สมชาย ใจดี หารือปัญหาน้ำท่วมในเขตของตน เรียกร้องให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการแก้ไข พร้อมเสนอแผนงบประมาณสนับสนุน สามารถ แก้วมีชัย หารือเรื่องการอนุมัติหลักเกณฑ์การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางอุดมการณ์ พูดถึงการเตรียมการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต และหารือเรื่องการร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ได้รับฟังความเห็น และเหตุผลของท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นและท่านสมาชิกที่สงวน คําแปรญัตติมาหลายท่านแล้วนะครับ กรรมาธิการก็ขอถือโอกาสช่วงนี้ได้อธิบายเหตุผล ที่คณะกรรมาธิการได้บัญญัติถ้อยคําในมาตรา ๒๙๑/๕ ดังที่ปรากฏในร่าง ก็กราบเรียนอย่างนี้ครับ
ประเด็นแรก คณะกรรมาธิการได้รับฟังความคิดเห็นของท่านกรรมาธิการ ทุกท่านในที่ประชุม ขณะเดียวกันก็ได้รับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยท่านเลขาธิการคณะกรรมการ การเลือกตั้งก็ได้เข้าไปร่วมประชุมแลกเปลี่ยนให้ข้อคิดเห็น และที่สําคัญนะครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการมาถึงกระผมในฐานะประธานว่า อยากจะให้ปรับเปลี่ยนถ้อยคําเดิมที่ให้ กกต เป็นคนออกหลักเกณฑ์ ท่านอยากให้มีกฎหมาย เฉพาะในการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งเราก็ได้นําความคิดเห็นของท่านมาพิจารณา ในการพิจารณานั้น เราก็มาคิดว่าเมื่อ กกต. ท่านต้องการให้เป็นกฎหมาย เราก็มีทางเลือกคือ ๑. จะออกกฎหมาย เฉพาะการเลือกตั้ง สสร. ครั้งนี้หรือไม่ หรือ ๒. ดูกฎหมายเลือกตั้งที่มีอยู่แล้วนํามาปรับใช้ ในที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เห็นว่าการจะไปออกกฎหมายเฉพาะเพื่อเลือกตั้ง สสร. คราวนี้ก็ไม่น่าที่จะเหมาะสมเพราะ สสร. ก็คงจะมีงานภารกิจเฉพาะการเลือกตั้ง สสร. ครั้งนี้ แล้วต่อไปอาจจะไม่มี สสร. อีกเลยก็ได้นะครับ ฉะนั้นเราก็คิดว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ลองมาดูสิว่า มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งฉบับไหนบ้าง ก็มี ๒ ฉบับให้เลือกครับ มีฉบับว่าด้วย การเลือกตั้งท้องถิ่นกับฉบับที่เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. เมื่อเปรียบเทียบความสลับซับซ้อนของทั้ง ๒ อย่าง และผมกราบเรียน นะครับว่าเราได้ประสานงานกับผู้ปฏิบัติใน กกต. อย่างใกล้ชิดตลอด ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า เราน่าจะใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นมาใช้ในการดําเนินการเลือกตั้ง สสร. ในครั้งนี้ หลายท่านก็ตั้งข้อสังเกตว่า สสร. ต้องไปทําหน้าที่สําคัญระดับชาติ ทําไมถึงต้องมาใช้ กฎหมายเลือกตั้งกฎหมายท้องถิ่น ผมอยากกราบเรียนนะครับ เมื่อเรามี สสร. ปี ๒๕๔๐ ที่ทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันยิ่งกว่านี้นะครับ ตอนเราแก้มาตรา ๒๑๑ ให้มี สสร. ไม่มีการ เลือกตั้งโดยประชาชนนะครับ ให้ผู้สมัครมาเลือกกันเองแล้วเสนอชื่อมาให้รัฐสภาเลือก วันนี้เราคิดว่าความก้าวหน้ามันมีมากนะครับ คือ ๑. ให้ประชาชนเลือกโดยตรง เพียงแต่ว่า วิธีจะให้ประชาชนเลือกโดยตรงจะทําอย่างไรที่จะให้สะดวกและใช้ได้เป็นกฎหมายที่ กกต. เขาก็สบายใจ ก็เห็นว่าการให้สิทธิประชาชนในแต่ละจังหวัดได้เลือก สสร. ของเขาจังหวัดละคน มันก็เทียบเคียงเหมือนเราเลือกนายก อบจ. ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วมีนายก อบจ. คนเดียวก็เหมือนกัน ก็มี สสร. ท่านเดียว และที่เรากังวลว่าถ้าสมมุติไปใช้กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. มันจะไปผูกพันในเรื่องของ การเลือกตั้งล่วงหน้า การเลือกตั้งนอกเขต การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ซึ่งมันคงจะ ยุ่งยากมาก ก็เลยตัดสินใจว่าเราน่าจะใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น ก็บัญญัติขึ้นมา ถามว่า กกต. เขาคิดอย่างไรหลังจากที่เราบัญญัติอย่างนี้แล้ว กกต. เขาก็มีการนําตัวร่าง ของคณะกรรมาธิการไปพิจารณาประชุมกัน และเขาก็มีจดหมายอีกฉบับหนึ่งนะครับ มีหนังสืออีกฉบับมาถึงผม ฉบับแรกวันที่ ๒๗ มีนาคมบอกว่าอยากได้กฎหมายพิเศษเฉพาะ แต่ฉบับหลังสุดวันที่ ๕ เมษายนซึ่งเป็น วันเดียวกับที่เราได้สรุปร่างของเรา กกต. ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการใช้กฎหมายท้องถิ่นนะครับ และ กกต. เองยังได้แนะนําว่าในการร้องคัดค้าน ในวรรคท้ายที่ท่านได้พูดถึงนี้น่าจะบัญญัติ ให้ชัดเจนว่าไปร้องกับใคร อย่างไร ฉะนั้น กกต. เองก็พร้อมที่จะใช้กฎหมายท้องถิ่นและเห็นว่า เหมาะสมที่จะนํามาใช้ในการเลือกตั้ง สสร. ผมก็ไม่อยากไปอ้างอิงคําให้สัมภาษณ์ของท่าน กกต. บางท่านที่ท่านก็ได้พูดแสดงความคิดเห็นซึ่งอาจจะเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของท่าน แต่กล่าวโดยสรุปที่มาที่ไปที่ทําไมถึงเป็นกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นนํามาใช้ก็อย่างที่ ผมกราบเรียนนะครับ ทีนี้มันมีประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่ กกต. เขาได้มาให้ข้อมูลและ เพื่อนสมาชิกก็ได้สงวนคําแปรญัตติไว้หลายท่าน นั่นก็คือท่านเป็นห่วงว่า ๗๕ วันที่ให้ กกต. จัดการเลือกตั้ง สสร. จะมีเวลาพอไหม กกต. เขายืนยันนะครับว่า ๗๕ วันเขาพร้อมที่จะ ทําการเลือกตั้ง มีเวลาเพียงพอครับ เขายังยกตัวอย่างว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีจํานวนตั้ง ๕๐๐ ท่าน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๗ กรณีสภาผู้แทนราษฎรเราสิ้นอายุ รัฐธรรมนูญให้เวลาแค่ ๔๕ วัน ถ้ากรณีสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๘ ก็บัญญัติว่าให้เลือกตั้งอย่างเร็ว ๔๕ วันแต่อย่างช้า ๖๐ วัน แต่ของเรา สสร. แค่ ๗๗ คน เราให้เวลา ๗๕ วัน กกต. เขาบอกว่าเขาสามารถที่จะดําเนินการได้
