วันชัย สอนศิริ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง โดยแปรญัตติ 3 ประเด็น และวิพากษ์วิจารณ์การกำหนดระยะเวลาที่ให้ศาลตัดสินคดีเลือกตั้งภายใน 30 วัน โดยชี้ว่า การโยนภาระให้ศาลตัดสินในเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น เป็นภาระที่หนักหน่วง และไม่เป็นธรรม เนื่องจากมีกรอบเวลาจำกัด และไม่ให้ศาลตัดสินอย่างเที่ยงธรรม
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ความจริงท่านพูดเหมือนกับว่าเรานี่ไม่รู้ข้อบังคับอะไรกัน ทีนี้การพูดนี่นะครับ เอาละครับผมจะเข้าเนื้อเลยครับท่านประธาน ก็ไม่ต่อล้อต่อเถียง ท่านประธานนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้แปรญัตติใน ๓ ประเด็นด้วยกัน แต่ใน ๒ ประเด็นหลักนั้นเป็นเรื่องที่ผมแปรญัตติ แต่อีกประเด็นหลักนั้นเป็นเรื่องที่ ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่แก้ไข ประเด็นเรื่องที่แปรญัตตินั้นก็คือเรื่องเวลาครับ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการนั้นให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จภายใน ๗๕ วัน ของผมนั้นเสนอแก้กระบวนการต่าง ๆ ทั้งหมวดรวมแล้ว ๙๐ วัน
ประเด็นที่ ๒ แปรญัตติเรื่องกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมาธิการนั้นให้เอา กฎหมายท้องถิ่นใช้บังคับและให้ กกต. มีอํานาจว่าจะเอาบทกําหนดใดมาใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ซึ่งผมได้แปรญัตติให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. โดยเฉพาะ
ประเด็นที่ ๓ นั้นคณะกรรมาธิการให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการเพิ่มเข้ามา ผมไม่เห็นด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นเรื่องเวลานั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าก็คงไม่มีประเด็นอะไรมาก เพียงแต่ เรารีบเกินไปในทุกเรื่องทุกประเด็น รวมทั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมอยากจะกราบเรียน ต่อที่ประชุมว่า การทําเรื่องใหญ่ของประเทศอย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ พูดกันมาหลายวันแล้ว ประเด็นว่าเร่งรีบ เอาละครับ ผมจะไม่ย้อนรอยถอยกลับไป แต่อยากจะกราบเรียนว่า ในการทํากฎหมายในระดับประเทศขนาดนี้ ในระดับคณะกรรมาธิการก็ดี หรือในระดับสภาก็ดี ผมอยากให้เป็นไปด้วยความรอบรู้ รอบด้าน รอบคอบ และเหนือสิ่งอื่นใดนั้น จะต้องไม่ประกอบด้วยรอบจัด ถ้าเราทําในลักษณะอย่างนี้ผมเชื่อว่าจะเป็นที่ยอมรับ ถ้าเป็นการกระทําในลักษณะ ยัดเยียดคนจะระแวง เหมือนกับกรณีที่มีการพูดและมีการอภิปราย ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า จะเป็นผลร้ายต่อรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นผลดีต่อประเทศ ทีนี้ประเด็นสําคัญที่ผมเสนอให้มี กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ก็เพื่อจะตัดปัญหาทั้งปวงต่อผู้ปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย อย่างน้อย ๆ ที่สุด กกต. นั้นจะได้สบายใจต่อเรื่องนี้ ผมขอกราบเรียน ต่อท่านประธานที่เคารพครับว่า ขออภัยว่าเรื่องนี้ผมได้พูดมาตั้งแต่วันแรกว่ากฎหมายฉบับนี้ ที่มีการแก้ไข ผมใช้คําว่าเป็นกฎหมายในลักษณะลูกผี ลูกคน คือมันจะผีก็ไม่ใช่ จะคนก็ไม่ค่อยเชิง ขออภัยนะครับ จะเป็นประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ จะมาจากประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มันก็ไม่เชิง ผมขอกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เราใช้กฎหมายท้องถิ่น มาบังคับใช้ ท่านประธานครับ ผมกําลังเรียนว่าปีนี้เป็นปี ๒๕๕๕ ไม่ใช่ปี ๒๕๔๐ เหมือนท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้พูดถึง ท่านบอกว่าสมัยก่อนนั้นการร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้ใช้กฎหมาย ท้องถิ่นยิ่งกว่านี้เสียอีก ผมกราบเรียนว่าในปี ๒๕๔๐ นั้นเป็นความเห็นพ้องต้องกันทุกภาคส่วน และที่สําคัญที่สุดนั้นก็คือบ้านเมืองเราไม่แตกแยก มีความสมัครสมานสามัคคี และไม่มี ความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นจะเอาเหตุผลของปี ๒๕๔๐ มาใช้กับปี ๒๕๕๕ นั้นไม่ได้ แล้วก็อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่า สสร. นั้น ไม่ใช่ อบต. นะครับ สสร. ไม่ใช่ สมาชิกสภาเทศบาลนะครับ และ สสร. ไม่ใช่นายก อบจ. นะครับ แปลว่าเรากําลังเอา กฎหมายผิดตัว ผิดฝา ผิดเรื่อง ผิดราวมาใช้กับ สสร. ครับท่านประธาน และเหนือสิ่งอื่นใด ผมกําลังจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าการที่ให้ กกต. มีอํานาจประกาศกําหนดบทบัญญัติใด แห่งกฎหมายท้องถิ่นว่าด้วยส่วนใดจะใช้ได้หรือไม่ได้ พูดง่าย ๆ ว่าให้ กกต. หยิบส่วนหนึ่งส่วนใด หรือไม่หยิบส่วนหนึ่งส่วนใดมาประกาศในราชกิจจานุเบกฉา แล้วใช้บังคับได้เลย ผมถือว่า การเขียนกฎหมายแบบนี้เป็นการลบอํานาจนิติบัญญัติด้วยบุคคลหรือคณะบุคคล เช่น กกต. ครับท่านประธาน เพราะในหลักการแยกอํานาจทั้ง ๓ ไม่ว่าจะตุลาการ นิติบัญญัติ หรือบริหารนั้น สิ่งใดที่ควรใช้ ไม่ใช้ เกี่ยวกับประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับกฎหมาย การเลือกตั้ง เป็นอํานาจของรัฐสภาหรือเป็นอํานาจของตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ เราจะมอบอํานาจทางด้านนิติบัญญัติส่วนหนึ่งส่วนใดไปให้ กกต. สามารถตัดอํานาจส่วนนั้น ส่วนนี้ไปได้เลย เท่ากับว่าเป็นการลบอํานาจนิติบัญญัติไปโดยตรงผมอยากจะเรียนถามว่า กกต. นั้นเป็นคณะปฏิวัติหรือครับตัดส่วนนั้นส่วนนี้ซึ่งเป็นกฎหมายหยิบมาใช้ได้ เพราะฉะนั้น การที่กฎหมายเขาให้มีการเลือก สสร. โดยเฉพาะนั้น การที่ผมแปรญัตติให้มีการเลือก สสร. เป็นการเฉพาะนั้น ผมเชื่อว่าเป็นการที่รอบคอบ รัดกุม ตัดข้อโต้แย้งทั้งมวลที่เรามี การอภิปรายกันมา ๒-๓ วันนี้
๕๖/๑ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า เป็นการให้ กกต. ในฐานะผู้ปฏิบัติ มีอํานาจและใช้อํานาจตามกฎหมายได้ตามที่จะพึงมีและพึงเป็น มิฉะนั้นมันก็จะเกิด การอิหลักอิเหลื่อ และทําให้ผู้ปฏิบัตินั้นเกิดความไม่มั่นใจว่าจะถูกฟ้องร้อง จะถูกดําเนินคดี เกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ที่ยังไม่แน่นอนชัดเจนหรือไม่ อย่างไร
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ผม ได้แปรญัตติไว้ เกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. นั้น ประเด็นนั้น ก็คือว่าที่คณะกรรมาธิการมาเพิ่มก็คือการให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้เสร็จเกี่ยวกับปัญหาการเลือกตั้ง ภายใน ๓๐ วัน ซึ่งเป็นการเพิ่มเข้ามาใหม่ครับ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และที่สําคัญที่สุดครับ เป็นเรื่องของศาลเดียวเสียด้วย เสร็จคดีโดยศาลอุทธรณ์และศาลเดียว จบเลยครับ เรื่องศาลเดียวนี่มีการพูดกันมามากนะครับ วันที่มีการเสนอให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มีการพูดถึงว่า คตส. และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แล้วก็พูดถึงศาลอื่น ๆ ที่เป็นศาลเดียว บอกว่าระบบศาลเดียวนั้นเป็นระบบที่ไม่ชอบ เป็นระบบ ที่ไม่เปิดโอกาสให้ความยุติธรรมกับประชาชน