สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาหลายประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดระยะเวลาการดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๕ และการเพิกถอนผลการเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาการคัดค้านผลการเลือกตั้ง และการประกาศผลการเลือกตั้ง โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับกระบวนการคัดค้านการเลือกตั้ง และการดำเนินการของศาล
ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ผมได้ใช้สิทธิขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๕ ในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของกําหนดระยะเวลาการดําเนินการตามบทบัญญัติของ มาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งได้บัญญัติให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ภายใน ๗๕ วัน ตรงนี้ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมได้แปรญัตติเป็น ๙๐ วัน เหตุผลที่ผมได้ใช้สิทธิ แปรญัตติเป็นระยะเวลา ๙๐ วันนั้น เนื่องจากผมพิจารณาแล้วเห็นว่าระยะเวลาตามร่างเดิม ที่กําหนดไว้ ๗๕ วัน น่าจะไม่เพียงพอ โดยผมมีเหตุผลประกอบข้อพิจารณาของท่านประธาน ก็คือว่า ถ้าเราพิจารณาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือมาตรา ๒๙๖ ซึ่งเป็น บทเฉพาะกาลในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ก็ได้เขียนกําหนดไว้ในบทเฉพาะกาล ของมาตรา ๒๙๖ ว่า ภายหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แล้ว ให้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๙๐ วัน นับจากวันที่มีพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ผมกราบเรียนท่านครับว่า ระยะเวลา ๙๐ วัน ที่บัญญัติอยู่ในมาตรา ๒๙๖ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นได้ผ่าน การพิจารณาปรึกษาหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ กกต. มาแล้วในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นเกณฑ์มาตรฐานคือระยะเวลา ๙๐ วัน นับจากวันที่เรามีกฎหมายเลือกตั้ง น่าจะเป็นระยะเวลาที่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถ ยึดถือปฏิบัติได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงเห็นว่าระยะเวลา ๗๕ วัน ตามที่กําหนดอยู่ในวรรคแรกของ มาตรา ๒๙๑/๕ เป็นระยะเวลาที่น้อยไปไม่เพียงพอต่อการจัดการเลือกตั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ท่านประธานครับ ๙๐ วันที่กําหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๖ เขายังนับจากวันที่ มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย แต่ของเรา ๗๕ วันนั้น ให้นับจากวันที่ มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเลือกตั้ง และขณะเดียวกันเรายังมีปัญหาว่า การเลือกตั้ง สสร. เราจะใช้กฎหมายไหนมาใช้อนุโลมในการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้แนวความคิด ของคณะกรรมาธิการก็ยังอยู่ในเรื่องของการใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น และผู้บริหาร ระดับท้องถิ่น เป็นประเด็นซึ่งผมจะใช้อภิปรายในประเด็นต่อไป แต่ในประเด็นนี้ผมกําลังจะ กราบเรียนครับว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ ๗๕ วัน แม้จะเป็นระยะเวลาที่น้อยอยู่แล้วยังไม่เพียงพอ ต่อการจัดทํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง แม้จะเอากฎหมายท้องถิ่นมาปรับใช้ กกต. ก็ต้อง ไปดูว่าจะปรับใช้ได้เพียงเท่าใด ข้อไหนไม่เอามาใช้ ต้องไปออกเป็นประกาศของ กกต. อีก เพราะฉะนั้นยิ่งสะท้อนให้เห็นได้ว่าระยะเวลา ๗๕ วัน ที่ถูกบัญญัติอยู่ในวรรคแรกของมาตรา ๒๙๑ ไม่เพียงพอสําหรับการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผลที่ตามมา จะเป็นอย่างไรท่านประธานครับ ถ้าระยะเวลาที่เรากําหนดไว้เร่งรัดมากเกินไป และทําให้ ไม่เพียงพอสําหรับหน่วยงานที่เขาจะต้องรับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้ง ที่สุดก็จะทําให้ เราได้การเลือกตั้งที่ไม่มีคุณภาพ แล้วที่สุดก็จะนําไปสู่การฟ้องร้อง เพิกถอนการเลือกตั้ง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นประเด็นอีกว่าจะให้หน่วยงานไหนเป็นหน่วยงานซึ่งทําหน้าที่ในการวินิจฉัย คดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สสร. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แค่นี้ท่านประธานก็จะเห็นภาพแล้วครับว่า ถ้าเราปล่อยให้มีบทบัญญัติของมาตรา ๒๙๑/๕ ผ่านไปในลักษณะที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากเห็นชอบมานี้นั้น อนาคตเราจะเจอกับความวุ่นวายในการเลือกตั้ง สสร. มากน้อยแค่ไหน
