รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๕

อนุรักษ์ นิยมเวช เสนอแปรญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ใช้มาตรา ๒๙๑/๕ วรรคสอง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๕ ของตัวร่างฉบับแก้ไข และขอให้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเร่งด่วน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขหลักเกณฑ์วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาการใช้กฎหมายเทียบเคียงเพื่อให้การดำเนินการเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ในส่วนผมที่มีการแปรญัตติผมมีทั้งส่วนที่แปรญัตติ และส่วนที่คณะกรรมาธิการแก้ไข นะครับ

ในประเด็นแรกก็คือว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคสอง ซึ่งในส่วนผมมีการแปรญัตติ แล้วก็มีคณะกรรมาธิการแก้ไขด้วย ซึ่งประเด็นนี้ท่านสมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีการอภิปราย ประเด็นนี้นะครับ ก็คือในประเด็นวรรคสอง ในกรณีมีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในหมวดนี้ โดยหลักการแล้วมันมีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวด ๑๖ ๒ กรณีนะครับ ท่านประธาน ก็คือกรณีที่ ๑ คือกรณีมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในกรณีที่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีดําเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใน ๒๔๐ วันนะครับ มีกรณีหนึ่งก็คือ การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญใหม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ ก็คือกรณีดังกล่าวถ้าจะมีการจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญไม่สามารถ คือตกไป ในกรณีตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก คือกรณีที่รัฐธรรมนูญนั้นดําเนินการร่างขัดต่อเรื่องของระบอบการปกครองนะครับ หรือว่าเป็นกรณีตกไปเพราะเหตุสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง หรือเป็นกรณีตามวรรคสาม ก็คือเป็นกรณีที่ไม่แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลา เพราะฉะนั้นเป็น ๒ กรณี เพราะฉะนั้น ในส่วนที่ผมแปรญัตติก็คือทางท่านกรรมาธิการได้มีการตัด ขออนุญาตอ่านวรรคสองให้เต็ม นะครับท่านประธาน ให้ดําเนินการในการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่รัฐสภามีมติให้มีการจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตัดคําว่า มาตรา ๒๙๑/๑๖ เพิ่มคําว่าหมวดนี้เข้าไปนะครับ ท่านประธาน ซึ่งเท่ากับว่าจริง ๆ ในความคิดของผม ตัดหรือไม่ตัดของคณะกรรมาธิการ มีความหมายเท่ากัน เพราะเป็นกรณีที่รัฐสภามีมติในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ แต่ถ้าเป็นกรณีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ฉบับเริ่มต้นเลย ที่เป็นการทํา สสร. ที่จะมีเกิดขึ้นในปีนี้ ปี ๒๕๕๕ จริง ๆ แล้วมันเป็นการระบุไว้ในเรื่อง กรอบระยะเวลาอยู่ในมาตรา ๕ ของตัวร่างฉบับแก้ไขดังต่อไปนี้นะครับที่มีการระบุไว้ก็คือว่า ในวาระเริ่มแรกเมื่อมีรัฐธรรมนูญใช้บังคับแล้วให้จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวด ๑๖ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ดําเนินการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ และให้ดําเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๕ และมาตรา ๒๙๑/๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ กราบเรียน ท่านประธานก็คือ ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วทางท่านกรรมาธิการก็มีความประสงค์ดีอยากจะบรรจุ ซึ่งจริง ๆ แล้วมาตราเป็นมาตราต่อเนื่องในเรื่องของที่มา สสร. ในเรื่องคุณสมบัติ คุณสมบัติต้องห้าม พอเริ่มต้นเข้าไปในมาตรา ๒๙๑/๕ มันควรจะเป็นเรื่องของกรอบระยะเวลาในการที่จะ ดําเนินการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ใน ๑๕ วัน ผมคิดว่าตรงนี้มันควรจะต้องเขียนให้สอดคล้องกันว่า คือต้องเป็นกรณีทั้งกรณีหนึ่ง กับกรณีสองตามที่ผมเรียนท่านประธานว่า ต้องมีกรณีที่มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเงื่อนไขของมาตรา ๕ ตอนที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่กับกรณีหนึ่งก็คือตามที่รัฐสภามีมติในการ จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเลยคิดว่าถ้าร่างมาตราตรงนี้ให้มีความสมบูรณ์ ให้สอดคล้องกันว่า เป็นมาตราต้น ๆ และสามารถที่จะเก็บเนื้อความได้ทั้งสองส่วน ผมเลยได้มีการแปรญัตติ ดังต่อไปนี้นะครับท่านประธาน ก็คือว่าให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ตามหมวดนี้นะครับ ใช้คําว่า นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ ตามหมวดนี้ นะครับ หรือวันที่รัฐสภามีมติในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ โดยให้มีระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๒๐ วัน นับแต่วันพระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ ถ้าเขียนอย่างนี้นะครับ เราก็จะได้ใช้กรณีทั้งร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ กรณี คือกรณีเริ่มต้น ตามมาตรานี้ กับกรณีที่เกิดกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เราก็จะครบเงื่อนไขของ ๒ ข้อ กราบเรียนท่านประธานผมไปตรวจสอบในกรณีของตัวการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๕ ที่เป็นเหตุของตัวจัดทําตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขาก็ใช้ข้อความนี้นะครับว่า นับแต่เหตุ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ซึ่งจะทําให้สอดคล้องกัน ถ้าเขียน อย่างท่านกรรมาธิการนะครับ กราบเรียนท่านประธานก็คือวรรคสองมันเท่ากับเป็นกรณีของ เงื่อนไขของมาตรา ๒๙๑/๑๖ คือเป็นกรณีรัฐสภามีมติจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่หมวดนี้ เท่านั้นเองนะครับ เท่ากับว่าเป็นการตีแคบ ๒๙๑/๑๖ แต่ถ้าเป็นกรณีที่จะจัดทํารัฐธรรมนูญตาม สสร. ตรงนี้ ต้องไปดูมาตรา ๕ ก็เลยฝากทางท่านคณะกรรมาธิการช่วยชี้แจงว่าในส่วนนี้ถ้าเขียนอย่างนี้ จะครอบคลุมไหม หรือว่าต้องอ่านกันทั้ง ๒ มาตรานะครับ นั่นคือประเด็นที่ ๑ นะครับ ท่านประธาน

ประเด็นที่ ๒ นะครับท่านประธาน ก็คือว่าในส่วนที่ผมแปรญัตติในประเด็น มาตรา ๒๙๑/๕ ในวรรคสี่ ท่านประธานก็คือว่าในเรื่องหลักเกณฑ์วิธีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนี่นะครับ กราบเรียนท่านประธาน ผมคิดว่าในอดีตในปัญหาของ สสร. ๑ หรือ สสร. ๒ ที่ไม่มีปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้นมา ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาเนื่องจากว่า สสร. ๑ ในเรื่องของการเลือกตั้งระดับจังหวัด ในกรณีตรงนั้นไม่มีการเลือกตั้งจากประชาชน ทางตรง เป็นการเลือกตั้งกันเอง ๑๐ คน แล้วมาให้รัฐสภาเลือก หรือว่าเป็นการเลือกจาก ตัวคัดเลือกก็มาให้รัฐสภาเลือก หรือในกรณี สสร. ๒ ที่เป็นการจัดทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กรณีดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะของการเลือกตั้งจากประชาชนทางตรง เพราะฉะนั้นปัญหาตรงนี้ ในอดีตก็เลยไม่มีปัญหา แต่วันนี้มันก็มีลักษณะของ สสร. ๑ ที่มีการเลือกตั้งจากประชาชน ทางตรงจาก ๗๗ จังหวัด ผมคิดว่าตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องมาร่วมกันคิดว่าวิธีอะไรที่น่าจะ ดีที่สุด หรือหากฎหมายอะไรมาใช้บังคับเพื่อจะให้การดําเนินการในเรื่องของ สสร. ๗๗ จังหวัด สามารถเกิดขึ้นได้ทันที แล้วรัฐธรรมนูญสามารถเกิดขึ้นได้ทันที แล้วรัฐธรรมนูญสามารถออกมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ ทําให้ประชาชน ได้ดําเนินการพิจารณาเพื่อลงประชามติภายหลังจากที่ ส.