อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องมาตรา ๒๙๑/๕ ของรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของกฎหมายสูงสุด และการอิงกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่า และเสนอให้ใช้กฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาแทน โดยมีจุดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการก้าวล่วงอํานาจของฝ่ายตุลาการ
สําหรับ มาตรา ๒๙๑/๕ เป็นมาตราที่มีความสําคัญเพราะว่าเป็นเรื่องของการกําหนดแนวทาง ของการที่จะเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ในมาตรานี้มีการแก้ไขเพิ่มเติมค่อนข้างมากในส่วนของคณะกรรมาธิการ ในส่วนที่ กระผมแปรญัตติ แล้วก็สงวนคําแปรญัตติไว้นั้นเป็นเรื่องของเงื่อนเวลาเป็นหลัก ซึ่งกระผม ไม่ติดใจที่จะอภิปราย แต่ว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเขียนรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ว่า จะเลือกตั้ง สสร. กันอย่างไร ผมถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่ ประเด็นแรกที่ผมอยากจะ กราบเรียน แล้วก็เป็นประเด็นที่ผมเข้าใจว่ายังไม่ค่อยมีการได้พูดถึงก็คือปัญหา ของรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้มันเขียนให้ถูกต้องตามแบบกฎหมายไม่ง่าย เพราะว่ามันเป็นความพยายามในการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อนําไปสู่การยกเลิกตัวเอง แล้วก็การดําเนินการจริง ๆ แล้วก็คาดการณ์กันว่าจะเป็นการดําเนินการครั้งเดียว แล้วถ้าหากว่า มันสําเร็จบทบัญญัติที่เราพิจารณากันอยู่ทั้งหมดนี้ก็จะถูกลบล้างไป มันก็เกิดปัญหาขึ้นครับว่า อะไรบ้างสมควรที่จะอยู่ในบทหลัก บทหลักก็คือรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ ไล่เลียงกันไปจนถึง มาตรา ๒๙๑/๑๖ ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นมาตราสุดท้าย ขอโทษครับ มาตรา ๒๙๑/๑๗ และอะไรบ้างควรจะอยู่ในลักษณะของบทเฉพาะกาล ซึ่งขณะนี้เราพูดถึง มาตรา ๔ ก็ลงไปในเนื้อของบทหลัก มาตรา ๒๙๑/๑ จนถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ แต่พอไปสู่ มาตราถัดไป คือมาตรา ๕ ก็จะเป็นลักษณะของบทเฉพาะกาล ประเด็นที่ผมอยากจะถาม ท่านคณะกรรมาธิการว่าทําไมการนําเอารายละเอียดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งว่าไปแล้ว การใช้ครั้งหลักก็คือการใช้ครั้งแรกหลังจากที่สภานี้มีมติเห็นชอบรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ทําไมจึงไม่ไปอยู่ในบทเฉพาะกาล มันน่าจะดูถูกต้องตามแบบกฎหมายมากกว่าที่จะเอา รายละเอียดเกี่ยวกับการดําเนินการเพื่อให้เดินหน้าตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ไปอยู่ในมาตรา ๕ มากกว่าที่จะมาอยู่ในตัวเนื้อ มาตรา ๒๙๑ อันนี้คือประเด็นแรกนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านจะสังเกตก็คือว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ ที่มาพูดถึง การเลือกตั้งกลับกลายเป็นว่าไม่ได้พูดถึงการเลือกตั้ง สสร. ครั้งแรก ไปพูดถึงการเลือกตั้ง