ขออนุญาตผ่านไปประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ประเด็นที่ ๒ ก็คือ ประเด็นที่ว่าด้วยเรื่องของกฎหมายที่จะใช้ประกอบการเลือกตั้ง ผมจะข้ามไปวรรคสี่ของ มาตรา ๒๙๑/๕ ในวรรคสี่ของมาตรา ๒๙๑/๕ นั้น ในร่างที่ทางคณะกรรมาธิการผ่านมานั้น ทางคณะกรรมาธิการมีข้อแก้ไข ในขณะเดียวกันผมก็มีข้อสงวนคําแปรญัตติของผม ผมจะเริ่มที่ข้อสงวนคําแปรญัตติของผมก่อนครับท่านประธานครับ ผมสงวนไว้อย่างนี้ว่า หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่กําหนด ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขเป็นว่าหลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญให้นํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหาร ท้องถิ่น รวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอํานาจประกาศกําหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จําต้องนํามาใช้บังคับ ในราชกิจจานุเบกษาด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าที่ผมเห็นควรและได้ใช้สิทธิ แปรญัตติพร้อมทั้งการสงวนข้อแปรญัตติของผมไว้ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ควรที่จะต้องมีกฎหมายเฉพาะ และกฎหมายเฉพาะในที่นี้นั้นเป็นกฎหมายในระดับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน วันที่ ๑ วันที่ ๒ ของการอภิปรายในที่ประชุมของพวกเราท่านประธานคงจําได้ เพื่อนสมาชิกหลายคนอภิปรายว่า สสร. มีความสําคัญไม่น้อยไปกว่า ส.ส. และ ส.ว. บางท่าน อภิปรายถึงขั้นว่ามีความสําคัญมากกว่าเสียด้วยซ้ํา เนื่องจาก สสร. จะมาทําหน้าที่ในการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ มาเป็นคนเขียนกฎหมายว่าด้วยการออกแบบประเทศไทย เพราะฉะนั้น สสร. จึงเป็นผู้ที่มีความสําคัญต่อการกําหนดอนาคตของประเทศไทย เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงควรจะต้องมี กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. โดยเฉพาะ ขนาด ส.ส. และ ส.ว. เรายังมีพระราชบัญญัติ ระดับประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. แต่ขณะเดียวกัน พอเป็นการเลือกตั้ง สสร. เราก็บอกว่าเป็นตําแหน่งที่มีความสําคัญต่อชาติบ้านเมือง แต่เรากลับบอกว่าไปเอากฎหมายท้องถิ่น เอากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ว่าด้วยการเลือกตั้งผู้บริหารระดับท้องถิ่นมาปรับใช้โดยอนุโลม มันคนละเรื่องกันเลย คนละเรื่องอย่างไรผมกําลังจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าถ้าท่านประธาน และที่ประชุมแห่งนี้เห็นชอบตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขในมาตรา ๒๙๑ วรรคสี่ กล่าวคือให้นํากฎหมายท้องถิ่นมาใช้ จะเกิดปัญหามากมาย ยกตัวอย่างเช่นบทนิยามศัพท์ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง การเลือกตั้ง สสร. ซึ่งจะมี ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เรียกว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาสมัครแข่งขันกันทุกจังหวัด ทั่วประเทศ เราจะขาดบทนิยามศัพท์ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของ สสร. เราจะมีปัญหาค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งซึ่งกฎหมายท้องถิ่นระบุให้ท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง สสร. ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เราจะเจอปัญหาเกี่ยวกับวิธีการ กําหนดเขตเลือกตั้งและหน่วยเลือกตั้ง เราจะเจอปัญหาตั้งแต่วิธีการรับสมัครผู้มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง เราจะเจอปัญหาเรื่องการยื่นบัญชีรับจ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ต้อง ใช้จ่ายไปในการหาเสียง และจะเจอปัญหาว่าจะอนุญาตให้ผู้สมัคร สสร. หาเสียงได้หรือไม่ได้ด้วย เราจะเจอปัญหาเรื่องการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร เจอปัญหาการเลือกตั้งล่วงหน้า เราจะเจอปัญหาเรื่องบทกําหนดโทษในกรณีต่าง ๆ ว่าจะเอาบทกําหนดโทษระดับท้องถิ่น มาใช้ลงโทษผู้กระทําความผิดสําหรับการเลือกตั้งระดับ สสร. ซึ่งเป็นการเลือกตั้ง ระดับประเทศหรือไม่ ทั้งหมดนี้ไม่มีคําตอบอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๕ ท่านประธานอาจจะ เห็นพ้องตามกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ก็เขาเขียนอยู่ในวรรคสี่แล้วว่าให้เป็นอํานาจของ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะมีอํานาจออกประกาศกําหนดว่าจะเอาบทบัญญัติส่วนไหน แค่ไหนของกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นมาปรับใช้โดยอนุโลม ผมก็ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับว่าก็เป็นการให้อํานาจ กกต. ในการที่จะออกประกาศของ กกต. แล้วไปลงในราชกิจจานุเบกษาว่าจะไม่เอาบทบัญญัติของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นส่วนไหนบ้าง ที่จะไม่เอามาใช้บังคับกับการเลือกตั้ง สสร. ตรงนี้ท่านประธานต้องสนใจฟังนิดหนึ่งนะครับว่า เขียนให้อํานาจ กกต. เพียงแค่ออกประกาศไม่เอากฎหมายท้องถิ่นส่วนไหนมาใช้ แปลว่าอะไรครับแปลว่ากฎหมายท้องถิ่นส่วนไหนที่เกินเลยไปจากการเลือกตั้ง สสร. กฎหมายท้องถิ่นส่วนไหนที่เห็นว่าไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับการเลือกตั้ง สสร. กกต. มีอํานาจออกประกาศว่าไม่เอาส่วนนั้น ๆ มาใช้บังคับ ทีนี้ส่วนที่ขาดไปล่ะครับ ส่วนที่ไม่มี แต่จําเป็นต้องมี กกต. ไม่มีอํานาจในการที่จะออกประกาศเพิ่มเติม ท่านประธานเห็นไหมครับว่า เพราะฉะนั้นมันจึงจะเป็นปัญหาสําหรับการเลือกตั้ง สสร. ต่อไปในอนาคตอย่างยิ่ง ถ้าเราเอา กฎหมายระดับท้องถิ่นมาใช้ แล้วเขียนให้ กกต. มีอํานาจโดยหวังแต่เพียงว่าเขียนแค่นี้แล้ว ไปจัดการเลือกตั้งให้สําเร็จภายในกรอบ ๗๕ วัน ท่าน กกต. อาจจะเกรงใจคณะกรรมาธิการ หรือผมก็ไม่ทราบว่าท่านอาจจะเบื่อหน่ายคณะกรรมาธิการหรือไม่ ท่านถึงได้มีหนังสือมาฉบับที่ ๒ อย่างไรครับว่าเมื่อฉบับแรกแจ้งมาให้ทราบแล้วว่าให้ไปออกกฎหมายเฉพาะเรื่องนี้ เมื่อท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันในความคิดของท่าน เหมือนกับที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากพยายามยืนยันความคิดเดิม ๆ ของท่านในห้องประชุมแห่งนี้ สุดท้าย กกต. เขาก็ยอมแพ้ เขาถึงได้ทําหนังสือฉบับที่ ๒ มาว่าสุดแล้วแต่ตามใจท่าน ให้ทําอย่างไร เขาก็พร้อมที่จะทํา นี่อย่างไรครับพร้อมที่จะทํา พร้อมที่จะจัดการเลือกตั้ง แต่จัดได้ดีหรือไม่ดี มันคือปัญหา แล้วที่สุดผมเชื่อว่าท่านประธานครับผมเชื่อว่า กกต. เขามองภาพทั้งหมดออกว่า เมื่อให้เครื่องไม้เครื่องมือกับเขามาแค่นี้ ให้ระยะเวลากับเขามาแค่นี้ เขาจัดการเลือกตั้งได้แค่ไหน เขามองภาพออกครับ เขาถึงให้โยนลูกต่อไปที่ศาลอุทธรณ์เลย ซึ่งเป็นประเด็นเดี๋ยวจะกราบเรียน ท่านประธานต่อไป เมื่อ กกต. มีหน้าที่จัดแต่ไม่มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งชอบหรือไม่ชอบ เขาก็บอกอย่างนี้เขาทําได้ครับเพราะไม่อยู่ในความรับผิดชอบของเขาแล้ว ที่เขาต้องมา รับผิดชอบในการติดตามสอบสวน หรือกํากับดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเขาในการให้ใบเหลือง ใบแดง กับการเลือกตั้ง สสร. ภายใต้กฎระเบียบ ของการเลือกตั้งท้องถิ่น ยิ่งไปกว่านั้นท่านประธานครับผมไม่อยากมองว่าการที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากปรับแก้ข้อความในมาตรา ๒๙๑/๕ ในวรรคสี่โดยให้นํากฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งท้องถิ่นมาปรับใช้เพราะเป็นเรื่องที่กรรมาธิการเสียงข้างมากวางแผนไว้ล่วงหน้า แล้วว่าอยากได้ สสร. คุณสมบัติแบบไหน อยากให้การเลือกตั้ง สสร. สามารถถูกควบคุมดูแล หรือแทรกแซงโดยพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะว่าในกฎหมาย ท้องถิ่นมันไม่มีข้อห้ามอย่างไรครับ ไม่มีข้อห้ามที่จะไม่ให้พรรคการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตรงนี้ล่ะครับถึงได้ทําให้ผมเพิ่งถึงบางอ้อว่านี่ละคือเหตุผลที่ทําไมตอนที่ เราพิจารณากันถึงเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สสร. ในมาตรา ๒๙๑/๒ และมาตรา ๒๙๑/๓ จึงไม่มีข้อห้ามในเรื่องนี้อยู่ ไม่มีข้อห้ามในประเด็นที่ว่าผู้สมัคร รับเลือกตั้งเป็น สสร. ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือห้ามมีตําแหน่งในพรรคการเมือง สอดคล้องกันหมดเมื่อมาถึงมาตรา ๒๙๑/๕ จะเห็นภาพพวกนี้เชื่อมโยงได้ชัดเจน ท่านประธานว่าท่านกําลังออกแบบให้การเลือกตั้ง สสร. ไม่ตัดขาดกับการเมือง แล้วเช่นนี้ จะทําให้พวกกระผมไว้วางใจได้อย่างไรครับว่าเราจะได้ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มี ความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระ ไม่มีประโยชน์ได้เสียทางการเมืองกับพรรคการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น ตรงนี้คือหัวใจสําคัญที่ท่านประธานควรจะต้องให้คําแนะนํากับท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากด้วยว่าถ้าเราเห็นกับประโยชน์ประเทศชาติแล้วเรากําลังจะทําในสิ่งที่ ให้ประชาชนทั้งประเทศจับต้องได้ว่าพวกเรากําลังช่วยกันที่จะสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง ทําไมเราไม่ช่วยกันสร้างความโปร่งใส นั่นคือสิ่งที่ ท่านประธานต้องช่วยกันหาคําตอบให้ผมด้วย
