกับประธานอีก ขอให้ท่านประธาน ดูแลการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยด้วยครับขอบคุณครับ
เข้าใจครับ ขอบคุณครับ ท่านต่อเถอะครับ ช่วยกรุณาด้วยนะครับ
คือท่านก็ กรุณาพวกเราบ้างนะคะ ดิฉันเองต้องการพูดว่าการที่ศาลอุทธรณ์นั้นไม่สามารถที่จะใช้เวลาเพียง ๓๐ วันในการที่จะพิจารณาในการรับเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้ง เนื่องจากว่าถ้าเราลองไปดูนะคะว่า ๑. ศาลอุทธรณ์นั้นไม่ได้มีเขตอํานาจศาลที่จะทําเช่นนี้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าบัญญัติไปแล้ว ปฏิบัติไม่ได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทําให้สภานิติบัญญัติมีปัญหานะคะ
ข้อต่อมา ในกรณีของวิธีการพิจารณาความอาญาตามมาตรา ๒๐๓ ถึงมาตรา ๒๑๕ เขาให้แจ้งไม่น้อยกว่า ๕ วัน แล้วก็สามารถที่จะให้ผู้ที่ร้องนั้นสามารถแถลงปิดคดีได้ไม่เกิน ๑๕ วัน แต่ว่าก่อนการพิพากษานั้นเขาสามารถที่จะร้องอุทธรณ์เพื่อขอขยายเวลาได้อีก ๒ เดือนนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเราลองดูในเรื่องของเวลาก็จะเห็นได้ว่าการที่จะให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินทุกอย่าง ภายในเวลา ๓๐ วันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็จะทําให้ไม่สามารถ ดํารงความยุติธรรมได้ ดิฉันเห็นว่าถ้าหากกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันที่จะใช้กฎหมาย เรื่องท้องถิ่นมาใช้ แล้วก็กําหนดให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณานั้น ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ ไม่ถูกต้อง แล้วก็ดูเสมือนเป็นการทํากฎหมายแบบสุกเอาเผากินนะคะ เพราะว่าสิ่งที่ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากอธิบายว่าที่จําเป็นจะต้องใช้อันนี้เพราะว่าไม่ต้องการที่จะ ออกพระราชบัญญัติเลือกตั้ง สสร. เป็นการเฉพาะเพราะว่าใช้เพียงครั้งเดียว ซึ่งดิฉันเอง ก็ได้คัดค้านนะคะว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้ใช้ครั้งเดียว ท่านยกร่างเอาไว้เพื่อใช้ได้หลาย ๆ ครั้ง เพราะฉะนั้นท่านเองถ้าหากว่าจะหักล้างตรงนี้ท่านก็ต้องอธิบายในส่วนนี้ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าท่านใช้วิธีนี้มันก็จะช้าเหมือนกันนะคะ เพราะท่านก็ต้อง ไปแก้ไขกฎหมายของศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์นั้นสามารถที่จะรับพิจารณากรณีนี้ได้ ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนะคะ แล้วก็ขอยืนยันว่าท่านควรจะพิจารณาให้มีการร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สสร. เป็นการเฉพาะขึ้นมาค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านมณเฑียร บุญตัน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องแสดงความเสียใจกับสมาชิกรัฐสภาที่ได้แปรญัตติแล้วก็อภิปรายใช้เวลาหลายวัน เพราะมิใยว่าเราจะได้แสดงเหตุผลอย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดคณะกรรมาธิการก็ยังคงจะ
ท่านมณเฑียรครับ เข้าสู่ประเด็นที่ท่านสงวนเถอะครับ
ครับ ผมกําลัง เข้าสู่ประเด็นครับท่านประธาน
ไม่ต้องกําลังครับ เข้าเลยครับ
ครับ ประเด็นของผมก็คือว่า สิ่งที่ผมจะอภิปรายไปนี้ผมทราบอนาคตล่วงหน้าแล้วครับว่าอย่างไรเสียท่านก็ไม่เอา แต่ผมต้องทําหน้าที่ครับท่านประธาน เพราะว่าผมไม่เชื่อว่าสิ่งที่ได้ผ่านมติไปแล้วจะนําไปสู่ การแก้ไขและยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างราบรื่น และเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็น ประชาธิปไตยสมดังเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน
ท่านครับ เข้าประเด็นเถอะครับ ที่ท่านสงวนไว้นะครับ
อันนี้เป็นประเด็นนะครับ ท่านประธาน ขอประทานโทษครับ ผมไม่ได้พูดในทุกมาตรา แม้ว่าผมแปรญัตติทุกมาตรานะครับ ท่านประธานครับ ผมกําลังจะเรียนว่าผมได้แปรญัตติในส่วนที่เป็นสาระสําคัญของ มาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งจําเป็นต้องยึดโยงกับมาตรา ๒๙๑/๑๖ เพราะเหตุว่าในร่างฉบับของ รัฐบาลซึ่งคณะกรรมาธิการยังยึดเป็นหลักอยู่ ก็คือท่านกําหนดให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา ภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับ จํานวนวันไม่พูดถึงนะครับ ไม่เป็นอะไร แต่กระผมเห็นว่า ยังจําเป็นต้องยึดโยงกับมาตรา ๒๙๑/๑๖ ก็คือกระผมยังคงเห็นว่าก่อนที่จะมีการ ไปตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อการเลือกตั้ง สสร. นั้น กรณีที่เป็นครั้งแรกก็คือครั้งนี้ จําเป็นต้อง มีการลงประชามติก่อน เพราะกระผมคิดว่าการเลือกตั้ง สสร. เพื่อมาจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้นเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นก่อนที่จะมี การยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมซึ่งเกิดจากผลของการผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้จําเป็นต้อง มีการลงประชามติครับ และการกําหนดให้มีการลงประชามติก็จะต้องกําหนดไว้ในมาตรา ๕ ซึ่งกระผมจะพูดในโอกาสต่อไป แต่ก่อนที่มาตรา ๒๙๑/๕ จะดําเนินการให้มีการประกาศ พระราชกฤษฎีกาเพื่อเลือกตั้ง สสร. นั้น กระผมยังคงเห็นว่าต้องมีความจําเป็นที่จะต้อง ลงประชามติก่อน เหตุผลก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสถานการณ์ การลงประชามติจะเป็นอย่างไรก็ตาม ก็ได้ผ่านความเห็นชอบโดยประชามติของประชาชน เพราะฉะนั้นการยกเลิกรัฐธรรมนูญที่มาจากประชามติของประชาชนโดยเสียงข้างมาก ของรัฐสภานั้น กระผมเห็นว่ามิชอบ และคิดว่าน่าจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเพื่อให้การเป็นไปด้วยความเรียบร้อย กระผมจึงใคร่ขอวิงวอน ขอความกรุณาจากคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมาธิการเสียงข้างมาก และที่ประชุมแห่งนี้ได้โปรดพิจารณาอีกรอบหนึ่ง โดยการแก้ไขในส่วนที่จะต้องประกาศใช้ พระราชกฤษฎีกาภายหลังจากที่รัฐสภามีมติเห็นชอบกรณีที่ท่านนําเอากลับมาเป็นครั้งที่ ๒ นะครับ กรณีที่รัฐธรรมนูญมันตกไปและท่านจะต้องนํากลับมาเป็นครั้งที่ ๒ อันนั้น หากรัฐธรรมนูญตกไปเพราะเหตุอื่น ท่านก็นํากลับมาเป็นครั้งที่ ๒ อันนั้นใช้มติของรัฐสภาได้ ก็ไปประกาศพระราชกฤษฎีกาได้ แต่กรณีที่เป็นครั้งแรกก็คือครั้งนี้ล่ะครับ และกรณีที่ รัฐธรรมนูญตกไปเพราะเหตุว่าไม่ผ่านประชามติท่านก็ต้องไปทําประชามติใหม่โดยกระผม แปรญัตติไว้ตอนหลังว่าจะต้องรออีก ๕ ปี จึงจะนํากลับมาใหม่ได้ กรณีที่ครบ ๕ ปีแล้ว นํากลับมาใหม่ได้ท่านก็ต้องนํามาผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา อย่างไรก็ตามในครั้งแรก ท่านจะต้องผ่านประชามติและถ้าไม่ผ่านครั้งแรก อีก ๕ ปีท่านก็ต้องมาผ่านประชามติอีกว่า สังคมไทยเห็นชอบแล้วหรือยังที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านจึงจะสามารถ ดําเนินการไปประกาศพระราชกฤษฎีกาเพื่อเลือกตั้ง สสร. ได้ อันนี้ล่ะครับเป็นหลักการใหญ่ ซึ่งจะยินยอม เราต้องขอความยินยอมจากพี่น้องประชาชนว่าจะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งจะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยผลของความเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แค่โดยอาศัยเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภานั้น แล้วไปล้มล้างประชามติของประชาชน ผมคิดว่า ไม่ชอบและสุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อรัฐธรรมนูญนะครับท่านประธาน กระผมเคารพ ในหลักประชาธิปไตยซึ่งยึดถือเสียงส่วนใหญ่ แต่กระผมอยากจะขอเรียนอีกครั้งหนึ่งว่า เสียงส่วนใหญ่ในการลงมติจะต้องคํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวม มีหลายครั้งหลายประเทศ ที่เขาใช้เสียงส่วนใหญ่ในสภา เพื่อลงมติดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป แล้วก่อให้เกิด ผลเสียต่อส่วนรวม นําสังคมไปสู่ความล่มสลาย ประเทศเยอรมนีก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ได้พิสูจน์มาแล้ว หลายประเทศก็ได้มีโอกาสใช้เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภานําประเทศชาติไปสู่ ความล่มสลาย ไปสู่ความขัดแย้ง ไปสู่สงครามกลางเมืองมาแล้ว เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะมี เสียงส่วนใหญ่ในสภาเพื่อเปลี่ยนแปลงกติกาสูงสุดของประเทศ เราทําได้โดยกรอบ ของกฎหมายแต่จะต้องชั่ง ตวง วัดให้ดีว่ามันคุ้มค่ากับสิ่งที่จะต้องเสียไปหรือไม่ กระผมจึงขอวิงวอน อีกครั้งหนึ่งนะครับว่าในประเด็นก่อนที่จะมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเพื่อเลือกตั้ง สสร. นั้น จําเป็นต้องขอประชามติจากประชาชนเพื่อขอความยินยอมจากประชาชนว่า จะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งฉบับหรือไม่เพราะนัยของการมี สสร. เพื่อจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญ
ท่านมณเทียรครับ เวียนอยู่ ตรงนี้ครับ ไม่ไปไหนเลย
ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าในการแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๕ ไม่มีผู้ใดพูดถึงเรื่องลงประชามติ
ท่านเวียนของท่านเองหรือครับ ท่านซ้ําของท่านเอง
ครับ ผมกําลังชี้แจง ด้วยเหตุผลที่ต่างกันนะครับท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ผมชี้แจงด้วยเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญ ที่มาจากประชามติเมื่อจะออกก็ต้องอาศัยประชามติ และผมได้ชี้ให้เห็นว่าอันตราย จากการใช้เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาแต่เพียงอย่างเดียวได้นําสังคมหลายสังคมไปสู่ ความล่มสลายมาแล้ว ผมกําลังเตือนสติท่านทั้งหลายครับ ผมเคารพและถ้าโหวตแพ้ ผมก็ยอมรับนะครับ ประการนี้ผมจึงอยากจะขอร้องวิงวอนที่ประชุมว่า ได้โปรดกรุณาฟังเสียงส่วนน้อย ที่ไม่มีพลังอะไรมากมายจากพวกผมเถอะครับ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้สังคมเราก้าวไปสู่ ความถลําลึกเสี่ยงภัยต่อการล่มสลายมากกว่านี้
ประการต่อมา ซึ่งแม้ว่ากระผมไม่ได้แปรญัตติไว้แต่คณะกรรมาธิกา รได้มีการแก้ไข จากเดิมท่านให้เอาหลักเกณฑ์วิธีการเลือกตั้ง สสร. เทียบเคียงกับการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. แต่ท่านเปลี่ยนไปเป็นเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งกระผมจําเป็นต้องคัดค้านเพราะกระผม ไม่เห็นด้วย เพราะผมคิดว่าเมื่อเราจะให้อํานาจ สสร. ไปเขียนกติกาสูงสุดของประเทศ มีความเสี่ยงภัยอย่างสูงอย่างนี้ก็จําเป็นที่จะต้องมีความรัดกุม จะต้องกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการซึ่งใช้มาตรฐานสูงกว่าการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเขารับผิดชอบเฉพาะบริเวณ พื้นที่ท้องถิ่นที่เขาสังกัดอยู่ แต่ สสร. นั้นจะต้องรับผิดชอบต่ออนาคตความอยู่รอด ของประเทศชาติ ชีวิตของพวกเราทั้งหมดในสภาแห่งนี้ ชีวิตของพี่น้องประชาชนอีก ๖๐ กว่าล้านคน อนาคตลูกหลานจะต้องฝากไว้กับ สสร. เหล่านี้ เพราะฉะนั้น เมื่อ สสร. เหล่านี้จะต้องรับผิดชอบอนาคตของประเทศชาติ ความดํารงอยู่ของประเทศที่ชื่อว่า ราชอาณาจักรไทยชั่วลูกชั่วหลาน จําจะต้องมีความคาดหวังสูงกว่าการใช้หลักเกณฑ์วิธีการ ตามการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นอย่างแน่นอน กระผมจะไม่อภิปรายซ้ําสิ่งที่เพื่อนสมาชิก อภิปรายไปแล้ว แต่ผมอยากจะพูดให้เห็นถึงความเสี่ยงภัยที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราใช้กฎเกณฑ์ ที่มีความหละหลวมและตั้งอยู่บนมาตรฐานและความคาดหวังต่อบุคคลที่มารับผิดชอบ พื้นที่เล็ก ๆ เอามาใช้กับบุคคลที่จะต้องมาตัดสินอนาคตของประเทศชาติ ตัดสินชีวิต ของพวกเราทั้งหมดรวมทั้งท่านประธานและผมเองด้วย ถ้าเราไปใช้มาตรฐานเดียวกับท้องถิ่น แล้วเกิดความเสียหายนําสังคมของเราไปสู่ความวุ่นวาย ความขัดแย้งอาจจะถึงขั้น เกิดสงครามกลางเมืองหรือความล่มสลายได้ พวกเราขณะนั้นก็อาจจะไม่มีชีวิตหลงเหลืออยู่ เพื่อจะไปอธิบายลูกหลานได้ใครจะรับผิดชอบ ผมขอกราบวิงวอนอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า ท่านได้โปรดเมตตาเปลี่ยนใจเถอะครับ อย่างน้อยที่สุดถ้าเรายอมเสียเวลา ออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องของการเลือกตั้ง สสร. ออกแบบ สสร. ให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะไหน ๆ ท่านก็ชนะแล้วในเรื่อง ๗๗ คนบวก ๒๒ คน เราจะทําอย่างไรให้ สสร. นั้นดีที่สุด ออกมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด แม้ว่าผมไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขทั้งร่าง แต่เมื่อสภาแห่งนี้มีมติไปแล้วก็ต้องยอมรับ แต่เราจะทําอย่างไรที่จะ เอาอนาคตของประเทศชาติไปไว้ในมือของ สสร. ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่า การที่เราจะต้องออกกฎหมายฉบับดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อฝากอนาคตของประเทศชาติ อันเป็นที่รักยิ่งของเราทุกคน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งออกแบบกฎหมายที่ดีที่สุดเถอะครับ เพื่อเราจะได้ไม่เสี่ยงภัย เพื่อประเทศชาติของเราจะได้อยู่รอด ลูกหลานของเราจะได้อยู่รอด ต่อไปครับ กระผมขอวิงวอนและหวังว่าท่านจะได้โปรดเมตตาพี่น้องลูกหลานของเราต่อไป ในอนาคตครับ ประเทศไทยจะต้องไม่ยุติในเร็ววัน ประเทศไทยจะต้องอยู่ต่อไปอีกหลายร้อย หลายพันปีและตลอดไป ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านอนุรักษ์ นิยมเวช เชิญครับ ท่านวิชาญมีอะไรครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมหารือสั้น ๆ นิดเดียวครับ ผมมองเห็นว่าขณะนี้มีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะสมาชิก ของรัฐสภาแห่งนี้ จะเห็นภาพต่าง ๆ ในส่วนของการประชุม บางทีต้องยอมรับว่าเพื่อนสมาชิก นั่งประชุมอยู่ในที่ประชุม บางครั้งเองอาจจะมีการปรึกษาหารือกัน บางครั้งนั่งนาน ๆ อาจจะ มีอาการในการรู้สึกเหนื่อยแล้วก็เผลอหลับไปบ้างก็มี แต่มีสื่อครับ ผมคิดว่าท่านประธานเองคงจะต้องช่วยกันดูในเรื่องของปัญหาเรื่องสื่อ มีสื่อบางกล้อง ถ่ายไปทั่วครับ ไม่ได้ถ่ายคนอภิปรายละครับ ถ่ายเฉพาะสมาชิก แล้วก็จะถ่ายไปข้างหลัง ถ่ายออกไปด้านหลัง ผมไม่ทราบว่าการดําเนินการในเรื่องของวิธีการควบคุมนะครับ ที่นี่เป็น ห้องประชุมสภา การขออนุญาตสื่อเข้ามาถ่ายในส่วนต่าง ๆ ในห้องประชุมแห่งนี้คงจะต้อง ได้รับอนุญาต ในสมัยอดีตท่านประธานอุทัย พิมพ์ใจชน ผมจําได้ว่ามีสื่อบางกล้องถ่ายชัตเตอร์ (Shutter) จากข้างบนลงมา ท่านประธานอุทัยชี้เลยครับบอกคุณกําลังทําอะไร สมาชิกบางที มีการหารือกันหรือมีการพูดคุยกันก็เอาภาพต่าง ๆ เหล่านี้เอาไปออกต่อสาธารณชน แล้วบางช่องเองน่าเกลียดมากครับ เพื่อนสมาชิกบางคนเผลอเคลิ้ม ๆ สะดุ้งตื่นขึ้นมา ก็เอาภาพตรงนั้นไปออกในรายการข่าว รายการทีวี รายการสื่อต่าง ๆ ผมขออนุญาต ท่านประธานครับ ได้ช่วยให้ทางส่วนของเจ้าหน้าที่ได้ช่วยลองเช็ก (Check) ดูครับ มีสื่อดี ๆ นะครับ เกือบทุกช่องครับ แต่บางสื่อผมคิดว่าจะต้องดูกันนิดหนึ่งครับ ไม่อย่างนั้นเพื่อนสมาชิกเอง หลายคนก็พยายามที่จะบอกกล่าวว่าทําไมปล่อยให้ไปถ่ายในลักษณะซึ่งไม่ได้เป็นการถ่าย เพื่อนสมาชิกที่อภิปราย แต่ไปถ่ายเหมือนกับเจาะจงจะหาเรื่อง ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อที่เอามา ออกข่าวครับ ผมคงขออนุญาตครับว่าลักษณะอย่างนี้ไม่เป็นการปกป้องใครนะครับ หรือทุกคน ที่บอกว่ามีการทําอะไรที่มันผิดหรือไม่ชอบ แต่ลักษณะของคนที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้คงจะต้อง มีสิทธิในการที่จะได้นั่งฟังแล้วก็ทําอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่บอกว่ามีสื่อเข้ามาช่วยดูแลควบคุม ไม่อย่างนั้นเป็นคล้าย ๆ นักเรียนละครับ ท่านประธานขออนุญาตดูด้วยครับ
ขอบคุณครับ ก็ฝาก ท่านเลขาธิการช่วยดูแลด้วยนะครับ แล้วก็ขอความร่วมมือจากสื่อด้วยครับ เพราะเรา ก็ประชุมกันมานี่วันที่ ๗ แล้วครับ ก็มีบ้างอาจจะมีเผลอหลับไปบ้างตามธรรมชาติของมนุษย์ นะครับ ผมว่าพอแล้วกระมังครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตามที่ท่านอดีตรัฐมนตรีวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้อภิปรายหารือกับท่านประธานนั้น ผมเห็นว่า เป็นสิทธิของสื่อมวลชน เป็นสิทธิของนักหนังสือพิมพ์ ของนักโทรทัศน์ นักวิทยุที่จะสังเกต การประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ซึ่งเขาเหล่านั้นก็เป็นเจ้าของประเทศด้วยเช่นเดียวกับเรา ในฐานะที่ต้องรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน ผมมีความเห็นว่าท่านประธานที่เคารพ การทํางานของเพื่อนผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ก็เป็นไปโดยชอบแล้ว เพราะในสถานที่ประชุมแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่ที่เรากําลังพิจารณากฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกภูมิภาค ทุกศาสนาและทุกจังหวัด รวมทั้ง จังหวัดปทุมธานี ท่านประธานครับ ผมจึงขอสนับสนุนการทําหน้าที่ของพี่น้องโทรทัศน์ อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์แบบดาวเทียม หรือโทรทัศน์ของรัฐบาลก็ตาม และไม่ควรที่จะ จํากัดสิทธิเสรีภาพของสื่อ จึงขออนุญาตแสดงความคิดเห็นต่อท่านประธานที่เคารพไว้ ณ โอกาสนี้ กราบขอบพระคุณครับ
สรุปแล้วสมาชิก ก็ต้องระมัดระวังด้วยเช่นกันนะครับ เพราะว่าบางทีในห้องประชุมเราอาจจะทําอะไร ตามอําเภอใจของเรามันคงไม่เหมาะนะครับ แล้วก็ขอความร่วมมือกับสื่อด้วยบางอย่าง ก็ต้องแยกแยะเหมือนกัน ผมไม่เสียเวลาครับต้องขออภัยท่านอนุรักษ์ครับ เชิญท่านต่อเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ในส่วนผมที่มีการแปรญัตติผมมีทั้งส่วนที่แปรญัตติ และส่วนที่คณะกรรมาธิการแก้ไข นะครับ
ในประเด็นแรกก็คือว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคสอง ซึ่งในส่วนผมมีการแปรญัตติ แล้วก็มีคณะกรรมาธิการแก้ไขด้วย ซึ่งประเด็นนี้ท่านสมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีการอภิปราย ประเด็นนี้นะครับ ก็คือในประเด็นวรรคสอง ในกรณีมีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในหมวดนี้ โดยหลักการแล้วมันมีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวด ๑๖ ๒ กรณีนะครับ ท่านประธาน ก็คือกรณีที่ ๑ คือกรณีมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในกรณีที่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีดําเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใน ๒๔๐ วันนะครับ มีกรณีหนึ่งก็คือ การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญใหม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ ก็คือกรณีดังกล่าวถ้าจะมีการจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญไม่สามารถ คือตกไป ในกรณีตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก คือกรณีที่รัฐธรรมนูญนั้นดําเนินการร่างขัดต่อเรื่องของระบอบการปกครองนะครับ หรือว่าเป็นกรณีตกไปเพราะเหตุสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง หรือเป็นกรณีตามวรรคสาม ก็คือเป็นกรณีที่ไม่แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลา เพราะฉะนั้นเป็น ๒ กรณี เพราะฉะนั้น ในส่วนที่ผมแปรญัตติก็คือทางท่านกรรมาธิการได้มีการตัด ขออนุญาตอ่านวรรคสองให้เต็ม นะครับท่านประธาน ให้ดําเนินการในการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่รัฐสภามีมติให้มีการจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตัดคําว่า มาตรา ๒๙๑/๑๖ เพิ่มคําว่าหมวดนี้เข้าไปนะครับ ท่านประธาน ซึ่งเท่ากับว่าจริง ๆ ในความคิดของผม ตัดหรือไม่ตัดของคณะกรรมาธิการ มีความหมายเท่ากัน เพราะเป็นกรณีที่รัฐสภามีมติในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ แต่ถ้าเป็นกรณีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ฉบับเริ่มต้นเลย ที่เป็นการทํา สสร. ที่จะมีเกิดขึ้นในปีนี้ ปี ๒๕๕๕ จริง ๆ แล้วมันเป็นการระบุไว้ในเรื่อง กรอบระยะเวลาอยู่ในมาตรา ๕ ของตัวร่างฉบับแก้ไขดังต่อไปนี้นะครับที่มีการระบุไว้ก็คือว่า ในวาระเริ่มแรกเมื่อมีรัฐธรรมนูญใช้บังคับแล้วให้จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวด ๑๖ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ดําเนินการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ และให้ดําเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๕ และมาตรา ๒๙๑/๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ กราบเรียน ท่านประธานก็คือ ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วทางท่านกรรมาธิการก็มีความประสงค์ดีอยากจะบรรจุ ซึ่งจริง ๆ แล้วมาตราเป็นมาตราต่อเนื่องในเรื่องของที่มา สสร. ในเรื่องคุณสมบัติ คุณสมบัติต้องห้าม พอเริ่มต้นเข้าไปในมาตรา ๒๙๑/๕ มันควรจะเป็นเรื่องของกรอบระยะเวลาในการที่จะ ดําเนินการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ใน ๑๕ วัน ผมคิดว่าตรงนี้มันควรจะต้องเขียนให้สอดคล้องกันว่า คือต้องเป็นกรณีทั้งกรณีหนึ่ง กับกรณีสองตามที่ผมเรียนท่านประธานว่า ต้องมีกรณีที่มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเงื่อนไขของมาตรา ๕ ตอนที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่กับกรณีหนึ่งก็คือตามที่รัฐสภามีมติในการ จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเลยคิดว่าถ้าร่างมาตราตรงนี้ให้มีความสมบูรณ์ ให้สอดคล้องกันว่า เป็นมาตราต้น ๆ และสามารถที่จะเก็บเนื้อความได้ทั้งสองส่วน ผมเลยได้มีการแปรญัตติ ดังต่อไปนี้นะครับท่านประธาน ก็คือว่าให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ตามหมวดนี้นะครับ ใช้คําว่า นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ ตามหมวดนี้ นะครับ หรือวันที่รัฐสภามีมติในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ โดยให้มีระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๒๐ วัน นับแต่วันพระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ ถ้าเขียนอย่างนี้นะครับ เราก็จะได้ใช้กรณีทั้งร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ กรณี คือกรณีเริ่มต้น ตามมาตรานี้ กับกรณีที่เกิดกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เราก็จะครบเงื่อนไขของ ๒ ข้อ กราบเรียนท่านประธานผมไปตรวจสอบในกรณีของตัวการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๕ ที่เป็นเหตุของตัวจัดทําตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขาก็ใช้ข้อความนี้นะครับว่า นับแต่เหตุ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ซึ่งจะทําให้สอดคล้องกัน ถ้าเขียน อย่างท่านกรรมาธิการนะครับ กราบเรียนท่านประธานก็คือวรรคสองมันเท่ากับเป็นกรณีของ เงื่อนไขของมาตรา ๒๙๑/๑๖ คือเป็นกรณีรัฐสภามีมติจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่หมวดนี้ เท่านั้นเองนะครับ เท่ากับว่าเป็นการตีแคบ ๒๙๑/๑๖ แต่ถ้าเป็นกรณีที่จะจัดทํารัฐธรรมนูญตาม สสร. ตรงนี้ ต้องไปดูมาตรา ๕ ก็เลยฝากทางท่านคณะกรรมาธิการช่วยชี้แจงว่าในส่วนนี้ถ้าเขียนอย่างนี้ จะครอบคลุมไหม หรือว่าต้องอ่านกันทั้ง ๒ มาตรานะครับ นั่นคือประเด็นที่ ๑ นะครับ ท่านประธาน