อีกประเด็นครับท่านประธานครับ ในประเด็นที่พูดถึงการร้องคัดค้าน และเราได้ให้อํานาจการร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะร้องก่อนหรือหลังที่รับรองไปแล้ว ให้เป็นอํานาจของศาลอุทธรณ์ อยากกราบเรียนอย่างนี้นะครับเนื่องจากว่าเรามีเวลาให้ สสร. ทํางานเพียงแค่ ๒๔๐ วัน ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้บัญญัติไว้ก็คือ ๘ เดือนและในรายละเอียดเกี่ยวกับการรับรองหลังจากที่มีการเลือกตั้ง สสร. แล้ว เราให้ กกต. รับรองภายใน ๑๕ วัน ก็แปลว่ารับรองไปก่อนให้สามารถที่จะเปิดประชุมได้ ซึ่งในการเปิดประชุม ท่านก็ถามว่าถ้ามันไม่ครบจะเปิดได้ไหม คือจริง ๆ แล้วมันต้องครบครับ เพราะเลือกตั้งเสร็จ ภายใน ๑๕ วัน กกต. เขาก็ประกาศรับรอง ก็จะมี สสร. ๗๗ คน มาจากจังหวัด ขณะเดียวกัน สสร. ๒๒ คนมาจากการสรรหา ในมาตรา ๒๙๑/๙ ก็จะบัญญัติไว้นะครับว่าการประชุม สสร. ครั้งแรก ให้ประชุมได้ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันเลือกตั้ง ก็แปลว่าเปิดประชุมได้ ส่วนการจะ ร้องคัดค้านก่อน คัดค้านหลังรับรองก็เอาไปยื่นที่ศาลอุทธรณ์และเราก็กําหนดเงื่อนเวลา ให้ศาลอุทธรณ์ดําเนินการวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ความคิดนี้เพื่อนกรรมาธิการ จากฝ่ายค้านนั่นละครับ ผมขออนุญาตเอ่ยนามไว้เป็นเกียรติท่านที่ท่านได้กรุณาท้วงติงว่า เนื่องจากเราไม่อยากจะให้การตรวจสอบการคัดค้านให้มันยืดยาว เหมือน ส.ส. ส.ว. เพราะบางทีกว่าจะตรวจคุณสมบัติกันใช้เวลาเป็นปี ฉะนั้นทําอย่างไรให้มันกระชับ ให้มีเงื่อนเวลา ชัดเจน ก็เลยบัญญัติว่าให้ศาลอุทธรณ์ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ทีนี้ท่านก็ เป็นห่วงต่อว่าจะไปร้องที่ไหน อย่างไร ในนี้ชัดเจนครับ ผู้ร้องคัดค้านก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่เห็นว่ามีการกระทําผิดนะครับ ท่านก็ไปยื่นร้อง กระบวนการพิจารณาจะทําทันไหม ก็อยาก ขอความกรุณาท่านสมาชิกไปดูระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัย คดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น ปี ๒๕๕๐ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ กระบวนการพิจารณาทั้งหมดมีรายละเอียดหมดนะครับ สามารถกระทําได้ภายใน ๓๐ วัน ฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่ากรรมาธิการเราก็ได้ประสาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาข้อมูลและพยายามปิดจุดอ่อนในทางปฏิบัติทุกอย่างให้สามารถ ดําเนินการได้ตามที่เราได้บัญญัติไว้ แต่กระผมเองและคณะกรรมาธิการก็ยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นของท่าน อะไรที่สามารถ จะปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้มันเกิดประสิทธิภาพสูงสุดให้เราได้มาซึ่ง สสร. โดยไม่มีปัญหา เราก็ยินดีรับฟังนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขมาตรานี้คณะกรรมาธิการได้ยกขึ้นมาใหม่ ต่างไปจากร่างเดิม เพราะฉะนั้นเราก็มีโอกาสที่จะปรับปรุงแก้ไขถ้อยคําต่าง ๆ ได้ ท่านประธานครับขอบคุณครับ