ประเด็นต่อไปที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่าประเด็นเรื่องของ มาตรา ๒๙๑/๕ ในวรรคห้า ซึ่งเป็นวรรคที่ทางคณะกรรมาธิการได้มีการเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ทางคณะกรรมาธิการได้มีการเพิ่มเติมเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเขียนให้นําบทบัญญัติของมาตรา ๙๙ (๑) (๒) แล้วก็ มาตรา ๑๐๐ (๑) (๓) (๔) มาใช้บังคับ คําถามที่ผมจะถามไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานก็คือว่า เมื่อท่านไปเพิ่มเติมเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิ จะมาออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง โดยโยงไปหามาตรา ๙๙ ของรัฐธรรมนูญ ทําไมท่านเอาแค่ ๒ อนุมาตรา คือ (๑) กับ (๒) มาใช้เพื่อให้ท่านผู้ฟังและพี่น้องประชาชนที่ติดตาม การถ่ายทอดอยู่มีความเข้าใจ ผมจะขอขยายความครับว่า มาตรา ๙๙ (๑) เขาเขียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานว่าผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งคือ (๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทย โดยการแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี นี่คือคนที่จะมีสิทธิไปออกเสียง เลือกตั้ง สสร. ในอนาคต (๒) ก็คือมีอายุไม่ต่ํากว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑ มกราคม ของปีที่จะมีการเลือกตั้ง (๓) คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า ๙๐ วันนับถึงวันเลือกตั้ง อนุมาตรานี้ล่ะครับท่านประธาน ที่ท่านคณะกรรมาธิการไม่เอามาใช้ แต่ท่านกลับไปเขียนของท่านเพิ่มเติมเอาเองว่าต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า ๑ ปี เหตุผลก็คือทําไมท่านต้องเพิ่มเติมวรรคห้าเข้ามาให้ขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๐ (๓) ขนาดเลือกตั้ง ส.ส. เลือกตั้ง ส.ว. เขายังกําหนดให้มีอายุ ๑๘ ปีบริบูรณ์ แล้วมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านติดต่อกัน ๙๐ วันก็มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ท่านไปเขียนว่าต้องมีชื่อ อยู่ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า ๑ ปี สิ่งที่ท่านเพิ่มเติมนั้นขัดแย้งกับบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญโดยชัดเจน นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงเพิ่มเติม นอกจากนี้ท่านเขียนให้นําคุณสมบัติของมาตรา ๑๐๐ มาใช้บังคับ แต่ท่านก็นํามาไม่ครบอีก เช่นเดียวกันท่านประธานครับ มาตรา ๑๐๐ ท่านให้นํา (๑) (๓) และ (๔) มาใช้บังคับ โดยกําหนดให้มาตรา ๑๐๐ นั้นรัฐธรรมนูญกําหนดว่าบุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ห้ามใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้แก่ (๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช (๒) อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (๓) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล แล้วก็ (๔) บุคคลวิกลจริต ซึ่งทั้ง ๔ กลุ่มนี้รัฐธรรมนูญ เขียนชัดครับ ไม่ให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ท่านก็จะเอามาแค่ ๓ กลุ่ม คือกลุ่ม ๑ กลุ่ม ๓ กลุ่ม ๔ บุคคลกลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ท่านไม่เอามาก็แปลว่าอะไร แปลว่า ท่านกําลังจะบอกพวกเราใช่ไหมครับว่า คนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งท่านจะให้ มีสิทธิเลือกตั้ง สสร. ได้ นี่คือประเด็นที่ทําให้ผมมองว่าคณะกรรมาธิการมักจะมีแนวความคิด อะไรที่แปลก ๆ มีแนวความคิดที่ไม่เป็นมาตรฐานสากลที่เขาใช้กัน ทั้ง ๆ ที่ในรัฐธรรมนูญ ก็เขียนอยู่ชัดเจนว่าคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิทางการเมืองอะไรไม่ได้ รวมไปถึง การเลือกตั้ง ส.ส. การเลือกตั้ง ส.ว. แต่ท่านก็กําลังจะบอกว่า สําหรับกฎหมายฉบับนี้ เสียงข้างมากของท่านท่านจะไม่เอาเกณฑ์มาตรฐานอย่างนั้นมาใช้ เพราะฉะนั้นท่านก็ ช่วยอธิบายให้ผมมีความเข้าใจว่าท่านมีเหตุผล โดยเฉพาะเหตุผลในทางวิชาการ เหตุผล ในทางการเมืองอย่างไร ท่านถึงต้องการให้คนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสามารถมาใช้สิทธิได้