ประเด็นที่ ๒ นะครับท่านประธาน ก็คือว่าในส่วนที่ผมแปรญัตติในประเด็น มาตรา ๒๙๑/๕ ในวรรคสี่ ท่านประธานก็คือว่าในเรื่องหลักเกณฑ์วิธีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนี่นะครับ กราบเรียนท่านประธาน ผมคิดว่าในอดีตในปัญหาของ สสร. ๑ หรือ สสร. ๒ ที่ไม่มีปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้นมา ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาเนื่องจากว่า สสร. ๑ ในเรื่องของการเลือกตั้งระดับจังหวัด ในกรณีตรงนั้นไม่มีการเลือกตั้งจากประชาชน ทางตรง เป็นการเลือกตั้งกันเอง ๑๐ คน แล้วมาให้รัฐสภาเลือก หรือว่าเป็นการเลือกจาก ตัวคัดเลือกก็มาให้รัฐสภาเลือก หรือในกรณี สสร. ๒ ที่เป็นการจัดทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กรณีดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะของการเลือกตั้งจากประชาชนทางตรง เพราะฉะนั้นปัญหาตรงนี้ ในอดีตก็เลยไม่มีปัญหา แต่วันนี้มันก็มีลักษณะของ สสร. ๑ ที่มีการเลือกตั้งจากประชาชน ทางตรงจาก ๗๗ จังหวัด ผมคิดว่าตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องมาร่วมกันคิดว่าวิธีอะไรที่น่าจะ ดีที่สุด หรือหากฎหมายอะไรมาใช้บังคับเพื่อจะให้การดําเนินการในเรื่องของ สสร. ๗๗ จังหวัด สามารถเกิดขึ้นได้ทันที แล้วรัฐธรรมนูญสามารถเกิดขึ้นได้ทันที แล้วรัฐธรรมนูญสามารถออกมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ ทําให้ประชาชน ได้ดําเนินการพิจารณาเพื่อลงประชามติภายหลังจากที่ ส.ส. ร่าง ผมคิดว่าในหลักการ ที่คณะกรรมาธิการเริ่มต้นคิดผมเห็นด้วยที่ว่าคณะกรรมาธิการพยายามจะมองว่ารับฟัง ความคิดเห็นของ กกต. ที่ว่าถ้าเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด อาจนําหลักเกณฑ์วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับ โดยอนุโลม แต่ท่านกรรมาธิการมองว่าถ้าเป็นไปตามร่าง ครม. ท่านกรรมาธิการไม่เห็นด้วย ท่านก็เลยตัดทิ้ง ด้วยเหตุผลที่ว่าตามที่ผมเข้าใจทาง กกต. ก็ได้ทําความเห็นหรือว่าชี้แจง ต่อสาธารณชนว่าถ้าออกมาเป็นระเบียบมันอาจจะไม่ครอบคลุม ควรจะต้องออกเป็นรูปของ พ.ร.บ. แล้วขณะเดียวกันถ้าจะมีการกําหนดโทษอะไรขึ้นมาต่าง ๆ เหล่านั้น ถ้าออกเป็นระเบียบ ก็อาจจะไม่มีความเหมาะสม ทางด้านคณะกรรมาธิการก็พยายามจะแก้ไขจุดนี้ คราวนี้ปัญหาก็คือว่า ท่านคณะกรรมาธิการก็ต้องพยายามหาว่าในส่วนที่จะหากฎหมายมาแทนที่จะทํากันอย่างไรดี วิธีนี่ก็คือ ๑. หากฎหมายเฉพาะขึ้นมาอาจจะเป็นกฎหมายเลือกตั้ง ถ้าออกเป็นกฎหมายเลือกตั้ง คงต้องใช้เวลาผ่านสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรกับตัววุฒิสภานะครับ อีกกรณีหนึ่ง ไม่ออกกฎหมาย ก็พยายามที่จะหากฎหมายเทียบเคียงนะครับ ผมคิดว่าตามแนวทาง ที่คณะกรรมาธิการพยายามจะบอกว่านําเอากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจประกาศกําหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าว ไม่จําต้องนํามาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษา เพราะฉะนั้นเพียงแต่ว่าคณะกรรมาธิการ เลือกใช้วิธีนี้นะครับ เพียงแต่ว่าผมเองในเรื่องของการเทียบเคียง ผมอาจจะมีความคิดเห็น ต่างจากคณะกรรมาธิการหน่อยหนึ่งว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแบบ สสร. เป็นแบบเขต ผมคิดว่า กฎหมายที่จะนํามาเทียบเคียง ใกล้เคียง มันน่าจะเป็นเรื่องของการได้มาซึ่ง ส.ส. ส.ว. โดยเฉพาะเรื่องของการเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งลักษณะของการที่เป็น ๑ จังหวัด รูปแบบของการเลือกตั้ง ส.ว. ในลักษณะของตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีการเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๓ และ ส.ว. ปี ๒๕๔๙ น่าจะเป็นบทบัญญัติที่ใกล้เคียงนะครับ น่าจะแก้โจทย์ในแง่ของตัวคนที่จะมาเป็น คนร่างกฎหมาย ๑. ตอบโจทย์ได้ว่าน่าจะเป็น พ.ร.บ. ที่เหมาะสมใกล้เคียงกับการที่จะมาเป็น คนทํากําเนิดตัว สสร. ๒. ในตัวกฎหมายฉบับดังกล่าวก็จะแก้ปัญหาในเรื่องของประเด็นเรื่องของ การวินิจฉัยชี้ขาดในวรรคสุดท้ายได้มากกว่าในการที่จะดําเนินการที่แก้ไขตามคณะกรรมาธิการ ฉะนั้นตรงส่วนนี้ผมก็เลยขอคําชี้แจงจากคณะกรรมาธิการว่าทําไมทางท่านกรรมาธิการ ไม่นําบทบัญญัติในส่วนเรื่องของการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเหมาะสมกับ ตัวการออกแบบของ สสร. ผมยังคิดว่ารูปแบบของ สสร. เราไม่คิดว่ามันเป็นรูปแบบที่จะสูง หรือต่ํากว่า ส.ส. หรือ ส.ว. มันเป็นรูปแบบของการที่จะให้เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าดีที่สุดผมคิดว่าก็คงต้องออกกฎหมายเฉพาะ แต่ถ้ามันไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องพยายาม ออกกฎหมายเทียบเคียง แต่การออกกฎหมายเทียบเคียงในลักษณะที่จะให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งมีอํานาจประกาศกําหนดบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ไม่จําต้องนํามาใช้บังคับ ในรูปแบบที่นําเสนอ ผมคิดว่าอาจจะมีปัญหานะครับ ว่าการให้อํานาจคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ซึ่งอํานาจหน้าที่เขาจะไปกําหนดยกเลิกกฎหมายบางฉบับอาจจะไม่เหมาะสม ถ้าเป็นไปได้ถ้าจะเอากฎหมายเทียบเคียงอะไรมาใช้บังคับควรระบุไปเลยว่าเอาหมวดไหนมา ไม่เอาหมวดไหนมา ก็จะทําให้เกิดความชัดเจนในการใช้บังคับในแง่ของคนที่จะต้องใช้บังคับ ในกฎหมายฉบับดังกล่าว เพราะฉะนั้นผมเลยขอคําชี้แจงจากคณะกรรมาธิการว่าส่วนที่ผมสงสัย
อีกประเด็นหนึ่งนะครับท่านประธาน ก็คือว่าในเรื่องคุณสมบัติและ ลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามมาตรา ๙๙ (๑) (๒) ซึ่งขาดมาตรา ๓ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ก็คือว่าเอาคนที่อยู่ใน ทะเบียนบ้านหลังสุด ๑ ปี ผมเห็นด้วยไม่ติดใจ เพียงแต่ว่าในส่วนคุณสมบัติต้องห้าม อีกประการหนึ่ง ในมาตรา ๑๐๐ (๑) (๓) (๔) ท่านคณะกรรมาธิการก็ให้สิทธิคนที่ ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผมก็เลยอยากสอบถามว่ามีเหตุผลที่มาที่ไปอย่างไรที่จะให้สิทธิ ของคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพราะว่ามันเกิดหลาย ๆ มาตรฐาน เพราะว่าเขาถูกตัดสิทธิ ในเรื่องของการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. แต่ขณะเดียวกันเขาได้สิทธิในการเลือก สสร. ผมก็เลย ขอคําชี้แจงจากทางคณะกรรมาธิการเพื่อประกอบการพิจารณา
ประเด็นสุดท้ายนะครับท่านประธาน ก็คือว่าประเด็นในเรื่องของการวินิจฉัยชี้ขาด เกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังประกาศ รับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ได้รับคําร้องขอ ผมคิดว่า จริง ๆ แล้วคณะกรรมาธิการก็คงรับฟังจากคําเสนอแนะจาก กกต. พยายามที่จะชี้แจงว่า ให้ศาลอุทธรณ์เป็นคนมีอํานาจที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ตรงนี้ แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่า มันก็คงยังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะใน (๑) ที่ผมค่อนข้างจะมีความเป็นห่วงกังวลนะครับ ท่านประธาน ก็คือเรื่องของระยะเวลา ๓๐ วัน ว่าถ้ามันเกิดไม่เสร็จภายใน ๓๐ วัน จะทําอย่างไร มีโอกาสไหมถ้าจะเลือกรูปแบบนี้ที่จะใช้กระบวนการของ พ.ร.บ. ว่าด้วย การเลือกตั้ง ของตัวสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น แล้วให้ตัวศาลอุทธรณ์ทําภายใน ๓๐ วัน ถ้าทําไม่เสร็จทางคณะกรรมาธิการจะมีแนวทางที่จะปรับปรุงให้มันมีความอ่อนตัว ปรับปรุง ระยะเวลาให้มีความเหมาะสมมากกว่านี้หรือเปล่า แล้วรูปแบบตรงนี้ผมก็มีความรู้สึกว่า เป็นการเขียนกฎหมายที่ควรจะต้องรอบคอบ เพราะเป็นการเขียนกฎหมายซึ่งจะไปอิง ไปอยู่กับ ตัวอํานาจอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นฝ่ายตัวตุลาการ ผมคิดว่ารูปแบบตรงนี้ควรจะต้องพิจารณา อย่างรอบคอบ ในขณะเดียวกันถ้าไปเอาเรื่องของการได้มาซึ่ง ส.ส. ส.ว. ตรงนั้น โดยเฉพาะ การเลือกตั้งการได้มาซึ่ง ส.ว. น่าจะเหมาะสม และน่าจะสามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องของ การวินิจฉัยชี้ขาดคัดค้านการตัดสิทธิการเลือกตั้งและการเพิกถอนได้ ผมก็เลยฝาก ท่านคณะกรรมาธิการช่วยชี้แจงนะครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
เชิญท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเลยดีกว่ากระมังครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่จริงแล้วลําดับการอภิปรายตอนนี้ กราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่ง นะครับว่ามันมีปัญหาเล็กน้อย เพราะว่าพวกเราซึ่งได้แปรญัตติแล้วก็สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ บางทีก็ไม่ทราบครับว่าต้องแสดงตนกันช่วงไหน อย่างเมื่อสักครู่ผมก็ดูว่ามีหลายท่านอภิปราย อยู่ในรายงานก่อนหน้าผมประมาณ ๓-๔ หน้า ก็รอเวลาปรากฏว่าถัดมาก็มีการเรียกคนที่ อยู่หน้าที่เกินเลยไป เพราะฉะนั้นก็มีสมาชิกหลายท่านขณะนี้ เช่นท่าน ส.ส. อลงกรณ์ เช่นเดียวกันที่ยังถูกข้ามไปนะครับ ก็มาต่อท้ายตามกติกานะครับ
ท่านขออนุญาตชี้แจง นิดหนึ่งครับ เราปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ตกลงไว้ตั้งแต่แรก แล้วก็ดําเนินการตามนั้นมาตลอดครับ เดี๋ยวเราจะมีทบกลับอีกที เชิญท่านต่อเลยครับ
สําหรับ มาตรา ๒๙๑/๕ เป็นมาตราที่มีความสําคัญเพราะว่าเป็นเรื่องของการกําหนดแนวทาง ของการที่จะเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ในมาตรานี้มีการแก้ไขเพิ่มเติมค่อนข้างมากในส่วนของคณะกรรมาธิการ ในส่วนที่ กระผมแปรญัตติ แล้วก็สงวนคําแปรญัตติไว้นั้นเป็นเรื่องของเงื่อนเวลาเป็นหลัก ซึ่งกระผม ไม่ติดใจที่จะอภิปราย แต่ว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเขียนรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ว่า จะเลือกตั้ง สสร. กันอย่างไร ผมถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่ ประเด็นแรกที่ผมอยากจะ กราบเรียน แล้วก็เป็นประเด็นที่ผมเข้าใจว่ายังไม่ค่อยมีการได้พูดถึงก็คือปัญหา ของรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้มันเขียนให้ถูกต้องตามแบบกฎหมายไม่ง่าย เพราะว่ามันเป็นความพยายามในการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อนําไปสู่การยกเลิกตัวเอง แล้วก็การดําเนินการจริง ๆ แล้วก็คาดการณ์กันว่าจะเป็นการดําเนินการครั้งเดียว แล้วถ้าหากว่า มันสําเร็จบทบัญญัติที่เราพิจารณากันอยู่ทั้งหมดนี้ก็จะถูกลบล้างไป มันก็เกิดปัญหาขึ้นครับว่า อะไรบ้างสมควรที่จะอยู่ในบทหลัก บทหลักก็คือรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ ไล่เลียงกันไปจนถึง มาตรา ๒๙๑/๑๖ ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นมาตราสุดท้าย ขอโทษครับ มาตรา ๒๙๑/๑๗ และอะไรบ้างควรจะอยู่ในลักษณะของบทเฉพาะกาล ซึ่งขณะนี้เราพูดถึง มาตรา ๔ ก็ลงไปในเนื้อของบทหลัก มาตรา ๒๙๑/๑ จนถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ แต่พอไปสู่ มาตราถัดไป คือมาตรา ๕ ก็จะเป็นลักษณะของบทเฉพาะกาล ประเด็นที่ผมอยากจะถาม ท่านคณะกรรมาธิการว่าทําไมการนําเอารายละเอียดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งว่าไปแล้ว การใช้ครั้งหลักก็คือการใช้ครั้งแรกหลังจากที่สภานี้มีมติเห็นชอบรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ทําไมจึงไม่ไปอยู่ในบทเฉพาะกาล มันน่าจะดูถูกต้องตามแบบกฎหมายมากกว่าที่จะเอา รายละเอียดเกี่ยวกับการดําเนินการเพื่อให้เดินหน้าตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ไปอยู่ในมาตรา ๕ มากกว่าที่จะมาอยู่ในตัวเนื้อ มาตรา ๒๙๑ อันนี้คือประเด็นแรกนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านจะสังเกตก็คือว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ ที่มาพูดถึง การเลือกตั้งกลับกลายเป็นว่าไม่ได้พูดถึงการเลือกตั้ง สสร. ครั้งแรก ไปพูดถึงการเลือกตั้ง สสร. ถ้าจะมีขึ้นเมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ หรือตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ นั่นก็หมายความว่ากําลังพูดถึงการเลือกตั้ง สสร. ในกรณีที่ การดําเนินการในรอบแรกมันมีปัญหา รัฐธรรมนูญที่จัดทํากันใหม่ตกไป แล้วก็ในที่สุดรัฐสภา ก็บอกว่าให้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแล้วก็ว่าตามนี้ แต่การใช้ครั้งแรก ซึ่งอยู่ใน มาตรา ๕ กลับมาอ้างอิงสิ่งที่เขียนไว้สําหรับใช้ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ท่านประธานจะเห็นนะครับ มันเป็นลักษณะการเขียนกฎหมายซึ่งผมมองดูแล้วโดยแบบไม่น่าจะถูกต้อง แล้วมันก็สะท้อนปัญหา ความรีบร้อนที่เกิดขึ้นจากการเขียนรัฐธรรมนูญตรงนี้ ผมต้องกราบเรียนตรงนี้เพราะยังไม่มี ใครพูดถึงประเด็นเหล่านี้นะครับ
ประเด็นสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับวิธีการเขียนกฎหมาย ที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือว่าเราคงจะไม่เคยเห็นรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดนะครับ อิงกฎหมายที่เป็น พระราชบัญญัติ ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญคือบทหลัก การพูดถึงกฎหมายก็คือการเอากฎหมาย มาตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายแม่บท อย่างตอนแรกที่ร่างเข้ามาเมื่อจะให้ กกต. เป็นคนไปออกระเบียบว่าจะเลือกตั้งกันอย่างไร ก็เท่ากับให้อํานาจ กกต. ไปออกระเบียบตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่พอทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากไปแก้ไขด้วยเหตุที่ว่าทาง กกต. ไม่พร้อมที่จะใช้ระเบียบหรือไม่เห็นด้วย กับการที่จะใช้ระเบียบ ซึ่งผมเข้าใจดีเพราะเคยเกิดปัญหานี้ขึ้นมาแล้วในช่วงที่จะมีการยุบสภา ครั้งที่ผ่านมา เนื่องจาก กกต. มองว่าการไปตราระเบียบนั้นความหนักแน่นในการที่จะ คุ้มครองการกระทําของเขามันจะไม่เหมือนกับการมีกฎหมายที่จะเป็นตัวคุ้มครองเขาได้ แต่พอเมื่อท่านตัดสินใจว่าจะไม่เอาระเบียบก็ต้องไปเลือกว่าจะเอากฎหมายฉบับใด ก็จึงตัดสินใจไปเลือกกฎหมายท้องถิ่น แต่ประเด็นของกระผมก็คือว่าเราจึงเห็นหน้าตาของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะดูแปลกไปก็คือ ในบทบัญญัติซึ่งเป็นบทหลักของรัฐธรรมนูญ คือมาตรา ๒๙๑ เขียนโดยไปอิงกับกฎหมาย ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือว่ามีศักดิ์ต่ํากว่าว่าให้ไปทําตามกฎหมายฉบับนั้นฉบับนี้โดยอนุโลม ผมเอง ยังมีความเห็นว่าโดยความถูกต้องแล้ว การเขียนสิ่งเหล่านี้น่าจะไปปรากฏอยู่อย่างมากก็คือ ในบทเฉพาะกาล เพราะไม่ใช่ตัวบทหลักของรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็ฝากไปเพราะว่าไม่ว่า ท่านจะตัดสินใจเขียนว่าจะใช้กฎหมายท้องถิ่น หรือกฎหมายฉบับอื่นใด แบบวิธีการเขียนตรงนี้ ท่านอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเทคนิค หรืออาจจะไม่ใช่สาระหลักก็ตาม แต่ผมคิดว่าก็อยากจะให้ คงแบบที่ถูกต้องเอาไว้ เพราะผมคิดว่าการเขียนกฎหมายสูงสุด และไปอิงกฎหมายศักดิ์ ที่ต่ํากว่ามันก็จะดูแปลกมากในระบบของกฎหมายของเรา
ส่วนประเด็นที่ผมจําเป็นที่จะต้องแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม ของท่านกรรมาธิการ ก็มาที่ประเด็นการเลือกตั้งโดยใช้กฎหมายท้องถิ่น ผมก็กราบเรียน ท่านประธานว่า เท้าความให้ฟังว่าวันที่ผมไปสงวนคือไปแปรญัตติเสนอคําแปรญัตติของผม ต่อคณะกรรมาธิการ ไม่ได้มีเรื่องนี้อยู่ เพราะผมไม่ทราบว่าคณะกรรมาธิการจะมาเปลี่ยนจาก เรื่องของระเบียบของ กกต. แต่ทันทีที่ผมเห็นว่าทางคณะกรรมาธิการได้ตัดสินใจ เอากฎหมายท้องถิ่นมาใช้ ผมก็ได้สอบถามต่อคณะกรรมาธิการว่ามีเหตุผลอะไร และสิ่งแรก ที่ผมได้ท้วงติงไปก็คือว่า ผมฟังการอธิบายการอภิปราย การชี้แจงของสมาชิกของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมฟังคําชี้แจงจากท่านประธานคณะกรรมาธิการ ในทุกโอกาส รวมทั้งในสภาแห่งนี้ในหลายวันที่มีการอภิปราย ท่านยืนยันมาตลอดว่า การเลือกตั้ง สสร. ที่จะเกิดขึ้น ท่านไม่ประสงค์ที่จะให้มีการอิงกับการเมือง หรือพรรคการเมือง เพราะว่าบทบาทหน้าที่ของ สสร. นั้น ไม่เหมือนกับบทบาทหน้าที่ของ ส.ส. ไม่เหมือนกับ บทบาทหน้าที่ของการเลือกตั้งท้องถิ่นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องของการแข่งขันกันในเชิงนโยบาย และที่สําคัญก็คือว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นมันก็จะมีเรื่องพรรคการเมืองเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย ผมก็สอบถามไปว่าอะไรละครับที่จะเป็นป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง กับการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าเราเอากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นมาใช้ วันนั้นทางคณะกรรมาธิการ พยายามชี้แจงผมว่า ได้เขียนเอาไว้ว่าบทบัญญัติไหนที่จะไม่เอามาใช้ก็สามารถที่จะระบุได้ กระผมก็ได้ชี้ให้ทางคณะกรรมาธิการเห็นครับว่ามันไม่ได้แก้ปัญหา มันไม่ได้แก้ปัญหา เพราะอะไรครับ เพราะถ้าเราใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นครับ ในตัวเนื้อของกฎหมาย ท้องถิ่นเองไม่ได้มีข้อห้ามบทบาทของพรรคเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งแต่ประการใดทั้งสิ้น ผมเทียบเคียงให้ท่านประธานเห็นเป็นรูปธรรมว่า ท้องถิ่นหนึ่งซึ่งมีการเลือกตั้งกันทุกคน จะคุ้นเคยดี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคการเมืองสามารถที่จะส่งผู้สมัคร อย่างเป็นทางการได้ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหลายครั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคการเมืองอื่น ๆ ส่งผู้สมัครในนามพรรคได้เลย และการหาเสียงในการเลือกตั้งท้องถิ่นก็ตั้งเวทีปราศรัยแทบจะไม่แตกต่างอะไร จากการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งผมเข้าใจว่ามันไม่ใช่เจตนารมณ์ของผู้ที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญว่าต้องการ ให้มีการเลือกตั้งแบบนั้น แม้แต่การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งก็เพิ่ง ดําเนินการกันไปในบางจังหวัดหรือการเลือกตั้งเทศบาลก็เช่นเดียวกันครับ แม้พรรคการเมือง ไม่ได้ส่งลงสมัครโดยตรงแต่ปรากฏว่ามีการนําเอาพรรคการเมืองไปใช้ในการโฆษณาหาเสียง ในทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น บางครั้งก็มีการเอาโลโก้ (Logo) พรรค เอารูปหัวหน้าพรรค เอารูป สมาชิกพรรคไปติดจนกระทั่งมีการโต้แย้งกันด้วยซ้ําว่ามีมติพรรคเห็นชอบหรือไม่ ก็เป็นปัญหาของ กกต. ต้องไปวินิจฉัยอีกต่างหากว่าที่ทําไปขัดกับกฎหมายหรือไม่ คือพูดง่าย ๆ กฎหมายท้องถิ่นบอกว่าไม่ได้ห้ามนะครับ แต่ว่าถ้าพรรคการเมืองจะส่งก็ต้องมีมติส่ง ก็มีเรื่องที่จะเป็นปัญหายุ่งยากตามมามากมาย ซึ่งการใช้กฎมายท้องถิ่นมาเลือก สสร. ต้องเจอกับปัญหานี้อย่างแน่นอน เมื่อกระผมเสนอสิ่งเหล่านี้ไปผมก็ได้มีการแนะว่ากฎหมาย ที่ตรงที่สุด ถ้าเราต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยตรง แต่โดยเจตนารมณ์ไม่ให้อิงกับพรรคการเมือง ก็คือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพราะเป็นกฎหมายซึ่งมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่า พรรคการเมืองไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว จริงอยู่ครับเราไม่เข้มงวดเท่ากับวุฒิสภาครับ เพราะเราไม่ห้าม คนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองลงสมัคร สสร. ผมเองแม้ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ พรรคการเมืองไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สสร. แต่ผมก็ยอมรับว่าคนที่เป็นสมาชิก พรรคการเมืองก็ควรจะมีสิทธิสมัคร เพราะไม่ควรจะไปตัดสิทธิการเข้ามาทําหน้าที่เป็น สสร. ของเขา เพียงเพราะว่าเขาเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ว่าการที่จะให้พรรคการเมือง จัดส่งลงเป็นระบบ จัดการสนับสนุน จัดการหาเสียงให้ อย่างนี้ผมคิดว่ามันไม่สมกับ เจตนารมณ์ ดังนั้นผมก็จึงมองว่าควรจะเอากฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาใช้ พอผมเสนอไปอย่างนี้ท่านกรรมาธิการก็ชี้แจงผมบอกว่า เคยมีการคิดเรื่องการเลือกตั้ง ส.ว. กฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. มาใช้ แต่ตัดสินใจว่ามีปัญหา เพราะกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาไปมีบทบัญญัติในเรื่องการเลือกตั้งในต่างประเทศ การเลือกตั้งล่วงหน้า จะมีปัญหาในเรื่องของความไม่สอดคล้องในทางปฏิบัติในแง่ของเวลา จะมีปัญหาในเรื่องของ ค่าใช้จ่าย จะมีปัญหาที่ทาง กกต. เองก็เห็นว่าไม่ควรจะมีสิ่งเหล่านี้ กระผมก็ได้กราบเรียน กับทางคณะกรรมาธิการนะครับ บอกถ้าเป็นเช่นนั้นท่านก็สามารถใช้บทบัญญัติที่ท่านร่างขึ้นมาว่า กกต. มีอํานาจประกาศกําหนดบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ไม่จําต้องนํามาบังคับใช้ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวันนั้นหลังจากที่ผมแปรญัตติ แล้วก็ได้มีการแลกเปลี่ยนตรงนี้ ผมก็มี ความคาดหวังว่าทางคณะกรรมาธิการจะนําเรื่องนี้กลับไปทบทวน ปรากฏว่าไม่มีการทบทวนครับ แล้วก็คําชี้แจงเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของการเลือกตั้ง สสร. ก็ยังเป็นไปในทางที่บอกว่า ไม่อยากให้อิง พรรคการเมือง แต่ในการเลือกตั้ง สสร. กลับไปเอากฎหมายซึ่งอนุญาตอย่างชัดแจ้งว่า ให้พรรคการเมืองสามารถส่งสมัครับเลือกตั้งได้ ตั้งเวทีปราศรัยได้ สนับสนุน เป็นกิจจะลักษณะได้ ผมเห็นว่ามันไม่สอดคล้องอย่างยิ่ง ดังนั้นตรงนี้ผมจึงขอยืนยันนะครับว่า ประการแรกควรจะได้มีการเปลี่ยนแปลง นําเอากฎหมายซึ่งดูแล้วจะตรงตามเจตนารมณ์ ที่สุด ถ้าเรามีความตั้งใจว่าไม่อยากให้พรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็คือเอากฎหมาย การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเข้ามาแทน ซึ่งผมเข้าใจว่ามีสมาชิกบางท่านที่ได้แปรญัตติ ในทํานองนี้
ประการที่ ๒ เมื่อจะเอากฎหมายการเลือกตั้ง จะเป็นฉบับใดก็สุดแล้วแต่เข้ามา แล้วก็ยอมรับอยู่แล้วว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องมีบทบาทในการที่จะมาจัดการเลือกตั้ง และดูแลว่าการเลือกตั้งนั้นสุจริต เที่ยงธรรม แต่คณะกรรมาธิการเองกลับไปถอดอํานาจของ กกต. ในการที่จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง โดยโยงกลับไปที่ ศาลอุทธรณ์ ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นการไปหยิบยกเอาบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกรณีที่ เมื่อมีการรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว แล้วมีการร้องคัดค้านจึงจะดําเนินการไป ผ่านกระบวนการของศาล ผมคิดว่าถ้าจะเอารูปแบบของการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเรายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. การเลือกตั้งท้องถิ่นแม้จะมีปัญหาอยู่ แต่ก็เป็นที่ยอมรับว่า กกต. ต้องมีอํานาจในการลงโทษได้ แต่เมื่อมีการรับรองไปแล้ว และเห็นว่าบุคคลเหล่านั้น ได้รับการเลือกตั้ง มีสถานะแล้ว จะถอดถอนเขาจําเป็นต้องไปอิงอํานาจศาลตรงนั้นก็รับได้ ตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่ผมอยากจะติงเช่นเดียวกันนะครับว่า ๑. เปลี่ยนกฎหมายเสีย เอากฎหมาย ส.ว. ๒. ทําอย่างไรให้ กกต. ยังคงมีอํานาจ แต่ว่าถ้าจะมีขั้นตอนไหน ที่ไปเกี่ยวกับศาลก็ดําเนินการกันไปตามแนวทางของกฎหมายที่กําหนดเอาไว้ แต่สิ่งที่กระผม ไม่เคยคาดคิดนะครับ ก็คือว่านอกจากไปอิงกับศาลอุทธรณ์แล้วยังเป็นการไปเขียนบังคับ ให้ศาลต้องพิจารณาให้เสร็จภายในเงื่อนเวลาที่กําหนด ผมยังไม่พูดเรื่องว่ากี่วันนะครับ แต่เอาหลักการนี้ก่อนว่าโดยปกติแล้วการพิจารณาคดีต่าง ๆ เราจะไม่กําหนดเงื่อนเวลาให้กับศาล ยกเว้นว่ามันมีเหตุจําเป็นจริง ๆ เช่นในกฎหมายเลือกตั้ง ก็อาจจะมีการกําหนดว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของผู้สมัครที่จะต้องส่งไปศาล ศาลต้อง พิจารณาให้เสร็จภายในกี่วัน อันนี้เข้าใจได้ด้วย ๒ เหตุผล ๑. ความซับซ้อนคดีจะไม่ค่อยมี มันเป็นเรื่องของการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าสอดคล้องกับคุณสมบัติหรือไม่ ๒. ถ้าไม่กําหนดเวลา ให้กับศาล ปล่อยให้การเลือกตั้งเดินไปแล้วศาลก็ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าคนเหล่านั้น จะเป็นผู้สมัครหรือไม่ มันปฏิบัติไม่ได้ อย่างนี้เข้าใจครับ แต่คดีซึ่งไปขึ้นศาลว่ามีการทุจริต การเลือกตั้งหรือไม่จะมาบอกว่าเป็นคดีซึ่งไม่มีความซับซ้อน เป็นคดีที่สามารถพิจารณา โดยง่าย ไม่จริงละครับ แล้วผมเชื่อว่าท่านกรรมาธิการก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่จริง เพราะทุกท่าน มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนกระจายไปทุกภูมิภาค ทราบดีครับว่ามีกี่คดี แล้วของเลือกตั้งท้องถิ่นซึ่งขึ้นไปสู่ศาลอุทธรณ์มีน้อยคดีนะครับ ผมยังไม่แน่ใจว่ามีสักคดีไหม ที่สามารถตัดสินได้ภายในระยะเวลา ๓๐ วัน ส่วนใหญ่ก็ค้างกันอยู่นานมากครับ เพราะฉะนั้น โดยข้อเท็จจริงแล้วการไปบัญญัติตรงนี้ไม่สอดคล้องอย่างยิ่งกับสภาพความเป็นจริง และสิ่งที่ กระผมกังวลก็คือว่าคําตอบ คําชี้แจงของคณะกรรมาธิการท่านหนึ่งวันก่อนอ้างเลยครับว่า ก็ศาลต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนตรงนี้เพราะว่าที่ขณะนี้มีความวิตกกังวล ต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในรอบนี้วิตกอยู่แล้วครับว่ากําลังมีความพยายามออกแบบ กติกาใหม่เพื่อก้าวล่วงอํานาจของฝ่ายตุลาการ นี่ขนาดยังไม่เริ่มต้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เอาแค่การแก้ไข เริ่มยืนยันแล้วว่ารัฐธรรมนูญต่อไปจะต้องบังคับศาลได้ว่าพิจารณาพิพากษาคดี ภายในกี่วัน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นนะครับ ผมไม่อยากให้เราเริ่มต้นแบบนี้แล้วก็ไปตอกย้ํา ความคลางแคลงใจของพี่น้องประชาชนว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้พรรคการเมือง ยังเข้าไปเกี่ยวข้องและกําลังจะปูทางไปสู่การก้าวล่วงอํานาจของตุลาการเพื่อเอื้อประโยชน์ ให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ผมคิดว่าจําเป็นอย่างยิ่งที่คณะกรรมาธิการจะต้องทบทวนการที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมา มิฉะนั้นแล้ว ความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลว่าพรรคการเมืองเสียงข้างมาก หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะสามารถยึดอํานาจการเขียนกติกาของสังคมไปเอื้อประโยชน์ ไปก้าวล่วง ต่ออํานาจของฝ่ายตุลาการก็จะมีความรู้สึกที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น วันนี้ถ้าท่านยืนยันว่า เจตนารมณ์ไม่ได้เป็นอย่างนี้ เปลี่ยนกฎหมายที่จะนํามาใช้ในการเลือกตั้ง ทําให้มันสอดคล้องกับ ระบบของเราในการที่จะมีหลักประกันมากที่สุดเท่าที่จะมีได้ ซึ่งปัจจุบันคนก็มองว่ายังอ่อนไปด้วยซ้ํา ในการที่จะตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง และอย่าไปกําหนดเงื่อนเวลาให้กับฝ่ายตุลาการ หรือศาลในการที่บอกว่าจะต้องมาตัดสินคดีการทุจริต หรือไม่ทุจริตการเลือกตั้ง ผมจึงขอสงวน คําแปรญัตติในส่วนของเงื่อนเวลา ซึ่งผมไม่ต้องการเห็นความรีบร้อนและผมก็ไม่เห็นด้วยกับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการไปแก้ไขมา แล้วก็อยากให้คณะกรรมาธิการทบทวนในประเด็นเหล่านี้ เพราะเหตุผลที่ผมเสนอท่านไปวันนั้นท่านไม่ได้หักล้างผม แต่ว่าในที่สุดก็ไม่ได้ดําเนินการ ตามแนวทางที่เสนอไปครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ขอแจ้ง ให้ที่ประชุมรับทราบนะครับ เนื่องจากในวันนี้เวลา ๑๗.๓๐-๒๐.๓๐ นาฬิกา ทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทยได้มีหนังสือแจ้งว่าได้มีภารกิจถ่ายทอดสดการบรรเลงเพลง เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ณ บริเวณ หน้าพระเมรุมณฑลพิธีท้องสนามหลวง และนําเสนอข่าวในพระราชสํานักในช่วงเวลา ๑๗.๓๐-๒๐.๓๐ นาฬิกา และในวันพรุ่งนี้เวลา ๑๗.๐๐-๑๙.๐๐ นาฬิกา ทางสถานีมีภารกิจ ถ่ายทอดสดและรายการเช่าเวลาของภาคเอกชนกับทางราชการที่มีสัญญาผูกพัน ซึ่งต้องเผยแพร่ออกอากาศให้ครบตามจํานวน จึงของดการถ่ายทอดการประชุมในช่วงเวลา ดังกล่าว แจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ เชิญท่านนิพนธ์ บุญญามณี ขอชี้แจงผลการหารือ ๔ ฝ่ายนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็เป็นตัวแทนหนึ่งในสี่ฝ่ายที่ได้เจรจาตั้งแต่เช้า ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นมา จนกระทั่งถึงเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกาวันนี้ได้ประชุมกัน ทั้ง ๔ ฝ่ายครับ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ท่านชูชัย ท่านนายแพทย์ชลน่านแล้วก็ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ซึ่งที่ประชุมได้เห็นพ้องต้องกันครับท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ ได้เห็นว่า สิ่งที่กระผมได้สงวนความเห็นไว้นั้นเป็นแนวทางที่จะนํากฎหมายการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในส่วนที่เกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภามาใช้บังคับ กับการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งวันนี้ได้เชิญคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการกฤษฎีกา มาหารือร่วมกัน ซึ่งผมคิดว่าถ้าที่ประชุมกรรมาธิการเสียงข้างมากจะได้รับแนวทางดังกล่าว ไปประชุมหารือกันก็จะได้ข้อยุติครับว่าแนวทางที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้นั้น เป็นทางออกของมาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งผมคิดว่าถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก จะได้มีการเรียกประชุมคณะกรรมาธิการหารือร่วมกันว่าแนวทางดังกล่าวจะเป็นทางออก ผมคิดว่า จะได้ประหยัดเวลาของสภาแห่งนี้ แล้วก็จะได้ทราบว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากจะเห็นด้วย กับแนวทางดังกล่าวหรือไม่ ผมอยากจะให้ท่านประธานได้ลองหารือหรือว่าได้สอบถาม ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านเห็นด้วยในแนวทางดังกล่าวหรือไม่หรือว่าท่านจะใช้เวลา ในการเรียกประชุมคณะกรรมาธิการ ผมคิดว่าถ้าท่านจะได้พักการประชุมสัก ๑๐ นาทีหรือ ๑๕ นาที แล้วก็ไปประชุมหารือกันว่าถ้าเห็นด้วยในแนวทางดังกล่าว ซึ่งได้มีร่างอยู่แล้ว ในขณะนี้ทั้งหมด แล้วก็จะได้มาประชุมกันต่อหลังจากนั้นถ้าท่านเห็นด้วยก็จะได้ประหยัดเวลา ในส่วนที่ท่านสมาชิก ถ้าท่านเห็นด้วยก็ไม่ต้องอภิปรายในประเด็นนี้อีกต่อไป จึงเรียนท่านประธาน ได้โปรดหารือกับทางท่านคณะประธานกรรมาธิการครับ