ส. ร่าง ผมคิดว่าในหลักการ ที่คณะกรรมาธิการเริ่มต้นคิดผมเห็นด้วยที่ว่าคณะกรรมาธิการพยายามจะมองว่ารับฟัง ความคิดเห็นของ กกต. ที่ว่าถ้าเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด อาจนําหลักเกณฑ์วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับ โดยอนุโลม แต่ท่านกรรมาธิการมองว่าถ้าเป็นไปตามร่าง ครม. ท่านกรรมาธิการไม่เห็นด้วย ท่านก็เลยตัดทิ้ง ด้วยเหตุผลที่ว่าตามที่ผมเข้าใจทาง กกต. ก็ได้ทําความเห็นหรือว่าชี้แจง ต่อสาธารณชนว่าถ้าออกมาเป็นระเบียบมันอาจจะไม่ครอบคลุม ควรจะต้องออกเป็นรูปของ พ.ร.บ. แล้วขณะเดียวกันถ้าจะมีการกําหนดโทษอะไรขึ้นมาต่าง ๆ เหล่านั้น ถ้าออกเป็นระเบียบ ก็อาจจะไม่มีความเหมาะสม ทางด้านคณะกรรมาธิการก็พยายามจะแก้ไขจุดนี้ คราวนี้ปัญหาก็คือว่า ท่านคณะกรรมาธิการก็ต้องพยายามหาว่าในส่วนที่จะหากฎหมายมาแทนที่จะทํากันอย่างไรดี วิธีนี่ก็คือ ๑. หากฎหมายเฉพาะขึ้นมาอาจจะเป็นกฎหมายเลือกตั้ง ถ้าออกเป็นกฎหมายเลือกตั้ง คงต้องใช้เวลาผ่านสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรกับตัววุฒิสภานะครับ อีกกรณีหนึ่ง ไม่ออกกฎหมาย ก็พยายามที่จะหากฎหมายเทียบเคียงนะครับ ผมคิดว่าตามแนวทาง ที่คณะกรรมาธิการพยายามจะบอกว่านําเอากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจประกาศกําหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าว ไม่จําต้องนํามาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษา เพราะฉะนั้นเพียงแต่ว่าคณะกรรมาธิการ เลือกใช้วิธีนี้นะครับ เพียงแต่ว่าผมเองในเรื่องของการเทียบเคียง ผมอาจจะมีความคิดเห็น ต่างจากคณะกรรมาธิการหน่อยหนึ่งว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแบบ สสร. เป็นแบบเขต ผมคิดว่า กฎหมายที่จะนํามาเทียบเคียง ใกล้เคียง มันน่าจะเป็นเรื่องของการได้มาซึ่ง ส.ส. ส.ว. โดยเฉพาะเรื่องของการเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งลักษณะของการที่เป็น ๑ จังหวัด รูปแบบของการเลือกตั้ง ส.ว. ในลักษณะของตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีการเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๓ และ ส.ว. ปี ๒๕๔๙ น่าจะเป็นบทบัญญัติที่ใกล้เคียงนะครับ น่าจะแก้โจทย์ในแง่ของตัวคนที่จะมาเป็น คนร่างกฎหมาย ๑. ตอบโจทย์ได้ว่าน่าจะเป็น พ.ร.บ. ที่เหมาะสมใกล้เคียงกับการที่จะมาเป็น คนทํากําเนิดตัว สสร. ๒. ในตัวกฎหมายฉบับดังกล่าวก็จะแก้ปัญหาในเรื่องของประเด็นเรื่องของ การวินิจฉัยชี้ขาดในวรรคสุดท้ายได้มากกว่าในการที่จะดําเนินการที่แก้ไขตามคณะกรรมาธิการ ฉะนั้นตรงส่วนนี้ผมก็เลยขอคําชี้แจงจากคณะกรรมาธิการว่าทําไมทางท่านกรรมาธิการ ไม่นําบทบัญญัติในส่วนเรื่องของการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเหมาะสมกับ ตัวการออกแบบของ สสร. ผมยังคิดว่ารูปแบบของ สสร. เราไม่คิดว่ามันเป็นรูปแบบที่จะสูง หรือต่ํากว่า ส.ส. หรือ ส.