สสร. ถ้าจะมีขึ้นเมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ หรือตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ นั่นก็หมายความว่ากําลังพูดถึงการเลือกตั้ง สสร. ในกรณีที่ การดําเนินการในรอบแรกมันมีปัญหา รัฐธรรมนูญที่จัดทํากันใหม่ตกไป แล้วก็ในที่สุดรัฐสภา ก็บอกว่าให้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแล้วก็ว่าตามนี้ แต่การใช้ครั้งแรก ซึ่งอยู่ใน มาตรา ๕ กลับมาอ้างอิงสิ่งที่เขียนไว้สําหรับใช้ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ท่านประธานจะเห็นนะครับ มันเป็นลักษณะการเขียนกฎหมายซึ่งผมมองดูแล้วโดยแบบไม่น่าจะถูกต้อง แล้วมันก็สะท้อนปัญหา ความรีบร้อนที่เกิดขึ้นจากการเขียนรัฐธรรมนูญตรงนี้ ผมต้องกราบเรียนตรงนี้เพราะยังไม่มี ใครพูดถึงประเด็นเหล่านี้นะครับ
ประเด็นสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับวิธีการเขียนกฎหมาย ที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือว่าเราคงจะไม่เคยเห็นรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดนะครับ อิงกฎหมายที่เป็น พระราชบัญญัติ ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญคือบทหลัก การพูดถึงกฎหมายก็คือการเอากฎหมาย มาตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายแม่บท อย่างตอนแรกที่ร่างเข้ามาเมื่อจะให้ กกต. เป็นคนไปออกระเบียบว่าจะเลือกตั้งกันอย่างไร ก็เท่ากับให้อํานาจ กกต. ไปออกระเบียบตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่พอทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากไปแก้ไขด้วยเหตุที่ว่าทาง กกต. ไม่พร้อมที่จะใช้ระเบียบหรือไม่เห็นด้วย กับการที่จะใช้ระเบียบ ซึ่งผมเข้าใจดีเพราะเคยเกิดปัญหานี้ขึ้นมาแล้วในช่วงที่จะมีการยุบสภา ครั้งที่ผ่านมา เนื่องจาก กกต. มองว่าการไปตราระเบียบนั้นความหนักแน่นในการที่จะ คุ้มครองการกระทําของเขามันจะไม่เหมือนกับการมีกฎหมายที่จะเป็นตัวคุ้มครองเขาได้ แต่พอเมื่อท่านตัดสินใจว่าจะไม่เอาระเบียบก็ต้องไปเลือกว่าจะเอากฎหมายฉบับใด ก็จึงตัดสินใจไปเลือกกฎหมายท้องถิ่น แต่ประเด็นของกระผมก็คือว่าเราจึงเห็นหน้าตาของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะดูแปลกไปก็คือ ในบทบัญญัติซึ่งเป็นบทหลักของรัฐธรรมนูญ คือมาตรา ๒๙๑ เขียนโดยไปอิงกับกฎหมาย ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือว่ามีศักดิ์ต่ํากว่าว่าให้ไปทําตามกฎหมายฉบับนั้นฉบับนี้โดยอนุโลม ผมเอง ยังมีความเห็นว่าโดยความถูกต้องแล้ว การเขียนสิ่งเหล่านี้น่าจะไปปรากฏอยู่อย่างมากก็คือ ในบทเฉพาะกาล เพราะไม่ใช่ตัวบทหลักของรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็ฝากไปเพราะว่าไม่ว่า ท่านจะตัดสินใจเขียนว่าจะใช้กฎหมายท้องถิ่น หรือกฎหมายฉบับอื่นใด แบบวิธีการเขียนตรงนี้ ท่านอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเทคนิค หรืออาจจะไม่ใช่สาระหลักก็ตาม แต่ผมคิดว่าก็อยากจะให้ คงแบบที่ถูกต้องเอาไว้ เพราะผมคิดว่าการเขียนกฎหมายสูงสุด และไปอิงกฎหมายศักดิ์ ที่ต่ํากว่ามันก็จะดูแปลกมากในระบบของกฎหมายของเรา