ขอฟังความเห็นนะครับ จากตัวแทนวิปวุฒิสภา เชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน ครับ
เรียนท่านประธานครับ กระผม คํานูญ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ แล้วก็ในฐานะหนึ่ง ในตัวแทนที่ประชุม ๔ ฝ่ายที่ได้เข้าร่วมหารือตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาประเด็นที่เราหารือกัน ก็สอดคล้องกับประเด็นที่มีการเป็นห่วงกันในที่ประชุมแห่งนี้ โดยหลักการก็คือว่าที่ประชุม ทั้ง ๔ ฝ่ายมีความเห็นร่วมกันว่าเราไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับ กระบวนการเลือกตั้ง สสร. จุดอ่อนของการใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นมาปรับใช้กับ การเลือกตั้ง สสร. นั้น อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจไปในทํานองว่า
ท่านคํานูณครับ ขออภัยนะครับ ผมอั้นเต็มที่แล้ว เพราะฉะนั้นเอาประเด็นว่าตรงกันหรือเปล่าแค่นั้นพอครับ ต้องขออภัยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ก็ตรงกันครับ แล้วก็ขอสนับสนุนว่าขอให้พักการประชุมครับ
ขอบคุณครับ ถ้าอย่างนั้น ขอฟังท่านประธานวิปรัฐบาลเอายืนยันว่าตรงหรือไม่ตรงเท่านั้นครับ
ก็เป็นไปตามที่ทางตัวแทน ๔ ฝ่าย ได้ไปหารือกันแล้วเมื่อทางท่านประธานคณะกรรมาธิการไม่ได้ติดใจอะไรจะใช้โอกาสนี้ ในการพักการประชุมเพื่อให้โอกาสท่านประธานในที่ประชุมได้พักด้วยนะครับ จะได้เป็น แนวทางที่ทําให้การประชุมราบรื่นขึ้นครับ
ถ้าอย่างนั้นครับ ประธานคณะกรรมาธิการเชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ เมื่อทั้ง ๔ ฝ่ายซึ่งรวมถึง ตัวแทนของคณะกรรมาธิการด้วยได้ไปปรึกษาหารือกันและมีข้อสรุปร่วมกันชัดเจน เดี๋ยวคณะกรรมาธิการระหว่างพักประชุมจะได้ขอเรียนเชิญกรรมาธิการได้ไปพบปะประชุมกัน ที่ห้องประชุมงบประมาณเพื่อจะได้หาข้อสรุปในเรื่องนี้เพื่อให้ถูกต้องตามขั้นตอน ในการพิจารณาครับ
ถ้าอย่างนั้นผมพักประชุม ๒๐ นาทีครับ
พักการประชุมเวลา ๑๗.๔๐ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๒๐.๐๕ นาฬิกา
ผมขออนุญาตดําเนินการ ต่อเลยนะครับ ข้อสรุป ๔ ฝ่ายที่หารือ ผลเป็นอย่างไรบ้างครับ วิปว่าอย่างไรครับ ท่านคํานูณครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็เป็นไปอย่างที่ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ขออนุญาตเอ่ยนามได้แถลงไปนะครับ ก็คือผลการประชุม ๔ ฝ่ายที่เริ่มตั้งแต่เช้านี่นะครับ เราห่วงใยกันใน ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือต้องการให้กฎหมายที่นํามาใช้กับการเลือกตั้ง สสร. นั้น ปลอดจากการเมืองโดยแท้นะครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ก็สรุปว่านําเอากฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. มาใช้เฉพาะในส่วนของ ส.ว. และประเด็นที่จะไม่นํามาบังคับใช้ ๓-๔ ประเด็นนั้น ก็ได้บรรจุไว้เรียบร้อยหมดนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นที่อภิปรายกันยาวพอสมควรก็คือ ประเด็นที่จะเขียน กําหนดระยะเวลาไว้ให้ศาล ซึ่งในกรณีใหม่นี้ก็จะเป็นศาลฎีกาพิจารณาว่าร้องคัดค้าน การเลือกตั้งภายใน ๓๐ วันนั้นในที่สุดก็เป็นที่ตกลงกันว่าจะไม่เขียนบรรจุไว้ เพราะว่าศาล ก็จะต้องพิจารณาให้เสร็จสิ้นตามเงื่อนไขที่บรรจุไว้ในมาตรา ๒๑๙/๘ อยู่แล้ว จากนั้นในวันนี้ ในการประชุม ๔ ฝ่ายก็ได้เชิญทางสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมาหารือถึงความเป็นไปได้ ในทุกประการ เชิญทางคณะกรรมการกฤษฎีกามาช่วยกันพิจารณาดู แล้วก็หลังจากที่ได้ ใช้เวลาพิจารณาอยู่จนกระทั่งเมื่อเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ นาฬิกา ก็ปรากฏออกมาเป็นร่างใหม่ ที่จะเสนอให้ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนําไปปรับตามกระบวนการรวมทั้งสิ้น ๑๒ วรรค แต่เนื่องจากว่ากระผมไม่ได้เป็นกรรมาธิการก็ต้องให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการแถลงต่อ แล้วก็เอกสารที่ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการจะได้ทําให้ถูกต้องตามพิธีกรรมตามแบบแผน ของงานสภา ก็จะได้แจกต่อสมาชิกต่อไป จากนั้นถ้าเป็นที่ตกลงกันก็น่าจะพอไปกันได้ แต่ว่าเนื่องจากเป็นการแก้ไขใหม่หมดถึง ๑๒ วรรค รวมเฉพาะที่พิมพ์มานี้ก็ ๑ หน้ากระดาษครึ่ง ทางคณะกรรมาธิการอาจจะต้องชี้แจงให้สมาชิกทราบโดยภาพรวมถึงแผนที่ แผนผังของการเลือกตั้ง ครั้งนี้ทั้งหมดก่อน แล้วถ้าเผื่อว่าสมาชิกมีข้อสงสัยที่จะซักถามก็น่าจะเปิดโอกาสให้จนสิ้นข้อสงสัย ส่วนวันนี้จะประชุมจนถึงกี่โมง ๓ ฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ แต่ว่าเดี๋ยว ๒๐.๐๐ นาฬิกา ตอนนี้ก็เลยมาแล้วก็จะไปประชุมกันอีกทีหนึ่ง เสร็จแล้วก็จะได้กราบเรียนให้ท่านประธานทราบ โดยต่อไป แต่ว่าในส่วนของกระผมของวุฒิสภามีความประสงค์ว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ ภายในวันนี้เราจบการประชุมแค่ลงมติในมาตรา ๒๙๑/๕ เพราะว่าในที่ประชุม ๔ ฝ่ายก็ได้มี ข้อเสนอที่จะพูดคุยกันในมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งถ้าพรุ่งนี้เริ่มแต่เช้า ที่ประชุมก็ประชุมกันไป ตามข้อบังคับ ส่วน ๔ ฝ่ายก็จะนั่งตกลงกันว่าถ้าตกลงกันได้ก็จะทําให้การประชุมสั้นขึ้น เพราะว่าก็มีมาตราอื่น ๆ อีกอย่างน้อย ๑ มาตราที่มีแนวโน้มที่พอจะถอยพอจะยอมกันได้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ก็ขออนุญาตแจ้งไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน ขอบคุณครับ
เชิญท่านนิพนธ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี
ท่านขออภัยนะครับ เอกสารถ้าเรียบร้อยแล้วก็ขออนุญาตแจกได้เลยนะครับ เจ้าหน้าที่แจกได้เลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งได้เสนอขอสงวนคําแปรญัตติเอาไว้นะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งผมได้ขอสงวนคําแปรญัตติในวรรคสี่ว่าหลักเกณฑ์และวิธีการ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและบทกําหนดโทษมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งในมาตรา ๒๙๑/๕ นี้ผมคิดว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาที่ท่านประธานได้สั่งพักการประชุม ก็ได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วในที่สุดคณะกรรมาธิการเอง ก็มีความเห็นด้วยกับในสิ่งที่ผมขอสงวนคําแปรญัตติเอาไว้ นั่นก็คือให้นํากฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ว. มาบังคับใช้ ซึ่งเมื่อเห็นด้วย ในหลักการดังกล่าวนี้จึงต้องไปแก้ไขในรายละเอียดให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว นั่นก็คือ ถ้าเราให้นํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นมาบังคับใช้ก็ต้องไปศาลอุทธรณ์ตามที่ได้ เขียนเอาไว้ แต่ว่าเมื่อคณะกรรมาธิการได้ประชุมกันได้มีการนําเอาข้อเสนอที่ผมสงวนคําแปรญัตติไว้ มาพิจารณาและเห็นด้วยในข้อเสนอที่ให้นํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภามาบังคับใช้ในส่วนของวุฒิสภา มันก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๙ ท่านประธานครับ นั่นก็คือกรณีให้นํากฎหมายเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวกับ ส.ส. และ ส.ว. มาใช้ ถ้ามีการร้องคัดค้านก็ต้องไปศาลฎีกา ตามมาตรา ๒๓๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะฉะนั้นในวรรคสองท่านประธานครับซึ่งคณะกรรมาธิการเองก็คงต้องไปแก้รายละเอียด ให้สอดคล้องซึ่งผมคิดว่าเมื่อสักครู่นี้ท่านประธานได้สั่งให้มีการแจกเอกสารประกอบ การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ซึ่งผมคิดว่ารายละเอียดท่านประธานคณะกรรมาธิการ ก็คงจะได้ชี้แจงรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร แต่ว่าในส่วนนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ได้หารือกันมันก็เป็นไปตาม ข้อบังคับว่าเมื่อคณะกรรมาธิการได้พิจารณาในส่วนของคณะกรรมาธิการซึ่งได้สงวนความเห็นไว้ แล้วคณะกรรมาธิการก็เห็นด้วย แล้วก็ถ้อยคําก็มาแก้ให้สอดคล้องกับคําที่สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ ผมคิดว่าในรายละเอียดนั้นผมอยากจะเรียนให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือเลขานุการ คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงในรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่ท่านสมาชิกจะได้รับทราบว่า ทั้งหมดนั้นในมาตรา ๒๙๑/๕ ในที่สุดแล้วได้สาระใจความว่าอย่างไร ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะให้ ทางฝ่ายเลขานุการได้อ่านบันทึกไว้ก่อนว่าแก้ไขตามนี้ใหม่แล้วนะครับ ของเก่าคงไม่ใช้ ถ้าจะใช้ตามนี้ก็ต้องอ่านบันทึกแล้วสมาชิกก็จะได้พิจารณากันต่อไปท่านประธานครับ
ผมขอความเห็นของวิป ๓ ฝ่าย กับประธานคณะกรรมาธิการที่ได้ไปหารือกันให้ได้ข้อสรุปตรงนี้ก่อนนะครับ ท่านมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี ผมคิดว่าในส่วนของ ๔ ฝ่ายได้ยืนยันตามหลักเกณฑ์นี้ละครับ ได้เห็นพ้องต้องกัน นี่คือเป็นไปตามสิ่งที่กรรมการ ๔ ฝ่ายได้ประชุมหารือกันมาตั้งแต่ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา จนกระทั่งถึงเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา แล้วมานํากราบเรียนที่ประชุมแห่งนี้ จึงนําไปสู่การประชุมของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ผมคิดว่าในขณะนี้ ผมยืนยันได้ครับท่านว่าผ่านการประชุม ๔ ฝ่ายแล้ว
ผมขอฟังความเห็น ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็จากการที่สภาได้เห็นชอบ ให้คณะกรรมการวิป ๔ ฝ่าย ประกอบด้วยวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน วิปวุฒิสมาชิก และตัวแทนของคณะกรรมาธิการได้ร่วม ปรึกษาหารือเพื่อที่จะหาทางออกเกี่ยวกับร่างมาตรา ๒๙๑/๕ ว่าความเหมาะสมควรจะเป็นเช่นไร เพราะว่าตามร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอมาเราเห็นสมควรจะใช้กฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อวิปทั้ง ๓ ฝ่าย และตัวแทนกรรมาธิการ ตลอดจนได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งและเจ้าหน้าที่ จากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาประชุมปรึกษาหารือร่วมกันตั้งแต่เวลา ๙ โมงเช้า มาจนถึงช่วงบ่ายก็ได้ข้อสรุปดังเอกสารถ้อยคําใหม่ที่ได้มอบให้ท่านสมาชิกไปแล้ว คณะกรรมาธิการได้อาศัยช่วงเวลาที่ท่านประธานรัฐสภาได้สั่งพักการประชุม ได้เรียกประชุม กรรมาธิการเพื่อจะตรวจสอบเนื้อหาสาระแล้วก็เปิดโอกาสให้ท่านกรรมาธิการทุกท่าน ได้ซักถามประเด็นที่สงสัย ในที่สุดแล้วคณะกรรมาธิการก็ไม่ขัดข้องถ้าถ้อยคําทั้งหมด ในร่างมาตรา ๒๙๑/๕ เป็นความต้องการของทุกฝ่ายซึ่งได้ส่งตัวแทนไปประชุมร่วมกัน คณะกรรมาธิการก็เห็นว่าการที่จะเปลี่ยนมาใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ตลอดจนได้กําหนด รายละเอียดต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติ ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคัดค้านการเลือกตั้ง การนํากระบวนการ คัดค้านเข้าสู่ศาลฎีกา จนกระทั่งพูดถึงกระบวนการรับรอง และการดําเนินการต่าง ๆ เพื่อที่จะนําไปสู่การเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้สุจริตเที่ยงธรรมและไม่ถูกแทรกแซง จากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด กรรมาธิการเสียงข้างมากแทบจะถือว่าเอกฉันท์ก็ได้ครับ ก็ไม่ได้ขัดข้อง ที่จะรับถ้อยคําใหม่ของมาตรา ๒๙๑/๕ ตามที่ทั้ง ๔ ฝ่ายได้หารือร่วมกันครับท่านประธาน
ทีนี้ประเด็นคือในเมื่อ ๔ ฝ่าย ตกลงเห็นตรงกันแล้วมันควรที่จะมีการอภิปรายหรือไม่ อย่างนี้คณะกรรมาธิการได้พูดถึง ประเด็นนี้หรือไม่
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ เราก็ได้ปรึกษาหารือกัน เราก็คิดว่าเมื่อร่างมาตรา ๒๙๑/๕ ได้ผ่านความเห็นชอบของตัวแทนร่วมกันทุกฝ่ายแล้วก็คิดว่า ไม่น่าที่จะต้องมีการอภิปรายอะไรยืดยาว แต่อาจจะเปิดโอกาสให้ซักถามในประเด็นที่ยังสงสัย หรือท่านใดที่อาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากร่างนี้ก็อาจจะมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งก็คิดว่าไม่น่าจะมีจํานวนมากครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัชฎาภรณ์ครับ ประเด็นหารือกันนี่นะครับ
ใช่ค่ะ ท่านประธาน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันมีประเด็นซักถามและมีประเด็นอื่นที่นอกเหนือจากการใช้กฎหมายเลือกตั้งวุฒิสภา ดิฉันก็ยังจะขออภิปรายอยู่ค่ะ
ผมว่าอย่างนี้ที่จริงถึงมีการแก้ไข สมาชิกก็มีสิทธิที่จะอภิปราย ตรงนี้ไม่ขัดข้อง เพียงแต่ในเมื่อ ๔ ฝ่ายได้ข้อสรุปตรงกันแล้ว ส่วนใหญ่เกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็น่าจะไม่มีปัญหา ก็คือไม่น่าจะติดใจแล้ว ก็เหลือผู้ที่ยังติดใจ หรือมีข้อสงสัยอยู่ก็อาจจะมีสักไม่กี่คน น่าจะเป็นทํานองนั้นนะครับ อาจจะสัก ๓ คน ๔ คน ถ้าลักษณะนี้ก็น่าจะโอเค ที่ประชุมเห็นว่าอย่างไรครับเชิญท่านสุรชัยครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อกรณีข้อหารือของท่านประธาน เกี่ยวกับเรื่องของร่างมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ผ่านการเห็นชอบของที่ประชุม ๔ ฝ่ายนั้น ผมมีความเห็นอย่างนี้ เนื่องจากว่าพวกเราสมาชิกโดยรวมเพิ่งจะได้รับแจกร่างในที่ประชุมแห่งนี้ ประมาณไม่เกิน ๑๐ นาทีที่ผ่านมา ก็กําลังศึกษารายละเอียด หลักการที่ประชุม ๔ ฝ่าย ไปตกลงกันนั้นเราพอได้รับทราบจากการที่พวกเราก็ติดตามความเคลื่อนไหวของการประชุม แต่ว่าพอลงรายละเอียดเนื้อหา ทีแรกก็ไม่ทราบว่าจะออกมาถึง ๑๒ วรรค ทีนี้เมื่อมันมีเนื้อหา ถึงหน้ากระดาษครึ่งนั้น ผมว่าท่านประธานอย่าเพิ่งไปสรุปหรือว่าตัดบทว่าสมาชิก ไม่ควรอภิปรายเยอะ ขอให้พวกเราได้มีโอกาสในการศึกษา และผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนยินดี ให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แล้วหลักที่ท่านประธานได้พูดไปเมื่อสักครู่ก็เป็นหลักที่ชอบ ด้วยข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ก็คือถ้าคณะกรรมาธิการมีการแก้ไข เป็นสิทธิของสมาชิกอยู่แล้วที่จะใช้สิทธิ อภิปรายครับ แต่เรื่องการขอความร่วมมือจากสมาชิกว่าอย่าอภิปรายกันเยอะนั้นผมเห็นด้วย กับท่านประธานนะครับ แต่ว่าต้องเป็นการขอความร่วมมือจากท่านสมาชิกโดยที่ไม่ไปตัดสิทธิ ของสมาชิกที่มีอยู่ตามข้อบังคับ แล้วอีกประการหนึ่งก็คือผมอยากจะให้ท่านประธาน ใช้เวลาช่วงนี้นั้นให้ทางคณะกรรมาธิการช่วยชี้แจงไล่เรียงเป็นทีละวรรคก็จะช่วยทําให้สมาชิก ทําความเข้าใจควบคู่กันไปด้วย เสร็จแล้วหลังจากนั้นค่อยถามสมาชิกว่ามีใครประสงค์หรือไม่ ประสงค์ในการอภิปราย ผมเชื่อว่าด้วยวิธีแบบนี้ก็จะทําให้ลดเวลาแล้วก็จํานวนคนอภิปราย ลงไปได้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านสุรชัยครับ ผมเห็นด้วยนะครับ ท่านศุภชัยครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้สั้น ๆ ครับ ในบรรยากาศหลายวันที่ผ่านมาคงต้องยอมรับว่าพวกเราใช้เวลาในเรื่องของการอภิปราย เรื่องนี้กันยาวนาน เราเข้าใจครับว่าในส่วนของท่านสมาชิกที่ได้มีการสงวนคําแปรญัตติ หรือสงวนความเห็นก็มีความประสงค์ที่จะได้มีการอภิปรายเพื่อนําความเห็นของตัวเอง เข้าสู่การวินิจฉัยของสภาแห่งนี้
ประเด็นที่อยากจะขอเรียนก็คือว่าวันนี้พวกผมซึ่งไม่ใช่เป็นวิป ๔ ฝ่ายก็รอฟัง ความคิดเห็นของท่านทั้ง ๔ ฝ่าย และเราเชื่อว่าวันนี้เราก็ใช้ข้อบังคับซึ่งเป็นภาคพิเศษกัน เพื่อจะไปหาโซลูชั่น (Solution) ที่มันเหมาะสมเพื่อให้มันมีข้อยุติ แล้ววันนี้ผมคิดว่ามันคือข้อยุติ อันนี้ ดังนั้นเราเชื่อในสิ่งที่ท่านไปคุยกันและออกมาด้วยถ้อยคําอันงดงาม เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่าเราคงไม่จําเป็นที่จะต้องมีการอภิปรายกันมากมาย เพราะนั่นก็คือแปลว่า ก็ย้อนกลับไปสู่จุดเดิม ก็คือว่าเรามีความเห็นกันอย่างไรก็ว่ากันตรงไปตรงมา ผมว่าจุดนี้ เป็นจุดที่สื่อเองก็ทราบว่าสิ่งที่เราไปคุยกันคือมีการรับในส่วนที่บางท่านเสนอนะครับท่านประธาน บางภาคเสนอ บางส่วนเสนอและรับกันได้ นั่นแปลว่าเราได้มีการยกเว้นเรื่องหลักที่เราจะต้อง อภิปรายกันมาย่นย่อ เพราะฉะนั้นผมเสนออย่างนี้ได้ไหมว่าเมื่อท่านได้มีการสรุปกันอย่างนี้ ก็อยากให้ทางคณะกรรมาธิการได้มีการชี้แจงถึงที่มาที่ไป และผมว่าเราก็ไม่มีความจําเป็น ที่จะต้องอภิปรายกันอีก ไม่อย่างนั้นเราก็เข้าไปสู่จุดเดิมครับ แล้วต้องพูดกันตรง ๆ ว่าพวกผม พรรคภูมิใจไทยที่เรามีการแปรญัตติเราก็ได้ยอมสละที่จะไม่แปรญัตติ เพราะไม่อยากจะให้ใช้เวลา กับการอภิปรายที่ประชาชนเฝ้ารอกันหลายวันจนผมขออนุญาตที่จะเรียนว่าวันนี้ประชาชน หลายท่านก็บอกผมว่าวันนี้เลิกดูช่อง ๑๑ ไปแล้ว เพราะเราอภิปรายกันมากเกินไป วันนี้หลายท่านบอกว่าออกไป ๑๒ ไมล์ทะเล ผมยืนยันครับ วันนี้เรายังอยู่ที่ปากอ่าวอยู่เลย อย่าให้มันล่มครับ อย่าให้มันล่มตรงนี้ครับ ก็ค่อย ๆ แต่อย่าให้ใช้เวลายืดยาวนานเกินไป อย่าให้มันมีบรรยากาศที่ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกักอยู่ตรงนี้ ค่อย ๆ ครับ แล้วเรื่องนี้ผมยืนยันว่า ผมได้อ่านกันแล้ว เข้าใจแล้ว น่าจะเป็นไปตามนี้ละครับ ท่านประธานครับ พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอว่าขอให้ท่านได้ใช้เวลาอันรวบรัดขึ้นอย่าไปรบกวนเวลาในความเดือดร้อน ของประชาชนที่เราอยากจะมีการประชุมกันในเรื่องปกติสักทีหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ที่จริงมาตรานี้เราหารือกัน มา ๓ วันแล้วนะครับ แล้วก็ ๔ ฝ่ายไปตกลงกันก็ประสานความคิดความเห็นของเรา ๓ วันที่เราได้ถกกันซึ่งก็น่าจะสอดคล้องกับความต้องการของสมาชิกมากที่สุดแล้ว แต่จะให้ ไปสอดคล้องกับความเห็นของทุกท่านมันคงเป็นไปไม่ได้ ก็มีส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจจะไม่ตรง แต่ส่วนใหญ่เขาตรงกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว ส่วนน้อยก็น่าพอจะยอมรับได้ ควรที่จะต้อง เปิดโอกาสให้สมาชิกได้หารือหรือซักถามบ้างพอสมควร ถ้าหลักการอย่างนี้พอไหวไหมครับ ถ้าไหวผมจะได้ดําเนินการต่อเลยครับ ท่านรัชฎาภรณ์เดี๋ยวผมอนุญาตให้อภิปรายไม่ต้องห่วงครับ เอาหลักการนี้นะครับแต่ไม่ใช่อภิปรายกันไม่เหมือนกับเป็นข้อตกลงพิเศษอะไรทํานองนี้ ซึ่งเป็นความเห็นร่วมกันแล้วมันก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี เอาเป็นหลักการนี้ไปก่อนนะครับ ท่านนิพนธ์มีอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ผมคิดว่าท่านประธานน่าจะให้ ฝ่ายเลขาธิการได้อ่านข้อความที่คณะกรรมาธิการแก้ไขแล้วนี้นะครับ แล้วก็บันทึกไว้ ในรายงานการประชุมด้วยแล้วก็หลังจากนั้นจะได้พิจารณาตามนี้ครับ
เป็นขั้นตอนต่อไปครับ เดี๋ยวกําลังหารือให้ได้ข้อสรุปตรงกันก่อนครับ ถ้าตรงกันแล้วผมจะได้ดําเนินการต่อ ก็เป็นข้อสรุปตามนี้นะครับ ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านเลขาธิการครับ ท่านเลขาธิการอ่านข้อความครับ
มาตรา ๒๙๑/๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดให้มีการเลือกตั้งระหว่างสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ให้แล้วเสร็จ ภายในเจ็ดสิบห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองมีผลใช้บังคับ ให้ดําเนินการให้มี การตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่รัฐสภามีมติให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ซึ่งต้องกําหนด วันเลือกตั้งภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าห้าสิบวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา มีผลใช้บังคับและต้องกําหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
เมื่อพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองมีผลใช้บังคับแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศกําหนดวันสมัครรับเลือกตั้งภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ
หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้นําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เว้นแต่ บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการเสียสิทธิจากการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งและบทบัญญัติในส่วนที่ ๙ การลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งของหมวด ๑ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามหมวดนี้ ทั้งนี้บรรดาบทบัญญัติใด ๆ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ถ้าบทบัญญัติ ดังกล่าวบัญญัติให้การกระทําใด ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นความผิด และมีบทกําหนดโทษสําหรับความผิดนั้น ให้นํามาใช้บังคับกับการกระทําใด ๆ ที่เกี่ยวกับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยให้ถืออัตราโทษอย่างเดียวกัน
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามมาตรา ๙๙ (๑) และ (๒) และมาตรา ๑๐๐ (๑) (๓) และ (๔) และต้องมีชื่ออยู่ ในทะเบียนบ้านในเขตจังหวัดมาแล้วไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง
ในกรณีที่มีการย้ายทะเบียนบ้านออกจากเขตจังหวัดหนึ่งไปยังอีกเขตจังหวัดหนึ่ง อันทําให้บุคคลมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตจังหวัดเป็นเวลาติดต่อกันน้อยกว่าเก้าสิบวัน นับถึงวันเลือกตั้ง ให้บุคคลนั้นมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งในเขตจังหวัดที่ตนมีชื่ออยู่ ในทะเบียนบ้านครั้งสุดท้ายเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน
เมื่อได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันเลือกตั้งโดยให้ผู้สมัคร ที่ได้รับคะแนนสูงสุดในการเลือกตั้งแต่ละจังหวัดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ของจังหวัดนั้น
ก่อนประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอํานาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย เว้นแต่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด จะยื่นคําร้องคัดค้าน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้นั้นมีสิทธิที่จะยื่นคําร้องภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง
เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับคําร้องตามวรรคแปด หากเป็นคําร้อง ที่ได้รับก่อนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง สืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศรับรองผล การเลือกตั้ง และหากเป็นคําร้องที่ได้รับหลังจากประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับคําร้องนั้น
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรานี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอํานาจกําหนดระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการเลือกตั้ง วิธีการสืบสวนสอบสวน วิธีการยื่น คําร้องคัดค้าน และการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ตลอดจนการยื่นคําร้องต่อศาลฎีกา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ในการพิจารณาและมีคําวินิจฉัย ให้ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีอํานาจออกข้อกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้การพิจารณา เป็นไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรมและให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่หากระยะเวลาการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึงเก้าสิบวันตามมาตรา ๒๙๑/๘ และศาลฎีกายังไม่มีคําวินิจฉัย ให้การพิจารณาของศาลฎีกาเป็นอันยุติ ในการนี้อาจกําหนดให้ศาลชั้นต้นในเขตจังหวัดนั้น เป็นผู้รับคําร้องแทนเพื่อจัดส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัยหรืออาจให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้สืบพยานหลักฐาน หรือดําเนินการอื่นที่จําเป็นแทนศาลฎีกาได้
