จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาในการเลือกสรรกรรมการชลประทาน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกสรรกรรมการชลประทานวิชาการ 22 คน และการแก้ไขปัญหาการบล็อกโหวตในการเลือกสรรกรรมการชลประทาน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องกฎหมายการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร โดยมีประเด็นสำคัญ 5 ประการ และขอให้ดำเนินการตามข้อบังคับในการอภิปรายรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าขณะนี้ ๔ ฝ่ายกําลังประชุมหารือกันอยู่ครับ แต่ว่า ประเด็นสําคัญอยู่ที่ประเด็นในการเจรจา ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่า มีอยู่ ๕-๖ ประเด็นที่คิดว่าเป็นประเด็นที่จะต้องหาข้อยุติร่วมกัน ประเด็นที่พวกกระผมเห็นว่า มีความสําคัญที่สุดแล้วก็ควรที่จะได้มีการปรับปรุงแก้ไขก็คือในประเด็นของที่มาของ สสร. โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาของ สสร. วิชาการ ๒๒ คน ซึ่งถ้าเป็นไปตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้มีข้อสรุปมา กระผมก็เป็นห่วงว่าในที่สุดก็จะเกิดการบล็อกโหวต (Block vote) ที่เป็นห่วงว่า จะเกิดการบล็อกโหวตก็เพราะเหตุว่าสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือก สสร. วิชาการ ๒๒ คน ถ้า ๑ คน สามารถลงคะแนนได้ ๒๒ เสียง นั่นก็แปลว่าใครกุมเสียงข้างมากได้ลงคนละ ๒๒ เสียง ผลการเลือก สสร. ก็จะเป็นไปตามที่เสียงข้างมากชี้ว่าจะให้ใครเป็น เพราะฉะนั้นในที่สุด เราก็จะได้ สสร. ล็อกสเปก (Lock spec) หรือ สสร. ร่างทรงของเสียงข้างมากเป็นไป ตามความประสงค์ที่รัฐบาลหรือเสียงข้างมากต้องการ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่ นําไปสู่การเจรจาที่พวกกระผมเห็นว่าควรจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข และถือว่าเป็นประเด็น ที่มีความสําคัญสูงสุดของประเด็นทุกประเด็น การแก้ไขอาจจะทําได้ เช่นในการเลือก สสร. วิชาการ ๒๒ คน อาจจะเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาลงคะแนนได้แค่คนละ ๑ คะแนน ถ้าเป็นเช่นนั้นการรวมหัวกันบล็อกโหวต ชี้ให้ใครเป็น ไม่เป็น ก็อาจจะทําได้ยากขึ้น ก็จะช่วยให้ สสร. เป็นของประชาชนหรือเป็นของทุกฝ่ายมากขึ้นกว่าการที่เป็นของเสียงข้างมาก แต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะฉะนั้นประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า ในโต๊ะเจรจาหารือถือว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญเป็นลําดับหนึ่ง ถ้าประเด็นนี้ไม่สามารถ เจรจาตกลงได้ก็เป็นประเด็นที่ผมเป็นห่วง กังวลว่าที่สุดแล้วอาจจะทําให้ประเด็นอื่น ๆ พลอยมีปัญหาไปด้วย เพราะถือว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นสําคัญ อย่างไรก็ตามก็ยังมีประเด็นอื่น ที่ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาจํานวนหนึ่งมีความเห็นว่าสมควรที่จะมีการปรับปรุงแก้ไข ด้วยเช่นเดียวกัน เช่น
ประเด็นที่ ๑ ประเด็นของกฎหมายที่จะนํามาใช้ในการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งเบื้องต้นเราเห็นว่าควรจะมีพระราชบัญญัติเลือกตั้ง สสร. เฉพาะ แต่เมื่อเสียงข้างมาก เห็นว่าไม่สมควรก็ถอยออกมาว่าถ้าอย่างนั้นก็ขอให้ใช้กฎหมายเลือกตั้งวุฒิสมาชิกแทน ซึ่งขณะนี้ก็กําลังเจรจากันอยู่ แล้วก็เชิญ กกต. มารับทราบ หรือเชิญ กกต. มาร่วมกัน ให้ความเห็นอยู่
ประเด็นที่ ๒ ก็คือสําหรับองค์กรที่จะเสนอชื่อ สสร. ๒๒ คน ซึ่งในร่างเดิม ของคณะกรรมาธิการกําหนดให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เป็นผู้มีสิทธิเสนอชื่อ แต่ก็ได้กําหนดองค์กร ที่ประธานรัฐสภาสามารถกําหนดให้ร่วมเสนอชื่อได้ด้วย ซึ่งตรงนี้ที่พวกเราเป็นห่วงว่าในที่สุด จะไปกําหนดองค์กรใดเสนอชื่อเข้ามาเป็นองค์กรที่เชื่อถือได้หรือเชื่อถือไม่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นมีความประสงค์ให้ตัดกลไกหรือองค์กรนี้ทิ้งไป ให้เหลือแต่กลไกของมหาวิทยาลัย เป็นต้น
ประเด็นที่ ๓ การเลือกตั้ง สสร. ควรมีใบเหลือง ใบแดง เพื่อป้องกันการโกงเลือกตั้ง ถ้าเราไม่มีใบเหลือง ใบแดง ไม่มีการจัดการกับคนโกงเลือกตั้ง ที่สุดถ้าเราได้ สสร. โกงการเลือกตั้ง แล้วมาร่างรัฐธรรมนูญ กติกาของประเทศจะเป็นอย่างไร ท่านประธานคงจะพอนึกภาพออก
ประเด็นที่ ๔ ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างเสร็จแล้วจะส่งไปทําประชามติ พวกเรามีความเห็นว่าควรจะได้นํากลับมาสู่ที่ประชุมรัฐสภาอีกครั้ง และ
ประเด็นที่ ๕ สุดท้ายครับ ในเรื่องของการที่จะตีความว่าร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สสร. ยกร่างมานั้นขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เช่นมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือไม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ควรให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ไม่ใช่หน้าที่ของ ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งหมดนี้คือประเด็นที่พวกกระผมได้นําเข้าไปสู่การเจรจาหารือ แล้วกําลังดําเนินการอยู่ในขณะนี้ แล้วถ้ามีความคืบหน้าอย่างไร พวกกระผมจะกราบเรียน ให้ท่านประธานได้รับทราบต่อไป
เรื่องที่ ๒ ที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานที่เพื่อนสมาชิกได้หยิบยก ขึ้นมาหารือเมื่อสักครู่ในประเด็นที่จะจํากัดเวลาในการอภิปราย ขออนุญาตกราบเรียนว่า ขอให้ท่านประธานได้ดําเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ไม่ใช่ความพอใจหรือความประสงค์ของใคร คนใดคนหนึ่งที่ต้องการเร่งรัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับ ก็คือผมคิดว่า ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาที่เขาสงวนคําแปรญัตติไว้ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นในประเด็น ที่เขาสงวนคําแปรญัตติไว้ ถ้าเมื่อไรที่เขาผิดข้อบังคับ เช่นอภิปรายวนเวียนซ้ําซาก ถ้าเป็นอย่างนั้น ท่านประธานสามารถตักเตือนและให้เขายุติการอภิปรายได้ ถ้าเป็นไปตามนี้ ผมคิดว่าการประชุม ก็จะราบรื่น ก็ขอให้เป็นไปอย่างนี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