ว. มันเป็นรูปแบบของการที่จะให้เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าดีที่สุดผมคิดว่าก็คงต้องออกกฎหมายเฉพาะ แต่ถ้ามันไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องพยายาม ออกกฎหมายเทียบเคียง แต่การออกกฎหมายเทียบเคียงในลักษณะที่จะให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งมีอํานาจประกาศกําหนดบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ไม่จําต้องนํามาใช้บังคับ ในรูปแบบที่นําเสนอ ผมคิดว่าอาจจะมีปัญหานะครับ ว่าการให้อํานาจคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ซึ่งอํานาจหน้าที่เขาจะไปกําหนดยกเลิกกฎหมายบางฉบับอาจจะไม่เหมาะสม ถ้าเป็นไปได้ถ้าจะเอากฎหมายเทียบเคียงอะไรมาใช้บังคับควรระบุไปเลยว่าเอาหมวดไหนมา ไม่เอาหมวดไหนมา ก็จะทําให้เกิดความชัดเจนในการใช้บังคับในแง่ของคนที่จะต้องใช้บังคับ ในกฎหมายฉบับดังกล่าว เพราะฉะนั้นผมเลยขอคําชี้แจงจากคณะกรรมาธิการว่าส่วนที่ผมสงสัย

อีกประเด็นหนึ่งนะครับท่านประธาน ก็คือว่าในเรื่องคุณสมบัติและ ลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามมาตรา ๙๙ (๑) (๒) ซึ่งขาดมาตรา ๓ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ก็คือว่าเอาคนที่อยู่ใน ทะเบียนบ้านหลังสุด ๑ ปี ผมเห็นด้วยไม่ติดใจ เพียงแต่ว่าในส่วนคุณสมบัติต้องห้าม อีกประการหนึ่ง ในมาตรา ๑๐๐ (๑) (๓) (๔) ท่านคณะกรรมาธิการก็ให้สิทธิคนที่ ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผมก็เลยอยากสอบถามว่ามีเหตุผลที่มาที่ไปอย่างไรที่จะให้สิทธิ ของคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพราะว่ามันเกิดหลาย ๆ มาตรฐาน เพราะว่าเขาถูกตัดสิทธิ ในเรื่องของการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. แต่ขณะเดียวกันเขาได้สิทธิในการเลือก สสร. ผมก็เลย ขอคําชี้แจงจากทางคณะกรรมาธิการเพื่อประกอบการพิจารณา

ประเด็นสุดท้ายนะครับท่านประธาน ก็คือว่าประเด็นในเรื่องของการวินิจฉัยชี้ขาด เกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังประกาศ รับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ได้รับคําร้องขอ ผมคิดว่า จริง ๆ แล้วคณะกรรมาธิการก็คงรับฟังจากคําเสนอแนะจาก กกต. พยายามที่จะชี้แจงว่า ให้ศาลอุทธรณ์เป็นคนมีอํานาจที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ตรงนี้ แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่า มันก็คงยังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะใน (๑) ที่ผมค่อนข้างจะมีความเป็นห่วงกังวลนะครับ ท่านประธาน ก็คือเรื่องของระยะเวลา ๓๐ วัน ว่าถ้ามันเกิดไม่เสร็จภายใน ๓๐ วัน จะทําอย่างไร มีโอกาสไหมถ้าจะเลือกรูปแบบนี้ที่จะใช้กระบวนการของ พ.ร.บ. ว่าด้วย การเลือกตั้ง ของตัวสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น แล้วให้ตัวศาลอุทธรณ์ทําภายใน ๓๐ วัน ถ้าทําไม่เสร็จทางคณะกรรมาธิการจะมีแนวทางที่จะปรับปรุงให้มันมีความอ่อนตัว ปรับปรุง ระยะเวลาให้มีความเหมาะสมมากกว่านี้หรือเปล่า แล้วรูปแบบตรงนี้ผมก็มีความรู้สึกว่า เป็นการเขียนกฎหมายที่ควรจะต้องรอบคอบ เพราะเป็นการเขียนกฎหมายซึ่งจะไปอิง ไปอยู่กับ ตัวอํานาจอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นฝ่ายตัวตุลาการ ผมคิดว่ารูปแบบตรงนี้ควรจะต้องพิจารณา อย่างรอบคอบ ในขณะเดียวกันถ้าไปเอาเรื่องของการได้มาซึ่ง ส.ส. ส.ว. ตรงนั้น โดยเฉพาะ การเลือกตั้งการได้มาซึ่ง ส.ว. น่าจะเหมาะสม และน่าจะสามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องของ การวินิจฉัยชี้ขาดคัดค้านการตัดสิทธิการเลือกตั้งและการเพิกถอนได้ ผมก็เลยฝาก ท่านคณะกรรมาธิการช่วยชี้แจงนะครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