ในกรณีที่ศาลฎีกาสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้ใด ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้นั้น สิ้นสุดลง และให้นํามาตรา ๙๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ท่านที่จะอภิปรายครับ เชิญท่านรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎากรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สําหรับมาตรานี้ดิฉันได้สงวนความเห็นเอาไว้ ที่จริงแล้ว ถ้าคณะ ๔ ฝ่าย คุยกันแล้วก็แจ้งตั้งแต่เช้าตั้งแต่แรกที่คุยกันได้ เรื่องนี้มันก็จะไม่ยืดเยื้อเลย แต่เพราะเราไม่ได้ มาบอกกันที่จริงรายละเอียดท่านก็ไปทําทีหลังก็ได้ และแถมยังพรุ่งนี้อีก ดิฉันได้ยินทางฝ่าย ส.ว. บอกว่าพรุ่งนี้ท่านจะประชุมกันอีกในตอนเช้าในมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านจะไปหารือกันแล้ว สภาก็คุยกันไปเรื่อย ๆ ดิฉันว่ามันก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะว่าสุดท้ายมาถ้าท่านตกลงกันได้แล้ว กลับมาท่านก็บอกทุกคนไม่ต้องพูด หลายคนก็จะบอกว่าไม่ต้องพูดเพราะ ๔ ฝ่าย ตกลงกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ให้ ๔ ฝ่ายไปตกลงกันให้จบทุกเรื่องไปเลยดีไหม ดิฉันว่าอย่างนี้ไม่ได้ และถ้าพรุ่งนี้ถ้า ๔ ฝ่ายไปคุยกันมาตรา ๒๙๑/๖ สภานี้ก็ไม่ต้องคุยกันเรื่องมาตรา ๒๙๑/๖ ก็รอฟังผลของ ๔ ฝ่ายก่อนสิคะ ไม่อย่างนั้นก็พูดกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ แล้วท่านก็จะบอก มันซ้ําซากเพราะว่าจะมีหลายคนที่สงวนความเห็นเอาไว้ แล้วก็จะคล้ายกันเพราะมันเป็น มาตราเดียวกัน สําหรับมาตรานี้ที่ดิฉันสงวนความเห็นไว้ก็คือ ดิฉันสงวนเอาไว้ว่าการเลือกตั้ง สสร. ใน (๑) ในการที่จะเลือกตั้ง ที่ท่านบอกว่าให้เลือกตั้งภายใน ๗๕ วัน ที่จริงมีคนอื่นเสนอวันมากวันกว่านี้ แต่ว่าท่าน ก็คงตัดบทไปหมดแล้วล่ะ ดิฉันเสนอว่าก่อนที่จะเลือกตั้ง สสร. ขอให้มีการให้ความรู้กับ ประชาชนที่จะต้องรู้ถึงบทบาทอํานาจหน้าที่ของ สสร. คุณสมบัติของ สสร. เป็นอย่างไร ลักษณะต้องห้ามเป็นอย่างไร ระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องทําอย่างไร เหมือนอย่างที่ ท่านบอกว่าใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาของ ส.ว. แล้วก็ยกเว้นข้อนั้นข้อนี้ ประชาชนต้องเข้าใจนะคะ หรือว่าท่านไม่เชื่อว่าถ้าประชาชนมีความรู้แล้วก็เข้าใจมันจะทําให้ เขาเป็นอิสระ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อ เพราะเดินสายไปพูดเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน อยู่เป็นประจํา การมีส่วนร่วมที่สูงสุดก็คือการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การที่เขาจะตัดสินใจได้ เขาต้องมีความรู้ค่ะท่านประธาน การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ใช่การขอความร่วมมือนะคะ โดยส่วนใหญ่หน่วยงานต่าง ๆ มักจะเข้าใจว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนก็คือการขอความร่วมมือ เชิญพี่น้องมาแล้วก็ขอให้ทําอย่างนั้น ให้ทําอย่างนี้ เชิญพี่น้องมาตอนนี้เราจะมีการเลือกตั้ง สสร. แล้วนะ ขอให้พี่น้องทุกคนไปลงคะแนน เขายังไม่ทราบเลยว่าเลือก สสร. ไปทําอะไร คุณสมบัติเป็นอย่างไร ต้องให้เขาทราบ อย่างน้อยที่สุดถ้าเขาทราบแล้วเขาช่วยตรวจสอบได้ด้วยว่า คุณสมบัติถูกต้องหรือไม่ ไม่ต้องมายกเลิกหรือว่าถอดถอนกันทีหลังเพราะคุณสมบัติไม่ถูกต้อง ประชาชนต้องทราบนะคะ ถ้าเขาไม่ทราบ ๑. เขาตัดสินใจด้วยตัวองไม่ได้ ไหนท่านบอกว่า การเลือกตั้ง สสร. เป็นอิสระ ท่านต้องการให้เป็นอิสระ ถ้าประชาชนไม่รู้เขาจะเลือกได้อย่างไร เขาก็ต้องเลือกตามคนที่มาชวนเขาตามคนที่ชี้แนะเขาเขาไม่มีวันเป็นอิสระได้เลย แต่ถ้าเขามี ความรู้อย่างถ่องแท้ว่าเขาจะต้องเลือก สสร. ไปทําอะไรเขาเลือกได้เลยว่าคนนี้ที่สมัคร คนนี้เข้าท่า ไม่เข้าท่า เป็นได้ เป็นไม่ได้ ไปร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ รู้เรื่องแคบหรือกว้างแค่ไหน เขาก็จะได้ตัดสินใจได้ แล้วถ้าเขาตัดสินใจเลือกโดยอิสระจริง ๆ เขาจะเป็นเจ้าของ สสร. จังหวัดเขานั่นล่ะ ทําไม่ดีเขาก็จะวิจารณ์ หรือถ้าเขามีความคิดเห็นอะไรเขาก็กล้าที่จะไปบอก กล้าที่จะไปเสนอแนะให้ ดิฉันก็เสนอนะคะ แต่ถ้าฟังเสียงแล้วแปลว่าท่านบอกว่ามาตรานี้จบแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันก็เสนอเอาไว้ว่าดิฉันเห็นความสําคัญของการที่จะต้องไปให้ความรู้ กับพี่น้องประชาชน โดยวิธีใดก็ตาม แต่ไม่ใช่ไปออกสื่อหลังชั่วโมงข่าวเท่านั้น แต่ว่าท่านต้องหาวิธี ที่จะให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจอย่าลืมบทบาทอํานาจหน้าที่ แล้วก็ทั้งคุณสมบัติด้วย ลักษณะต้องห้ามด้วย กฎระเบียบที่ต้องใช้ด้วย ท่านอาจจะต้องบอกด้วยซ้ําไปว่า มันจําเป็นอย่างไร สําหรับ สสร. ที่เขาจะต้องเลือกเข้าไป แล้วจะมีทั้งชนิดเลือกตั้ง จะมีทั้งชนิดคัดเลือก ก็ต้องให้เขาทราบแล้วก็บอกให้เขารู้ด้วยว่ามันจะต้องมีทั้งหญิงและชาย ดิฉันวกกลับมาอีกรอบหนึ่ง และนอกจากนั้นในมาตรานี้ดิฉันก็ยังมีคําถามกับ คณะกรรมาธิการว่าท่านกําหนดไว้ด้วยหรือเปล่าว่าเมื่อถึงวันนั้นแล้วหลังจากประกาศผลแล้ว หรือยังไม่ประกาศผลเป็นบางส่วนนี่ท่านกําหนดไว้ไหมว่าจะต้องมีจํานวนเท่าไรถึงจะเปิด ประชุมสภาได้ ถึงจะถือว่าเป็นการครบองค์ประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ เหมือนกับที่บอกว่า ส.ส. กําหนดเท่าไร ส.ว. กําหนดเท่าไร กี่เปอร์เซ็นต์นี่นะคะ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะเปิดไม่ได้ เหมือน ส.ว. สมัยแรกเปิดไม่ได้เลยสักที เพราะฉะนั้นท่านกําหนดไว้หรือเปล่า ยังไม่เห็นอยู่ในร่าง ที่ท่านแก้ไขมาเลยว่าจะต้องอย่างไร ดิฉันได้ยินเมื่อตอนกลางวัน มีท่านผู้มีเกียรติบางท่าน ก็เสนอว่าให้กําหนดเอาไว้ว่าการที่ฟ้องร้อง ร้องเรียนกันไม่เป็นเหตุให้ชะลอการประกาศผล ก็คือให้รับรองไปก่อนแล้วสอยทีหลัง ขอประทานโทษเราเห็นเป็นบทเรียนมาเยอะแล้ว ปล่อยไปก็เหมือนปล่อยผีเข้าป่าค่ะ จะไม่มีทางที่จะสอยได้เลย เพราะระยะเวลาที่เหลือ ที่จะต้องให้ทํางานมันน้อย เพราะฉะนั้นถ้าสอยท่านก็ต้องสอยตั้งแต่แรก อย่าให้คนที่ทําผิดกฎหมาย เหยียบแม้กระทั่งบันไดสภา เพราะฉะนั้นท่านต้องกําหนดให้ชัดเจนว่าท่านจะทําอย่างไร แล้วเมื่อมาถึงที่ท่านแก้ไขนี่นะคะ ท่านใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เว้นบทบัญญัติ การลงคะแนนเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้ง ถ้าที่ผ่านมามีระเบียบของ กกต. ที่บอกว่าถ้าประชาชนจะไปเลือกตั้งนอกเขต ก็ต้องย้ายชื่อไป เมื่อคราวที่แล้วเกิดปัญหา เพราะว่า กกต.ย้ายแล้วย้ายเลย ย้ายแล้วย้ายชื่อ เขาไปแล้วไม่ย้ายกลับมา ที่จริงการย้ายชื่อไปเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. นอกเขตมันควรจะเป็นเฉพาะคราว แต่ถ้าเลือกไปเลยประชาชนไม่ทราบ ชื่อเขาก็อยู่นอกเขต ถ้าท่านใช้อย่างนี้ ท่านยกเว้นไม่ให้ มีการเลือกนอกเขต ก็เรียนถามว่าท่านคิดรายชื่อที่เขาถูกย้ายออกไปแล้วมันจะกลับไป ภูมิลําเนาเดิมเขาโดยอัตโนมัติหรือไม่ ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะเกิดปัญหาอีก ดิฉันก็เรียนถามสั้นๆ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ผมขอเป็น ท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ และตามด้วยท่านวัชระครับ ท่านเกชาเชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดราชบุรี สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อครั้งที่แล้วผมได้สงวนคําแปรญัตติแล้วก็ได้พูดถึงเรื่องของคณะกรรมาธิการวันที่ผมไปแปรญัตติ มานั้น ที่บอกว่าท่านก็ส่งเอกสารให้ ๒-๓ แผ่น แล้วก็บอกว่าถ้าเห็นไม่ตรงก็ให้สงวนเลย จึงเป็นที่ไปที่มา ถึงได้เกิดเหตุทุก ๆ วัน จึงต้องมีการแก้ไขกันอยู่ตลอด วันนี้ประชุม ๔ ฝ่าย ๓ ฝ่ายกันทั้งวันเลย แล้วก็ให้ท่านสมาชิกรัฐสภามานั่งคอยอยู่ทั้งวัน และวันพรุ่งนี้ท่านก็จะประชุม ๔ ฝ่ายกันอีก ในมาตรา ๒๙๑/๖ แล้วก็จะให้สมาชิกรัฐสภาก็มาอภิปรายแก้เกี้ยวไปเรื่อย ๆ ก่อน เพื่อรอ ๔ ฝ่าย ประชุมเสร็จ และจะเป็นอย่างนี้อีกสักกี่วัน เป็นเพราะความเร่งรีบของคณะกรรมาธิการหรือเปล่า ที่เดิมผู้แปรญัตติเกือบ ๒,๐๐๐ ท่าน ท่านไม่ดําเนินการพิจารณาคําแปรญัตติให้เรียบร้อยเสียก่อน ท่านเร่งรีบเอามาเข้าสภา แล้วก็เกิดปัญหาอย่างนี้อีก ขณะนี้ถ้าไม่นับมาตรานี้ ยังมีผู้สงวนคําแปรญัตติ อีก ๘๗๑ ท่าน วันหนึ่งได้เพียงไม่กี่ท่านเอง นี่เป็นเพราะว่าน่าจะเป็นข้อบกพร่องของคณะกรรมาธิการ ที่ไม่ยอมพิจารณาคําแปรญัตติของผู้แปรญัตติเลยแม้จะรายเดียว เพราะท่านมีธงไว้เลยทั้งหมด ก็จึงต้องมาแก้ไขกันทุกวันนี้ และประชุมกันไปก็ลากกันไปอย่างทุกวันนี้ แล้วพอตกค่ํา ก็ส่งเอกสารมาให้ และท่านประธานก็บอกว่าไม่ต้องอภิปรายได้ไหม ท่านก็ทําอย่างนี้ทุกวันเลย ก็ได้นี่ครับยันมาตรา ๒๙๑/๒๐ แล้วก็จบกันไปก็โหวตวาระที่สองได้เลย ผมว่าอันที่จริง ท่านควรจะพิจารณาใน ๔ ฝ่ายในเรื่องนี้ให้เสร็จเสียก่อน จะ ๓ วัน ๔ วัน ๕ วันก็แล้วแต่ แล้วค่อยนํามาให้สภาดูทุกมาตราและจะต้องมีเวลาศึกษาล่วงหน้าก่อนด้วย ไม่ให้ท่านมามัดมือชกครับ ส่งมาเมื่อ ๑๐ นาทีที่แล้ว แล้วก็ให้บอกว่าท่านตรวจดูเองว่าเป็นอย่างไร บางท่านนะครับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญก็ยังไม่มีในมือและจะเอาอะไรไปดู หาเวลานี้ก็ยังหาไม่ทัน ที่ท่านยกเว้นไว้มาตรา ๙ มีอะไรบ้าง ส่วนที่ ๙ มีอะไรบ้าง ก็ยังไม่ได้ดูกัน แล้วส่วนที่จะแปรญัตติ จะแปรญัตติอย่างไรกัน สงวนคําแปรญัตติไว้ เพราะท่านก็บอกว่าตามนี้ ๔ ฝ่ายเห็นชอบแล้ว ถ้ามีผู้สงวนคําแปรญัตติไม่เห็นชอบกับ ๔ ฝ่ายนี้ ก็จะเป็นปัญหาอีก พรรคร่วมรัฐบาลก็บอกว่า ก็ไม่ต้องไปทําอะไรก็ได้ ก็เอาเลยที่ผู้สงวนคําแปรญัตติไว้ท่านจะทําอย่างไรในคืนนี้ แล้ววันพรุ่งนี้ ท่านจะทําอย่างไร ในมาตรา ๒๙๑/๖ อีก หรือจะให้ผู้สงวนคําแปรญัตติมานั่งรอตั้งแต่เช้ายันเย็น ป่านนี้แล้วก็ค่อยมาอภิปรายที่ท่านประชุมวิป ๔ ฝ่ายเสร็จแล้ว ว่าจะรับหรือไม่รับ ตามคณะกรรมาธิการแก้อย่างนี้ท่านเอาไปทําให้หมดเสียก่อนไม่ดีกว่าหรือครับ ที่เหลืออีกประมาณ ๑๕ มาตรา แล้วค่อยไปดําเนินการมาประชุมกันใหม่ จะได้ดําเนินการต่อไปได้ ในส่วนนี้ท่านจะให้รัฐสภามาประชุมทุกวัน ทุกวัน ทุกวันงานอื่นไม่ต้องทํา ในส่วนนี้ผมก็อยากจะให้ประธานคณะกรรมาธิการได้ตอบก่อนดีไหมครับ เราจะได้แปรญัตติ ต่อว่าท่านจะดําเนินการในส่วนนี้ต่ออย่างไร หรือจะให้ผู้แปรญัตติสงวนคําแปรญัตติไปเลย นี่ผมขอหารือท่านประธานก่อนนะครับท่าน
ท่านเกชาครับ มันไม่มีอะไรสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เห็นว่าเราถกกันเรื่องนี้มา ๓ วันแล้ว แล้วก็ได้ฟังความคิดความเห็นจากหลายฝ่าย เพราะฉะนั้นก็ให้วิป ๔ ฝ่ายไปผนวกความเห็นที่ได้ถกกันมา ๓ วัน ให้มันตกผลึกมากที่สุด ก็ตกผลึกมาตามนี้นะครับ ก็ถือว่านี่คือความเห็นจากที่เราถกกันมา ๓ วัน ๓ คืน แต่จะให้ตรงใจ ทุกท่านเป็นไปไม่ได้ แต่มันตรงใจส่วนใหญ่แล้วครับ เพราะฉะนั้นมันเป็นข้อตกลงพิเศษว่า ข้อสรุปที่เราไปถกกัน ๔ ฝ่าย น่าจะเป็นข้อสรุปตรงนี้ น่าจะมีความสมบูรณ์ที่สอดคล้อง ความต้องการของสมาชิกมากที่สุด ทีนี้ถ้าทุกท่านรับเงื่อนไขตรงนี้มันก็จะง่ายครับ แต่ถ้ายังจะไป ติดใจเรื่องอย่างที่ท่านยกขึ้นมาประเด็นเมื่อสักครู่นี้ครับมันก็เดินลําบาก เพราะว่ามันไม่มีอะไร ถูกใจทุกท่านนะครับ เพราะฉะนั้นก็หาทางออกร่วมกันว่าอะไรที่ดีที่สุด ก็เห็นว่า นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด ทีนี้ในเมื่อได้ข้อสรุปใหม่มาตามนี้แล้วก็สอดคล้องกับความเห็น ของสมาชิกส่วนใหญ่แล้วก็น่าจะเป็นเรื่องที่พออนุโลมกันได้นะครับ ก็ต้องขอความกรุณา ท่านเกชาครับ มันมาถึงป่านนี้แล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมก็ไม่รังเกียจว่าวันที่ทําอย่างวันนี้แล้วจะใช้ไม่ได้ ผมเพียงแต่มองว่าวันพรุ่งนี้ต่อไปอีก ท่านก็จะทําอย่างวันนี้อีก พรุ่งนี้มาตรา ๒๙๑/๖ วันมะรืนนี้ก็มาตรา ๒๙๑/๗ ก็จะไล่ต่อไปเรื่อย ๆ แล้วแต่ละมาตรามีผู้สงวนคําแปรญัตติเกือบ ๆ ร้อยราย
ท่านครับ ผมประเมินว่า มันคงจะมีปัญหาอย่างนี้อีกไม่เยอะหรอกครับ อาจจะมีสัก ๑ หรือ ๒ มาตรา อะไรทํานองนั้น
ท่านครับ ผมก็เห็นมีมาทุกวันเลย ท่านครับ
คงไม่ทุกมาตรา ผมคิดว่าอย่างนั้น เอาว่าให้มันจบตรงนี้ไปก่อนดีกว่านะครับท่าน
เอาให้จบวันนี้ไปก่อน
คือแก้ปัญหาตรงนี้ไปก่อน
แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่
พรุ่งนี้เราก็ว่ากัน ตามขั้นตอนปกติ แต่ถ้ามันความเห็นหลากหลาย เดี๋ยววิป ๔ ฝ่ายไปประชุมเพื่อผนวกความเห็น ให้มันตกผลึก แล้วนํามาเสนอพวกเราอีกครั้ง หรือถ้าความเห็นมันตกผลึกกันอยู่แล้วก็อาจจะ ไม่ต้อง แล้วแต่ท่านครับ
คือท่านประธานครับ ในเรื่องนี้ผมมีความเห็นแล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็คล้าย ๆ กัน ก็คือว่าถ้าเป็นไปได้ ถ้าจะประชุมวิป ๔ ฝ่าย ๓ ฝ่าย ๕ ฝ่ายก็แล้วแต่ ท่านไปทําสัก ๒-๓ วันให้เสร็จก่อนได้ แล้วก็เอามาเข้าใหม่ ท่านพักประชุม ๓ วัน ก็ไม่เป็นอะไร แล้วก็มาประชุมต่อกันอีก จะได้เรียบร้อยเลย แล้วท่านก็ได้แจกที่คณะกรรมการแก้ไขแล้วให้สมาชิกรัฐสภาได้รับทราบ แล้วได้ดูสักวันหนึ่ง แล้วก็มาประชุมกันใหม่อีกประมาณสัก ๑๕ มาตรา จะได้เดินต่อไปได้ อย่างง่ายดาย ท่านจะมาดึงอย่างนี้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน ผมก็ไม่ทราบว่าเพื่อประสงค์อะไร
ท่านเกชาไม่ได้แย้งนะครับ หมายความว่ามันไม่ได้จะมีปัญหาอย่างนี้ทุกมาตรา
นี่ท่านพูดเองนะครับ
ก็เอาไปตามนี้ก่อนดีกว่าครับ
เอามาตรานี้ก่อน
ครับ
ได้ครับ ท่านครับ
ขอบคุณครับ
ถ้าอย่างนั้นนะครับ ผมขอสงวนคําแปรญัตติเลยในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมไว้เกี่ยวกับเรื่องการได้มา ซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเกี่ยวกับเรื่องการหาเสียงในการแนะนําตัว ผมมีความเห็น ในส่วนนี้ว่าถ้าจะให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไปเดินหาเสียงเลือกตั้ง ไปติดป้ายประกาศ ติดโปสเตอร์ แจกป้ายแนะนําตัว เราก็รู้ในส่วนนี้มันจะต้องมีการว่าจ้างทั้งรถโฆษณา ทั้งประชาสัมพันธ์ เสียงตามสายก็แล้วแต่ ต้องแจกบัตรแนะนําตัวตามงาน ตามนัด อะไรก็แล้วแต่ ที่จะไปแหล่งชุมชน แล้วจะต้องไปติดป้ายโปสเตอร์ เพื่อให้ผู้คนได้รู้ ฉะนั้นในส่วนนี้ มันก็จะทําให้เกิดมีการเมืองเข้ามาแทรกอย่างแน่นอน เพราะจะต้องมีการไปใช้หัวคะแนน ก็คงจะไม่พ้นจากหัวคะแนนของทางพรรคการเมืองที่มีอยู่ ก็คงหนีไม่พ้นในส่วนนี้ ก็ต้องไป ดําเนินการรับที่จะดําเนินการช่วยหาเสียงอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นไปได้ในส่วนนี้ ผมได้เพิ่มอนุมาตราในส่วนนี้ไว้ว่า ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการแนะนําผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเท่าเทียมกันให้รัฐดําเนินการดังต่อไปนี้
(๑) จัดให้มีการปิดประกาศและติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง
(๒) พิมพ์และจัดส่งเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้งไปให้ ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
(๓) จัดหาสถานที่และจัดสรรเวลาการออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์เพื่อแนะนําผู้สมัครรับเลือกตั้ง
(๔) กิจการอื่น ๆ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนด ในส่วนนี้ก็คือ ให้คล้าย ๆ กับการได้มาซึ่ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ให้ ส.ว. ได้เพียงแค่แนะนําตัว ในบางส่วนเท่านั้น ที่เราต้องการให้ สสร. บริสุทธิ์ผุดผ่องยุติธรรมเราน่าจะให้เขาได้อยู่เฉย ๆ การแนะนําตัวควรจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่จะได้ช่วยปิดประกาศหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่จะส่งเอกสารไปตามถึงบ้านเรือนที่มีอยู่ให้รับรู้ว่าจะมีผู้ใดบ้างสมัครรับเลือกตั้ง โดยที่เจ้าตัว ไม่ต้องไปเสนอตัวให้บุคคลใดมาช่วยเหลือ ไม่ต้องไปเป็นหนี้บุญคุณ ไม่ต้องให้พรรคการเมือง แฝงตัวมาช่วย โดยให้รัฐเป็นผู้ดําเนินการแนะนําตัวให้ทั้งหมด ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยให้เรามี สสร. ได้ อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างแน่นอนในประเด็นที่ท่านแก้ไขมานี้ยังไม่มีเรื่องพวกนี้ ทั้งนี้ ก็ไม่พ้น การที่พรรคการเมืองจะเข้าไปแทรกแซงที่จะให้ได้มาซึ่ง สสร. แต่ขณะนี้บางพรรคก็มีพื้นฐาน มีมวลชนอยู่มากมายก็จะทําให้มีการได้เปรียบและเสียเปรียบ ถ้าเราให้หน่วยงานของรัฐ ได้แนะนําเองก็จะให้การเลือกตั้ง สสร. ได้บุคคลที่เรามั่นใจว่าบริสุทธิ์ ยุติธรรม แล้วก็เที่ยงธรรม และยังเกี่ยวกับเรื่องของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ท่านได้แก้มาใหม่ในวันนี้ ในวรรคสี่เกี่ยวกับ เรื่องการยกเว้น พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งการได้มาของ ส.ส. และ ส.ว. ท่านยกเว้น เป็นบางมาตรา เป็นบางข้อ ซึ่งอันนี้จะทําให้เกิดการสับสนว่าท่านยกเว้นอะไรบ้าง เพราะราษฎรก็ไม่ได้มี พ.ร.บ. รัฐธรรมนูญ เรารู้กันเองว่ายกเว้นส่วนใดบ้าง ยกเว้นบางส่วน ใช้บางส่วน เป็นเหตุนี้เพราะว่าเราไม่ได้ไปออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญมาใช้กับ สสร. ก็จึงทําให้เกิดปัญหาที่พี่น้องราษฎรจะต้องไปไล่หา พ.ร.บ. ฉบับเดิม ในหน้าแรกที่ด้านล่างนะครับ ก่อนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอํานาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย เว้นแต่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ประเด็นนี้ก็เท่ากับว่าเรากําลังยอมรับว่าจะต้องมีการทําผิด กฎหมายเลือกตั้งกันอย่างแน่นอน เพราะจะต้องมีทั้งฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง จะมีการใช้เงินซื้อเสียง หรือจะเป็นรูปแบบอื่นอะไรก็แล้วแต่ เพราะในประเด็นนี้ผมถึงเห็นว่า ไม่ควรจะให้ผู้สมัคร สสร. ได้ไปหาเสียงเลือกตั้ง ควรจะเพียงแค่หน่วยงานของรัฐได้แนะนํา เพียงอย่างเดียว ในประเด็นนี้ผมก็ขอแสดงความคิดเห็นเพียงแค่นี้ครับ และในวันพรุ่งนี้ ก็หวังว่ามาตรา ๒๙๑/๖ ของท่าน ถ้าเป็นไปได้ในคืนนี้ท่านน่าจะหารือกันเสียให้เรียบร้อย พรุ่งนี้มาประชุมก็จะได้เห็นหน้าตามาตรา ๒๙๑/๖ ในวันพรุ่งนี้ตอนเช้าเลยครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ท่านวัชระ เพชรทอง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธาน และการอภิปราย ที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมคงจะไม่ใช้เวลาอันทรงเกียรติของเพื่อนสมาชิกทั้งหลายมากนัก และเพื่อนสมาชิกพรรครัฐบาล ก็ไม่ควรที่จะเตรียมตัวประท้วงแต่อย่างใด ซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานว่า ในมาตรนี้ ผมแปรญัตติไว้เหมือนกับท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ทุกตัวอักษรเพราะว่านั่งติดกัน ท่านประธานครับ ผมสงวนคําแปรญัตติเอาไว้ที่ซึ่งขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า พระอัลเลาะห์ในคัมภีร์อัลกุรอาน ท่านบอกว่าจงพูดความจริงต่อหน้าผู้ปกครองที่อธรรม ก็ขอฝากไปยัง สสร. ที่กําลังจะมีขึ้น ไม่ว่าท่านใดจะเป็นผู้ทรงเกียรติ และฝากกราบเรียน ท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการที่เคารพทุกท่าน ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติ เอาไว้เหมือนกับท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ในหน้า ๑๑๘ ซึ่งผมได้ส่งหนังสือถึงท่าน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในมาตรา ๒๙๑/๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ รัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับใช้ ตรงนี้แตกต่างจากคณะกรรมาธิการที่ท่านบอกว่าได้ไปประชุมวิป ๔ ฝ่าย ก็คล้าย ๆ กับเขมร ๓ ฝ่าย ท่านไปประชุมมาท่านก็บอกว่าให้เลือกตั้งภายใน ๗๕ วัน แต่ผมกับท่าน ส.ส. วิลาศ ก็ได้แปรญัตติเอาไว้ว่าควรจะเป็น ๙๐ วัน เพราะท่านก็ไม่ควรที่จะเร่งรีบ เอาใจใครบางคนให้มากมายนัก ท่านประธานครับ และผมได้แปรญัตติไว้ในวรรคสองถัดมา วรรคสาม และวรรคสี่ ขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานได้ฟังดังนี้ และกราบเรียนพ่อแม่พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศที่ซึ่งติดตามรายงานการถ่ายทอดจากสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ ซึ่งพี่น้องประชาชน ฝากกราบเรียนท่านประธานว่า พี่น้องประชาชนติดตามสนใจและใคร่ที่จะฟังการอภิปราย ของสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือแม้แต่สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งพี่น้องประชาชน อยากเห็นรัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และควรจะไม่ใช่เป็นรัฐธรรมนูญ ที่จะเขียนขึ้นเพื่อเอาอกเอาใจใครบางคนที่อยู่นอกประเทศ
ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติเอาไว้ในมาตรานี้วรรคสองกล่าวว่า การกําหนด วันเลือกตั้งตามวรรคหนึ่งให้กระทําโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องกําหนดเป็นวันเดียวกัน ทั่วราชอาณาจักร
วรรคสอง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไป ตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด โดยนําหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาใช้บังคับโดยอนุโลม
วรรคสุดท้ายที่แปรญัตติเอาไว้ เมื่อได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันเลือกตั้ง โดยให้ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุดในแต่ละจังหวัดเป็นผู้ได้รับเลือก เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของจังหวัดนั้น
ท่านประธานครับ นี่คือถ้อยคําที่ผมแปรญัตติเอาไว้เหมือนกับท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ทุกประการ ในมาตรานี้แต่เดิมนั้นคณะกรรมาธิการจะให้ไปใช้การเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นมาใช้บังคับ เมื่อท่านได้แก้ไขให้เอาการเลือกตั้ง ส.ส และ ส.ว. มาใช้บังคับ ก็เป็นเรื่องที่เรียกว่าคณะกรรมาธิการได้เข้าใจว่าอะไรควรจะเป็น และ อะไรไม่ควรจะเป็น แต่ความล่าช้าในการอภิปรายที่ผ่านมานั้นเป็นเพราะว่าความดันทุรังของคณะกรรมาธิการ ที่ดันทุรังให้มีการเลือกตั้ง โดยใช้กฎหมายของสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งถ้าท่านได้ตกลงแต่แรกว่าให้มีการเลือกตั้ง สสร. โดยใช้กฎหมายการเลือกตั้ง ส.ว. การอภิปรายอาจจะจบสิ้นไปนานแล้ว ท่านประธานครับ ก็ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จังหวัดปทุมธานี จังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง หรือหลายจังหวัด และพี่น้องประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในระดับชาติ โดยเฉพาะที่จังหวัดปทุมธานี ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ซึ่งครอบคลุมไปถึงจังหวัดปทุมธานี ก็ต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวปทุมธานีไว้ ณ โอกาสนี้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อท่านกรรมการทั้งวิป ๔ ฝ่าย ได้ไปปรึกษาหารือร่วมกันแล้วผมเห็นว่าท่านได้ร่างมาน่าจะเป็นกฎหมายที่ดีและเป็นการยืดหยุ่น ที่ท่านรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะต้นร่าง ในการแก้ไขครั้งนี้ท่านนํามาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ประทานโทษ จากท่านนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้นําเสนอความคิดนี้ แปรญัตติเรื่องนี้ต่อท่านคณะกรรมาธิการไปนานแล้วแต่ท่านไม่นําพา ไม่ปฏิบัติ แต่เพิ่งมาตกลงได้ในบ่ายวันนี้ ผมหวังอย่างยิ่งว่าการเลือกตั้ง สสร. ที่จะเกิดขึ้น อยากให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้ตื่นขึ้นมามองเห็นความจริงว่าอะไรเกิดขึ้นกับประเทศเรา และพี่น้องประชาชนแต่ละท่านที่มีภูมิลําเนาอยู่แต่ละภูมิภาค แต่ละจังหวัดก็ต้องมองเห็นถึงความจริงว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศชาติของเรา และเมื่อกําลังจะมีการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ โดยล้มล้างทั้งฉบับ และเขียนขึ้นมาใหม่จะขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้นั้นผมคิดว่า ท่านประธานที่เคารพมีท่านสุนัยท่านประท้วง ขอเชิญท่านพี่สุนัยครับ
เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้อภิปรายนี้เป็นน้องที่ผมรักที่สุดคนหนึ่ง
อย่ามารักผมเลยครับ
คือท่านประธานครับ ท่านประธานก็ได้นําเสนอ แล้วก็เพื่อนสมาชิกที่ได้ไปพูดจากันวิป ๔ ฝ่าย ก็จบหมดแล้ว ผมคิดว่าถ้าท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ จะสอบถามในรายละเอียด อันนี้ไม่ขัดข้องเลยครับ แต่ว่าถ้าเราอภิปรายกันจนแบบเช่นนี้อีก ผมเข้าใจว่าท่านประธานกําลังเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านั้น ท่านประธานครับ จะเป็นไปได้ไหมว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิครับ ถ้าท่านอภิปรายแต่ขอให้อยู่ในกติกา ในกฎเกณฑ์ และ ๒. ขอสปิริท (Spirit) หน่อยได้ไหมครับ ขอน้ําใจหน่อยได้ไหมครับจากการที่มีตัวแทนฝ่ายต่าง ๆ ได้คุยกัน เราไม่ไปห้าม อะไรละครับ แต่ขอสปิริทของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ประชาชนเขาเห็นว่า เราไม่ได้เอาเป็นเอาตายกัน เรามีเจตนาร่วมกันที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังนั้นที่เห็นขัดแย้งกัน เราก็หาทางออกด้วยการตกลงกันเป็นระยะ ๆ แล้ว ดังนั้นถ้าท่านประธานจะกรุณาต่อไป ซึ่งผมทราบมาว่าท่านก็เหลือคนเดียวตอนนี้ ท่านรองประธานก็เดินทางไปที่อื่นขอให้ท่านถาม ที่ประชุมได้ไหมว่าท่านใดจะเอาอีกสักกี่คน ๒ คน ๓ คน พอหอมปากหอมคอก็ผ่านได้ แล้วก็กรุณาอย่าไปไกลท้องทะเล อย่าให้ไกลถึงทะเลอาหรับเลยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านวัชระครับ ท่านสุนัยขอน้ําใจ ผมขอด้วยอีกคนนะครับ ทีนี้เรามีข้อสรุปตกลงกันวิป ๔ ฝ่ายแล้วก็น่าจะอภิปรายในประเด็นกัน พอสมควรก็น่าจะผ่านได้แล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องขอความกรุณา เพราะมีผู้เสนอชื่อเข้ามาอยู่ ในนี้เหลืออีก ๘ ท่านครับ เมื่อสักครู่ก็อภิปรายไปแล้ว ๓ ท่าน ๔ ท่าน ยังเหลืออีก ๘ ท่าน ก็เอาพอสมควรนะครับ ท่านวัชระเชิญต่อเลยครับท่าน