ส่วนประเด็นที่ผมจําเป็นที่จะต้องแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม ของท่านกรรมาธิการ ก็มาที่ประเด็นการเลือกตั้งโดยใช้กฎหมายท้องถิ่น ผมก็กราบเรียน ท่านประธานว่า เท้าความให้ฟังว่าวันที่ผมไปสงวนคือไปแปรญัตติเสนอคําแปรญัตติของผม ต่อคณะกรรมาธิการ ไม่ได้มีเรื่องนี้อยู่ เพราะผมไม่ทราบว่าคณะกรรมาธิการจะมาเปลี่ยนจาก เรื่องของระเบียบของ กกต. แต่ทันทีที่ผมเห็นว่าทางคณะกรรมาธิการได้ตัดสินใจ เอากฎหมายท้องถิ่นมาใช้ ผมก็ได้สอบถามต่อคณะกรรมาธิการว่ามีเหตุผลอะไร และสิ่งแรก ที่ผมได้ท้วงติงไปก็คือว่า ผมฟังการอธิบายการอภิปราย การชี้แจงของสมาชิกของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมฟังคําชี้แจงจากท่านประธานคณะกรรมาธิการ ในทุกโอกาส รวมทั้งในสภาแห่งนี้ในหลายวันที่มีการอภิปราย ท่านยืนยันมาตลอดว่า การเลือกตั้ง สสร. ที่จะเกิดขึ้น ท่านไม่ประสงค์ที่จะให้มีการอิงกับการเมือง หรือพรรคการเมือง เพราะว่าบทบาทหน้าที่ของ สสร. นั้น ไม่เหมือนกับบทบาทหน้าที่ของ ส.ส. ไม่เหมือนกับ บทบาทหน้าที่ของการเลือกตั้งท้องถิ่นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องของการแข่งขันกันในเชิงนโยบาย และที่สําคัญก็คือว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นมันก็จะมีเรื่องพรรคการเมืองเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย ผมก็สอบถามไปว่าอะไรละครับที่จะเป็นป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง กับการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าเราเอากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นมาใช้ วันนั้นทางคณะกรรมาธิการ พยายามชี้แจงผมว่า ได้เขียนเอาไว้ว่าบทบัญญัติไหนที่จะไม่เอามาใช้ก็สามารถที่จะระบุได้ กระผมก็ได้ชี้ให้ทางคณะกรรมาธิการเห็นครับว่ามันไม่ได้แก้ปัญหา มันไม่ได้แก้ปัญหา เพราะอะไรครับ เพราะถ้าเราใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นครับ ในตัวเนื้อของกฎหมาย ท้องถิ่นเองไม่ได้มีข้อห้ามบทบาทของพรรคเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งแต่ประการใดทั้งสิ้น ผมเทียบเคียงให้ท่านประธานเห็นเป็นรูปธรรมว่า ท้องถิ่นหนึ่งซึ่งมีการเลือกตั้งกันทุกคน จะคุ้นเคยดี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคการเมืองสามารถที่จะส่งผู้สมัคร อย่างเป็นทางการได้ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหลายครั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคการเมืองอื่น ๆ ส่งผู้สมัครในนามพรรคได้เลย และการหาเสียงในการเลือกตั้งท้องถิ่นก็ตั้งเวทีปราศรัยแทบจะไม่แตกต่างอะไร จากการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งผมเข้าใจว่ามันไม่ใช่เจตนารมณ์ของผู้ที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญว่าต้องการ ให้มีการเลือกตั้งแบบนั้น แม้แต่การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งก็เพิ่ง ดําเนินการกันไปในบางจังหวัดหรือการเลือกตั้งเทศบาลก็เช่นเดียวกันครับ แม้พรรคการเมือง