ประเด็นต่อไปก็คือ สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมไว้ครับท่านประธาน ในมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคสุดท้ายเลยที่ท่านเพิ่มเติมข้อความไว้ว่า การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับ การคัดค้านสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผลเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอํานาจของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ ศาลอุทธรณ์ได้รับคําร้อง นี่คือประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมเข้ามา ประเด็นนี้ มีข้อพิจารณาอย่างนี้ครับท่านประธาน ๑. การวินิจฉัยตั้งแต่เรื่องตัดสิทธิการเลือกตั้งว่า ถ้ามีการคัดค้านว่าบุคคลคนนี้ควรมีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมันจะโยงไปสู่ สิทธิในการที่เขาจะลงรับสมัครด้วย ท่านคณะกรรมาธิการก็โยนลูกให้ศาลอุทธรณ์ เป็นคนรับผิดชอบ นี่อย่างไรครับตอนต้นผมถึงได้กราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเขียนกฎหมาย แบบนี้ท่านไปบีบให้เขาทํางานให้เสร็จภายใน ๗๕ วันมันก็ต้องได้กฎหมายแบบนี้ครับ แบบที่ กกต. กําลังถูกบังคับให้แปลงร่างเป็นหน่วยจัดการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ต้องเข้าไป ดูแลรับผิดชอบในเรื่องอะไรเลย แม้กระทั่งเรื่องที่เขาจะคัดค้านกันเกี่ยวกับสิทธิการเลือกตั้ง และสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ท่านก็เขียนโยนลูกไปที่ศาลอุทธรณ์ ท่านกําลังจะดึงเอา ศาลอุทธรณ์ เอากระบวนการยุติธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งโดยตรงเลยนะครับ
ประเด็นต่อไป ก็คือการเพิกถอนผลการเลือกตั้ง ท่านเขียนว่าทั้งก่อนและหลัง การประกาศผล เดิมใบเหลือง ใบแดง ก่อนประกาศผล กกต. เขาเป็นคนจัดการรับผิดชอบ ไต่สวน สอบสวน สืบสวน ท่านมาเขียนใหม่เป็นทั้งก่อนและหลังประกาศผลให้เป็นเรื่องของ ศาลทั้งหมด พอเป็นเรื่องของศาลทั้งหมดนี้แล้วท่านก็ไปผูกบีบบังคับว่าศาลต้องตัดสินให้เสร็จ ภายใน ๓๐ วันนับจากวันที่ได้รับคําร้อง ผลก็คือถ้าเป็นการคัดค้านก่อนประกาศผล ท่านประธานหลับตานึกภาพท่านประธานก็คงทราบว่าการประกาศผลมันก็ทําไม่ได้ครับ จนกว่าจะมีคําวินิจฉัยจากศาลออกมา ขณะเดียวกัน กกต. ก็บอกไม่ใช่หน้าที่ของเขาแล้ว เขาต้องรอผลจากศาลอยู่ก็จะประกาศเท่าที่ประกาศได้ ประเด็นที่ผมอยากจะชวน ท่านประธานคิด ก็คือว่าแล้วถ้ามันได้ไม่ครบมา ๗๗ คน ท่านประธานว่าเริ่มต้นเปิดประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญได้ไหมครับ ค้างประกาศอยู่ ๑ คน ท่านประธานคิดว่าเปิดประชุมได้ไหมครับ เราเคยได้บทเรียนแบบนี้มาสมัยเราเลือกตั้ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ครั้งแรก ท่านประธานจําได้ไหมครับ วันที่ ๔ มีนาคม ปี ๒๕๔๓ ครับท่านประธานจัดการเลือกตั้ง ส.ว. พร้อมกันทั่วประเทศเลย สุดท้ายประกาศรับรองผลออกมาได้ไม่ครบครับ ๒๐๐ คน ใช้เวลา ถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ปี ๒๕๔๓ ท่านประธานจากเดือนมีนาคมนะครับ เลือกตั้งครั้งแรก ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ครั้งแรกจากเดือนมีนาคมกว่าจะได้ครบ ๒๐๐ คนไปถึง เดือนกรกฎาคม เพราะอะไรล่ะครับ เพราะขาดความรอบคอบอย่างไรครับ แล้วคิดแต่จะ เร่งรัด รวบรัด ซึ่งในขณะนั้นเจตนาของผู้ยกร่างก็มีเจตนาที่ดีต้องการให้กลไกทั้งหมดทางการเมือง ของประเทศเข้าสู่ระบบใหม่คือระบบของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ แต่เพราะ การขาดประสบการณ์และเพราะเราคาดไม่ถึงว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจะมีกลเม็ดในการคัดค้าน ผลการเลือกตั้ง จึงทําให้การเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๓ นั้นไม่สามารถประกาศผลได้ แล้วที่สุด ผมเชื่อว่าประธานก็จําได้เราเปิดประชุมวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ปี ๒๕๔๓ ไม่ได้ เกิดคดีความไปถึงศาลรัฐธรรมนูญตีความกันระหว่าง ส.ว. ชุดใหม่ที่มาจาก การเลือกตั้ง กับ ส.ว. ชุดเก่าที่มาจากการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๓๔ ว่าตกลงจะให้ ชุดไหนทําหน้าที่ไป สุดท้ายเป็นสุญญากาศทางการเมืองเพราะศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ถ้าเลือกตั้งได้ไม่ครบ ๒๐๐ คน เปิดประชุมวุฒิสภาไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกันนี่คือข้อกังวลของผม ท่านประธานว่าถ้าเรายังคงเดินหน้าเลือกตั้ง สสร. ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คน ภายใต้กลไกที่ถูกออกแบบไว้โดยกรรมาธิการเสียงข้างมากแบบนี้ในมาตรา ๒๙๑/๕ แบบนี้ ท่านประธานครับ เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๔๓ มันจะย้อนรอย กลับมาเกิดกับประเทศไทยอีกสําหรับการเลือกตั้ง สสร. เลือกแล้วประกาศผลไม่ได้ครบ ทุกจังหวัด เปิดประชุมสภาไม่ได้ กระผมและเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านได้เพียรพยายามที่จะ อธิบายสภาพปัญหาที่ท่านเขียนทิ้งค้างปัญหาอยู่ในร่างมาตรา ๒๙๑/๕ อย่างนี้ แล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากยังไม่รับฟัง ท่านยังคงมีทิฐิที่จะไม่แก้ไขท่านต้องรับผิดชอบ กับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งแล้วขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไปไม่ได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างที่ ผมกราบเรียนท่านประธานเอาไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้ในประเด็นนี้ยังมีข้อห่วงกังวลอีกครับ ข้อห่วงกังวลก็คือการที่เราไปเขียนกฎหมายบังคับให้ศาลต้องพิจารณาคดีให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ท่านประธานครับ เรื่องของคดีเลือกตั้งถ้าท่านประธานไปอ่านกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่ง ส.ว. ฉบับล่าสุดคือฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านประธานจะเห็นเลยว่าเขาออกแบบ เกี่ยวกับกลไกในการคัดค้านการเลือกตั้งทั้ง ส.ส. ส.ว. เอาไว้ส่วนหนึ่ง โดยมีหลักคิดว่า ทําอย่างไรจะทําให้กระบวนการในการคัดค้านการเลือกตั้งเป็นไปโดยรวดเร็วแล้วไม่เป็น ปัญหาอุปสรรคในการประกาศผล ซึ่งที่สุดมันจะโยงไปสู่ปัญหาและอุปสรรคในการ เรียกประชุมสภา ก็คือแบ่งการคัดค้านออกมาเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือก่อนประกาศผล กับส่วนที่ ๒ ภายหลังประกาศผล ร่างวรรคสุดท้ายท่านก็เอา ๒ ส่วนมายํารวมเป็นส่วนเดียว ซึ่งจะมีปัญหาอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว อีกหลักคิดหนึ่งที่เขาใช้คิดก็คือว่าส่วนที่คัดค้าน หลังจากการประกาศผลซึ่งถูกเขียนให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลจะเป็นศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งก็สุดแล้วแต่ เขาก็มีหลักคิดว่าทําอย่างไรจะให้การดําเนินคดี ของศาลเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งเป็นไปโดยรวดเร็ว เขาใช้วิธีอย่างไร ท่านประธานทราบไหมครับ เขาไม่ใช้วิธีอย่างที่ท่านคิดครับ ท่านคิดแบบนี้ ท่านคิดแบบง่ายเกินไป แต่ที่สุดทํางานไม่ได้ ท่านไปดู พ.ร.บ. เลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ไม่มีตรงไหนตีกรอบว่าศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งก็ดี ศาลอุทธรณ์ก็ดีซึ่งจะต้องไปรับผิดชอบคดีเลือกตั้งระดับท้องถิ่นต้องตัดสินคดีให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ไม่มีหรอกครับ เพราะเขารู้ว่าเขียนไปมันก็ฝืนธรรมชาติอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคน อภิปรายไปแล้ว ศาลเองก็เขียนบทความออกมาแสดงตัวชัดเจนผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ว่า ทําไม่ได้ ๒ วันที่แล้วผมก็ฟังท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งก็อ้างอิงศาลว่าไปปรึกษากับศาลมาแล้ว แต่ไม่เปิดเผยชื่อยืนยันว่าทําได้ นี่อย่างไรครับ พอท่านมาอภิปรายในสภาแห่งนี้ไปอ้างอิงศาลว่า ท่านปรึกษาศาลแล้วว่า ๓๐ วันตัดสินคดีเสร็จ ให้หลัง ๒ วัน ศาลออกมาเขียนบทความ ลงหนังสือพิมพ์เลยครับ คัดค้านเลยว่าเขาทําไม่ได้หรอก แล้วในที่สุดจะนําไปสู่วิกฤติทางการเมือง แล้วก็จะไปโจมตีกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลอีกว่าเป็นต้นเหตุทําให้เกิดวิกฤติ ทางการเมือง นี่คือสาเหตุที่ทําให้ผู้พิพากษาท่านหนึ่งต้องออกมาเขียนบทความ ลงหนังสือพิมพ์ครับ เพราะท่านเที่ยวไปเอาผู้พิพากษามาแอบอ้างว่าปรึกษาเขาแล้ว เขาบอกทําได้ เครื่องมือที่ถูกต้องที่เขาให้ไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. คืออะไรรู้ไหม ท่านประธาน ที่จะทําให้การพิจารณาคดีเลือกตั้งเป็นไปโดยรวดเร็ว เขาเขียนให้ศาล เวลาวินิจฉัยคดีนั้นให้ถือตามสํานวนสอบสวนของ กกต. อย่างไรครับ นั่นคือวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อให้ศาลไม่ต้องมีภาระในการไปสืบพยาน ในการไปไต่สวน พยานหลักฐานใหม่ แล้วศาลก็จะตัดสินคดีได้เร็ว แล้วเราก็ต้องให้เกียรติศาลว่าศาลท่าน ต้องมีจิตสํานึกนะครับว่าคดีเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งเป็นเรื่องสําคัญของบ้านเมือง ไม่มีศาลไหน อยากเตะถ่วงคดีให้ล่าช้า เพราะฉะนั้นการที่ท่านไปตีกรอบ ๓๐ วัน มันฝืนธรรมชาติ แต่ท่านกลับไม่เขียนว่าให้ศาลมีตัวช่วยในการที่ไปไต่สวน สอบสวนพยานหลักฐานเหมือนกับที่ เราไปสร้างตัวช่วยไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ว่าถ้าคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. คดีไปถึงศาลให้ฟังข้อเท็จจริงตามสํานวนสอบสวนของ กกต. นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะ แนะนําให้ท่านคณะกรรมาธิการลองเอาไปปรับเปลี่ยนดู ด้วยการศึกษากฎหมายให้มี ความละเอียดรอบคอบมากกว่านี้