กราบขอบพระคุณ ท่านประธาน ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ที่ได้ลุกขึ้นประท้วง เมื่อท่านประธานขอ ผมก็ยินดีที่จะให้ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาได้ลุกขึ้นอภิปรายถึงเหตุผล ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต นั่นไม่ใช่อะไรเลยครับท่านประธาน เพราะ ส.ส. ส.ว. ต่างมีประสบการณ์ และรู้กันว่า เปรียบเสมือนกับภาษิตที่ว่า ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ แล้วรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อเราจําเป็นลุกขึ้นพูดในสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องบอกความจริงให้กับพี่น้องประชาชน
ท่านวัชระครับ เห็นนมไก่แล้วละครับ ต่อเถอะครับ
ท่านประธานครับ นาทีสุดท้ายของการอภิปรายในมาตรานี้ซึ่งให้ตามที่ท่านประธานได้ขอร้อง และด้วยความเคารพ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าที่ท่านวิป ๔ ฝ่ายได้เสนอกฎหมายเข้ามาในมาตรานี้ ในวรรคเจ็ดนั้น ที่ท่านบอกว่าก่อนประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตรงนี้ถ้าเพิ่มคําว่า ได้ สักคําหนึ่ง จะได้ไหม สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ และเว้นวรรค หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือถ้าท่านไม่มีคําว่า ได้ ผมก็ไม่ติดใจ แต่ประการใด แต่ถ้าใส่คําว่า ได้ ไว้ก็จะทําให้เห็นว่ามันชัดเจนขึ้นว่าเป็นอํานาจของ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมา ยเว้นแต่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ท่านประธานที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออภิปรายแต่เพียงเท่านี้ เพื่อเป็นไปตามที่ท่านประธานบัญชาขอขอบคุณ
ท่านวัชระก็น่ารักเหมือนกันนะ ขอบคุณมากครับ ขอเป็นสลับมาทางนี้ ท่านสุรชัยเชิญครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการว่าต้องชื่นชมที่ท่านยอมให้มีการปรับแก้ไข มาตรา ๒๙๑/๕ และหลายเรื่องที่ท่านปรับเพิ่มมาในเอกสารที่แจกให้ที่ประชุม ก็คือ ปัญหาที่ผมได้อภิปรายไว้เมื่อตอนกลางวัน ไม่ว่าเรื่องของการคัดค้านการเลือกตั้งก่อน หรือหลังประกาศผลวิธีการพิจารณาของ กกต. วิธีพิจารณาของศาล ท่านก็ยอมแก้เป็นศาลฎีกา ก็ขอบคุณท่านอีกครั้งหนึ่ง แต่ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากจะขอให้ทางคณะกรรมาธิการได้ช่วยชี้แจง ให้พวกเรามีความเข้าใจ โดยเฉพาะตัวผมเองอ่านแล้วยังมีข้อสงสัย ก็คือข้อความ ในมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคสี่ ท่านใช้ข้อความอย่างนี้ครับ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้นําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ในส่วนที่เกี่ยวกับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เว้นแต่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการเสียสิทธิ และท่านก็ว่าไปเรื่อยครับ จนกระทั่งถึงข้อความตรงที่ว่าของหมวด ๑ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาใช้บังคับ โดยอนุโลม ผมมีความเห็นว่าถ้อยคําที่ท่านจัดเรียงไว้อย่างนี้นั้นอ่านแล้วมันทําให้เข้าใจยาก ถ้าท่านลองปรับข้อความใหม่ แค่เรียงลําดับใหม่ จะอ่านแล้วได้ความเข้าใจมากขึ้น ก็คือนําคําว่า มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาต่อท้ายคําว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเสีย ก็จะได้ความว่า หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้นําพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่เรื่องอะไร ที่ท่านจะไม่เอามาใช้ก็ต่อข้อความไปนะครับ จะได้ข้อความที่ต่อเนื่องและเข้าใจง่ายมากกว่า นั่นคือประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือข้อความในวรรคห้า วรรคห้าท่านปรับแก้เรื่องของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จากเดิมต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ๑ ปี มาเป็นว่าไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ตามที่ผมอภิปรายไปเมื่อเช้า ตรงนี้ก็ต้องขอบคุณท่านอีกครั้งหนึ่ง ก็จะเชื่อมโยงไปสู่การที่ท่านโยงไปหารัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๙ (๑) และ (๒) โดยไม่ต้องนํา (๓) ของมาตรา ๙๙ มาใช้ถูกต้องแล้ว เนื่องจากท่านไปแก้ เรื่องของระยะเวลาจาก ๑ ปีเป็น ๙๐ วัน แต่ประเด็นก็คือในมาตราที่ท่านให้นํามาใช้ต่อไป คือมาตรา ๑๐๐ ท่านยังคงให้นําเฉพาะ (๑) (๓) และ (๔) มาใช้ ไม่นํา (๒) มาใช้ อยากจะให้ท่าน ช่วยกรุณาอธิบายถึงเหตุผลให้มีความเข้าใจ เผื่อผมคล้อยตามตามเหตุผลของท่าน ผมจะได้คลายข้อสงสัยได้
อีกประเด็นหนึ่งก็คือในวรรคสิบ เริ่มต้นด้วยข้อความอย่างนี้ท่านประธาน เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรานี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจกําหนด ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการเลือกตั้ง วิธีการสืบสวนสอบสวน วิธีการยื่นคําร้องคัดค้าน และการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ตลอดจนการยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และวรรคถัดไปท่านก็ไปเพิ่มอํานาจให้ศาลฎีกามีอํานาจออกข้อกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว เที่ยงธรรม และให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ผมยังเห็นว่า เรื่องของถ้อยคําที่ท่านยกร่างมานี้นั้น ผมยังเห็นต่างว่าควรที่จะต้องมีการปรับถ้อยคําเพิ่มเติม แต่เพื่อที่จะประหยัดเวลาในการอภิปรายให้เพื่อนสมาชิกท่านอื่นได้อภิปราย เดี๋ยวผมจะขออนุญาต ท่านประธานผ่านไปคณะกรรมาธิการอย่างนี้ครับว่า ผมจะปรับแก้เป็นหนังสือแล้วยื่นส่งให้ คณะกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ยินดีครับ ขอบคุณท่านสุรชัยครับ เชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมรบกวนเวลาสั้น ๆ ครับท่านประธาน ทั้งนี้เพราะว่าเดิมกระผมได้แปรญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้ออกเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อพิจารณาจากการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ รวมทั้ง คณะกรรมาธิการได้กรุณารับเอาข้อสังเกตของกระผมที่ให้มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้ที่กระทําความผิด โดยให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย และให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้มีสิทธิยื่นคําร้องนั้น ก็เป็นข้อเสนอที่กระผมได้เสนอไว้ ก็ขอบคุณที่กรุณา รับมาแก้ไขโดยบรรจุไว้ในวรรคเกือบสุดท้ายของมาตรา ๒๙๑/๕ แต่ท่านประธานครับ กระผมต้องขอฝากข้อสังเกตกับท่านประธานไว้ กล่าวคือกรณีที่เกิดขึ้นนี้ที่มีคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย นั้น ก็เป็นกรณีที่ไม่มีข้อบังคับ หรือรัฐธรรมนูญรับรองไว้ แต่ก็เป็นดุลยพินิจของท่านประธาน ที่แก้ปัญหาของความยุ่งยากในการอภิปราย การที่กําหนดให้มีการประชุม ๒ ฝ่าย ๓ ฝ่าย ๔ ฝ่าย ก็ดีนั้น น่าจะเป็นแต่เพียงเรื่องการพิจารณาเรื่องวันประชุม เวลาประชุม และเรื่องอื่น ซึ่งน่าจะไม่พูดถึงในเรื่องกรณีเกี่ยวกับสาระสําคัญในแต่ละมาตราของกฎหมายนั้น ๆ แต่คณะกรรมการ ๔ ฝ่ายของเราวันนี้นั้นได้พูดถึงสาระสําคัญของกฎหมาย แต่ก็เป็นที่น่ายินดี ท่านประธานยังกรุณาให้สิทธิของสมาชิกที่ไม่เห็นชอบด้วย แต่ผมมีข้อสังเกตว่าท่านประธาน กรุณาอย่าใช้วิธีการนี้ให้บ่อยนัก เพราะมันจะเป็นปัญหาในอนาคต ขอให้ใช้เฉพาะวิธีการนี้ เมื่อหมดทางไปหรือเจอทางตันจริง ๆ ที่กระผมพูดเช่นนี้เพราะว่ามีสมาชิกท่านหนึ่ง ได้อภิปรายคือท่านรัชฎาภรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านบอกว่าพรุ่งนี้ก็อาจจะมีการประชุม ๔ ฝ่าย เพื่อพิจารณามาตรา ๒๙๑/๖ อีก ท่านประธานครับ กรุณาอย่าทําเช่นนั้น ต้องปล่อยให้ สมาชิกอภิปรายไปเต็มที่ตามสิทธิของสมาชิก ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ สมาชิกทุกคนมีสิทธิ ผู้แปรญัตติมีสิทธิ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยมีสิทธิ ถ้ากรรมาธิการแก้ไขสมาชิกทุกคนมีสิทธิ สมาชิกทุกคนถ้าได้รับการชี้แจงผมเชื่อว่าก็ทราบดีว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร แต่ถ้าจะมา ประชุมกันว่ามาตรา ๒๙๑/๖ เอาอย่างนั้น อย่างนี้น่าจะไม่ถูกต้อง และน่าจะเป็นการกดดัน สมาชิกผู้มีสิทธิตามข้อบังคับและตามรัฐธรรมนูญ จึงฝากเป็นข้อสังเกตครับท่านประธาน
ท่านสมชาย แสวงการ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ก็ต้องขอบคุณท่านประธาน แล้วก็เห็นใจท่านประธานรัฐสภา ต้องชี้แจงด้วยว่าท่านรองประธานรัฐสภาคือท่านประธานวุฒิสภา พลเอก ธีรเดช มีเพียร นั้น ท่านมีภารกิจเดินทางไปต้อนรับท่านประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองของจีนและคณะ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ได้ทอดทิ้ง ผมเองก็คิดว่าใช้เวลาสอบถามคณะกรรมาธิการไม่ยาว เพื่อจะได้
ทราบครับท่านสมชาย ท่านได้เรียนกับผมแล้ว แล้วผมก็ได้เรียนกับท่านแล้วว่าไม่ต้องห่วง ท่านไปปฏิบัติภาระหน้าที่ครับ
พอดีเมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกพาดพิงว่าท่านประธานไม่อยู่นะครับ มีเรื่องที่ต้องเรียนกรรมาธิการอย่างนี้ครับว่า ขอบคุณคณะกรรมาธิการครับเราก็ไม่เสียเวลาไป ๗ วัน ๗ คืนเปล่า ๆ คณะกรรมาธิการเริ่มยอม แก้ไขตามที่คณะกรรมการ ๔ ฝ่ายได้ร่วมกันพิจารณาแล้ว ก็เรียนว่าดีใจที่เสียงทักท้วงของ สมาชิกวุฒิสภาและพรรคฝ่ายค้านซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยท่านรับฟัง ถึงแม้จะยังไม่ตรงกับที่ผม แปรญัตติไว้ก็ตามในเรื่องที่ผมเสนอให้มีร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายโดยตรงเฉพาะของการเลือกตั้ง สสร. แล้วในอนาคตถ้าเราจะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ทําได้อีกแล้วเป็นประชาธิปไตยเสียด้วยซ้ํา ถ้าท่านจะไม่ทําแล้วใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. โดยอนุโลมก็สุดแท้แต่ที่ประชุม ผมเองก็ยังมีประเด็นที่ต้องซักถาม เพื่อความเข้าใจ ๒-๓ ประเด็น แล้วก็ยังฝากในประเด็นที่ในการเสนอนั้นผมเสนอให้มีการ ใช้การเลือกตั้งแบบเดียวกับ ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ก็คือการไม่ให้มีการหาเสียงเลือกตั้ง นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้ผู้สมัคร สสร. ไปหาเสียงเลือกตั้ง เพียงแต่ว่าให้คณะกรรมการ จัดการเลือกตั้งนั้นมีสถานที่ที่แนะนําตัว มีการจัดเวลาให้ มีสถานที่ติดป้าย ไม่ต้องใช้เงิน ในการหาเสียงทั้งจังหวัดท่านจะเลือก สสร. ๗๗ คน สสร. ๑ คนต้องเดินทางทั้งจังหวัด จังหวัดใหญ่ ๆ อย่างจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดนครราชสีมา หรือจังหวัดที่อยู่ห่างไกลกัน ในหลายร้อยกิโลเมตร หมดเงินค่าหาเสียงเลือกตั้งกันเป็นล้านบาท ผมก็ยังมีคําถามว่า ถ้าจะให้เป็นอย่างนั้น สสร. ซึ่งต้องมาเสียสละทํางานแค่ ๒๔๐ วัน รับเงินเดือนเท่า ๆ กับ ส.ส. ส.ว. ก็ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท คูณแล้ว ๘ เดือน อย่างไรก็ขาดทุน เพราะฉะนั้น อยากได้ผู้เสียสละแล้วท่านไม่ต้องขาดทุน การที่ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งแต่ละจังหวัด โดยไม่ต้องมีการหาเสียง มีสถานที่แนะนําตัว มีป้ายที่กําหนดกติกาชัดเจน มีที่ติดตั้ง มีการจัดเวที และจัดเวลาให้ ดังนี้จะไม่ชอบหรือครับ อันนี้ก็ฝากเรียนถามคณะกรรมาธิการครับว่า ข้อเสนอเหล่านี้อาจจะเป็นเสียงข้างน้อย แต่เป็นข้อทักท้วง ไหน ๆ ท่านจะแก้แล้ว เพราะท่านนิพนธ์ บุญญามณี ขออภัยที่เอ่ยนามท่านก็เสนอเพียง ๑ วรรค แต่ว่าคณะกรรมาธิการ ก็แก้ไป ๑๒ วรรค ก็เรียนครับว่าข้อเสนอก็ยังเป็นประโยชน์ถ้าจะใช้แล้วต้องเรียนถามต่อไป อีกครับว่ามีคําถามกรรมการเกี่ยวกับสิ่งที่คณะกรรมาธิการแก้ไขแล้ว นั่นก็คือว่าในวรรคสี่ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้นําพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ ถ้าท่านจะเอามาใช้อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าโดยอนุโลมกัน ที่ประชุมเห็นด้วยก็พอไปได้ แต่ตรงนี้ ที่สงสัยและอยากให้คณะกรรมาธิการช่วยตอบ เว้นแต่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการเสียสิทธิจากการ ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และบทบัญญัติในส่วนที่ ๙ การลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งของหมวด ๑ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามบทนี้ มันสัมพันธ์ครับ มันสัมพันธ์ไปอยู่ที่ในวรรคถัดมาก็คือคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามมาตรา ๙๙ (๑) และ (๒) และมาตรา ๑๐๐ (๑) (๓) และ (๔) ตรงนี้ที่หายไปใน (๒) ซึ่งก็เห็นได้ว่าใน (๒) ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเขียนไว้ว่าบุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้งเป็นบุคคล ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง (๒) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผมเข้าใจว่า คณะกรรมาธิการอยากให้การไปลงเลือกตั้ง สสร. คราวนี้ ผู้ที่เคยถูกถอนสิทธิเลือกตั้งจะได้ใช้ กันทั้งหมด ทั้งประเทศ ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดจะได้ใช้ แต่ในทางกลับกันครับ พอท่านใช้ เรื่องการเว้นบทบัญญัติเกี่ยวกับการเสียสิทธิจากการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การแจ้งเหตุ ที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มันจะกลับกันครับ แทนที่จะได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มา จากการเลือกตั้งของคนทั้งหมดเป็นส่วนใหญ่ ท่านก็จะมีคนส่วนหนึ่งที่อาศัยการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และการแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะไม่มีการเพิกถอนสิทธินี้เป็นการไม่ไปใช้สิทธิ เลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็จะทําให้ผู้คนอาศัยจังหวะนี้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สสร. ท่านก็จะได้ สสร. ที่ไม่ได้มาจากเสียงคนส่วนใหญ่ อันนี้ผมฝากเป็นประเด็นเพื่อให้คณะกรรมาธิการ ได้กรุณาคลายความสงสัยของผม ในวรรคสิบเอ็ด ท่านเขียนว่าในการพิจารณาและมีคําวินิจฉัย ให้ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีอํานาจออกข้อกําหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรม และให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่หากระยะเวลาการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน ตามมาตรา ๒๙๑/๘ และศาลฎีกายังไม่มีคําวินิจฉัยให้การพิจารณาของศาลฎีกาเป็นอันยุติ ตรงนี้ชอบแล้วครับที่ผมได้อภิปรายขอให้ท่านเอาเรื่องที่ใช้กฎหมายปกครองส่วนท้องถิ่น และการบังคับให้ศาลอุทธรณ์ต้องพิจารณาคดีภายใน ๓๐ วัน เอาศาลอุทธรณ์ออกไป จากการเป็นคู่กรณีและให้ กกต. กลับมาทําหน้าที่ในการให้ใบเหลือง ใบแดง กกต. เข้ามา ทําหน้าที่เหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. แต่พอท่านไปเขียนว่าหากระยะเวลาการจัดทํา รัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึง ๙๐ วันตามมาตรา ๒๙๑/๘ และศาลฎีกายังไม่มีคําวินิจฉัย ให้การพิจารณา ของศาลฎีกาเป็นอันยุติ ตรงนี้เป็นประเด็นครับผมคิดว่าท่านไปบังคับศาลฎีกาอีกแล้วครับ ถ้าท่านพบว่ามีการทุจริตการเลือกตั้ง กกต. ส่งศาลไปแล้ว ความผิดมันสําเร็จแล้วครับ ความผิดของการฉ้อโกงการเลือกตั้งและทุจริตการเลือกตั้งมีอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญ จะเสร็จแล้วหรือเหลือเวลาไม่ทันเสร็จก็ตามนี้ ศาลฎีกาอาจมีคําพิพากษาใน ๘๙ วันล่ะครับ ใน ๖๐ วัน ท่านไปตัดสิทธิศาลฎีกาในการวินิจฉัยอย่างไร ท่านทําให้คําพิจารณาของศาลฎีกา เป็นอันยุติ เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นปัญหาซึ่งผมคิดว่าไม่ควรใส่ไว้และขอให้คณะกรรมาธิการ ได้กรุณาชี้แจงแล้วก็ทําให้เกิดความกระจ่างเพื่อไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง สสร. ในอนาคต มีปัญหาได้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร และตามด้วยท่านวิเชียร คันฉ่อง เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอกราบขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการที่ได้กลับมาให้มีการเลือกตั้ง สสร. โดยนําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกต้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว สิ่งที่ผมอยากจะให้เป็นก็คืออยากจะให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง แต่ที่ผมจะยกมาพูดนี้เนื่องจากมีประชาชนทางบ้านได้โทรศัพท์มาสะท้อน ความคิดเห็นนิดเดียวครับ ผมฝากข้อเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการว่าขอให้ประชาชนเสนอว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นไปได้ไหมครับ ในการลงเลือกตั้งสมาชิก สสร. ในครั้งนี้ ในบัตรเลือกตั้งนั้นสมมุติว่ามีผู้สมัคร ๑ ๒ ๓ และจะมีช่องที่ประชาชนไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ผู้ใด พี่น้องประชาชนอยากจะให้คณะกรรมาธิการเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าเพิ่ม ๑ ช่อง ว่าไม่ประสงค์จะให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนมามีส่วนร่วม เพื่อเป็นการยอมรับในรัฐธรรมนูญนี้ ขอฝากแค่นี้ไว้เป็นข้อพิจารณาครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านวิเชียร คันฉ่อง และตามด้วยท่านอภิชาตนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิเชียร คันฉ่อง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตรัง ขออนุญาตที่จะกราบเรียนกับท่านประธาน ด้วยความรู้สึกอันแท้จริงว่า ความจริงถ้าหากว่าในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ไม่รวบรัดจนเกินไป ปัญหาเรื่องที่เราจะมานั่งคุยถกปัญหากันในเวทีตรงนี้คงจะไม่มากนัก แต่ในเมื่อว่าการแปรญัตติเหมือนดังเพื่อนสมาชิกของผมพูดมาว่ามีการรวบรัด เพราะฉะนั้น ปัญหานี้ก็เกิดขึ้น วันนี้ปรากฏว่าทางฝ่ายคณะกรรมาธิการและโดยความเห็นชอบของตัวแทน ทั้ง ๔ ฝ่ายไปจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๕ ขึ้นมาใหม่ ผมขออนุญาตที่จะเรียนว่า ถ้าหากว่ามันเป็นการแก้ไขไม่มากนัก ยกตัวอย่างเช่น สสร. ในระดับจังหวัด ๗๗ ท่าน และถ้าเรา แปรญัตติเป็น ๒๐๐ คนอย่างนี้มันพอจะพิจารณาได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่กรณีนี้ ท่านประธานปรากฏว่ามันเป็นข้อความที่มากมาย ทีนี้บางเรื่องขอเรียนตรง ๆ ว่าผมก็จําไม่ได้ เช่นเมื่อสักครู่ก็บอกว่าตามร่างใหม่ต้องปลอดการเมืองโดยแท้ ถามว่าที่ปลอดการเมืองโดยแท้ นั่นหมายถึงว่าพรรคการเมืองไม่ต้องส่งสมัครรับเลือกตั้งใช่ไหมผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่สังกัดพรรคการเมืองใช่ไหม สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมคาใจอยู่ เพราะเราอยากจะเห็นว่าคนที่มาเป็น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นผู้ที่มีความคิดเป็นอิสระจริง ๆ ถ้าหากว่าเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้มันไม่มีประโยชน์ในการที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะถ้าหากว่า เป็นตัวแทนของพรรคการเมืองก็นําความคิดของพรรคการเมืองนั้น ๆ มาเป็นแนวความคิด ในการจัดทํารัฐธรรมนูญ และพรรคการเมืองก็มีอิทธิพลต่อคนเหล่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า คณะกรรมาธิการได้กรุณาตอบให้ผมเข้าใจตามที่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาได้ชี้แจงต่อที่ประชุม เมื่อสักครู่นี้ว่าผู้ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง สสร. นี้ต้องปราศจากการเมืองโดยแท้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ท่านกรุณาชี้แจงทําความเข้าใจให้ผมได้กระจ่างด้วย
อีกประการหนึ่งก็คือว่าในวรรคเจ็ด วรรคเจ็ดเขาบอกว่าหากมีหลักฐาน อันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ยกเลิกการเลือกตั้ง ให้เลือกตั้งใหม่ ผมก็มีปัญหาเรียนถามว่าถ้าสมมุติว่าคนหนึ่งคนใดเป็นคนกระทําความผิด การเลือกตั้ง เช่น ไปซื้อเสียงก็ดี หรือว่าไปจัดเลี้ยงก็ดี หรือไม่นั้นอาจจะมีสัญญาจะให้ก็ดี ถ้าเป็นในลักษณะที่ว่านี้มันจะเข้าข่ายตรงนี้ไหม และถ้าเข้าข่ายตรงนี้คนกระทําความผิด ความจริงคนที่กระทําความผิดน่าจะเป็นผู้กระทําความผิดกฎหมายคนเดียวและให้คนอื่น ต้องมารับผิดชอบด้วยนี่มันจะชอบด้วยในวรรคเจ็ดตามที่ท่านร่างมาหรือไม่
อีกประการหนึ่ง ที่จะเรียนถามก็คือว่าถ้าหากคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งกระทําความผิด กฎหมายเลือกตั้งเขาจะมีความผิดเหมือนกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. หรือไม่ นั่นก็คือต้องชดใช้ ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ผมขออนุญาตที่จะเรียนถามปัญหาเหล่านี้ไปถึงคณะกรรมาธิการนะครับ ขอกราบขอบคุณครับ
ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ แล้วตามด้วยท่านเธียรชัย แล้วก็ท่านนิพนธ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา กระผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๕ ในหลายวรรคนะครับ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนเวลาในการ ดําเนินการในแต่ละขั้นตอน เพราะว่าเงื่อนเวลาที่พอเหมาะพอสมนั้นเป็นสิ่งที่มีความจําเป็น เนื่องจากว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายใหญ่ที่มีความผูกพันกับพี่น้องประชาชน กับทุกองคาพยพในสังคมนี้ เพราะฉะนั้นการที่ให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมในแต่ละ ขั้นตอนนั้นเป็นสิ่งจําเป็น เพราะฉะนั้นในกระบวนการดําเนินการไม่ว่าจะเป็นการจัดให้มี การเลือกตั้งเสร็จภายในเวลาเท่าใด หรือการจัดทําตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันเลือกตั้งต่าง ๆ ก็น่าจะมีเงื่อนเวลาที่พอเหมาะซึ่งจะต้องไม่รวบรัดเกินไป และทุกขั้นตอนจะต้อง ให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมนะครับ จะมีส่วนร่วมอย่างไร เช่น การที่จะต้องได้รับข้อมูล ข่าวสารที่ทั่วถึงและกว้างขวางอย่างแท้จริง รวมทั้งการที่ต้องเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกัน ในแต่ละขั้นตอนอย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตามเมื่อคณะกรรมาธิการได้ไปปรับแก้ตามร่างล่าสุด แล้วก็นําเสนอเข้ามาผมยังมีประเด็นที่จะต้องซักถามต่อคณะกรรมาธิการสั้น ๆ ใน ๔ ประเด็นก็คือ
ประเด็นแรก ในวรรคแรกการที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วันนั้น ผมคิดว่ายังเป็นห้วงเวลา ที่น้อยเกินไป ผมได้แปรญัตติเรื่องนี้ไว้ ๑๒๐ วัน แล้วก็น่าจะสอดคล้องกับการ ที่ให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสได้รับรู้เรื่องนี้อย่างกว้างขวางนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ได้สะท้อนว่า การที่จงใจยกเว้นมาตรา ๑๐๐ (๒) เรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นบุคคล ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ว่าการยกเว้น (๒) ก็คืออยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นก็เท่ากับเป็นการนิรโทษกรรมให้กับคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้มามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญในครั้งนี้ด้วยนะครับ ซึ่งผมคิดว่า ไม่น่าจะเป็นประโยชน์นะครับ
ประเด็นที่ ๓ รัฐธรรมนูญกําหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศ รับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน ซึ่งผมได้แปรญัตติไว้ในร่างก่อนนี้ ๓๐ วัน ด้วยเหตุผลก็คือว่าแม้ในวรรคถัดมาเองท่านก็ยังบอกว่าก่อนที่จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายระยะเวลา ๑๕ วันนี้ถือว่าน้อยมากในการกําหนดประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง และเป็นช่วงเวลาที่ต้อง จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ด้วยหากพบว่ามีสิ่งผิดปกติ ผมคิดว่าเงื่อนเวลา ๓๐ วัน น่าจะเหมาะสมมากกว่านะครับ