เป็นระบบที่ไม่เป็นสากล แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ ทีจะเอาประโยชน์บอกว่าดี ทีเวลาจะเสียประโยชน์บอกว่าศาลเดียวไม่ดี ตกลงว่าศาลเดียวมันดีหรือไม่ดีกันแน่ครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัย และที่สําคัญที่สุดท่านไปขมวดกําหนด ไว้เลยว่าให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน นอกจากเป็นศาลเดียวแล้วยังจํากัดเวลาบอกว่าต้องเสร็จภายใน ๓๐ วันครับท่านประธาน ท่านบอกมาแล้วว่าศาลเดียวไม่ดี แล้วเอาเวลามาผูกมัดเข้ามาอีกครับ พูดง่าย ๆ ว่าเหมือนมัดมือชกศาล จะผิดถูกอย่างไรให้ศาลตัดสินให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน มันเป็นกฎหมายในลักษณะหัวมังกุท้ายมังกรจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมขอกราบเรียน ต่อท่านประธานที่เคารพว่า ผมได้อ่านบทความของท่านผู้พิพากษาศาลฎีกา ท่านเขียน ต่อประเด็นเรื่องนี้ไว้น่าสนใจครับ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน และผมขออนุญาตท่านแล้ว ท่านบอกว่า ไม่เป็นอะไร ท่านศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ท่านเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาครับ ท่านพูดต่อประเด็นนี้ไว้ ขออภัยนิดเดียวครับท่านประธาน ที่ผมขออนุญาตอ่านสั้น ๆ ท่านบอกว่า ปัญหาประการแรก คือการกําหนดระยะเวลาให้ศาลต้องพิจารณาพิพากษาคดีเลือกตั้ง สสร. ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ถ้าถามต่อไปว่ามีกฎหมายของประเทศอื่นไหมที่เขากําหนดระยะเวลา การพิจารณาพิพากษาของศาล คําตอบก็คือ มี แต่เขาจะกําหนดระยะเวลาสําหรับศาล ที่พิจารณาแต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ขีดเส้นใต้ครับ ในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น เขาไม่สามารถกําหนดระยะเวลาในคดีที่มีการพิจารณาในปัญหาข้อเท็จจริงครับท่านประธาน ท่านประธานก็ทราบแล้วนะครับ และประธานคณะกรรมาธิการรวมทั้งนักกฎหมายก็ทราบแล้ว ปัญหาข้อกฎหมายศาลสามารถพิจารณาได้ภายใน ๓ วัน ๗ วัน ๓๐ วัน ๖๐ วัน ไม่ต้องสืบพยานได้ แต่ปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เป็นปัญหาข้อเท็จจริงไหมครับท่าน ขออนุญาต อีกนิดหนึ่งนะครับ ท่านได้เขียนไว้เพิ่มเติม ท่านบอกว่าคดีเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นการโต้แย้งกัน ในปัญหาข้อเท็จจริง เช่น มีการซื้อสิทธิขายเสียงหรือไม่ ศาลจะตัดสินคดีประเภทนี้ได้ต้องรับฟัง พยานหลักฐานก่อนว่ามีการกระทําเช่นนั้นเกิดขึ้นหรือไม่ ศาลไม่มีกระจกวิเศษ หรือมีเครื่องมือชนิดใดที่จะหยั่งรู้ข้อเท็จจริงได้ สิ่งที่กฎหมายกําหนดให้ศาลใช้เรียกว่า พยานหลักฐาน ชัดเจนครับท่านประธาน แปลว่าการที่ศาลจะตัดสินคดีได้ว่าใครผิด ใครถูก สสร. คนไหนโกงการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ใช่ไปนั่งเทียนหลับหูหลับตาแล้วก็ตัดสินคดีครับท่านประธาน แปลว่าต้องฟังพยานหลักฐานจากผู้ร้องและฟังพยานหลักฐานจากผู้ถูกร้อง แปลว่านอกจาก ผู้ร้องมีพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่จะนําสืบแล้ว ผู้ถูกร้องยังต้องนําพยานหลักฐานเข้ามา สืบหักล้างด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านเองก็เป็นนักกฎหมาย ผมเองเป็นทนายความมา รู้เลยครับว่าลําพังผู้เสียหายหรือผู้ร้องจะนําพยานหลักฐานขึ้นมาเสนอต่อศาลเองโดยตรง ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เหมือน กกต. หรือตํารวจนะครับ เราจะต้องไปเรียกพยานหลักฐานจากที่โน่น จากที่นี่ จากหลายหน่วยงานท่านประธานครับ ๓๐ วันทําเสร็จหรือครับ และคนที่เป็นผู้ถูกร้อง ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็น สสร. แล้วท่านประธานจะสังเกตได้ว่าคนที่เคยเป็นจําเลยมาแล้ว รัฐมนตรีหลายคนที่เคยถูกดําเนินคดีมาแล้วจะพยายามดึงเกม (Game) ของคดีให้ช้าที่สุด ขอเลื่อนคดีบ้าง ป่วยบ้าง มีกิจต่าง ๆ อันจําเป็นที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้บ้าง ศาลจะไม่ให้เลื่อน ได้ไหมครับท่านประธาน ไม่ได้ ไป ๆ มา ๆ คนที่เป็น สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ถูกร้องคดี นั่นล่ะครับ จะเป็นตัวดึงเกมคดีให้คดีนั้นล่าช้า พอล่าช้าแล้วเป็นอย่างไรครับ มันก็จะต้อง เกินกว่า ๓๐ วัน ศาลท่านก็คงให้เลื่อนได้บ้างแต่คงไม่ให้เลื่อนแบบระห่ําไปหรอกครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมเชื่อเหลือเกินว่าการที่ศาลจะตัดสินได้ในหลักของกฎหมายว่าใครผิด ใครถูก กฎหมายเขากําหนดไว้ว่าต้องสิ้นความสงสัยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการที่จะตัดสินคดี แบบสิ้นความสงสัยนั้นก็คือ ต้องเปิดโอกาสให้ทั้งโจทก์ จําเลย ผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง นําพยานหลักฐานมาสืบจนศาลสิ้นความสงสัยครับท่านประธาน จึงพิจารณาพิพากษาได้ แล้วท่านไปขีดบรรทัดไว้ให้เขาให้ศาลบอกว่าต้องตัดสินคดีให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ท่านผู้พิพากษาจากศาลฎีกาท่านจึงบอกว่าถ้าถามว่าศาลไม่สามารถช่วยเหลือกระบวนการ เลือกตั้ง สสร. ได้เลยหรือ คําตอบก็มีว่าถ้าท่านมีเวลาให้บ้างในการปรึกษาหารือเพื่อให้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นและให้เวลาศาลในกระบวนการตรวจสอบ และวิธีพิจารณาที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ก็คิดว่ารัฐสภาทําเช่นนั้นก็ยังพอหวังได้ว่าเราจะมี สสร. ที่ดีได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีกรอบเวลาเพียงเท่านี้ ท่านบอกว่าน่าจะเป็นเรื่องโชคร้ายของ รัฐธรรมนูญหรือประเทศชาติหรือประชาชนมากกว่า
กราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพเป็นประการสุดท้ายว่า การที่เรา ร่างรัฐธรรมนูญในมาตรานี้โยนภาระไปให้แก่ศาล พูดง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับเราจะโยนสิ่งไม่ดี หรือแหมผมจะใช้คําว่าอุจจาระก็น่าเกลียด ขออภัยท่านประธาน เหมือนกับเราโยน ความรับผิดชอบไปให้กับศาล และถ้าเกิดผลการวินิจฉัยมิได้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม เพราะมีกรอบเวลาจํากัด คนก็จะตําหนิติเตียนไปที่ศาลไปเปล่า แต่ถ้าภาระต่าง ๆ นั้น การสืบสวนสอบสวนว่าการเลือกตั้งชอบหรือไม่ชอบโดย กกต. และในที่สุดเป็นที่ยุติแล้วว่า มีการกระทําความผิดจริงหรือไม่จริง แล้วค่อยส่งไปให้ศาลตัดสินในระยะเวลา ๓๐ วันนั้น เป็นไปได้ แต่กรณีที่โยนไปให้ศาลดิบ ๆ แบบนี้ เป็นภาระที่หนักหน่วง และสักแต่ว่าเป็นการ ร่างกฎหมายเพื่อเอาตัวรอดไปเท่านั้นเอง เหมือนกับประหนึ่งดูว่าเป็นการให้ความเป็นธรรมแล้ว โดยการที่จะให้ศาลเป็นคนตัดสิน แต่ข้อเท็จจริงนั้นเราไปมัดมือท่านไว้ด้วยระยะเวลา และกรอบระยะเวลาดังกล่าว เราจะไปหวังอะไรได้ต่อการที่ออกฎหมายในลักษณะอย่างนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวครับท่านประธานที่เคารพ ผมจึงไม่เห็นด้วยต่อคณะกรรมาธิการที่เพิ่มขึ้นมา และกระผมเห็นว่ากรรมาธิการนั้นควรจะได้มีการกําหนดกฎหมายประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ ออกเป็นกฎหมายโดยเฉพาะ ซึ่งคิดว่าเหมาะและมีเหตุผลดังที่ผมกราบเรียนแล้วครับ ท่านประธานครับ