ประเด็นสุดท้ายท่านประธาน ที่ผมอยากจะกราบเรียนเชื่อมโยงกับเรื่องนี้เลยครับ ถ้าท่านประธานดูรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ท่านพยายามจะยกเลิกกันนะครับ ในมาตรา ๒๑๙ เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยศาลยุติธรรม มาตรานี้มีหลายวรรค แต่วรรคหนึ่งมันน่าสนใจเพราะว่า เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับข้อความที่ทางคณะกรรมาธิการไปเพิ่มเติมมาเป็นวรรคท้ายของมาตรา ๒๙๑/๕ คือไปดึงเอาศาลอุทธรณ์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการคัดค้านคดีเลือกตั้ง สสร. ชอบหรือไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ ผมกําลังจะกราบเรียนว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๑๙ ในวรรคสอง เพราะอะไรท่านประธาน เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคสองเขาเขียนอย่างนี้ครับว่า ให้ศาลฎีกามีอํานาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และให้ศาลอุทธรณ์มีอํานาจวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น สรุปรวมความสั้น ๆ ที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคสอง ที่ผมอ่านให้ฟัง สรุปรวมความได้ว่ารัฐธรรมนูญกําลังบอกถึงอํานาจ ของศาลฎีกากับศาลอุทธรณ์ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งไว้ ๒ ข้อครับ ข้อแรกคือศาลฎีกามีอํานาจ พิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งระดับชาติ คือ ส.ส. และ ส.ว. เนื่องจาก ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการเลือกตั้งระดับชาติอยู่แค่ ๒ ประเภท คือ ส.ส. ประเภทหนึ่ง กับ ส.ว. ประเภทหนึ่ง เขาจึงเขียนให้ศาลฎีกามีอํานาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับการร้องคัดค้าน การเลือกตั้งทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ต้องการให้มี สสร. มายกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไรครับ เขาจึงไม่เขียนให้ศาลฎีกา มีอํานาจเกี่ยวกับเรื่องคัดค้านการเลือกตั้ง สสร. แต่หลักคิดของมันอยู่ที่ว่าถ้าเป็นการเลือกตั้ง ระดับชาติให้เป็นอํานาจของศาลฎีกา ส่วนศาลอุทธรณ์เขาเขียนเป็นประการต่อไปว่า แบ่งหน้าที่ แบ่งงานกันทํา งานจะได้เร็วขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็ไปรับผิดชอบเกี่ยวกับคดีที่คัดค้าน การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ท่านประธานเห็นไหมครับว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ แบ่งแยกอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลฎีกากับศาลอุทธรณ์ไว้ชัดเจน ประเด็นที่ผมจะกราบเรียนก็คือว่าเมื่อรัฐธรรมนูญเขียนให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้มีอํานาจวินิจฉัย คดีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น การที่ท่านกรรมาธิการไปเขียนให้ศาลอุทธรณ์มีอํานาจวินิจฉัย คดีเลือกตั้ง สสร. ชอบหรือขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ ถ้าท่านตอบว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ แปลว่าท่านกําลังจะบอกผมและเพื่อนสมาชิกว่า สสร. เป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ถูกหรือผิดท่านประธานช่วยผมคิด เพราะผมเป็นเสียงข้างน้อย ผมไม่บังอาจบอกว่า ท่านคิดผิด เพราะแม้ผมจะบอกว่าท่านคิดผิดท่านก็จะเดินหน้าแบบผิด ๆ ของท่าน แล้วสิ่งที่ผิดของท่านก็เป็นสิ่งที่ถูกของพวกกระผมด้วยอย่างนั้นหรือ ผมรับไม่ได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่บอกว่าถูกหรือผิด แต่ผมกําลังจะบอกว่าท่านประธานต้องเป็นคนคิดว่า แนวคิดแบบนี้ในการเขียนรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแบบนี้ ท่านกรรมาธิการมีความรอบคอบแค่ไหนในการศึกษารัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ ที่จะต้อง ใช้ควบคู่และเชื่อมโยงกัน ผลที่มันจะตามมาคือท่านประธานอย่างนี้ครับว่ามันจะรุนแรงมากกว่า ที่เราคิด รุนแรงอย่างไรท่านประธาน ทันทีที่เราประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ แล้วนําไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง สสร. รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังคงใช้บังคับและมีผลควบคู่ อยู่ตลอดเวลา จนกว่า ๒๔๐ วันที่ท่านเขียนให้ สสร. ไปทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วประกาศใช้บังคับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงจะมีผล ถูกยกเลิกในช่วงนั้นล่ะครับ เราจะมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญส่วนที่ท่านไปเพิ่มเติม เป็นมาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ หลายมาตราที่มันไปขัดแย้งกับบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญที่มีอยู่เดิม อย่างน้อยที่สุดขณะนี้ผมพูดให้ท่านฟัง ๑ มาตราแล้วว่ามาตรา ๒๙๑/๕ จะขัดแย้งกับมาตรา ๒๑๙ แล้วท่านคิดว่าบ้านเมืองเดินหน้าอย่างไร ในเมื่อเราเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแล้วสร้างของใหม่ขัดแย้งกับของเก่าแล้วบังคับใช้ไปพร้อมกันทั้งใหม่และเก่า
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการอาจจะ ไม่ได้คาดคิดไว้เลยหรือคิดแต่ท่านคิดว่าไม่ใช่เรื่องสําคัญก็คือว่าในการวินิจฉัยคดีของศาลทุก ศาลไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็ตาม เขาจะมีกระบวนการในการพิจารณา คดีอยู่ท่านประธาน ผมเชื่อว่าท่านประธานก็ทราบดี กระบวนการพิจารณาคดีของศาล จะมีกฎกติกาว่าจะมีวิธีการยื่นคําร้องอย่างไร ใครคือผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีอํานาจในการไปยื่น คําคัดค้านต่อศาล สมมุติศาลในที่นี้คือศาลอุทธรณ์อย่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบ ก็ต้องมีกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการคัดค้านการเลือกตั้ง สสร. ว่าจะมีกระบวนการในการคัดค้านอย่างไร ใครบ้างเป็นผู้มีอํานาจคัดค้าน ใครบ้างถือว่า เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ต้องเป็นผู้สมัครไหม หรือพ่อแม่พี่น้องของผู้สมัครก็ได้หรือประชาชนทั่วไป ที่พบเห็นการทุจริตการเลือกตั้งก็ได้ เมื่อยื่นคําร้องแล้วจะมีกระบวนการไต่สวนอย่างไร ทั้งหมดเพื่อให้เสร็จภายใน ๓๐ วันอย่างที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องการ กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้มาจากไหนท่านประธานครับ ผมอ่านถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ ไม่มีพูดเลย นะครับว่ามีกระบวนการตรงไหน กระบวนการตรงนี้ภาษากฎหมายเขาเรียกว่า กฎหมายว่าด้วย วิธีพิจารณาความ พอท่านไม่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขณะเดียวกันผมก็กราบเรียน ท่านประธานไปแล้วอย่างไรครับเมื่อสักครู่ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ นั้น เขาเขียนให้ ศาลอุทธรณ์มีอํานาจวินิจฉัยคดีเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น แล้วเขาเขียนต่อไปอย่างไรครับ เครื่องมือของศาลอุทธรณ์ในการพิจารณาคดีระดับท้องถิ่น รัฐธรรมนูญเขียนต่อเลยท่านประธาน ถ้าท่านประธานกรุณาเปิดรัฐธรรมนูญดูในมาตรา ๒๑๙ ในวรรคสาม เขาตบท้ายอย่างนี้ครับว่า ทั้งนี้วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามระเบียบ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากําหนด โดยต้องใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว แปลว่า รัฐธรรมนูญเขียนให้อํานาจศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ออกระเบียบว่าด้วย วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีได้ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเขาก็ไป ออกระเบียบว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดี ให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งใช้สําหรับ การคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็จะไปออกระเบียบว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีและวินิจฉัยคดี สําหรับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นให้ศาลอุทธรณ์ใช้ ขณะนี้ เขาออกระเบียบเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกระเบียบเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ ศาลเขาก็มีเครื่องมือของเขาใช้แล้วในการทํางาน แต่ผมกําลังจะกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ศาลอุทธรณ์มีเครื่องมือที่ออกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา คือ ระเบียบว่าด้วยการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ผมพูดมาถึงตรงนี้ถ้าผม จะขออนุญาตถามท่านประธานช่วยผมคิดว่า ระเบียบว่าด้วยการพิจารณาคดีระดับท้องถิ่น เอามาใช้กับการพิจารณาคดีเลือกตั้ง สสร. ได้ไหมครับ ถ้าตอบว่าได้