ประเด็นสุดท้ายนะครับ ในการพิจารณาและมีคําวินิจฉัยให้ประธานศาลฎีกา โดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีอํานาจออกข้อกําหนดโดยประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรม และให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่หากระยะเวลาการจัดทํารัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน ตามมาตรา ๒๙๑/๘ และศาลฎีกา ยังไม่มีคําวินิจฉัยให้การพิจารณาของศาลฎีกาเป็นอันยุติ ในประเด็นกระบวนการผมไม่ติดใจ แต่ว่าในวรรคนี้มันไปผูกพันกับมาตรา ๒๙๑/๘ ก็คือว่า ถ้าระยะเวลาไม่ถึง ๙๐ วัน ก็ให้เป็นอันยกเลิก การไปผูกพันมาตรา ๒๙๑/๘ นี้ ผมเองได้ไปแปรญัตติ สงวนคําแปรญัตติไว้ ในมาตราดังกล่าวด้วยว่าระยะเวลาที่เหลือไม่ถึง ๙๐ วันนั้น เป็นระยะเวลาที่มากเกินไป สําหรับการดําเนินการนะครับ เนื่องจากว่าผมได้ไปแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ ว่า ตําแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญถ้าว่างลงจะต้องสรรหาใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ ถ้าหากว่า ระยะเวลานั้นเหลือ ๖๐ วัน ระยะเวลา ๙๐ วัน กับ ๖๐ วันนี้แตกต่างกัน ในระยะสุดท้าย ของการร่างรัฐธรรมนูญเป็นห้วงเวลาที่มีความสําคัญมาก ถ้าหากว่าเราจํากัดว่า ๙๐ วัน ไม่จําเป็นต้องเลือกตั้งใหม่ นั่นหมายความว่าพี่น้องประชาชนจะต้องเสียสิทธิในการที่จะเข้าไป มีส่วนร่วมในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในชั้นสุดท้าย เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมเสนอว่า จําเป็นจะต้องเหลือเพียงแค่ ๖๐ วัน แต่ถ้าในวรรคนี้ไปโยงเอากับมาตรา ๒๙๑/๘ โดยไปผูกว่า จะต้องเป็น ๙๐ วันนั้น เมื่อถึงมาตรา ๒๙๑/๘ หากว่าสภาเห็นชอบว่าเป็นระยะเวลา ๖๐ วัน จะทําอย่างไรนะครับ นี่เป็นประเด็นที่อยากจะตั้งข้อสังเกตและซักถามไปยังคณะกรรมาธิการ ขอบคุณครับ
น่าจะเป็น ๒ ท่านสุดท้าย กระมังครับ ท่านคุณหมอเธียรชัย แล้วก็ท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ เชิญคุณหมอครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ผมจะเข้าเรื่อง ผมอยากจะย้ําให้ท่านประธานเห็นถึงความสําคัญของการประชุมว่าเราประชุมกันยาวนาน ผมทราบมาจากห้องพยาบาล มีสมาชิกเราล้มป่วยกันเยอะครับ แม้แต่ตัวท่านประธานเอง ก็ค่อนข้างจะสุขภาพไม่ค่อยดี หรืออยากจะเห็นว่าให้มันเร็วขึ้น โดยคําปรารภที่ท่านประธาน พูดเป็นประจําก็คือว่า ท่านตกลงกันก็แล้วกัน เท่าไรก็ได้ ผมรับได้ทั้งนั้น นี่คือประการที่ ๑ ท่านประธานวุฒิสภาซึ่งทําหน้าที่ประธานรัฐสภาก็พูดเช่นเดียวกันว่า ผมไม่ได้ฟังคุณพูด เพราะสมองคล้าย ๆ เหมือนกับมันหนักเกินไป เช่น พูดถึงเรื่องของควาย หรือสีซอให้ควายฟัง ที่เพื่อนสมาชิกได้มีการโต้แย้งกัน อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ประธานทราบว่า การประชุมที่นานเกินไปไม่มีประสิทธิภาพหรอกครับ และรัฐธรรมนูญที่ออกมาก็ไม่น่าจะมี ประสิทธิภาพ นี่คือเรื่องห่วงใย ข้อกังวลที่ ๑
ข้อกังวลข้อที่ ๒ คือว่าท่านประธานมักอยากจะให้พวกเรา ๔ ฝ่าย เรียกว่า ๔ ฝ่าย ไปตกลงกัน เพื่อที่จะให้เกิดการยุติการประชุมโดยเร็วที่สุด ซึ่งไม่มีในระเบียบข้อบังคับเท่าไร แต่ว่าท่านก็ได้ใช้อํานาจของท่านไป ผมอยากจะให้ประธานได้แสดงถึงความรับผิดชอบ ในการทําหน้าที่ประธานครับ เพราะว่าร่างนี้เมื่อออกไปแล้วมันต้องมีคนรับผิดชอบเป็นทอด ๆ ในช่วง ๆ นะครับ ท่านอย่าทิ้งหน้าที่ความรับผิดชอบอันสําคัญนี้เสีย สําคัญที่สุดในระหว่าง ที่พวกเราประชุมกัน ผมรู้สึกว่าท่านประธานได้ทําลาย หรือละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ครับ เราเหนื่อยกันเหลือเกิน โดยที่ไม่มีเป้าหมายบอกเลยว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดจากฉบับ สสร. หน้าตาเป็นอย่างไร แล้วไปแล้วก็ไปลับเลยไม่กลับขึ้นมาอีกแล้ว นี่คือข้อกังวลและห่วงใยทั้งหมดที่ผมเรียน ให้ท่านประธานทราบ อย่างไรก็ดีครับ เมื่อมีการเห็นชอบกับ ๔ ฝ่าย ผมก็รับได้ครับ เพราะว่าเราก็เข้าใจทุกคน ทุกสภาพของเหตุการณ์ สิ่งที่ท่านเพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดถึง ผมก็เข้าเรื่องแล้วนะครับ ผมได้แปรญัตติอย่างนี้ว่า มาตรา ๒๙๑/๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดสิบห้าวัน ผมแปรญัตติให้เป็นหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองมีผลบังคับใช้ ผมมีเหตุผล ๑๒๐ วันนี้ ผมคิดมาอย่างดี แล้วว่าทําไมผมถึงต้องแปรญัตติ ๑๒๐ วัน
อันที่ ๑ ก็คือว่าผมมาพิจารณาดูเอาจังหวัดผมเป็นประมาณ จังหวัดตากที่ผมอยู่ มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ ๔ ของประเทศ ท่านประธานคงทราบดีนะครับ การเดินทางลําบากครับ เพราะฉะนั้นถ้าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. ถ้าเราจะต้องไปหาเสียงโดยการให้ความรู้ กับพี่น้องประชาชนไปแสดงตัว จุดยืนของตัวเองในการที่จะทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ๗๕ วัน ไม่เพียงพอครับ ๑๒๐ วันเท่าที่ประมาณการดูน่าจะเพียงพอ หัวข้อที่ท่านอยากจะสมัคร สสร. จะต้องทําหน้าที่ในการแสดงจุดยืนของตัวเองมีมากมายหลายประการ ผมจะขอยกตัวอย่าง เช่นจะต้องบอกกับพี่น้องประชาชนว่าถ้าผมได้มีโอกาสเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมจะพยายามร่างรัฐธรรมนูญด้วยเจตนารมณ์อันใด เจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่มีความสําคัญและมีความหมายยิ่งต่ออนาคตของประเทศครับ ท่านประธานครับ ผมขอชื่นชมเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในยุคปฏิรูปที่มีท่านอดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ขออนุญาตเอ่ยนามเป็นประธาน ถือว่าได้ทําเจตนารมณ์อย่างสมบูรณ์เท่าที่ผมได้ศึกษาขณะนี้ ความสมบูรณ์นั้นคืออะไรครับ นั่นก็คือท่านมีเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนการเมืองของนักการเมือง ไปเป็นการเมืองของพลเมือง คําว่า การเปลี่ยนจากการเมืองของนักการเมือง เป็น การเมือง ของพลเมือง มีความหมายยิ่ง ผมคงไม่ต้องใช้เวลาอธิบายมากถึงความเป็นพลเมืองนะครับ แสดงให้เห็นถึงความมีศักยภาพของคนที่จะผลักดันเป็นพลวัตต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นต่อความเจริญ ของบ้านเมือง การเปลี่ยนการเมืองของนักการเมืองให้เป็นการเมืองของพลเมืองนะครับ จุดมุ่งหมายก็คือส่งเสริมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการเมืองการปกครองเพิ่มขึ้น หรือรัฐธรรมนูญต้องการสถาปนาสิ่งที่เรียกว่า การเมืองภาคพลเมือง ที่พี่น้องประชาชนขณะนี้อยากจะให้เป็นอย่างนั้น แม้แต่ขณะนี้ก็อยากจะให้เป็นอย่างนั้น เมื่อปี ๒๕๓๙ การเมืองภาคประชาชนคือสิ่งที่มีความหมายที่สุด ผมอยากจะเรียนให้ทุกท่านได้ทราบว่า หลักการของประชาธิปไตย ผมขอย้ําอีกทีหนึ่งว่ามันมาจากที่ว่าอะไรต้องผูกโยงให้กับ ประชาชนมากที่สุด เพราะอะไรครับ เพราะประชาธิปไตยที่เราได้มามันเป็นการได้มาโดยตัวแทน เพราะฉะนั้นเมื่อตัวแทนมานั่งอยู่ในสภาแล้ว ตัวแทนก็จะต้องคิดนวัตกรรมอะไรให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้เป็นการผูกพันกับราษฎรที่เขาเลือกเรามา นี่คือประการที่ ๑ นะครับ
เจตนารมณ์ข้อที่ ๒ ที่จําเป็นอย่างยิ่งก็คือว่ารัฐธรรมนูญต้องการให้การเมืองสุจริต และโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาและความชอบธรรมในการใช้อํานาจ เหตุผลจากการที่ทําให้ การเมืองต้องสุจริตและโปร่งใส ความหมายก็คือว่าตรวจสอบได้ ความหมายของคําว่า โปร่งใส คือตรวจสอบได้ทําให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธา ความชอบธรรมในการใช้อํานาจ นี่คือเรื่องที่ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ถ้าเราสามารถทํารัฐธรรมนูญให้มีการโปร่งใสในทุกระบบก็จะทําให้เกิดประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลกับการบริหารงานการที่ดี ซึ่งขณะนี้มีข่าวทุกครั้งที่เรื่องอะไรที่เป็นเกี่ยวกับของราชการ การกระทําประมูลใด ๆ ก็จะเกิดเรื่องเกี่ยวกับว่ามันแพงเกินไป มันฮั้วกัน อะไรกัน เพราะเรา ไม่โปร่งใสอย่างไรละครับ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายหลายคนว่าความโปร่งใสของประเทศไทย เราอยู่ในระดับที่ต่ํามาก ๆ คือมีตัวเลขมาก เช่น ที่ ๑ สิงคโปร์ ของเราอาจจะอยู่ที่ ๑๑ ที่ ๑๒ ประมาณนั้นนะครับ
ข้อ ๓ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มีความสําคัญและผมอยากจะฝาก ให้เพื่อน สสร. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้พี่น้องประชาชนทราบก็คือว่า รัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นมาจาก สสร. นี้ เราต้องมีเจตนารมณ์ให้การเมืองมีเสถียรภาพ และมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาบ้านเมืองได้มากขึ้น ท่านประธานคิดดูสิครับ ๓ ข้อนี้ ใช้เวลาเท่าไรในการที่จะพูดให้กับพี่น้องตามตําบลต่าง ๆ ที่มีมากมาย ใช้เวลามากมาย เหลือเกินครับ ในส่วนที่ผมแปลกใจอีกอย่างหนึ่งที่นึกขึ้นได้ก็คือว่าการอภิปรายของ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาฝ่ายรัฐบาลก็ดี เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่เห็นด้วยกับรัฐบาลในวาระที่หนึ่งก็ดี อภิปรายน้อยมาก ผมอยากให้เวทีแห่งนี้ไม่ต้องรีบร้อนครับ เราเคารพกันด้วยสติปัญญา ความคิดนะครับ ผมอยากฟังข้อแตกต่าง ผมขออนุญาตนะครับ ผมชื่นชมท่านสงวนของ จังหวัดลําพูนหรือท่านขจิตรที่ท่านได้ลุกขึ้นมาอภิปรายทําให้ผมได้ความรู้ว่าเรื่องของศาล ที่ตัดสินไปแล้วเราจะเห็นความสําคัญอนุญาตให้เขาไหมในเรื่องคุณสมบัติ อย่างนี้มีประโยชน์ครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานอย่ารีบเร่งเลยครับ ขอเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาที่ผมพูดดังกล่าว ได้ลุกขึ้นอภิปรายโดยพร้อมหน้ากันเพื่อให้ได้ สสร. ที่มีอนาคตที่ดีต่อไป ท่านประธานครับ การที่เราจะร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่นี้ ใหม่สุดจะต้องดีกว่าของเก่าอยู่เสมอ นี่คือหลักปรัชญา โดยทั่วไปนะครับ เราลองมาดูว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่พรรครัฐบาลขณะนี้หลายท่านพูดว่า มีเนื้อหาดี ผมเห็นด้วยครับ แล้วก็พูดว่า ปี ๒๕๕๐ มันไม่ดี มันเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ ก็คือต้นไม้พิษ ผลไม้ก็ออกพิษด้วย ผมขออนุญาตเรียนให้ท่านประธานทราบนิดหนึ่งว่า ในการทําประชาพิจารณ์ครั้งที่ผ่านมานี้ครับ ผมลงมติรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ อย่างไรไหมครับ ผมลงอย่างเดียวกับท่านประธานสภา คือผมไม่เห็นด้วย ก็เพราะผมมานั่งฟัง โดยทั่วไปแล้ว ผมก็ว่ามันมาจากรูปแบบก็คือเผด็จการซึ่งเราไม่นิยมอยู่แล้ว ผมก็ไม่เอา แต่สิ่งที่ผมตัดสินใจ ในวันนั้นครับ ผมมานั่งนึกดู ณ ขณะเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา ผมรู้ว่าเป็นความโง่เขลา เบาปัญญาของผมที่ตัดสินใจเช่นนั้น ทําไมผมถึงพูดเช่นนั้นครับ เพราะผมเป็นคนโง่ที่ว่า ดูแค่รูปแบบผิว ๆ เท่านั้นเอง คิดว่าประชาธิปไตยนี้
คุณหมอครับขออภัยครับ บรรยากาศกําลังดีครับ ช่วยกระชับนิดหนึ่งครับ
ผมพยายามอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ เหตุอย่างนี้ที่ผมพูดตัวเองว่าผมโง่เขลาก็เพราะว่าผมไปยึดเอารูปแบบ แต่พอผมมาศึกษารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เทียบเคียงกับ ปี ๒๕๔๐ มาตราต่อมาตรา ปี ๒๕๕๐ อาจจะมีมาตรามากกว่า ปี ๒๕๔๐ ผมค้นพบว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เปิดสิทธิเสรีภาพ ในระดับภาคประชาชนมากกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อย่างมีนัยสําคัญครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่างให้เห็นถึงมาตราในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพของรัฐธรรมนูญนี้นะครับ เขาก็เขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องว่าการกําจัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลกระทําได้เท่าที่จําเป็น และในการนําไปใช้กฎที่ออกโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายทั้งปวง
คุณหมอครับ มีผู้ประท้วง คุณหมอขออย่างนี้ดีไหมบรรยากาศกําลังดีอยู่นะครับ ขอคุณหมอกระชับและเข้าประเด็นเถอะ คุณหมอเธียรชัยครับจะได้ไม่ต้องประท้วงครับ ท่านปวีณครับคงไม่ประท้วงกระมังครับ ได้ขอความร่วมมือท่านคุณหมอเธียรชัยแล้วครับ คงขอกระชับเข้าประเด็นครับ คุณหมอครับ
ผมเข้าประเด็น ตลอดเวลาเพราะผมกําลังจะโยงว่าทําไมของผมมันถึงไม่ ๗๕ วัน ทําไมผมถึงต้อง ๑๒๐ วัน ครับท่านประธาน ท่านให้โอกาสผมเพราะระยะยาวนี่ครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายเป็นตอน ๆ ให้ท่านประธานได้ทราบ
คุณหมอครับ มีผู้ประท้วง ที่จริงเป็นวาระที่สอง คุณหมออภิปรายเหมือนวาระที่หนึ่ง ที่จริงผมไม่อยากทักท้วง เพราะบรรยากาศกําลังดี เพียงแต่อยากขอความร่วมมือจากคุณหมอเท่านั้นเอง ขอความร่วมมือ คงไม่ประท้วงกระมังครับ ปวีณครับ ได้ขอความร่วมมือกับคุณหมอแล้วครับ คงไม่ต้อง ประท้วงแล้วครับ คุณหมอขอความกรุณาด้วยนะครับ อย่าไปเล่าไกลถึงขนาดนั้นเลยครับ เอาเข้าประเด็นพอหอมปากหอมคอเป็นวาระที่สองครับ
ท่านประธานครับ กรุณาถ้าท่านประธานอยากจะให้ผมรวบรัดเร็ว ๆ ผมก็พยายาม แต่ว่าพอมาขัดแย้งปั๊บ ผมลืมหมดทุกอย่างเลยก็ต้องเริ่มต้นใหม่อีก
ที่จริงไม่ได้รวบรัดอะไร เพียงแต่ตอนนี้อยู่ในวาระที่สองก็ไม่อยากให้คุณหมอไปไกลเหมือนกับเป็นวาระที่หนึ่งเท่านั้นเอง บรรยากาศกําลังดี ผมก็ไม่อยากทักท้วงก็เพียงแต่ขอความกรุณาคุณหมอเท่านั้นเอง ขอบคุณครับ
พอผมนึกย้อนหลังไป ผมก็มาเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมมีรายละเอียดทั้งเล่ม ถ้าจะอธิบายให้ท่านตามหมวดตามมาตรามันจําเป็นครับ คนจะสมัคร สสร. ไม่ใช่สุกเอาเผากิน สสร. ต้องเป็น สสร. ที่มีสง่าภาคภูมิในองค์ความรู้ เพราะคุณจะเป็นคนมาร่างแบบพิมพ์เขียว ของประเทศ ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วครับ ยิ่งใหญ่กว่า ส.ส. กับ ส.ว. ที่พวกเราเคยอภิปรายไปแล้วด้วย เพราะฉะนั้นในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันต้องใช้เวลาอธิบายว่าถ้าผมไปลงสมัคร สสร. ผมก็จะต้องไป บอกกับพี่น้องว่าสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญที่ฉบับใหม่จะออกมาผมจะเอาอย่างไร จะมีอะไรบ้าง ผมยกตัวอย่างเอาเรื่องใกล้ตัวดีกว่า เอาแค่เรื่องการศึกษาเราจะบอกว่า การศึกษาผมจะให้สิทธิคุณศึกษาตลอดชีวิตเลย ถ้าผมหาเสียงเพราะจะต้องต่อสู้กันด้วย เรื่องการให้สิทธิเสรีภาพในการบัญญัติกฎหมาย หรือในเรื่องของการรักษาพยาบาล ผมจะทําอย่างไรดีที่จะทําให้การรักษาพยาบาลพ่อแม่พี่น้องได้มีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผล มีคุณภาพ แต่ขณะเดียวกันใช้เงินอย่างประหยัดและพี่น้องก็เข้าถึงกระบวนการสุขภาพได้ จะมีกระบวนการให้สิทธิกับผู้รักษาพยาบาลอย่างไร เพื่อที่จะคุ้มครองผู้ที่รักษาพยาบาลได้ด้วย มาตรฐานวิชาชีพ ไม่ให้เขาเกิดการท้อถอยในการทํางานดังนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ ในเรื่องหมวดเศรษฐกิจเสรีผมก็ต้องอธิบายประชาชนบอกให้เลือกผม เพราะผมจะนําเอา เรื่องเกี่ยวกับการค้าเสรี ในขณะเดียวกันก็จะคุ้มครองในเรื่องของปัญญา ในเรื่องของ องค์ความรู้ครับ
คุณหมอครับ มีผู้ประท้วง เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาผมขอประท้วงท่านประธาน ในข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานต้องวินิจฉัยและติดตามการอภิปรายของผู้อภิปรายให้ดีนะครับ มันนอกประเด็นจริง ๆ เราอยู่มาหลายวันแล้วทนฟังนอกประเด็นซ้ํา ๆ ซาก ๆ ผมให้ท่านประธาน วินิจฉัยเลยนะครับ
เข้าใจครับ คุณหมอครับ คุณหมอน่าจะใช้เวลาอีกนานไหมครับ
พอสมควร ท่านประธานครับ
พอสมควรหรือครับ อย่างนั้นขอเข้าประเด็นได้ไหมครับ
ผมเข้าตลอดครับ แต่ถ้าท่านประธานจะให้ผมพูดบอกว่า ผมขอแปรญัตติจาก ๗๕ วันเป็น ๑๒๐ วัน ผมถือว่า เหมาะสมแล้ว เสร็จแล้วครับ มันเกิดอะไรครับ ท่านประธานมองเห็นภาพไหมครับ มันไม่เห็นภาพ ว่าทําไมผมถึงแปรญัตติ ๑๒๐ วัน แล้วทําไม ๗๕ วัน ท่านคณะกรรมาธิการอธิบายให้ผมทราบ สิครับว่าทําไมท่านกําหนด ๗๕ วัน ถ้าท่านเร่งรีบทําไมไม่เอา ๓๐ วัน ๕๐ วัน
คุณหมอครับ ขอเหตุผล ที่จะชี้ประกอบการสงวนความเห็น สงวนคําแปรญัตติเอาให้มันกระชับนิดหนึ่งอย่าไปไกล ขนาดนั้นเลยครับ ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะมีประท้วงอย่างนี้ทําให้เสียบรรยากาศเฉย ๆ บรรยากาศ กําลังดีครับคุณหมอ ขอให้กระชับเถอะครับ
ปกตินะครับ ท่านประธานผมเป็นคนที่เรียกว่าไม่ชอบทะเลาะกับคนรอบข้างครับ เพราะถือว่าอ้างว้างที่สุด แต่ว่าทะเลาะกับคนที่มีกิเลสถือว่าวิเศษสุดท่านประธานครับ ข้อกล่าวหาที่เรียกว่า
คุณหมอครับ มีผู้ประท้วง อีกแล้วครับ ท่านพิเชษฐ์ครับผมว่าพอสมควรครับ ขอกันกินมากกว่านี้ครับท่านพิเชษฐ์ครับ
คือเป็นถึงคุณหมอ แล้วมาพาดพิงอย่างนี้
อย่าเลยครับ เอาล่ะครับ พอแล้วครับ ขอกันกินมากกว่านี้ คุณหมอต่อเถอะครับ
ผมไม่ถือโทษครับ ไม่เป็นไรครับ เราอยู่ด้วยความเมตตา เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ําจุนโลก ท่านประธานครับ ในเรื่องของรัฐธรรมนูญถ้าผมจะหาเสียงผมก็ต้องบอกอย่างนี้ว่าจุดยืนของผม ผมจะทํา อะไรบ้าง ไม่ทําอะไรบ้างนะครับ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทําให้เรียกร้องความสนใจให้พี่น้องประชาชน ลงคะแนนเลือกผมอย่างไรครับ นี่ล่ะครับผมถึงต้องบอกว่าหัวข้ออะไรบ้างที่ผมจําเป็นจะต้องพูด ความรวดเร็วนี่ครับที่เราอยากจะให้จบ ๆ กันเร็ว ๆ ในคืนนี้ผมก็อยากจะจบครับมันเหนื่อย แต่จบโดยที่ไม่รู้เหตุผล ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าต่อไปอนาคตประเทศชาติของเราจะเป็นอย่างไร ผมจบไม่ได้ครับ อภิปราย ๕ วัน ๑๐ วัน ๑๐๐ วัน ผมก็ทําได้ครับท่านประธาน ผมต้องขออภัย ท่านผู้ชมทางบ้านว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสําคัญยิ่ง และในวาระนี้ถือว่าเป็นวาระที่ปล่อยผ่าน ไม่ได้เด็ดขาด ๑๒๐ วันที่ผมเสนอนี่นอกจากจะสอดคล้องกับภูมิประเทศในจังหวัดผมแล้ว ยังสอดคล้องกับเรื่องเนื้อหาต่าง ๆ ที่ผมจะต้องไปย้ําทุกตําบลนะครับ อย่าลืมนะครับ เพราะท่านไปแปรญัตติเป็น ๑ จังหวัด ๑ คน เพราะฉะนั้นผมต้องทําอย่างเต็มที่ ต้องอธิบาย ให้ทราบอย่างเต็มที่ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ดีกว่าปี ๒๕๔๐ อีกครับ ผมจะพูดถึงเรื่อง หมวดเกี่ยวกับการให้มีองค์กรอิสระดูแลในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องใหญ่ไหมครับ ท่านประธานครับ เรื่องยิ่งใหญ่มากครับเรื่องสิ่งแวดล้อมขณะนี้เป็นปัญหาระดับโลก เราจะแก้ไขประเทศของเราอย่างไร โลกร้อนเราจะมีนโยบายอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น ผมจะต้องหาเสียงให้บอกว่าในการที่มีแร่โลหะธาตุหนักปนเปื้อนในน้ําอย่างนี้จะต้อง ทําอย่างไร
คุณหมอครับ อย่าไปไกล ขนาดนั้นเลยครับ
คุณหมอครับ อย่าไปไกล ขนาดนั้นเลยครับ
เอาขนาดไหนดีละครับ
ผมพยายามจะรักษา บรรยากาศและให้เกียรติคุณหมอ คุณหมอครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ไม่อย่างนั้น ก็มีผู้ประท้วงอยู่อย่างนี้ครับ
ท่านประธานครับ ผมนี่ครับปากกับใจตรงกัน ผมไม่อยากทําประชาธิปไตยในลักษณะที่เป็นภาพลวงตา แต่มายาลวงใจ ทําไม่ได้ครับ พูดตรงไปแล้วอยากจะทําอย่างไรก็ต้องทําอย่างนั้นนะครับ อันนี้คือสิ่งที่ผมตั้งใจมาโดยตลอด
คุณหมอครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปราย ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น วนเวียนซ้ําซาก และที่สําคัญที่สุดนี่ท่านประธาน ก็ได้เตือนอยู่หลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่หยุดพฤติกรรมในการอภิปรายแบบนี้สักที ผมว่าท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ได้แล้วครับ และที่สําคัญที่สุดผู้อภิปราย อภิปรายไปขอโทษนะครับ น้ําลายฟูมปาก ผมเลียปากแล้วเลียปากอีก
พอเถอะครับ คุณหมอครับ ผมย้ําหลายครั้งแล้วครับ คุณหมอขอความกรุณาเถอะครับ อยู่ในประเด็นแล้วก็ให้กระชับ พอสมควร บรรยากาศกําลังดีครับคุณหมอ
ขอถือโอกาสนี้ ครับท่านประธาน ขอบคุณท่านจ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ด้วยที่ได้เตือนผมและให้ภาพลักษณ์ผม ผมจะพยายามระมัดระวังครับ สิ่งที่ผมจะพูดจริง ๆ แล้วผมต้องการให้เกิดทุกฝ่ายมีชัยชนะ ให้เป็นชัยชนะของประเทศนะครับ ผมไม่อยากว่าผมต้องชนะ ท่านชนะมันไม่มีประโยชน์ อะไรหรอกครับ แต่มันต้องเป็นชัยชนะของสังคมของประเทศครับ ที่เขาพูดกันว่า ถ้าเราสามารถทําให้ต่างฝ่ายต่างชนะได้เราจะพากันเกรียงไกร อันนี้ผมก็พยายามที่จะทําแบบนี้ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตด้วยความเคารพท่านประธาน อยากจะให้ผมอภิปราย ผมก็จะบอก อย่างนี้ว่า ๗๕ วันเป็น ๑๒๐ วัน ด้วยเหตุผลที่มากมายนะครับ แต่ด้วยความเกรงใจ ผมก็จะระงับไว้เป็นบางส่วน ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกได้พูดกันมากมายเกี่ยวกับ เรื่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เมื่อทําประชาพิจารณ์อยู่ภายใต้กระบอกปืน มีการประกาศกฎอัยการศึก
คุณหมอครับ ผมให้เกียรติ คุณหมอมากแล้วครับ ถ้ายังอภิปรายอย่างนี้ผมจะให้หยุดการอภิปรายนะครับ ขอความกรุณาเถอะครับคุณหมอ
ท่านแนะนํา ผมนิดหนึ่งว่าจะให้ผมอภิปรายทิศทางไหน อย่างไร
ก็ข้อบังคับก็มีนี่ครับ
ก็ผมพูดอย่างนี้ ผมโยงตลอดว่าทําไม
ท่านครับ ผมให้เกียรตินะครับ ท่านสมควรที่จะต้องเข้าประเด็นในวาระที่สอง ประเด็นที่สงวนแล้วก็อย่าไปยกเหตุผลไกล ไปถึงขนาดนั้นครับ มันนอกประเด็นครับ เราไม่ได้อยู่ในวาระที่หนึ่ง คุณหมอขอความกรุณา เถอะครับ ผมให้เกียรติคุณหมอครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ไม่อย่างนั้นผมก็จะให้หยุด การอภิปรายครับ
ท่านประธานครับ ไม่เป็นไรครับ ผมก็พยายามอย่างถึงที่สุด แต่ต้องการให้เกิดประโยชน์กับสังคมเรามากที่สุด ในความพยายามของผมนี้ก็ไม่ทราบว่าจะถูกใจท่านประธานหรือเปล่านะครับ ถ้าไม่ถูกใจ ก็ขอให้ท่านได้เตือนด้วยอีกครั้งหนึ่งครับ
คุณหมอครับ มันไม่ใช่ เรื่องถูกใจครับ เป็นเรื่องต้องถูกต้องด้วยข้อบังคับเท่านั้นเอง คุณหมอต่อเถอะครับ ขอให้อยู่ ในประเด็นนะครับ
ท่านประธานครับ ถ้าท่านให้อยู่ในประเด็น ผมคงพูดอะไรไม่ได้แล้ว จาก ๗๕ วัน เป็น ๑๒๐ วัน เพราะผมจะพูด อีกเยอะเลย ผมก็ถือว่าผมเสียสละเพื่อท่านประธาน ไม่เอาก็ไม่เอา ก็ต้องมาพูดถึงเรื่อง เกี่ยวกับที่ท่านแก้รัฐธรรมนูญที่ ๔ ฝ่ายออกมานี่นะครับ ใน ๔ ฝ่ายออกมาผมก็อ่านได้ไม่ละเอียด เพราะมันเพิ่งแจกเมื่อเร็ว ๆ นี้นะครับ เราเป็นคนอ่านหนังสือกว่าจะทําความเข้าใจอะไร กับบางเรื่องใช้เวลานานนะครับ ผมมีข้อท้วงติงและตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ว่า ในหัวข้อที่ว่า ในการพิจารณาและมีคําวินิจฉัย ให้ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีอํานาจออกข้อกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้การพิจารณาเป็นไป โดยรวดเร็ว เที่ยงธรรม และให้แล้วเสร็จโดยเร็ว มันมีคําว่า รวดเร็ว เร็ว ๆ อยู่ประมาณ ๒ ที่ เปิดหัวแล้วก็ปิดท้ายด้วยเสร็จโดยเร็ว แต่มีข้อแม้ว่าต้องเที่ยงธรรม ผมไม่ทราบว่าถ้าเราเขียน กฎหมายออกไปอย่างนี้จะเป็นประเด็นปัญหาอย่างไรหรือไม่ เพราะว่าคําว่า รวดเร็ว ท่านประธานครับ ถ้าถามในสมาชิกทั้งหมดที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ๖๕๐ คน ผมเชื่อว่าคําว่า รวดเร็ว กี่วัน แตกต่างกันอย่างลิบลับเลย ท่านประธานมีความรู้เรื่องอาวุธปืนใช่ไหมครับ กระสุนที่มี ความเร็วสูง อาวุธปืนที่ถูกยิงจากอาวุธปืนความเร็วสูง เขากําหนดไว้ว่าต้องมีความเร็วสูงเกินกว่า ๑๒,๐๐๐ ฟุตต่อวินาที เพราะฉะนั้นถ้ากระสุนปืนที่ยิงมาจากระดับความเร็วต่ํากว่านี้นะครับ มันก็จะเข้าข่ายความเร็วต่ํา อันนี้การกําหนดตัวเลขบางอย่างกําหนดได้ แต่ในบางอย่างมัน ต้องกําหนดในเชิงสัมพันธภาพ สัมพัทธภาพ ของชิ้นหนึ่งบอกว่าแพง คําว่าแพง เขาดูอะไร ดูการเปรียบเทียบใช่ไหมครับ ท่านประธานถ้าคนหนึ่งซื้อของอย่างเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ทุกอย่างคนหนึ่งมาซื้อ ๑๐๐ บาท อีกคนหนึ่งซื้อ ๑๒๐ บาท เราบอกว่าคนซื้อ ๑๒๐ บาท ซื้อของแพง ถูกต้องนะครับ เช่นเดียวกับของถูก ผมคงไม่ต้องยกตัวอย่าง ทีนี้คําว่า รวดเร็ว เราใช้หลักอะไรให้ศาลฎีกาพิจารณาว่ารวดเร็ว ผมคิดเอาอย่างนี้ด้วยสามัญสํานึกผมเอง ผมก็คิดว่าก็ต้องเอาคดีของศาลฎีกาทั้งหมดที่พิจารณาไม่ว่าจะกี่ร้อยคดีก็ตามมาหาค่าเฉลี่ย ว่าค่าเฉลี่ยของแต่ละคดี ๑๐๐ คดี มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไร เช่น ค่าเฉลี่ยของการพิจารณาของศาลฎีกาอยู่ที่ ๑ ปีกับ ๖ เดือน เพราะฉะนั้นศาลฎีกา ก็มีสิทธิที่จะตัดสินให้เที่ยงธรรมและให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ในความเข้าใจของผมก็คือว่า ถ้าเร็วกว่าค่าเฉลี่ย ๑ ปีกับ ๖ เดือน ผมยอมรับได้ ผมก็ถามท่านประธานว่าท่านรับได้หรือเปล่า อย่างนี้เป็นต้นเป็นประเด็นสําคัญที่ทางท่านกรรมาธิการตกลง ๔ ฝ่าย เอาออกมาให้ผมอย่างนี้ ผมถือว่าเมื่อเราเข้าใจในเรื่องความรวดเร็วต่างกัน ไม่มีบรรทัดฐานความรวดเร็วต่างกันแล้ว อีกหน่อยก็จะมีคนด่าว่าศาลอีก หาว่าศาล ๒ มาตรฐาน หาว่าศาลต่าง ๆ นานา ซึ่งผมไม่จําเป็น ต้องมาพูดให้เยิ่นเย้อ ณ ที่นี้ ท่านประธานคงเห็นความสําคัญของคําว่า รวดเร็ว ผมฝากท่านประธาน ผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ท่านยินยอมแก้ไขในประเด็นนี่ ความรวดเร็วของท่าน ท่านคิดในใจของท่านว่าเท่าไร ถามท่านกรรมาธิการท่านอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้เท่าไร โดยทุกคนเขียนอยู่ในเศษกระดาษแล้วส่งให้ท่านประธาน ผมว่าไม่ตรงกัน ผมรับรองเลยว่าไม่ตรงกัน อย่างผมผมแสดงออกโดยเปิดเผยนะครับ ผมคิดของผมอย่างนี้ ถ้าค่าเฉลี่ยของศาลฎีกาบอกว่า ๑ ปีกับ ๖ เดือน ถ้าเขาสามารถทําได้เร็ว ๑ ปี ๕ เดือน ผมถือว่ารวดเร็ว ๑ ปี ก็ยิ่งดี ๑๐ เดือนก็ยิ่งดี เป็นต้น เพราะฉะนั้นในหมวดนี้ผมก็คงมีเรื่อง ข้อท้วงติงเพียงแค่นี้นะครับ กลับมาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญอีกนิดหนึ่งครับ ก็คือว่าเราเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันเลว ผมก็ได้อธิบายให้เพื่อนสมาชิกฟังผ่านท่านประธานสภา และให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าจริง ๆ แล้วข้อสรุปของผมก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผมศึกษามาแล้วดีกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพียงแต่รูปแบบมันเกิดจากรัฐประหาร คือเป็นฟอร์ม