ไม่ได้ส่งลงสมัครโดยตรงแต่ปรากฏว่ามีการนําเอาพรรคการเมืองไปใช้ในการโฆษณาหาเสียง ในทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น บางครั้งก็มีการเอาโลโก้ (Logo) พรรค เอารูปหัวหน้าพรรค เอารูป สมาชิกพรรคไปติดจนกระทั่งมีการโต้แย้งกันด้วยซ้ําว่ามีมติพรรคเห็นชอบหรือไม่ ก็เป็นปัญหาของ กกต. ต้องไปวินิจฉัยอีกต่างหากว่าที่ทําไปขัดกับกฎหมายหรือไม่ คือพูดง่าย ๆ กฎหมายท้องถิ่นบอกว่าไม่ได้ห้ามนะครับ แต่ว่าถ้าพรรคการเมืองจะส่งก็ต้องมีมติส่ง ก็มีเรื่องที่จะเป็นปัญหายุ่งยากตามมามากมาย ซึ่งการใช้กฎมายท้องถิ่นมาเลือก สสร. ต้องเจอกับปัญหานี้อย่างแน่นอน เมื่อกระผมเสนอสิ่งเหล่านี้ไปผมก็ได้มีการแนะว่ากฎหมาย ที่ตรงที่สุด ถ้าเราต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยตรง แต่โดยเจตนารมณ์ไม่ให้อิงกับพรรคการเมือง ก็คือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพราะเป็นกฎหมายซึ่งมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่า พรรคการเมืองไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว จริงอยู่ครับเราไม่เข้มงวดเท่ากับวุฒิสภาครับ เพราะเราไม่ห้าม คนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองลงสมัคร สสร. ผมเองแม้ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ พรรคการเมืองไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สสร. แต่ผมก็ยอมรับว่าคนที่เป็นสมาชิก พรรคการเมืองก็ควรจะมีสิทธิสมัคร เพราะไม่ควรจะไปตัดสิทธิการเข้ามาทําหน้าที่เป็น สสร. ของเขา เพียงเพราะว่าเขาเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ว่าการที่จะให้พรรคการเมือง จัดส่งลงเป็นระบบ จัดการสนับสนุน จัดการหาเสียงให้ อย่างนี้ผมคิดว่ามันไม่สมกับ เจตนารมณ์ ดังนั้นผมก็จึงมองว่าควรจะเอากฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาใช้ พอผมเสนอไปอย่างนี้ท่านกรรมาธิการก็ชี้แจงผมบอกว่า เคยมีการคิดเรื่องการเลือกตั้ง ส.ว. กฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. มาใช้ แต่ตัดสินใจว่ามีปัญหา เพราะกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาไปมีบทบัญญัติในเรื่องการเลือกตั้งในต่างประเทศ การเลือกตั้งล่วงหน้า จะมีปัญหาในเรื่องของความไม่สอดคล้องในทางปฏิบัติในแง่ของเวลา จะมีปัญหาในเรื่องของ ค่าใช้จ่าย จะมีปัญหาที่ทาง กกต. เองก็เห็นว่าไม่ควรจะมีสิ่งเหล่านี้ กระผมก็ได้กราบเรียน กับทางคณะกรรมาธิการนะครับ บอกถ้าเป็นเช่นนั้นท่านก็สามารถใช้บทบัญญัติที่ท่านร่างขึ้นมาว่า กกต. มีอํานาจประกาศกําหนดบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ไม่จําต้องนํามาบังคับใช้ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวันนั้นหลังจากที่ผมแปรญัตติ แล้วก็ได้มีการแลกเปลี่ยนตรงนี้ ผมก็มี ความคาดหวังว่าทางคณะกรรมาธิการจะนําเรื่องนี้กลับไปทบทวน ปรากฏว่าไม่มีการทบทวนครับ แล้วก็คําชี้แจงเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของการเลือกตั้ง สสร. ก็ยังเป็นไปในทางที่บอกว่า ไม่อยากให้อิง พรรคการเมือง แต่ในการเลือกตั้ง สสร. กลับไปเอากฎหมายซึ่งอนุญาตอย่างชัดแจ้งว่า ให้พรรคการเมืองสามารถส่งสมัครับเลือกตั้งได้ ตั้งเวทีปราศรัยได้ สนับสนุน เป็นกิจจะลักษณะได้ ผมเห็นว่ามันไม่สอดคล้องอย่างยิ่ง ดังนั้นตรงนี้ผมจึงขอยืนยันนะครับว่า ประการแรกควรจะได้มีการเปลี่ยนแปลง นําเอากฎหมายซึ่งดูแล้วจะตรงตามเจตนารมณ์ ที่สุด ถ้าเรามีความตั้งใจว่าไม่อยากให้พรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็คือเอากฎหมาย การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเข้ามาแทน ซึ่งผมเข้าใจว่ามีสมาชิกบางท่านที่ได้แปรญัตติ ในทํานองนี้
ประการที่ ๒ เมื่อจะเอากฎหมายการเลือกตั้ง จะเป็นฉบับใดก็สุดแล้วแต่เข้ามา แล้วก็ยอมรับอยู่แล้วว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องมีบทบาทในการที่จะมาจัดการเลือกตั้ง และดูแลว่าการเลือกตั้งนั้นสุจริต เที่ยงธรรม แต่คณะกรรมาธิการเองกลับไปถอดอํานาจของ กกต. ในการที่จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง โดยโยงกลับไปที่ ศาลอุทธรณ์ ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นการไปหยิบยกเอาบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกรณีที่ เมื่อมีการรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว แล้วมีการร้องคัดค้านจึงจะดําเนินการไป ผ่านกระบวนการของศาล ผมคิดว่าถ้าจะเอารูปแบบของการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเรายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. การเลือกตั้งท้องถิ่นแม้จะมีปัญหาอยู่ แต่ก็เป็นที่ยอมรับว่า กกต. ต้องมีอํานาจในการลงโทษได้ แต่เมื่อมีการรับรองไปแล้ว และเห็นว่าบุคคลเหล่านั้น ได้รับการเลือกตั้ง มีสถานะแล้ว จะถอดถอนเขาจําเป็นต้องไปอิงอํานาจศาลตรงนั้นก็รับได้ ตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่ผมอยากจะติงเช่นเดียวกันนะครับว่า ๑. เปลี่ยนกฎหมายเสีย เอากฎหมาย ส.ว. ๒. ทําอย่างไรให้ กกต. ยังคงมีอํานาจ แต่ว่าถ้าจะมีขั้นตอนไหน ที่ไปเกี่ยวกับศาลก็ดําเนินการกันไปตามแนวทางของกฎหมายที่กําหนดเอาไว้ แต่สิ่งที่กระผม ไม่เคยคาดคิดนะครับ ก็คือว่านอกจากไปอิงกับศาลอุทธรณ์แล้วยังเป็นการไปเขียนบังคับ ให้ศาลต้องพิจารณาให้เสร็จภายในเงื่อนเวลาที่กําหนด ผมยังไม่พูดเรื่องว่ากี่วันนะครับ แต่เอาหลักการนี้ก่อนว่าโดยปกติแล้วการพิจารณาคดีต่าง ๆ เราจะไม่กําหนดเงื่อนเวลาให้กับศาล ยกเว้นว่ามันมีเหตุจําเป็นจริง ๆ เช่นในกฎหมายเลือกตั้ง ก็อาจจะมีการกําหนดว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของผู้สมัครที่จะต้องส่งไปศาล ศาลต้อง พิจารณาให้เสร็จภายในกี่วัน อันนี้เข้าใจได้ด้วย ๒ เหตุผล ๑. ความซับซ้อนคดีจะไม่ค่อยมี มันเป็นเรื่องของการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าสอดคล้องกับคุณสมบัติหรือไม่ ๒. ถ้าไม่กําหนดเวลา ให้กับศาล ปล่อยให้การเลือกตั้งเดินไปแล้วศาลก็ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าคนเหล่านั้น จะเป็นผู้สมัครหรือไม่ มันปฏิบัติไม่ได้ อย่างนี้เข้าใจครับ แต่คดีซึ่งไปขึ้นศาลว่ามีการทุจริต การเลือกตั้งหรือไม่จะมาบอกว่าเป็นคดีซึ่งไม่มีความซับซ้อน เป็นคดีที่สามารถพิจารณา โดยง่าย ไม่จริงละครับ แล้วผมเชื่อว่าท่านกรรมาธิการก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่จริง เพราะทุกท่าน มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนกระจายไปทุกภูมิภาค ทราบดีครับว่ามีกี่คดี แล้วของเลือกตั้งท้องถิ่นซึ่งขึ้นไปสู่ศาลอุทธรณ์มีน้อยคดีนะครับ ผมยังไม่แน่ใจว่ามีสักคดีไหม ที่สามารถตัดสินได้ภายในระยะเวลา ๓๐ วัน ส่วนใหญ่ก็ค้างกันอยู่นานมากครับ เพราะฉะนั้น โดยข้อเท็จจริงแล้วการไปบัญญัติตรงนี้ไม่สอดคล้องอย่างยิ่งกับสภาพความเป็นจริง และสิ่งที่ กระผมกังวลก็คือว่าคําตอบ คําชี้แจงของคณะกรรมาธิการท่านหนึ่งวันก่อนอ้างเลยครับว่า ก็ศาลต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนตรงนี้เพราะว่าที่ขณะนี้มีความวิตกกังวล ต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในรอบนี้วิตกอยู่แล้วครับว่ากําลังมีความพยายามออกแบบ กติกาใหม่เพื่อก้าวล่วงอํานาจของฝ่ายตุลาการ นี่ขนาดยังไม่เริ่มต้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เอาแค่การแก้ไข เริ่มยืนยันแล้วว่ารัฐธรรมนูญต่อไปจะต้องบังคับศาลได้ว่าพิจารณาพิพากษาคดี ภายในกี่วัน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นนะครับ ผมไม่อยากให้เราเริ่มต้นแบบนี้แล้วก็ไปตอกย้ํา ความคลางแคลงใจของพี่น้องประชาชนว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้พรรคการเมือง ยังเข้าไปเกี่ยวข้องและกําลังจะปูทางไปสู่การก้าวล่วงอํานาจของตุลาการเพื่อเอื้อประโยชน์ ให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ผมคิดว่าจําเป็นอย่างยิ่งที่คณะกรรมาธิการจะต้องทบทวนการที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมา มิฉะนั้นแล้ว ความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลว่าพรรคการเมืองเสียงข้างมาก หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะสามารถยึดอํานาจการเขียนกติกาของสังคมไปเอื้อประโยชน์ ไปก้าวล่วง ต่ออํานาจของฝ่ายตุลาการก็จะมีความรู้สึกที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น วันนี้ถ้าท่านยืนยันว่า เจตนารมณ์ไม่ได้เป็นอย่างนี้ เปลี่ยนกฎหมายที่จะนํามาใช้ในการเลือกตั้ง ทําให้มันสอดคล้องกับ ระบบของเราในการที่จะมีหลักประกันมากที่สุดเท่าที่จะมีได้ ซึ่งปัจจุบันคนก็มองว่ายังอ่อนไปด้วยซ้ํา ในการที่จะตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง และอย่าไปกําหนดเงื่อนเวลาให้กับฝ่ายตุลาการ หรือศาลในการที่บอกว่าจะต้องมาตัดสินคดีการทุจริต หรือไม่ทุจริตการเลือกตั้ง ผมจึงขอสงวน คําแปรญัตติในส่วนของเงื่อนเวลา ซึ่งผมไม่ต้องการเห็นความรีบร้อนและผมก็ไม่เห็นด้วยกับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการไปแก้ไขมา แล้วก็อยากให้คณะกรรมาธิการทบทวนในประเด็นเหล่านี้ เพราะเหตุผลที่ผมเสนอท่านไปวันนั้นท่านไม่ได้หักล้างผม แต่ว่าในที่สุดก็ไม่ได้ดําเนินการ ตามแนวทางที่เสนอไปครับ ขอบพระคุณครับ