คุณหมอครับ ผมขอใช้อํานาจ ข้อ ๔๔ ให้คุณหมอหยุดการอภิปรายครับ ท่านอภิปรายมาพอสมควรแล้วครับ ผมให้หยุด การอภิปรายครับ ท่านนั่งลงเถอะครับ ผมเตือนหลายครั้งแล้ว แล้วผมก็ปฏิบัติตามคําแนะนํา ของท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านจุรินทร์ได้กรุณาแนะนําเอาไว้ว่าถ้าอภิปรายนอกประเด็น หรือวกวน ก็ประธานใช้อํานาจได้เลยให้หยุดการอภิปราย ผมก็ปฏิบัติตามคําแนะนํา ของท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ให้ท่านหยุดการอภิปรายเพราะได้ตักเตือนท่านหลายครั้งแล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ คุณหมอครับ นั่งเถอะครับ คุณหมอครับ นั่งเถอะครับ คุณหมอครับ นั่งเถอะครับ ผมให้เกียรติคุณหมออย่างมากแล้วนะครับ แล้วก็ตักเตือนหลายครั้ง ๑ นาที คุณหมอครับ เชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ที่ยังให้เกียรติผมพูดอยู่ ๑ นาทีจริง ๆ สําหรับผมครับ เมื่อท่านประธาน ไม่ให้ผมพูด ๑ นาทีของผมคงไม่มีความหมายไปกว่าสิ่งที่ผมได้อ่านครบ และผมก็ต้องขอถาม ท่านประธานด้วยว่าท่านประธานมีความคิดเห็นอย่างไรที่ผมจะถามท่านประธาน ท่านอาจจะตอบกลางสภานี้ หรือจะตอบในใจก็ได้ครับ สิ่งที่ผมจะพูดก็คือว่าคํากล่าวที่ว่า ทําดีด้วยวิธีที่ชั่ว เหมือนหรือต่างกันกับการทําชั่วด้วยวิธีที่ดี ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับคุณหมอ เหลืออีกไม่กี่ท่าน แล้วค่อยชี้แจงทีเดียวดีไหมครับ มีท่านนิพนธ์ ขอท่านนิพนธ์ เป็นท่านสุดท้ายได้ไหมครับ ขอท่านบุญยอดอีกคน ๒ ท่านนะครับ ขอ ๒ ท่านก็แล้วกันครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงมาตรา ๒๙๑/๕ นี้ ผมไม่ได้แปรญัตติไว้ แต่ว่าผมก็ขอชื่นชมกรรมาธิการและคณะทํางานที่นําหลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยนําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามาดําเนินการในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทีนี้มีประเด็นที่ผมสงสัยที่คณะกรรมาธิการได้เสนอมานี่นะครับ หน้าหลังนะครับ ด้านหน้าพลิกไปอีกหน้าหนึ่ง วรรคสี่ในการพิจารณาและมีคําวินิจฉัย ให้ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีอํานาจออกข้อกําหนด ในการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรม และให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่หากระยะเวลาจัดทําร่างรัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน ตามมาตรา ๒๙๑/๘ และศาลฎีกายังไม่มีคําวินิจฉัยให้การพิจารณาของศาลฎีกาเป็นอันยุติ ข้อความตรงนี้นี่ ทีนี้มันมีข้อความขึ้นมาในการนี้อาจกําหนดให้ศาลชั้นต้นในเขตจังหวัดนั้น เป็นผู้รับคําร้องแทนเพื่อจัดส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัย หรืออาจให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้สืบ พยานหลักฐานหรือดําเนินการอื่นที่จําเป็นแทนศาลฎีกาได้ ผมคงเข้าใจเจตนารมณ์ของคณะที่ไป เจรจาคุยกัน จึงเสนอร่างนี้ขึ้นมานั้น เนื่องจากว่าข้อความทั้งหมดบรรจุเป็นรัฐธรรมนูญ เป็นข้อความในรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไข ผมเห็นว่าโดยประการแรกเจตนารมณ์ก็คือว่า การยื่นคําร้องนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ยื่นต่อศาลฎีกา ให้ยื่นต่อศาลฎีกานะครับ ทีนี้ทําไมถ้าไม่มีข้อความให้ศาลชั้นต้นในเขตจังหวัดนั้นเป็นผู้รับคําร้องแทน อันนี้ไม่มี ความจําเป็นเลยครับ เพราะทุกเรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องยื่นต่อศาลฎีกาอยู่แล้ว ลองไปดูถ้อยคําก็แล้วกันครับ นี่ประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ อาจให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้สืบพยานหลักฐานหรือดําเนินการอื่น ที่จําเป็นแทน คงจะมองแง่ว่าในกรณีที่มีการร้องเรียน หรือคัดค้านการเลือกตั้งไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจจะมีทุกจังหวัด และพยานหลักฐานต่าง ๆ นั้นอาจจะอยู่ ต่างจังหวัด จังหวัดนั้น ๆ ซึ่งไม่สะดวกในการที่จะนําพยานมาสืบในศาลฎีกา อาจจะอนุโลม โดยมีข้อกําหนดให้อนุโลมให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้ดําเนินการสืบพยานหลักฐานได้ ก็จริงครับ แต่ข้อความเหล่านี้น่าจะอยู่หลังที่รวดเร็วและให้แล้วเสร็จโดยเร็ว น่าจะอยู่ตรงช่วงนั้น แต่มีข้อความอีกอันหนึ่งที่น่าพิจารณาก็คือว่าดําเนินการอื่นที่จําเป็นแทน ดําเนินการอะไร ให้เขาสืบพยานหลักฐานแทนนะครับ แต่ถ้าจะใช้ถ้อยคําว่า ดําเนินกระบวนการพิจารณาแทน มันครอบคลุมหมดเลยครับในคําที่ใช้ของศาล ที่ศาลทุกศาลใช้กระบวนการพิจารณา มันจะครอบคลุมการยื่นคําร้อง การคัดค้าน การอะไรต่าง ๆ เอกสารทั้งหมด ก็ลองทบทวน ถ้อยคําเหล่านี้ดู แล้วก็ควรจะนําข้อความทั้งหมดในการนี้จนถึงวรรคสุดท้าย ดําเนินการแทน ศาลฎีกาได้ไปอยู่ในช่วงระหว่างก่อนที่ให้แล้วเสร็จโดยเร็วก่อน แต่หากระยะเวลาการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน ตามมาตรา ๒๙๘/๘ เพราะว่าตรงนี้มันจะทําให้คดี ทั้งหมดยุติลง ข้อความอย่างอื่นที่อยู่ในกระบวนการพิจารณามันน่าจะอยู่ต้น เพราะข้อความตอนท้าย มันอยู่ระหว่างที่มีการสืบพยาน หรือดําเนินการต่าง ๆ ที่จําเป็น หรือว่าดําเนินการกระบวนพิจารณา ทั้งหลายมันควรจะอยู่ก่อนที่คดีทั้งหมดจะยุติ อันนี้ผมอยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการ ไปทบทวนข้อความตรงนี้ แล้วก็ฝากคณะกรรมการกฤษฎีกาไปดูด้วยครับ เพราะถ้อยคํา ทั้งหมดต้องลงในรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขนะครับ ขอบคุณมากครับ
มีท่านบุญยอดนะครับ แล้วก็มีท่าน ส.ว. ขอสักท่านเดียวได้ไหมครับ ท่านประสงค์ ท่านเดียวก็แล้วกันนะครับ ก็เป็น ๒ ท่าน เชิญท่านบุญยอดครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภาจากพรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนท่านว่า กลับมาประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่ทราบว่าท่านเริ่มประชุม ๒ ทุ่ม ๑๐ นาที เอกสารที่ส่งเข้ามา ในการแก้ไขลงเวลา ๑๙.๒๕ นาฬิกา ขณะนี้ประชุมกันแล้วประมาณ ๒ ชั่วโมง กับ ๕ นาที กับสิ่งที่ท่านแก้ไขมา ๑๒ วรรค ระเบียบของการแก้ไขในร่างพระราชบัญญัติจากวาระที่หนึ่ง มาวาระที่สอง สิ่งที่เราเคยทํากันก็คือขีดฆ่าในส่วนที่เป็นวาระที่หนึ่งออก แล้วก็ขีดเส้นใต้กับ สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมา ท่านทําไหมกับ ๒ หน้านี้ ท่านไม่ทําครับ ผิดระเบียบวิธีไหมในการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ท่านทําอะไรกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ นี่คือสิ่งที่ท่านทํามาตลอด ๒ ชั่วโมงที่ผ่านมาผมเชื่อว่า ท่านประธานก็คงเครียด เพราะท่านต้องทําหน้าที่ต่อเนื่องเพียงคนเดียวเพราะว่ารองประธาน ไปทําหน้าที่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ผมเห็นใจท่านนะครับ ท่านอย่าเป็นอะไรไปเสียก่อนนะครับ ผมอธิบายต่อว่าสิ่งที่ผมเห็นในการแก้ไขของท่านคืออะไร เข้าประเด็นเลยนะครับ แล้วขอให้ สมาชิกทางฟากของรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกฝ่ายค้านฟังพร้อมกันนะครับ สิ่งที่ท่านแก้ไขก็คือการให้ศาลฎีกาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมอภิปรายเช่นเดียวกันกับท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ขออนุญาตเอ่ยนามเมื่อสัปดาห์ก่อน ท่านชี้ให้ดูในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ ผมไม่ได้พูดผิดนะครับ มาตรา ๒๑๙ ถ้าท่านเปิดไป เล่มที่อยู่ในสภาของเราอยู่หน้า ๑๕๘ กรุณาดูตามไปครับ สิ่งที่มาตรา ๒๑๙ พูดถึงก็คือ เรื่องของศาลยุติธรรมมี ๓ ชั้น มีศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา เว้นแต่มีบัญญัติเอาไว้เป็นอย่างอื่น วรรคสองผมขออนุญาตข้ามไป แต่วรรคสามเป็นเรื่องอํานาจของศาลฎีกา ให้ศาลฎีกา มีอํานาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา จบนะครับ เว้นวรรคนะครับ และให้ศาลอุทธรณ์มีอํานาจพิจารณาวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งนี้วิธีพิจารณา วินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากําหนด โดยต้องใช้ระบบไต่สวน และเป็นไปโดยรวดเร็ว นี่คือวรรคสามของมาตรา ๒๑๙ ครับ คําถามคือสิ่งที่ท่านเขียนมาแล้ว เกี่ยวข้องกับศาลฎีกาในการแก้ไขสุดท้ายของท่านนี้ ท่านแก้มาตรา ๒๑๙ หรือยังครับ ท่านแก้มาตรา ๒๑๙ นี้ด้วยหรือไม่ กลับไปดูหลักการของท่านสิครับ
หลักการของท่าน ข้อที่ ๑ ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ให้ทําดังต่อไปนี้
(๑) กําหนดให้รัฐสภาประชุมร่วมกันในกรณีการให้ความเห็นชอบ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภาและกรณี ให้ความเห็นชอบบัญญัติให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (เพิ่ม (๑๗) และ (๑๘) ของ มาตรา ๑๓๖) ให้รัฐสภาทําอะไรเพิ่มท่านต้องเขียนเพิ่มในหลักการและบอกด้วยว่า อยู่ในมาตราใด ถูกไหมครับ เพราะนี่คือการเขียนหลักการต้องเขียนให้ชัดว่าจะให้ใครทําอะไร เพิ่มเติมอย่างไร และอยู่ในมาตราใด ท่านเขียนในรัฐสภา ท่านไม่เขียนในศาลเอาอย่างไรต่อครับ ถามว่าทํามาขัดหลักการไหมครับ ที่ทํามาไม่อยู่ในหลักการเรียกว่าขัดหลักการ ถูกไหมครับ เหมือนกับที่ท่านไปกลับมติ ๑๒ : ๑๐ แก้ไขไม่ได้มันขัดหลักการ หลักการได้เขียนไว้ว่า ต้องมี ๒ ประเภท รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขัดหลักการ ท่านกําลังทําขัดหลักการครับ ใบนี้ขัดหลักการครับ ท่านจะเพิ่มไหมครับ ท่านจะเพิ่มในร่างแก้ไข ของท่านไหมครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้ไหมครับ เพิ่มสิครับ เพิ่มเลยครับ เพิ่มก็ขัดหลักการ ไม่เขียนก็ขัดหลักการ เพิ่มก็ขัดหลักการไม่ตลกนะครับพี่น้องครับ พี่น้องสมาชิกรัฐสภา ที่เคารพครับ ไม่ตลกครับ เพิ่มก็ขัดหลักการ ไม่เพิ่มก็ขัดหลักการแล้วท่านจะเดินอย่างไรต่อครับ ถ้าเป็นร่างพระราชบัญญัติปกติ ท่านประธานครับ เราร่วมประชุมกันมา ผมมีประสบการณ์ ไม่มากเท่าท่าน เป็นพระราชบัญญัติปกติต้องให้คณะกรรมาธิการถอนออกไปทํามาใหม่ เพราะมันผิด เพราะมันขัดหลักการ ท่านต้องถอนออกไปทํามาใหม่ เช่น จําได้ไหมครับ แพทย์แผนไทยยังถอนออกไปตั้งหลายครั้งแล้วก็กลับมาใหม่ เรื่องแพทย์แผนไทย เรายังเคร่งเครียดจริงจัง รัฐธรรมนูญถ้าผ่านวันนี้ก็แสดงว่ามาตรฐานของสภาแห่งนี้ ในการประชุมสภาในวันนี้ ต้องบันทึกไว้ชุดที่ ๒๔ ของที่ประชุมรัฐสภาร่วมกัน แล้วเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน และนี่คือ ตราบาป นี่คือผลงานชิ้นโบว์ดําของพวกเรา ท่านส่งเรื่องที่ไม่ดีอยู่ในหลักการมา แล้วเราจะ พิจารณาอย่างไร กลับมติกันอีกทีดีไหมตามแนวทางของท่านอย่างไรครับ เราเริ่มต้น จากมาตราหลักการกันใหม่ ชื่อร่าง มาตรา ๑ กันใหม่ มาตรา ๒ มาตรา ๓ กันใหม่ดีไหมครับ จะได้สะใจกันไปเลย แก้หลักการกันใหม่ที่ดีไหมครับ ผมไม่ได้เห็นด้วยนะครับ ผมกําลังชี้ให้ ท่านประธานและประชาชนเห็นว่าสิ่งที่เราทํากันในขณะนี้มันลวกจริง ๆ มันลวกมาตั้งแต่วันแรก เริ่มตั้งแต่การบรรจุตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามาในที่ประชุมรัฐสภาแล้ว ก็คือใช้วันหยุด ในวันจักรี บรรจุมาจนเดินมาถึงวันนี้ครับ มันถึงได้แผ่นดินไหวอย่างไรครับ มันถึงได้มีคนเมา อย่างไรครับ มันได้มีคลิปโป๊โผล่เข้ามาในสภาอย่างไรครับ แล้วก็มีคนกดบัตรแทนกันด้วยครับ ประธานไปดูในเมเนเจอร์ ออนไลน์ (Manager online) หรือยังครับเรื่องกดบัตรแทนกัน มีภาพเลยครับ เป็นภาพวิดีโอ (Video) เห็นสมาชิก ๒ คน ผู้หญิง ๑ ผู้ชาย ๑ เอื้อมไปกด หน้าของตัวเอง ข้างขวาอีก ๑ เสียง ท่านเป็นประธานรัฐสภา ประมุขแห่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผมฟ้องท่านไว้ก่อนว่าท่านต้องดําเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ คนที่ส่งโพสต์ (Post) คลิปนี้ก็คือ กมล เดวิด ผมไม่ทราบเป็นใคร แต่ในข่าวบอกว่าเป็นคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เพราะท่านเป็น เจ้าของโรงแรมชื่อ แคมป์เดวิด อย่างไรครับ กมล เดวิด จะใช่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หรือไม่ ผมขอให้ ส.ส. ชูวิทย์ ได้กรุณากล้าหาญลุกขึ้นตอบว่าท่านส่งโพสต์คลิปนี้หรือไม่ แต่มันถ่าย ในสภาครับ ต้องเป็นสมาชิกรัฐสภาเป็นคนส่ง และในวันนั้นมีการแกะเทปแล้วนะครับ อยู่ในการประชุมวันไหน ท่านประธานต้องสอบสวนเรื่องนี้ครับ และผมขอยืนยันว่า ผมอภิปรายครั้งนี้ ผมเชื่อว่าถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือกรรมาธิการไม่ตอบ หรือตอบไม่ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะเป็นโมฆะครับ และผมไม่ขอร่วมกระบวนการ ในสร้างผลงานชิ้นโบว์ดําให้กับรัฐสภาชุดนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอเป็นท่านสุดท้าย ท่านประสงค์ เชิญครับ ท่านประสงค์ นุรักษ์
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา หรือจะพูดให้ชัดอีกทีหนึ่งว่าเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ปฏิบัติหน้าที่ ผู้แทนปวงชาวไทย ท่านประธานครับ ผมได้อ่านร่าง มาตรา ๒๙๑/๕ อันใหม่ จากคณะกรรมการร่วม ๔ ฝ่าย ผมมีความรู้สึกว่าคณะกรรมการร่วม ๔ ฝ่ายนั้นกําลังละเมิดสิทธิ ของประชาชนชาวไทยกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายซึ่งคณะกรรมการสามารถ ที่จะไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลเหล่านั้น เดี๋ยวผมจะอธิบายแล้วก็หวังคําตอบ จากท่านกรรมาธิการด้วยนะครับ จะละเมิดกับใครนั้นผมขอพูดต่อไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๙/๑ มาตรา ๙๙/๒ ท่านได้พูดถึง แต่ในวรรคสองของมาตรา ๙๙ นั้น ไม่ทราบว่า จะมีผลอย่างไร ท่านไม่ได้คิดถึงคือกลุ่มพี่น้องคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ ผมเองผมไม่ได้ แปรญัตติในเรื่องนี้ เพราะผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่มาตั้งแต่แรก แต่พอมาถึงครั้งนี้เป็นโอกาสที่ผมสามารถจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดได้ เพราะผมได้รับโทรศัพท์ ได้รับการติดต่อจากคนไทยในต่างประเทศ หลายอย่าง หลายท่าน โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา และขณะนี้คนไทยในต่างประเทศหลายประเทศกําลังฟัง การอภิปรายของรัฐสภาแห่งนี้อยู่ ในประเด็นเกี่ยวกับการที่จะแก้ไข หรือรื้อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมอยากจะเรียนถามท่านคณะกรรมาธิการว่า มีเหตุผลอันใดที่สิทธิของพี่น้องประชาชนชาวไทย ซึ่งได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ ในการใช้สิทธิการมีส่วนร่วมในทางการเมืองของเขา จะต้องถูกตัดทอนไป ที่ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้มีโอกาสร่วมในการดําเนินงานทางการเมืองครั้งนี้ด้วย ผมเห็นว่าบุคคลเหล่านั้นมีความสําคัญครับเขาขนเงินเข้าเมืองไทยปีหนึ่งเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท หลายหมื่นล้านบาท ตามตัวเลขที่ผมเคยเจอมาครับ ซึ่งผมไม่สามารถจะจําได้ในขณะนี้ แล้วเขาก็มีความกระวนกระวายในการที่จะมีส่วนร่วมในทางการเมืองกับพี่น้องประชาชนชาวไทย ทุกวันทุกเวลา เขาได้ติดตามกระบวนการการเมืองในเมืองไทยมาตลอด เขาได้รู้เส้นทางทางการเมือง ของเมืองไทยมาไม่มาก ไม่น้อยกว่าคนไทยที่อยู่ในเมืองไทย ผมเองเป็นคนหนึ่งเมื่อปี ๒๕๓๕ ได้ตื่นตัว ต่อสู้ เรียกร้องสิทธิทางการเมืองของคนไทยในต่างประเทศจนได้รับความสําเร็จ ผมได้เห็นความต้องการทางการเมืองของคนไทยในต่างประเทศมาตลอด ผมอยากจะให้ทาง คณะกรรมาธิการได้มีโอกาสคิด พิจารณาให้ชัดเจนว่าจะทอดทิ้งบุคคลเหล่านั้น ให้ห่างเมืองไทยออกไปอีก หรือว่าต้องการดึงเขากลับมาให้ใกล้กับประเทศไทยให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ ผมอยากจะได้รับคําตอบจากคณะกรรมาธิการเพื่อจะให้คนไทย ในต่างประเทศในขณะนี้ได้รับฟังจากปากของท่านเองว่าทําไมคณะกรรมาธิการที่ได้มี การประชุมร่วมกันแล้วไม่เห็นความสําคัญของสิทธิทางการเมืองของคนไทยในต่างประเทศ ขอขอบพระคุณมากครับ
ท่านคํานูณมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ จริง ๆ ครับ ไม่ได้มีความตั้งใจจะอภิปราย แต่ว่าในฐานะที่ร่วมพูดคุยกันมาใน ๔ ฝ่ายตั้งแต่เช้า ขอให้คุณหมอชลน่าน ขออนุญาตเอ่ยนามท่านช่วยพิจารณาประเด็นนี้ด้วยครับ คือผมฟัง คําอภิปรายของท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ แล้ว ผมก็เกิดเอะใจขึ้นมา คือในร่างสุดท้าย ที่คณะกรรมาธิการมีมติแก้ไขนะครับ เราไม่ได้มีหลักการที่ให้ผู้ร้องคัดค้านการเลือกตั้งยื่นคําร้อง ต่อศาลฎีกาเลยแม้แต่น้อยนะครับ คือให้ยื่นต่อ กกต. ในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นก่อนเลือกตั้ง หรือหลังเลือกตั้ง อันนี้หลักการตรงกันนะครับคุณหมอชลน่าน แต่คราวนี้ในวรรคสิบเอ็ด ๓ บรรทัดสุดท้ายของวรรคสิบเอ็ดที่ระบุว่าในการนี้อาจกําหนดให้ศาลชั้นต้นในเขตจังหวัดนั้น เป็นผู้รับคําร้องแทนเพื่อจัดส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัย หรืออาจให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้สืบ พยานหลักฐาน หรือดําเนินการอื่นที่จําเป็นแทนศาลฎีกาได้ วรรคนี้นะครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ ก็คือมาตั้งแต่เช้าที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ร่างเป็นตุ๊กตาไว้ ให้ ๔ ฝ่ายพิจารณาในชั้นต้น โดยในชั้นต้นทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ไปทําการบ้านมา ในช่วงวันหยุด ท่านยังคงมีความเห็นให้ผู้เสียหาย หรือผู้ร้องคัดค้านการเลือกตั้งยังคงยื่นคําร้อง คัดค้านต่อศาลฎีกาได้ ซึ่งที่ประชุม ๔ ฝ่าย หลังจากหารือกันเป็นเวลานานก็ไม่เห็นด้วย โดยสรุปก็คือเราเห็นว่าให้ยื่นคําร้องคัดค้านต่อ กกต. ในทุกกรณี เพราะฉะนั้นในเมื่อยื่นคําร้อง ต่อ กกต. ในทุกกรณีแล้ว ข้อความใน ๓ บรรทัดสุดท้ายของวรรคสิบเอ็ด ของมาตรา ๒๙๑/๕ ปรับใหม่นี้นะครับ จึงไม่ควรจะมีเขียนไว้ครับ เพราะถ้ามีเขียนไว้ก็จะก่อให้เกิดความไม่เข้าใจว่า ผู้เสียหาย หรือผู้คัดค้านการเลือกตั้งยังจะไปยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาได้ ผมคิดว่าคุณหมอชลน่านก็ดี ท่านชวลิต เลขานุการคณะกรรมาธิการซึ่งร่วมประชุมอยู่ใน ๔ ฝ่ายด้วยนะครับ ท่านลองช่วย ตรวจทานดูคงจะเห็นด้วยกับกระผมว่า ผมมาดูตรวจทานทั้งหมดแล้วข้อความนี้มันตรงกับ ร่างแรกที่ท่านทํามาตอนเช้า แต่พอเราปรับแก้ไปทั้งหมดในวรรคนี้ในตอนท้ายเราไม่ได้ปรับออก มันก็เลยก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าศาลฎีกาอาจกําหนดให้ศาลชั้นต้นในเขตจังหวัดนั้น เป็นผู้รับคําร้องแทน ซึ่งก็แปลว่าผู้คัดค้านการเลือกตั้งยังยื่นคําร้องให้ศาลฎีกาได้ใช่ไหมครับ ซึ่งมันจะขัดกับวรรคก่อนหน้านี้ที่ในทุกกรณีให้ยื่นต่อ กกต. อันนี้เป็นประเด็นที่เมื่อเรา ตรวจสอบพบแล้วก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้ผ่านเลย ถ้าท่านกรรมาธิการตามทันท่านชวลิต คุณหมอชลน่านช่วยพิจารณาประเด็นนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญกรรมาธิการ ฝากประเด็นของท่านคํานูณ แล้วก็ของท่านสุรชัยที่ขอแก้ไขถ้อยคําด้วยนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธาน กราบเรียนชี้แจงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในกรณีพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑/๕ ผมจะขออนุญาตใช้เวลาให้กระชับที่สุด ประเด็นคําถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมจะขออนุญาตนําเรียนเป็นประเด็น ๆ ไปนะครับ เบื้องต้นที่จําเป็นต้องขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ประเด็นการทําหน้าที่ ของกรรมาธิการแล้วก็การประชุมของ ๔ ฝ่ายที่มีการพูดคุยยกเป็นประเด็นขึ้นมา ประเด็นนี้ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าการทําหน้าที่ของตัวแทน ๔ ฝ่าย หมายถึง ตัวแทนของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ตัวแทนของกรรมาธิการ ตัวแทนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน วิปฝ่ายค้าน และตัวแทนของทางสมาชิกวุฒิสภาที่เป็น ผู้ประสานงานหรือวิปวุฒิสมาชิก ๔ ฝ่ายนี้เราได้รับมอบหมายให้ไปเจรจาทําความตกลง เพื่อหาข้อยุติ ต้องกราบเรียนว่าในสิ่งที่สภาแห่งนี้ได้พิจารณาแล้วพูดคุยกัน ได้พิจารณาแล้ว พูดคุยกันเพื่อหาทางออกในการที่จะนําข้อเสนอเหล่านั้นกลับมาสู่สภา อํานาจไม่ได้อยู่ที่ ๔ ฝ่าย อํานาจไม่ได้อยู่ที่กรรมาธิการ เรานําเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้วินิจฉัย ฉะนั้นกระบวนการ ขั้นตอนของการทําหน้าที่ของกรรมาธิการ กระบวนการขั้นตอนของการทําหน้าที่ของ ๔ ฝ่าย หรือวิป ๓ ฝ่าย ก็อยู่ในขั้นตอนของกระบวนการการพิจารณาของรัฐสภา เหตุผลที่ผมกราบเรียน อย่างนี้เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้ยอมรับที่ท่านประธานได้แถลงไป นั่นคือร่างที่กรรมาธิการได้เห็นชอบตามที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ เป็นประเด็นหลัก ต้องเรียนอย่างนี้นะครับ นั่นคือหลักที่เรามาใช้ เมื่อนําหลักนั้นมาใช้มันก็คือ การแก้ไขที่แตกต่างจากร่างกรรมาธิการ ความหมายก็คือกรรมาธิการเองเห็นด้วยกับที่จะใช้ ร่างของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย โดยนําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นการเลือกตั้ง ส.ว. มานําบังคับใช้ โดยอนุโลมนําหลักตรงนั้นมา และสิ่งที่จําเป็นเมื่อนําหลักนั้นมาผู้แปรญัตติเองก็ทิ้งข้อความ วรรคต่าง ๆ ที่ไล่เรียงมาในฐานะที่ท่านแปรญัตติเฉพาะคําแก้ไข ถ้าท่านไม่แปรญัตติอย่างนั้น ก็หมายความว่าต้องมาใช้ข้อความของร่างกรรมาธิการ เมื่อใช้ข้อความร่างกรรมาธิการ กราบเรียนท่านประธานครับ เมื่อตัวสาระหลักตัวกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นความจําเป็น ที่กรรมาธิการต้องแก้ไขให้สอดรับกับตัวสาระหลัก โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นคําถาม เพื่อนสมาชิกว่าทําไมต้องไปแก้ไขมาตรา ๒๑๙ ของรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วตรงนั้น เป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เราต้องปฏิบัติตาม เพราะว่าการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. อํานาจในการวินิจฉัยในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหลังจากประกาศผลเลือกตั้งตามกฎหมาย เดิมเป็นอํานาจหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แน่นอน อํานาจก่อนประกาศเลือกตั้ง ตามกฎหมายเดิมเป็นของ กกต. ทั้งเพิกถอนสิทธิแล้วก็การให้มีการเลือกตั้งใหม่ การเลือกตั้งใหม่ คือใบเหลือง การเพิกถอนสิทธิก็คือใบแดงเป็นของ กกต. เราก็ทําให้สอดรับกับตรงนั้น นั่นเป็นประเด็นที่จะต้องกราบเรียนเป็นเบื้องต้นนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าทําไมกรรมาธิการมีความเห็น ที่สอดคล้องกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ตรงนี้เองไม่ได้เป็นความเห็นเฉพาะกรรมาธิการ ท่านเดียวเป็นขององค์คณะ เพราะท่านประธานเองได้เชิญพวกเราไปรับฟังในสิ่งที่มีการยกร่าง และมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ก็เป็นองค์คณะ ที่เราเห็นชอบว่าเราเห็นชอบตามนี้ นั่นหมายความว่าไม่ต้องใช้ร่างของกรรมาธิการ ก็เสมือนว่าบอกกับสมาชิกไปเลยว่าถ้าจะมีการลงคะแนนก็ขอให้ไปลงคะแนนให้กับ ร่างกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ไม่ต้องมาลงคะแนนให้กับร่างของกรรมาธิการ เหตุผลที่เราเห็นชอบ ก็ฟังจากท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านได้กรุณานําเสนอที่เป็นคําแปรญัตติของท่าน เป็นคําสงวนความเห็นของท่านว่าข้อจํากัดในการใช้กฎหมายท้องถิ่น การเลือกตั้งท้องถิ่น ประเด็นสําคัญที่สุดมีความกริ่งเกรงความเป็นกลางทางการเมือง เกรงว่าจะมีพรรคการเมือง เข้าไปเกี่ยวข้องในการเลือกตั้ง ตรงนั้นเป็นประเด็นหลักเลยนะครับที่เราเองก็เห็นว่าถ้าเปิดช่องไว้มันก็มีโอกาส เพราะฉะนั้น ปิดช่องน่าจะดีกว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงตรงนี้ก็ไม่ได้ทําให้สาระบัญญัตินั้นเสียไป ต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ถามว่าทําไมกรรมาธิการไม่นํากฎหมายฉบับนี้มาเขียนแต่แรก ด้วยความเคารพท่านประธานครับ เราเองมีการเสนอญัตติใช้กฎหมายฉบับนี้แต่แรกครับ กรรมาธิการหลายท่านก็เสนอ แต่ว่าสิ่งที่เราได้รับฟังจากผู้ปฏิบัติหมายถึงผู้แทนของ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ตอบกับกรรมาธิการว่าความใกล้เคียงถ้าจะอนุโลมกฎหมายมาใช้ คือกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นใกล้เคียงที่สุด ในขณะนั้นเราไม่พูดคุยกันว่าพรรคการเมือง จะส่งได้หรือไม่ได้ เพราะในจิตสามัญสํานึกของเราแล้วนี้เราไม่มีความประสงค์ให้ พรรคการเมืองส่งเลือกตั้งอยู่แล้วนะครับ เรื่องนั้นก็เลยเป็นที่มติของกรรมาธิการว่าก็ใช้สิ่งที่ มันอนุโลมและใกล้เคียงที่สุดก็เลยเป็นเหตุให้กรรมาธิการเลือกกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นนะครับ เพราะฉะนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ผมขออนุญาตตอบข้อซักถาม ของเพื่อนสมาชิกนะครับ ประเด็นที่เป็นข้อซักถามที่ต้องขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่านครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ที่ถามในวรรคสี่การเรียงถ้อยคํา การเรียงถ้อยคําที่ท่านเสนอว่าการเรียงถ้อยคําที่บัญญัติไว้ในวรรคสี่มันอ่านแล้วเข้าใจยาก อ่านแล้วไม่ได้ใจความ คําถามนี้เองนั้นกรรมาธิการได้ถามเหมือนท่านเลยครับ ต้องกราบเรียน โดยเฉพาะตัวผมเองในฐานะที่เป็นตัวแทนของทางวิปรัฐบาลเข้าไปร่วมฟังการยกร่าง ในชั้นของการยกร่างในการแก้ไข มีคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการการเลือกตั้งอยู่ด้วย คําตอบบอกว่าลักษณะการเขียนแบบนี้ในการที่จะนํากฎหมายมาอนุโลมใช้ ต้องบอกบทที่นํามาใช้ เป็นวิธีการเขียน ผมก็ขอให้เรียงอย่างที่ท่านบอกเลยครับ แต่ท่านบอกว่าวิธีการเขียน ต้องบอกบทที่จะนํามาใช้ บอกบทที่ยกเว้น หลังจากนั้นจึงบอกว่าอนุโลม บอกคําว่า อนุโลม และบอกบทเรื่องของสิ่งที่มันจะขัดแย้งด้วยและให้เขียนไว้ว่ากรณีขัดแย้งก็ให้ใช้หลักในหมวดนี้ เป็นหลัก ๔ อย่างนี้ต้องไล่เรียงกันครับ หมายความว่า ๑. สิ่งที่จะต้องนํามาใช้ ๒. สิ่งที่ยกเว้น ๓. บอกว่านํามาใช้โดยอนุโลม ๔. บอกข้อขัดแย้ง การไล่เรียงเขียนอย่างนี้คณะกรรมการกฤษฎีกา เขียนไว้ว่านี่คือเป็นแบบวิธีเขียนแบบนี้ก็เลยจําเป็นต้องเอาคําว่า มาบังคับใช้โดยอนุโลม หลังจากบอกบทยกเว้น ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสุรชัยด้วยความเคารพยิ่ง ประเด็นที่ท่านเองได้เสนอขอเปลี่ยนแปลงถ้อยคํา ในมาตรา ๒๙๑ โดยเฉพาะวรรคที่เกี่ยวกับ การเพิกถอนสิทธิ การเพิกถอนสิทธิหรือเหตุแห่งการที่จะเพิกถอนสิทธิและการประกาศ ให้มีการเลือกตั้งใหม่ ท่านเสนอถ้อยคําว่า ถ้าปรากฏหลักฐานอันเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมิได้ เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง ให้ กกต. ยื่นคําร้องต่อ ศาลฎีกาพิจารณา ถ้อยคําตรงนี้เราถกกันเยอะมากเสมือนท่านเลยครับ สุดท้ายเราเอง ต้องยอมของผู้ที่เสนอร่างเขาอ้างว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๘ (๑) และ (๒) ว่ากรณีถ้าเป็นการร้อง แล้วจะต้องใช้ถ้อยคําที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตท่านประธานด้วยความเคารพ ในมาตรา ๒๓๘ (๑) (๒) ใช้ถ้อยคําที่ได้บัญญัติเอาไว้ในร่างนี้ใช้คําว่า คัดค้าน ผมขออนุญาต อ่านคร่าว ๆ คัดค้านว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้ง ๒ วงเล็บ ก็นําเอาความนั้นมาใช้เขียนในการที่จะเป็นเหตุแห่งการยื่นคัดค้าน ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นคําถามที่สําคัญของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติถามว่า ทําไมไปเว้นการเสียสิทธิก็สอดคล้องกับคําถามท่านสุดท้ายที่ได้อภิปราย ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ท่านประสงค์ว่าทําไมไปละเมิดสิทธิของผู้ที่อยู่นอกเขตเลือกตั้ง ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ด้วยความเคารพท่านประธานครับในเรื่องนี้เราก็หารือกับกรรมการ เรื่องการเลือกตั้งว่าเราจะรักษาสิทธิเขาให้มากที่สุดทําอย่างไร แต่สิ่งที่เราได้รับเป็นคําตอบ ก็คือว่าการที่จะขึ้นทะเบียนในการเลือกตั้งนอกเขตไม่ว่าจะเป็นต่างประเทศหรือในประเทศ สิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องไปดําเนินการเนื่องจากเรามีการแก้ไขกฎหมายใหม่ว่า การเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขตจะต้องมีการขึ้นทะเบียนใหม่ จัดทําทะเบียนใหม่ทั้งหมด ซึ่งใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๖๐ วันเป็นต้นไปถึงจะสําเร็จในการขึ้นทะเบียน ในร่างนี้เราได้เขียนไว้ ตั้งแต่ต้นว่าให้มีการจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วันนับแต่วันที่ออก พระราชกฤษฎีกานะครับ เพราะฉะนั้นเรามีเวลาแค่ ๗๕ วัน บวกกับพระราชกฤษฎีกา อีก ๑๕ วัน ก็คือ ๙๐ วัน จริง ๆ คือ ๙๐ วัน ไม่ได้ ๗๕ วัน นับตั้งแต่วันประกาศรัฐธรรมนูญ แล้วคือ ๙๐ วัน ก็ตอบคําถามท่านไปในตัวว่าทําไมถึง ๗๕ วัน จริง ๆ คือ ๙๐ วันครับ เพราะบวกวันออกพระราชกฤษฎีกาตรงนี้ก็เป็นเหตุว่าถ้าจะนําเอาสิทธิของผู้ที่อยู่นอกเขต มาใช้นี่ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพครับ เวลาที่มีอยู่มันไม่พอ ก็จําเป็นที่จะต้องออกข้อยกเว้น มีข้อจํากัดเรื่องของการเลือกตั้งนอกเขต ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมบอกว่าผมใช้เวลาสั้นที่สุด ไม่เกิน ๑๐ นาที ในสิ่งที่เป็นข้อคําถามของท่านในสิ่งที่ผมจําเป็นต้องตอบก็เป็นคําอธิบาย ที่อยู่ในสารบัญญัติ สาเหตุที่มีหลายวรรคเนื่องจากเรามีการเปลี่ยนแปลงนะครับ เช่น การวินิจฉัยชี้ขาดคํารับคําร้องต้องเขียนใหม่ วินิจฉัยชี้ขาดนะครับ กฎหมายเดิม กกต. เป็นผู้ให้มีอํานาจที่จะวินิจฉัยชี้ขาดคําร้องคัดค้านก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน ให้ทั้งใบเหลืองและใบแดงนะครับ แต่ว่าร่างใหม่ของเราการยื่นร้องคัดค้านเราให้ยื่นตั้งแต่ วันที่มีการประกาศให้มีการเลือกตั้งจนถึงหลังประกาศเลือกตั้ง ๑๕ วัน อันนี้เปลี่ยนก็ต้องเขียนใหม่ สิทธิของ กกต. อํานาจหน้าที่ กกต. ในการที่จะวินิจฉัยก็เฉพาะการให้ใบเหลือง ผมใช้ภาษาทั่วไป คือให้ใบเหลืองก่อนการประกาศผลเลือกตั้งเท่านั้น ก็คือยกเลิกการเลือกตั้ง แต่ถ้าจะเป็นใบแดง ส่งให้ศาลทั้งหมด การรับคําร้องการคัดค้านก็เป็น กกต. ครับ ไม่ใช่ศาลครับ กกต. เป็นผู้รับ รับแล้วจะต้องพิจารณาสืบสวนสอบสวนให้เสร็จภายใน ๓๐ วันแล้วแต่ระยะเวลาครับ ถ้ารับหลังจากเลิกประกาศผลก็นับไปอีก ๓๐ วัน ถ้ารับเรื่องก่อนประกาศผลก็นับจากประกาศผล ไปอีก ๓๐ วัน สอบสวนแล้วส่งให้ศาลครับ เพราะฉะนั้นคําถามของท่านนิพนธ์แล้วก็ข้อสงสัย ของท่านคํานูณวรรคสุดท้ายที่บอกว่า ทําไมให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้รับคําร้องแทน ถ้าศาลฎีกา ออกข้อกําหนดให้ศาลชั้นต้นรับคําร้องแทน รับคําร้องแทนตรงนี้ไม่ได้รับโดยตรงจากผู้ร้อง เป็นการรับจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งในการกําหนดของศาลฎีกานี้อาจจะกําหนดให้ศาล แต่ละจังหวัดเป็นผู้พิจารณาในการที่จะรับตรงนั้น ประเด็นในการรับแทนตรงนี้ไม่ได้รับ โดยตรงจากผู้ยื่นคําร้อง การยื่นคําร้องก็เป็นการยื่นของผู้มีสิทธิที่จะคัดค้านเลือกตั้งต่อ กกต. ซึ่งเราเขียนไว้ชัดเชน ท่านประธานที่เคารพครับ โดยเวลาที่เร่งรัด ผมเองเท่าที่รวบรวม ประเด็นที่สําคัญ ๆ ในข้อคําถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติกับเจตนารมณ์ที่เราเขียน มาตรา ๒๙๑/๕ ให้เป็นไปตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และปรับแก้ถ้อยคําให้สอดรับ ก็ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการในชั้นของการพิจารณา ไม่มีข้อบังคับใด ๆ ที่ไปห้ามแล้วทําให้ สอดรับกับข้อบังคับ ร่างนี้ถ้าได้รับความเห็นชอบจากทางท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน เป็นเสียงข้างมากก็ถือร่างนี้เป็นหลัก ร่างกรรมาธิการก็ตกไป ขอกราบเรียนด้วยความเคารพครับ ท่านประธานครับ
สมควรนะครับ ขอมติเลย พอแล้วกระมังอาจารย์พีรพันธุ์ ท่านนิพนธ์พอแล้วกระมังครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือผมได้ฟังคําชี้แจงของ ท่านนายแพทย์ชลน่านแล้วนะครับ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ที่บอกว่ารับคําร้องแทนนั้น ไม่ใช่คําร้องของผู้คัดค้านนะครับ แต่เป็นคําร้องของ กกต. คืออันนี้ผมอยากจะเรียนว่า ถ้าให้ดําเนินกระบวนพิจารณาแทนนี่นะครับ ดําเนินกระบวนพิจารณาแทนแล้วสืบพยานแทน แล้วมันครอบคลุมหมดแล้วครับ คําร้องอะไรต่าง ๆ ในกระบวนการพิจารณาที่ กกต. จะยื่นนี้ มันอยู่ในนี้แล้ว มันไม่จําเป็นต้องฟุ่มเฟือย ซึ่งถ้อยคํานี่เราต้องบัญญัติในรัฐธรรมนูญนะครับ ข้อความที่อันไหนมันตัดได้ ทอนได้ ถ้าเปลี่ยนเป็นใช้ว่าในกรณีที่ดําเนินการอื่นที่จําเป็นแทนนี่ อะไรล่ะครับ อะไรจําเป็น คําร้องก็อยู่ในดําเนินการอื่นได้ ทําไมต้องไปมีซ้อนกันไปซ้อนกันมา อันนี้ลองทบทวนดูครับถ้อยคํานี่ เป็นเรื่องถ้อยคําเท่านั้นเองอย่างอื่นผมไม่ติดใจนะครับ ลองดูครับ ขอบคุณครับ
กรรมาธิการว่าอย่างไรครับ ยืนนะครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา สอบถามกรรมาธิการสั้น ๆ นิดเดียวเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องนะครับ กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ กรณีนี้ต้องเลือกตั้งให้เสร็จภายใน เงื่อนเวลาเท่าไร อย่างไรครับ แล้วการรับรองรอบ ๒ เขียนไว้หรือเปล่าครับ
เชิญครับ คุณหมอครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ฐานะกรรมาธิการ ตอบข้อซักถามของท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตนําเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เรามีมาตรา ๒๙๑/๘ เขียนรองรับเอาไว้ กรณีถ้ามีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญว่างลงทั้ง ๒ ส่วน ทั้ง (๑) และ (๒) ก็จัดให้มีการเลือกตั้ง หรือมีการคัดเลือกให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ตามมาตรา ๒๙๑/๘ ตรงนั้นมีเขียนรองรับอยู่ แล้วก็สอดรับกับวรรคสิบเอ็ดของมาตรา ๕ รองวรรคท้ายนี่ที่ยกมาตรา ๒๙๑/๘ มาเป็นเหตุ แห่งการวินิจฉัยของศาลให้สิ้นสุดตามนั้นก็คือประมาณ ๑๕๐ วัน เพราะเราใช้คําว่า ถ้ากรณีจะมีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าอายุของสภาเหลือไม่ถึง ๙๐ วันก็ไม่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ มันก็เลยเป็นเหตุให้เราเขียนว่า ถ้าคําสั่งศาลอยู่ในช่วงนั้นถ้าจะสั่งให้มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และมีการเลือกตั้งใหม่ภายใน ๙๐ วันก็ไม่ต้องสั่งเป็นอันยุติไปนะครับ
เชิญครับ
ขออนุญาต คือกรณีที่ท่านชี้แจงนี่ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นกรณีใบแดงหรือมีคนได้รับเลือกตั้ง แล้วก็ต่อมา ถูกเพิกถอนก็เลยต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ที่ผมถามนี่หมายถึงว่าเป็นใบเหลือง คือพูดง่าย ๆ เลือกตั้งเสร็จ กกต. วินิจฉัยว่าจําเป็นต้องมีการเลือกตั้งใหม่ กรณีนี้มีเงื่อนเวลาอย่างไรครับ
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ข้อซักถามของ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ด้วยความเคารพที่ผมนําเรียนว่าอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๘ เขาเขียนรวมครับ เขาเขียนรวมเป็นอันว่างลง ก็คือว่างลงจากการให้ใบเหลืองนะครับ เราเอาเหตุตรงนี้มาเป็นข้ออ้างของการเลือกตั้งใหม่ ก็คือการไม่ได้มา การไม่ได้มานี่ ผมกราบเรียนอย่างนี้โดยร่างที่เราร่างขึ้นนี้ภายใน ๑๕ วัน ภายใน ๑๕ วัน กกต. ต้องประกาศให้ครบ ๗๗ คน ภายใน ๑๕ วัน เหตุแห่งการร้อง ถ้าร้องถ้ายังไม่ได้ให้ใบเหลืองเพียงแต่รับคําร้อง สอบสวนยังไม่เสร็จ ก็ต้องประกาศไปก่อน ประกาศให้ครบเว้นแต่ กกต. สามารถที่จะสืบสวน สอบสวน กรณีเขาร้องมาก่อนและสามารถทําให้เสร็จก่อนเวลาก็ประกาศให้การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งก็นําความตรงนี้มาบังคับใช้โดยอนุโลมว่า ๓๐ วัน
เชิญครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรเชิญครับ
ถ้าอย่างนั้น เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันจะได้เห็นภาพ สมมุติว่าในจังหวัดหนึ่งมีการเลือกตั้ง มีการร้องคัดค้าน ยังไม่ได้ประกาศรับรองผล สมมุติว่าหลังวันเลือกตั้ง กกต. เห็นว่าให้ใบเหลืองมีการเลือกตั้ง ใหม่ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งรอบที่ ๒ นั้นภายใน ๑๕ วัน ถูกไหมครับ แล้วภายใน ๑๕ วันนั้น เมื่อเลือกตั้งรอบที่ ๒ แล้วพอถึง ๑๕ วันอย่างไรก็ต้องรับรองไปก่อนไม่สามารถให้ใบเหลือง ใบแดงได้อีกจะได้เห็นภาพตรงกัน
ถูกต้องตรงกันนะครับ ถูกต้องตรงกันนะครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอมติเลยกระมังครับ ท่านบุญยอดขอความกรุณาครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมยังไม่ได้คําตอบของผมครับ รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๑๙ ตกลงท่านจะเอาอย่างไรกับมาตรานี้ ท่านจะบรรจุอยู่ในหลักการหรือไม่ ท่านจะแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ หรือท่านจะเพิกเฉยครับ
กรรมาธิการครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการต่อข้อซักถามของท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับว่า จําเป็นต้องไปเพิ่มเติมหลักการกรณีนํามาตรา ๒๑๙ มาบังคับใช้ ข้อความถ้อยคํามาบังคับใช้หรือไม่ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ไม่จําเป็นครับ ไม่จําเป็นเลย เพราะเราเขียนว่านําเอากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มา ซึ่ง ส.ว. มาบังคับใช้โดยอนุโลม บอกบทบังคับใช้และบทที่ไม่บังคับใช้ ในตรงนั้นเองรัฐธรรมนูญ ก็บอกว่ากรณีถ้าเป็นการเลือกตั้งตรงนี้ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วย ก็เขียนว่า เป็นอํานาจของศาลฎีกา มันก็เป็นไปตามตัวบทที่เขียนไว้อยู่แล้ว ไม่จําเป็นต้องไปเขียนหลักการ เพราะในตัวบทว่าเราเอามาใช้โดยอนุโลมครับ ไม่จําเป็นครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอมติเลยนะครับ เชิญสมาชิกข้างนอกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ เชิญครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภามีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนลงมติ)
ท่านสมาชิกครับ ก่อนจะลงมติ ผมขอแจ้งให้รับทราบคําสั่งศาลฎีกานะครับ
ด้วยประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาได้มีหนังสือแจ้งกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอให้ศาลฎีกามีคําสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และเพิกถอนการสรรหาวุฒิสภา จํานวน ๓ ท่าน คือ ๑. ท่านสัก กอแสงเรือง ๒. ท่านศรีสุข รุ่งวิสัย ๓. ท่านประจิตต์ โรจนพฤกษ์ และขอให้มี การสรรหาวุฒิสภาใหม่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๖ และมาตรา ๑๒๒ บัดนี้ศาลฎีกาได้มีคําสั่งให้รับคําร้อง ของคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๕ ดังนั้นสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๓ ท่าน จึงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้นะครับ และขอให้นับเข้าอยู่ใน จํานวนรวมของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภาครับ ดังนั้นจํานวนสมาชิกรัฐสภามีจํานวน ทั้งหมด ขณะนี้ ๖๔๕ ท่าน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเท่ากับ ๓๒๓ ท่าน จึงแจ้งให้ ที่ประชุมทราบครับ
ผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนที่จะลงมติครับ ถ้าพร้อมใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ
เรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้เลยครับ ผู้เข้าประชุม ๓๗๑ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ผมขอมติเลยนะครับ มติจะเห็นด้วยกับร่างแก้ไขใหม่ที่ได้แจกอยู่ในมือ ท่านสมาชิกแล้วนะครับ คือร่างแก้ไขของคณะกรรมาธิการจะเห็นด้วยหรือไม่ครับ ใช้สิทธิ ลงคะแนนได้เลยครับ เห็นด้วยหรือไม่ครับ เห็นด้วยกับร่างแก้ไขที่คณะกรรมาธิการแก้ไขใหม่ ที่แจกเอกสารให้สมาชิกหรือไม่ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลครับ มตินะครับ เห็นด้วย ๓๙๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๐ ท่าน ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบนะครับ
ขออนุญาตต่อนะครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๒๙๑/๖ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติ
ท่านสมชายมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเข้าใจว่าที่ประชุม ๔ ฝ่าย ได้รายงานกับท่านประธานเรียบร้อยแล้วนะครับว่า ความเห็นของวุฒิสภาขอความกรุณา ท่านประธานว่าเราประชุมกันมา ๗ วัน ๗ คืนแล้ว วันนี้เราจบด้วยดี ด้วยการลงมติ มาตรา ๒๙๑/๕ โดยกรรมาธิการยอมแก้ไข แล้วเราสรุปกันว่าเราจะจบการประชุมวันนี้ เพียงแค่นี้ พรุ่งนี้เช้าเริ่มต้นมาตรา ๒๙๑/๖ ใหม่ ระหว่างที่กรรมการ ๔ ฝ่ายไปเจรจากัน เราก็อภิปรายไป พรุ่งนี้เช้าท่านประธานจะเรียกประชุม ๐๙.๓๐ นาฬิกา เหมือนเดิม พวกเราไม่ขัดข้องครับ แต่ถ้าท่านประธานจะเดินหน้าต่อมาตรา ๒๙๑/๖ ผมเกรงว่า สมาชิกวุฒิสภาจะไม่ค่อยสะดวกใจเพราะได้เรียนว่าทําตามมติที่ตกลงกันไว้ว่าเราจะจบ มาตรา ๒๙๑/๕ ลงมติเสร็จแล้วเราปิดประชุมครับ ขอความกรุณาท่านประธานเดินตามเดิมครับ
ถ้าอย่างนั้นขออย่างนี้ครับ ผมขออีกสักชั่วโมง เลยเที่ยงคืนสักนาที ๒ นาที ขออย่างนั้นนะครับ ท่านมีอะไรครับ ท่านรัชฎาภรณ์เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่ทางวุฒิสภาพูดว่า ๔ ฝ่าย พรุ่งนี้เช้าจะคุยกันเรื่องมาตรา ๒๙๑/๖ แล้ว ๔ ฝ่ายไปคุยกัน แล้วสภาก็คุยกันไปเรื่อย ๆ ดิฉันก็เรียนแล้วว่าดิฉันยังไม่เห็นความจําเป็นเลย เพราะถ้า ๔ ฝ่ายไปคุยกันมาแล้ว สู้ให้สภารอให้ ๔ ฝ่ายไปคุยกันมาแล้วสภาก็คุยเรื่องใหม่ ไม่ใช่มาคุยเรื่องเก่า ถึงเวลามาแล้วก็ตัดทิ้ง แล้วก็เอาตามใหม่ได้อย่างไร ถ้า ๔ ฝ่ายไปคุยสักครึ่งวัน ไม่ใช่เฉพาะมาตรา ๒๙๑/๖ ถ้ามีทับอื่นก็คุยมาด้วย แล้วพอช่วงบ่ายก็ได้ค่ะ แล้วค่อยมาคุย ๔ ฝ่ายต้องคุยกันให้เสร็จ ไม่อย่างนั้นไม่มีประโยชน์เลย คุยกันไป ๔ ฝ่ายก็คุยกันไป สภาก็ว่ากันไป แล้วพอ ๔ ฝ่ายกลับมาเราก็มาว่ากันไม่ อภิปรายเรื่องของใหม่ ไม่ใช่เรื่องของเก่า ดิฉันเสนอว่า น่าจะเป็นอย่างนี้ค่ะ
ฟังความเห็นท่านสุนัย เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สุนัย จุลพงศธร กรณีเรื่อง ๔ ฝ่ายนี้ถ้าผมจําไม่ผิดก็เป็นข้อตกลงปรองดองกันในแต่ละระยะ ๆ ของการประชุม ซึ่งมันได้จบกระบวนการวันนี้ไปแล้ว อันที่ ๑ แล้วก็ด้วยความคาดหวังว่า เมื่อเราหาทางตกลงร่วมกันแล้วเราจะแสดงสปิริตด้วยการให้เวลาเร็วขึ้น มันก็ไม่ค่อยจะเร็ว เท่าไรครับท่านประธาน ดังนั้นวันนี้ เมื่อกี้ท่านประธานได้บอกว่าขอเวลาอีกสักนิดหนึ่ง ด้วยความเคารพแล้วก็อยากจะชื่นชมต่อเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง คือน้องรังสิมา คือน้องรังสิมาเร่งรัดให้เราประชุมดึก ๆ กันทุกคืน ขอสนองตอบเจตนารมณ์ น้องรังสิมาสักหน่อยครับ ประชุมต่อไปเถอะครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ถ้าอย่างนั้นผมขออย่างนี้ได้ไหม จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ขอแค่เวลาสัก ๖ ทุ่ม ๑๐ นาที ประมาณนี้ครับ พรุ่งนี้เช้าจะได้ต่อ ๐๙.๓๐ นาฬิกา จะได้ไม่ต้องเสียเวลาต่อได้เลย ไม่อย่างนั้นก็มารอลงชื่อกว่าจะครบ เสียเวลาเป็นชั่วโมง ขอความกรุณานะครับ ไม่เสียเวลานะครับ ท่านนิพนธ์เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะกราบเรียนท่านประธาน ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นแรกผมเข้าใจว่าเพื่อไม่ให้สับสนนะครับ กรรมการ ๔ ฝ่ายไม่ได้ นัดประชุมในมาตรา ๒๙๑/๖ ต้องเข้าใจตรงกันนะครับ ประเด็นนี้ไม่มีการนัดประชุม เพราะฉะนั้นถ้าไม่เรียนให้สภาได้ทราบ เกรงว่าจะมีการเข้าใจผิดว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ก็กําลังจะมีการประชุม ๔ ฝ่าย ประเด็นนี้ผมคิดว่าตัวแทนของรัฐบาลคงทราบนะครับว่า ไม่เจรจาในเรื่องนี้ก็ขอให้เป็นไปตามข้อบังคับที่มีการสงวนความเห็นกันเอาไว้ เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่จะเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบเป็นเบื้องต้น
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าสิ่งที่กรรมการ ๔ ฝ่ายหรือว่าวิปไปเจรจากันก็คือว่า คืนนี้เอาให้จบในมาตรา ๒๙๑/๕ แล้วถ้าลงมติคืนนี้ได้ก็จบแค่นั้นนะครับ แล้วก็ถ้าไม่จบ คือบอกว่าถ้าไม่สามารถที่จะลงมติได้ก็พิจารณาเลยเที่ยงคืนไปสัก ๑๕ นาที แล้วก็จะพักการประชุม นี่คือข้อตกลง ถ้าสมมุติว่าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ครั้งต่อไปผมเกรงว่า ๔ ฝ่ายประชุมก็ไม่มี ความหมายท่านประธานครับ ผมขออยากจะให้ถือปฏิบัติตามข้อตกลงแล้วมันจะเดินไปได้ โดยตัวของมันเอง ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านประธานวิปรัฐบาล
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทยในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเป็นไปตามที่ท่านประธานได้ดําริเอาไว้แล้วก็สอดคล้องกับที่เพื่อนสมาชิก ท่านนิพนธ์ได้กล่าวไว้ หมายความว่าในวันนี้เมื่อเราสามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ตรงกัน ของคณะกรรมการ ๔ ฝ่ายไปแล้ว คือสามารถลงมติในมาตรา ๒๙๑/๕ ได้ ก็ขอให้ได้ใช้โอกาส ในการที่พิจารณามาตรา ๒๙๑/๖ ไปอีกสักระยะหนึ่งเมื่อได้เวลาประมาณเที่ยงคืนเศษ ๆ ก็ให้ท่านประธานได้พิจารณาในการที่จะพักการประชุมและในวันพรุ่งนี้เราก็จะสามารถ มาเริ่มได้เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกาต่อไปโดยที่ไม่ต้องมาเซ็นชื่อเพราะสังเกตในทุก ๆ ครั้ง ที่มีการจะต้องมาเซ็นชื่อกันใหม่นี้ครับ กว่าจะสตาร์ท (Start) ได้ก็ปาเข้าไปเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาเศษ เพราะฉะนั้นจะทําให้เวลาของรัฐสภานี้เสียไปนะครับ ขออนุญาตตามนี้ตามที่ท่านนิพนธ์ เสนอครับ
ผมขอตามนี้ได้ไหมครับ ท่านนริศเชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นตัวแทนจากพรรคฝ่ายค้านไปเจรจา ข้อเจรจาที่ท่านอุดมเดช รายงานต่อท่านประธานคลาดเคลื่อนเล็กน้อยนะครับ ข้อเจรจาตกลงกันว่าเราจะพิจารณา มาตรา ๒๙๑/๕ จนจบ และหากไม่จบจะพิจารณาไปจนถึงเวลาเที่ยงคืนสิบห้านาทีและพักประชุม ไม่มีเงื่อนไขว่าต้องพิจารณามาตรา ๒๙๑/๖ ต่อไปแต่อย่างใดครับ นี่เป็นข้อตกลง ๓ ฝ่าย แล้วก็ให้ทางวุฒิสมาชิกยืนยันด้วยก็ได้ครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ท่านวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้าน เห็นไม่ตรงกันนะครับ ไปตกลงกันอย่างไรไม่รู้แต่ไม่ตรงกัน ท่านคํานูณครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับเรื่องข้อตกลง จะประชุมวันนี้ถึงเมื่อไรนั้นไม่ใช่เรื่องของ ๔ ฝ่าย แต่เป็นเรื่องของที่ประชุมวิป ๓ ฝ่าย ซึ่งประชุมรอบแรกในวันนี้เมื่อเวลาห้าโมงเย็นยังตกลงกันไม่ได้ ประชุมรอบที่ ๒ เมื่อเวลาสองทุ่ม ผู้ที่นั่งเป็นประธานคือท่านอาจารย์ทัศนา บุญทอง สมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาตเอ่ยนาม กระผมเองเข้าใจทางฝ่ายรัฐบาลแล้วก็เข้าใจทางฝ่ายค้าน แต่ก็จําเป็นต้องเข้าใจ สมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาอาวุโส ขออนุญาตเอ่ยนาม ผมเอ่ยนามในที่ประชุม วิป ๓ ฝ่ายมาโดยตลอด คือ ๑. ท่านอาจารย์สุริยา ปันจอร์ ๒. ท่านอาจารย์เจริญ ภักดีวานิช ท่านก็มาขอร้องกับผมตั้งแต่เช้าว่าขอประชุมถึงเวลาหกโมงเย็นได้ไหม กระผมก็บอกว่า คงจะเจรจากับเขาไม่ได้หรอก แต่ถ้าเผื่อว่าขอเป็นเวลาสามทุ่ม บวกลบนี้น่าจะพอเป็นไปได้ แต่ในที่สุดเมื่อเจรจากันผลออกมาเป็นไปในลักษณะที่ว่าทีแรกทางฝ่ายค้านจะขอยุติ การประชุมที่สามทุ่ม โดยไม่ได้คิดในประเด็นว่าจะสามารถลงมติมาตรา ๒๙๑/๕ ได้หรือไม่ ทางฝ่ายวุฒิสภาก็ได้ขอต่อรองว่าขอไม่กําหนดเวลาก็แล้วกัน แต่ขอเป็นขอให้ผ่านการลงมติ ในมาตรา ๓๙๑/๕ ได้ ถ้าเสร็จเมื่อไรก็เมื่อนั้น แต่ถ้ายังไม่เสร็จแล้วเลยสองยามไปก็ขอยุติการประชุมเวลา สองยามสิบห้านาที ทีนี้ผมก็เข้าใจว่าอํานาจสิทธิขาดในการวินิจฉัยของท่านประธาน ที่สามารถที่จะขยายเวลาไปอย่างไรก็ได้ แต่ผมก็จําเป็นที่จะต้องบันทึกข้อตกลงวิป ๓ ฝ่าย เมื่อเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา และเวลา ๒๐.๐๐ นาฬิกาทั้ง ๒ ครั้งตรงตามนี้ ขออนุญาต ท่านประธานให้ท่านผู้อาวุโส ท่านอาจารย์ทัศนา บุญทอง ซึ่งนั่งเป็นประธานในที่ประชุม วิป ๓ ฝ่ายนั้น ด้วยความยอมรับของทุกฝ่ายนั้น ท่านได้ชี้แจงอีกทีหนึ่งก็จะเป็นพระคุณแก่ผู้น้อย
แล้ววิปรัฐบาลใครเข้าร่วมหารือ เชิญท่านไพจิตครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศีรวรขาน ส.ส. นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้รับมอบหมาย จากท่านประธานวิปรัฐบาลให้เข้าไปทําหน้าที่ปรึกษาในการที่จะประชุมครับ ผมได้เรียน ท่านประธานทัศนาซึ่งทําหน้าที่เป็นประธานการประชุมว่า คณะฝ่ายรัฐบาลมีความประสงค์ ที่อยากจะให้การพิจารณาเป็นไปได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ เพราะเราได้หยุดพักมาแล้ว ผมขอเวลาในวันนี้ประมาณตีสอง ซึ่งเป็นคําเสนอที่ขอด้วยความตั้งใจที่อยากจะให้มีงาน ในการพิจารณา ผมเข้าใจว่าแม้จะคอยไปเริ่มต้นก็ต้องเริ่มตามข้อบังคับที่มีอยู่ ณ วันนี้ ก็คือมีผู้สงวน มีผู้ขอแปรญัตติไปอยู่แล้วเมื่อถึงเช้าวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องรอเช้า วันพรุ่งนี้ถ้าเสร็จในมาตรา ๒๙๑/๕ ก็ต่อมาตรา ๒๙๑/๖ เลย ก็เจรจากันจนถึงที่สุดว่า ท้ายสุดแล้วก็นัดกันว่าจะไปประชุมกันอีกรอบก็ไม่ได้ไปประชุมก็ยังมาถึงขณะนี้ ก็ยังเป็น คํายืนยันที่จะขอถ้าองค์ประชุมยังพอไปได้ก็จะขอความกรุณาท่านประธานไปเลิกประมาณ สักตีสองครับ
สรุปแล้วประชุม ๓ ฝ่าย ฝ่ายไหนมีมติร่วมกันแต่พูดไม่ตรงกันแล้วเชิญท่านทัศนาครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ทัศนา บุญทอง สมาชิกวุฒิสภา ในนามสมาชิกรัฐสภา และได้ทําหน้าที่ เป็นประธานในการประชุมวิป ๓ ฝ่ายในวันนี้ เมื่อตอนที่ประชุมตอนห้าโมงเย็นนั้น ข้อเสนอของท่าน ขออภัยของท่านไพจิต ศรีวรขาน เป็นเช่นนั้นจริง กล่าวคือท่านเสนอว่าอยากจะให้ประชุมถึงตีสอง ในวันนี้ แต่ว่าทางฝ่ายค้านได้เสนอก่อนแล้วว่าขอเป็น ๓ ทุ่ม แล้วก็ทางฝ่ายวุฒิสภาเอง ก็อย่างที่ท่านสมาชิกท่านคํานูณ สิทธิสมาน ได้กล่าวแล้ว ทีนี้พอตอนที่ประชุมตอน ๒ ทุ่ม ท่านไพจิต ศรีวรขาน ไม่ได้เข้าประชุม แต่ว่าก็มีสมาชิกของวิปทั้ง ๓ ฝ่ายก็ประชุมร่วมกัน แล้วก็ข้อตกลงเป็นไปอย่างที่ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ได้กราบเรียนแล้วว่า
วิปรัฐบาลใครครับ
ท่านพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ครับ
จําเลยนั่งอยู่นี่เอง ชี้แจงหน่อย เชิญครับ
กราบ เรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อตอน ๒ ทุ่ม ที่วิปทั้ง ๓ ฝ่ายได้หารือกัน เราก็ได้มีการตกลงกัน ในเบื้องต้นว่า ถ้าหากว่ามาตรา ๒๙๑/๕ เรียบร้อยเราก็คิดว่าน่าจะพอเพียงสําหรับวันนี้ แล้วก็พรุ่งนี้เริ่มกันใหม่ที่เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา เป็นอย่างนั้นท่านประธานครับ
ก็ในเมื่อตกลงกันอย่างนี้ ก็ต้องปฏิบัติตามนี้ละครับ ก็ขออนุญาตนะครับ แล้วพรุ่งนี้ ๐๙.๓๐ นาฬิกา ขอให้มาตรงเวลา จะได้ดําเนินการขอไปประชุมต่อพรุ่งนี้ ๐๙.๓๐ นาฬิกาครับ แล้วลงชื่อด้วยนะครับ